อรรถกถา ปฐมปัญจภยเวรสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาปฐมปัญจภยเวรสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในปัญจภยเวรสูตรที่ ๑ แห่งคหปติวรรคต่อไป.

บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด. บทว่า ภยานิ เวรานิ ได้แก่ เจตนา

เป็นเหตุก่อภัยและเวร. บทว่า "โสตาปตฺติยงฺเคหิ ด้วยธรรมเป็นองค์

แห่งโสดาปัตติ" อธิบายว่า องค์แห่งโสดาปัตติ มี ๒ อย่าง คือ

องค์ที่เป็นไปในส่วนเบื้องต้นเพื่อได้เฉพาะโสดาปัตติมรรคที่มาอย่างนี้

คือ สัปปุริสสังเสวะ (การคบสัตบุรุษ) สัทธัมมสวนะ (การฟังธรรม

ของสัตบุรุษ) โยนิโสมนสิการ (การกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย)

ธัมมานุธัมมปฏิบัติ (การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) ซึ่งเรียกว่า

องค์แห่งโสดาปัตติมรรค ๑ องค์แห่งบุคคลผู้มีคุณธรรมอันได้แล้ว บรรลุ

โสดาปัตติมรรคแล้วดำรงอยู่ ซึ่งเรียกว่า องค์แห่งโสดาบัน ๑. คำว่า

โสตาปนฺนสฺส นี้ เป็นชื่อของผู้มีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวเป็นต้น ใน

พระพุทธเจ้า คำนี้แลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาแล้วในที่นี้.

บทว่า อริโย แปลว่า ผู้ไม่มีโทษ คือ ผู้ไม่มีการติเตียน. บทว่า

ญาโย ได้แก่ ญาณที่รู้ปฏิจจสมุทบาทตั้งอยู่บ้าง ปฏิจจสมุปบาทธรรม

บ้าง. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า ปฏิจจสมุปบาท เรียกว่า ญายธรรม.

แม้อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านก็เรียกว่า ญายธรรม. บทว่า "ปญฺญาย

ด้วยปัญญา" ได้แก่ ด้วยวิปัสสนาปัญญาที่เกิดขึ้นต่อ ๆ กันไป. บทว่า

"สุทิฏฺโฐ โหติ อันอริยสาวกเห็นดีแล้ว" ได้แก่ อันอริยสาวกเห็น

แล้วด้วยดี ด้วยอำนาจการเห็นเกิดขึ้นต่อ ๆ กัน.

บทว่า "ขีณนิรโย มีนรกสิ้นแล้วเป็นต้น" อธิบายว่า นรกของ

เราสิ้นแล้ว เพราะไม่เกิดขึ้นในนรกนั้นต่อไปอีก เพราะฉะนั้น เราจึง

ชื่อว่า เป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว. ในบททั้งปวงก็นัยนี้. บทว่า โสตาปนฺโน

แปลว่า ถึงกระแสแห่งมรรค. บทว่า "อวินิปาตธมฺโม มีการไม่ตกต่ำ

เป็นธรรมดา" ได้แก่ มีอันไม่ตกต่ำเป็นสภาวะ. บทว่า "นิยโต เที่ยง"

ได้แก่ เที่ยงโดยกำหนดความเป็นชอบ กล่าวคือมรรคที่ ๑ (โสดาปัตติ-

มรรค). บทว่า "สมฺโพธิปรายโน จะตรัสรู้ในภายหน้า" ได้แก่

ปัญญาเครื่องตรัสรู้ กล่าวคือมรรค ๓ เบื้องสูง เป็นเบื้องหน้า คือเป็น

ทางของเรา เพราะเหตุนั้น เรานั้นจึงชื่อว่าจะมีการตรัสรู้ในเบื้องหน้า.

อธิบายว่า จะตรัสรู้พระสัมโพธิญาณนั้นแน่แท้.

บทว่า "ปาณาติบาตปจฺจยา เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย" ได้แก่

เพราะกรรมคือปาณาติบาตเป็นเหตุ. สองบทว่า "ภยํ เวรํ เวร" โดย

เนื้อความเป็นอันเดียวกัน . และขึ้นชื่อว่า เวรนี้มี ๒ อย่าง คือ เวรภายนอก ๑

เวรภายใน ๑ ก็เมื่อบิดาของคนคนหนึ่ง ถูกบุคคลหนึ่งฆ่าตาย เขาจึงคิด

ว่า "ข่าวว่า บิดาของเราถูกผู้นี้ฆ่าตายเสียแล้ว แม้เราก็จักฆ่ามันให้ตาย

เหมือนกัน" ดังนี้ จึงเอาศัสตราพกติดตัวไป. เจตนาอันเป็นเหตุก่อ

เวร อันเกิดขึ้นแล้วในภายในของผู้นั้น นี้ชื่อว่า เวรภายนอก. ส่วน

บุคคลนอกนี้เกิดความคิดว่า "ข่าวว่า บุคคลนี้เที่ยวเพื่อจะฆ่าเรา

เรานี่แหละจักฆ่ามันก่อน" นี้ชื่อว่า เวรภายใน. แม้เวรทั้ง ๒ อย่างนี้

ก็จักเป็นเวรในปัจจุบันนั่นเอง. ส่วนความจงใจที่เกิดขึ้นแก่นายนิรยบาล

ผู้เห็นเขาเกิดในนรกถือค้อนเหล็กอันลุกโพลงด้วยคิดว่า "เราจักฆ่ามัน"

นี้เป็นเวรภายนอกอันจะมีในภายหน้า. ผู้ที่มีความคิดมาว่า ผู้นั้นเกิดความ

จงใจขึ้นว่า ผู้นี้มาเพื่อจะประหารเราผู้ไม่มีความผิด เรานี่แหละ จักฆ่า

มันก่อน. นี้ชื่อว่า เวรภายในอันจะมีในภายหน้า. อนึ่ง เวรที่เป็นภาย

นอกนี้นั้น ในอรรถกถา ท่านเรียกว่า "เวรส่วนบุคคล" สองบทว่า

"ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ทุกข์ โทมนัส" โดยเนื้อความก็เป็นอันเดียวกันนั่นเอง.

ก็ในข้อนี้มีอธิบายอย่างไร. แม้ในบทที่เหลือก็มีอธิบายอย่างนั้น. พึงทราบ

ความเกิดขึ้นแห่งเวรโดยนัยมีอาทิว่า "ผู้นี้ได้ทำลายสิ่งของของเราเสียแล้ว

ผู้นี้ได้ประพฤติ (ผิด) ในภรรยาของเราแล้ว ประโยชน์ถูกผู้นี้ทำลายแล้ว

เพราะกล่าวเท็จ กรรนชื่อนี้อันบุคคลนี้ก่อ (กระทำ) แล้วด้วยเหตุเพียง

เมาสุรา" ดังนี้. บทว่า อเวจฺจปฺปสาเทน ได้แก่ ด้วยความเลื่อมใส

อันไม่หวั่นไหวอันตนบรรลุแล้ว. บทว่า อริยกนฺเตหิ ได้แก่ ศีล ๕.

เพราะว่า ศีล ๕ เหล่านั้น เป็นที่ปรารถนา คือเป็นที่รักของพระอริยเจ้า

ทั้งหลาย. พระอริยเจ้าทั้งหลายถึงไปสู่ภพก็ไม่ละศีล ๕ เหล่านั้น. เพราะ-

ฉะนั้น ศีล ๕ เหล่านั้น จึงเรียกว่า "เป็นที่ปรารถนาของพระอริยเจ้า."

ข้อที่เหลือซึ่งควรกล่าวในที่นี้ทั้งหมดนั้น ได้กล่าวแล้วในอนุสสตินิเทศ

ในวิสุทธิมรรคแล.

จบอรรถกถาปฐมปัญจภยเวรสูตรที่ ๑

ดูเพิ่ม[แก้ไข]