อรรถกถา พักกุลสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาพักกุลสูตร
(พระสูตรเป็น พักกุลัตเถรัจฉริยัพภูตสูตร )
พักกุลสูตร มีบทเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พกฺกุโล มีอธิบายว่า เปรียบเหมือน

เมื่อควรจะกล่าวคำเป็นต้นว่า ทฺวาวีสติ ทวตฺตึส คนทั้งหลายกลับกล่าวว่า

พาวีสติ พตฺตึส ดังนี้เป็นต้น ฉันใด บทนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือ

เมื่อควรจะกล่าวว่า ทฺวิกฺกุโล หรือ ทวกฺกุโล กลับกล่าวว่า พกฺกุโล.

ก็พระเถระนั้น ได้มีตระกูลถึงสองตระกูล.

เล่ากันว่า ท่านจุติจากเทวโลก เกิดขึ้นตระกูลมหาเศรษฐี ชื่อนคร

โกสัมพี. ในวันที่ ๕ พวกพี่เลี้ยงพาท่านไปดำเกล้า แล้วลงเล่นในแม่น้ำคงคา

เมื่อพวกพี่เลี้ยงกำลังให้ทารกเล่นคำผุด ดำว่ายอยู่ ปลาตัวหนึ่งเห็นทารก

สำคัญว่าเป็นอาหาร จึงคาบเด็กไป. พวกพี่เลี้ยง ต่างก็ทิ้งเด็กหนีไป ปลา

กลืนเด็กแล้ว ธรรมดาสัตว์มีบุญไม่เดือดร้อนเลย. เขาได้เป็นเหมือนเข้าไปสู่

ห้องนอนแล้วนอนหลับไป. ด้วยเดชแห่งทารก ปลามีสภาพเหมือนกลืนกระ-

เบื้องที่ร้อนลงไป ถูกความร้อนแผดเผาอยู่ มีกำลังว่ายไปได้เพียง ๓๐ โยชน์

แล้วเข้าไปคิดข่ายของชาวประมง ชาวเมืองพาราณสี ก็ธรรมดาปลาใหญ่ที่

ติดข่าย เมื่อถูกนำไป ถึงจะตาย แต่ด้วยเดชแห่งทารก ปลาตัวนี้ พอเขา

นำออกจากข่ายก็ตายทันที. และธรรมดาชาวประมง ได้ปลาตัวใหญ่ ๆ แล้ว

ย่อมผ่าออกแบ่งขาย. แต่ด้วยอานุภาพของเด็ก ชาวประมงยังไม่ผ่าปลานั้น

ใช้คานหามไปทั้งตัว ร้องประกาศไปทั่วเมืองว่า จะขายราคาหนึ่งพัน ใคร ๆ

ก็ไม่ชื้อ.

ก็ในเมืองนั้นมีตระกูลเศรษฐี มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ไม่มีบุตรอยู่ตระกูลหนึ่ง

ครั้นถึงประตูเรือนเศรษฐีนั้น พอเขาถามว่า จะขายเท่าไร. กลับตอบว่า

ขายหนึ่งกหาปณะ. เขาให้เงินหนึ่งกหาปณะแล้วซื้อไว้. แม้ภริยาท่านเศรษฐี

ในวันอื่น ๆ จะไม่ชอบทำปลา แต่ในวันนั้น วางปลาไว้บนเขียง แล้วลงมือ

ผ่าเองทีเดียว. ก็ธรรมดาปลาต้องผ่าที่ท้อง. แต่นางผ่าข้างหลัง เห็นทารก

ผิวดังทองในท้องปลา ตะโกนลั่นว่า เราได้บุตรในท้องปลาแล้ว อุ้มเด็ก

ตรงไปยังสำนักของสามี ท่านเศรษฐีให้คนตีกลองประกาศข่าวไปทั่วในทันที

ทันใดนั้นเอง แล้วอุ้มทารกตรงไปยังราชสำนัก กราบทูลว่า ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้าได้ทารกในท้องปลา ข้าพระพุทธเจ้า จะทำประการใด. พระราชา

ตรัสว่า ทารกที่อยู่ในท้องปลาได้โดยปลอดภัยได้นี้มีบุญ ท่านจงเลี้ยงไว้เถิด.

ตระกูลนอกนี้ ได้ฟังข่าวว่า ในพระนครพาราณสี ตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง

ได้ทารกในท้องปลา. พวกเขาจึงพากันไปในเนืองนั้น ขณะนั้นมารดาของเด็ก

เห็นเขากำลังแต่งตัวเด็ก แล้วให้เล่นอยู่ จึงตรงเข้าอุ้มด้วยคิดว่า เด็กคนนี้

น่ารักจริงหนอ แล้วบอกเล่าความเป็นไปต่าง ๆ

หญิงนอกนี้พูดว่า เด็กคนนี้เป็นลูกเรา.
หญิงนั้น ถามว่า ท่านได้มาจากไหน.
หญิงนอกนี้พูดว่า เราได้ในท้องปลา.
หญิงนั้นจึงพูดว่า เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของท่าน เป็นลูกของเรา.
หญิงนอกนี้ ถามว่า ท่านได้ที่ไหน.
หญิงนั้น เล่าว่า เราอุ้มท้องเด็กคนนี้มาถึง ๑๐ เดือน คราวนั้นปลา

ได้กินเด็กที่พวกพี่เลี้ยงกำลังให้เล่นน้ำ.

หญิงนอกนี้ จึงแจ้งว่า ลูกของท่านชะรอยปลาอื่นจะกลืนไป แต่เด็ก

คนนี้ข้าพเจ้าได้ในต้องปลา. ทั้งสองฝ่ายจึงพากันไปยังราชสำนัก.

พระราชาตรัสว่า หญิงคนนี้ใคร ๆ ไม่สามารถจะปฏิเสธได้ว่าไม่ใช่

มารดา เพราะตั้งท้องมาถึง ๑๐ เดือน แม้พวกชาวประมงที่จับปลาได้ ก็ได้

ทำการชื้อขายเป็นต้น เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงหมดสิทธิ เพราะฉะนั้น แม้หญิง

คนนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ใช่มารดา เพราะได้เด็กในท้องปลา ขอทั้งสองฝ่าย

จงเลี้ยงดูเด็กร่วมกันเถิด. แม้ทั้งสองตระกูล ก็เลี้ยงดูเด็กร่วมกันแล้ว เมื่อเด็ก

เจริญวัยแล้ว ตระกูลทั้งสองก็ได้ให้เขาสร้างปราสาท ไว้ในพระนครทั้งสอง

แล้ว ให้บำรุงบำเรอด้วยพวกหญิงฟ้อนรำ. เขาจะอยู่นครละ ๔ เดือน เมื่อเขา

อยู่ในนครหนึ่งครบ ๔ เดือนแล้ว ทั้งสองตระกูลให้ช่างสร้างมณฑปไว้ในเรือ

ที่ต่อขนานกัน แล้วให้เขาอยู่ในเรือนั้น พร้อมด้วยหญิงฟ้อนรำทั้งหลาย

เขาเสวยสมบัติเพลิน เดินทางไปอีกเมืองหนึ่ง. หญิงฟ้อนรำชาวพระนคร

ได้ไปส่งเขาถึงครึ่งทาง. หญิงเหล่านั้นต้อนรับห้อมล้อมแล้วนำเขาไปยังปราสาท

ของตน. หญิงฟ้อนรำชุดเก่าก็พากันกลับเมืองของตนเหมือนกัน เขาอยู่ใน

ปราสาทนั้นตลอด ๔ เดือน แล้วเดินทางกลับไปยังอีกเมืองหนึ่ง โดยทำนอง

นั้นแล. เขาเสวยสมบัติอยู่อย่างนี้ครบ ๙๐ ปีบริบูรณ์. ครั้งนั้น พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าเสด็จจาริกไปถึงพระนครพาราณสีแล้ว. เขาฟังธรรมในสำนักของพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า เกิดศรัทธา บวชแล้ว ได้เป็นปุถุชนอยู่เพียง ๗ วัน เท่านั้น

ครั้นในวันที่ ๘ เขาได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. ตระกูล

ทั้งสองเนื่องกับท่านอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ชื่อว่า พักกุละ

บทว่า ปุราณคิหิสหาโย แปลว่า เคยเป็นสหายกันมา ในเวลา

ที่เป็นคฤหัสถ์. แม้ปริพาชกชื่อ อเจลกกัสสปะนี้ก็มีอายุยืนเหมือนกัน เมื่อจะ

ไปเยี่ยมพระเถระผู้บวชแล้ว ได้ไปในปีที่ ๙๐. บทว่า เมถุโน ธมฺโม

ความว่า คนโง่ผู้อยู่ในพวกสมณะเปลือย ถามไปอย่างโง่ ๆ ไม่ได้ถามโดยใช้

ถ้อยคำอิงศาสนโวหาร. เขาตั้งอยู่ในนัยที่พระเถระให้แล้วในบัดนี้ จึงถามด้วย

คำเป็นต้นว่า อิเมหิ ปน เต ดังนี้. พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย

กำหนดบททั้งหลายมีอาทิว่า ยมฺปายสฺมา ดังนี้ ตั้งไว้แล้ว ในสัพพวาร

ทั้งหลาย ก็ในสัพพวารเหล่านั้น สัญญาพอเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น วิตกก็จะทำลาย

กรรมบถ เพราะฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย จะแยกจากกันทำไม

ทั้งสองอย่างนี้ ล้วนทำกรรมบถให้แตกทั้งนั้น.

บทว่า คหปติจีวรํ ได้แก่ จีวรของภิกษุผู้อยู่จำพรรษา. บทว่า

สตฺเถน ได้แก่ กรรไกร. บทว่า สูจิยา มีอธิบายว่า เราไม่ระลึกถึงข้อที่

จีวรจะต้องเย็บด้วยเข็ม. บทว่า กฐิเน จีวรํ ได้แก่ กฐินจีวร. ก็กฐินจีวร

มีคติอย่างเดียวกับผ้าจำนำพรรษาเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในกฐินจีวรนั้น ท่าน

จึงกล่าวว่า สินฺเนตา ฯ เป ฯ นาภิชานามิ ดังนี้.
ถามว่า ก็เมื่อท่านพักกุลเถระนั้น ไม่ยินดีคหบดีจีวร ไม่กระทำ

นวกรรม มีการตัดและการเย็บเป็นต้น ตลอดเวลามีประมาณเท่านี้ จีวรจะเกิด

แต่ที่ไหน.

ตอบว่า เกิดจากพระนครทั้งสอง พระเถระมียศใหญ่ยิ่ง. บุตรธิดา

หลานเหลนของท่านให้คนทำจีวรด้วยผ้าสาฎกเนื้อละเอียดอ่อน ให้ย้อมแล้ว

ใส่ในผอบส่งไปถวาย. ในเวลาที่พระเถระอาบน้ำ เขาจะวางไว้ที่ประตู ห้องน้ำ

พระเถระนุ่งและห่มจีวรเหล่านั้น. ท่านจะให้จีวรเก่า แก่บรรพชิดทั้งหลาย

ที่ท่านพบ. พระเถระนุ่งห่มจีวรเหล่านั้นแล้ว ไม่ต้องกระทำนวกรรม. กิจกรรม

ที่จะต้องรวบรวมอะไร ๆ ก็ไม่มี. ท่านจะนั่งเข้าผลสมาบัติ เมื่อครบสี่เดือน

ไปแล้ว ขนก็หลุดลุ่ย คราวนั้น ลูก ๆ หลาน ๆ ก็จะส่งจีวรไปถวายท่าน

โดยทำนองนั้นแหละ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ท่านผลัดเปลี่ยนจีวรทุก ๆ
ครึ่งเดือน.
ก็ข้อที่พระเถระผู้มีบุญมาก มีอภิญญามาก บำเพ็ญบารมีมาถึงแสนกัป

ผลัดเปลี่ยนจีวรทุก ๆ กึ่งเดือนนั้น เป็นของไม่น่าอัศจรรย์เลย พระนิโครธ

เถระผู้อยู่ประจำราชสำนัก ของพระเจ้าอโศกธรรมราช ยังเปลี่ยนจีวรถึงวันละ

๓ ครั้ง. ก็เจ้าพนักงานจะวางไตรจีวรของท่านไว้บนคอช้าง นำมาถวายแต่เช้า

ครู่ พร้อมกับผอบใส่ของหอม ๕๐๐ ผอบใส่ดอกไม้ ๕๐๐ ถึงในเวลากลางวัน

และเวลาเย็น ก็ปฏิบัติเช่นนั้น. ได้ยินว่า พระราชาเมื่อให้ท่านเปลี่ยนผ้าวัน

ละ ๓ ครั้ง จะตรัสถามว่า พวกท่านนำจีวรไปถวายพระเถระแล้วหรือ. พอ

ทรงสดับว่า นำไปถวายแล้ว พระเจ้าเข้า จึงจะให้เปลี่ยน. แม้พระเถระก็ไม่

ผูกรวมเป็นห่อเก็บไว้. แต่ได้ถวายแก่เพื่อนพรหมจรรย์ที่ท่านพบแล้ว.

ได้ยินว่า ในครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์ในชมพูทวีปทั้งสิ้น โดยมากได้ใช้

ปัจจัยคือจีวรอันเป็นของพระนิโครธเถระทั้งนั้น. ในบทว่า อโห วต มํ โกจิ

นิมนฺเตยฺย นี้ มีคำถามว่า เหตุไร การไม่ให้จิตบังเกิดขึ้น จึงเป็นของหนัก

และที่เกิดขึ้นแล้วก็ต้องละ.

ตอบว่า ขึ้นชื่อว่า จิต เปลี่ยนแปลงได้เร็ว เพราะฉะนั้น การไม่

ให้จิตเกิดขึ้น จึงเป็นของหนัก แม้ถึงการละจิตที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นของหนัก

เช่นเดียวกัน . บทว่า อนฺตรฆเร ความว่า ในมหาสกุลุทายิสูตร ตั้งแต่ธรณี

ประตูไป เรียกว่า เรือน แต่ในที่นี้ ประสงค์เอาตั้งแต่ที่ตั้งแห่งน้ำตกจากชายคา.

ถามว่า ก็ภิกษาจะเกิดแก่ท่านได้แต่ที่ไหน.
ตอบว่า พระ เถระคนรู้จักกันทั่วสองพระนคร พอท่านมาถึงประตู

เรือนเท่านั้น คนจะพากันมารับบาตร ใส่โภชนะอันมีรสเลิศต่าง ๆ ถวาย.

ท่านจะกลับแต่ที่ซึ่งท่านได้รับอาหารแล้ว. แต่ที่สำหรับทำภัตภิจของท่าน

ได้มีประจำที่เดียว. บทว่า อนุพฺยญฺชนโส ความว่า ได้ยินว่า พระเถระ

ถือเอานิมิตในรูปแล้ว ไม่เคยมองดูมาตุคามเลย. บทว่า มาตุคามสฺส ธมฺมํ

ความว่า จะแสดงธรรมแก่มาตุคามด้วยวาจาเพียง ๕-๖ ค่ำ ก็ควร แต่ถ้าถูก

ถามปัญหา จะกล่าวคาถาแม้ตั้งพัน ก็สมควรโดยแท้. ก็พระเถระไม่เคยทำสิ่ง

ที่เป็นกับปิยะให้เป็นอกัปปิยะเลย. แท้จริงการทำเช่นนั้น โดยมากจะมีแก่ภิกษุ

ผู้เข้าตระกูล. บทว่า ภิกฺขุนูปสฺสยํ แปลว่า สำนักของภิกษุณี. ก็ผู้ที่จะ

เยี่ยมไข้จะไปสำนักของภิกษุณีนั้น ก็ควร. ก็พระเถระไม่กระทำเฉพาะสิ่งที่เป็น

กัปปิยะ. ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. บทว่า จุณฺเณน ได้แก่ จุณแห่งดอกคำฝอย

เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริกมฺเม ได้แก่ กระทำการนวดตัว.

บทว่า วิจาริตา แปลว่า ให้ประกอบแล้ว. บทว่า คทฺทูหนมตฺตํ ความว่า

แม้ชั่วขณะจับนมโค แล้วรีดเอาน้ำนมเพียงหยดเดียว.

ก็พระเถระไม่เคยอาพาธด้วยเหตุไร ๆ เลย. ได้ยินว่า เมื่อพระผู้มี

พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ. มีภิกษุหนึ่งแสนเป็นบริวาร เสด็จ

เที่ยวจาริกไป ต้นไม้ที่มีพิษในป่าหิมพานต์บานแล้ว . แม้ภิกษุทั้งแสนก็ป่วย

เป็นโรคเนื่องด้วยดอกหญ้าเป็นพิษ. ในสมัยนั้น พระเถระเป็นดาบสผู้มีฤทธิ์ .

ท่านเหาะไปเห็นภิกษุสงฆ์ จึงลงมาถามถึงโรคที่เป็น แล้วนำโอสถมาจากป่า

หิมพานต์จัดถวาย. พอกระทบยาเท่านั้น โรคก็สงบทันที. แม้ในศาสนาของ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ท่านหยุดไถนาในวันแรกนา ให้

สร้างโรงครัว และเวจกุฏิ จัดยาถวายภิกษุสงฆ์เป็นประจำ ด้วยกรรมนี้ท่าน

จึงเป็นผู้ปราศจากอาพาธ. และเพราะท่านถือการนั่งเป็นวัตรอย่างอุกฤษฏ์ และ

การอยู่ป่าเป็นวัตรอย่างอุกฤษฏ์ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า นาภิชานามิ

อปสฺสยิตา.

บทว่า สรโณ แปลว่า ยังมีกิเลส. บทว่า อญฺญา อุทปาทิ ความ

ว่า ไม่ควรพยากรณ์พระอรหัต แก่อนุปสัมบัน.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงได้พยากรณ์.
ตอบว่า พระเถระมิได้กล่าวว่า เราเป็นพระอรหัต แต่กล่าวว่า

พระอรหัตผล เกิดขึ้นแล้ว. อีกประการหนึ่ง ปรากฏว่า พระเถระได้เป็น

พระอรหัตแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ปพฺพชฺชํ ความ

ว่า พระเถระไม่ได้ให้ปริพาชกชื่ออเจลกัสสปะ. บรรพชาและอุปสมบทด้วย

ตนเอง แต่ให้ภิกษุเหล่าอื่นบวชให้. บทว่า อปาปุรณํ อาทาย แปลว่า ถือ

ลูกดาล บทว่า นิสินฺนโกว ปรินิพฺยายิ ความว่า พระเถระดำริว่า แม้เรา

มีชีวิตอยู่อย่าได้เป็นภาระแก่ภิกษุเหล่าอื่น สรีระของเราแม้ปรินิพานแล้ว อย่า

ให้ภิกษุสงฆ์ต้องเป็นกังวลเลย จึงเข้าเตโชธาตุปรินิพานแล้วเปลวไฟลุกขึ้นท่วม

สรีระ. ผิวหนัง เนื้อและโลหิตถูกเผาไหม้สิ้นไป เหมือนเนยใส. ยังคงเหลือ

อยู่แต่ธาตุ ที่มีลักษณะดังดอกมะลิตูม. คำที่เหลือในบททั้งปวง ชัดแล้วทั้งนั้น

ก็แลพระสูตรนี้ ท่านสงเคราะห์เข้าในทุติยสังคหวาร.

จบอรรถกถาพักกุลสูตรที่ ๔.

ดูเพิ่ม[แก้ไข]