อรรถกถา นฬกปานสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๘. อรรถกถานฬกปานสูตร
นฬกปานสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้สดับมา

อย่างนี้.

ในบรรดาบทเหล่านั้นบทว่า นฬกปาเน คือใกล้บ้านมีชื่ออย่างนี้. มี

เรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งก่อนพระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดวานรมีร่างกายใหญ่ เป็น

พญาวานร มีวานรหลายพันเป็นบริวารเที่ยวไปที่เชิงภูเขา. พญาวานรมีบุญและ

มีปัญญามากสั่งสอนบริวารว่า นี่แน่เจ้าทั้งหลาย ที่เชิงภูเขานี้มีผลไม้เป็นพิษ.

ชื่อว่าสระโบกขรณี ก็มีอมนุษย์หวงแหน. พวกเจ้าจงกินผลไม้เฉพาะที่เคยกิน

เท่านั้น. ดื่มน้ำเฉพาะที่เคยดื่ม. ในข้อนี้ไม่มีกิจที่พวกเจ้าจะต้องถามเรา อนึ่ง

พวกเจ้ายังไม่ถามถึงผลไม้ที่ไม่เคยกิน น้ำที่ไม่เคยดื่มกะเราแล้วจงอย่ากิน อย่า

ดื่ม. วันหนึ่งวานรเหล่านั้นเที่ยวหาอาหารไปถึงเชิงภูเขาแห่งหนึ่งตรวจดูน้ำดื่ม

เห็นสระโบกขรณีมีอมนุษย์หวงแหนสระหนึ่ง จึงไม่รีบดื่ม นั่งล้อมอยู่โดยรอบ

รอคอยมหาสัตว์มา.

มหาสัตว์มาแล้วถามว่า ทำไมพวกเจ้าไม่ดื่มน้ำกันเล่า. พวกวานรตอบ

ว่ารอคอยท่านมาก่อน. พญาวานรกล่าวว่าดีแล้ว เจ้าทั้งหลาย แล้วสำรวจดูรอย

เท้าได้เห็นแต่รอยเท้าลงเท่านั้นไม่เห็นรอยเท้าขึ้นเลย จึงได้รู้ว่ามีอันตราย. ทัน

ใดนั้นเองอมนุษย์ที่เกิด ณ สระนั้น ได้ยืนแยกน้ำออกเป็นสองข้าง. รากษสน้ำ

มีหน้าแดงท้องเขียว มือเท้าแดง เขี้ยวใหญ่ เท้าคด รูปร่างน่าเกลียด กล่าวว่า

เพราะเหตุไรพวกเจ้าจึงไม่ดื่มน้ำเล่า น้ำอร่อย จงดื่มซิ พวกเจ้าเชื่อคำของ

พญาวานรนั้นหรือ. มหาสัตว์ถามว่า เจ้าเป็นอมนุษย์สิงอยู่ในสระนี้หรือ. ยักษ์

บอกว่า ถูกแล้วเราสิงอยู่ในสระนี้. มหาสัตว์ถามว่า ท่านจับผู้ที่ลงในสระนี้หรือ.

ยักษ์ตอบว่า ถูกแล้วเราจักกินท่านทั้งหมด. มหาสัตว์พูดว่า ดูก่อนยักษ์ ท่าน

ไม่อาจกินพวกเราได้ดอก. ยักษ์ถามว่า ก็พวกท่านจักดื่มน้ำหรือ. มหาสัตว์

ตอบว่า ถูกแล้วเราจักดื่ม. ยักษ์กล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนั้นแม้ตัวเดียวก็จักไม่

พ้นเราไปได้. พญาวานรกล่าวว่า เราจักดื่มน้ำและจักไม่ไปสู่อำนาจของท่าน

ดังนี้แล้วจึงให้วานรนำไม้อ้อลำหนึ่งมา จับที่ปลายแล้วเป่าไป. ไม้อ้อได้เป็น

ช่องเดียวตลอด. พญาวานรนั่งบนฝั่งดื่มน้ำ. พญาวานรได้ให้วานรที่เหลือนำ

ไม้อ้อมาเฉพาะตัว เป่าแล้วส่งให้. เมื่อยักษ์แลดูอยู่นั่นเอง วานรทุกตัวก็ได้

ดื่มน้ำ ดังที่พญาวานรกล่าวไว้ว่า


เราไม่เห็นรอยเท้าขึ้น เห็นแต่รอยเท้า
ลง เราจักดื่มน้ำด้วยไม้อ้อ ท่านจักฆ่าเรา
ไม่ได้.
ตั้งแต่นั้นมาไม้อ้อทั้งหลายในที่นั้นก็มีช่องเดียวจนกระทั่งทุกวันนี้.

ในกัปนี้พร้อมกับไม้อ้อนี้จักมีชื่อว่าสิ่งที่ตั้งอยู่ตลอดปาฎิหาริยกัป มี ๔ อย่างคือ

ภาพกระต่ายบนดวงจันทร์ ๑ การที่ไฟดับในที่ทำสัจกิริยาในวัฏฏกชาดก ๑

การที่ฝนไม่ตกในที่อยู่ของมารดาบิดาของช่างหม้อชื่อว่า ฆฏิการะ ๑ ความที่

ไม้อ้อบนฝั่งสระโบกขรณีนั้นมีช่องเดียวตลอด ๑ ด้วยประการนี้สระโบกขรณี

นั้นจึงได้ชื่อว่า นฬกปานะ เพราะวานรดื่มน้ำด้วยไม้อ้อ. ครั้นต่อมา บ้าน

ตั้งขึ้นเพราะอาศัยสระโบกขรณีนั้น. บ้านนั้นจึงได้ชื่อว่า นฬกปานะ. ท่าน

กล่าวว่า นฬกปาเน เพราะหมายถึงบ้านนั้น.

บทว่า ปลาสวเน คือ ในป่าไม้ทองกวาว. บทว่า ตคฺฆ มยํ

ภนฺเต คือ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์โดยส่วนเดียวเท่านั้น. ท่าน

แสดงว่า ภิกษุเหล่าใดแม้อื่นยินดีแล้ว ย่อมยินดีในคำสอนของท่าน ภิกษุ

เหล่านั้นเป็นเช่นกับพวกเรา ย่อมยินดียิ่ง.

พึงทราบความในบทมีอาทิ ว่า เนว ราชาภินีตา มิใช่ผู้ทำความผิด

ต่อพระราชาดังต่อไปนี้. คนหนึ่งทำความผิดต่อพระราชาแล้วหนีไป. พระราชา

ตรัสถามว่า คนชื่อโน้นไปไหน. กราบทูลว่า หนีไปแล้ว พระเจ้าข้า. พระราชา

ตรัสว่า เขาจักไม่พ้นเราแม้ในที่ที่หนีไป. แต่หากว่า เขาพึงบวชก็จะพึงพ้นได้.

คนใจดีคนหนึ่งไปบอกข่าวนั้นแก่เขาว่า หากท่านปรารถนาชีวิตท่านจงบวชเถิด.

เขาบวชแล้วรักษาชีวิตเที่ยวไป. ภิกษุนี้ชื่อว่าทำความผิดต่อพระราชา. ส่วน

คนหนึ่งตัดช่องลักของมีค่าของโจรเที่ยวไป. พวกโจรฟังแล้วไม่รู้ความที่บุรุษมี

ความต้องการ จึงกล่าวว่า เราจักให้เขารู้. เขาฟังข่าวนั้นแล้วหนีไป. พวกโจร

ได้ฟังว่าเขาหนีไปแล้วจึงกล่าวว่า เขาจักไม่พ้นเราไปได้แม้ในที่ที่เขาหนีไป แต่

ถ้าเขาพึงบวช เขาก็จะพึงพ้นไปได้. เขาฟังข่าวนั้นแล้วจึงบวช. ภิกษุนี้ชื่อว่าถูก

โจรคอยติดตามจับ. ส่วนคนหนึ่งมีหนี้มาก ถูกคดีหนี้บีบคั้นจึงหนีออกจากบ้าน

นั้น. พวกเจ้าหนี้ฟังแล้วกล่าวว่า เขาจักไม่พ้นเราไปได้แม้ในที่ที่เขาหนีไป แต่

ถ้าเขาพึงบวช เขาก็จะพึงพ้นหนี้ไปได้. ลูกหนี้ฟังข่าวนั้นแล้วจึงบวช. ภิกษุนี้

ชื่อว่า ถูกเจ้าหนี้บีบคั้น. คนกลัวภัยอย่างใดอย่างหนึ่งมีราชภัยเป็นต้น เป็นผู้

เดือดร้อนออกบวช ชื่อว่า เดือดร้อนเพราะภัย. ผู้ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

ในเวลาข้าวยากหมากแพงเป็นต้นจึงบวช ชื่อว่า ถูกอาชีพบีบคั้น. อธิบายว่า

ถูกอาชีพครอบงำ. ในท่านเหล่านี้แม้รูปหนึ่ง ชื่อว่า บวชแล้วด้วยเหตุเหล่านี้

มิได้มี. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เนว ราชาภินีตา มิใช่

ผู้ทำความผิดต่อพระราชาเป็นต้น.

บทว่า วิเวกํ คือ เป็นผู้สงัด. ท่านอธิบายว่า อันผู้สงัดจากกาม

และจากอกุศลธรรมพึงบรรลุปีติและสุข กล่าวคือ ปฐมฌานและทุติยฌาน.

หากสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมแล้ว ยังไม่บรรลุปีติและสุข หรือยังไม่

บรรลุสุขอื่นอันสงบกว่าด้วยสามารถแห่งฌาน ๒ และมรรค ๔ ในเบื้องบน.

อภิชฌาเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมครอบงำจิตของภิกษุนั้นตั้งอยู่. ในบทเหล่านั้น

บทว่า อรติ ได้แก่ ความเป็นผู้หน่ายในธรรมอันเป็นอธิกุศล. บทว่า ตนฺที

ความเฉื่อยชา คือ ความเป็นผู้เกียจคร้าน. ภิกษุใดบวชแล้วอย่างนี้ไม่สามารถ

ทำกิจของนักบวชได้. ธรรมลามก ๗ อย่างเหล่านี้เกิดแก่ภิกษุนั้น แล้วย่อม

ครอบงำจิต. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงดังนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดง

ว่า ธรรมเหล่านั้นย่อมครอบงำจิตของภิกษุใดทั้งอยู่ ภิกษุนั้นไม่สามารถทำ

แม้กิจของสมณะได้ จึงตรัสว่า วิเวกํ อนุรุทฺธา ฯ ล ฯ อญฺญํ วา ตโต

สนฺตตรํ ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย บุคคลยังไม่เป็นผู้สงัดจากกาม สงัดจาก

อกุศลธรรม บรรลุปีติและสุข หรือสุขที่สงบกว่านั้นอีก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงธรรมฝ่ายดำอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อ

ทรงแสดงธรรมฝ่ายขาวโดยนัยนั้น จึงตรัสบทมีอาทิว่า วิเวกํ ดังนี้อีก. พึง

ทราบอรรถแห่งบทนั้นโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. บทว่า สงฺขาย พิจารณา

แล้วคือ รู้แล้ว. บทว่า เอกํ คือ บางอย่าง. บทว่า ปฏิเสวติ ย่อมเสพ คือ

ย่อมเสพสิ่งที่ควรเสพ. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อุปปตฺตีสุ พฺยากโรติ ตถาคตพยากรณ์ในภพที่เกิด คือ

จงพยากรณ์ในภพพร้อมด้วยปฏิสนธิยกไว้. จะทรงพยากรณ์ในภพที่ยังไม่ปฏิ-

สนธิได้อย่างไร. เมื่อกล่าวว่า ปฏิสนธิในภพใหม่ มิได้มีแก่ผู้ยังไม่มีปฏิสนธิ

ชื่อว่า ทรงพยากรณ์ในภพที่เกิด. บทว่า ชนกุกนตฺถํ คือ เพื่อให้คนพิศวง.

บทว่า ชนลปนตฺถํ คือ เพื่อเกลี้ยกล่อมมหาชน. บทว่า น อิติ มํ ชโน

ชานาตุ ชนจงรู้จักเราด้วยเหตุนี้ก็หามิได้ คือ มหาชนจักรู้อย่างนี้. อธิบายว่า

ไม่ทรงพยากรณ์ด้วยเหตุแม้นี้ว่า กิตติศัพท์ของเราจักฟุ้งขึ้นในระหว่างมหาชน

อย่างนี้. บทว่า อุฬารเวทา คือ มีความยินดีมาก. บทว่า โส โข ปนสฺส

อายสฺมา ก็ท่านนั้นเป็นผู้อันภิกษุนั้น คือ ท่านนั้นปรินิพพานแล้ว เป็นผู้

อันท่านผู้ตั้งอยู่นี้ได้เห็นแล้ว หรือได้ฟังแล้ว. ในบทมีอาทิว่า เอวํสีโล พึง

ทราบศีลเป็นต้นเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระ. ธรรมเป็นฝ่ายสมาธิท่านประสงค์

เอาว่า ธรรม ในบทนี้ว่า เอวํธมฺโม. บทว่า ผาสุวิหาโร โหติ เป็นผู้มี

ธรรมเป็นเครื่องอยู่สบาย คือ เมื่อบำเพ็ญในการปฏิบัติอันภิกษุนั้นบำเพ็ญ

ให้บริบูรณ์แล้ว ภิกษุทำให้แจ้งอรหัตผล เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่สบาย

ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ คือ ผลสมาบัติ. เมื่อไม่สามารถบรรลุอรหัต และ

เมื่อบำเพ็ญข้อปฏิบัติจนบริบูรณ์ ชื่อว่า เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่สบายแม้

เบื้องหน้า. พึงทราบอรรถในวาระทั้งปวงโดยนัยนี้ ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถานฬกปานสูตรที่ ๘

ดูเพิ่ม[แก้ไข]