อรรถกถา ธรรมเจติยสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา



อรรถกถาธรรมเจติยสูตร
ธรรมเจติยสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
ในพระสูตรนั้น คำว่า เมทลุปํ เป็นชื่อของนิคมนั้น. ก็ได้ยินว่า

นิคมนั้น มีแผ่นหินมีสีดุจมันข้น(ศิลามีสีอันแดงงามดุจหงอนไก่เทศ (ลิปิ) )

เกิดขึ้นหนาแน่นในที่นั้น ๆ เพราะฉะนั้น

จึงถึงการนับว่า เมทลุปะ. อนึ่ง เสนาสนะ ในนิคมนั้น ก็ไม่แน่นอน ฉะนั้น

จึงมิได้กล่าวไว้. บทว่า นครกํ ได้แก่นิคมหนึ่งของเจ้าศากยะมีชื่ออย่างนั้น.

คำว่า ด้วยพระราชกรณียะบางอย่าง คือ มิใช่ด้วยกรณียะอย่างอื่น แต่

พระเจ้าปเสนทิโกศลนี้ ตรัสสั่งว่าพวกเจ้าจงจับพันธุละเสนาบดี พร้อมด้วย

บุตร ๓๒ คน ให้ได้โดยวันเดียว. ก็ในวันนั้น นางมัลลิกาภริยาของ

พันธุละเสนาบดีนั้น ทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป.

พอภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เสด็จถึงเรือนประทับนั่งแล้ว

เจ้าหน้าที่ก็นำข่าวว่า ท่านเสนาบดีถึงอสัญกรรมแล้ว มาให้นางมัลลิกา.

นางรับหนังสือ ถามว่า เป็นข่าวดี (หรือร้าย). ก็เรียนว่า พระราชาทรงให้

จับเสนาบดีพร้อมด้วยบุตร ๓๒ คน ประหารชีวิตพร้อมกัน แม่เจ้า. นาง

กล่าวว่า พวกเจ้าอย่าได้กระทำให้แพร่งพรายแก่มหาชน แล้วเอาหนังสือใส่

ห่อพกไว้ อังคาสพระภิกษุสงฆ์. ในตอนนั้น เจ้าหน้าที่ยกหม้อสัปปิมาหม้อ

หนึ่ง (เผอิญ) หม้อสัปปินั้นกระทบธรณีประตูแตก จึงสั่งให้ไปนำหม้อ

อื่นมาอังคาสพระภิกษุสงฆ์.

พระศาสดาทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว จึงตรัสว่า นางไม่ควรคิด

เพราะเหตุหม้อสัปปิแตก เพื่อเป็นเหตุให้ตั้งกถาขึ้น. ขณะนั้น นางมัลลิกา

จึงนำหนังสือออกมาวางตรงหน้าพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี่เป็นข่าวการตายของเสนาบดีกับบุตร ๓๒ คน หม่อม-

ฉันมิได้คิดแม้เรื่องนี้ เหตุไรจะคิดเพราะเหตุหม้อสัปปี (แตก). พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถาให้ปฏิสังยุ่ตด้วยสามัญลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้น

ว่า ดูก่อนนางมัลลิกา อย่าคิด (มาก) ไปเลย ธรรมดาในสังสารวัฏฏ์มีที่สุด

และเบื้องต้นอันใคร ๆ ไปตามอยู่ รู้ไม่ได้แล้ว ย่อมเป็นไปเช่นนั้น แล้วเสด็จ

กลับ. นางมัลลิกาเรียกลูกสะใภ้ ๓๒ คน มาให้โอวาท. พระราชารับสั่งให้

นางมัลลิกาเข้าเฝ้า ตรัสถามว่า ในระหว่างเสนาบดีกับเรา โทษที่แตกกันมีหรือ

ไม่มี.(๑) นางทูลว่า ไม่มี พะยะค่ะ. พระราชาทรงทราบว่า เสนาบดีนั้น

ไม่มีความผิดตามคำของนาง จึงมีความเดือนร้อนเกิดความเสียพระทัยอย่างล้น

พ้น. พระองค์ทรงรำพึงว่า ได้นำสหายผู้ยกย่องเราว่ากระทำสิ่งที่หาโทษมิได้

เห็นปานนี้มาแล้วให้พินาศแล้ว ตั้งแต่นั้นไป ก็ไม่ได้ความสบายพระทัยในปราสาท

หรือในเหล่านางสนม หรือความสุขในราชสมบัติทรงเริ่มเที่ยวไปในที่นั้น ๆ.

กิจอันนี้แหละได้มีแล้ว. หมายถึงเรื่องนี้ จึงกล่าวไว้ว่า ด้วยราชกรณียกิจ

อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้.

บทว่า ทีฆํ การายนํ ความว่า ทีฆการายนะซึ่งเป็นหลานของ

พันธุละเสนาบดีคิดว่า พระราชาทรงฆ่าลุงของเรา ผู้มิได้ทำผิดนั้นโดยไม่มีเหตุ

พระราชาได้ทรงตั้งไว้ในคำแหน่งเสนาบดีแล้ว. คำนั้น ท่านกล่าวหมายถึง

เรื่องนี้. คำว่า มหจฺจราชานุภาเวน ความว่า ด้วยราชานุภาพอันใหญ่

หมายความว่า ด้วยหมู่พลมากมายงดงามด้วยเพศอันวิจิตร ดุจถล่มพื้นธรณี

ให้พินาศ ประหนึ่งจะยังสาครให้ป่วนปั่นฉะนั้น . บทว่า ปาสาทิกานิ ความว่า

อันให้เกิดความเลื่อมใสพร้อมทั้งน่าทัศนาทีเดียว. บทว่า ปาสาทนียานิ เป็น

๑. สี. จิตฺตโทโส.

ไวพจน์ของคำนั้น. อีกนัยหนึ่ง บทว่า ปาลาทิกานิ ความว่า น่าดู (น่า

ทัศนา). บทว่า ปาสาทนียานิ ได้แก่ให้เกิดความเลื่อมใส. บทว่า อปฺปสทฺ-

ทานิ คือ ไม่มีเสียง. บทว่า อปฺปนิคฺโฆสานิ ความว่า เว้นจากเสียง

กึกก้อง เพราะอรรถว่า ไม่ปรากฏ. บทว่า วิชนวาตานิ ความว่า ปราศจาก

กลิ่นของคน. บทว่า มนุสฺสราหสฺเสยฺยกานิ ความว่า สมควรแก่งานที่จะ

พึงทำในที่ลับของมนุษย์ อรรถว่า สมควรแก่ผู้ที่ปรึกษาค้นคว้าอย่างลี้ลับ.

บทว่า ปฏิสลฺลานสารุปฺปานิ ความว่า สมควรแก่ความเป็นผู้เดียว

ซ่อนเร้นอยู่. บทว่า ยตฺถ สุทํ มยํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้

เคยเสด็จไปในที่นั้น ในคำนี้มีอรรถดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าควรเสด็จเข้าไป

ในที่เช่นนั้น เพราะเป็นที่พวกเราทั้งหลายมีความสุข.

บทว่า อติถิ มหาราชา ความว่า เสนาบดีผู้ฉลาด ย่อมทราบว่า

พระราชาทรงนับถือพระผู้มีพระภาคเจ้า. เสนาบดีนั้น จะส่งจารบุรุษไป จนรู้ที่

ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ ด้วยคิดว่า ถ้าพระราชาถามเราว่า พระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงประทับที่ไหน ก็ควรจะกราบทูลได้โดยมิชักช้า เพราะฉะนั้น

จึงกล่าวอย่างนั้น .

บทว่า อารามํ ปาวิสิ ความว่า ทรงตั้งค่ายไว้นอกนิคมแล้ว เสด็จ

เข้าไปกับการายนะเสนาบดี. ท่านกล่าวว่า วิหาโร หมายเอาพระคันธกุฎี. บทว่า

อาฬินฺทํ แปลว่า หน้ามุข. บทว่า อุกฺกาสิตฺวา คือ กระทำเสียงกระแอม.

บทว่า อคฺคฬํ คือ บานประตู. บทว่า อาโกฏฺเฏหิ ท่านกล่าวอธิบาย

ไว้ว่า ทรงเคาะที่ใกล้ช่องกุญแจค่อย ๆ ด้วยปลายพระนขา. ได้ยินว่า พวก

อมนุษย์ย่อมเคาะประตูสูงเกินไป ทีฆชาติก็เคาะต่ำเกินไป จึงไม่เคาะอย่างนั้น

คือเคาะที่ใกล้ช่องตรงกลาง นี้เป็นมรรยาทในการเคาะประตู ท่านโบราณาจารย์

กล่าวแสดงไว้ด้วยประการดังนี้. บทว่า ตตฺเถว คือในที่ที่ภิกษุทั้งหลายกล่าว

แล้วนั่นแหละ. คำว่า ขคฺคญฺจ อุณฺหีสญฺจ นั้นเป็นเพียงเทศนา. อนึ่ง

พระราชาทรงมอบราชกกุธภัณฑ์ ทั้ง ๕ ที่มาแล้ว คือ

พัดวาลวีชนี อุณหิส พระขรรค์ ฉัตร
และฉลองพระบาท พระราชาเสด็จลงจาก
ยานจอดซ่อนไว้.

ถามว่า ก็พระราชาทรงมอบเบญจราชกกุธภัณฑ์ เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะ

ไม่ควรเสด็จเข้าไปยังสำนักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นที่เคารพยิ่งด้วยเพศแห่ง

อิสริยยศ และทรงคิดว่าจะเข้าไปเฝ้าเพียงพระองค์เดียวจะได้สนทนาได้ตามพอ

พระทัยของพระองค์ ก็ในบรรดาราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ พระองค์ให้กลับแล้ว ก็

ไม่ได้กล่าวว่าท่านจงกลับ. จะกลับไปเองทั้งหมดทีเดียว. พระราชาทรงมอบไป

ด้วยเหตุ ๒ ประการ ดังกล่าวมานี้. บทว่า รหายติ ความว่า ย่อมกระทำเร้นลับ

คือ ซ่อนเร้น ได้ยินว่า เสนาบดีนั้น มีประสงค์ดังนี้ว่า พระราชานี้ แม้คราว

ก่อนก็ปรึกษาจตุกัณณมนต์กับพระสมณโคดม แล้วให้จับลุงของเรากับบุตร

๓๒ คน แม้ครั้งนี้ ก็คงปรึกษาจตุกัณณมนต์ สั่งให้จับเราอีกกระมังหนอ

เสนาบดีนั้น ได้มีความคิดดังนี้ เพราะอำนาจแห่งความโกรธ.

บทว่า วิวริ ภควา ทฺวารํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้

ทรงลุกขึ้นเปิดประตู. แต่ทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า จงเปิดเถอะ. ต่อแต่นั้น

ประตูก็เปิดเองทีเดียว กล่าวว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เมื่อให้

ทานอยู่ในโกฏิแห่งกัปป์มิใช่น้อย มิได้เคยกระทำกรรมคือการกั้นประตูด้วยพระ-

หัตถ์ของพระองค์. ก็ประตูนั้น เพราะเปิดออกด้วยพระทัยของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เปิดประตู

แล้ว บทว่า วิหารํ ปวิสิตฺวา ความว่า เข้าไปสู่พระคันธกุฏีแล้ว. ก็เมื่อ

พระราชาพอเสด็จเข้าไปแล้ว การายนะเสนาบดี ก็ถือเอาเบญจราชกุกธภัณฑ์

กลับค่าย เรียกวิฑูฑภะมาว่า เพื่อนรัก จงยกฉัตรขึ้น. วิฑูฑภะถามว่า

พระชนกของข้าพเจ้าไปแล้วหรือ. ตอบว่า อย่าถามถึงพระชนกเลย ถ้าท่าน

ไม่ยก ข้าพเจ้าจะถือฉัตรนั้นยกขึ้นเอง. วิฑูฑภะจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะยก

เองสหาย. การายนะเสนาบดี ทิ้งม้าไว้ให้พระราชาตัวหนึ่ง ดาบเล่มหนึ่ง

นางสนมคนเดียวเท่านั้น สั่งว่า ถ้าพระราชาอยากจะมีชีวิตอยู่ ก็อย่าตามมา

แล้วยกฉัตรให้วิฑูฑภะ แล้วพาวิฑูฑภะนั้น ไปยังนครสาวัตถีทีเดียว. บทว่า

ธมฺมนฺวโย ความว่า รู้ตาม คือ อนุมาน คือ เข้าใจธรรม กล่าวคือ

ปัจจักขญาณ.

บัดนี้ คำว่า สมฺมาสมฺพุทโธ ภควา ดังนี้เป็นต้น ย่อมมีแก่

พระราชานั้นด้วยความรู้ตามธรรมอันใด เพื่อแสดงความรู้ตามธรรมอันนั้น จึง

กล่าวว่า อิธ ปนาหํ ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น ในบทเหล่านั้น บทว่า อา-

ปาณโกฏิตํ ความว่า ชีวิตชื่อว่า ปาณะ (ปราณ) การทำเขตแดนแห่งชีวิต

อันมีลมปราณเป็นที่สุดนั้นไว้ในภายใน ท่านอธิบายว่า แม้ในสมัยใกล้ตาย ก็

ยังท่องเที่ยวไปอยู่เที่ยว จึงก้าวล่วงชีวิตนั้น ไปไม่ได้. ปาฐะว่า อาปนโกฏิก(๑)

ดังนี้ก็มี. หมายความว่า มีชีวิตเป็นที่สุดรอบ. อธิบายว่า บางคนก้าวล่วงอยู่

ไม่กระทำชีวิตอันมีปราณเป็นที่สุดเที่ยวไป เพราะเหตุแห่งชีวิตฉันใด ภิกษุ

ทั้งหลายย่อมไม่เป็นอย่างนั้น. คำว่า อยมฺปิ โข เม ภนฺเต พระอรรถกถา-

จารย์ย่อมแสดงว่า ข้อนี้ย่อมเป็นอย่างนี้ เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ดีแล้ว

พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วและพระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเลื่อมใสในธรรมในพระผู้มีพระภาคเจ้าของข้า

พระองค์นี้ย่อมเป็นอย่างนี้. ในบททุกบท ก็มีนัยดังนี้แล.

บทว่า น วิย มญฺเญ จกฺขุํ พนฺธนฺเต (๒) (ดูเหมือนราวกะว่าไม่

ห่วงใยจักษุ) ความว่าเหมือนไม่ผูกพันจักษุ. เพราะมองดูเห็นอย่างไม่น่าเลื่อม

๑. ฉ. อปาณโกฎิกํ

๒. ฎีกา จกฺขุํ อตฺตนิ พนฺธนฺต.

ใสแล้วยังไม่ทำหน้าที่ในการแลดูอีก ฉะนั้น เขาจึงชื่อว่า ไม่ผูกพันจักษุ.

เห็นอย่างน่าเลื่อมใสแล้วยังทำกิจในการแลดูเนือง ๆ ฉะนั้นเขาชื่อว่า ผูกพัน

จักษุ. ก็ท่านเหล่านี้ เป็นผู้ไม่น่าเลื่อมใส ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนั้น.

บทว่า พนฺธุกโรโค โน ได้แก่ โรคแห่งตระกูล (โรคกรรมพันธุ์). อาจารย์

ทั้งหลายกล่าวว่า มีโรคเห็นปานนี้ เกิดในตระกูลของเราทั้งหลาย. บทว่า

อุฬารํ คือมีศักดิ์ใหญ่. บทว่า ปุพฺเพนาปรํ ได้แก่เป็นอย่างอื่น คือแตก

ต่างจากก่อน. คือกระทำกสิณบริกรรมจนบังเกิดสมาบัติ ชื่อว่า รู้กว้างขวาง

คือ วิเศษกว่าก่อนในคำนั้น. กระทำสมาบัติให้เป็นปทัฏฐาน เจริญวิปัสสนา

ถือเอาพระอรหัตต์ ชื่อว่า รู้กว้างขวาง คือ วิเศษยิ่งกว่าแต่ก่อน. บทว่า

ฆาเฏตายํ วา ฆาเฏตุํ ความว่า เพื่อให้ฆ่าคนที่ควรฆ่า. บทว่า ชาเปตายํ

วา ชาเปตุํ ความว่า จะให้ริบคนที่ควรริบด้วยทรัพย์ คือ กระทำให้

เสื่อมสิ้นให้ไม่มีทรัพย์. บทว่า ปพฺพาเชตายํ วา ปพฺพาเชตุํ คือให้เนร-

เทศคนที่ควรเนรเทศเสียจากรัฐ. บทว่า อิสิทนฺตปุราณา คือ อิสิทันตะ

และบุราณะ. ในคนทั้ง ๒ นั้น คนหนึ่ง เป็นพรหมจารี คนหนึ่ง เป็นสทาร

สันโดษ (ยินดีแต่ภริยาของตน). บทว่า มมภตฺตา ความว่า ชื่อว่า มมภัตตา

เพราะอรรถว่า ภัตรอันเป็นของแห่งตนของชนเหล่านั้นมีอยู่. บทว่า มมยานา

ความว่า ชื่อว่า ยวดยานของเรา เพราะอรรถว่า ยวดยานอันเป็นของแห่งเรา

มีอยู่. บทว่า ชีวิตํ ทาตา ได้แก่ เป็นผู้ให้ความเป็นไปแห่งชีวิต. บทว่า

วีมํสมาโน คือเมื่อจะทดลอง.

ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระราชามิได้ทรงบรรทมหลับเลย ทรงบรรทม

เหมือนหลับอยู่. ที่นั้นได้ตรัสถามช่างไม้เหล่านั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

ประทับทางทิศาภาคไหน ครั้นได้ทรงสดับว่า ทางทิศาภาคโน้น จึง

ปรึกษากันว่า พระราชาทรงหันพระเศียรไปยังทิศาภาคที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ประทับ หันพระบาทนา (ทางนี้) ถ้าพระศาสดาทรงหันพระเศียรไปยังทิศาภาคที่

พระราชาประทับ หันพระบาทมา เราจักกระทำอย่างไรดี. แต่นั้น ช่างไม้

เหล่านั้น จึงคิดกันว่า พระราชาทรงขัดพระทัยอยู่ เคยทรงให้สิ่งใดแก่พวก

เรา ก็ทรงตัดสิ่งนั้นเสีย ช่างไม้ทั้งหลายพูดกันว่า ก็พวกเราไม่สามารถที่จะ

หันเท้าไปทางพระศาสดาได้ จึงหันเท้าไปทางพระราชาแล้ว จึงนอนแล้ว.

พระราชานี้ ทรงหมายถึงข้อนั้น จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า ปกฺกามิ ความว่า

พระราชาเสด็จออกจากพระคันธกุฎีแล้ว ทรงดำเนินไปถึงที่ที่การายนะอยู่

ไม่เห็นการายนะนั้นในที่นั้น จึงเสด็จไปยังค่ายที่พักพล. แม้ในที่นั้น ก็ไม่

เห็นใครอื่น จึงตรัสถามหญิงนั้น. หญิงนั้น จึงกราบทูลเรื่องราวทั้งสิ้นให้

ทรงทราบ. พระราชาทรงพระดำริว่า บัดนี้เราไม่ควรไปในพระนครนั้น แต่

ผู้เดียว เราจะไปยังพระนครราชคฤห์ กลับมากับหลานแล้ว ยึดราชสมบัติ

ของเรา ดังนี้ เมื่อเสด็จไปยังพระนครราชคฤห์ ได้ทรงเสวยพระกระยาหาร

ข้าวปลายเกรียน ทรงดื่มน้ำที่ขุ่นในระหว่างทาง. อาหารของพระองค์ ซึ่งมี

ปกติเป็นสุขุมาลชาติ ไม่ย่อยไปโดยง่าย. พระองค์แม้เสด็จถึงพระนครราช-

คฤห์ ก็เป็นเวลาวิกาล ถึงเมื่อประตูพระนครปิดเสียแล้ว. ทรงดำริว่า วันนี้

นอนที่ศาลา (นี้ ) ต่อพรุ่งนี้จึงเข้าไปหาหลานของเรา ดังนี้ จึงทรงบรรทมที่

ศาลาภายนอกพระนคร. พระองค์เสด็จลุกขึ้นตลอดราตรีเสด็จไปข้างนอกหลาย

ครั้ง. ตั้งแต่นั้น ก็ไม่อาจทรงพระดำเนินไปด้วยพระบาท ทรงบรรทมทั้งเหนือ

ตักของหญิงนั้น พอใกล้รุ่งก็ทรงสวรรคตแล้ว. หญิงทราบว่า พระราชา

สวรรคตแล้ว ก็เริ่มปริเทวนาด้วยการร้องไห้คร่ำครวญด้วยเสียงดังว่า บัดนี้

พระเจ้าโกศลสามีของเราเสวยราชสมบัติในรัฐทั้ง ๒ มานอนสวรรคตอย่างคน

อนาถา ที่ศาลาของคนไร้ที่พึ่งภายนอกพระนครของคนอื่น ดังนี้เป็นต้น.

พวกมนุษย์ได้สดับข่าวจึงมากราบทูลแด่พระราชา. พระราชาเสด็จมาทอดพระ

เนตรแล้ว ทรงจำได้ ทรงทราบเหตุที่เสด็จมาแล้ว ทรงจัดทำสรีรกิจอย่าง

สมพระเกียรติทรงให้เจ้าพนักงานตีฆ้องร้องประกาศว่า เราจักจับพระเจ้า

วิฑูฑภะ ประชุมหมู่พลให้พรักพร้อมแล้ว. อำมาตย์ทั้งหลายพากันมา

หมอบแทบพระยุคลบาททูลว่า ขอเดชะ ถ้าหากพระเจ้าลุงของพระองค์ไม่มี

โรค พระองค์ก็ควรเสด็จ แต่บัดนี้ แม้พระเจ้าวิฑูฑภะ สมควรยกฉัตรขึ้น

เพราะอาศัยพระองค์ทีเดียว ทูลให้เข้าใจ ห้ามไว้แล้ว.

บทว่า ธมฺมเจติยานี เป็นคำบอกถึงการทำความเคารพพระธรรม.

จริงอยู่ เมื่อกระทำความเคารพในรัตนะหนึ่ง ในบรรดารัตนะทั้ง ๓ ก็ย่อมเป็น

อันกระทำในทุกรัตนะทีเดียว. เพราะฉะนั้น เมื่อกระทำความเคารพในพระผู้มี

พระภาคเจ้า ก็ย่อมเป็นอันกระทำความเคารพในพระธรรมด้วย เพราะฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ธรรมเจดีย์ทั้งหลาย. บทว่า อาทิพฺรหฺม-

จริยกานิ ความว่า อันเป็นเบื้องต้นของมรรคพรหมจรรย์ หมายความว่า

อันเป็นการปฏิบัติในส่วนเบื้องต้น. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาธรรมเจติยสูตรที่ ๙

ดูเพิ่ม[แก้ไข]