อรรถกถา ปัจจยสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาปัจจยสูตรที่ ๑๐
ในปัจจยสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ปฏิจฺจ-

สมุปฺปนฺเน จ ธมฺเม ความว่า พระศาสดาทรงเริ่มคำทั้งสองใน

พระสูตรนี้ว่า เราจักแสดงปัจจัยและสภาวธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น.

บทว่า อุปฺปาทา วา ตถาคตานํ ความว่า แม้ในขณะอุบัติขึ้นแห่ง

พระตถาคตคือเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นก็ดี ชื่อว่า มีชราและมรณะ เพราะ

มีชาติเป็นปัจจัย ได้แก่ ชาตินั่นแลเป็นปัจจัยแก่ชราและมรณะ. บทว่า

ฐิตาว สา ธาตุ ได้แก่ สภาวะแห่งปัจจัยนั้นตั้งอยู่แล้ว คือในกาล

บางคราว ชาติจะไม่เป็นปัจจัยแก่ชรามรณะ ก็หามิได้. พระองค์ตรัส

ปัจจัยนั้นแล ด้วยบททั้งสองแม้เหล่านี้ คือ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา

เพราะธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นย่อมตั้งอยู่เพราะปัจจัย เพราะเหตุนั้น

ปัจจัยนั้นเอง ท่านเรียกว่า ธมฺมฏฺฐิตตา. ปัจจัยย่อมกำหนดธรรม

เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ธมฺมนิยามตา. บทว่า อิทปฺปจฺจยตา ได้แก่

ปัจจัยแห่งชราและมรณะเป็นต้นเหล่านี้ ชื่อว่า อิทัปปัจจัย. อิทัปปัจจัย

นั้นแล ชื่อว่า อิทัปปัจจยตา. บทว่า ตํ ได้แก่ ปัจจัยนั้น. บทว่า

อภิสมฺพุชฺฌติ ได้แก่ รู้ด้วยญาณ. บทว่า อภิสเมติ ได้แก่มารวมกัน

ด้วยญาณ. บทว่า อาจิกฺขติ คือ บอก. บทว่า เทเสติ ได้แก่ แสดง.

บทว่า ปญฺญเปติ แปลว่า ให้รู้. บทว่า ปฏฺฐเปติ ได้แก่ เริ่มตั้งใน

หัวข้อแห่งญาณ. บทว่า วิวรติ ได้แก่ เปิดเผยแสดง. บทว่า วิภชติ

ได้แก่ แสดงโดยการจำแนก. บทว่า อุตฺตานีกโรติ คือ ทำให้ปรากฏ.

บทว่า ปสฺสถาติ จาห ได้แก่ ตรัสว่า พวกเธอจงดู. ถามว่า

คืออะไร คือคำว่า ชาติปจฺจยา ภิกฺขเว ชรามรณํ เป็นอาทิ. บทว่า

อิติ โข ภิกฺขเว เป็น เอวํ โข ภิกฺขเว. บทว่า ยา ตตฺร ได้แก่

ในคำว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เป็นต้นนั้นใด. บทว่า ตถตา เป็น

อาทิ เป็นไวพจน์ของปัจจาการนั่นแล. ปัจจยาการนั้น ท่านกล่าวว่า

ตถตา ( ความเป็นจริงอย่างนั้น ) เพราะธรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นโดยปัจจัย

เหล่านั้นไม่ยิ่งไม่หย่อนกว่ากัน เรียกว่า อวิตถตา เพราะเมื่อปัจจัยเข้าถึง

สามัคคี ธรรมทั้งหลายที่เกิดจากปัจจัยนั้น เพียงครู่เดียว ก็ไม่เกิดขึ้น.

เรียกว่า อนญฺญถตา เพราะธรรมอื่นไม่เกิดจากปัจจัย ธรรมอื่น เรียกว่า

อิทปฺปจฺจยตา เพราะเป็นปัจจัย หรือเป็นที่ประชุมปัจจัยแห่งชราและ

มรณะเป็นต้น ในข้อนี้ มีเนื้อความเฉพาะคำดังต่อไปนี้ :- ปัจจัยแห่ง

ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อิทปฺปจฺจยา อิทปฺปจฺจยา นั่นแล ชื่อว่า

อิทปฺปจฺจยตา อีกอย่างหนึ่ง ที่รวมแห่ง อิทปฺปจฺจยา ชื่อว่า อิทปฺปจฺจยตา.

ก็ลักษณะในคำว่า อิทปฺปจฺจยตา นี้ พึงทราบจากคัมภีร์ศัพทศาสตร์.

บทว่า อนิจฺจํ แปลว่า ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า มีแล้วกลับ

ไม่มี. ก็คำว่า อนิจฺจํ ในที่นี้ หมายเอาธรรมะไม่เที่ยง แต่ที่ชื่อว่า

ไม่เที่ยง เพราะขันธ์ซึ่งมีสภาพไม่เที่ยง เป็นชรามรณะ. แม้ในสังขต-

ธรรมเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนบทว่า สงฺขตํ ในที่นี้ ได้เเก่

กระทำร่วมกันกับปัจจัยทั้งหลาย. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ได้แก่ที่

อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น. บทว่า ขยธมฺมํ ได้แก่มีความสิ้นไปเป็นสภาวะ.

บทว่า วยธมฺมํ ได้แก่มีความสลายไปเป็นสภาวะ. บทว่า วิราคธมฺมํ

ได้แก่มีความปราศจากยินดีเป็นสภาวะ. บทว่า นิโรธธมฺมํ ได้แก่

ความดับสนิทเป็นสภาวะ. แม้ความที่ชาติไม่เที่ยง ก็พึงทราบตามนัย

ที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ก็อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อนิจฺจํ ในข้อนี้ ย่อมถูก

เหมือนกัน โดยปริยายหนึ่ง เพราะท่านเห็นชนกปัจจัย ในลักษณะที่มี

สภาวะเป็นไปตามกิจ. ภพเป็นต้น ก็มีความไม่เที่ยงเป็นต้น เป็นสภาวะ.

บทว่า สมฺมปฺปญฺญาย ได้แก่ มรรคปัญญา พร้อมด้วยวิปัสสนา. บทว่า

ปุพฺพนฺตํ ได้แก่ ล่วงไปก่อน. พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อโหสึ นุโข

เป็นต้น ดังต่อไปนี้ :- เราตถาคตอาศัยอาการที่เที่ยงว่า เราได้มีแล้วหนอ

และอาการที่อาศัยกันเกิดขึ้น จึงสงสัยในอดีตว่า ตนมีและไม่มี ไม่พึง

กล่าวว่าอะไรเป็นเหตุ คนพาลปุถุชนย่อมประพฤติตามแต่จะเป็นไป

เหมือนคนบ้า. บทว่า กึ นุ โข อโหสึ ได้แก่ อาศัยความเกิดขึ้น

แห่งชาติและเพศ จึงสงสัยว่า เราเป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์ แพศย์

ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาหรือมนุษย์คนใดคนหนึ่ง. บทว่า กถํ

นุโข ได้แก่อาศัยอาการแห่งสัณฐาน แล้วย่อมสงสัยว่าเราเป็นคนสูง

หรือเป็นคนต่ำ ขาวดำ หรือปานกลางเป็นต้น คนใด คนหนึ่ง. แต่

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาศัยการถือทิฏฐิที่ว่า พระอิศวรบันดาลเป็นต้น

จึงสงสัยโดยเหตุว่า เพราะเหตุไรหนอแล เราจึงได้เป็น (อย่างนั้น).

บทว่า กึ หุตฺวา กึ อโหสึ ความว่า อาศัยชาติเป็นต้น

เราได้เป็นกษัตริย์หรือ แล้วจึงสงสัยว่า คนเป็นคนอื่นร่ำไป ว่า เราเป็น

กษัตริย์แล้วเป็นพราหมณ์หรือ ฯ ล ฯ เป็นเทวดาแล้ว เป็นมนุษย์. แต่

คำว่า อทฺธานํ ในที่ทุกแห่ง เป็นชื่อ เรียกกาล. บทว่า อปรนฺตํ

ได้แก่ ที่สุด ซึ่งยังมาไม่ถึง. บทว่า ภวิสฺสามิ นุ โข นนุ โข

ความว่า อาศัยอาการที่เที่ยง และอาการที่ขาดสูญ แล้วจึงสงสัยว่า ตน

มีและไม่มี ในอนาคต. ส่วนที่เหลือในข้อนี้ ก็มีนัยอย่างที่กล่าวมาแล้ว.

บทว่า เอตรหิ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ ความว่า หรือระบุเอา

ปัจจุบันกาลแม้ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิในบัดนี้ จนถึงจุติ. บทว่า

อชฺฌตฺตํ กถํกถี ภวิสฺสติ ได้แก่จักเป็นผู้สงสัยในขันธ์ของตน. ด้วย

บทว่า อหํ นุโขสฺมิ ความว่า สงสัยว่า คนมีอยู่หรือ. ถามว่า ข้อนั้น

ควรหรือ. จะไปคิดถึงทำไม ในข้อที่ว่า ควรไม่ควรนี้. อีกอย่างหนึ่ง

ในข้อนี้ท่านนำเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้.

เล่ากันว่า จุลลมารดามีบุตรหัวโล้น. มหามารดามีบุตรหัวไม่โล้น.

มารดาทั้งสองต่างก็แต่งตัวบุตรนั้น. บุตรคนนั้นก็ลุกขึ้น คิดว่า เราเป็น

ลูกของจุลลมารดาหรือ. เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมสงสัยว่า เราเป็นหรือหนอ.

ด้วยบทว่า โน นุโขสฺมิ ความว่า สงสัยว่า ตนไม่มี. แม้ในข้อนี้มีเรื่อง

นี้เป็นอุทาหรณ์.

เล่ากันว่า มีชายคนหนึ่ง เมื่อจะจับปลา จึงฟันขาของตนซึ่งเย็น

เพราะยืนอยู่ในน้ำนาน โดยคิดว่าเป็นปลา. อีกคนกำลังรักษานาอยู่

ข้าง ๆ ป่าช้า กลัวผี จึงนอนชันเข่า พอเขาตื่นขึ้น คิดว่าเข่าทั้ง ๒

ของตนเป็นยักษ์ ๒ ตน จึงฟันฉับเข้าให้. ด้วยประการดังว่ามานี้ จึงเกิด

มีความสงสัยว่า เราเป็นหรือไม่หนอ.

บทว่า กึ นุโขสฺมิ ความว่า เป็นกษัตริย์อยู่ ก็สงสัยว่า ตัวเอง

เป็นกษัตริย์หรือ. ในคำที่เหลือ ก็มีนัยเช่นนี้. ก็ผู้ที่เป็นเทวดา ชื่อว่า

จะไม่รู้ว่า ตัวเองเป็นเทวดาย่อมไม่มี แต่เทพแม้นั้น ก็ย่อมสงสัย โดย

นัยมีอาทิว่า เรามีรูปร่าง หรือไม่มีรูปร่าง. หากจะมีคำถามว่า เพราะ

เหตุไร กษัตริย์เป็นต้น จึงไม่รู้เล่า. ตอบว่า เพราะกษัตริย์เป็นต้นเหล่า

นั้น เกิดในตระกูลนั้น ๆ ไม่เป็นที่ประจักษ์ชัด. อีกอย่างหนึ่ง พวก

คฤหัสถ์สำคัญตัวว่าเป็นบรรพชิต ซึ่งถือลัทธินิกายโปตลกะเป็นต้น แม้

บรรพชิตก็สำคัญตัวเองว่าเป็นคฤหัสถ์ โดยนัยมีอาทิว่า กรรมของเรา

กำเริบหรือไม่หนอ. อีกอย่างหนึ่ง พวกมนุษย์ก็สำคัญว่า ตนเป็นเทวดา

เหมือนพระราชาฉะนั้น. บทว่า กถํ นุ โขสฺมิ ก็มีนัยตามที่กล่าวแล้ว

นั่นเอง. พึงทราบเนื้อความในข้อนี้อย่างเดียวว่า บุคคลถือว่า ขึ้นชื่อว่า

ชีวะ มีอยู่ ในภายใน ดังนี้แล้ว อาศัยอาการแห่งสัณฐานของชีวะนั้น

เมื่อจะสงสัยว่า เราเป็นคนสูง หรือว่ามีอาการเป็นคนเตี้ย ๔ ศอก ๖ ศอก

๘ ศอก ๑๖ ศอก เป็นต้น คนใดคนหนึ่ง จึงสงสัยว่า กถํ นุโขสฺมิ.

แต่ขึ้นชื่อว่า ผู้จะไม่รู้สรีระสัณฐานที่เป็นปัจจุบัน คงไม่มี. บทว่า กุโต

อาคโต โส กุหึ คามี ภวิสฺสติ ความว่า เมื่อสงสัยฐานะที่มาที่ไป

แห่งอัตภาพ จึงสงสัยอย่างนี้. พระโสดาบัน ท่านประสงค์เอาในที่นี้ว่า

อริยสาวกสฺส ส่วนพระอริยบุคคล ๓ จำพวกนอกนี้ไม่ได้ห้ามไว้เลย.

จบอรรถกถาปัจจยสูตรที่ ๑๐

ดูเพิ่ม[แก้ไข]