อรรถกถา ปุพพสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาปุพพสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในปุพพสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อยํ ปฐวีธาตุยา อสฺสาโท ความว่า นี้เป็นความแช่มชื่น

อันอาศัยปฐวีธาตุ. ความแช่มชื่นนี้นั้นให้ยืดกายขึ้นไป เหยียดท้องออก

ดุจกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงพยายามสอดนิ้วมือของเราเข้าไปในที่นี้เถิด หรือ

เหยียดมือแล้ว จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงพยายามน้อมกายนี้ลงเถิด. พึง

ทราบควานแช่มชื่นด้วยสามารถแห่งสุขโสมนัสที่เป็นไปอย่างนี้.

ในบทเป็นต้นว่า อนิจฺจา ความว่า ชื่อว่าไม่เที่ยงโดยอาการว่ามี

แล้วกลับไม่มี ชื่อว่าเป็นทุกข์โดยอาการบีบคั้น ชื่อว่ามีความแปรปรวน

เป็นธรรมดา โดยอาการปราศจากภาวะของตน. บทว่า อยํ ปฐวี ธาตุยา

อาทีนโว ความว่า ชื่อว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็น

ธรรมดาโดยอาการใด. อาการนี้เป็นโทษแห่งปฐวีธาตุ. บทว่า ฉนฺทราค-

วินโย ฉนฺทราคปหานํความว่า ฉันทราคะแห่งปฐวีธาตุ อันบุคคลกำจัด

ได้และละได้เพราะอาศัยนิพพาน. เพราะฉะนั้น นิพพานจึงเป็นเครื่องสลัด

ออกซึ่งปฐวีธาตุนั้น.

บทว่า อยํ อาโปธาตุยา อสฺสาโท ความว่า นี้เป็นความแช่มชื่น

อาศัยอาโปธาตุ ความแช่มชื่นนี้นั้น เหมือนเห็นคนอื่นที่ถูกอาโปธาตุเบียด-

เบียน พึงทราบด้วยสามารถแห่งสุขโสมนัสที่เป็นไปอย่างนี้ว่า เหตุอะไรผู้นี้

ออกและเข้าไปปัสสาวะตั้งแต่เวลาจะนอน. เมื่อเขาทำการงานแม้เล็กน้อย

เหงื่อก็มี แม้ผ้าย่อมมีอาการที่เขาควรบิดได้. เมื่อกล่าวแม้เพียงอนุโมทนา

เขาก็ต้องถือพัดใบตาล. แต่เรานอนในเวลาเย็น ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่. สรีระ

ของเราเหมือนหม้อที่เต็ม แม้เพียงเหงื่อ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่เราผู้ทำงาน

หนัก. เมื่อเรากล่าวธรรมอยู่ด้วยเสียงเหมือนเสียงฟ้าลั่น แม้เพียงอาการ

อบอุ่นในสรีระก็ไม่มีแก่เรา ดังนี้.

บทว่า อยํ เตโชธาตุยา อสฺสาโท ความว่า นี้เป็นความแช่มชื่น

อาศัยเตโชธาตุ. ความแช่มชื่นนี้นั้น เหมือนเห็นคนกำลังหนาว พึงทราบ

ด้วยสามารถแห่งสุขโสมนัสที่เป็นไปอย่างนี้ว่า เหตุอะไร พวกคนเหล่านี้ดื่ม

เพียงข้าวยาคูภัตรและของขบเคี้ยวหน่อยหนึ่ง นั่งท้องแข็งแสวงหาเตาไฟอยู่

ตลอดคืน. พอหยาดน้ำตกไปใกล้สรีระ พวกเขาก็นอนคร่อมเหนือเตาไฟ

และห่มผ้า. ส่วนเรากินเนื้อหรือขนมแม้แข็งยิ่ง บริโภคภัตรแต่พอเต็มท้อง

ในทันใดนั่นแลภัตรทั้งหมดของเราย่อมย่อยไปเหมือนฟองน้ำ. เมื่อฝนพรำ

ตลอด ๗ วันเป็นไปอยู่ แม้เพียงผ่อนคลายความเยือกเย็นในสรีระ ก็ไม่

มีแก่เรา ดังนี้.

บทว่า อยํ วาโยธาตุยา อสฺสาโท ความว่า นี้เป็นความแช่มชื่น

อาศัยวาโยธาตุ. ความแช่มชื่นนี้นั้น เหมือนเห็นคนอื่นกลัวลม พึงทราบ

ด้วยสามารถแห่งสุขโสมนัสเป็นไปอย่างนี้ว่า เมื่อคนเหล่านี้ทำการงานแม้

เพียงเล็กน้อย กล่าวแม้เพียงอนุโมทนา ลมก็ย่อมเสียดแทงสรีระ. มือและ

เท้าของพวกเขาผู้เดินทางไกลแม้เพียงคาวุตเดียวก็ล้า ปวดหลัง. เขาถูก

ลมในท้อง ลมในสรีระและลมในหูเป็นต้น เบียดเบียนเป็นนิตย์ ก็พากัน

ผสมยาแก้ลมมีน้ำมันและน้ำผึ้งเป็นต้น ใช้กัน. ส่วนพวกเราทำงานหนัก

บ้าง กล่าวธรรมตลอดคืนสามยามบ้าง เดินทางตลอด ๑๐ โยชน์โดย

วันเดียวบ้าง เพียงมือและเท้าอ่อนล้า หรือเพียงปวดหลังก็ไม่มี ดังนี้. ก็

ธาตุเหล่านี้ที่เป็นไปแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าความแช่มชื่น.

บทว่า อพฺภญฺญาสึ ได้แก่ เราได้รู้แล้วด้วยญาณพิเศษ. บทว่า

อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ ได้แก่ การตรัสรู้โดยชอบและด้วยพระองค์เอง

เว้นธรรมอื่นที่ยิ่งกว่า คือประเสริฐกว่าธรรมทั้งหมด. อีกอย่างหนึ่ง การ

ตรัสรู้ประเสริฐ และดี. ต้นไม้ก็ดี มรรคก็ดี สัพพัญญุตญาณก็ดี นิพพาน

ก็ดี ชื่อว่าโพธิ. ก็ต้นไม้ในอาคตสถานว่า การตรัสรู้ที่โคนโพธิพฤกษ์

และว่า ในระหว่างต้นโพธิ และคยา เรียกว่าโพธิ. ทางในอาคต-

สถานว่า. ญาณในมรรค ๔. สัพพัญญุตญาณในอาคตสถานว่า ผู้มีปัญญา

ดังแผ่นดิน บรรลุโพธิญาณ. นิพพานในอาคตสถานว่า บรรลุโพธิญาณ

อันเป็นอมตะ อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้. ส่วนในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงประสงค์เอาอรหัตมรรค. ถามว่า อรหัตมรรค คืออนุตตรโพธิญาณ

ย่อมมี หรือไม่มีแก่พระสาวกทั้งหลาย. ตอบว่า ไม่มี. ถามว่า เพราะ

เหตุไร. ตอบว่า เพราะไม่ให้คุณแก่สาวกทั้งปวง. ก็สำหรับพระสาวก

เหล่านั้น อรหัตมรรค ของใคร ให้เฉพาะอรหัตผล. ของใคร ให้

วิชชา ๓ ของใคร ให้อภิญญา ๖ ของใคร ให้สาวกบารมีญาณ. ของ

พระปัจเจกพุทธเจ้า ให้เฉพาะปัจเจกโพธิญาณ. ส่วนของพระพุทธเจ้า

ให้คุณสมบัติทุกอย่าง เหมือนการอภิเษกของพระราชาให้ความเป็นใหญ่

ในโลกทั้งหมด. เพราะฉะนั้น อนุตตรโพธิญาณ จึงไม่มีแก่ใคร ๆ อื่น.

บทว่า อภิสมฺพุทฺโธ ปจฺจญฺญาสึ ความว่า เราปฏิญาณอย่างนี้ว่า เราตรัสรู้

บรรลุ แทงตลอดแล้วตั้งอยู่. บทว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ

ความว่า ปัจจเวกขณญาณนั้นแล อันสามารถเห็นคุณที่ตนบรรลุแล้ว

เกิดขึ้น. บทว่า อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความว่า ญาณเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า

อรหัตผลวิมุตตินี้ของเราไม่กำเริบ. ในความไม่กำเริบนั้นพึงทราบความไม่

กำเริบโดยอาการ ๒ อย่างคือ โดยเหตุ และโดยอารมณ์. ก็ความไม่

กำเริบนั้น ชื่อว่าไม่กำเริบ แม้โดยเหตุ เพราะกิเลสอันตัดด้วย

มรรค ๔ ไม่กลับมาอีก ชื่อว่าไม่กำเริบ แม้โดยอารมณ์ เพราะทำ

นิพพานมีความไม่กำเริบเป็นธรรมดาให้เป็นอารมณ์เป็นไป. บทว่า อนฺติมา

แปลว่า เป็นชาติสุดท้าย. บทว่า นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ความว่า บัดนี้

ชื่อว่าไม่มีภพอื่นอีก.

สัจจะ ๔ พระองค์ตรัสไว้ในพระสูตรนี้. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า

ก็อัสสาทะในธาตุ ๔ เป็นสมุทัยสัจ. อาทีนพ เป็นทุกขสัจ. การสลัดออก

จากทุกข์ เป็นนิโรธสัจ. มรรคเป็นเหตุรู้ชัดถึงนิโรธ เป็นมรรคสัจ. จะ

กล่าวแม้ให้พิสดาร ก็ควรแท้. แต่ในสูตรนี้ การเข้าใจถึงเหตุที่ละว่า

สุขโสมนัสย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยปฐวีธาตุใด นี้เป็นอัสสาทะของปฐวีธาตุ

ดังนี้ เป็นสมุทัยสัจ. การเข้าใจด้วยการกำหนดรู้ว่า ปฐวีธาตุใด ไม่เที่ยง

เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นอาทีนพของปฐวีธาตุ ดังนี้

เป็นทุกขสัจ.

การแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งว่า การกำจัดฉันทราคะแห่งปฐวี

ธาตุใด นี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งปฐวีธาตุ ดังนี้ เป็นนิโรธสัจ. ทิฏฐิ

สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ. วายามะ สติ สมาธิใด ในฐานะ ๓

เหล่านี้. การแทงตลอดด้วยภาวนานี้ เป็นมรรคสัจ.

จบอรรถกถาปุพพสูตรที่ ๒

ดูเพิ่ม[แก้ไข]