อรรถกถา สนิทานสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาสนิทานสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในสนิทานสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สนิทานํ นั่น เป็นภาวนปุงสกลิงค์ อธิบายว่า มีเหตุ

มีปัจจัยเกิดขึ้น. ในบทว่า กามธาตุํ ภิกฺขเว ปฏิจฺจ นี้ กามวิตกก็ดี

กามาวจรธรรมก็ดี ชื่อว่า กามธาตุ โดยแปลกกัน ก็เป็นอกุศลทั้งหมด

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรมเหล่านั้น กามธาตุเป็นไฉน.

ความตรึก ความวิตก ความดำริ ความแนบแน่น ความบ่นถึง ความ

ยกขึ้นแห่งจิต ความดำริผิด อันประกอบด้วยกาม นี้ท่านเรียกว่า กามธาตุ.

เบื้องต่ำทำอเวจีนรกเป็นที่สุด เบื้องบนทำปรนิมมิตวสวัตตีเทพเป็นที่สุด

ที่ท่องเที่ยวไปภายในสถานที่นี้ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา

สังขาร วิญญาณ อันนับเนื่องในสถานที่นี้ นี้ท่านเรียกว่า กามธาตุ.

อกุศลธรรม แม้ทั้งปวง ชื่อว่า กามธาตุ ดังนี้ . ในข้อนี้ มีถ้อยคำ ๒ อย่าง

คือ รวมกันทั้งหมด (และ) แยกกัน. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า ถ้อยคำนี้ว่า

ก็พยาบาทธาตุ และวิหิงสาธาตุ เป็นธรรมที่ท่านถือเอาแล้วด้วยกามธาตุ

ศัพท์อย่างเดียว ชื่อว่า รวมกันทั้งหมด. ส่วนถ้อยคำนี้ว่า ธรรมที่เหลือ

เป็นกามธาตุ ชื่อว่า แยกกัน เพราะธาตุทั้งสองเหล่านั้นมาแล้วแผนกหนึ่ง.

ในข้อนี้ ควรถือเอาถ้อยคำนี้. ชื่อว่า กามสัญญา ย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัย

กามธาตุนี้ ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ หรือด้วยอำนาจการประกอบพร้อม

(สัมปโยค). บทว่า กามสญฺญํ ปฏิจฺจ ความว่า ชื่อว่า ความดำริในกาม

ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามสัญญา ด้วยอำนาจประกอบพร้อม (สัมปโยค)

หรือด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย. เนื้อความในบททั้งปวง ก็พึงทราบโดยนัย

นี้แล.

บทว่า ตีหิ ฐาเนหิ แปลว่า ด้วยเหตุ ๓ อย่าง. บทว่า มิจฺฉา

ปฏิปชฺชติ ความว่า ดำเนินตามปฏิปทาที่ไม่เป็นจริง คือข้อปฏิบัติที่ไม่

นำออกจากทุกข์. ในบทว่า พฺยาปาทธาตุํ ภิกฺขเว นี้ พยาบาทวิตกก็ดี

พยาบาทก็ดี เป็นพยาบาทธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ใน

ธรรมเหล่านั้น พยาบาทธาตุเป็นไฉน ความตรึก ความวิตก ประกอบ

ด้วยพยาบาท ฯ ล ฯ นี้ท่านเรียกว่า พยาบาทธาตุ. ความอาฆาต ความ

โกรธตอบ ความโกรธ ความโกรธเคือง ของจิตในอาฆาตวัตถุ ๑๐ ฯ ล ฯ

ความที่จิตไม่พอใจ น ท่านเรียกว่า พยาบาทธา ุ. ชื่อพ า.บาทสั ญา

ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาลัยพยาบาทธาตุนี้ ด้วยอำนาจสหชาติปัจจัยเป็นต้น.

คำที่เหลือ พึงทราบโดยนัยก่อนแล.

ในบทว่า วิหึสาธาตุํ ภิกฺขเว นี้ วิหิงสาวิตกก็ดี วิหิงสาก็ดี

เป็นวิหิงสาธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรมเหล่านั้น

วิหิงสาธาตุเป็นไฉน. ความตรึก ความวิตก ที่ประกอบด้วยวิหิงสา ฯ ล ฯ

นี้ท่านเรียกว่า วิหิงสาธาตุ. บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเบียดเบียนสัตว์

ด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง ด้วย

เชือกบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง การโบย การทำให้ลำบาก การเบียดเบียน

การบีบคั้น การโกรธ การเข้าไปฆ่าผู้อื่น นี้ท่านเรียกว่า วิหิงสาธาตุ.

ชื่อวิหิงสาสัญญา ย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัยวิหิงสาธาตุนี้ ด้วยอำนาจ

สหชาตปัจจัยเป็นต้น. คำที่เหลือแม้ในบทนี้ พึงทราบโดยนัยก่อนแล.

บทว่า ติณทาเย ได้แก่ ในป่าคือป่าหญ้า. บทว่า อนยพฺยสนํ

ได้แก่ ความไม่เจริญ คือพินาศ. ในบทว่า เอวเมว โข นี้ ความว่า

พึงเห็นอารมณ์ เหมือนป่าหญ้าแห้ง อกุศลสัญญา เหมือนคบเพลิงหญ้า

สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ เหมือนสัตว์มีชีวิตอาศัยหญ้าและใบไม้ เมื่อเขาไม่

พยายามรีบดับคบเพลิงหญ้า ที่ตั้งไว้ในป่าหญ้าแห้ง สัตว์มีชีวิตเหล่านั้น

ย่อมถึงความพินาศฉิบหาย ฉันใด สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ไม่ละ

อกุศลสัญญาที่เกิดขึ้นด้วยวิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน สมุจเฉทปหาน

สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมอยู่เป็นทุกข์ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า

วิสมคตํ ความว่า อกุศลสัญญา ตกเข้าไปสู่อารมณ์ที่รบกวนเพราะราคะ

เป็นต้น. บทว่า น ขิปฺปเมว ปชหติ ได้แก่ ไม่รีบละเสีย ด้วยอำนาจ

วิกขัมภนะเป็นต้น. บทว่า น วิโนเทติ ได้แก่ ไม่นำออกเสีย. บทว่า

น พฺยนฺตีกโรติ ได้แก่ กระทำอกุศลสัญญานั้น ให้หมดสิ้นโดยไม่เหลือ

แม้สักว่า ภังคขณะ. บทว่า น อนภาซํ คเมติ ได้แก่ ไม่ให้ถึงความไม่มี.

น อักษรพึงนำมาใช้ในทุกบทอย่างนี้. บทว่า ปาฏิกงฺขา ได้แก่พึงหวัง

คือ ปรารถนา.

ในบทว่า เนกฺขมฺมธาตํ ภิกฺขเว นี้ เนกขัมมวิตกก็ดี กุศลธรรม

ทั้งปวงก็ดี เป็นเนกขัมมธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรม

เหล่านั้น เนกขัมมธาตุเป็นไฉน. ความตรึก ความวิตกที่ประกอบด้วย

เนกขัมมะ ฯ ล ฯ สัมมาสังกัปปะนี้ท่านเรียกว่า เนกขัมมธาตุ . แม้ในข้อนี้

ก็มีถ้อยคำ ๒ อย่าง ก็ธาตุทั้งสองนอกนี้ ย่อมถือเอาด้วยเนกขัมมธาตุศัพท์

เพราะนับเนื่องในกุศลธรรม นี้ชื่อว่ารวมกันทั้งหมด ส่วนธาตุเหล่านั้น

พึงแสดงไว้ต่างหาก กุศลทั้งปวงที่เหลือ เว้นธาตุเหล่านั้นเสีย เป็นเนกขัมม-

ธาตุ เพราะฉะนั้น เนกขัมมธาตุนี้ จึงไม่แยกกัน. ชื่อเนกขัมมสัญญาย่อม

เกิดขึ้นเพราะอาศัยเนกขัมมาธาตุนี้ ด้วยอำนาจแห่งสหชาตปัจจัยเป็นต้น.

ธรรมมีวิตกเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยสัญญาเป็นต้น ตามสมควร.

ในบทว่า อพฺยาปาทธาตุํ ภิกฺขเว นี้ อัพยาบาทวิตกก็ดี อัพยาบาท

ก็ดี เป็นอัพยาบาทธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรมเหล่านั้น

อัพยาบาทธาตุเป็นไฉน. ความตรึก ที่ประกอบด้วยอัพยาบาท ฯ ล ฯ นี้

ท่านเรียกว่า อัพยาบาทธาตุ. ความรัก ความมีไมตรีต่อกัน ความปรารถนา

ให้ผู้อื่นมีความสุขในสัตว์ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติ นี้ท่านเรียกว่า

อัพยาบาทธาตุ. ชื่ออัพยาบาทสัญญาย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยอัพยาบาทธาตุ

นี้ โดยนัยที่กล่าวแล้วแล.

แม้ในบทว่า อวิหึสาธาตุํ ภิกฺขเว นี้ อวิหิงสาวิตกก็ดี กรุณาก็ดี

เป็นอวิหิงสาธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรมเหล่านั้น

อวิหิงสาธาตุเป็นไฉน. ความตรึกที่ประกอบด้วยอวิหิงสา ฯ ล ฯ นี้ท่าน

เรียกว่า อวิหิงสาธาตุ. ความกรุณา ความสงสาร การช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์

ในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ นี้ท่านเรียกว่า อวิหิงสาธาตุ. ชื่อ

อวิหิงสาสัญญาย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยอวิหิงสาธาตุนี้ โดยนัยที่กล่าว

แล้วแล. คำที่เหลือ พึงทราบตามแนวที่กล่าวแล้วในบททั้งปวงแล.

จบอรรถกถาสนิทานสูตรที่ ๒

ดูเพิ่ม[แก้ไข]