อรรถกถา มหาหัตถิปโทปมสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถามหาหัตถิปโทปมสูตร
มหาหัตถิปโทปมสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ ฟังมาแล้วอย่างนี้:-
พึงทราบวินิจฉัยในมหาหัตถิปโทปมสูตรนั้น บทว่า ชงฺคลานํ

แปลว่าผู้สัญจรไปบนแผ่นดิน. บทว่า ปาณานํ ได้แก่ สัตว์มีเท้าและสัตว์

ไม่มีเท้า. บทว่า ปทชาตานิ แปลว่า รอยเท้าทั้งหลาย. บทว่า สโมธานํ

คจฺฉนฺติ ได้แก่ ถึงการรวมลงคือใส่ลง. บทว่า อคฺคมกฺขายติ แปลว่า

ท่านกล่าวว่า ประเสริฐ. บทว่า ยทิทํ มหนฺตตฺเตน ความว่า ท่านกล่าว

ว่าเลิศเพราะเป็นรอยเท้าใหญ่ อธิบายว่าไม่ใช่ใหญ่โดยคุณ. บทว่า เย เกจิ

กุสลา ธมฺมา ได้แก่ กุศลธรรมไม่ว่าโลกิยะ หรือ โลกุตตระ เหล่าใดเหล่า

หนึ่ง. สังคหะ ในคำว่า สงฺคหํ คจฺฉนฺติ นี้ มี ๔ อย่าง คือสชาติสังคหะ ๑

สัญชาติสังคหะ ๑ กริยาสังคหะ ๑ คณนสังคหะ ๑. บรรดาสังคหะ ๔ อย่างนั้น

การรวบรวมตามชาติของตนอย่างนี้ว่า ขอกษัตริย์ทั้งปวงจงมา ขอพราหมณ์ทั้ง

ปวงจงมาดังนี้ ชื่อว่า สชาติสังคหะ. การรวบรวมตามถิ่นแห่งคนชาติเดียวกัน

อย่างนี้ว่า คนชาวโกศลทั้งหมด ชาวมคธทั้งหมด ชื่อว่าสัญชาติสังคหะ. การ

รวบรวมโดยกิริยาอย่างที่ว่า พลรถทั้งหมด พลถือธนูทั้งหมด ชื่อว่า กิริยาสังคหะ.

การรวบรวมอย่างนี้ว่า จักขายตนะ รวมเข้าในขันธ์ไหน จักขายตนะรวมเข้า

ในรูปขันธ์ จักขายตนะ ถึงการรวมเข้าในรูปขันธ์ไหน เมื่อถูกว่ากล่าวด้วย

ข้อนั้น จักขายตนะท่านก็รวมเข้ากับรูปขันธ์ ชื่อว่า คณนสังคหะ. แม้ในที่นี้

ท่านก็ประสงค์คณนสังคหะนี้นี่แล.

ถามว่า ก็ในการแก้ปัญหาว่า บรรดาอริยสัจ ๔ อย่างไหนเป็นกุศล

อย่างไหนเป็นอกุศล อย่างไหนเป็นอัพยากฤต ดังนี้ พระมหาเถระจำแนก

กุศลจิตแม้ที่เป็นไปในภูมิ ๔ ว่าเป็นสัจจะครึ่งหนึ่งเท่านั้น เพราะเมาในพระบาลีว่า

สมุทัยสัจ จัดเป็นอกุศล มัคคสัจจัดเป็นกุศล นิโรธสัจ จัดเป็นอัพยากฤต

ทุกขสัจบางคราวเป็นกุศล บางคราวเป็นอกุศล บางคราวเป็นอัพยากฤต

มิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร พระมหาเถระ จึงกล่าวว่ากุศลธรรม

เหล่านี้รวมลงในอริยสัจ ๔ เล่า. แก้ว่า เพราะกุศลธรรมเหล่านั้นรวมอยู่ใน

สัจจะทั้งหลาย. จริงอยู่ สิกขาบท ๑๕๐ สิกขาบทที่ให้สำเร็จประโยชน์

ย่อมเป็นอธิสีลสิกขา อย่างหนึ่ง ภิกษุแม้ศึกษาอธิสีลสิกขานั้น พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าทรงแสดงว่า ชื่อว่าศึกษาสิกขา ๓ ดังในพระบาลีนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สิกขาบท ๑๕๐ สิกขาบทที่สำเร็จประโยชน์นี้ ย่อมสวดกันทุกกึ่งเดือนที่เหล่า

กุลบุตรผู้หวังประโยชน์ ศึกษากันอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิกขา ๓ เหล่านี้ คือ

อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา เพราะสิกขาบท ๑๕๐ สิกขาบทนั้น

รวมอยู่ในสิกขาทั้งหลาย เปรียบเหมือนรอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย มีสุนัขจิ้งจอก

กระต่าย และเนื้อเป็นต้น ย่อมลงในส่วน ๑ ก็ดี ย่อมลงในส่วน ๒-๓-๔

ก็ดี ชื่อว่าใน ๔ ส่วนแห่งรอยเท้าช้างเชือกหนึ่ง ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้างทั้ง

นั้น ไม่พ้นจากรอยเท้าช้าง เพราะรวมอยู่ในรอยเท้าช้างนั้นเท่านั้น ฉันใด ธรรม

ทั้งหลาย ที่นับลงในสัจ ๑ ก็ดี ๒ ก็ดี ๓ ก็ดี ๔ ก็ดี ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อม

นับรวมในสัจจะ ๔ ทั้งนั้น เพราะธรรมทั้งหลายรวมอยู่ในสัจจะทั้งหลาย เพราะ

เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงกุศลธรรมแม้ที่รวมเข้าในสัจจะครึ่งว่า ธรรมเหล่านั้น

ทั้งหมดย่อมรวมลงในอริยสัจ ๔.

คำที่ควรกล่าวในบทอุทเทสว่า ทุกฺเข อริยสจฺเจ เป็นต้น และ

ในบทนิทเทสว่า ชาติปิ ทุกฺขา เป็นต้นทั้งหมดได้กล่าวไว้แล้ว ในวิสุทธิมรรค.

แต่ในที่นี้พึงทราบเฉพาะลำดับเทศนา อย่างเดียว. เหมือนอย่างว่า ช่างสาน

ผู้ฉลาด ได้ไม้ไผ่ที่ดีมาลำ ๑ ตัดเป็น ๑ ท่อน จาก ๔ ท่อนนั้น เว้นไว้ ๓

ท่อนถือเอาแต่ท่อนเดียวจึงตัด เป็น ๕ ซีก จาก ๕ ซีกนั้น เว้นไว้ ๔ ซีก

ถือเอาซีกเดียว แล้วผ่าเป็น ๕ เสี้ยว จาก ๕ เสี้ยวนั้น เว้นไว้ ๔ เสี้ยวถือเอา

เสี้ยวเดียว เกรียกเป็น ๒ คือ ส่วนท้อง ส่วนหลัง เว้น ส่วนหลังไว้ ถือเอาแต่

ส่วนท้อง จากนั้น กระทำให้เป็นเครื่องสานไม้ไผ่หลากชนิด มีหีบพัดวีชนีและ

พัดใบตาลเป็นต้น ช่างสานนั้นไม่ถูกใครกล่าวว่าไม่ใช้งานส่วนหลังอีก ๔ ชิ้น

อีก ๔ ส่วนและอีก ๓ ส่วน แต่เขาไม่อาจใช้งานในคราวเดียวกันได้ แต่จักใช้งาน

ตามลำดับ ฉันใด ฝ่ายพระมหาเถระนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เริ่มตั้ง สุตตันตะใหญ่

นี้แล้ว ตั้งมาติกาโดยอริยสัจ ๔ เหมือนช่างสานได้ไม้ไผ่ที่ดีแล้ว แบ่ง ๔ ส่วน

ฉะนั้น. พระเถระเว้นอริยสัจ ๓ แล้ว ถือเอาทุกขสัจจะอย่างเดียว จำแนก ทำให้

เป็นขันธ์ ๕ ส่วน เหมือนช่างสานเว้น ๓ ส่วนถือเอาส่วนหนึ่งแล้วทำส่วนหนึ่งนั้น

ให้เป็น ๕ ส่วน. แต่นั้นพระเถระเว้นอรูปขันธ์ ๔ แล้วจำแนกรูปขันธ์ และทำ

มหาภูตรูป ๔ ให้เป็น ๕ ส่วน คือ มหาภูตรูป ๔ และ อุปาทายรูป ๑ เปรียบ

เหมือนช่างสานนั้น เว้น ๔ ส่วน ถือเอาส่วนหนึ่ง แล้วผ่าเป็น ๕ เสี้ยวฉะนั้น.

แต่นั้น เมื่อพระเถระเว้นอุปทายรูป และธาตุ ๓ แล้วจำแนกปรวีธาตุอย่าง

เดียว แสดงเป็น ๒ ส่วน คือ อัชฌัตติกรูป รูปภายใน พาหิรรูป รูปภายนอก

เปรียบเหมือนช่างสานนั้น เว้น ๔ ส่วน ถือเอาส่วนหนึ่ง แล้วผ่าเป็น ๒ ส่วน

คือส่วนท้อง ๑ ส่วนหลัง ๑. เพื่อจะเว้นปฐวีธาตุ ภายนอก แล้วแสดงจำแนก

ปฐวีธาตุภายในโดยอาการ ๒๐ พระเถระ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กตมา จ อาวุโส

อชฺฌตฺติกา ปฐวีธาตุ เปรียบเหมือนช่างสานเว้นส่วนหลังถือเอาส่วนท้องจึง

กระทำให้เป็นเครื่องสานชนิดต่าง ๆ ฉะนั้น. อนึ่งเปรียบเหมือนช่างสานใช้งาน

ส่วนหลังอีก ๔ ชิ้น อีก ๔ ส่วน และอีก ๓ ส่วน โดยลำดับ แต่ไม่อาจใช้งาน

ในคราวเดียวกันได้โดยประการฉะนี้ ฉันใด แม้พระเถระก็ฉันนั้น จำแนกปฐวี-

ธาตุภายนอก และอีกธาตุ ๔ อุปาทายรูป อรูปขันธ์ ๔ อริยสัจ ๓ แล้วแสดง

ตามลำดับ แต่ไม่อาจแสดงโดยคราวเดียวกันได้.

อีกอย่างหนึ่ง พึงบรรยาย ลำดับแม้นี้ด้วยข้ออุปมาด้วยราชบุตร ให้

แจ่มแจ้ง ดังต่อไปนี้. เล่ากันมาว่า มหาราช องค์หนึ่ง มีพระราชโอรสมากกว่า

๑,๐๐๐ องค์. พระองค์ทรงเก็บเครื่องประดับของพระโอรสเหล่านั้นไว้ในหีบ

ใหญ่ ๔ ใบ ทรงมอบไว้แก่เชษฐโอรส ด้วยตรัสสั่งว่า ลูกเอ๋ย เครื่องประดับนี้

เป็นของพวกน้องของเจ้า เมื่อคราวมีมหรสพ เจ้าจงให้เครื่องประดับนี้ เพราะ

ฉะนั้น เมื่อห้อง ๆ ขอจึงค่อยให้. เชษฐราชโอรสนั้น ทูลรับว่าพระเจ้าข้า

จึงเก็บไว้ในห้องเก็บราชสมบัติ. ในวันมหรสพเช่นนั้น เหล่าพระราชโอรสพา

กันไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ขอได้โปรดพระราชทานเครื่อง

ประดับแก่พวกหม่อมฉันเถิด พวกหม่อมฉันจะเล่นนักษัตร. พระราชาตรัสว่า

ลูกเอ๋ย พ่อได้มอบเครื่องประดับไว้ในมือพี่ชายของพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าจงนำ

เครื่องประดับนั้นไปประดับเถิด. พระราชโอรสเหล่านั้นรับพระดำรัส แล้วพา

กันไปหาพระเชษฐโอรสนั้นแล้วทูลขอเครื่องประดับจากเชษฐโอรส. เชษฐโอรส

ได้เข้าไปในห้องหมายจะนำหีบใหญ่ ๔ ใบออกเว้นไว้ ๓ ใบ เปิดใบหนึ่ง นำหีบ

เล็ก ๕ ใบ ออกจากหีบใหญ่นั้น เว้นไว้ ๔ ใบ เปิดใบเดียว เมื่อนำผอบ ๕ ใบ

ออกจากหีบเล็ก เว้นไว้ ๔ ใบ เปิดใบเดียว วางฝาไว้ข้างหนึ่ง แต่นั้นจึงนำ

เครื่องประดับมือเครื่องประดับเท้าต่าง ๆ มอบให้. เชษฐโอรส มิได้แบ่งให้

จาก ๔ ผอบ หีบเล็ก ๔ ใบ หีบใหญ่ ๔ ใบ ก่อนก็จริง ถึงกระนั้น ก็ให้

ตามลำดับ เพราะฉะนั้น จึงไม่อาจมอบให้คราวเดียวกันได้.

ในข้ออุปมานั้น พึงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนมหาราช. สมจริง

ดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาอันยอดเยี่ยม

ตรัสว่า ดูก่อนเสลพราหมณ์ เราก็เป็นพระราชา. พึงเห็นพระสารีบุตรเหมือน

เชษฐโอรส. สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

บุคคลเมื่อจะเรียกโดยชอบ พึงเรียกภิกษุรูปนั้นได้ว่า สารีบุตรว่า บุตร โอรส

เกิดแต่โอษฐ์ เกิดแต่ธรรม อันธรรมนิรมิต ธรรมทายาท แต่มิใช่อามิสทายาท

ของพระผู้มีพระภาคเจ้า บุคคลเมื่อเรียกโดยชอบ พึงเรียกภิกษุนี้นั่นแลว่า บุตร

ฯลฯ มิใช่เป็นอามิสทายาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พึงเห็นภิกษุสงฆ์เหมือน

ราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์. สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ภิกษุมากกว่า ๑,๐๐๐ รูป เข้าไปเฝ้า
พระสุคต ผู้แสดงธรรมปราศจากธุลี ผู้ไม่
มีตัณหาชื่อว่า วานะ ผู้มีไม่ภัยแต่ที่ไหน ๆ.

เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ วางไว้ในมือของพระธรรม

เสนาบดี เปรียบเหมือนเวลาที่พระราชาทรงเก็บเครื่องประดับของพระราชโอรส

เหล่านั้นไว้ในหีบใหญ่ ๔ ใบ แล้ววางไว้ในมือของเชษฐโอรสฉะนั้น. ด้วยเหตุ

นั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตร สมควรบอก

บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื่น ซึ่งอริยสัจจ์ ๔ โดยพิสดาร. เวลา

ที่ภิกษุสงฆ์มาในสมัยจวนเข้าพรรษา แล้วอาราธนาให้แสดงธรรม เปรียบ

เหมือนเวลาที่พระราชโอรสเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระราชาทูลขอเครื่องประดับ

ในวันมหรสพเช่นนั้น ได้ยินว่า ในวันจวนเข้าพรรษา พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงแสดงพระสูตรนี้. เวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงส่งภิกษุทั้งหลายไปยัง

สำนักของพระธรรมเสนาบดี ด้วยพระดำรัสอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ

จงเสพ จงคบสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรและ

โมคคัลลานะ เป็นบัณฑิต อนุเคราะห์เพื่อนสพรหมจารี เปรียบเวลาที่พระราชา

ตรัสว่า ลูกเอ๋ย พ่อได้มอบเครื่องประดับไว้ในมือพี่ชายพวกเจ้าแล้ว จงนำ

มาประดับเถิด. เวลาที่ภิกษุทั้งหลายฟังพระดำรัสของพระศาสดาแล้วเข้าไปหา

พระธรรมเสนาบดีแล้วอาราธนาให้แสดงธรรม เปรียบเหมือนเวลาที่เหล่า

พระราชโอรสฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ไปยังสำนักของเชษฐโอรส แล้ว

ขอเครื่องประดับ ฉะนั้น. เวลาที่พระธรรมเสนาบดีเริ่มพระสุตตันตะนี้ แล้ว

วางมาติกาโดยอริยสัจ ๔ เปรียบเหมือนเวลาที่พระเชษฐโอรสเปิดห้องแล้วนำ

หิบ ๔ ใบวางไว้ฉะนั้น. การเว้นอริยสัจ ๓ แล้วจำแนกทุกขอริยสัจ

แสดงปัญจขันธ์ เปรียบเหมือนการเว้นหีบ ๓ ใบแล้ว เปิดใบเดียวนำหีบเล็ก

๕ ใบ ออกจากหีบใบเดียวนั้น ฉะนั้น. การที่พระเถระเว้นอรูปขันธ์ ๔ แล้ว

แสดงจำแนกรูปขันธ์เดียวแสดง ๕ ส่วน โดยมหาภูตรูป ๔ และอุปายรูป ๑

เปรียบเหมือนเว้นหีบเล็ก ๔ ใบ เปิดใบเดียว แล้วนำผอบ ๕ ผอบจากหีบเล็ก

ใบเดียวนั้น ฉะนั้น. การที่พระเถระเว้นมหาภูตรูป ๓ และอุปาทายรูปแล้ว

จำแนกปฐวีธาตุอย่างเดียวเว้นปฐวีธาตุภายนอกเสียเหมือนปิดไว้ เพื่อจะแสดง

ปฐวีธาตุภายในที่มีอาการ ๒๐ โดยสภาวะต่าง ๆ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตมา

จาวุโส อชฺฌตฺติกา ปฐวีธาตุ. เปรียบเหมือนเว้นหีบ ๔ ใบ เปิดใบเดียว

เว้นหีบที่ปิดไว้ข้างหนึ่งแล้ว ให้เครื่องประดับมือและเครื่องประดับเท้าเป็นต้น.

พึงทราบว่าแม้พระเถระจำแนก มหาภูตรูป ๓ อุปาทายรูป อรูปขันธ์ ๔ อริยสัจ

๓ แล้ว แสดงตามลำดับในภายหลังเหมือนราชโอรสนั้นนำผอบ ๔ ใบ หีบเล็ก

๔ ใบ และหีบ ๓ ใบเหล่านั้นแล้วประทานเครื่องประดับตามลำดับในภายหลัง.

ก็คำนั้นใดท่านกล่าวไว้ว่า กตมา จาวุโส อชฺฌตฺติกา ปฐวีธาตุ

เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้น แม้บททั้ง ๒ ว่า อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นี้

เป็นชื่อของธรรมชาติที่มีในตน. บทว่า กกฺขลํ แปลว่า กระด้าง. บทว่า

ขริคตํ แปลว่า หยาบ. บทว่า อุปาทินฺนํ ได้แก่ ไม่ใช่มีธรรมเป็นสมุฏฐาน

เท่านั้น. แต่เมื่อว่าโดยไม่แปลกกัน คำว่า อุปาทินฺนํ นี้ เป็นชื่อของรูปที่ตั่ง

อยู่ในสรีระ. จริงอยู่ รูปที่ตั้งอยู่ในสรีระ ไม่ว่าเป็นอุปาทินนรูป หรืออนุ-

ปาทินนรูป ชื่อว่า เป็นอุปาทินนรูปทั้งหมดที่เดียว โดยที่ยึดถือ จับต้อง

ลูบคลำได้ คือ ผม ขน ฯลฯ อาหารใหม่ อาหารเก่า. คำนี้ท่านกำหมด

จำแนกไว้ โดยเป็นปฐวีธาตุที่เป็นภายในสำหรับกุลบุตรผู้บำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐาน.

แต่ในที่นี้คำที่ผู้ใคร่จะเริ่มมนสิการเจริญวิปัสสนายึดเอาพระอรหัตต์ควรกระทำ

ทั้งหมดได้กล่าวไว้พิสดารแล้ว ในวิสุทธิมรรคนั่นแล. แต่คำว่ามันสมองไม่ได้

ขึ้นสู่บาลีในที่นี้. แต่มันสมองแม้นั้นนำมากำหนดโดยวรรณะและสมณฐานเป็นต้น

โดยนัยที่กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรค จึงมนสิการว่า แม้ธาตุนี้ก็ไม่มีเจตนา เป็น

อัพยากฤต ว่างเปล่า เป็นของแข้น จัดเป็นปฐวีธาตุ. เหมือนกัน. บทว่า ยํ วา

ปนญฺญมฺปิ นี้ ท่านกล่าวเพื่อกำหนดถือเอาปฐวีธาตุที่อยู่ในส่วน ๓

นอกนี้. บทว่า ยา เจว โข ปน อชฺฌตฺติกา ปฐวีธาตุ ความว่า

ปฐวีธาตุมีประการตามที่กล่าวแล้วนี้ จัดเป็นปฐวีธาตุภายใน บทว่า ยา จ

พาหิรา ความว่า ปรวีธาตุที่มาแล้วในวิภังค์โดยนัยว่า เหล็ก โลหะ ดีบุก

ตะกั่ว เป็นต้น จัดเป็น ปฐวีธาตุภายนอก.

ด้วยอันดับคำเพียงเท่านี้ พระเถระ. แสดงปฐวีธาตุอันเป็นภายในโดย

อาการ ๒๐ โดยสภาวะต่าง ๆ อย่างพิสดาร แสดงธาตุภายนอกไว้โดยสังเขป.

เพราะเหตุไร ? เพราะในที่ใดสัตว์ทั้งหลายมีความอาลัย ใคร่ปรารถนา กลุ้มรุม

ยึดมั่น ถือมั่น รุนแรง ในที่นั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือเหล่าพระพุทธสาวก

จะกล่าวเรื่องอย่างพิสดาร เพื่อถอนอาลัยเป็นต้น ของสัตว์เหล่านั้น. อนึ่ง ในที่ใด

ความอาลัยเป็นต้นของเหล่าสัตว์ไม่มีกำลัง ในที่นั้นท่านจะกล่าวโดยสังเขป

เพราะไม่มีกิจที่จะต้องทำ. เหมือนอย่างว่า ชาวนาเมื่อไถนาก็หยุดโคไว้ในที่ ๆ

ไถติด เพราะรากไม้และตอไม้แน่นหนา คุ้ยดินขึ้นตัดรากไม้และตอไม้ยกขึ้น

ต้องกระทำความพยายามมาก ในที่ใด ไม่มีรากไม้และตอ ก็ไม่ต้องพยายามมาก

ในที่นั้น คงตีหลังโคไถต่อไปฉันใด คำอุปไมยนี้ก็พึงทราบฉันนั้น.

บทว่า ปฐวีธาตุเรเวสา ความว่า ก็ธาตุทั้ง ๒ อย่างนี้ มีลักษณะ

อย่างเดียวกัน ด้วยอรรถว่า แข็ง กระด้าง และหยาบ แม้นี้ก็จัดเป็น ปฐวีธาตุ.

ท่านแสดงประกอบไว้ภายในและภายนอก. ก็เพราะเหตุที่ปัฐวีธาตุภายนอก

ปรากฏว่าไม่มีเจตนา ปรวีธาตุภายในหาปรากฎเช่นนั้นไม่ เพราะฉะนั้น

พระโยคาวจรกำหนดว่า ปฐวีธาตุภายในนั้น เป็นเช่นเดียวกันกับปฐวีธาตุ

ภายนอกไม่มีเจตนาเหมือนกัน จึงกำหนดได้สะดวก. เปรียบเหมือนอะไร ?

เปรียบเหมือนโคที่ไม่ได้ฝึกเทียมกับโคที่ฝึกแล้ว ย่อมตะเกียกตะกายดิ้นรน

๒-๓ วันเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่นานนัก ก็ฝึกหัดได้ ฉันใด พระโยคาวจร

กำหนดว่า แม้ปฐวีธาตุภายใน ก็เช่นเดียวกันกับปฐวีธาตุภาจนอก ปฐวีธาตุก็

จะปรากฏ ไม่มีเจตนาได้ใน ๒-๓ วันเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่นานนัก

ปฐวีธาตุภายในนั้น ก็ปรากฏว่าไม่มีเจตนาฉันนั้น. บทว่า ตํ เนตํ มม

ความว่า ธาตุทั้ง ๒ อัน บัณฑิตพึงเห็นด้วยปัญญาอันถูกต้องตามความเป็นจริง

อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่เป็นนั้น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา. บทว่า

ยถาภูตํ แปลว่า ตามสภาพเป็นจริง. อธิบายว่า จริงอยู่ ธาตุทั้ง ๒ นั้นมี

สภาวะไม่เที่ยงเป็นต้น เพราะฉะนั้น พึงเห็นอย่างนี้ว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา.

บทว่า โหติ โข โส อาวุโส ความว่า เพราะเหตุไรท่านจึงปรารภไว้.

เพราะเพื่อจะแสดงความพินาศแห่งปฐวีธาตุภายนอกโดยอำนาจอาโปธาตุภายนอก

แล้วแสดงความพินาศแห่งปฐวีธาตุ ที่ตั้งอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นอุปาทินนรูป

พิเศษกว่านั้น. บทว่า ปกุปฺปติ ความว่า กำเริบเสิบสานด้วยอำนาจ ความ

ย่อยยับด้วยน้ำ. บทว่า อนฺตรหิตา ตสฺมึ สมเย พาหิรา ปฐวีธาตุ โหติ

ความว่า สมัยนั้นปฐวีธาตุละลายด้วยน้ำด่างในแสนโกฏิจักรวาล ไหลตามน้ำ

ไปตั้งแต่ภูเขาเป็นต้นทั้งหมดก็อันตรธานไป ละลายเป็นน้ำอย่างเดียว. บทว่า

ตาว มหลฺลิกาย แปลว่า ใหญ่เพียงนั้น. ที่ชื่อว่าใหญ่ เพราะมีความหนา

อย่างนี้ คือ

เทฺว จ สตสหสฺสานิ จตฺตาริ นหุตานิ จ
เอตฺตกํ พหลตฺเตน สงฺขาตายํ วสุนฺธรา
แผ่นดินใหญ่นี้ ว่าโดยส่วนหนา
ประมาณถึงสองแสนสี่หมื่นโยชน์

แต่เมื่อว่าโดยส่วนกว้างมีประมาณแสนโกฏิจักรวาล ด้วยประการฉะนี้. บทว่า

อนิจฺจตา แปลว่า มีแล้วก็ไม่มี. บทว่า ขยธมฺมตา เเปลว่า มีความสิ้น

ไปเป็นสภาวะ. บทว่า วยธมฺมตา แปลว่า มีความเสื่อมไปเป็นสภาวะ.

บทว่า วิปริณามธมฺมตา แปลว่า มีการละปกติเป็นสภาวะ. ท่านกล่าวถึง

อนิจจลักษณะอย่างเดียว ไว้ทุกบทด้วยประการฉะนี้. ก็ลักษณะทั้ง ๓ ย่อมมา

ตามพระบาลีว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็น

อนัตตา บทว่า มตฺตฏฺฐกสฺส แปลว่า ตั้งอยู่ชั่วระยะกาลนิดหน่อย. ใน

บทนั้น พึงทราบว่ากายนี้ ดำรงอยู่ชั่วระยะกาลเล็กน้อย โดยอาการ ๒ คือ

ตั้งอยู่นิดหน่อยและมีกิจนิดหน่อย. จริงอยู่ กายนี้ท่านกล่าวว่า ในขณะจิตที่

เป็นอดีต เป็นอยู่เเล้ว ไม่ใช่กำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่จักเป็นอยู่ ในขณะจิตที่เป็น

อนาคต จักเป็นอยู่ไม่ใช่กำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่เป็นอยู่แล้ว ในขณะจิตที่เป็นปัจจุบัน

กำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่เป็นอยู่แล้ว ไม่ใช่จักเป็นอยู่. เพื่อแสดงว่ากายนี้นี่แลตั้งอยู่

นิดหน่อยท่านจึงกล่าวคำนี้ว่า

ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ เกวลา
เอกจิตฺตสมายุตฺตา ลหุโส วตฺตเต ขโณ
ชีวิต อัตภาพและสุขทุกข์ทั้งมวล
ล้วนประกอบด้วยจิตดวงเดียว ขณะย่อม
เป็นไปฉับพลัน.

พึงทราบว่า กายนี้ ตั้งอยู่ชั่วระยะกาลเล็กน้อย เพราะตั้งอยู่ชั่วระยะกาล

นิดหน่อย อย่างนี้. อนึ่งพึงทราบว่า กายนั้น มีกิจนิดหน่อย เพราะเนื่องด้วย

ลมอัสสาปัสสาสะเป็นต้น . จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายมีชีวิต เนื่องด้วยลมอัสสาสะ

เนื่องด้วยลมปัสสาวะ เนื่องด้วยลมทั้งอัสสาสะทั้งปัสสาสะ เนื่องด้วยมหาภูตรูป

เนื่องด้วยกวฬิงการาหาร เนื่องด้วยวิญญาณ ทั้งนี้กล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิ

มรรค.

บทว่า เอตํ ตณฺหูปาทินฺนสฺส แปลว่า ถูกตัณหายึดถือ ลูบคลำ. บทว่า

อหนฺติ วา มมนฺติ วา อสฺมีติ วา อถขฺวสฺส โนเตเวตฺถ โหติ ความว่า

ครั้งนั้นแล ภิกษุนั้น ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์พิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีคาหะ

คือ ตัณหา มานะและทิฏฐิ ๓ อย่าง ในปฐวีธาตุภายในนี้ว่า นี่เป็นเราเป็นต้น

อธิบายว่า ไม่มีเลย. ปฐวีธาตุภายนอก ย่อมอันตรธานไปด้วยอำนาจเตโชธาตุ

วาโยธาตุ. เหมือนอันตรธานไปด้วยอำนาจอาโปธาตุ ฉะนั้น. แต่ในที่นี้ มา

อย่างเดียวเท่านั้น. แม้นอกนี้ก็พึงทราบโดยความหมายเหมือนกัน . ในคำว่า

ตญฺเจ อาวุโส นี้ พระเถระเมื่อเริ่มทำการกำหนดอารมณ์ในโสตทวารของภิกษุ

ผู้บำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐานนั้น จึงแสดงกำลัง. บทว่า อกฺโกสนฺติ ได้แก่

ด่าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐. บทว่า ปริภาสนฺติ ได้แก่ ข่มด้วยวาจาว่า ท่าน

ทำเช่นนี้ ๆ เราจะลงโทษท่านอย่างนี้ ๆ. บทว่า โรเสนฺติ แปลว่า ย่อม

เสียดสี. บทว่า วิเหเสนฺติ แปลว่า ย่อมทำให้ลำบาก. ท่านกล่าวเฉพาะ

การเสียดสีด้วยวาจาไว้ทั้งหมด. บทว่า โส เอวํ ความว่า ภิกษุผู้บำเพ็ญธาตุ

กัมมัฏฐานนั้น ย่อมรู้อย่างนี้. บทว่า อุปฺปนฺนา โข เม อยํ ความว่า เกิด

ขึ้นเพราะธาตุ ๔ ที่เกิดเป็นไปในปัจจุบันและ เกิดขึ้นเพราะความกำเริบสืบสาน.

บทว่า โสตสมฺผสฺสชา ความว่า เวทนาที่แล่นไปทางโสตทวารเกิดจาก

โสตสัมผัส ด้วยอำนาจอุปนิสัย. ด้วยบทว่า ผสฺโส อนิจฺโจ ท่านแสดงว่า

โสตสัมผัส ชื่อว่า ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่ามีแล้วก็ไม่มี. แม้เวทนาเป็นต้น พึง

เข้าใจว่า สัมปยุตด้วยโสตสัมผัสอย่างเดียว. บทว่า ธาตารมฺมณเมว ได้แก่

อารมณ์ กล่าวคือธาตุนั่นเอง. บทว่า ปกฺขนฺทติ ได้แก่ หยั่งลง. บทว่า

ปสีทติ ได้แก่ ผ่องใสในอารมณ์. อีกอย่างหนึ่ง คำนั่นเป็นสัตตมีวิภัติอย่าง

เดียว. เมื่อว่าด้วยอำนาจพยัญชนสนธิ ท่านกล่าวว่า ธาตารมฺมณเมว ใน

คำนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า ธาตารมฺมเณเยว ในอารมณ์ คือ ธาตุ. เมื่อว่าด้วย

อำนาจธาตุ คำว่า วิมุจฺจติ นี้ ย่อมได้แก่อธิโมกข์ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย.

ความจริง ภิกษุผู้บำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐานนี้ เมื่ออารมณ์มาปรากฏในโสตทวาร

ย่อมกำหนดว่า เป็นมูล เป็นอารมณ์ที่ควรกำหนดรู้ เป็นอารมณ์ที่จรมาเป็น

อารมณ์ที่เกิดขึ้นชั่วขณะ. เรื่องพิสดารของอารมณ์นั้น กล่าวไว้แล้วในสติสัม-

ปชัญญบรรพ ในสติปัฏฐานสูตร. แต่เวทนานั้น กล่าวไว้แล้ว ในสติปัฏฐาน

สูตรนั้นด้วยอำนาจจักขุทวาร. ในที่นี้พึงทราบ ด้วยอำนาจโสตทวาร.

จริงอยู่ ภิกษุบำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐาน ผู้ทำการกำหนดอย่างนี้แล้ว

เจริญวิปัสสนาอย่างแรง แม้เมื่ออารมณ์มาปรากฏในจักขุทวารเป็นต้น ย่อม

เกิดอาวัชชนจิต โวฏฐัพพนจิตโดยอุบายไม่แยบคาย ถึงโวฏฐัพพนจิตแล้วได้

อาเสวนจิต ครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง จิตก็หยั่งลงสู่ภวังค์เหมือนเดิม ก็ไม่เกิดด้วย

อำนาจราคะ เป็นต้น ภิกษุนี้ ชื่อว่า ถึงที่สุดวิปัสสนากล้าแข็ง. ภิกษุรูปหนึ่ง

เกิดชวนจิตครั้งเดียว ด้วยอำนาจราคะเป็นต้น แต่ในที่สุดชวนจิต เธอนึกด้วย

อำนาจราคะเป็นต้นว่า ชวนจิตเกิดแก่เรา ชื่อว่ากำหนดอารมณ์ได้แล้ว ไม่เกิด

เช่นนั้นอีกครั้ง. ภิกษุอีกรูปหนึ่งนึกถึงครั้งเดียวก็เกิดชวนจิตด้วยอำนาจราคะ

เป็นต้นเป็นครั้งที่ ๒ อีก และเมื่อจบครั้งที่ ๒ เมื่อนึกว่าชวนจิตเกิดแก่เราแล้ว

อย่างนี้เป็นอันกำหนดอารมณ์เหมือนกัน. ในครั้งที่ ๓ ก็ไม่เกิดอย่างนั้น. ก็

บรรดาภิกษุ ๓ รูปนั้น รูปที่ ๑ กล้าแข็ง รูปที่ ๓ อ่อนแอ. แต่ว่าด้วยอำนาจ

รูปที่ ๒ พึงทราบเนื้อความนี้ในพระสูตรนี้ มีนกไส้เป็นเครื่องเปรียบโดยภาวะ

เป็นอินทรีย์นั้นเอง.

พระเถระครั้นแสดงกำลังของภิกษุผู้บำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐานด้วยอำนาจ

กำหนดในโสตทวารอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงในกายทวาร จึงกล่าวคำว่า

ตญฺเจ อาวุโส เป็นต้น. จริงอยู่ ภิกษุผู้ถึงอนิฏฐารมณ์ ย่อมลำบากใน

ทวารทั้ง ๒ คือ โสตทวาร และกายทวาร เพราะฉะนั้น พระมหาเถระคิดว่า

ในอนาคตกาล กุลบุตร ผู้ต้องการศึกษาบำเพ็ญเพียร ถึงความสำรวมในทวาร

ทั้ง ๒ เหล่านี้ จักทำที่สุดแห่งชาติชรามรณะได้ฉับพลันทีเดียว เปรียบเหมือน

บุรุษเจ้าของนา ถือจอบเที่ยวเดินสำรวจนาไม่เสริมก้อนดินในที่ใดที่หนึ่ง เอา

จอบฟันดินเฉพาะในที่บกพร่อง เพิ่มดินในที่มีหญ้า ฉะนั้น เมื่อจะแสดงการ

สำรวมในทวารทั้ง ๒ เหล่านี้แล ให้มั่นคง จึงเริ่มเทศนานี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่พยายาม. บทว่า

ปาณิสมฺผสฺเสน ได้แก่ประหารด้วยฝ่ามือ. แม้ในคำนอกนี้ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ตถาภูโต แปลว่ามีสภาวะอย่างนั้น. บทว่า ยถาภูตสฺมึ แปลว่าตาม

สภาวะ. บทว่า กมนฺติ แปลว่า เป็นไป. พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า เอวํ พุทฺธํ

อนุสฺสรโต เป็นต้น ภิกษุผู้บำเพ็ญจตุธาตุกัมมัฏฐานเมื่อนึกถึงอยู่โดยนัยเป็นต้น

ว่า อิติปิ โส ภควา ชื่อว่าระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือเมื่อระลึกว่า คำนี้ พระผู้มี

พระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วเหมือนกัน ก็ชื่อว่าระลึกเหมือนกัน. แม้เมื่อระลึกอยู่

โดยนัยมีอาทิว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ชื่อว่า ระลึกถึงพระธรรม แม้

ระลึกถึงกกจูปโมวาทสูตร ก็ชื่อว่าระลึกถึงเหมือนกัน. แม้ระลึกถึงโดยนัย

เป็นต้นว่า สุปฏิปนฺโน ชื่อว่าระลึกถึงพระสงฆ์ เเม้ระลึกถึงคุณของภิกษุผู้

อดกลั้นการตัดด้วยเลื่อย ก็ชื่อว่าระลึกถึงเหมือนกัน. ในคำว่า อุเปกฺขา กุ-

สลนิสฺสิตา สณฺฐาติ นี้ ท่านประสงค์เอาวิปัสสนุเบกขา. ในคำว่า อุเปกฺขา

กุสลนิสฺสิตา สณฺฐาติ นี้ ท่านประสงค์ฉฬังคุเบกขา อุเบกขามีองค์ ๖. ก็

ฉฬังคุเบกขา นี้นั้นเป็นไปด้วยอำนาจความไม่ยินดีเป็นต้น ในอิฏฐารมณ์และ

อนิฏฐารมณ์ของพระขีณาสพก็จริง ถึงอย่างนั้น ภิกษุนี้ ตั้งวิปัสสนาของตน

ด้วยความสำเร็จแห่งภาวนาตามกำลังความเพียร ในฐานของฉฬังคุเบกขาของ

พระขีณาสพ เพราะฉะนั้น วิปัสสนาแล จึงชื่อว่า ฉฬังคุเบกขา.

พึงทราบวินิจฉัยในอาโปธาตุนิเทศ ดังต่อไปนี้ บทว่า อาโปคตํ

ได้แก่ สิ่งที่อุปาทินนรูปซึมซาบอยู่ในอาโปธาตุทั้งหมด มีลักษณะเป็นน้ำเยื่อสด.

ก็คำที่พึงกล่าว ในคำว่า ปิตฺตํ เสมฺหํ เป็นต้น ทั้งหมดพร้อมทั้งนัยแห่ง

ภาวนาได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. บทว่า ปกุปฺปติ ได้แก่ ไหลไปโดย

เป็นโอฆะหรือล้นจากสมุทรไหลไป ๆ. มันมีความกำเริบเป็นปกติดังนี้ . ก็เมื่อ

เวลาที่โลกประลัยไปด้วยอาโปธาตุ แสนโกฏิจักรวาลเต็มไปด้วยน้ำทีเดียว. บทว่า

โอคฺคจฺฉนฺติ ความว่า ไหลไปภายใต้ ถึงความสิ้นพินาศไป เหมือนน้ำ

ที่ยกขึ้นบนเตาไฟ ฉะนั้น. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแล.

พึงทราบวินิจฉัย ในเตโชธาตุนิทเทส ดังต่อไปนี้ บทว่า เตโชคตํ

ได้แก่ สิ่งที่เป็นอุปาทินนรูปทั้งหมด ที่อยู่ในเตโชธาตุทั้งหมด มีลักษณะร้อน

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เตโชคตํ เพราะอยู่ในภาวะที่ร้อนคือ เตโชธาตุ. ใน

อาโปธาตุ เบื้องต้นก็ดี ในวาโปธาตุ เบื้องหลังก็ดี ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า

เยน จ ได้แก่ ด้วยเตโชธาตุอันใด เมื่อมันกำเริบ กายนี้ก็ร้อนเกิดไออุ่น

โดยภาวะที่คร่ำคร่าไปชั่ววันหนึ่งเป็นต้น. บทว่า เยน จ ชิริยติ ได้แก่ กายนี้

ย่อมทรุดโทรมด้วยเตโชธาตุใด บุคคล ก็มีอินทรีย์บกพร่อง หมดกำลัง หนัง

เหี่ยว ผมหงอกเป็นต้น ด้วยเตโชธาตุนั้น. บทว่า เยน จ ปริฑยฺหติ ความ

ว่า กายนี้ย่อมร้อนด้วยเตโชธาตุใดอันกำเริบแล้ว บุคคลนั้นร้องบ่นว่าร้อน

ร้อน ย่อมหวังการลูบไล้ด้วยเนยใสจันทน์เทศและจันทร์แดงผสมเนยใสร้อย

ครั้ง และลมเกิดจากพัดใบตาล. บทว่า เยน จ อสิตํ ปีตํ ขายิตํ สายิตํ สมฺมา-

ปริณามํ คจฺฉติ ความว่า ข้าวเป็นต้นที่กินก็ดี น้ำดื่มเป็นต้นที่ดื่มแล้วก็ดี

แป้งและของเคี้ยวเป็นต้นที่เคี้ยวแล้วก็ดี มะม่วงสุกน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น

ที่ลิ้มแล้วก็ดี ย่อมสุกโดยชอบคือย่อมเปลี่ยนเป็นรสเป็นต้นนั้นเอง. ในข้อนี้มี

ความสังเขปดังนี้. แต่คำที่จะพึงกล่าวโดยพิสดาร ทั้งหมดพร้อมด้วยภาวนานัย

ได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. บทว่า หริตนฺตํ ได้แก่ ของเขียวสดนั้นเอง

อธิบายว่า เตโชธาตุ อาศัยหญ้าสดเป็นต้นก็ดับ. บทว่า ปนฺถนฺตํ ได้แก่

ทางใหญ่นั้นเอง. บทว่า เสลนฺตํ ได้แก่ ภูเขา. บทว่า อุทกนฺตํ ได้แก่

น้ำ. บทว่า รมณียํ วา ภูมิภาคํ ได้แก่ ภูมิภาคปราศหญ้าและพุ่มไม้เป็นต้น

ที่ว่างได้แก่ ภูมิภาคที่โล่ง. บทว่า อนาหารา ได้แก่ ไม่มีอาหารคือไม่มี

เชื้อ. ท่านกล่าวความวิการแห่งเตโชธาตุตามปกติไว้ดังนี้. ก็เมื่อเวลาที่โลก

พินาศด้วยเตโชธาตุ เตโชธาตุก็ใหม้แสนโกฏิจักรวาล แม้เพียงขี้เถ้าก็ไม่

เหลืออยู่. บทว่า นหารุททฺทลฺเลน ได้แก่ ด้วยเศษของหนัง. บทว่า อคฺคึ

คเวสนฺติ ความว่า คนทั้งหลายถือเอาเชื้อละเอียดเห็นปานนี้แสวงหาไฟมันได้

ไออุ่นเพียงเล็กน้อยก็โพลงขึ้น. คำที่เหลือแม้ในที่นี้ พึงทราบโดยนัยก่อนแล.

พึงทราบวินิจฉัยในวาโยธาตุนิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า อุทฺธงฺคมา

วาตา ได้แก่ ลมที่พัดขึ้นเบื้องบนอันเป็นไปโดยอาการมีการเรอและสะอึก

เป็นต้น. บทว่า อโธคมา วาตา ได้แก่ ลนพัดลงเบื้องต่ำ มีการขับถ่าย

อุจจาระ ปัสสาวะเป็นต้น. บทว่า กุจฺฉิยา วาตา ได้แก่ ลมที่พัดออกนอก

ลำใส้ใหญ่เป็นต้น. บทว่า โกฏฺฐาสยา วาตา ได้แก่ ลมภายในลำไส้ใหญ่.

บทว่ องฺคมงฺคานุสาริโน ได้แก่ ลมที่เกิดจากการคู้เข้าเหยียดออกเป็นต้น

ที่ซ่านไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ในร่างกายทั้งสิ้นตามแนวเส้นเอ็น. บทว่า อสฺสา-

โส ได้แก่ ลมหายใจเข้า. บทว่า ปสฺสาโส ได้แก่ลมหายใจออก. ในข้อนี้มี

ความย่อเท่านี้. แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร คำที่จะพึงกล่าวนั้นทั้งหมดพร้อมทั้ง

ภาวนานัย ได้กล่าวไว้แล้ว ในวิสุทธิมรรค. บทว่า คามมฺปิ วหติ ได้แก่

พัดพาบ้านทั้งสิ้นให้แหลกละเอียดไป. แม้ในนิคมเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

เมื่อคราวโลกย่อยยับด้วยลมนี้ ท่านแสดงการเปลี่ยนแปลงแห่งวาโยธาตุ ด้วย

อำนาจการกำจัดแสนโกฏิจักรวาล. บทว่า วิธูปเนน ได้แก่ พัดพาไฟไป.

บทว่า โอสฺสวเน ได้แก่ ชายคา ก็น้ำไหลลงตามชายคานั้น เพราะฉะนั้น

ท่านเรียก ชายคานั้นว่า โอสสวนะ. คำที่เหลือแม้ในที่นี้ พึงประกอบโดยนัย

ก่อนนั่นแล.

ในคำว่า เสยฺยถาปิ อาวุโส นี้ท่านแสดงถึงอะไร. ท่านแสดงถึงมหา

ภูตรูปที่กล่าวไว้แล้วแต่หนหลังว่ามิใช่สัตว์. บทว่า กฏฺฐํ ได้แก่ ทัพพสัม-

ภาระ. บทว่า วลฺลึ ได้แก่ เถาวัลย์สำหรับผูก. บทว่า ติณํ ได้แก่ หญ้า

สำหรับมุง. บทว่า มตฺติกํ ได้แก่ ดินสำหรับฉาบทา. บทว่า อากาโส

ปริวาริโต ความว่า โอกาสช่องว่างที่อยู่ล้อมไม้เป็นต้นเหล่านั้นภายในภาย

นอก. บทว่า อคารํ ในคำว่า อคารํเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ เป็นเพียงบัญญัติ.

แต่เมื่อไม้เป็นต้นแยกออกเป็นกอง ๆ กองไม้ท่านเรียกว่า กฏฺฐราสิ วลฺลิราสิ

ทั้งนั้น. บทว่า เอวเมวโข ความว่า โอกาสที่อยู่ล้อมกระดูกเป็นต้นทั้งภาย

ในภายนอก อาศัยกระดูกเป็นต้นเหล่านั้นจึงนับว่า รูปทั้งนั้น ฉันนั้นเหมือน

กัน.

เรือนที่อาศัยไม้เป็นต้น ชื่อว่า เคหะ ท่านเรียกว่า ขัตติยเคหะ

พราหมณเคหะ ฉันใด แม้รูปก็ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านเรียกว่า ขัตติยสรีระ

พราหมณสรีระ. แท้จริงในที่นี้สภาวะไร ๆ ที่ชื่อว่าสัตว์หรือชีวะ หามีไม่.

ถามว่า คำว่า อชฺฌตฺติกญฺเจ อาวุโส จกฺขุ นี้ ท่านเริ่มไว้เพราะ

เหตุไร. ตอบว่า อุปาทายรูป อรูปขันธ์ ๔ และ อริยสัจ ๓ ท่านมิได้กล่าวไว้

ข้างต้น บัดนี้ เพื่อจะกล่าวอุปาทายรูปเป็นต้นเหล่านั้น ท่านจึงเริ่มเทศนา

นี้ไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุ อปริภินฺนํ ได้แก่ เมื่อจักขุประสาท

ดับไปก็ดี ถูกอารมณ์ภายนอกมาขัดขวางก็ดี ถูกดีเสลดและเลือดพัวพันก็ดี

จักขุประสาทไม่อาจเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณได้ เป็นเพียงชื่อว่า แตกไปเท่านั้น

แต่สามารถเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ชื่อว่า อปริภินนะ คือ ไม่แตกไป. บทว่า

พาหิรา จ รูปา ได้แก่ รูปที่มีสมุฏฐาน ๔ ภายนอก. บทว่า ตชฺโช สมนฺ-

นาหาโร ได้แก่ อาศัยจักขุนั้นและรูป คำนึงถึงภวังค์แล้วเกิดมนสิการ

อธิบายว่า กิริยมโนธาตุจิตในจักขุทวารสามารถคำนึงถึงภวังค์ กิริยมโนธาตุ

จิตนั้นไม่มีแม้แก่ผู้ที่ส่งใจไปในที่อื่น เพราะรูปารมณ์ไม่ปรากฏ. บทว่า

ตชฺชสฺส ได้แก่ สมควรแก่จิตนั้น. บทว่า วิญฺญาณภาคสฺส ได้แก่ ส่วน

แห่งวิญญาณ. ท่านแสดงสัจจะ ๔ โดยอาการ ๑๒ ในคำว่า ยถาภูตสฺส

เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถาภูตสฺส ความว่า เกิดพร้อมด้วย

จักขุวิญญาณ คือพรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ. บทว่า รูปํ ความว่า รูปที่มี

สมุฏฐาน ๓ ย่อมได้ในขณะจักขุวิญญาณ เพราะจักขุวิญญาณเป็นตัวทำให้รูป

เกิด แม้รูปที่มีสมุฏฐาน ๔ ย่อมได้ในขณะจิตต่อจากนั้น. บทว่า สงฺคหํ

คจฺฉติ แปลว่า ถึงการนับ. เจตสิกธรรมมีเวทนาเป็นต้น ก็สัมปยุตด้วยจักขุ

วิญญาณเหมือนกัน. วิญญาณ ก็คือ จักขุวิญญาณนั่นเอง. ท่านกล่าวเจตนาว่า

สังขาร ไว้ในคำนี้ . บทว่า สงฺคโห แปลว่า รวมกัน. บทว่า สนฺนิปาโต

แปลว่า มาพร้อมกัน. บทว่า สมวาโย ได้แก่ กอง. บทว่า โย ปฏิจฺจ-

สมุปฺปาทํ ปสฺสติ ได้แก่ ผู้ใดเห็นปัจจัยทั้งหลาย. บทว่า โส ธมฺมํ ปสฺสติ

ได้แก่ ผู้นั้น ชื่อว่า เห็นปฏิจจสมุปปันนธรรม. คำทั้งปวงมีฉันทะเป็นต้น เป็น

ไวพจน์ของตัณหานั่นเอง. จริงอยู่ ตัณหาท่านเรียกว่าฉันทะ เพราะทำความ

พอใจ เรียกว่าอาลัย เพราะทำความเยื่อใย เรียกว่า อนุนยะ เพราะทำความ

ยินดี เรียกว่า อัชโฌสานะ เพราะใส่ลงกลืนเก็บไว้. คำว่า ฉนฺทราควินโย

ฉนฺทราคปฺปหานํ เป็นชื่อของพระนิพพานทั้งนั้น. ในพระบาลี มา ๓ สัจจะ

เท่านั้น ควรนำมรรคสัจมารวมไว้ด้วย ด้วยประการฉะนี้. ในฐานะ ๓ เหล่า

นี้ ทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ สมาธิ ภาวนา

ปฏิเวธ นี้ ชื่อว่ามรรค. บทว่า พหุกตํ โหติ ความว่า ด้วยแม้อธิบายเพียง

เท่านี้ ก็เป็นอันทำตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมาก. แม้ในวาระ

มีอาทิว่า อชฺฌตฺติกํ เจ อาวุโส โสตํ ก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนในมโนทวาร

ภวังคจิต ชื่อว่า ใจภายใน ภวังคจิตนั้น แม้ดับไปแล้ว ไม่สามารถเป็น

ปัจจัยของอาวัชชนจิตได้ ภวังคจิตที่มีกำลังอ่อนแม้เป็นไปอยู่ ก็ชื่อว่าแตก

แล้ว ที่สามารถเป็นปัจจัยของอาวัชชนจิต ชื่อว่า ไม่แตก. คำว่า พาหิรา จ

ธมฺมา ฯเปฯ เนว ตาว ตชฺชสฺส นี้ ท่านกล่าวไว้โดยสมัยภวังคจิตเท่านั้น.

ในวาระที่ ๒ ท่านกล่าวหมายเอาภิกษุผู้ส่งใจไปในที่อื่น โดยพิจารณาฌานที่

ช่ำช่อง ใส่ใจกัมมัฏฐานที่คล่องแคล่ว หรือท่องบ่นพุทธพจน์ที่ชำนาญเป็นต้น.

รูปแม้มีสมุฏฐาน ๔ ก็ได้ชื่อว่า รูป ในวาระนี้. เพราะนโนวิญญาณ ย่อมให้

รูปเกิดขึ้น. เจตสิกธรรมมีเวทนาเป็นต้น ก็สัมปยุตด้วยมโนวิญญาณ. วิญญาณ

ก็คือมโนวิญญาณนั่นเอง. แต่ในที่นี้ สังขารทั้งหลายท่านถือด้วยผัสสเจตนา

เหมือนกัน. คำที่เหลือ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.

ดังนั้น พระมหาเถระเมื่อพิจารณาเฉพาะเอกเทศในหนหลัง จึงเอามา

ตั้งไว้ในที่นี้ แล้วแยกแสดงเทศนาที่ไม่สมบูรณ์ทั้งหมดในหนหลังไว้ด้วยอำนาจ

ทวาร จบพระสูตรลง ตามลำดับอนุสนธิแล.

จบอรรถกถามหาหัตถิปโทปมสูตร ที่ ๘.

ดูเพิ่ม[แก้ไข]