อรรถกถา ทีฆนขสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๔. อรรถกถาทีฆนขสูตร
ทีฆนขสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้สดับมา

อย่างนี้.

ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สูกรขาตายํ๑ ณ ถ้ามีชื่ออย่างนี้ว่า

สูกรขาตา. มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ครั้งศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า ถ้านั้นเกิดภายใน

พื้นแผ่นดินซึ่งงอกขึ้นในพุทธันดรหนึ่ง. อยู่มาวันหนึ่งสุกรตัวหนึ่งคุ้ยฝุ่นในที่

ใกล้เขตปิดถ้ำนั้น. เมื่อฝนตกได้ปรากฏเขตปิดเพราะถูกฝนชะ พรานป่าคนหนึ่ง

เห็นเข้าจึงคิดว่า เมื่อก่อนไม่มีผู้มีศีลอยู่ในถ้ำ. เราจักปรับปรุงถ้ำนั้น จึงขนฝุ่น

ออกกวาดถ้าให้สะอาด แล้วทำฝารอบด้านประกอบประตูหน้าต่าง ทำถ้ำให้มีบริ-

เวณลาดด้วยทรายดังแผ่นเงิน ทำอย่างวิจิตร ฉาบปูนขาวจนสำเร็จเรียบร้อยเป็น

อย่างดี แล้วปูเตียงและตั่งได้ถวายเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ถ้ำลึก

ขึ้นลงสะดวก. บทว่า สูกรขาตายํ นี้ ท่านกล่าวหมายถึงถ้ำนั้น. บทว่า

ทีฆนโข เป็นชื่อของปริพาชกนั้น. บทว่า อุปสงฺกมิ เข้าไปเฝ้า เพราะ

เหตุไร ทีฆนขปริพาชกจึงเข้าไปเฝ้า. เล่ากันมาว่า ทีฆนขปริพาชกนั้น

เมื่อพระเถระบวชได้ครึ่งเดือนคิดว่า หลวงลุงของเราไปสู่ลัทธิอื่นที่ผิดแล้วดำรง

อยู่เป็นเวลานาน. แต่บัดนี้เมื่อหลวงลุงไปเฝ้าพระสมณโคดมได้ครึ่งเดือนแล้ว

ประสงค์จะไปด้วยหวังว่า เราจะฟังข่าวของหลวงลุงนั้น. เราจักรู้คำสอนอัน

รุ่งเรืองนั้นหนอ. เพราะฉะนั้น ทีฆนขะจึงเข้าไปเฝ้า. บทว่า เอกมนฺตํ ฐิโต

ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง นัยว่าในขณะนั้นพระเถระยืน๒ ถวายงานพัดพระผู้-

มีพระภาคเจ้าอยู่. ปริพาชกด้วยมีหิริโอตตัปปะในหลวงลุง จึงยืนทูลถามปัญหา

ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เอกมนฺตํ ฐิโต ดังนี้. บทว่า สพฺพํ เม น ขมติ

๑. บาลีว่า สูกรขตายํ.
๒. บาลีว่า นิสินฺโน นั่ง.

สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา คือสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ควรแก่เรา ปริพาชกกากล่าว

ด้วยความประสงค์ว่าปฏิสนธิทั้งหลายไม่ควร. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอัน

ปริพาชกนั้นแสดงว่า เราเป็นผู้มีวาทะว่าขาดสูญ.

แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงพรางความประสงค์ของปริพาชกนั้น

แล้วทรงแสดงถึงโทษในความไม่ควร จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ยาปิ โข เต

ดังนี้. ในบทนั้นมีความว่า แม้ความเห็นของท่านก็ไม่ควร คือ แม้ความเห็นที่

ท่านชอบใจยึดถือไว้ครั้งแรกก็ไม่ควร. บทว่า เอสา เจ เม โภ โคตม ทิฏฺฐิ

ขเมฺยย ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ หากความเห็นนี้ควรแก่ข้าพเจ้า ความว่า หาก

ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เราของเราผู้เห็นว่า เพราะสิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่

เรา พึงควรไซร้. ท่านจึงกล่าวว่า สพฺพํ เม น ขมติ สิ่งทั้งปวงไม่ควร

แก่เรา. แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้น. แม้ความเห็นนั้นก็ควรเหมือนความ

เห็นนี้แม้ถือเอาด้วยการถือเอาสิ่งทั้งปวงฉันนั้น. ปริพาชกกล่าวด้วยเข้าใจว่าเรา

รู้โทษที่ยกในวาทะของตนขึ้นอย่างนี้ แล้วรักษาวาทะนั้น. แต่โดยอรรถย่อมรับ

ว่าความเห็นนั้นของปริพาชกไม่ควรแก่เราดังนี้. อนึ่ง สิ่งทั้งปวงไม่ชอบใจแก่

เราด้วยความเห็นนั้นของผู้ที่มีความเห็นไม่ควรไม่ชอบ เพราะเหตุนั้นจึงเป็น

ความเห็นที่ชอบใจ. แม้ผู้นั้นพึงเป็นผู้ไม่ควรไม่ชอบใจ เพราะเหตุนั้นจึงย่อม

รับได้ว่า สิ่งทั้งปวงย่อมควรย่อมชอบใจ. แต่ปริพาชกนั้นไม่รับข้อนั้น. ย่อม

ถือความขาดสูญแห่งอุจเฉททิฏฐิแม้นั้นอย่างเดียวเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มี-

พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อิโต โข เต อคฺคิเวสฺสน ฯลฯ อญฺญญฺจ ทิฏฺฐึ

อุปาทิยนฺติ ความว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ชนในโลกผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า แม้

ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้นทั้งนั้น แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้นทั้งนั้น

ดังนี้ ชนเหล่านั้นละความเห็นนั้นไม่ได้ และยังยึดถือความเห็นอื่นมากกว่า

คือมากกว่าคนที่ละได้ดังนี้.

ในบทเหล่านั้นบทว่า อโต เป็นปัญจมีวิภัตติลงในอรรถว่าผู้ละได้.

ความว่า คนเหล่าใดละได้ คนเหล่านั้นจักถามว่า คนเหล่าใดเล่า ละไม่ได้.

และคนเหล่านั้นแหละมีมากกว่า. หิ อักษรในบทนี้ว่า พหู หิ พหุตรา มี

มาก คือมากกว่า นี้เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า มากกว่า มากกว่า. แม้ใน

บทว่า ตนู หิ ตนุตรา มีน้อยคือน้อยกว่า ตอนหลังก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า เย เอวมาหิสุ คือ ชนเหล่าใดกล่าวแล้วอย่างนี้. บทว่า ตํ เจว

ทิฏฺฐึ ฯ ล ฯ อุปาทิยนฺติ ชนเหล่านั้นละความเห็นนั้นไม่ได้ และยังยึดถือ

ความเห็นอื่นนั้น คือ ยังละความเห็นเดิมไม่ได้. ยังยึดถือความเห็นอื่นอีก.

อนึ่ง ในบทนี้มีอธิบาย ดังต่อไปนี้ ยึดถือแม้ความเที่ยงแล้ว ก็ไม่ละความเที่ยง

นั้น ไม่สามารถจะยึดถือ ความขาดสูญหรือ ความเที่ยงแต่บางอย่างได้. ยึดถือ

แม้ความขาดสูญแล้ว ก็ไม่ละความขาดสูญนั้น ไม่สามารถจะยึดถือความเที่ยง

หรือความเที่ยงแต่บางอย่างได้. ยึดถือแม้ความเที่ยงแต่บางอย่างแล้วไม่ละความ

เที่ยงแต่บางอย่างนั้น ไม่สามารถยึดถือความเที่ยงหรือความขาดสูญได้. อนึ่ง

ไม่ละความเที่ยงเดิม สามารถยึดถือความเที่ยงอื่นได้ อย่างไร. เพราะสมัย

หนึ่งยึดถือว่ารูปเที่ยงแล้ว สมัยต่อมาไม่ยึดถือรูปล้วน ๆ เท่านั้นว่าเที่ยง แม้

เวทนาก็เที่ยง แม้วิญญาณก็เที่ยง. ในความขาดสูญก็ดี ในความเที่ยงแต่บาง

อย่างก็ดี ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. พึงเข้าใจว่าแม้ในอายตนะ ก็เหมือนในขันธ์.

ท่านกล่าวบทว่า ตํ เจว ทิฏฺฐึ ฯลฯ อุปาทิยนฺติ ละความเห็นนั้นไม่ได้

และยิ่งยึดถือความเห็นอื่นดังนี้หมายถึงความข้อนี้.

พึงทราบความในวาระที่ ๒ ดังต่อไปนี้. บทว่า อโต เป็นปัญจมี-

วิภัตติลงในอรรถว่ายังละไม่ได้ ความว่า ผู้ใด ยังละไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้นั้นจัก

ถามว่า ผู้ใดเล่าละได้. ผู้นั้นแหละมีน้อยกว่า. บทว่า ตํ เจว ทิฏฺฐึ ฯ ล ฯ น

อุปาทิยนฺติ ชนเหล่านั้นละความเห็นนั้นได้ และยังไม่ยึดถือความเห็นอื่น

ความว่า ละความเห็นเดิมนั้นได้ และไม่ถือเอาความเห็นอื่น. อย่างไร. เพราะใน

สมัยหนึ่งยึดถือว่า รูปเที่ยง แล้วสมัยต่อมาเห็นโทษในความเห็นนั้น แล้วละได้

ด้วยคิดว่า ความเห็นของเรานี้หยาบ คือย่อมสละได้ว่า มิใช่ความเห็นว่ารูปเที่ยง

อย่างเดียวเท่านั้นหยาบ เห็นว่าแม้เวทนาก็เที่ยงหยาบ แม้วิญญาณก็เที่ยงหยาบ

เหมือนกัน. ในความขาดสูญก็ดี ในความเที่ยงบางอย่างก็ดี ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

พึงเข้าใจว่าแม้ในอายตนะก็เหมือนในขันธ์ ฉะนั้น. ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า

ละความเห็นเดิมนั้นได้ และไม่ยึดถือความเห็นอื่น.

บทว่า สนฺติ อคฺคิเวสฺสน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภขึ้น

เพราะเหตุไรเจ้าลัทธิที่ถือว่าขาดสูญนี้ ย่อมปิดบังลัทธิของตน แต่เมื่อกล่าว

คุณของลัทธินั้นจักทำลัทธิของตนให้ปรากฏ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น

ทรงแสดงลัทธิที่เหลือเป็นอันเดียวกันแล้ว เพื่อทรงแสดงแยกจากกันจึงทรง

ปรารภเทศนานี้.

พึงทราบความในบทมีอาทิว่า สราคาย สนฺติเก ใกล้ข้างกิเลส

อันเป็นไปกับด้วยความกำหนัด ดังต่อไปนี้. ใกล้กิเลสเครื่องยินดีในวัฏฏะด้วย

อำนาจราคะ คือใกล้กิเลสเครื่องผูกในวัฏฏะ ด้วยเครื่องผูกคือตัณหาและทิฏฐิ

อธิบายว่า กลืนด้วยความยินดีในตัณหาและทิฏฐิ ด้วยอำนาจแห่งตัณหาและ

ทิฏฐินั่งเองแล้วใกล้ความยึดมั่นและความถือมั่น. พึงทราบความในบทมีอาทิว่า

วิราคาย สนฺติเก ใกล้เพื่อคลายความกำหนัดดังต่อไปนี้ พึงทราบความโดย

นัยมีอาทิว่า ใกล้เครื่องความยินดีในวัฏฏะ. อนึ่งในบทนี้ ความเห็นว่าเที่ยงมี

โทษน้อย มีความคลายช้า. ความเห็นว่าขาดสูญมีโทษมาก มีความคลาย

เร็ว. อย่างไร. เพราะผู้มีวาทะว่าเที่ยงย่อมไม่รู้โลกนี้และโลกหน้าว่ามีอยู่.

ย่อมรู้ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วว่ามีอยู่ จึงทำกุศล เมื่อทำอกุศลย่อมกลัวพอใจ

ยินดีในวัฏฏะ. อยู่เฉพาะหน้าพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้าย่อมไม่

สามารถละความเห็นได้เร็ว ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าความเห็นว่าเที่ยงนั้นมีโทษ

น้อยคลายช้า. ส่วนผู้มีวาทะว่าขาดสูญ ย่อมรู้โลกนี้โลกหน้าว่ามีอยู่. แต่ไม่

รู้ผลของกรรมดีและกรรมชั่วว่ามีอยู่ จึงไม่ทำกุศล. เมื่อทำอกุศลย่อมไม่กลัว

ไม่ชอบใจไม่ยินดีวัฏฏะ อยู่เฉพาะหน้าพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้า

ย่อมละความเห็นได้เร็ว สามารถบำเพ็ญบารมีเป็นพระพุทธเจ้าได้. เมื่อไม่

สามารถก็สะสมบุญบารมีเป็นสาวกแล้วนิพพาน. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า

ความเห็นว่าขาดสูญมีโทษมากคลายเร็ว. แต่ปริพาชกนั้นกำหนดความนั้นไม่

ได้ จึงพรรณนา สรรเสริญ ความเห็นนั้น ครั้นกำหนดได้ว่า ความเห็นของ

เราดีแน่นอนจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุกฺกํเสติ เม ภวํ ท่านพระโคดม ทรงยก

ย่องความเห็นของข้าพเจ้า.

บัดนี้เพราะปริพาชกนี้เปี่ยมด้วยความเห็นว่าขาดสูญเท่านั้นดุจน้ำเต้าขม

เต็มด้วยน้ำส้ม. ปริพาชกนั้นยังทิ้งน้ำส้มไม่ได้ จึงไม่สามารถใส่น้ำมันน้ำผึ้ง

เป็นต้นลงในน้ำเต้า. แม้ใส่ลงไปแล้วก็ถือเอาไม่ได้ ฉันใด ปริพาชกนั้นยังละ

ความเห็นนั้นไม่ได้ จึงไม่ควรเพื่อได้มรรคผลฉะนั้น. เพราะฉะนั้นเพื่อให้ปริ-

พาชกละทิฏฐินั้น จึงทรงเริ่มบทมีอาทิว่า ตตฺร อคฺคิเวสฺสน. บทว่า วิคฺค-

โห คือการทะเลาะ. บทว่า เอวเมตาสํ ทิฏฺฐีนํ ปหานํ โหติ การละ

คืนทิฏฐิเหล่านั้นย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้ คือ ครั้นเห็นโทษแห่งการทะเลาะ

แล้วจึงละทิฏฐิเหล่านั้นได้.

ปริพาชกนั้นคิดว่า ประโยชน์อะไรแก่เราด้วยการทะเลาะเป็นต้นนี้.

จึงละความเห็นว่าขาดสูญนั้นได้.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า เราจักให้ปริพาชกบำเพ็ญ

โอสถอันอมตะไว้ในหทัย ดุจบุคคล ใส่เนยใสและเนยข้นเป็นต้น ลงในน้ำเต้า

ที่คายน้ำส้มออกแล้วฉะนั้น เมื่อจะทรงบอกวิปัสสนาแก่ปริพาชกนั้น จึงตรัส

พระดำรัสมีอาทิว่า อยํ โข ปน อคฺคีเวสฺสน กาโย ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ก็

กายนี้เป็นที่ประชุมมหาภูตรูปทั้ง ๔ ดังนี้. ท่านกล่าวความของบทนั้นไว้แล้ว

ในวัมมิกสูตร. แม้บทมีอาทิว่า อนิจฺจโต ก็กล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลัง.

บทว่า โย กายสฺมึ ฉนฺโท ได้แก่ ความอยากในกาย. บทว่า เสนฺโห ความ

เยื่อใย คือความเยื่อใยด้วยตัณหา. บทว่า กายนฺวยตา คือความอยู่ในอำนาจ

ของกาย. อธิบายว่า กิเลสอันเข้าไปสู่กาย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงรูปกรรมฐานอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อ

ทรงแสดงอรูปกรรมฐานจึงตรัสว่า ติสฺโส โข เวทนา ๓ เป็นอาทิ. เมื่อจะ

ทรงแสดงความที่เวทนา ๓ เหล่านั้นไม่ปนกัน จึงตรัสว่า ยสฺมึ อคฺคิเวสฺสน

สมเย ดูก่อนอัคคิเวสสนะในสมัยใดเป็นอาทิ ความย่อในบทนั้นมีดังนี้ สมัยใด

เสวยเวทนาอย่างเดียวในบรรดาสุขเวทนาเป็นต้น สมัยนั้นเวทนาอื่นชื่อว่านั่ง

คอยดูวาระหรือโอกาสของตนย่อมไม่มี. โดยที่แท้เวทนายังไม่เกิดหรือหายไปดุจ

ฟองน้ำแตก. บทมีอาทิว่า สุขาปิ โข ท่านกล่าวเพื่อแสดงความที่เวทนา ๓

เหล่านั้นเป็นจุณวิจุณไป. บทว่า น เกนจิ วิวทติ ย่อมไม่วิวาทแก่งแย่งกับ

ใคร ๆ คือ ย่อมไม่กล่าวร่วมกันกับแม้พวกมีวาทะว่าขาดสูญว่า เราเป็นผู้มี

วาทะว่าเที่ยงเพราะมีทิฏฐิว่าเที่ยง. ย่อมไม่วิวาทแก่งแย่งกับผู้มีวาทะว่าเที่ยง

บางพวกว่า เราเป็นผู้มีวาทะว่าเที่ยง เพราะถือเอาทิฏฐิว่าเที่ยงนั้นนั่นแหละ

พึงประกอบเปลี่ยนแปลงวาทะแม้ ๓ อย่างด้วยประการฉะนี้. บทว่า ยญฺจ

โลเก วุตฺตํ โวหารใดที่ชาวโลกพูดกัน คือพูดไปตามโวหารที่ชาวโลกพูดกัน.

บทว่า อปรามสํ ไม่ยึดถือ คือไม่ยึดถือธรรมไร ๆ ด้วยการถือมั่น. สมดัง

ที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ภิกษุใด เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้วเพราะ
บรรลุพระอรหัต เป็นผู้ทรงร่างกายไว้เป็น
ครั้งสุดท้าย ภิกษุนั้น พึงกล่าวว่า เราย่อม
กล่าวดังนี้บ้าง พึงกล่าวว่า พวกเขาย่อมกล่าว
กะเราดังนี้บ้าง เป็นผู้ฉลาด รู้สิ่งกำหนดรู้กัน
ในโลก พึงพูดไปตามโวหารนั้น.
ท่านกล่าวต่อไปอีกว่า ดูก่อนจิตคฤหบดี ตถาคตพูดไปตามสิ่งที่รู้กัน

ในโลก ภาษาของชาวโลก โวหารของชาวโลก บัญญัติของชาวโลก แต่ไม่

ยึดถือด้วยทิฏฐิ.

บทว่า อภิญฺญา ปหานมาห พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละธรรม

เหล่านั้นด้วยปัญญาอันยิ่ง ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ความเที่ยงแห่ง

ธรรมเหล่านั้นในบรรดาความเที่ยงเป็นต้น ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วจึงตรัสถึงการละ

ความเที่ยง. ทรงรู้ความขาดสูญ ความเที่ยงแต่บางอย่างด้วยปัญญารู้ยิ่งแล้วจึง

ตรัสถึงการละความเที่ยงแต่บางอย่าง ทรงรู้รูปด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วจึงตรัสถึง

การละรูป พึงทราบความในบทนี้โดยนัยมีอาทิดังนี้แล. บทว่า ปฏิสญฺจิกฺขโต

เมื่อพระสารีบุตรสำเหนียกคือเห็นตระหนัก. บทว่า อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ

วิมุจฺจิ จิตพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น คือ จิตพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย

อันดับแล้วด้วยความดับสนิทคือไม่เกิดอีกเพราะไม่ถือมั่น.

ด้วยเหตุประมาณเท่านี้ ท่านพระสารีบุตรดุจบุคคลบริโภคอาหารที่เขา

ตักให้ผู้อื่นแล้ว บรรเทาความหิวลงได้ เมื่อส่งญาณไปในธรรมเทศนาที่ปรารภ

ผู้อื่นจึงเจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัต แทงตลอดที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ

และปัญญา ๑๖ แล้วดำรงอยู่. ส่วนทีฆนขะได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วดำรงอยู่

ในสรณะทั้งหลาย.

ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อดวงอาทิตย์ยังปรากฏอยู่ ทรงจบเทศนานี้

แล้วเสด็จลงจากภูเขาคิชฌกูฏ เสด็จไปพระวิหารเวฬุวันได้ทรงประชุมพระสาวก.

ได้มีสันนิบาตประกอบด้วยองค์ ๔. องค์ ๔ เหล่านี้คือ วันนั้นเป็นวันอุโบสถ

ขึ้น ๑๕ ค่ำ ประกอบด้วยมาฆนักษัตร ๑ ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป ประชุมกันตาม

ธรรมดาของตน ๆ ไม่มีใครนัดหมายมา ๑ ภิกษุเหล่านั้นไม่มีแม้สักรูปหนึ่งที่

เป็นปุถุชน หรือพระโสดาบัน พระสกกาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์

ผู้สุกขวิปัสสก ภิกษุทั้งหมดเป็นผู้ใดอภิญญาหกทั้งนั้น ๑ มิได้ปลงผมด้วย

มีดโกนบวชแม้แต่รูปเดียว ภิกษุทั้งหมดเป็นเอหิภิกขุ ๑.

จบอรรถกถาทีฆนขสูตร ที่ ๔

ดูเพิ่ม[แก้ไข]