อรรถกถา ภัททิยสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาภัททิยสูตรที่ ๖
ในภัททิยสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทุพฺพณฺณํ ได้แก่มีผิวกายไม่งาม. บทว่า โอโกฏิมกํ

ได้แก่ เตี้ย. บทว่า ปริภูตรูปํ ได้แก่ ถูกดูแคลนเรื่องขนาด. ได้ยินว่า

พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ปรามาสท่านลกุณฏกภัททิยะว่า ท่านภัททิยะ ท่าน

ภัททิยะ หยอดล้อแบบต่าง ๆ ฉุดมาบ้าง รั้นไปรอบ ๆ บ้าง ในที่นั้น ๆ

เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริภูตรูปํ ดังนี้.

ก็เพราะเหตุไร ท่านลกุณฏกภัททิยะจึงมีรูปอย่างนี้. เล่ากันมาว่า

ท่านลกุณฏกภัททิยะนี้ เคยเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง พระองค์ทรง

รังเกียจพวกคนแก่และหญิงแก่ ๆ ถ้าพระองค์เห็นคนแก่ ๆ ให้เกล้ามวย

ผมของคนเหล่านั้น ให้ผูกรักแร้ แล้วให้เล่นตามชอบใจ แม้เห็นหญิงแก่ ๆ

ก็ทำพิเรน ๆ ตามปรารถนาแก่หญิงเหล่านั้น ให้เล่นตามชอบใจ โทษใหญ่

ย่อมเกิดขึ้นในสำนักแห่งบุตรและธิดาเป็นต้นของคนเหล่านั้น การกระทำ

ความชั่วของท่าน ได้กระทำให้เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวตั้งแต่แผ่นดินจด

ถึงเทวโลก ๖ ชั้น.

ลำดับนั้น ท้าวสักกะมีพระดำริว่า คนอันธพาลเบียดเบียนมหาชน

เราจักข่มเขา. ท้าวสักกะจึงแปลงเพศเป็นคนแก่ชาวบ้าน ยกตุ่มเต็มด้วย

เปรียงตุ่มหนึ่งไว้บนยานน้อย ขันยานเข้าพระนคร. ฝ่ายพระราชาทรงช้าง

เสด็จออกจากพระนคร ทอดพระเนตรเห็นเขา ตรัสว่า คนแก่นี้มุ่ง

หน้ามาหาเราด้วยยานน้อยเต็มด้วยเปรียง ห้ามเขาไว้ ห้ามเขาไว้. พวกมนุษย์

วิ่งหาข้างโน้นข้างนี้ก็ไม่เห็น. เพราะท้าวสักกะทรงอธิษฐานไว้อย่างนี้ว่า

พระราชาเท่านั้นจงเห็นเรา คนอื่นอย่าได้เห็น. ลำดับนั้น เมื่อมนุษย์

เหล่านั้น กราบทูลว่า ที่ไหนพระองค์ ที่ไหนพระองค์ เท่านั้น พระราชา

พร้อมทั้งช้างเสด็จเข้าไปใต้ยาน เหมือนลูกโคอยู่ใต้แม่โคฉะนั้น. ท้าวสักกะ

ก็ทรงทุบตุ่มเปรียงแตกออก ตั้งแต่นั้น พระราชามีพระวรกายเปรอะเปื้อน

ไปด้วยเปรียง ท้าวเธอให้ขัดสีพระวรกาย สรงสนานในสระโบกขรณีในสวน

ตกแต่งพระวรกายเสด็จเข้าพระนคร ได้ทอดพระเนตรเห็นเขาอีก ครั้น

ทอดพระเนตรเห็นแล้วจึงตรัสว่า คนแก่ที่เราเห็นนี้นั้นปรากฏอีก จง

ห้ามเขา จงห้ามเขา. พวกมนุษย์กราบทูลว่า ที่ไหนพระองค์ ที่ไหน

พระองค์ เที่ยววิ่งพล่านไปมา. พระองค์ประสบอาการผิดปกติอีกครั้ง

ขณะนั้น ท้าวสักกะให้โคและยานหายไป ประทับยืนในอากาศตรัสว่า คน

อันธพาล ท่านสำคัญเราว่า ผู้นี้เป็นพ่อค้าเปรียง เราคือท้าวสักกเทวราช

มาเพื่อจะห้ามการทำชั่วของท่านนั้น ท่านอย่าได้ทำอย่างนี้ต่อไป ทรงคุก

คามแล้วเสด็จไป. ด้วยกรรมอันนี้ ท่านจึงมีผิวพรรณทราม.

ก็ในครั้งพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านลกุณฏกภัททิยะนี้

เป็นนกดุเหว่าชื่อจิตตปัตต์ อยู่ที่มิคทายวันอันปลอดภัย วันหนึ่งบินไปป่า

หิมวันต์ เอาจะงอยปากคาบมะม่วงหวานบินมา เห็นพระศาสดามีภิกษุ

สงฆ์แวดล้อมจึงคิดว่า วันอื่น ๆ เราไม่มีอะไร เห็นพระศาสดา แต่วันนี้

เรามีผลมะม่วงสุกนี้ เราจักถวายผลมะม่วงแด่พระทศพล ดังนี้ บินร่อนอยู่

ในอากาศ พระศาสดาทรงทราบจิตของนกดุเหว่า ทอดพระเนตรดู

อุปัฏฐาก. อุปัฏฐากนำบาตรออกวางไว้ในพระหัตถ์ของพระศาสดา. นก

ดุเหว่าวางมะม่วงสุกลงในบาตรของพระทศพล. พระศาสดาประทับนั่ง

เสวยมะม่วงสุกในที่ตรงนั้นเอง. นกดุเหว่ามีจิตเลื่อมใส ระลึกถึงคุณ

พระทศพลร่ำไป ถวายบังคมพระทศพลแล้วบินไปสู่รังของตน ให้เวลา

ล่วงไปด้วยความสุขเกิดแต่ปีตินั่นเองตลอด ๗ วัน. ด้วยกรรมอันนี้ นก

ดุเหว่านั้นจึงมีเสียงไพเราะ.

ในครั้งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเริ่มสร้างเจดีย์ พวก

ช่างปรึกษากันว่า เราจะทำขนาดไหน ขนาด ๗ โยชน์ นี้ใหญ่เกินไป

ขนาด ๖ โยชน์ แม้นี้ก็ใหญ่เกินไป ขนาด ๕ โยชน์ แม้นี้ก็ใหญ่เกินไป

ขนาด ๔ โยชน์ ๓ โยชน์ ๒ โยชน์ ดังนี้ ครั้งนั้น ท่านลกุณฏกภัททิยะ

นี้เป็นหัวหน้าช่าง กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ในอนาคตควรจะประดับ

ประคองความสุขไว้ ด้วยอาการอย่างนี้ถือเชือกวัดไปยืนในที่สุดคาวุตหนึ่ง

กล่าวว่า มุขหนึ่ง ๆ คาวุตหนึ่ง จักเป็นพระเจดีย์กลมโยชน์หนึ่ง สูง

โยชน์หนึ่ง. ช่างเหล่านั้นได้ทำตามคำหัวหน้าช่าง. ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน

จึงสร้างเจดีย์สำเร็จ. ท่านได้ทำประมาณของพระพุทธเจ้าผู้หาประมาณมิได้

ด้วยประการฉะนี้ ดังนั้น ด้วยกรรมนั้น ท่านจึงเกิดเป็นคนเตี้ย.

บทว่า หตฺถิโย ปสฏมิคา ได้แก่ช้างและเนื้อฟาน. บทว่า

นตฺถิ กายสฺมึ ตุลยตา ความว่า ชื่อว่าขนาดในกายไม่มี อธิบายว่า

ขนาดกาย ไม่สำคัญ.

จบอรรถกถาภัททิยสูตรที่ ๖

ดูเพิ่ม[แก้ไข]