อรรถกถา นครสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถานครสูตรที่ ๕
ในนครสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ในคำว่า นามรูเป โข สติ วิญฺยาณํ นี้ ควรจะกล่าวว่า

สงฺขาเรสุ สติ วิญฺญาณํ และว่า วิชฺชาย สติ สงฺขารา แม้คำทั้ง

สองนั้น ท่านก็ไม่กล่าว. เพราะเหตุไร. เพราะอวิชชาและสังขารเป็นภพ

ที่ ๓ วิปัสสนานี้ไม่เชื่อมกับอวิชชาและสังขารนั้น. จริงอยู่ พระมหาบุรุษ

ทรงถือมั่นอย่างยิ่ง ซึ่งปัจจุบันนภพ ด้วยอำนาจปัญจโวการภพ (ภพที่

มีขันธ์ ๕ ) แล. ถามว่า เมื่อไม่เห็นอวิชชาและสังขาร ก็ไม่อาจเป็น

พระพุทธเจ้าได้มิใช่หรือ. แก้ว่า จริง ไม่อาจเป็นได้ แต่พระพุทธเจ้านี้

ทรงเห็นอวิชชาและสังขารนั้น ด้วยอำนาจภพ อุปาทานและตัณหานั่นเอง

เพราะฉะนั้น จึงเปรียบเหมือนบุรุษติดตามเหี้ย เห็นเหี้ยนั้นลงบ่อ ก็ลง

ไปขุดตรงที่เหี้ยเข้าไป จับเหี้ยได้ก็หลีกไป ไม่ขุดที่ส่วนอื่น. เพราะอะไร.

เพราะไม่มีอะไร ฉันใด แม้พระมหาบุรุษก็ฉันนั้น ประทับนั่ง ณ โพธิ-

บัลลังก์ แสวงหาตั้งแต่ชราและมรณะว่า นี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้ เหมือน

บุรุษติดตามเหี้ย ทรงเห็นปัจจัย จนถึงนามธรรมและรูปธรรม เมื่อ

แสวงหาปัจจัยของนามรูปแม้นั้น ก็ได้เห็นเฉพาะวิญญาณเท่านั้น. แต่นั้น

จึงเปลี่ยนเจริญวิปัสสนาว่า ธรรมประมาณเท่านี้ เป็นการดำเนินการ

พิจารณาด้วยอำนาจปัญจโวการภพ. ปัจจัยคืออวิชชาและสังขารมีอยู่เหมือน

ที่ตั้งบ่อเปล่าข้างหน้ายังไม่ถูกทำลาย ไม่ทรงยึดถือเอาปัจจัยคืออวิชชาและ

สังขารนั่นนั้นว่า ไม่ควรพิจารณาแยกเป็นส่วน ๆ เพราะวิปัสสนาท่านถือ

เอาในหนหลังแล้ว.

บทว่า ปจฺจุทาวตฺตติ ได้แก่หวนกลับ. ถามว่า ก็ในที่นี้วิญญาณ

ชนิดไหนหวนกลับ. แก้ว่า ปฏิสนธิวิญญาณก็มี วิปัสสนาวิญญาณก็มี.

ใน ๒ อย่างนั้น ปฏิสนธิวิญญาณย่อมหวนกลับเพราะปัจจัย วิปัสสนา-

วิญญาณย่อมหวนกลับเพราะอารมณ์ แม้วิญญาณทั้งสองก็ไม่ล่วงนามรูป

ไปได้ คือไม่ไปสู่ที่อื่นจากนามรูป.

ในคำว่า เอตฺตาวตา ชาเยถ วา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ว่า

เมื่อวิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป เมื่อนามรูปเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ แม้

เมื่อทั้งสองต่างก็เป็นปัจจัยแก่กันและกัน นามรูปพึงเกิดหรือพึงเข้าถึงด้วย

เหตุเพียงเท่านี้. เบื้องหน้าแต่นี้ นามรูปอย่างอื่นอันใดอันหนึ่งจะพึงเกิด

หรือพึงเข้าถึงเล่า นามรูปนั้นนั่นแล ย่อมเกิดและย่อมเข้าถึงมิใช่หรือ.

ครั้นทรงแสดงบททั้งห้า พร้อมด้วยการจุติและปฏิสนธิแล้ว ๆ เล่า ๆอย่างนี้

แล้ว เมื่อจะทรงย้ำเนื้อความนั้นว่า เอตฺตาวตา อีก จึงตรัสว่า คือวิญญาณ

มีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย นานรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนั้น เพื่อจะ

แสดงชาติชราและมรณะในอนาคตซึ่งมีนามรูปเป็นมูล เพราะวิญญาณเป็น

ปัจจัย ด้วยอำนาจปัจจยาการโดยอนุโลม จึงตรัสคำมีอาทิว่า นามรูปปจฺจยา

สฬายตนํ ดังนี้.

บทว่า อญฺชสํ เป็นไวพจน์แห่งมรรคนั่นเอง. บทว่า อุทาปคตํ

ได้แก่ประกอบด้วยวัตถุคือกำแพง อันได้โวหารว่าอาปคตะเพราะยกขึ้น

จากบ่อน้ำ. บทว่า รมณียํ ได้แก่เป็นที่รื่นรมย์ด้วยความพร้อมมูล

แห่งประตูทั้ง ๔ โดยรอบ และสิ่งของต่าง ๆ ในภายใน. บทว่า

มาเปหิ ความว่า จงส่งมหาชนไปให้อยู่กัน. บทว่า มาเปยฺย ความว่า

พึงให้ทำการอยู่กัน. จริงอยู่ เมื่อสร้างเมือง พึงส่งคน ๑๘ โกฏิไปก่อน

แล้วตรัสถามว่า เต็มดีแล้วหรือ เมื่อเขาทูลว่า ยังไม่เต็ม จึงส่งตระกูล

๕ ตระกูลอื่นอีกไปแล้ว ครั้นตรัสถามอีก เมื่อเขาทูลว่ายังไม่เต็ม จึงส่ง

ตระกูล ๕๕ ตระกูลอื่นอีกไป ครั้นถามอีกเมื่อเขาทูลว่ายังไม่เต็มจึงส่งตระกูล

๓๐ ตระกูลอื่นอีกไป ครั้นตรัสถามอีก เมื่อเขาทูลว่ายังไม่เต็ม จึงส่งตระกูล

๑,๐๐๐ ตระกูลอื่นอีกไป ครั้นตรัสถามอีก เมื่อเขาทูลว่ายังไม่เต็ม จึงส่ง

ตระกูล ๑๑ นหุตตระกูลอื่นอีกไป ครั้นตรัสถามอีก เมื่อเขาทูลว่ายังไม่เต็ม

จึงส่งตระกูล ๘๔,๐๐๐ ตระกูลอื่นอีกไป เมื่อตรัสถามอีกว่าเต็มแล้วหรือ

จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ตรัสอะไร นครออกใหญ่ ไม่คับแคบ ไม่ทรง

สามารถจะส่งตระกูลไปให้เต็มโดยนัยนี้ได้ พึงรับสั่งให้ตีกลองร้องประกาศ

ว่า นครของเราสมบูรณ์ด้วยสมบัตินี้และนี้ ผู้ที่ปรารถนาจะอยู่ในที่นั้น

จงไปตามสบายเถิด และจักได้รับบริหารอย่างนี้และอย่างนี้ พึงสั่งว่า

พวกท่านจงให้บ่าวร้องสรรเสริญคุณแห่งนครและการได้รับการบริหารลาภ

อย่างนี้และอย่างนี้. เขาพึงทำอย่างนั้น. ลำดับนั้น คนทั้งหลายได้ยินคุณค่า

ของนคร และการได้รับการบริหารจากทุกทิศก็มารวมกันทำนครให้เต็ม.

สมัยต่อมา นครนั้นอุ่นหนาฝาคั่งแพร่หลาย ท่านหมายเอาข้อนั้น ดังกล่าว

ไว้ว่า นครของพระองค์นั้น ครั้นสมัยต่อมาอุ่นหนาฝาคั่งแพร่หลาย ดังนี้

เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทฺธํ ได้แก่มั่งคั่ง ข้าวปลาหา

ได้ง่าย. บทว่า ผีตํ ได้แก่เจริญด้วยสมบัติทุกอย่าง. บทว่า พหุชญฺญํ

แปลว่า อันบุคคลหมู่มากพึงรู้ หรือเป็นประโยชน์แก่ชนหมู่มาก. บทว่า

อากิณฺณมนุสฺสํ ได้แก่มีมนุษย์เกลื่อนกล่น คืออยู่กันยัดเยียด. บทว่า

วุฑฺฒิเวปุลฺลปฺปตฺตํ ได้แก่ถึงความเจริญ และถึงความไพบูลย์ คือ

ถึงความเป็นนครประเสริฐ และถึงความไพบูลย์ อธิบายว่า เป็นนคร

เลิศในหมื่นจักรวาล.

ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีการเปรียบเทียบโดยอุปมาดังต่อไปนี้. ก็

พระมหาบุรุษผู้บำเพ็ญพระบารมี จำเดิมแต่บาทมูลแห่งพระพุทธทีปังกร

พึงเห็นเห็นบุรุษผู้ท่องเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ การเห็นมรรคอันสัมปยุตด้วย

วิปัสสนา ประกอบด้วยองค์ ๘ ในส่วนเบื้องต้น แห่งพระมหาสัตว์ผู้ประทับ

นั่ง ณ โพธิบัลลังก์โดยลำดับ พึงเห็นเหมือนการที่บุรุษเห็นหนทาง ที่เหล่า

มนุษย์แต่ก่อนเดินกันมาแล้ว การที่พระมหาสัตว์เห็นโลกุตรมรรค ที่สุด

แห่งวิปัสสนาเบื้องสูง ที่พระองค์เคยประพฤติมา พึงเห็นเหมือนการที่

บุรุษกำลังเดินทางที่เดินไปได้ผู้เดียวนั้น เห็นหนทางใหญ่ภายหลัง,

การที่พระตถาคตทรงเห็นนครคือพระนิพพาน พึงเห็นเหมือนบุรุษเดิน

ทางนั้นไปเห็นหนทางข้างหน้า แต่ในอุปมาเหล่านี้ นครภายนอกคนอื่น

เห็น คนอื่นสร้างให้เป็นที่อยู่ของมนุษย์ พระนครคือพระนิพพาน

พระศาสดาทรงเห็นเอง ทรงกระทำให้เป็นที่อยู่ด้วยพระองค์เอง เวลาที่

พระตถาคตทรงเห็นมรรค ๔ เหมือนบุรุษนั้นเห็นประตูทั้ง ๔, เวลาที่

พระตถาคตเสด็จสู่พระนิพพานโดยมรรค ๔ เหมือนบุรุษนั้นเข้าไปสู่พระ

นครโดยประตูทั้ง ๔, เวลาที่พระตถาคตทรงกำหนดกุศลธรรมกว่า ๕๐

ด้วยปัจจเวกขณญาณ เหมือนเวลาที่บุรุษนั้นกำหนดสิ่งของในภายใน

พระนคร, เวลาที่พระศาสดาเสด็จออกจากผลสมาบัติแล้วตรวจดูเวไนยสัตว์

เหมือนเวลาที่บุรุษนั้นแสวงหาตระกูล เพื่อทำให้เป็นที่อยู่อาศัยของนคร,

เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าอันมหาพรหมทูลอาราธนาทรงเห็นพระอัญญา-

โกณฑัญญเถระ เหมือนเวลาที่พระราชาผู้อันบุรุษนั้นทูลให้ทรงทราบได้ทรง

เห็นกุฏุมพีใหญ่ผู้หนึ่ง, เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปสู่ทาง ๑๘ โยชน์

ในปัจฉาภัตวันหนึ่ง แล้วเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี

แล้วทรงแสดงธรรม ทำพระเถระให้เป็นกายสักขี ในวันอาสาฬหบูรณมี

เหมือนเวลาที่พระราชารับสั่งให้เรียกกุฏุมพีผู้ใหญ่มาแล้วส่งไปด้วยพระดำรัส

ว่า จงสร้างพระนครให้บริบูรณ์ เวลาเมื่อพระตถาคตทรงยังธรรมจักร

ให้เป็นไป ให้พระเถระดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เหมือนเวลาที่กุฎุมพีผู้ใหญ่

พาคน ๑๘ โกฏิเข้าอยู่อาศัยพระนคร พระองค์ตรัสนครนั้นให้เป็นนครคือ

พระนิพพานอย่างนี้ก่อน ต่อแต่นั้นได้ตรัสถามว่า นครสมบูรณ์หรือ เมื่อ

บุรุษนั้นกราบทูลว่า ยังไม่สมบูรณ์ก่อน เวลาที่พระตถาคตทรงแสดง

อนัตตลักขณสูตรเป็นต้น ตั้งแต่วันที่ ๕ (แรม ๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีแรกที่

ตรัสรู้) ทรงทำชนประมาณเท่านี้ คือ ดังต้นแต่พระปัญจวัคคีย์ กุลบุตร ๕๕

คน มียสกุลบุตรเป็นประมุข ภัททวัคคีย์ ๓๐ ชฏิลเก่า ๑,๐๐๐ ชาวราชคฤห์

๑๑ นหุตมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข สัตว์ ๘๔,๐๐๐ คราวอนุโมทนา

ด้วยติโรกุฑฑสูตร ให้หยั่งลงสู่อริยมรรคแล้วทรงส่งเข้านครคือพระนิพพาน

เหมือนส่งตระกูล ๕ ตระกูลเป็นต้น จนถึง ๘๔,๐๐๐ ตระกูล เมื่อเป็นเช่นนั้น

โดยนัยนั้น การที่พระธรรมกถึกนั่งประกาศคุณของพระนิพพาน และ

อานิสงส์แห่งการละทิ้งชาติกันดารเป็นต้น ของผู้บรรลุพระนิพพาน ในที่

นั้น ๆ เดือนละ ๘ วัน เหมือนเมื่อนครยังไม่เต็ม ก็ตีกลองป่าวประกาศ

คุณของนคร และเหมือนประกาศลาภที่หลั่งไหลมาของตระกูลทั้งหลาย

ต่อแต่นั้น พึงเห็นกุลบุตรทั้งหลายหาประมาณมิได้ ฟังธรรมกถาในที่นั้น ๆ

แล้วออกจากตระกูลนั้น เริ่มต้นบรรพชาปฏิบัติอนุโลมปฏิปทารวมลงที่

พระนิพพาน เหมือนมนุษย์ทั้งหลายมาจากทุกทิศ รวมลงที่นคร.

บทว่า ปุราณมคฺคํ ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘. จริงอยู่ อริยมรรคนี้

ในปวารณสูตรท่านกล่าวว่า อนุปฺปนฺนมคฺโค ด้วยอรรถว่าไม่เป็นไป

ในสูตรนี้ท่านกล่าวว่า ปุราณมคฺโค ด้วยอรรถว่าไม่ใช้สอย. บทว่า

พฺรหฺมจริยํ ได้แก่คำสอนทั้งสิ้นซึ่งสงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓. บทว่า อิทฺธํ

ได้แก่เจริญ คือภิกษาหาง่าย ด้วยความยินดีในฌาน. บทว่า ผีตํ

ได้แก่แพร่หลายด้วยเหตุคืออภิญญา. บทว่า วิตฺถาริกํ ได้แก่กว้างขวาง.

บทว่า พหุชญฺญํ ได้แก่ชนส่วนมากรู้แจ้ง. บทว่า ยาวเทวมนุสฺเสหิ

สุปกาสิตํ ความว่า พระตถาคตทรงประกาศดีแล้ว คือทรงแสดงดีแล้ว

ในระหว่างนี้ ตลอดถึงพวกเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายที่มีกำหนดในหมื่น

จักรวาลแล.

จบอรรถกถานครสูตรที่ ๕

ดูเพิ่ม[แก้ไข]