อรรถกถา ภูตมิทสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาภูตมิทสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในภูตมิทสูตรที่ ๑ แห่งกฬารขัตติยวรรคต่อไป.

บทว่า "อชิตปญฺเห ในอชติปัญหา" ได้แก่ในปัญหาที่อชิตมาณพทูล

ถามแล้ว. บทว่า "สงฺขาตธมฺมาเส ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว" ได้แก่ผู้มี

ธรรมอันรู้แล้ว คือมีธรรมอันตรัสรู้แล้ว มีธรรมอันชั่งแล้ว มีธรรมอัน

ไตร่ตรองเสร็จแล้ว. บทว่า "เสกฺขา เสกขบุคคล" ได้แก่พระเสขะ

ทั้ง ๗. บทว่า "ปุถู จำนวนมาก" คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมาย

เอาชน (พระเสขะ) ๗ พวกนั่นแหละ จึงตรัสว่า "ปุถู." บทว่า

"อิธ" คือในพระศาสนานี้. ในบทว่า นิปโก ปัญญา ท่านเรียกว่า

เนปักกะ ผู้ประกอบด้วยปัญญานั้น ชื่อว่านิปกะ อชิตมาณพทูลวิงวอนว่า

"ก็พระองค์ผู้ฉลาด ขอได้โปรดตรัสบอก." บทว่า "อิริยํ ซึ่งความ

ประพฤติ" ได้แก่ความประพฤติ คือการปฏิบัติที่มีอาจาระความประ-

พฤติดีเป็นแนวทางอยู่. อชิตมาณพกราบทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

"ท่านผู้นิรทุกข์" ในอชิตปัญหานี้ มีความสังเขปดังนี้. "ข้าแต่ท่านผู้

นิรทุกข์ ผู้ฉลาด ท่านผู้มุ่งการปฏิบัติของพระเสขบุคคล และพระขีณาสพ

ผู้ตรัสรู้ธรรมแล้ว อันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกแก่ข้าพเจ้า

เถิด."

คำว่า ตุณฺหี อโหสิ ได้นิ่งอยู่ ได้แก่พระสารีบุตรเถระ

ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งถามถึง ๓ ครั้ง เพราะเหตุใด จึงได้นิ่งอยู่.

ถามว่า " คงจะสงสัยในปัญหาหรือไม่ก็สงสัยในพระอัธยาศัยของพระผู้มี

พระภาคเจ้า." แก้ว่า "มิได้สงสัยในปัญหา." เล่ากันว่า พระสารีบุตร

เถระ ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า "พระศาสดาทรงมีพระประสงค์จะให้เรา

กล่าวปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ) อันควรบรรลุสำหรับพระเสขบุคคลและพระ

อเสขะ และปฏิปทานั้น ไม่อาจกล่าวด้วยเหตุมาก คือด้วยอำนาจแห่งขันธ์

ด้วยอำนาจแห่งธาตุ ด้วยอำนาจแห่งอายตนะ และด้วยอำนาจแห่งปัจจยา-

การ. เมื่อเรากล่าวอยู่ จักอาจกำหนดพระอัธยาศัยของพระศาสดากล่าว

หรือไม่หนอ." ครั้งนั้น พระศาสดาทรงพระดำริว่า " เว้นเราเสียแล้ว

ชื่อว่า สาวกอื่นผู้ถือบาตรเที่ยวไปอยู่ จะมีปัญญาเสมอกับพระ

สารีบุตร ย่อมไม่มี แม้เธอจะถูกเราถามปัญหา ก็ได้นิ่งเสียถึง ๓ ครั้ง

เธอคงสงสัยในปัญหา หรือไม่ก็สงสัยในอัธยาศัย (ความประสงค์ของเรา).

ครั้นทรงทราบว่า "สงสัยในอัธยาศัย" แล้ว เมื่อจะทรงประทานนัย

เพื่อกล่าวแก้ปัญหา จึงตรัสว่า "ภูตมิทนฺติ สารีปุตฺต ปสฺสสิ ดูก่อน

สารีบุตร เธอเห็นไหมว่า นี้คือขันธปัญจก (ขันธ์ ๕) ที่เกิดแล้ว"

ในพระบาลีนั้น คำว่า "ภูตํ" แปลว่า เกิดแล้ว ได้แก่บังเกิดแล้ว.

และคำว่า ภูตํ นี้เป็นชื่อของขันธปัญจก. เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึง

ประทานนัยแก่พะสารีบุตรเถระว่า "ดูก่อนสารีบุตร เธอจงกล่าว

แก้ปัญหานี้ด้วยอำนาจแห่งขันธ์ ๕" ดังนี้. และพร้อมกับการประทานนัย

การพยากรณ์ปัญหาจึงปรากฏแก่พระสารีบุตรเถระ. ด้วยนัยนับร้อยนับพัน

ดุจมหาสมุทรอันโล่งเป็นผืนเดียวปรากฏแก่บุรุษผู้ยืนอยู่ที่ริมฝั่งฉะนั้น ครั้ง

นั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะพยากรณ์ปัญหานั้น ได้กล่าวว่า " ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือ

ขันธปัญจกที่เกิดแล้ว." คำว่า ภูตมิทํ ในข้อนั้น แปลว่า "นี้คือ

ขันธปัญจกที่บังเกิดแล้ว. คำว่า "ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบ" ได้แก่

ย่อมเห็นโดยชอบด้วยมรรคปัญญา (รู้ทางดำเนินไปสู่ความดับทุกข์) พร้อม

ด้วยวิปัสสนา. ข้อว่า ปฏิปนฺโน โหติ ได้แก่ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่

นิพพิทาเป็นต้น เริ่มแต่ศีล จนถึงพระอรหัตมรรค. เพราะเหตุใด

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปรารภความนี้ว่า "ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะ

อาหารนั้น. " เพราะขันธปัญจกนี้อาศัยอาหารจึงตั้งอยู่ได้ ฉะนั้น พระ

พุทธองค์จึงทรงปรารภความข้อนี้ เพื่อทรงแสดงอาหารนั้นทำให้เป็น

สภาวนาม. ปฏิปทาคือข้อปฏิบัติของพระเสขบุคคลจึงเป็นอันพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยปริยายนี้แล. บทว่า ตทาหารนิโรธา เพราะ

อาหารนั้นดับ คือ เพราะความดับแห่งอาหารเหล่านั้น. เพราะเหตุไร

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปรารภข้อความนี้. เพราะขันธปัญจกนั้นย่อม

ดับเพราะอาหารดับ ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงปรารภข้อความนี้ เพื่อ

ทรงแสดงความดับแห่งอาหารนั้น กระทำให้เป็นสภาวนาม. ปฏิปทาของ

พระเสขบุคคล จึงเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยปริยายนี้แล.

คำว่า "นิพฺพิทา" เป็นต้น พึงทราบว่า เป็นการกล่าวบอกเหตุทุก

อย่าง. บทว่า "อนุปาทา เพราะความไม่ยึดมั่น" ได้แก่พ้นจากอุปาทาน

คือความยึดมั่น ๔ ประการ ไม่ถือเอาธรรมไร ๆ. ด้วยคำว่า "สาธุ สาธุ

ดีละ ๆ." นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการพยากรณ์ปัญหาของพระสารีบุตร

เถระให้รื่นเริง เมื่อจะทรงพยากรณ์เช่นนั้นแหละด้วยพระองค์เอง จึงตรัส

ซ้ำว่า "นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว" ดังนี้เป็นต้น.

จบอรรถกถาภูตมิทสูตรที่ ๑

ดูเพิ่ม[แก้ไข]