อรรถกถา มาคัณฑิยสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๕. อรรถกถามาคัณฑิยสูตร
มาคัณฑิยสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้สดับมา

อย่างนี้.

ในบรรดาบทเหล่านั้นบทว่า อคฺยาคาเร คือ ในโรงบูชาไฟ. บทว่า

ติณสนฺถรเก คือบนเครื่องลาดอันทำด้วยหญ้า. มาคัณฑิยปริพาชก ๒ คน

ลุงและหลาน. ใน ๒ คนนั้นลุงบวชได้บรรลุพระอรหัต. แม้หลานก็มีอุปนิสัย

บวชไม่นานนักจักบรรลุอรหัต. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นอุปนิสัย

ของมาคัณฑิยปริพาชกนั้นทรงละพระคันธกุฎี เช่นกับเทวสถาน ทรงให้ปูเครื่อง

ลาดอันทำด้วยหญ้า ที่โรงบูชาไฟนั้น สกปรกไปด้วยเถ้าหญ้าและหยากเยื่อ

เสด็จประทับอยู่ ๒-๓ วัน เพื่อทรงทำการสงเคราะห์ผู้อื่น. ท่านกล่าวบทว่า

เตนุปสงฺกมิ เสด็จเข้าไป หมายถึงโรงบูชาไฟนั้น. แต่เพราะโรงบูชาไฟนั้น

มิได้อยู่ใกล้บ้านอย่างเดียว ตอนกลางวันเท่านั้น พวกเด็กชายและเด็กหญิงพา

กันลงไปเล่นไม่มีความสงบ. ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงให้ตอนกลางวัน

ผ่านพ้นไปในไพรสณฑ์ตลอดกาลเป็นนิตย์. ในตอนเย็นจึงเสด็จเข้าไปในโรง

บูชาไฟนั้นเพื่อประทับอยู่. บทว่า อทฺทสา โข ติณสนฺถรกํ ปญฺญตฺตํ มา-

คัณฑิยปริพาชกได้เห็นเครื่องลาดอันทำด้วยหญ้าปูไว้ คือพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงปรับปรุงเครื่องลาดทำด้วยหญ้าในวันอื่น แล้วทรงทำเครื่องหมายตั้งไว้เสด็จ

กลับไป. ในวันนั้นนั่นเองได้ทรงให้ปูแล้วเสด็จไป. เพราะเหตุไร. เพราะในกาล

นั้นตอนใกล้รุ่งพระองค์ทรงตรวจดูโลกได้ทรงเห็นแล้วว่า วันนี้มาคัณฑิยะจะมา

ในที่นี้ ครั้นเห็นเครื่องลาดทำด้วยหญ้านี้แล้วจักสนทนาปรารภเครื่องลาดทำด้วย

หญ้ากับภารทวาชพราหมณ์. แต่นั้นเราจักมาแสดงธรรม. มาคัณฑิยพราหมณ์ฟัง

ธรรมแล้วจักบวชในสำนักของเราแล้วบรรลุอรหัต. จริงอยู่ เราบำเพ็ญบารมีมา

ก็เพื่อทำการสงเคราะห์ผู้อื่น จึงทรงให้ปูเครื่องลาดอันทำด้วยหญ้าแล้วเสด็จไป.

บทว่า สมณเสยฺยานุรูปํ มญฺเญ เห็นจะเป็นที่นอนสมควรแก่สมณะ

คือ สำคัญเครื่องลาดนี้ว่า เป็นที่นอนสมควรแก่สมณะ. อนึ่ง เครื่องลาดนี้

มิใช่ที่อยู่ของสมณะผู้ไม่สำรวมแล้ว. เป็นความจริงอย่างนั้นที่เครื่องลาดนี้ มิได้

ปรากฏที่ถูกเขี่ยด้วยมือ ที่ถูกกระทบด้วยศีรษะ หรือที่ถูกเขี่ยด้วยเท้า. เครื่อง

ลาดนี้ไม่เลอเทอะไม่ถูกเสียดสีไม่ถูกทำลายดุจช่างระบายสีผู้ฉลาดเอาดินสอพอง

ระบายปูไว้คงเป็นที่อยู่ของสมณะผู้สำรวมแล้ว. มาคัณฑิยพราหมณ์จึงถามว่า

ท่านผู้เจริญที่อยู่ของใคร. บทว่า ภูนหนสฺส ผู้กำจัดความเจริญ คือ ผู้สร้าง

มารยาท. เพราะเหตุไรมาคัณฑิยะถึงกล่าวอย่างนั้น. เพราะเขามีลัทธิ คือทำ

ให้ความเจริญปรากฏในทวาร ๖. นี้เป็นลัทธิของเขา คือ ควรให้จักษุงอกงาม

เจริญ. ควรเห็นรูปที่ไม่เคยเห็น. รูปที่เห็นแล้วควรผ่านไป. ควรให้โสตะงอกงาม

เจริญ ควรฟังเสียงที่ไม่เคยฟัง. เสียงที่ฟังแล้วควรผ่านไป. ควรให้ฆานะงอกงาม

เจริญ ควรดมกลิ่นที่ไม่เคยดม. กลิ่นที่ดมแล้วควรผ่านไป. ควรให้ชิวหา

งอกงาม เจริญ ควรลิ้มรสที่ไม่เคยลิ้ม. รสที่ล้มแล้วควรผ่านไป. ควรให้กาย

งอกงามเจริญ ควรสัมผัสโผฏฐัพพะที่ยังไม่เคยสัมผัส. โผฏฐัพพะที่สัมผัสแล้ว

ควรผ่านไป. ควรให้มนะงอกงามเจริญ ควรรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้ ธรรมที่รู้แล้ว

ควรผ่านไป. มาคัณฑิยะบัญญัติความเจริญในทวาร ๖ ไว้ด้วยประการฉะนี้.

แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติความสำรวมในทวาร ๖ ไว้ว่า
ความสำรวม จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา
กาย วาจา ใจ เป็นความดี. ความสำรวม
ในทวารทั้งปวงเป็นความดี. ภิกษุสำรวม
ในทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง.
เพราะฉะนั้น มาคัณฑิยพราหมณ์สำคัญว่า พระสมณโคดมนั้นเป็นผู้

กำจัดความเจริญ เป็นผู้สร้างมารยาท จึงกล่าวว่า ภูนหโน เป็นผู้กำจัดความ

เจริญ. บทว่า อริเย ญาเย ธมฺเม กุสเล คือในเหตุในธรรมบริสุทธิ์ไม่มีโทษ.

ด้วยบทนี้ทรงแสดงไว้อย่างไร. อันผู้จะกล่าววาจาแก่ผู้มียศมีความสูงส่ง เป็นที่

รู้จักกันทั่วเห็นปานนี้ ควรพิจารณาไตร่ตรอง ไม่ควรพูดโดยไม่ระวังปาก.

เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า ท่านอย่าพูดพร่ำ ท่านจงระวัง

ปาก. บทว่า เอวํ หิ โน สุตฺเต โอจรติ เพราะว่าคำเช่นนี้ลงกันในสูตร

ของพวกเรา ความว่าเพราะว่าคำเช่นนี้มาในสูตรของพวกเรา. พวกเราจะไม่พูด

เพียงปรารถนาจะให้งอกงามทางปากเท่านั้น. อนึ่ง พวกเราเมื่อพูดคำอันมาแล้ว

ในสูตรจะพึงพูดแก่ใคร. ฉะนั้นเราจะพูดต่อหน้าพระสมณโคดมนั้น. บทว่า

อปฺโปสฺสุกฺโก เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ความว่าไม่ขวนขวาย คือไม่

กังวลเพื่อจะรักษาเรา. บทว่า วุตฺโต จ นํ วเทยฺย เราได้ว่าไว้แล้วก็พึง

กล่าวกะพระสมณโคดมนั้นเถิด ความว่า ท่านภารทวาชะผู้เจริญ เราได้กล่าวไว้

แล้ว แม้ไม่ถามก็ตั้งคำพูดได้ ถือเอามะม่วงและหว้าเป็นต้นแล้วยังไม่ครบ ก็

พึงกล่าวกะพระสมณโคดม โดยทำนองที่เรากล่าวแล้วเถิด.

บทว่า อสฺโสสิโข ความว่า พระศาสดาทรงเจริญอาโลกกสิณได้ทรง

เห็นมาคัณฑิยพราหมณ์ซึ่งมา ณ ที่นั้นด้วยทิพยจักษุ ได้ทรงสดับแม้เสียงของ

ชนทั้งสองสนทนากันด้วยทิพโสต.

บทว่า ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่

เร้น คือ เสด็จออกจากผลสมาบัติ. บทว่า สํวคฺโค คือภารทวาชพราหมณ์

ตกใจ หวั่นไหว ด้วยกำลังแห่งปีติ. นัยว่าภารทวาชพราหมณ์นั้นได้มีความ

ดำริว่า มาคัณฑิยะและเราก็มิได้พูดกับพระสมณโคดม คนอื่นนอกจากเรา สอง

คนในที่นี้ไม่มีคนที่ ๓. บุรุษผู้มีโสตไวจักได้ยินเสียงของเราทั้งสองเป็นแน่.

ลำดับนั้น ภารทวาชพราหมณ์บังเกิดปีติภายในขุมขนเก้าหมื่นได้ชูชัน. ด้วย

เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สํวิคฺโค โลมหฏฺฐชาโต ภารทวาชพราหมณ์ตกใจ

โลมชาติชูชัน.

ลำดับนั้น มาคัณฑิยปริพาชกทั้ง ๆ ที่มีญาณแก่กล่าดุจเมล็ดพืชที่มีปาก

อ้าแล้ว ไม่สามารถนั่งสงบอยู่ได้เดินไปมา มาเฝ้าพระศาสดาอีก แล้วนั่ง ณ

ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. เพื่อแสดงถึงมาคัณฑิยะนั้นจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อถ โข

มาคณฺฑิโย ครั้งนั้นมาคัณฑิยะ ดังนี้.

ได้ยินว่า พระศาสดามิได้ตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนมาคัณฑิยะ ท่านได้

กล่าวกะเราแล้วดัง นี้ทรงปรารภพระธรรมเทศนาแก่ปริพาชกว่า จกฺขุ โข

มาคณฺฑิย ดังนี้. ในบทนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ ชื่อว่า จกฺขุ รูปารามํ เพราะรูป

เป็นที่มายินดีแห่งจักษุด้วยอรรถว่าเป็นที่อาศัย. ชื่อว่า รูปรตํ เพราะจักษุ

ยินดีในรูป. ชื่อว่า รูปสมฺมุทิตํ เพราะจักษุอันรูปให้บันเทิงแล้ว. บทว่า ทนฺตํ

ทรมานแล้ว คือให้หมดพยศแล้ว. บทว่า คุตฺตํ คือคุ้มครองแล้ว. บทว่า

รกฺขิตํ รักษาแล้ว คือ ตั้งการอารักขาไว้แล้ว. บทว่า สํวุตํ สำรวมแล้ว

คือ ปิดแล้ว. บทว่า สํวราย เพื่อสำรวม คือเพื่อต้องการปิด. บทว่า

ปริจาริตปุพฺโพ เคยได้รับบำเรอ คือ เคยพูดจาปราศรัย. บทว่า รูปปริฬาหํ

เดือดร้อนเพราะรูป คือความเดือดร้อนเกิดขึ้นเพราะปรารภรูป. บทว่า อิมสฺส

ปน เต มาคณฺฑิย กิมสฺส วจนียํ ดูก่อนมาคัณฑิยะ ก็ท่านจะพึงว่าอะไร

แก่ท่านผู้นี้เล่า คือท่านจะพึงกล่าวคำอะไรแก่พระขีณาสพนี้ผู้กำหนดรูปแล้ว

บรรลุพระอรหัตเล่า. ถามว่า ควรจะกล่าวว่า พระสมณโคดมเป็นผู้กำจัดความ

เจริญ เป็นผู้สร้างมารยาทดังนี้หรือไม่ควรกล่าว. บทว่า น กิญฺจิ โภ โคตม

คือ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ควรกล่าวคำไร ๆ เลย. แม้ในทวารที่เหลือก็มี

นัยนี้เหมือนกัน.

บัดนี้เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงว่าไม่มีคำไร ๆ ที่ท่าน

ควรจะกล่าวแก่พระขีณาสพผู้กำหนดขันธ์ ๕ แล้วบรรลุพระอรหัต และเราก็

กำหนดขันธ์ ๕ แล้วบรรลุพระสัพพัญญู. ฉะนั้นมาคัณฑิยะนั้นจะควรกล่าวอะไร

กะเรา ดังนี้ จึงตรัสว่า อหํ โข ปน ดังนี้. บทว่า ตสฺส มย หํ มาคณฺฑิย

ดูก่อนมาคัณฑิยะ ปราสาทของเรานั้น คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรง

แสดงสมบัติของพระองค์ เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์จึงตรัส. พึงทราบความในบท

มีอาทิว่า วสฺสิโก นั้นดังต่อไปนี้. ความสุขย่อมมีในที่อยู่ในฤดูฝนนี้ คือ

ปราสาทที่อยู่ในฤดูฝน. แม้ในบทนอกนั้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. แต่ในบทนี้มีอธิ-

บายคำดังต่อไปนี้. ชื่อว่า วสฺสิโก เพราะควรอยู่ตลอดฤดูฝน. แม้ในบทนอกนี้

ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในบทนั้น ปราสาทเป็นที่อยู่ในฤดูฝน ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำ

เกินไป. แม้ประตูและหน้าต่างของปราสาทนั้น ก็ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป

เครื่องลาดฟื้นของเคี้ยวของบริโภคในปราสาทนี้มีเหลือเฟือ. ในปราสาทเป็นที่

อยู่ในฤดูหนาว เสาก็ดี ฝาก็ดี อยู่ต่ำ. ประตูและหน้าต่างมีน้อยมีช่องเล็ก. เอา

ช่องฝาออกเพื่อต้องการให้ความอุ่นเข้าไป. อนึ่งในปราสาทนี้ เครื่องลาดพื้น

เครื่องปู เครื่องนุ่งห่ม ควรเป็นผ้ากัมพลเป็นต้นที่ช่วยให้อบอุ่นได้. ของเคี้ยว

ของบริโภค ละเอียดอ่อนและมีรสเข้มขึ้น. ในปราสาทอันเป็นที่อยู่ในฤดูร้อน

เสาก็ดี ฝาก็ดี อยู่สูง. ประตูและหน้าต่างในปราสาทนี้มีมากมีแสงสว่างไปทั่ว.

เครื่องลาดพื้นเป็นต้นควรเป็นผ้าเนื้อดี. ของเคี้ยวของบริโภคมีรสหวานทำให้

ได้รับความเย็น. อนึ่งในที่ใกล้หน้าต่างในปราสาทนี้ตั้งตุ่มน้ำไว้ ๙ ตุ่ม เต็ม

ด้วยน้ำปลูกบัวเขียวเป็นต้นไว้. ในที่นั้นทำน้ำพุไว้ สายน้ำจะพุ่งดุจเมื่อฝนตก.

แต่ของพระโพธิสัตว์เขาปลูกกอบัวเขียวไว้ในหม้อทองคำ และหม้อเงินอย่างละ

๑๐๘ หม้อ เต็มไปด้วยน้ำหอม ตั้งล้อมห้องนอน. เขาใส่เปือกตมหอมให้เต็มใน

กระถางโลหะใหญ่ ปลูกบัวเขียว บัวแดง บัวขาวเป็นต้นตั้งไว้ในที่นั้น ๆ เพื่อ

ถือเอาอุตุ. ดอกไม้ทั้งหลายย่อมบานด้วยรัศมีของดวงอาทิตย์. หมู่ภมรนานาชนิด

บินเข้าไปยังปราสาทเที่ยวสูดรสในดอกไม้ทั้งหลาย. ปราสาทมีกลิ่นหอมชวนดม

ยิ่งนัก. ในระหว่างฝาคู่ได้ตั้งทะนานโลหะแล้วตามไฟอ่อนๆ ไว้ที่สุดมณฑปแก้ว

บนเนินอากาศเบื้องบนปราสาทเก้าชั้น. ลาดหนังกระบือแห้งไว้ในที่แห่งหนึ่ง.

ในเวลาพระโพธิสัตว์เล่นน้ำเขาทอดลูกหินไปที่หนังกระบือ. เครื่องยนต์หมุน

ไปข้างล่าง ดุจเสียงเมฆคำราม. น้ำพุ่งขึ้นแล้วตกไปที่เปลวไฟ. เป็นดุจน้ำฝน

ตก. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ทรงนุ่งผ้าเขียวห่มผ้าเขียวทรงประดับเครื่องประดับ

สีเขียว. แม้พวกบริวารของพระโพธิสัตว์มีนักฟ้อนรำสี่หมื่น ประดับด้วยสีเขียว

แต่งตัวสีเขียวแวดล้อมพระมหาบุรุษไปสู่มณฑปแก้ว. พระโพธิสัตว์ทรงเล่น

กีฬาในน้ำตลอดวัน เสวยความสุขในฤดูแห่งความเย็นฉ่ำ. ในทิศ ๔ ของ

ปราสาทมีสระอยู่ ๔ สระ. ในตอนกลางวันฝูงนกนานาชนิด ออกจากสระด้าน

ทิศตะวันออกร้องเสียงระงมบินไปสู่สระด้านตะวันตกทางยอดของปราสาท.

ออกจากสระด้านทิศตะวันตกบินไปสู่สระด้านทิศตะวันออก. ออกจากสระด้าน

ทิศเหนือบินไปสู่สระด้านทิศใต้. ออกจากสระด้านทิศใต้ บินไปสู่สระด้าน

ทิศเหนือ. เป็นดุจสมัยในระหว่างฤดูฝน. แต่ปราสาทเป็นที่อยู่ในฤดูหนาวมี

๕ ชั้น. ปราสาทเป็นที่อยู่ในฤดูฝนมี ๗ ชั้น.

บทว่า นิปฺปุริเสหิ ไม่มีบุรุษคือเว้นจากบุรุษ. อนึ่งมิใช่ดนตรีเท่านั้น

ที่ไม่มีบุรุษเจือปน. แม้ที่ทุกแห่งก็ไม่มีบุรุษเหมือนกัน. แม้คนเฝ้าประตูก็เป็น

ผู้หญิง. แม้ผู้ทำบริการมีอาบน้ำให้เป็นต้นก็เป็นผู้หญิง. นัยว่าพระราชทรง

ตั้งพวกผู้หญิงไว้ในกิจทุกอย่างด้วยทรงพระดำริว่า เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยอิสริย-

สมบัติและสุขสมบัติเห็นปานนั้น จะเกิดความข้องใจในบุรุษ เพราะเห็นบุรุษ.

ความข้องใจนั้นอย่าได้มีแก่โอรสของเราเลย. บทว่า ตาย รติยา รมมาโน

ยินดีด้วยความยินดีนั้น นี้ท่านกล่าวหมายถึงความยินดีผลสมาบัติอันประกอบ

ด้วยฌานที่ ๔.

พึงทราบความในบทนี้ว่า คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา ดังต่อไปนี้.

เพราะกษัตริย์ทั้งหลายย่อมมีความปรารถนาในเศวตฉัตรทั้งนั้น. ความปรารถนา

ใหญ่เป็นความเนิ่นช้าของกษัตริย์เหล่านั้น . พราหมณ์ทั้งหลายไม่อิ่มด้วยมนต์

จึงเที่ยวแสวงหามนต์. ส่วนคหบดีทั้งหลายย่อมเสวยสมบัติทั้งแต่กาลเรียนเพียง

คำนวณชั้นสูง. ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงถือเอากษัตริย์และพราหมณ์

จึงตรัสว่า คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา ดังนี้. บทว่า อาวฏฺเฏยฺย พึงเวียน

มา ความว่า พึงเวียนมาเพราะเหตุแห่งกามอันเป็นของมนุษย์. บทว่า อภิกฺกนฺ-

ตตรา น่าใคร่ยิ่งกว่า คือ ประเสริฐกว่า. บทว่า ปณีตตรา ประณีตกว่า คือ

ไม่น้อยกว่า. สมดังที่ท่านกล่าวถึงข้อนี้ไว้ว่า

กามอันเป็นของมนุษย์ เมื่อเทียบกับสำ-
นักของกามอันเป็นทิพย์ ก็เหมือนกับเอาน้ำ
ที่ปลายหญ้าคาสลัดลงในสมุทร ฉะนั้น.
บทว่า สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ถือเอาสุขอันเป็นทิพย์ตั้งอยู่ คือถือเอาสุข

ที่เป็นทิพย์ประเสริฐกว่านั้นตั้งอยู่.

อนึ่งพึงทราบข้อเปรียบเทียบในข้อนี้ดังต่อไปนี้. กาลแห่งความยินดี

ในท่ามกลางหญิง ๔ หมื่นในปราสาท ๓ หลัง ของพระโพธิสัตว์ ดุจกาลแห่ง

ความเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ของคหบดีฉะนั้น. กาลที่พระโพธิสัตว์ทรง


๑. ขุ ชา. ๒๘/ข้อ ๓๒๗.

ผนวชแล้วแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิบัลลังก์ ดุจกาลที่คหบดีนั้น

บำเพ็ญสุจริตแล้วบังเกิดในสวรรค์ฉะนั้น. กาลที่พระตถาคตยังเวลาให้ล่วงไป

ด้วยความยินดีในผลสมาบัติอันเป็นไปในฌานที่ ๔ ดุจกาลที่คหบดีนั้นเสวย

สมบัติในนันทวันฉะนั้น. กาลที่พระตถาคตยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความยินดีใน

ผลสมาบัติอันเป็นไปในฌานที่ ๔ ไม่ทรงปรารถนาความสุขของชนเลวอันเป็น

ของมนุษย์ ดุจกาลที่คหบดีนั้น ไม่ปรารถนากามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์ฉะนั้น.

บทว่า สุขี มีความสุขคือได้รับทุกข์ก่อน ภายหลังพึงมีความสุข.

บทว่า เสรี มีเสรีภาพ คือ มีแพทย์เป็นเพื่อนก่อน ภายหลังพึงมีเสรีภาพคือ

พึงเป็นคนเดียว. บทว่า สยํ วสี มีอำนาจในตนเอง คืออยู่ในอำนาจของ

แพทย์ก่อน เมื่อแพทย์บอกว่าจงนั่งก็นั่ง บอกว่าจงนอนก็นอน บอกว่าจง

บริโภคก็บริโภค บอกว่าจงดื่มก็ดื่ม ภายหลังจึงมีอำนาจในตนเอง. บทว่า

เยน กามงฺคโม จะไปไหนได้ตามความพอใจ คือไม่ได้ไปยังที่ตนต้องการ

จะไปก่อน ภายหลังเมื่อโรคหายดีแล้ว จึงไปไหนได้ตามความพอใจแม้ใน

การชมป่าชมถ้ำและชมภูเขาเป็นต้น พึงไปได้ในที่ที่ปรารถนาจะไป.

ในบทนี้มีข้อเปรียบเทียบดังต่อไปนี้. กาลที่พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ณ

ท่ามกลางปราสาท ดุจกาลที่บุรุษเป็นโรคเรื้อนฉะนั้น, กามวัตถุอย่างหนึ่งดุจ

กระเบื้องใส่ถ่านไฟฉะนั้น . กามวัตถุ ๒ อย่างดุจกระเบื้อง ๒ แผ่น. นักฟ้อน

๓ โกฏิครึ่งดุจกระเบื้องใส่ถ่านไฟ ๓ โกฏิครึ่งของท้าวสักกเทวราชฉะนั้น. การ

เสพวัตถุกาม ดุจเอาเล็บเกาปากแผลแล้วเอาไปลนบนกระเบื้องใส่ถ่านไฟฉะนั้น.

กาลที่พระโพธิสัตว์เห็นโทษในกามเห็นอานิสงส์ในเนกขัมมะแล้วเสด็จออกบวช

ได้เป็นพระพุทธเจ้า. และกาลที่พระตถาคตยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความยินดีในผล

สมาบัติอันเป็นไปในฌานที่ ๔ ดุจกาลที่บุรุษโรคเรื้อนอาศัยยาแล้วหายโรคฉะนั้น.

กาลที่พระตถาตยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความยินดีนั้นไม่ทรงปรารถนาด้วยความ

ยินดีในชนเลว ดุจกาลเห็นบุรุษเป็นโรคเรื้อนอื่นแล้วไม่ปรารถนาจะเห็นอีก

ฉะนั้น .

บทว่า อุปหตินฺทริโย มีอินทรีย์อันโรคกำจัดเสียแล้ว คือมีกายประ-

สาทอันโรคเรื้อนกำจัดแล้ว. บทว่า อุปหตินฺทฺริยา มีอินทรีย์อันโทษกำจัด

แล้ว คือมีปัญญินทรีย์อันโทษกำจัดแล้ว. สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นเพราะ

ปัญญินทรีย์ถูกกำจัดกลับได้ความสำคัญผิดในกามทั้งหลายอันมีสัมผัสเป็นทุกข์

ว่าเป็นสุข เหมือนอย่างบุรุษโรคเรื้อนนั้นมีกายินทรีย์ถูกโรคกำจัดกลับได้ความ

สำคัญผิดในไฟอันสัมผัสเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ฉะนั้น.

พึงทราบความในบทว่า อสุจิตรานิ เจว ไม่สะอาดยิ่งขึ้นเป็นต้นดัง

ต่อไปนี้. ตามปกติปากแผลเหล่านี้ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นและเน่า แต่บัดนี้

ยิ่งไม่สะอาด ยิ่งมีกลิ่นเหม็นและยิ่งเน่าขึ้นอีก. บทว่า กาจิ คือหนอนทั้งหลาย

ย่อมเข้าไปภายในแผลที่รนไฟและที่เกา เลือดและหนองที่น่าเกลียดก็ไหลออก

แผลอย่างนี้นั้นจะมีความน่าพอใจสักหน่อยหนึ่งจะกระไรอยู่.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาว่า อาโรคฺยา๑ ปรมา ลาภา ความมีไม่โรค

เป็นลาภอย่างยิ่งดังต่อไปนี้ . การได้ทรัพย์ก็ดี การได้ยศก็ดี การได้บุตรก็ดี

อย่างใดอย่างหนึ่ง ความไม่มีโรคเป็นลาภอันสูงสุดกว่าลาภเหล่านั้น. ลาภยิ่ง

กว่าความไม่มีโรคนั้นไม้มี เพราะเหตุนั้น ความไม่มีโรคจึงเป็นลาภอย่างยิง.

สุขเกิดแต่ฌานก็ดี สุขเถิดแต่มรรคก็ดี สุขเกิดแต่ผลก็ดี อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่

บรรดาสุขเหล่านั้น นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง. สุขยิ่งกว่านิพพานนั้นไม่มี

เพราะเหตุนั้น นิพพานจึงเป็นสุขอย่างยิ่ง. บทว่า อฏฺฐงฺคิโก จ มคฺคานํ

บรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรมด้วยการไปอันเป็นส่วนเบื้องต้น สู่มรรค

อันเป็นส่วนเบื้องจึงทั้งหลาย มรรคมีองค์ ๘ เป็นทางอัน เกษม. ทางอื่นเกษม


๑. บาลีว่า อนินุคฺปรมา วราภา ม. มัช. ๑๓ ขอ ๒๘๖

ยิ่งกว่ามรรคมีองค์ ๘ นั้นไม่มี. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เขมํ ก็ดี บทว่า อมตํ

ก็ดีในบทว่า เขมํ อมตํ นี้ เป็นชื่อของนิพพานนั่นเอง.

ในบทนี้มีความว่า สมณพราหมณ์ผู้กล่าวคัดค้านเป็นอันมาก ถือเอา

ด้วยลัทธิว่าทางอันเป็นทางเกษม และทางอันให้ถึงอมตธรรม มรรคมีองค์ ๘

เป็นทางอย่างยิ่งคือสูงสุดกว่ามรรคทั้งหลายอันเป็นทางเกษมและเป็นทางอมตะ

เหล่านั้นทั้งหมด. บทว่า อาจริยปาจริยานํ แห่งอาจารย์และปาจารย์คือแห่ง

อาจารย์และแห่งอาจารย์ของอาจารย์ทั้งหลาย. บทว่า สเมติ ย่อมสมกันคือเช่น

เดียวกันไม่ต่างกัน ดุจดวงด้วยทะนานเดียวกัน ดุจชั่งด้วยตาชั่งเดียวกัน. บทว่า

อโนมชฺชติ ลูบตัว คือมาคัณฑิยปริพาชก ลดฝ่ามือลงข้างล่างลูบตัว. บทว่า

อิทนฺตํ โภ โคตม อาโรคฺยํ อทนฺตํ นิพฺพานํ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญนี้คือ

ความไม่มีโรคนี้คือความสุข คือมาคัณฑิยปริพาชกลูบศีรษะตามเวลา ลูบท้อง

ตามเวลาจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า เฉกํ คือผ่องใส. บทว่า พาหุลิจีวเรน

ผ้าเทียมคือผ้าเนื้อหยาบทำด้วยขนแกะดำ. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า สงฺการ-

โจฬเกน บ้าง แปลว่าผ้าที่เขาตั้งไว้ในหยากเยื่อ. บทว่า วาจํ นิจฺฉเรยฺย เปล่ง

วาจา ความว่า เปล่งวาจาลูบคลำที่ชาย ที่ปลาย ที่ท่ามกลางตามเวลา. บทว่า

ปุพฺพเกเหสา ตัดบทเป็น ปุพฺพเกหิ เอสา ความว่า พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีบ้าง ฯลฯ พระนามว่า กัสสปะบ้าง ประทับนั่งท่าม

กลางบริษัท ๔ ได้ตรัสพระคาถานี้. คาถาอาศัยประโยชน์เพราะเหตุนั้นมหาชน

จึงได้เรียน. ครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว ภายหลังคาถาทั้งหลายจึง

พากันเข้าไปสู่ระหว่างพวกปริพาชก. ปริพาชกเหล่านั้นจดไว้ในใบลานรักษาไว้

๒ บทเท่านั้น. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าคาถานั้นบัดนี้เป็นคาถาของปุถุชน

ตามลำดับ. ชื่อว่า โรคภูโต เพราะเป็นรังโรค. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือน

กัน. บทว่า อรยํ จกฺขุํ จักษุประเสริฐ คือ วิปัสสนาญาณและมรรคญาณ

บริสุทธิ์ . บทว่า ปโหติ เพียงพอคือสามารถ. บทว่า เภสชฺชํ กเรยฺย พึง

ผสมยา คือพึงผสมยาถอนให้อาเจียน ยาถ่าย ยาหยอดตา ยาต้มเป็นต้น. บทว่า

น จกฺขูนิ อุปฺปาเทยฺย มองไม่เห็น ความว่า จักษุประสาทของผู้ใดถูกความ

อึดอัดมีดีและเสมหะเป็นต้นกำจัดแล้วในระหว่าง. ผู้นั้นอาศัยแพทย์ผู้ฉลาดรับ

ประทานยาอันสบาย จึงมองเห็นได้. แต่นัยน์ตาของคนตาบอดแต่กำเนิด บอด

ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา. เพราะฉะนั้นเขาจะเห็นไม่ได้เลย. ด้วยเหตุนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า น จกฺขูนิ อุปฺปาเทยฺย มองไม่เห็น ดังนี้.

พึงทราบว่าวินิจฉัยในวาระที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ชจฺจนฺโธ บอดแต่กำเนิด คือบอดด้วยความอึดอัดมีดีเป็นต้น

ตั้งแต่เวลาเกิด. เมื่อก่อนท่านกล่าวว่า อมุสฺมึ คือในครั้งโน้น. บทว่า

อมิตฺตโต ทเหยฺย เขาพึงตั้งบุรุษนั้นไว้โดยความเป็นศัตรูคือพึงตั้งไว้โดย

ความเป็นศัตรูอย่างนี้ว่า บุรุษนี้เป็นศัตรูของเราดังนี้. แม้ในบทที่ ๒ ก็มีนัยนี้

เหมือนกัน บทว่า อิมินา จิตฺเตน ด้วยจิตดวงนี้คือ ด้วยจิตอันตามไปใน

วัฏฏะ. บทว่า ตสฺส เม อุปาทานปจฺจยา เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพ

จึงมีแก่เรา คือท่านกล่าวถึงปัจจยาการอันมีสนธิ ๑ และสังเขป ๒, ประกาศ

วัฏฏะให้แจ้ง. บทว่า ธมฺมานุธมฺมํ ธรรมสมควรแก่ธรรม คือปฏิปทาอัน

สมควรแก่ธรรม. บทว่า อิเม โรคา คณฺฑา สลฺลา โรค ฝี ลูกศร คืออันนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงขันธ์ ๕. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึง

วิวัฏฏะ จึงตรัสว่า อุปาทานนิโรธ่า เพราะอุปาทานดับดังนี้. บทที่เหลือ

ในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถามาคัณฑิยสูตรที่ ๕

ดูเพิ่ม[แก้ไข]