อรรถกถา ปุตตมังสสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาปุตตมังสสูตรที่ ๓
ในปุตตมังสสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ในคำว่า จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อาหารา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้ว

นั่นแล. ก็เพราะสูตรนั้นตั้งขึ้นโดยอัตถุปปัตติ ฉะนั้น ครั้นข้าพเจ้า

แสดงเรื่องนั้นแล้ว ในที่นี้จักแสดงการพรรณนาตามลำดับบท. ถามว่า

พระสูตรนี้ ตั้งขึ้นโดยอัตถุปปัตติอะไร. ตอบว่า โดยเรื่องลาภและสักการะ.

ได้ยินว่า ลาภและสักการะเป็นอันมากขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

เหมือนสมัยทรงสร้างสมพระบารมีที่ทรงบำเพ็ญตลอด ๔ อสงไขย. จริงอยู่

บารมีทั้งหมดของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นประหนึ่งประมวลมาว่า เรา

จักให้วิบากในอัตภาพหนึ่ง จึงยังห้วงน้ำใหญ่คือลาภและสักการะให้บังเกิด

เหมือนเมฆใหญ่ตั้งขึ้นแล้วยังห้วงน้ำใหญ่ให้บังเกิดฉะนั้น. ชนทั้งหลายมี

กษัตริย์และพราหมณ์เป็นต้น ต่างถือข้าว น้ำ ยาน ผ้า ระเบียบดอกไม้

ของหอม และเครื่องลูบไล้เป็นต้น มาจากที่นั้น ๆ พากันคิดว่า พระ-

พุทธเจ้าอยู่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ไหน พระผู้เป็นเทพแห่งเทพ ผู้

องอาจกว่านระ. ผู้เป็นบุรุษเยี่ยงราชสีห์อยู่ไหน ดังนี้แล้วจึงเสาะหา

พระผู้มีพระภาคเจ้า. ชนเหล่านั้นนำปัจจัยมาตั้งหลายร้อยเล่มเกวียน เมื่อ

ไม่ได้โอกาสจึงหยุดอยู่ เอาทูปเกวียนต่อกันกับทูปเกวียนวงเวียนรายรอบ

ประมาณหนึ่งคาวุต เหมือนเรื่องอันธกวินทพราหมณ์ฉะนั้น. เรื่อง

ทั้งหมดพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธกะและในพระสูตรนั้น ๆ. ลาภ

สักการะเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าฉันใด แม้แก่พระภิกษุสงฆ์ก็ฉันนั้น.

สมจริงตามคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า

เป็นผู้อันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง เป็นผู้ได้จีวร

บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัช บริขาร แม้พระสงฆ์แล ก็เป็น

ผู้อันชนสักการะ ฯ ล ฯ เป็นผู้ได้ ฯล ฯ บริขาร. เหมือนที่พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสว่า จุนทะ บัดนี้สงฆ์หรือคณะ มีประมาณเท่าใดเกิดขึ้น

ในโลก จุนทะ เราไม่มองเห็นสงฆ์หมู่หนึ่งอื่นผู้ถึงความเป็นเลิศด้วยลาภ

และเลิศด้วยยศ เหมือนอย่างภิกษุสงฆ์นี้เลย.

ลาภและสักการะที่เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า และแก่สงฆ์นี้

นั้น รวมแล้วประมาณไม่ได้ เหมือนน้ำแห่งมหานทีทั้งสอง. ลำดับนั้น

พระศาสดาประทับอยู่ ณ ที่ลับ ทรงพระดำริว่า ลาภและสักการะใหญ่

ได้เป็นของสมควรแม้แก่พระพุทธเจ้าในอดีต ทั้งจะสมควรแก่พระพุทธเจ้า

ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายประกอบด้วยสติและสัมปชัญญะอันกำหนดเอา

อาหารเป็นอารมณ์ เป็นผู้วางตนเป็นกลาง ปราศจากฉันทราคะ ไม่มีความ

พอใจและความยินดี สามารถบริโภคหรือหนอ หรือจะไม่สามารถบริโภค.

พระองค์ได้ทรงเห็นกุลบุตรบางพวกผู้บวชใหม่ ผู้ไม่พิจารณาแล้ว

บริโภคอาหาร ครั้นพระองค์ทรงเห็นแล้วทรงพระดำริว่า เราบำเพ็ญ

บารมีสิ้น ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป จะได้บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งปัจจัยจีวร

เป็นต้นก็หาไม่แต่ที่แท้บำเพ็ญประโยชน์แก่พระอรหัตอันเป็นผลสูงสุด.

ภิกษุแม้เหล่านี้บวชในสำนักเรา มิได้บวชเพราะเหตุแห่งปัจจัยมีจีวร

เป็นต้น แต่บวชเพื่อประโยชน์แก่พระอรหัตนั่นเอง. บัดนี้ภิกษุเหล่านั้น

กระทำสิ่งที่ไม่เป็นสาระนั่นว่าเป็นสาระ และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์นั่นแล

ว่าเป็นประโยชน์. ธรรมสังเวชเกิดขึ้นแก่พระองค์ด้วยประการฉะนี้ . ลำดับ

นั้น พระองค์ทรงพระดำริว่า ถ้าจักสามารถบัญญัติปัญจมปาราชิกขึ้นได้ไซร้

เราก็จะพึงบัญญัติการบริโภคอาหารโดยไม่พิจารณาให้เป็นปัญจมปาราชิก

แต่ไม่อาจทรงทำอย่างนี้ได้ เพราะว่าอาหารนั้นเป็นที่ส้องเสพประจำของ

สัตว์ทั้งหลาย แต่เมื่อเราตรัสไว้ภิกษุเหล่านั้นก็จักเห็นข้อนั้นเหมือนปัญจม-

ปาราชิก เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็จักตั้งการบริโภคอาหารที่ไม่พิจารณานั้นว่า-

เป็นกระจกธรรม เป็นข้อสังวร เป็นขอบเขต ซึ่งเหล่าภิกษุในอนาคต

รำลึกแล้ว จักพิจารณาปัจจัย ๔ เสียก่อน แล้วบริโภค.

ในอัตถุปปัตติเหตุนี้ ได้เพิ่มปุตตมังสูปมสุตตันตะดังต่อไปนี้. บรรดา

บทเหล่านั้น บทว่า อตฺตาโรเม ภิกฺขเว อาหารา เป็นต้น มีอรรถ

ดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. ก็ครั้นให้อาหาร ๔ พิสดารแล้ว บัดนี้

เพื่อจะแสดงโทษในอาหาร ๔ เหล่านั้น จึงตรัสว่า กถญฺจ ภิกฺขเว

กวฬีกาโร อาหาโร ทฏฺฐพฺโพ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชายปติกา ได้แก่ภริยาและสามี บทว่า

ปริตฺตํ สมฺพลํ ได้แก่เสบียงมีข้าวห่อ ข้าวสัตตุและขนมเป็นต้น อย่างใด

อย่างหนึ่ง จำนวนน้อย. บทว่า กนฺตารมคฺคํ ได้แก่หนทางกันดารหรือ

หนทางคราวกันดาร. บทว่า กนฺตารํ ได้แก่กันดาร ๕ อย่าง คือ โจร-

กันดาร พาฬกันดาร อมนุสสกันดาร นิรุทกกันดาร อัปปภักขกันดาร.

บรรดากันดาร ๕ อย่างนั้น ที่ที่มีโจรภัย ชื่อว่าโจรกันดาร ที่ ๆ มีสัตว์ร้าย

มีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น ชื่อว่า พาฬกันดาร. ที่ๆ มีภัยโดยอมนุษย์

มียักษิณี ชื่อว่า พลวามุข เป็นต้น ชื่อว่า อมนุสสกันดาร. ที่ๆ ไม่มี

น้ำดื่มหรืออาบ ชื่อว่า นิรุทกกันดาร. ที่ที่ไม่มีสิ่งที่จะเคี้ยวหรือกิน โดย

ที่สุดแม้เพียงหัวเผือกเป็นต้นก็ไม่มี ชื่อว่า อัปปภักขกันดาร. อนึ่ง ใน

ที่ใดมีภัยทั้ง ๕ อย่างนี้อยู่ ที่นั้น ชื่อว่า กันดารโดยแท้. กันดารทั้ง ๕

นี้นั้น พึงผ่านไปเสียโดย ๑-๒-๓ วันก็มี. ทางนั้นท่านไม่ประสงค์ในที่นี้

แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอาทางกันดารประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ซึ่งไม่มีน้ำและ

มีอาหารน้อย ทางในคราวกันดารเห็นปานนี้ ชื่อว่า ทางกันดาร. บทว่า

ปฏิปชฺเชยฺยุํ ความว่า สองสามีภรรยาถูกฉาตกภัย โรคภัย และราชภัย

เบียดเบียนพากันเดินไป สำคัญว่า เราจักผ่านกันดารอย่างหนึ่ง อยู่เป็น

สุขในรัชสมัยที่ปราศจากอันตรายของพระราชาผู้ทรงธรรม.

บทว่า เอกปุตฺตโก ได้แก่บุตรน้อยคนเดียว มีร่างกายผ่ายผอม

ผู้ควรจะพึงเอ็นดูอุ้มไป. บทว่า วลฺลูรญฺจ โสณฺฑิกญฺจ ความว่า

เอาจากที่มีเนื้อเป็นก้อน ๆ ทำเป็นเนื้อแห้ง เอาจากที่ติดกระดูกและติด

ศีรษะทำเป็นเนื้อย่อย ๆ. บทว่า ปฏิปึเสยฺยุํ ได้แก่พึงประหาร. ศัพท์ว่า

กหํ เอกปุตฺตก นี้ เป็นอาการแสดงความคร่ำครวญของสามีภรรยาคู่นั้น.

ก็ในข้อนี้มีการพรรณนาเนื้อความโดยย่อ ตั้งต้นแต่ทำเนื้อความ

ให้เเจ่มแจ้ง ดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า สองสามีภรรยาอุ้มลูกเดินทางกันดารประมาณ ๑๐๐ โยชน์

ด้วยเสบียงเล็กน้อย. เขาเดินทางไปได้ ๕๐ โยชน์ เสบียงหมด กระสับ

กระส่ายเพราะความหิว นั่งที่ร่มไม้อันงอกงาม. ลำดับนั้น สามีได้กล่าว

กะภรรยาว่า ที่รัก จากนี้ไปโดยรอบ ๕๐ โยชน์ไม่มีบ้านหรือนิคม ฉะนั้น

บัดนี้เราไม่สามารถจะกระทำกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้นเป็นอันมาก

ที่ผู้ชายจะพึงทำได้ มาเถิด เธอจงฆ่าเราแล้วกินเนื้อครึ่งหนึ่ง ทำเสบียง

ครึ่งหนึ่งแล้วจงข้ามทางกันดารไปพร้อมกับลูก. ฝ่ายภรรยากล่าวว่า พี่

บัดนี้ ฉันไม่สามารถจะทำกรรมมีการกรอด้ายเป็นต้นแม้มากที่ผู้หญิงจะพึง

ทำ มาเถิด พี่จงฆ่าฉันกินเนื้อครึ่งหนึ่ง ทำเสบียงครึ่งหนึ่งแล้วจงข้าม

ทางกันดารไปพร้อมกับลูก. สามีกล่าวกะภรรยาอีกว่า ที่รัก ความตาย

ย่อมปรากฏแก่คนสองคนเพราะแม่ตาย เพราะเด็กอ่อน เว้นแม่เสียแล้ว

ก็ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าเราทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ เราก็จะพึงได้ลูกอีก

เอาเถอะ เราจะฆ่าลูกน้อยในบัดนี้ ถือเอาเนื้อกิน ข้ามผ่านทางกันดาร.

ลำดับนั้น แม่กล่าวกะลูกว่า ลูกรัก เจ้าจงไปหาพ่อ. ลูกก็ไปหาพ่อ.

ครั้งนั้น พ่อของเด็กน้อย กล่าวว่า เราได้รับความทุกข์มิใช่น้อยเพราะ

กสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้นก็เพื่อจะเลี้ยงดูลูกน้อย เราไม่อาจฆ่าลูก

ได้ เธอนั่นแหละจงฆ่าลูกของเธอ แล้วกล่าวกะลูกน้อยว่า ลูกรัก เจ้า

จงไปหาแม่. ลูกก็ไปหาแม่. ครั้งนั้น แม่ของเด็กน้อย กล่าวว่า เมื่อ

เราอยากได้ลูก เราได้รับทุกข์มิใช่น้อย ด้วยการบวงสรวงเทวดา

ด้วยโควัตรและกุกกุรวัตรเป็นต้นก่อน ไม่ต้องพูดถึงการบริหารครรภ์

ฉันไม่อาจฆ่าลูกได้ แล้วกล่าวกะลูกน้อยว่า ลูกรัก เจ้าจงไปหาพ่อเถิด.

ลูกน้อยนั้นเมื่อเดินไปในระหว่างพ่อแม่นั่นแหละ ตายแล้วด้วยประการ

ฉะนี้. สองสามีภรรยาเห็นดังนั้น คร่ำครวญ ถือเอาเนื้อลูกเคี้ยวกิน

เดินทางไปโดยนัยที่กล่าวแล้ว.

อาหารคือเนื้อลูกของสองสามีภรรยานั้น ไม่ใช่กินเพื่อจะเล่น ไม่

ใช่กินเพื่อจะมัวเมา ไม่ใช่กินเพื่อประดับ ไม่ใช่กินเพื่อตกแต่ง เพราะ

ปฏิกูลด้วยเหตุ ๙ ประการ เป็นอาหารเพื่อข้ามผ่านทางกันดารอย่างเดียว

เท่านั้น. หากจะถามว่า เพราะปฏิกูลด้วยเหตุ ๙ ประการ อะไรบ้าง.

พึงแก้ว่า เพราะเป็นเนื้อของผู้ร่วมชาติ ๑ เพราะเป็นเนื้อของญาติ ๑

เพราะเป็นเนื้อของบุตร . เพราะเป็นเนื้อของบุตรที่รัก ๑ เพราะเป็นเนื้อ

เด็กอ่อน ๑ เพราะเป็นเนื้อดิบ ๑ เพราะไม่เป็นโครส ๑ เพราะไม่เค็ม ๑

เพราะยังไม่ได้ปิ้ง ๑. จริงอยู่ สองสามีภรรยานั้นเคี้ยวกินเนื้อบุตรนั้น

ซึ่งปฏิกูลด้วยเหตุ ๙ ประการเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้ จึงมิได้เคี้ยวกิน

ด้วยความยินดีติดใจ แต่ตั้งอยู่ในภาวะกลางๆ นั่นเอง คือ ในการบริโภค

โดยไม่มีความพอใจและยินดี มีใจแตกทำลาย เคี้ยวกินแล้ว เขาจะได้เอา

เนื้อที่ติดกระดูกเอ็นและหนังออกแล้วเคี้ยวกินแต่เนื้อที่ล่ำ ๆ คือเนื้อที่ดี ๆ

เท่านั้นก็หาไม่ เคี้ยวกินเฉพาะเนื้อที่อยู่ตรงหน้า มิได้เคี้ยวกินตามที่ต้องการ

จนล้นคอหอย แต่เคี้ยวกินทีละน้อยๆ พอยังชีพให้เป็นไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น

มิได้หวงกันและกัน เคี้ยวกิน เคี้ยวกินด้วยใจที่บริสุทธิ์จริง ๆ ปราศจาก

มลทินคือความตระหนี่ มิได้เคี้ยวกินอย่างงมงายว่า พวกเราเคี้ยวกินเนื้อ

อย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นเนื้อมฤคหรือเนื้อนกยูงเป็นต้นอย่างใครอย่างหนึ่ง

ก็ตาม แต่เคี้ยวกินทั้งที่รู้ว่าเป็นเนื้อของลูกรัก มิได้เคี้ยวกินโดยปรารถนา

ว่า ไฉนหนอ เราพึงเคี้ยวกินเนื้อลูกเห็นปานนี้อีก แต่เคี้ยวกินโดยไม่

ปรารถนา มิได้สั่งสมด้วยตั้งใจว่า เราเคี้ยวกินเพียงเท่านี้ในทางกันดาร

เมื่อพ้นทางกันดารแล้ว จักเอาเนื้อที่เหลือไปปรุงด้วยรสเค็มรสเปรี้ยว

เป็นต้น เคี้ยวกิน แต่เมื่อล่วงกันดารไปแล้ว คิดว่า พวกชนในเมืองจะ

เห็น จึงฝังไว้ในดินหรือเอาไฟเผา มิได้ถือตัวหรือโอ้อวดว่า ใครอื่นจะ

ได้เคี้ยวกินเนื้อบุตรเห็นปานนี้อย่างเรา แต่เคี้ยวกินโดยขจัดความถือตัวและ

โอ้อวดเสียได้ มิได้เคี้ยวกินอย่างดูหมิ่นว่า ประโยชน์อะไรด้วยเนื้อนี้ซึ่ง

ไม่เค็ม ไม่เปรี้ยว ยังไม่ได้ปิ้ง มีกลิ่นเหม็น แต่เคี้ยวกินโดยปราศจาก

ความดูหมิ่น ไม่ดูหมิ่นกันและกันว่า ส่วนของท่าน ส่วนของเรา บุตร

ของท่าน บุตรของเรา แต่มีความพร้อมเพรียงบันเทิงเคี้ยวกิน.

พระศาสดาทรงพิจารณาเห็นสองสามีภรรยาบริโภคโดยปราศจาก

ฉันทราคะเห็นปานนั้นนี้ เมื่อจะทรงให้ภิกษุสงฆ์ทราบเหตุนั้น จึงตรัส

คำเป็นต้นว่า ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปิ นุ เต ทวาย วา อาหารํ

อาหเรยฺยุํ ดังนี้. ในพระบาลีนั้น คำเป็นต้นว่า ทวาย วา กล่าวไว้

พิสดารแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล.

บทว่า กนฺตารสฺส ได้แก่กันดารนอกจากที่สองสามีภรรยาผ่านมา.

บทว่า เอวเมว โข ความว่า พึงเห็นอาหารเสมือนเนื้อลูกรัก ด้วย

อำนาจความเป็นของปฏิกูล ๙ อย่าง. ถามว่า ความเป็นของปฏิกูล ๙ อย่าง

อะไรบ้าง ตอบว่า มีความเป็นของปฏิกูลในการไปเป็นต้น. จริงอยู่

เมื่อพิจารณาความปฏิกูลโดยการไปก็ดี เมื่อพิจารณาความปฏิกูลโดยการ

แสวงหาก็ดี เมื่อพิจารณาความปฏิกูลโดยการบริโภค โดยที่ฝังไว้ โดย

ที่อาศัย โดยเป็นของสุก โดยเป็นของไม่สุก โดยเป็นของเปื้อน และ

โดยเป็นของไหลออกก็ดี ชื่อว่าย่อมกำหนดกวฬิงการาหาร. ก็ความปฏิกูล

โดยการไปเป็นต้นเหล่านี้นั้น กล่าวไว้พิสดารแล้วทั้งนั้นในอาหารปาฏิกุลย-

นิทเทสในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. พึงบริโภคอาหารเปรียบด้วยเนื้อลูกทีเดียว

ด้วยอำนาจความปฏิกูล ๙ อย่างเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้.

สองสามีภรรยานั้นเมื่อเคี้ยวกินเนื้อลูกรักซึ่งเป็นของปฏิกูล มิได้

เคี้ยวกินด้วยความยินดีติดใจ แต่ตั้งอยู่ในภาวะกลาง ๆ นั่นเอง คือใน

การบริโภคโดยไม่มีความพอใจและยินดี เคี้ยวกินแล้ว ฉันใด พึง

บริโภคอาหารโดยไม่มีความพอใจและยินดี ฉันนั้น.

เหมือนอย่างว่า สองสามีภรรยานั้นจะได้เอาเนื้อที่ติดกระดูกเอ็นและ

หนังออก เคี้ยวกินแต่เนื้อที่ล่ำ ๆ คือเนื้อที่ดี ๆ เท่านั้นก็หาไม่ แต่เคี้ยว

กินเนื้อที่หยิบถึงเท่านั้น ฉันใด ภิกษุไม่พึงใช้หลังมือเขี่ยข้าวแห้งและกับข้าว

แข็งเป็นต้นออก ไม่แสดงความเจาะจง ดุจนกกระจาบและดุจไก่มิได้

เลือกเฉพาะโภชนะที่ดีซึ่งผสมเนยใสและเนื้อเป็นต้นแต่ที่นั้น ๆ บริโภค

พึงบริโภคตามลำดับดุจราชสีห์ ฉันนั้น. เหมือนอย่างว่า สองสามีภรรยา

นั้น มิได้เคี้ยวกินตามที่ต้องการจนล้นคอหอย แต่เคี้ยวกินทีละน้อย ๆ

พอยังชีพให้เป็นไปในวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น ไม่บริโภค

ตามที่ต้องการจนเรอ ดุจพวกพราหมณ์ที่มีอาหารอยู่ในมือเป็นต้นบางคน

เว้นโอกาสสำหรับคำข้าว ๔-๕ คำไว้แล้วบริโภคดุจพระธรรมเสนาบดี.

เล่ากันว่า พระธรรมเสนาบดีเถระนั้นดำรง (ความเป็นภิกษุ)

อยู่ ๕ พรรษา กล่าวว่า แม้วันหนึ่งเราก็มิได้ฉันอาหารจนสำรอกออก

มาเป็นรสเปรี้ยวภายหลังฉันอาหาร ดังนี้ เมื่อบันลือสีหนาทได้กล่าวคาถา

นี้ว่า

ภิกษุงดฉันคำข้าว ๔-๕ คำ พึงดื่มน้ำ พอที่จะ
อยู่อย่างสบายสำหรับภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว.
เหมือนอย่างว่า สองสามีภรรยานั้นจะได้หวงกันและกันเคี้ยวกิน

ก็หาไม่ แต่เคี้ยวกินด้วยใจที่บริสุทธิ์จริง ๆ ปราศจากมลทินคือความ

ตระหนี่ ฉัน ไค ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้บิณฑบาตแล้วไม่ตระหนี่

คิดว่า เมื่อภิกษุรับบิณฑบาตนี้ได้ทั้งหมด เราก็จักให้ทั้งหมด เมื่อรับได้

ครึ่งหนึ่ง เราจักให้ครึ่งหนึ่ง ถ้าจักมีบิณฑบาตเหลือจากที่ภิกษุรับไป

เราจักบริโภคเอง ดังนี้ ตั้งอยู่ในสาราณียธรรมมั่นคงบริโภค. เหมือน

อย่างว่า สองสามีภรรยานั้น มิได้เคี้ยวกินอย่างงมงายว่า พวกเราเคี้ยวกิน

เนื้ออย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นเนื้อมฤคหรือเนื้อนกยูงเป็นต้นอย่างใด

อย่างหนึ่งก็ตาม แต่เคี้ยวกินทั้งที่รู้ว่าเป็นเนื้อของลูกรัก ฉันใด ภิกษุก็

ฉันนั้นเหมือนกัน ได้บิณฑบาตแล้ว ไม่พึงเกิดความงมงายเพราะเห็นแก่

ตัวว่า เราจะเคี้ยวกิน จะบริโภค พึงคิดว่า กวฬิงการาหารย่อมไม่รู้ว่า

เราทำกายที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ ให้เจริญ แม้กายก็ไม่รู้ว่า กวฬิงการาหาร

ทำเราให้เจริญ ดังนี้ พึงละความงมงายบริโภค ด้วยอาการอย่างนี้. จริงอยู่

กวฬิงการาหารนี้ ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่งมงายบริโภคแม้ด้วยสติสัมปชัญญะ.

เหมือนอย่างว่า สองสามีภรรยานั้นไม่เคี้ยวกินด้วยตั้งความปรารถนา

ว่า ไฉนหนอ เราพึงเคี้ยวกินเนื้อลูกเห็นปานนี้แม้อีก แต่พอพ้นความ

ปรารถนาไปแล้วก็เคี้ยวกัน ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้โภชนะ

อันประณีตแล้ว คิดว่า ไฉนหนอ เราพึงได้โภชนะเห็นปานนี้ ในวัน

พรุ่งนี้ก็ดี ในวันต่อไปก็ดี ก็แลครั้นได้โภชนะที่เศร้าหมองก็คิดว่า วันนี้

เราไม่ได้โภชนะอันประณีตเหมือนวันวาน มิได้ทำความปรารถนาหรือ

เศร้าใจ เป็นผู้ปราศจากความอยาก ระลึกถึงโอวาทนี้ว่า

ชนทั้งหลายย่อมไม่เศร้าโศกถึงอาหารที่เป็นอดีต
ย่อมไม่พะวงถึงอาหารที่เป็นอนาคต ยังอัตภาพให้
เป็นไปด้วยอาหารที่เป็นปัจจุบัน ฉะนั้น ผิวพรรณ
จึงผ่องใส.

พึงบริโภคด้วยคิดว่า จักยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอันเป็นปัจจุบัน

เท่านั้น.

อนึ่ง สองสามีภรรยานั้น มิได้สั่งสมด้วยคิดว่า เราจักเคี้ยวกิน

เนื้อลูกเท่านี้ในทางกันดาร ล่วงทางกันดารไปแล้ว จักเอาเนื้อลูกส่วนที่

เหลือไปปรุงด้วยรสเปรี้ยวเป็นต้นเคี้ยวกิน แต่เมื่อล่วงทางกันดารไปแล้ว

คิดว่า พวกชนในเมืองนั้นจะเห็น จึงฝังไว้ในดิน หรือเอาไฟเผา ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ระลึกถึงโอวาทนี้ว่า ได้ข้าวหรือน้ำก็ตาม ของ

เคี้ยวหรือผ้าก็ตาม ไม่พึงสั่งสม เมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ก็ไม่พึงสะดุ้ง

ถือเอาพอยังอัตภาพให้เป็นไป จากปัจจัย ๔ ตามที่ได้นั้น ๆ ส่วนที่เหลือ

แจกจ่ายแก่เพื่อนสพรหมจารี เว้นการสั่งสมบริโภค. อนึ่ง สองสามีภรรยา

นั้นมิได้ถือตัวหรือโอ้อวดว่า ใครอื่นจะได้เคี้ยวกินเนื้อบุตรเห็นปานนี้

อย่างเรา แต่เคี้ยวกินโดยขจัดความถือตัวและโอ้อวดเสียได้ ฉันใด ภิกษุ

ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้โภชนะอันประณีตแล้ว ไม่พึงถือตัวหรือโอ้อวดว่า

เราได้จีวรและบิณฑบาตเป็นต้น พึงพิจารณาว่า การบวชนี้มิใช่เหตุแห่ง

จีวรเป็นต้น แต่การบวชนี้เป็นการบวชเพราะเหตุแห่งพระอรหัต แล้ว

พึงบริโภคโดยปราศจากความถือตัวและโอ้อวดทีเดียว.

อนึ่ง สองสามีภรรยานั้นมิได้เคี้ยวกินอย่างดูหมิ่นว่า ประโยชน์อะไร

ด้วยเนื้อที่ไม่เค็ม ไม่เปรี้ยว ยังไม่ได้ปิ้ง มีกลิ่นเหม็น แต่เคี้ยวกินโดย

ปราศจากความดูหมิ่นฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้บิณฑบาตแล้ว

ไม่พึงดูหมิ่นบิณฑบาตว่า ประโยชน์อะไรด้วยภัตรที่เลวไม่มีรสชาติอย่าง

อาหารม้าอาหารโค จงเอามัน ไปใส่ในรางสุนัข หรือไม่ดูหมิ่นทายกอย่าง

นี้ว่า ใครจักบริโภคภัตรดังนี้ได้ จงให้แก่กาและสุนัขเป็นต้นเถิด ระลึกถึง

โอวาทนี้ว่า

เขาอุ้มบาตรเที่ยวไป ไม่ใบ้ก็ทำเป็นใบ้ ไม่พึงดูหมิ่น
ทานที่น้อย ไม่พึงดูหมิ่นผู้ให้ ดังนี้

พึงบริโภค. อนึ่ง สองสามีภรรยานั้น มิได้ดูหมิ่นกันและกันว่า ส่วนของ

ท่าน ส่วนของเรา บุตรของท่าน บุตรของเรา แต่มีความพร้อมเพรียง

บันเทิงเคี้ยวกินฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้บิณฑบาตแล้ว ไม่พึง

ดูหมิ่นใคร ๆ อย่างที่ภิกษุบางพวกดูหมิ่นเพื่อนสพรหมจารีผู้มีศีลว่า ใคร

จักให้แก่คนอย่างพวกท่าน พวกท่านเป็นผู้ไม่มีเหตุ เที่ยวลื่นล้มที่ธรณี

ประตู แม้มารดาผู้บังเกิดเกล้าของท่าน ก็ไม่สำคัญของที่จะให้ แต่พวก

เราย่อมได้จีวรเป็นต้นที่ประณีต ในที่ที่ไปแล้ว ๆ อย่างที่พระองค์หมาย

ตรัสไว้ว่า ภิกษุนั้นดูหมิ่นภิกษุเหล่าอื่นผู้มีศีลเป็นที่รัก โดยลาภสักการะและ

สรรเสริญนั้น ภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นย่อมมีแก่โมฆบุรุษนั้น เพื่อไม่เป็น

ประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน ดังนี้ พึงเป็นผู้พร้อมเพรียงบันเทิง

บริโภคกับเพื่อนสพรหมจารีทั้งปวง.

บทว่า ปริญฺญาเต ได้แก่กำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ เหล่านี้ คือ

ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหารปริญญา. กำหนดอย่างไร. คือ ภิกษุใน

ธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดว่า ชื่อว่า กวฬีการาหารนี้ เป็นรูปมีโอชาเป็นที่ ๘

(โอชัฏฐมกรูป) ด้วยอำนาจรูปที่มีวัตถุ. โอชัฏฐมกรูปถูกกระทบในที่ไหน.

กระทบที่ชิวหาประสาท. ชิวหาประสาทอาศัยอะไร. อาศัยมหาภูตรูป ๔.

รูปมีโอชาเป็นที่ ๘ ชิวหาประสาท มหาภูตรูป อันเป็นปัจจัยแห่งชิวหา

ประสาทนั้น ธรรมเหล่านี้ ดังว่ามานี้ ชื่อว่ารูปขันธ์ เมื่อภิกษุกำหนด

รูปขันธ์ ธรรมอันมีผัสสะเป็นที่ ๕ ที่เกิดขึ้น ชื่อว่าอรูปขันธ์ ๔. ธรรม

แม้ทั้งหมดเหล่านี้ ชื่อว่าขันธ์ ๕ โดยสังเขป ย่อมเป็นเพียงนามรูป.

ภิกษุนั้นครั้นกำหนดธรรมเหล่านั้น โดยลักษณะพร้อมด้วยกิจแล้วแสวงหา

ปัจจัยของธรรมเหล่านั้น ย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาทอันเป็นอนุโลม. ด้วย

อันดับคำเพียงเท่านี้ เป็นอันภิกษุนั้นกำหนดรู้กพฬีการาหาร ด้วยญาติ-

ปริญญา เพราะเห็นนามรูปพร้อมด้วยปัจจัยโดยมุขคือกพฬีกิราหารตาม

ความเป็นจริง เธอยกนามรูปพร้อมด้วยปัจจัยนั้นนั่นแลขึ้นสู่ลักษณะ ๓ ว่า

ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วพิจารณาเห็นด้วยอนุปัสสนา ๗. ด้วย

อันดับคำเพียงเท่านี้ เป็นอันเธอกำหนดรู้กพฬีการาหารนั้น กล่าวคือ

ญาณเป็นเครื่องแทงตลอดและพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ ด้วยตีรณปริญญา.

ก็กวฬีการาหารนั้น เป็นอันเธอกำหนดรู้ด้วยปหานปริญญา เพราะกำหนด

รู้ด้วยอนาคามิมรรค อันคร่าเสียซึ่งฉันทราคะในนามรูปนั้นเอง.

บทว่า ปญฺจกามคุณิโก เป็นอันเธอกำหนดรู้การเกิดแห่งกามคุณ ๕.

แต่ในที่นี้ ปริญญา ๓ ได้แก่ เอกปริญญา สัพพปริญญา มูลปริญญา.

ถามว่า เอกปริญญาเป็นไฉน.
แก้ว่า ภิกษุใดกำหนดรู้ตัณหามีรสเป็นอันเดียวในชิวหาทวาร ภิกษุ

นั้น ชื่อว่าเป็นอันกำหนดราคะอันเป็นไปในกามคุณ ๕. เพราะเหตุไร.

เพราะตัณหานั้นแลเกิดขึ้นในที่นั้น จริงอยู่ ตัณหานั้นแล เกิดขึ้นใน

จักขุทวาร ชื่อว่าเป็นรูปราคะ ในโสตทวารเป็นต้นก็เกิดสัททราคะ

เป็นต้น ดังนั้น ราคะอันเป็นไปในกามคุณ ๕ เป็นอันภิกษุนั้นกำหนด

รู้แล้ว ด้วยการกำหนดรู้รสตัณหาในชิวหาทวาร เหมือนเมื่อราชบุรุษจับ

โจรคนหนึ่ง ผู้ฆ่าคนในทาง ๕ สายได้ในทางสายหนึ่ง แล้วตัดศีรษะเสีย

หนทางทั้ง ๕ สายย่อมเป็นทางปลอดภัยฉะนั้น นี้ชื่อว่า เอกปริญญา.

ถามว่า สัพพปริญญาเป็นไฉน.
แก้ว่า ความจริง เมื่อบิณฑบาตที่เขาใส่ลงในบาตร อย่างเดียว

เท่านั้น ย่อมได้ความยินดีอันประกอบด้วยกามคุณ ๕.

อย่างไร. คือ อันดับแรก เมื่อภิกษุนั้นแลดูสีอันบริสุทธิ์ ความ

ยินดีในรูปย่อมมี เมื่อราดเนยใสอันร้อนลงในที่นั้น เสียงย่อมดัง ปฏะปฏะ

เมื่อเคี้ยวของที่ควรเคี้ยวเห็นปานนั้น เสียงว่า มุรุ มุรุ ย่อมดังขึ้น เมื่อ

ยินดีเสียงนั้น ความยินดีในเสียงย่อมเกิดขึ้น เมื่อยินดีกลิ่นเครื่องปรุงมี

ยี่หร่าเป็นต้น ความยินดีในกลิ่นย่อมเกิดขึ้น ความยินดีในรส ด้วยอำนาจ

รสที่ดี ย่อมเกิดขึ้น เมื่อยินดีว่า โภชนะอ่อนละมุนน่าสัมผัส ความยินดี

ในโผฏฐัพพะย่อมเกิดขึ้น. ดังนั้น เมื่อภิกษุกำหนดอาหารด้วยสติและ

สัมปชัญญะแล้วบริโภค ด้วยการบริโภคที่ปราศจากราคะ การบริโภค

ทั้งหมด เป็นอันชื่อว่าอันภิกษุกำหนดรู้แล้ว การกำหนดรู้ดังว่ามานี้ ชื่อว่า

สัพพปริญญา.

มูลปริญญาเป็นไฉน.
จริงอยู่ กวฬีการาหารเป็นมูลแห่งความยินดีอันเป็นไปในกามคุณ ๕.

เพราะเหตุไร. เพราะเมื่อกวฬีการาหารยังมีอยู่ ความยินดีในอาหารนั้นอัน

เป็นไปในกามคุณ ๕ ก็เกิดขึ้น. ได้ยินว่า สองสามีภรรยามิได้มีจิตคิดเพ่งเล็ง

ตลอด ๑๒ ปี ในเพราะภัยเกิดแต่ติสสะพราหมณ์. เพราะเหตุไร. เพราะ

มีอาหารน้อย แต่เมื่อภัยสงบลง เกาะตามพปัณณิทวีป ประมาณ ๑๐๐

โยชน์ได้มีมงคลเป็นอันเดียวกัน โดยมงคลที่เกิดขึ้นแก่ผู้การทำ ดังนั้น

เมื่อกำหนดรู้อาหารที่เป็นมูลได้แล้ว ก็เป็นอันชื่อว่าภิกษุกำหนดรู้ราคะ

ความยินดีอันเป็นไปในกามคุณ ๕ ด้วย ดังว่ามานี้ ชื่อว่า มูลปริญญา.

บทว่า นตฺถิ ตํ สํโยชนํ ความว่า สังโยชน์นั้นไม่มี เพราะ

อริยสาวกละธรรมอันมีที่ตั้งเดียวกับธรรมที่ควรละพร้อมทั้งราคะนั้นได้.

เทศนานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้จนถึงอนาคามิมรรคด้วยประการฉะนี้.

แต่ควรเจริญวิปัสสนาในขันธ์ ๕ ด้วยสามารถแห่งรูปเป็นต้นเหล่านั้น

นั่นแล แล้วตรัสจนถึงพระอรหัต ด้วยทรงดำริว่า ก็ด้วยเหตุเพียงเท่านี้

ภิกษุทั้งหลายอย่าได้ถึงความสิ้นสุดเลย.

จบอาหารที่ ๑ (กพฬีการาหาร)
ในอาหารที่ ๒ (ผัสสาหาร) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า นิจฺจมฺมา ได้แก่หนังที่ถูกถลกจากสรีระทิ้งสิ้นตั้งแต่อกถึง

โคนเขา มีสีเหมือนกองดอกทองกวาว ถามว่า ก็เพราะเหตุไร อุปมานี้

ถึงไม่ทรงถือเอาอุปมาด้วยช้างม้าและโคเป็นต้น ทรงถือเอาแต่อุปมาด้วย

แม่โคที่ไม่มีหนัง. แก้ว่า เพื่อทรงแสดงภาวะที่ไม่สามารถจะอดกลั้นได้

จริงอยู่ มาตุคามไม่สามารถอดกลั้นอดทนทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นได้. เพื่อจะ

ทรงแสดงว่า ผัสสาหารไม่มีกำลัง มีกำลังเพลาเหมือนอย่างนั้น จึงทรงนำ

อุปมามาเทียบเท่านั้น. บทว่า กุฑฺฑํ ได้แก่ ฝา มีฝาศิลาเป็นต้นอย่างใด

อย่างหนึ่ง. ชื่อว่าจำพวกสัตว์ที่เกาะฝา ได้แก่ สัตว์มีแมลงมุม ตุ๊กแก และ

หนูเป็นต้น. บทว่า รุกฺขนิสฺนิตา ได้แก่ สัตว์เล็ก ๆ มีตังบุ้งเป็นต้น. บทว่า

อุทกนิสฺสิตา ได้แก่ สัตว์น้ำมีปลาและจระเข้เป็นต้น. บทว่า อากาส-

นิสฺสิตา ได้แก่ เหลือบ ยุง กา และแร้งเป็นต้น. บทว่า ขาเทยฺยุํ

ได้แก่ ทิ้งจิกกิน. แม่โคนั้นพิจารณาเห็นที่นั้น ๆ ว่าเป็นภัยแต่การเคี้ยว

กินของปาณกสัตว์ ซึ่งมีที่ชุมนุม อาศัยกายเป็นมูล ไม่ได้ปรารถนาสักการะ

และความนับถือสำหรับตน ทั้งไม่ปรารถนาการทุบหลัง การนวดร่างกาย

และน้ำร้อน. ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นภัยคือการเคี้ยวกินของ

ปาณกสัตว์คือกิเลสอันมีผัสสาหารเป็นมูล ย่อมไม่มีความต้องการด้วยผัสสะ

อันเป็นไปในภูมิ ๓.

บทว่า ผสฺเส ภิกฺขเว อาหาเร ปริญฺญาเต ได้แก่เมื่อกำหนด

รู้ด้วยปริญญา ๓. แม้ในที่นี้ท่านก็กำหนดเอาปริญญา ๓. ในปริญญา ๓

เหล่านั้น การเห็นซึ่งกิจของนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยตามความเป็นจริงอย่าง

นี้ว่า ผัสสะจัดเป็นสังขารขันธ์ เวทนาที่สัมปยุตด้วยผัสสะนั้น จัดเป็น

เวทนาขันธ์ สัญญาจัดเป็นสัญญาขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ อารมณ์ที่

เป็นวัตถุ แห่งขันธ์เหล่านั้น จัดเป็นรูปขันธ์ ชื่อว่า ญาตปริญญา. ใน

ปริญญา ๓ เหล่านั้นนั่นแล การที่ภิกษุยกนามรูปขึ้นสู่ไตรลักษณ์แล้ว

พิจารณาเห็นโดยเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นด้วยสามารถแห่งอนุปัสสนา ๗

ชื่อว่า ตีรณปริญญา. ก็พระอรหัตมรรค ที่คร่าฉันทราคะในนามรูปนั้น

เองออกไป ชื่อว่า ปหานปริญญา.

บทว่า ติสฺโส เวทนา ความว่า เมื่อกำหนดรู้ผัสสาหารด้วย

ปริญญา ๓ อย่างนี้แล้ว เวทนา ๓ ย่อมเป็นอันกำหนดรู้แล้วเหมือนกัน

เพราะมีผัสสาหารนั้นเป็นมูล และเพราะสัมปยุตด้วยผัสสาหารนั้น. ด้วย

ประการฉะนี้ เป็นอันตรัสเทศนาจนถึงพระอรหัตด้วยอำนาจผัสสาหาร.

จบอาหารที่ ๒ (ผัสสาหาร )
ในอาหารที่ ๓ (นโนสัญเจตนาหาร) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า องฺคารกาสุ ได้แก่หลุมถ่านเพลิง. บทว่า กาสุ ท่าน

กล่าวหมายความว่า กองบ้าง ว่าหลุมบ้าง ในคำนี้ว่า

องฺคารกาสุํ อปเร ผุณนฺติ
นรา รุทนฺตา ปริทฑฺฒคตฺตา ฯ
ภยํ หิ มํ วินฺทติ สุต ทิสฺวา
ปุจฺฉามิ ตํ มาตลิ เทวสารถี.
ชนอีกพวกหนึ่งกระจายกองถ่านเพลิง นระผู้มี
ร่างกายเร่าร้อนร้องไห้อยู่ ภัยมาถึงเราเพราะเห็น
สารถี แน่ะเทพสารถีมาตลี เราขอถามท่าน.

บทว่า กาสุ ท่านกล่าวหมายความว่า กอง ในคำนี้ว่า กึนุ สนฺตรมา-

โนว กาสุํ ขณสิ สารถิ แน่ะนายสารถี ท่านตัวสั่นขุดหลุมอยู่เพราะ

เหตุไรหนอ. ท่านกล่าวหมายความว่า หลุม แม้ในที่นี้ก็ประสงค์ความ

ว่าหลุมนี้แหละ. บทว่า สาธิกโปริสา ได้แก่เกินชั่วบุรุษ คือประมาณ

๕ ศอก. ด้วยบทว่า วีตจฺฉิกานํ วีตธูมานํ นี้ ท่านแสดงว่าหลุมถ่าน

เพลิงนั้น มีความเร่าร้อนมาก. ด้วยว่า เมื่อมีเปลวไฟหรือควัน ความเร่า

ร้อนก็มาก ลมตั้งขึ้น ความเร่าร้อนย่อมไม่มาก เมื่อมีเปลวไฟหรือควัน

นั้น แต่ไม่มีลืม ความเร่าร้อนย่อมมาก. บทว่า อารกาวสฺส แปลว่า

พึงมีในที่ไกลทีเดียว.

ในคำว่า เอวเมว โข นี้ มีการเปรียบเทียบด้วยอุปมาดังต่อไปนี้

พึงเห็นวัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓ เหมือนหลุมถ่านเพลิง ปุถุชนคนโง่ผู้อาศัย

วัฏฏะ เหมือนบุรุษผู้อยากจะเป็นอยู่ กุศลกรรมและอกุศลกรรม เหมือน

บุรุษ ๒ คนผู้มีกำลัง เวลาที่ปุถุชนก่อกรรมทำเข็ญ เหมือนเวลาที่บุรุษ

๒ คน จันบุรุษนั้นที่แขนคนละข้างฉุดมายังหลุมถ่านเพลิง จริงอยู่ กรรม

ที่ปุถุชนคนโง่ก่อกรรมทำเข็ญ ย่อมชักไปหาปฏิสนธิ วัฏทุกข์ที่มีกรรม

เป็นเหตุ พึงทราบเหมือนทุกข์ที่มีหลุมถ่านเพลิงเหตุ.

บทว่า ปริญฺญาเต ได้แก่กำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ ก็การประกอบ

ความเรื่องปริญญาในที่นี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในผัสสะนั่นแล.

บทว่า ติสฺโส ตณฺหา ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. ตัณหา

เหล่านี้ ย่อมเป็นอันกำหนดรู้แล้วเหมือนกัน. เพราะเหตุไร. เพราะ

มโนสัญเจตนามีตัณหาเป็นมูล ด้วยว่า เมื่อละเหตุยังไม่ได้ ก็ละผัสสะ

ไม่ได้. ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันตรัสเทศนาจนถึงพระอรหัตด้วยอำนาจ

มโนสัญเจตนาหาร.

จบอาหารที่ ๓ (มโนสัญเจตนาหาร)
ในอาหารที่ ๔ (วิญญาณาหาร) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อาคุจารึ ได้แก่ผู้ประพฤติชั่ว คือผู้กระทำผิด. ด้วยบทว่า

กถํ โส ปุริโส พระราชาตรัสถามว่า บุรุษนั้นเป็นอย่างไร คือเลี้ยงชีพ

อย่างไร. บทว่า ตเถว เทว ชีวติ ความว่า แม้ในบัดนี้เขาก็เลี้ยงชีพ

เหมือนเมื่อก่อนนั่นแหละ.

แม้ในคำว่า เอวเมว โข นี้ มีการเปรียบเทียบด้วยอุปมาดังต่อไปนี้.

จริงอยู่ กรรมพึงเห็นเหมือนพระราชา ปุถุชนคนโง่ผู้อาศัยวัฏฏะเหมือน

บุรุษผู้ประพฤติชั่ว ปฏิสนธิวิญญาณเหมือนหอก ๓๐๐ เล่ม เวลาที่พระ

ราชาคือกรรมจับปุถุชนผู้อาศัยวัฏฏะซัดไปในปฏิสนธิ เหมือนเวลาที่พระ

ราชาจับบุรุษผู้ประพฤติชั่ว สั่งบังคับว่า จงประหารด้วยหอก ๓๐๐ เล่ม.

ในอุปมาเหล่านั้น ปฏิสนธิวิญญาณเปรียบเหมือนหอก ๓๐๐ เล่ม ก็จริง

ถึงอย่างนั้น ทุกข์ย่อมไม่มีในหอก ทุกข์มีปากแผลที่ถูกหอกแทงเป็นมูล

ทุกข์เหมือนกัน ย่อมไม่มีแม้ในปฏิสนธิ แต่เมื่อวิบากให้ปฏิสนธิ วิบาก

ทุกข์ในปัจจุบัน ย่อมเป็นเหมือนทุกข์มีปากแผลที่ถูกหอกแทงเป็นมูล.

บทว่า ปริญฺญาเต ได้แก่กำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓. แม้ในที่นี้

การประกอบความเรื่องปริญญา พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในผัสสาหาร

นั่นแล. บทว่า นามรูปํ ได้แก่เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดมีนามรูป

เพราะเมื่อกำหนดรู้วิญญาณ ย่อมเป็นอันกำหนดรู้นามรูปนั้นเหมือนกัน

เพราะมีวิญญาณนั้นเป็นปัจจัย และเพราะเกิดพร้อมกัน. ด้วยประการฉะนี้

เป็นอันตรัสเทศนา จนถึงพระอรหัตแม้ด้วยอำนาจวิญญาณหารแล.

จบอรรถกถาปุตตมังสสูตรที่ ๓

ดูเพิ่ม[แก้ไข]