อรรถกถา ปริวีมังสนสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาปริวีมังสนสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในปริวีมังสนสูตรที่ ๑ แห่งทุกขวรรคต่อไป.
บทว่า ปริวีมํสมาโน แปลว่า เมื่อพิจารณา. บทว่า ชรามรณํ ชราและ

มรณะ ความว่า หากถามว่า "เพราะเหตุไร ชราและมรณะข้อเดียวเท่านั้น

จึงมีประการต่าง ๆ หลายอย่าง. ตอบว่า "เพราะเมื่อจักชรามรณะนั้น

ได้แล้ว ก็จะเป็นอันจับทุกข์ทั้งปวงได้" เหมือนอย่างว่า เมื่อบุรุษถูกกับที่

ผมจุก บุรุษนั้นย่อมชื่อว่าถูกจับโดยแท้ ฉันใด เมื่อจับชราและ

มรณะได้แล้ว ธรรมที่เหลือย่อมชื่อว่าเป็นอันจับได้โดยแท้ ฉันนั้น.

เมื่อจักชราและมรณะได้แล้วเช่นนี้ ทุกข์ทั้งปวงย่อมชื่อว่าเป็นอันจับ

ได้โดยแท้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทุกข์นี้มี

ประการต่าง ๆ หลายอย่างเกิดขึ้นในโลก ดังนี้ ทรงแสดงทุกข์ทั้งปวง

เหมือนบุรุษผู้อาบน้ำแล้วยืนอยู่ ชื่อว่า ทรงจับชราและมรณะ เหมือนจับ

บุรุษนั้นที่ผมจุก. บทว่า ชรามรณนิโรธสารุปฺปคามินี ความว่า ปฏิปทา

ชื่อว่าเป็นเช่นกันนั้นเทียว เพราะความไม่มีกิเลส คือ บริสุทธิ์ เป็นเครื่อง

ให้ถึงโดยภาวะสมควรแก่ความดับแห่งชราและมรณะ. บทว่า ตถา

ปฏิปนฺโน จ โหติ ความว่า ภิกษุอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็น

ผู้ปฏิบัติตามนั้นอย่างใด ก็ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น. บทว่า อนุธมฺมจารี

เป็นผู้ประพฤติธรรมอันสมควร ความว่า ประพฤติ คือ บำเพ็ญธรรม

อันเป็นข้อปฏิบัติที่ไปตามธรรม คือ พระนิพพาน. บทว่า ทุกฺขกฺขยาย

ปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์ ได้แก่ เป็นผู้ทำศีลให้เป็นเบื้องต้น

แล้วปฏิบัติเพื่อความดับแห่งทุกข์คือชราและมรณะ. บทว่า สงฺขารนิโรธาย

เพื่อความดับแห่งสังขาร ได้แก่เพื่อความดับแห่งทุกข์คือสังขาร. พระเทศนา

จนถึงพระอรหัต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยข้อความเพียงเท่านี้.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงการพิจารณาอรหัตผล

และธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิจแล้วจึงกลับเทศนาอีก. ถามว่า พระผู้มี

พระภาคเจ้าไม่ทรงกระทำอย่างนั้น แต่ทรงถือเอาคำว่า อวิชฺชาคโต

บุคคลตกอยู่ในอวิชชานี้ เพราะเหตุไร. ตอบว่า ทรงถือเอาเพื่อทรง

แสดงวัฏทุกข์อันพระขีณาสพก้าวล่วงแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระผู้มี

พระภาคเจ้า ทรงปรารภวัฏฏะตรัสถึงวิวัฏฏะ (พระนิพพาน) อยู่ ก็จะ

มีสัตว์ผู้จะตรัสรู้อยู่ในเรื่องนี้. พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือ

เอาคำนี้ด้วยอำนาจอัธยาศัยของสัตว์นั้น. ในพระบาลีนั้น บทว่า อวิชฺชาคโต

ตกอยู่ในอวิชชา ได้แก่ เข้าถึง คือ ประกอบด้วยอวิชชา. บทว่า

ปุริสปุคฺคโล บุรุษบุคคล ได้แก่ บุคคลคือบุรุษ พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสสมมติกถา ด้วยคำทั้งสองนั้น. ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีกถา

(การกล่าว) อยู่ ๒ อย่าง คือ สมมติกถา ๑ ปรมัตถกถา ๑. ใน

กถาทั้ง ๒ นั้น กถาที่เป็นไปอย่างนั้นคือ สัตว์ นระ ปุริสะ ปุคคละ

ติสสะ นาคะ ชื่อว่า สมมติกถา. กถาที่เป็นไปอย่างนี้คือ ขันธ์ทั้งหลาย

ธาตุทั้งหลาย อายตนะทั้งหลาย ชื่อว่า ปรมัตถกถา. พระพุทธเจ้า

ทั้งหลาย เมื่อจะทรงกล่าวปรมัตถกถา ย่อมทรงกล่าวไม่ทิ้งสมมติทีเดียว.

พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เมื่อทรงกล่าวสมมติก็ดี เมื่อทรงกล่าวปรมัตถ์ก็ดี

ย่อมทรงกล่าวเรื่องจริงเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

"พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเมื่อจะตรัส
(เรื่องใด ๆ) ได้ตรัสสัจจะ (ความจริง) ๒ คือ
สมมติสัจจะ ๑ ปรมัตถสัจจะ ๑. ใคร ๆ ย่อมไม่ได้
สัจจะที่ ๓ (เพราะไม่มี). การกล่าวถึงสิ่งที่รู้ ชื่อ
สมมติสัจจะ เพราะเหตุที่เป็นโลกสมมติ (สิ่งที่
ชาวโลกรู้). ส่วนการกล่าวถึงประโยชน์ อย่างยิ่ง
อันเป็นลักษณะจริงของธรรมทั้งหลาย ชื่อปรมัตถ-
สัจจะ"
บทว่า ปุญฺญญฺเจ สงฺขารํ ถ้าสังขารเป็นบุญ ได้แก่ ปุญญาภิสังขาร

อันต่างด้วยเจตนา ๑๓. บทว่า อภิสงฺขโรติ ปรุงแต่ง ได้แก่ กระทำ.

ข้อว่า ปุญฺญูปคํ โหติ วิญฺญาณํ วิญญาณย่อมเข้าถึงบุญ ได้แก่ กัมม-

วิญญาณย่อมเข้าถึง คือ ประกอบพร้อมด้วยกุศลกรรม. แม้วิปากวิญญาณ

ก็ย่อมเข้าถึง คือประกอบพร้อมด้วยกุศลวิบาก. บทว่า อปุญฺญญฺเจ สงฺขารํ

ถ้าสังขารที่เป็นบาป" ได้แก่ อปุญญาภิสังขารอันต่างด้วยเจตนา ๑๒.

บทว่า อาเนญฺชญฺเจ สงฺขารํ ถ้าสังขารที่เป็นอเนญชา ได้แก่ อเนญชา-

ภิสังขารอันต่างด้วยเจตนา ๔. บทว่า อาเนญฺชูปคํ โหติ วิญฺญาณํ

วิญญาณย่อมเข้าถึงอเนญชา ได้แก่ กัมมวิญญาณย่อมเข้าถึง คือ ประกอบ

พร้อมด้วยกรรมที่เป็นอเนญชา วิปากวิญญาณย่อมเข้าถึง ด้วยวิบากที่

เป็นอเนญชา. ปัจจยาการซึ่งมี ๑๒ บท ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงถือเอาแล้วแล เพราะค่าที่ได้ทรงถือเอากัมมาภิสังขาร ๓ ในพระสูตร

นี้. วัฏฏะเป็นอันทรงแสดงแล้วด้วยข้อความเพียงเท่านี้.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏะคือพระนิพพาน

จึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล" เป็นอาทิ. ในพระบาลี

นั้น บทว่า อวิชฺชา แปลว่า ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔. บทว่า วิชฺชา

ได้แก่ อรหัตมรรคญาณ. และในพระบาลีนี้ มีอธิบายว่า "เมื่อละอวิชชา

ได้ก่อนแล้วนั่นแหละ วิชชาจึงเกิดขึ้น. เหมือนอย่างเมื่อมีความมืดอัน

ประกอบด้วยองค์ ๘ จะละความมืดได้ก็ด้วยการจุดประทีปให้ลุกโชติช่วง

ฉันใด เมื่อวิชชาเกิดขึ้น. ก็พึงทราบว่าเป็นอันละอวิชชาได้ ฉันนั้น.

บทว่า "ไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลก" ได้แก่ ไม่ยึดมั่น คือ ถือมั่นธรรม

อะไร ๆ ในโลก. บทว่า "เมื่อไม่ยึดมั่น ก็ไม่สะดุ้งกลัว" อธิบายว่า

เมื่อไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ถือมั่น ก็ย่อมไม่สะดุ้งเพราะตัณหา ไม่สะดุ้งเพราะ

กลัว ความว่า ย่อมไม่อยาก ไม่กลัว. บทว่า "เฉพาะตัวเท่านั้น" ได้แก่

ย่อมปรินิพพานด้วยตนเองเท่านั้นแหละ ไม่ปรินิพพานเพราะอานุภาพ

ของผู้อื่น.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำนี้ว่า

ภิกษุนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา. ตอบว่า ทรงเริ่มเพื่อแสดงการพิจารณา

ของพระขีณาสพแล้วแสดงธรรมเครื่องอยู่เนืองนิจ. บทว่า "อันตนไม่

ยึดถือแล้วด้วยตัณหา" คือ อันตนไม่กล้ำกลืนเก็บยึดถือไว้ด้วยตัณหา.

ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุใด จึงตรัสถึงทุกขเวทนา. ผู้ที่

เพลิดเพลินทุกขเวทนานั้นยังมีอยู่หรือไร. ตอบว่า ใช่ ยังมีอยู่ เพราะ

ผู้ที่เพลิดเพลินความสุขอยู่นั่นแหละ ชื่อว่าย่อมเพลิดเพลินทุกข์ เพราะ

ผู้ถึงทุกข์ปรารถนาความสุข และความสุขก็กลายเป็นทุกข์เพราะปรวนแปร.

บทว่า "ที่ปรากฏทางกาย" คือ กำหนดได้ด้วยกาย. อธิบายว่า กาย

คือทวาร ๕ ยังเป็นไปอยู่ตราบใด บุคคลย่อมเสวยเวทนาทางทวาร ๕

ที่เป็นไปแล้วอยู่ตราบนั้น. บทว่า "ที่ปรากฏทางชีวิต" ได้แก่

กำหนดได้ด้วยชีวิต. อธิบายว่า ชีวิตยังเป็นไปอยู่ตราบใด บุคคลย่อม

เสวยเวทนาทางมโนทวารที่เป็นไปแล้วอยู่ตราบนั้น.

บรรดาเวทนาทั้งสองนั้น เวทนาที่เป็นไปทางทวาร ๕ เกิด

ขึ้นที่หลัง แต่ดับก่อน. เวทนาที่เป็นไปทางมโนทวาร เกิดขึ้นก่อน แต่

ดับทีหลัง. ก็ในขณะปฏิสนธิ เวทนาที่เป็นไปทางมโนทวารนั้น ย่อมตั้ง

อยู่ในวัตถุรูปเท่านั้น. ในปวัตติกาล เวทนาที่เป็นไปทางทวาร ๕ เป็น

ไปอยู่ด้วยอำนาจทวาร ๕. ในเวลาที่คนมีอายุ ๒๐ ปี เป็นต้นในปฐมวัย

ย่อมมีกำลังแรงยิ่ง ด้วยอำนาจความรัก ความโกรธ และความหลง, ในเวลา

ที่คนมีอายุ ๕๐ ปีย่อมคงที่ จำเดิมแต่เวลาที่คนมีอายุ ๖๐ ปี ก็จะเสื่อมลง,

ครั้นถึงเวลาที่คนมีอายุได้ ๘๐-๙๐ ปี ก็จะอ่อนลง (ในที่สุด) ใน

ครั้งนั้น (คือในเวลาที่มีอายุ ๘๐-๙๐ ปี) เมื่อพวกชนกล่าวว่า พวก

เรานั่งนอนรวมกันเป็นเวลานาน สัตว์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราไม่รู้สึก

คือย่อมกล่าวถึงอารมณ์มีรูปเป็นต้นแม้มีประมาณยิ่งว่า เราไม่เห็น ไม่ได้

ยิน คือไม่รู้ว่า กลิ่นหอมหรือกลิ่นเหม็น ดีหรือไม่ดี แข็งหรืออ่อน.

เวทนาอันเป็นไปทางทวาร ๕ ของชนเหล่านั้นย่อมเป็นอันแตกแล้วอย่าง

นี้. ส่วนเวทนาที่เป็นไปทางมโนทวารยังเป็นไปอยู่. เวทนาแม้นั้น เมื่อ

เสื่อมไปโดยลำดับ ย่อมอาศัยที่สุดแห่งหทัยนั่นแหละเป็นไปในเวลา

มรณะ. อนึ่ง เวทนานั้น ยังเป็นไปอยู่ตราบใด ก็พูดได้ว่า สัตว์ยังมี

ชีวิตอยู่ตราบนั้น. เมื่อใด เวทนานั้นไม่เป็นไป เมื่อนั้น เรียกว่าสัตว์ตาย

คือดับ.

ความข้อนี้ พึงแสดง (เปรียบเทียบ) ด้วยสระ. เหมือนอย่าง

บุรุษก่อสร้างสระให้สมบูรณ์ด้วยทางน้ำ ๕ สาย. เมื่อฝนตกลงมาครั้งแรก

น้ำพึงไหลไปตามทางน้ำทั้ง ๕ สายจนเต็มบ่อภายในสระ ครั้งฝนตกอยู่

บ่อย ๆ น้ำพึงขังเต็มทางน้ำ ไหลลงสู่ทางประมาณคาวุตหนึ่งบ้าง กึ่งโยชน์

บ้าง น้ำที่หลากมาแต่ที่นั้น ๆ ครั้นเขาเปิดท่อสำหรับไขน้ำทำการงานในนา

น้ำก็ไหลออกไป. ในเวลาที่ข้าวกล้าแก่ น้ำก็ไหลออก. น้ำแห้งถึงการที่ควร

กล่าวว่า เราจะจับปลา. จากนั้นอีก ๒-๓ วัน น้ำก็ขังอยู่ในบ่อนั่นเอง.

และถ้าในบ่อยังมีน้ำขังอยู่ตราบใด ก็ย่อมจะนับได้ว่า ในสระใหญ่

มีน้ำอยู่ตราบนั้น. แต่ถ้าน้ำในบ่อนั้นแห้งเมื่อใด เมื่อนั้น ก็พูดได้ว่า

ในสระไม่มีน้ำ ฉันใด พึงทราบข้อเปรียบเทียบ ฉันนั้น. เวลาที่เวทนา

อันเป็นไปทางมโนทวาร ตั้งอยู่ในวัตถุรูปในขณะปฏิสนธิครั้งแรกนั่นเอง

เหมือนเวลาเมื่อฝนตกอยู่ครั้งแรก น้ำไหลเข้าไปตามทาง ๕ สาย บ่อก็

เต็ม. เมื่อเจตนาทางมโนทวารเป็นไปแล้ว ความเป็นไปแห่งเวทนาทาง

ทวาร ๕ เหมือนเวลาเมื่อฝนตกอยู่บ่อย ๆ ทาง ๕ สายก็เต็ม. ภาวะที่

เวทนาอันเป็นไปทางทวาร ๕ นั้นมีกำลังมากยิ่ง ด้วยอำนาจความรัก

เป็นต้นในเวลาที่คนมีอายุ ๒๐ ปี ในปฐมวัย เหมือนน้ำที่ท่วมท้นทาง

ตั้งคาวุตหนึ่งหรือกึ่งโยชน์ น้ำยังไม่ไหลออกจากสระตราบใด เวลาที่เวทนา

นั้นตั้งอยู่ในเวลาที่คนมีอายุ ๕๐ ปี เหมือนเวลาที่น้ำยังขังอยู่ในสระเก่า

ตราบนั้น. ความเสื่อมแห่งเวทนานั้น จำเดิมแต่เวลาที่คนมีอายุ ๖๐ ปี

เหมือนเวลาที่เขาเปิดท่อสำหรับไขน้ำทำการงานอยู่ น้ำก็ไหลออก. เวลา

ที่เวทนาอันเป็นไปทางทวาร ๕ อ่อนลง ในเวลาที่คนมีอายุ ๘๐- ๙๐ ปี

เหมือนเวลาเมื่อฝนตกแล้ว น้ำทรงอยู่โดยรอบในทางน้ำ. เวลาที่เวทนา

อันเป็นไปทางมโนทวาร อาศัยที่สุดแห่งหทยวัตถุเป็นไป เหมือน

เวลาที่น้ำทรงอยู่ในบ่อนั่นเอง. ความเป็นไปนั่นเหมือนเวลาเมื่อให้สระมี

น้ำอยู่แม้เพียงนิดหน่อย ก็ควรกล่าวว่า ในสระมีน้ำอยู่ตราบใด เมื่อ

เวทนาอันเป็นไปทางมโนทวารยังเป็นไปอยู่ ก็ย่อมกล่าวได้ว่า สัตว์ยังมี

ชีวิตอยู่ตราบนั้น. อนึ่ง เมื่อน้ำในบ่อแห้งขาดไป ย่อมกล่าวได้ว่า

ไม่มีน้ำในสระ ฉันใด เมื่อเวทนาอันเป็นไปทางมโนทวารไม่เป็นไปอยู่

สัตว์ก็เรียกว่า ตายแล้วฉันนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเวทนา

นี้ (เวทนาที่เป็นไปทางมโนทวาร ) จึงตรัสว่า "ภิกษุเสวยเวทนาอันมี

ชีวิตเป็นที่สุดรอบ." คำว่า "กายสฺส เภทา เพราะความแตกแห่งกาย"

ได้แก่ เพราะความแตกแห่งกาย. บทว่า ชีวิตปริยาทานา อุทฺธํ ได้แก่

หลังจากการสิ้นชีวิต. บทว่า "อิเธว ในโลกนี้แล" คือในโลกนี้แหละ

เพราะมาข้างหน้าด้วยอำนาจปฏิสนธิ. บทว่า "สีตีภวิสฺสนฺติ จักเป็น

สิ่งที่เย็น" ความว่า เป็นสิ่งที่เว้นจากความดิ้นรนและความกระวนกระวาย

จึงชื่อว่า เป็นสิ่งที่เย็น คือ มีความไม่เป็นไปเป็นธรรมดา. บทว่า

สรีรานิ ได้แก่ สรีรธาตุ. บทว่า "อวสิสฺสนฺติ จักเหลืออยู่"

ได้แก่ จักเป็นสิ่งที่เหลืออยู่.

บทว่า "กุมฺภการปากา จากเตาเผาหม้อ ได้แก่ จากที่เป็นที่

เผาภาชนะของช่างหม้อ. บทว่า "ปติฏฺฐเปยฺย วางไว้" ได้แก่ ตั้งไว้.

บทว่า "กปลฺลานิ กระเบื้องหม้อ" ได้แก่ กระเบื้องหม้อที่เนื่องเป็น

อันเดียวกันพร้อมทั้งขอบปาก. บทว่า "อวสิสฺเสยฺยุํ พึงเหลืออยู่"

ได้แก่ พึงตั้งอยู่. ในคำว่า "เอวเมว โข" นี้ มีข้อเปรียบเทียบ

ด้วยอุปมาดังนี้ ภพ ๓ พึงเห็นเหมือนเตาเผาหม้อที่ไฟติดทั่วแล้ว. พระ

โยคาวจรเหมือนช่างหม้อ. อรหัตมรรคญาณเหมือนไม้ขอที่ใช้เกี่ยวภาชนะ

ของช่างหม้อออกมาจากเตาเผา. พื้นพระนิพพานที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง

เหมือนภาคพื้นที่เรียบเสมอ. เวลาที่พระโยคาวจรผู้ปรารภวิปัสสนา เห็น

แจ้งหมวด ๗ แห่งรูปและหมวด ๗ แห่งอรูป เมื่อกัมมัฏฐานปรากฏ

คล่องแคล่วแจ่มแจ้งอยู่ ได้อุตุสัปปายะเป็นต้นเห็นปานนั้น นั่งอยู่บน

อาสนะเดียว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตอันเป็นผลเลิศ ยกตนขึ้น

จากอบาย ๔ แล้วดำรงอยู่ในพระนิพพานอันเป็นอมตะ อันไม่มีปัจจัย

ปรุงแต่งด้วยอำนาจผลสมาบัติ พึงเห็นเหมือนเวลาที่ช่างหม้อเอาไม้ขอเกี่ยว

หม้อที่ร้อนมาแล้ว วางหม้อไว้บนพื้นที่เรียบเสมอ. ส่วนพระขีณาสพไม่

ปรินิพพานในวันบรรลุพระอรหัต เหมือนหม้อที่ยังร้อนฉะนั้น แต่เมื่อจะ

สืบต่อประเพณีแห่งศาสนาก็ดำรงอยู่ถึง ๕๐-๖๐ ปี ย่อมปรินิพพานด้วย

อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เพราะความแตกแห่งอุปาทินนกขันธ์ เพราะถึง

จิตดวงสุดท้าย เมื่อนั้น สรีระที่ไม่มีใจครองของพระขีณาสพนั้น จักเหลือ

อยู่ เหมือนกระเบื้องหม้อแล. ก็คำว่า สรีรานิ อวสิสฺสนฺตีติ ปชานาติ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อยกความพยายามของพระขีณาสพขึ้น.

บทว่า "วิญฺญาณํ ปญฺญาเยถ วิญญาณพึงปรากฏ" ได้แก่

ปฏิสนธิวิญญาณพึงปรากฏ. บทว่า "สาธุ สาธุ ดีละ ๆ" ได้แก่

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชื่นชมการพยากรณ์ของพระเถระ. บทว่า

เอวเมตํ ความว่า คำว่า เมื่ออภิสังขาร ๓ อย่างไม่มี ปฏิสนธิวิญญาณ

ก็ไม่ปรากฏเป็นต้น. คำนั้นก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า อธิมุจฺจถ

ได้แก่ จงได้ความน้อมใจเชื่อ กล่าวคือความตกลงใจ. ข้อว่า "เอเสวนฺโต

ทุกฺขสฺส นั่นเป็นที่สุดทุกข์" ได้แก่ นี้แหละเป็นที่สุดทุกข์ในวัฏฏะ

คือ นี้เป็นข้อกำหนด ได้แก่ พระนิพพาน.

จบอรรถกถาปริวีมังสนสูตรที่ ๑

ดูเพิ่ม[แก้ไข]