อรรถกถา พันธนสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาพันธนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในพันธนสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
ภิกษุเหล่านั้น ทูลเหตุที่พระอานนทเถระกระทำดีในมนุษย์เหล่านั้น

ดังนี้ว่า อิธ ภนฺเต รญฺญา. ได้ยินว่า แก้วมณี ๘ เหลี่ยม ที่ท้าวสักกะประทาน

แก่พระเจ้ากุสราช มาสืบ ๆ กัน ตามประเพณี. เวลาทรงประดับ พระราชาตรัส

สั่งให้นำแก้วมณีนั้นมา. มนุษย์ทั้งหลาย กราบทูลว่า พวกข้าพระองค์ไม่พบใน

ที่เก็บ. พระราชาจึงให้จองจำพนักงานที่ปฏิบัติงานภายในพระราชนิเวศน์ไว้ สั่ง

ว่า พวกเจ้าจงเสาะหาแก้วมณีนั้นมาให้. พระอานนทเถระเห็นคนเหล่านั้นแล้ว

ก็ให้กั้นม่านไว้ แล้วบอกอุบายแก่พวกคนเก็บรักษา. คนเหล่านั้น ก็กราบทูล

แด่พระราชา. พระราชารับสั่งว่า พระเถระเป็นบัณฑิต พวกเจ้าจงทำตาม

พระเถระ พวกคนเก็บรักษา ก็ตั้งหม้อน้ำไว้ที่พระลานหลวงกั้นม่านไว้ แล้ว

บอกผู้คนเหล่านั้นว่า พวกท่านจงห่มผ้าแล้วไปที่นั้นจงจุ่นมือลง. คนขโมยแก้ว

มณีคิดว่า เราไม่อาจจำหน่ายหรือใช้สอยของของพระราชาได้กลับไปเรือน เอา

แก้วมณีหนีบรักแร้ห่มผ้ามาแล้วใส่ลงในหม้อน้ำ แล้วก็หลีกไป. เมื่อมหาชน

กลับไปแล้ว พวกคนของพระราชา เอามือควานในหม้อน้ำก็พบแก้วมณีแล้ว

นำไปถวายแด่พระราชา. ได้ยินว่า พระอานนทเถระเห็นแก้วมณี โดยนัยที่แสดง

แล้ว. มหาชนก็โกลาหลแตกตื่น. ภิกษุเหล่านั้น เมื่อกราบทูลเหตุที่พระอานนท์

เถระทำดีนั้น แด่พระตถาคต จึงกราบทูลเรื่องนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ไม่อัศจรรย์เลย ที่อานนท์ให้นำแก้วมณี ที่ตกอยู่ในมือพวก

มนุษย์มาได้ พวกบัณฑิตแต่ก่อน ตั้งอยู่ในญาณของตนแล้วก็ให้นำสิ่งของที่

ตกอยู่ในความครอบครอง แม้ของสัตว์ดิรัจฉานซึ่งบังเกิดในอเหตุกปฏิสนธิ

มาถวายแด่พระราชาได้ แล้วตรัสมหาสารชาดกว่า

อุกฺกุฏฺเฐ สูรมิจฺฉนฺติ มนฺเตสุ อกุตูหลํ
ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหิ อตฺเถ ชาเต จ ปณฺฑิตํ
ในคราวคับขันต้องการคนกล้า ใน
คราวปรึกษาต้องการคนไม่พูดพล่าม ใน
คราวมีข้าวน้ำต้องการคนรัก ในคราวเกิด
คดี ต้องการบัณฑิต.
บทว่า น ตํ ทฬฺหํ ความว่าปราชญ์ทั้งหลายไม่กล่าวว่าเครื่องจอง

จำนั่นมั่นคง. บทว่า ยทายสํ ได้แก่ เครื่องจองจำใดทำด้วยเหล็ก. บทว่า

สารตฺตรตฺตา ได้แก่ ยินดีแล้วยินดีเล่าด้วยดี หรือยินดีแล้ว โดยยินดีนัก

แล้ว อธิบายว่า ยินดีแล้วด้วยความสำคัญว่าสิ่งนี้เป็นสาระ. บทว่า อเปกฺขา

ได้แก่ความอาลัย ความเยื่อใย. บทว่า อาหุ แปลว่ากล่าว. บทว่า โอหารินํ

ได้แก่ คร่าไปในอบาย ๔. บทว่า สิถิลํ ได้แก่ ไม่ห้ามอิริยาบถ เหมือน

อย่างเครื่องจองจำมีเหล็กเป็นต้น. จริงอยู่ เหล่าคนที่ถูกจองจำด้วยเครื่อง

จองจำนั้น ย่อมไปประเทศอื่นก็ได้ สมุทรอื่นก็ได้ทั้งนั้น. บทว่า ทุปฺปมุญฺจํ

ได้แก่ ไม่อาจแก้ได้ เว้นแต่โลกุตรญาณ.

จบอรรถกถาพันธนสูตรที่ ๑๐

ดูเพิ่ม[แก้ไข]