อรรถกถา สักกปัญหสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาสักกปัญหสูตร
สักกปัญหาสูตรขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้.
ต่อไปนี้ เป็นการขยายความเฉพาะบทที่ไม่แจ่มแจ้งในสักกปัญหสูตร

นั้น. บทว่า อมฺพสณฺโฑ นาม พฺราหฺมณคาโม (ดงมะม่วง) คือ เล่ากันมา

ว่าหมู่บ้านนั้นอยู่ไม่ไกลดงมะม่วง ฉะนั้นจึงเรียกว่าอัมพสณฑ์. บทว่า เวทิยาเก

ปพฺพเต คือ นัยว่า เขานั้นมีดงป่าสีเขียวเหมือนเวทีแก้วมณี ซึ่งเกิดที่เชิงเขา

ล้อมรอบ ฉะนั้นจึงเรียกว่าเขาเวทิยกะ. บทว่า อินทสาลคุหายํ คือ แต่ก่อนมา

ถ้ำนั้นอยู่ระหว่างเขาสองลูก และที่ประตูถ้ำนั้นมีต้นช้างน้าว ฉะนั้นจึงเรียกว่า

ถ้ำช้างน้าว ต่อมาพวกคนก็กั้นฝาถ้ำนั้น ติดประตูหน้าต่างทำที่เร้นที่วิจิตรด้วย

ลายดอกลายเถาโบกปูนขาวจนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

แต่คนทั้งหลายก็ยังรู้จักถ้ำนั้นว่า ถ้ำช้างน้าว ตามชื่อเดิมนั้นเอง. ท่านพระ

อานนท์หมายเอาถ้ำนั้นจึงกล่าวว่า ที่ถ้ำช้างน้าว.

บทว่า อุสฺสุกฺกํ อุทปาทิ คือ เกิดความอุตสาหะที่ประกอบด้วย

ธรรมขึ้น ถามว่า ก็แลท้าวสักกะนั้น ก็ทรงเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ามาบ่อย

แล้วมิใช่หรือ มีประชุมเทวดากันที่ไหนนั้น ก็ไม่ใช่ว่าท้าวสักกะนี้ไม่เคยเสด็จ

มาขึ้นชื่อว่าเทวบุตรขนาดท้าวสักกะอยู่อย่างประมาทก็ไม่มี เมื่อเป็นเช่นนั้น

ทำไม ท้าวสักกะนั้นจึงทรงเกิดความอุตสาหะเหมือนผู้ไม่เคยมาเฝ้าพระพุทธเจ้า

เล่า ตอบว่า เพราะถูกความกลัวตายคุกคามเอา.

นัยว่า สมัยนั้น พระชนมายุของท้าวเธอหมดแล้ว. ท้าวเธอได้ทรงเห็น

บุพนิมิตรห้าประการ ทรงทราบว่า บัดนี้เราหมดอายุแล้ว ก็เครื่องหมาย

ความตายปรากฏแก่เทวบุตรเหล่าใด ในเทวบุตรเหล่านั้น พวกใดเกิดใน

เทวโลกด้วยบุญกรรมเล็กน้อย พวกนั้นก็ย่อมถึงความหวาดสะดุ้งเพราะ

ความกลัวว่า คราวนี้เราจักเกิดที่ไหนหนอ พวกใด ได้เตรียมป้องกันภัย

ที่น่าสะพึงกลัวไว้ทำบุญไว้มากเกิดแล้ว พวกนั้นคิดว่า เราอาศัยทานที่ตน

ได้ให้ ศีลที่รักษาไว้และภาวนาที่ได้อบรมไว้แล้ว จักเสวยสมบัติในเทวโลก

ชั้นสูง ย่อมไม่กลัว. ส่วนท้าวสักกเทวราชเมื่อได้ทรงเห็นบุพนิมิตร ก็ทรง

มองดูสมบัติทั้งหมดอย่างนี้ว่า เทพนครหมื่นโยชน์ ประสาทไพชยันต์สูงพัน

โยชน์ สุธรรมาเทวสภาสามร้อยโยชน์ ต้นมหาปาริฉัตรสูงร้อยโยชน์ หินปัณฑุ-

กัมพลหกสิบโยชน์ นางฟ้อนยี่สิบห้าโกฎิ เทพบริษัทในสองเทวโลก สวน

นันทน์ สวนจิตรลดา สวนมิสสกะ สวนปารุสก์ แล้วก็ทรงถูกความกลัว

ครอบงำว่า ท่านเอ๋ย สมบัติของเรานี้จักฉิบหายหนอ ต่อไปก็ทรงมองดูว่า

มีใครบ้างไหมหนอ ไม่ว่าเป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ หรือมหาพรหมผู้เป็น

พระบิดาของโลก ที่พึงถอนลูกศรคือความโศกที่อาศัยหัวใจเราแล้วทำให้สมบัติ

นี้มั่นคงได้ เมื่อทรงมองใคร ๆ ก็ไม่เห็น ก็ทรงเห็นอีกว่า มีแต่พระสัมมา-

สัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถถอนความโศกศัลย์ที่เกิดแก่เทพทั้งหลายเช่นเรา

แม้ตั้งแสนได้. ต่อมาโดยสมัยนั้นแล ความขวนขวายเพื่อจะเฝ้าพระผู้มี

พระภาคเจ้าก็ได้เกิดขึ้นแก่ท้าวสักกะจอมทวยเทพผู้ทรงพระดำริอยู่อย่างนี้.

คำว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ไหนหนอ คือ

ท้าวสักกะทรงคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่จังหวัดอะไร ทรงเข้าไป

อาศัยเมืองอะไรอยู่ กำลังเสวยปัจจัยของใครอยู่ กำลังทรงแสดงอมฤตธรรม

แก่ใครอยู่. คำว่า ได้ทรงเห็นแล้วแล ความว่า ทรงได้เห็น คือทรงแทง

ตลอดแล้ว. คำว่า ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย นี้เป็นคำที่น่ารัก เป็นสำนวนของ

พวกเทพโดยเฉพาะ มีอธิบายว่า ผู้ไม่มีทุกข์ ก็ได้. ก็ทำไมท้าวสักกะนี้จึงทรง

เรียกพวกเทพ เพื่อต้องการเป็นเพื่อน.

ครั้งก่อน ก็เล่ากันมาว่า ท้าวสักกะนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลัง

ประทับอยู่ที่กุฏิใกล้ต้นสน ก็เสด็จไปได้เฝ้าโดยลำพังมาแล้ว. พระศาสดาทรง

พระดำริว่า ญาณของท้าวเธอยังไม่แก่กล้าพอ แต่ถ้ารอไปอีกสักหน่อย ขณะที่

เราอยู่ถ้ำช้างน้าว ท้าวเธอจักเห็นบุพนิมิตรห้าอย่าง ทรงกลัวมรณภัยเข้ามา

หาพร้อมกับพวกเทวดาในสองเทวโลก ทรงถามปัญหาสิบสี่ข้อ เมื่อแก้จบปัญหา

เกี่ยวกับอุเบกขาแล้ว ทรงตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมกับเทวดาแปดหมื่นองค์

ดังนี้ จึงไม่ประทานพระโอกาส. ท้าวสักกะนั้นทรงพระดำริว่า พระศาสดาไม่

ประทานพระโอกาส เพราะเมื่อก่อนเราไปโดยลำพังผู้เดียว เรายังไม่มีอุปนิสัย

แห่งมรรคผลเป็นแน่ ก็เมื่อเราผู้เดียวมีอุปนิสัย พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดง

ธรรมแก่บริษัทแม้จนสุดจักรวาลแน่ ก็แน่ล่ะในเทวโลกสองชั้น ใครผู้ใดผู้หนึ่ง

คงจะมีอุปนิสัยแท้เทียว พระศาสดาคงจะทรงหมายเอาผู้นั้นแล้วทรงแสดงธรรม

ถึงเราเองเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ก็คงจะดับความโทมนัสของตนได้ ดังนี้แล้ว

จึงตรัสเรียกเพื่อต้องการเป็นเพื่อน.

คำว่า พวกเทพชั้นดาวดึงส์รับ สนองพระดำรัสว่า ขอความ

เจริญจงมีแด่พระองค์อย่างนั้น ความว่า ขอจงเป็นอย่างนั้นเถิดมหาราช พวก

เราจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นสภาพที่หาได้

ยาก ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ผู้ไม่ตรัสว่า ขอให้เราทั้งหลายจงไปเล่นตาม

ภูเขา ไปเล่นตามแม่น้ำ แล้วทรงประกอบพวกข้าพระองค์ไว้ในฐานะเห็นปาน

นี้. คำว่า ได้ฟังตอบแล้ว คือรับพระดำรัสของท้าวเธอไว้ด้วยเศียรเกล้า.

คำว่า ตรัสเรียกปัญจสิขะ บุตรคนธรรพ์ คือ (ถามว่า) ก็เมื่อ

ตรัสเรียกพวกเทวดาเหล่านั้นแล้ว ทำไมจึงตรัสเรียกปัญจสิขบุตรคนธรรพ์นี้

ต่างหากเล่า ตอบว่า เพื่อให้ขอประทานพระโอกาส. เล่ากันมาว่า ท้าวสักกะ

นั้นได้ทรงมีความคิดอย่างนี้ว่า การจะพาเอาพวกเทวดาในสองเทวโลกเข้าไปเฝ้า

พระศาสดาพร้อมกันไม่เหมาะ. ก็ปัญจสิขะนี้เป็นอุปัฏฐากผู้รับใช้ที่พระทศพล

โปรดปราน ไปทูลถามปัญหาแล้วฟังธรรมได้ทุกขณะที่ต้องการ พวกเราส่ง

ปัญจสิขะนี้ล่วงหน้าไปก่อนให้ขอประทานพระโอกาส แล้วจึงเข้าเฝ้าทูลถาม

ปัญหาในเวลาที่ปัญจสิขะนี้ขอประทานพระโอกาสเสร็จแล้ว จึงตรัสเรียกเพื่อ

ให้ขอประทานพระโอกาส.

คำว่า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์อย่างนั้น ความว่า แม้

ปัญจสิขะนั้นก็สนับสนุนอย่างแข็งขันว่า ขอจงเป็นอย่างนั้นเถิด มหาราช ขอ

ความเจริญจงมีแด่พระองค์ ผู้ไม่ตรัสกะข้าพระองค์ว่า ผู้นิรทุกข์มาเถิด พวก

เราจะไปเที่ยวชมกีฬาที่อุทยานเป็นต้น หรือไปชมมหรสพของนักฟ้อนเป็นต้น

(แต่) ตรัสว่า พวกเราจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จะฟังธรรม แล้วก็รับสนองพระ

ดำรัสของจอมทวยเทพ แล้วก็เข้าร่วมขบวนเสด็จตามติดไปด้วยกัน. ในคำ

เหล่านั้น คำว่า พิณสีเหลืองดุจผลมะตูม คือพิณสีเหลืองเหมือนลูกมะตูม

สุก. เล่ากันว่า ช่องพิณนั้นทำด้วยทอง คันทำด้วยแก้วอินทนิล สายทำด้วย

เงิน กระโหลกทำด้วยแก้วประพาฬ ใบพิณหนึ่งคาวุต ชะเนาะหนึ่งคาวุต

คันท่อนบนหนึ่งคาวุต ดังนี้ พิณจึงมีขนาดสามคาวุต. ปัญจสิขะนั้นถือพิณนั้นดัง

ที่ว่ามานี้แล้ว ก็ปล่อยการประโคมอย่างสุดผีมือเท่าที่มีความรู้ ใช้ปลายเล็บดีด

คลอเสียงขับที่ไพเราะ แจ้งให้พวกเทพที่เหลือทราบเวลาเสด็จไปของท้าวสักกะ

แล้วยืนอยู่ในที่ควรส่วนหนึ่ง. เมื่อคณะเทพประชุมกันตามสัญญาณแห่งเสียงขับ

บรรเลงของปัญจสิขะนั้นดังนี้แล้ว ทีนั้นแล ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ฯลฯ ก็

เสด็จไปปรากฏที่เขาเวทิยกะ.

คำว่า เกิดแสงสว่างไสวเหลือเกิน คือ ในวันอื่น ๆ ก็เกิดแสง

สว่างด้วยแสงของเทพมารหรือพรหม เพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่วันนั้น เกิดมี

แสงสว่างไสวเหมือนกัน โชติช่วงไปเป็นอันเดียวกันเหมือนเวลาพระจันทร์และ

พระอาทิตย์ขึ้นไปเป็นพันดวง เพราะแสงของทวยเทพในเทวโลกทั้งสองชั้น.

คำว่า พวกคนในหมู่บ้านโดยรอบ คือพวกคนในหมู่บ้านใกล้เคียง.

เล่ากันมาว่า ในเวลาอาหารมื้อเย็นเป็นปกตินั้นเอง เมื่อพวกเด็กกำลังเล่นกัน

ในท่ามกลางหมู่บ้าน ท้าวสักกะก็ได้เสด็จไปที่เขาเวทิยกะนั้น เพราะฉะนั้น

พวกคนเมื่อได้เห็นจึงกล่าวกันอย่างนั้น. เออก็พวกเทวดาเข้ามาเฝ้าพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าตอนยามกลางวันมิใช่หรือ ทำไมท้าวสักกะนี้จึงได้เสด็จมาในภาคแรก

แห่งยามต้นเล่า. เพราะทรงถูกมรณภัยนั่นแหละคุกคามเอา. คำว่า อะไรกัน

ความว่า พวกคนพูดกันว่า อะไรนั่นท่าน วันนี้เทวดาหรือพรหมผู้ศักดิ์ใหญ่

องค์ไรกันหนอ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทูลถามปัญหาเพื่อจะฟังธรรม

แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแก้ปัญหา จะทรงแสดงธรรมอย่างไร ลาภของ

พวกเราที่มีพระศาสดาผู้ทรงบรรเทาความสงสัยของพวกเทวดาเสด็จ

ประทับอยู่ในวัดใกล้ ๆ ซึ่งพวกเราได้ถวายภิกษาถาดหนึ่งบ้าง ภิกษาทัพพี

หนึ่งบ้าง แล้วก็ตกใจ โลมชาติชูชัน ขนลุกซู่ซ่า ยกกระพุ่มมือที่รุ่งเรืองที่

รวมเอาสิบเล็บวางไว้เหนือเศียร ยืนนมัสการอยู่.

คำว่า เข้าเฝ้ายาก คือพึงเข้าไปนั่งใกล้ยาก. เรายังมีราคะ โทสะ

โมหะ (แต่) พระศาสดา ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ เพราะฉะนั้น พระตถาคตเจ้า

ทั้งหลายอันผู้เช่นเราพึงเข้าไปนั่งใกล้ยาก. บทว่า ทรงมีฌาน คือการทรงมี

ฌานด้วยลักขณูปนิชฌาน และอารัมมณูปนิชฌาน. ชื่อว่า ทรงยินดีในฌาน

เพราะทรงยินดีในฌานนั้นนั่นเอง. คำว่า ถัดจากที่ทรงเร้น คือในลำดับที่

ทรงเร้นนั้น หรือทันทีที่ทรงเร้น เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เข้าเฝ้ายากเพราะทรง

มีฌาน ทรงยินดีในฌาน เท่านั้น แต่เข้าเฝ้ายากแม้เพราะเพิ่งเสด็จทรงเร้นเมื่อ

กี้นี้เองด้วย. คำว่า พึงให้โปรด คือ พึงให้ทรงพอพระทัย. ท้าวสักกะตรัสว่า

เธอพึงทำให้ประทานพระโอกาสแก่เราแล้วให้. ถามว่า ถือพิณที่มีสีเหลืองเหมือน

ผลมะตูม แล้วก็เป็นอันว่าพิณนั้นถือไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือ ? ตอบว่าเออ ถือไว้

แล้วก็พิณนั้นห้อยไว้ที่จงอยบ่าด้วยสามารถไปตามทาง เดี๋ยวนี้ เอามันมาวางไว้ที่

มือซ้าย ทำการเตรียมบรรเลง จึงถือไว้ ฉะนั้นจึงกล่าวว่าถือไว้แล้ว. คำว่า ให้

ทรงได้ยิน คือให้ทรงฟัง. คำว่า เนื่องด้วยพระพุทธเจ้า คือปรารภพระ-

พุทธเจ้า อธิบายว่า ทำพระพุทธเจ้าเป็นหลักอิงเป็นไป. แม้ในบทที่เหลือ ก็

นัยนี้แหละ.

พึงทราบในวินิจฉัยในคำว่า น้องสุริยวัจฉสา พี่ขอไหว้ท้าวติมพรุ

ผู้เป็นบิดาของน้อง นี้ต่อไป. คำว่า สุริยวัจฉสา คือมีร่างเท่ากับพระสุริยะ.

เล่ากันว่า รัศมีตั้งขึ้นที่ปลายเท้าของเทพธิดานั้นแล้วพุ่งขึ้นไปจนจรดปลายผม

ฉะนั้นจึงปรากฏเหมือนดวงอาทิตย์อ่อนๆด้วยประการฉะนี้ เทพทั้งหลายจึงรู้จัก

นางว่า สุริยวัจฉสา. ปัญจสิขะ ประสงค์เอาความข้อนั้น จึงกล่าวว่า น้อง

สุริยวัจฉสา ดังนี้. ปัญจสิขะ กล่าวว่า พี่ขอไหว้ท้าวติมพรุ คนธรรพเทวราช

ผู้เป็นบิดาของน้อง. คำว่าเพราะเหตุที่น้องผู้เป็นกัลยาณีได้เกิดมาแล้ว

คือเพราะอาศัยติมพรุเทวราชใด น้องผู้งดงาม คือสวยหมดทุกส่วนจึงได้

เกิดมา. คำว่า ยังความยินดีให้เกิดแก่พี่ คือ ทำให้ความอิ่มเอิบและความ

ดีใจเจริญแก่พี่.

คำว่า ดุจลมเป็นที่ใคร่ของผู้มีเหงื่อ อธิบายว่า ลมเป็นที่รักใคร่

พอใจ ของเหล่าผู้ที่เกิดเหงื่อเพื่อให้เหงื่อระเหยออกฉันใด ก็ฉันนั้น. คำว่า

ดุจน้ำเป็นที่ปรารถนาของผู้กระหาย คือ (น้ำเป็นที่ปรารถนา) ของผู้ที่

ถูกความกระหายครอบงำแล้ว อยากจะดื่ม. คำว่า ผู้มีรัศมีจากกาย คือ

รัศมีจากกายของเธอมีอยู่ เหตุนั้นเธอจึงชื่อว่า ผู้มีรัศมีจากกาย. ปัญจสิขะ

กล่าวพร่ำปรารภถึงนางสุริยวัจฉสานั้นแหละ. คำว่า ดุจธรรมเป็นที่รักของ

พระอรหันต์ทั้งหลาย คือ เหมือนโลกุตตรธรรมเก้าอย่างของพระอรหันต์

ทั้งหลาย.

คำว่า ของคนหิว คือของผู้ที่ถูกความหิวครอบงำใคร่จะบริโภค. คำ

ว่า ดุจเอาน้ำดับไฟที่กำลังโพลง คือ ปัญจสิขะ กล่าวว่า ใคร ๆ พึงเอา

น้ำดับไฟที่กำลังลุกโพลงฉันใด น้องจงดับความกลัดกลุ้ม เพราะความกำหนัด

ของพี่ที่เกิดขึ้นแล้วเพราะน้องเป็นเหตุฉันนั้น.

คำว่า ประกอบด้วยเกสรและละออง คือประกอบด้วยเกสรและ

ละอองดอกบัว คำว่า ดุจช้างที่ถูกแดดหน้าแล้งแผดเผา คือเหมือนช้าง

ที่ถูกแดดแผดเผาในฤดูร้อน. คำว่า หยั่งลงสู่ถันและอุทรของน้อง คือ

ปัญจสิขะกล่าวว่า เมื่อไรหนอ พี่จะได้ลงสู่ถันและอุทร อันได้แก่ สู่กลางถัน

และอุทรของน้องแล้วได้รับความสุขและความชื่นใจ เหมือนช้างนั้นหยั่งลงสู่

สระบัวดื่มแล้วแช่ตัวโผล่แต่ปลายวงเท่านั้นให้ปรากฏได้รับความสุขและความ

ชื่นใจ ฉะนั้น. หนามเหล็กที่ใช้สับกกหูเรียกว่า ขอ ในคาถานี้ว่า

พี่หลงใหลในน้องผู้มีขางาม จึง
ไม่รู้จักเหตุการณ์ ประดุจช้างสาร
เหลือขอ เข้าใจว่าตนชนะขอและ
หอกฉะนั้น.

ที่เรียกว่า หอก ได้แก่หอกอาชญาใช้แทงเท้า เป็นต้น. ที่เรียกว่า ขอได้แก่.

เหล็กแหลมงอใช้สับหัว (ช้าง). ก็ช้างที่ตกมันเต็มที่ เป็นช้างที่เหลือขอดื้อขอ

ต่อให้เอาขอสับอยู่ก็เอาไว้ไม่อยู่ และมันเข้าใจว่า ข้าเอาชนะขอและหอกได้แล้ว

เพราะแม้แต่ขอก็ยังเอาข้าไว้ไม่อยู่ มันไม่ยอมรับรู้เหตุการณ์อะไร ๆ เพราะ

แรงเมามัน. ปัญจสิขะกล่าวว่า แม้ตัวพี่ ก็หลงใหล เมา เมามันเหมือนเป็นบ้า

ในน้องผู้มีขางาม เพราะมีขาถึงพร้อมด้วยลักษณะ จึงไม่รู้จักเหตุการณ์อะไรๆ

เหมือนช้างที่เหลือขอนั้น มันเข้าใจว่า ข้าเอาชนะขอและหอกได้แล้ว ก็ไม่รู้จัก

เหตุการณ์อะไรๆ ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ตัวพี่เองเหมือนช้างที่เหลือขอหลงใหล

น้องผู้มีขางาม ฉะนั้นจึงไม่รู้จักเหตุแห่งการสำรอกความกำหนัดสักน้อยหนึ่งได้.

เพราะเหตุไร ? เพราะต่อให้ใคร ๆ มากล่าว พี่ก็ไม่ถือเอาถ้อยคำ เหมือนช้าง

ที่คิดว่า ข้าเอาชนะขอและหอกได้แล้วนั้น.

คำว่า พี่มีจิตที่ติดรักน้อง ความว่า น้องรัก พี่นี้เป็นผู้มีจิตปฏิ-

พัทธ์ในน้องผู้มีขางาม. หรือคำว่า มีจิตคิดรัก ได้แก่มีจิตเพ่งจ้องปองรัก. คำ

ว่า จิตแปรปรวนแล้ว คือจิตละปกติตั้งอยู่. คำว่า ไม่สามารถกลับได้ คือ

พี่กลับไม่ได้. คำว่า ดุจปลาที่กลืนเบ็ด คือเหมือนปลาที่กลืนเบ็ดแล้วติดอยู่

ปาฐะว่า ฆสะ ก็มี. ใจความก็อย่างนี้เหมือนกัน.

คำว่า มีลำขาอันงาม คือมีลำขาที่ตั้งมั่นด้วยท่าทางที่งาม หรือ

อธิบายว่ามีลำขาเหมือนต้นกล้วย. คำว่า โอบ คือ โปรดจงกอดพี่เข้าไว้. คำ

ว่า มีนัยน์ตาอันชมดชม้อย คือ พวกผู้หญิงย่อมไม่จ้องเขม็ง แต่ย่อมชะแง้

แลมอง ฉะนั้นจึงเรียกว่า ผู้มีนัยน์ตาชมดชม้อย. คำว่า โอบกอด คือจง

สวมกอดพี่ไว้ทุกส่วน. คำว่า พี่ปรารถนาดังนี้ยิ่งนัก คือพี่ต้องการดังนี้

เสมอ.

คำว่า มี (ความรัก) ต่อพี่น้อยนัก คือมีอยู่น้อยโดยปกติทีเดียว.

คำว่า มีผมเป็นคลื่น คือชื่อว่ามีผมเป็นคลื่นเพราะผมของหญิงนั้นในเวลาที่

สยายแล้วปล่อยไว้ข้างหลังเลื้อยไปเหมือนงู. ผู้มีผมเหมือนคลื่นนั้น. คำว่า เกิด

มีขึ้นไม่ใช่น้อย คือ เกิดขึ้นไม่ใช่อย่างเดียว. ปาฐะว่ามิใช่น้อย ก็มี. คำว่า

เหมือนทักษิณาในพระอรหันต์ คือแตกขยายออกไปโดยประการต่าง ๆ

เหมือนทานที่ถวายในพระอรหันต์ (ให้ผลมากมาย ฉะนั้น ).

คำว่า มีบุญใดที่พี่ได้ทำไว้แล้ว คือ บุญใดที่พี่ได้ทำไว้มีอยู่. คำ

ว่า ในพระอรหันต์ทั้งหลายผู้คงที่ คือ ในพวกพระอรหันต์ ผู้ถึงลักษณะ

แห่งผู้คงที่. คำว่า จงอำนวยผลให้พี่กับน้อง คือ บุญทั้งหมดจงให้ผล

ให้พี่กับน้องนั่นเอง.

บทว่า โดดเดี่ยว คือถึงความเป็นผู้เดียว. บทว่า มีปัญญาเครื่อง

คุ้มตัว มีสติ ได้แก่ ชื่อว่ามีปัญญาเครื่องครองตัวเพราะประกอบด้วยปัญญาที่

เรียกว่าเครื่องคุ้มตัวนั้น เพราะประกอบด้วยสติจึงชื่อว่า มีสติ. บทว่า พระมุนี

แสวงหาอมฤตธรรม คือองค์พระพุทธมุนีนั้นทรงแสวงหา คือเสาะหาอมฤต

ได้แก่ พระนิพพาน ฉันใด พี่เองก็ฉันนั้นนะน้องสุริยวัจฉสา ย่อมแสวงหาคือ

เสาะหาน้อง. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า พระพุทธมุนีองค์นั้น ทรงเที่ยวเสาะ

แสวงหาอมฤตธรรมฉันใด พี่ก็เที่ยวแสวงหาน้องฉันนั้นเหมือนกัน.

บทว่า พระมุนีทรงบรรลุพระสัมโพธิญานอันสูงสุดแล้ว พึง

ทรงเพลิดเพลินแม้ฉันใด ความว่า พระพุทธมุนีผู้ประทับนั่งที่โพธิบัลลังก์

ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว พึงทรงเพลิดเพลิน คือพึงทรงยินดีฉันใด.

บทว่า พึงเพลิดเพลินฉันนั้น ความว่า ปัญจสิขะกล่าวว่า แม้พี่เองถึงความ

คลอเคลียกับน้องแล้ว ก็พึงเพลิดเพลิน คือพึงเป็นผู้เกิดความอิ่มเอิบและความ

ดีใจ ฉันนั้นเหมือนกัน .

คำว่า อเห ในบาทคาถาว่า ตาหํ ภทฺเท วเรยฺยาเห เป็นคำ

สำหรับเรียก. อธิบายว่า นี่แน่ะสุริยวัจฉสายอดรัก ถ้าท้าวสักกะผู้จอมทวยเทพ

ประทานพรอย่างนี้ว่า เธอจะเอาเทวราชย์ในเทวโลกทั้งสองชั้น หรือ สุริยวัจฉสา

พี่จะกราบทูลว่า ข้าพระองค์ขอสละเทวราชย์แล้วเอาสุริยวัจฉสา พี่ต้องเลือกคือ

ต้องการ ได้แก่ ต้องเอาน้องไว้ ด้วยประการฉะนี้.

คำว่า เหมือนสาละที่บานยังไม่นาน ความว่า ใกล้ประตูเมือง

ของบิดาน้อง. มีต้นสาละซึ่งบานยังไม่นาน ต้นสาละนั้นน่าชื่นใจเกินเปรียบ

เหมือนสาละที่บานยังไม่นานนั้น. คำว่า แน่ะน้องผู้มีปรีชาดี บิดาของ

น้อง ความว่า พี่ผู้เมื่อจะไหว้ก็ขอนอบน้อม คือขอทำความนอบน้อมบิดา

ของน้อง ผู้ทรงสิริอย่างหาที่เปรียบมิได้. คำว่า ผู้เป็นเช่นนี้ เป็นประชา

ของผู้ใด ความว่า น้องผู้เป็นเช่นนี้เป็นลูกสาวของท่านผู้ใด.

ถามว่า ทำไมพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสชมเสียงขับและเสียงพิณว่า

ย่อมกลมกลืนกัน ความกำหนัดจัดในเสียงนั้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้ายังมีอยู่

หรือ. ตอบว่า ไม่มี. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้วางเฉยด้วยความวางเฉยมี

องค์หกประการ ในฐานะเช่นนี้ ก็ยังทรงทราบอารมณ์ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ

ทุกอย่างอยู่ ก็ไม่ทรงคิดในอารมณ์นั้น. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ผู้มี

อายุ พระเนตรของพระผู้มีพระภาคเจ้ายังมีอยู่แล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็น

รูปด้วยพระเนตร ความกำหนัดเพราะความพอใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าหามี

อยู่ไม่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระหฤทัยหลุดพ้นแล้วเป็นอย่างดี ผู้มีอายุ

พระกรรณของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังมีอยู่แล๑ ดังนี้เป็นต้น. พระผู้มีพระภาค

เจ้าตรัสชมเพราะทรงทราบว่า ก็หากเราไม่กล่าวชม ปัญจสิขะก็ทราบไม่ได้ว่า

เราได้ให้โอกาสแล้ว ทีนั้น ท้าวสักกะก็จะทรงพาพวกเทวดากลับไปจากที่นั้น

เพราะทรงเข้าพระทัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ประทานพระโอกาสแก่ปัญจสิขะ

แต่นั้น ก็จะพึงฉิบหายใหญ่ เมื่อตรัสชม แต่นั้น ท้าวสักกะก็จะทรงเข้า

พระทัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานพระโอกาสแก่ปัญจสิขะแล้ว ก็จะ

ทรงเข้ามาเฝ้าพร้อมกับพวกเทวดา ทรงถามปัญหา เมื่อแก้เสร็จ พร้อมกับ

พวกเทพแปดหมื่นก็จักทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. ในบทเหล่านั้น บทว่า

๑. สํ สฬายตน. ๒๐๔ ฯ

ร้อยกรองไว้แต่เมื่อไร ความว่า (คาถาเหล่านี้เธอ) แต่งคือรวบรวมไว้แต่

ครั้งไร.

คำว่า พระพุทธเจ้าข้า ก็สมัยนั้นแล ข้าพระองค์ ความว่า

โดยสมัยนั้น คือในสัปดาห์ที่แปดแต่พระองค์บรรลุสัมโพธิญาณนั้น. คำว่า

ชื่อ ภัทราสุริยวัจฉสา คือโดยชื่อ ชื่อ ภัทรา เพราะถึงพร้อมด้วย

รูปร่าง ที่สวยงาม จึงชื่อ สุริยวัจฉสา. คำว่า น้อง นี้เป็นคำสำนวนเรียก. หมาย

ความว่า เทพธิดา. คำว่า รักผู้อื่นอยู่ คือ รัก ได้แก่ หวังผู้อื่นอยู่. คำว่า

กำลังเข้าไปฟ้อนอยู่ ได้แก่ กำลังรำอยู่. เล่ากันมาว่า สมัยหนึ่ง นางไป

เพื่อต้องการชมงานฟ้อนของท้าวสักกเทวราชกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราชิกา. ก็

ในขณะนั้น ท้าวสักกะได้ทรงกล่าวสรรเสริญพระคุณตามที่เป็นจริงแปดประการ

ของพระตถาคตเจ้า. ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็นอันว่าในวันนั้น นางก็ได้ไปชม

การฟ้อน.

คำว่า ย่อมเพลิดเพลินต่อกัน ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสคำเป็นต้นว่า ย่อมกลมกลืนแท้ ของเธอ ก็ชื่อว่าทรงเพลิดเพลิน ปัญจสิขะ

ก็ชื่อว่าเพลิดเพลินตอบ เมื่อปัญจสิขะกำลังกล่าวคาถาอยู่ ก็ชื่อว่าเพลิดเพลิน

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ชื่อว่าทรงเพลิดเพลินตอบ. คำว่า ตรัสเรียก คือทรง

แจ้งให้ทราบ. ได้ทราบมาว่า ท้าวสักกะนั้นได้ทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า เราส่ง

ปัญจสิขะนี้ไปด้วยงานของเรา เขาก็ไปทำงานของตัวเองเสีย เขายืนอยู่ในสำนัก

พระศาสดาผู้เห็นปานนั้นแล้ว ไปกล่าวถ้อยคำที่ประกอบด้วยกามคุณ ซึ่งเป็นคำ

ที่หาสมควรไม่ ก็ขึ้นชื่อว่าพวกนักฟ้อนเป็นพวกไร้ยางอาย ปัญจสิขะเมื่อกำลัง

กล่าวอยู่พึงแสดงอาการที่ประหลาดก็ได้ เอาล่ะ เราจะเตือนให้เขารู้งานของเรา

เมื่อทรงคิดดังนี้แล้วก็ตรัสเรียกมา.

บทว่า ก็แล เมื่อเป็นอย่างนี้ พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ดังนี้ อัน

พวกพระเถระรวบรวมธรรม ตั้งไว้แล้ว. คำว่า กล่าวเพิ่ม คือกล่าวด้วยการ

รับ การไหว้ ได้แก่ ด้วยคำที่เพิ่มขึ้น. คำว่า อันกล่าวยิ่งแล้ว คืออันกล่าว

ด้วยคำที่เพิ่มขึ้น. คำว่า ได้ลงความกว้างขวาง คือ กลายเป็นเปิดกว้างใหญ่.

คำว่า ความมืด ในถ้ำได้หายไป ความสว่างไสวเกิดขึ้นแทน คือ

ความมืด โดยปกติของถ้ำนั้นได้หายไป เกิดความสว่างไสวแทน. ทั้งหมดนี้

เป็นคำของพวกท่านผู้รวบรวมธรรม.

คำว่า ข้าพระองค์หลีกไปเสียนาน พระพุทธเจ้าข้า ความว่า

ข้าพระองค์ใคร่จะเฝ้าตั้งนานแล้ว อธิบายว่า ข้าพระองค์ใคร่จะเฝ้าจำเดิมแต่

นานมาแล้ว. คำว่า ด้วยกิจและกรณียะบางอย่าง ความว่า พวกลูกหญิง

และลูกชายย่อมเกิดบนตักของพวกเทพ พวกสตรีที่เป็นบาทปริจาริกา ย่อมเกิด

บนที่นอน พวกเทวดาที่เป็นพนักงานตกแต่งประดับประดาของเทวดาเหล่านั้น

ย่อมเกิดรอบๆ ที่นอน พวกช่วยกิจการงาน (ไวยาวัจกร) ย่อมเกิดภายในวิมาน

การก่อคดีเพื่อประโยชน์แก่เทพพวกนี้ไม่มี แต่พวกที่เกิดระหว่างเขตแดนนั้น

เมื่อไม่อาจตัดสินว่า ของท่าน ของข้าพเจ้า ดังนี้ ก็เป็นความกัน ย่อมทูลถาม

ท้าวสักกะผู้เป็นพระราชาของเทพ พระองค์ก็จะตรัสว่า ใกล้วิมานผู้ใดกว่า

เป็นของผู้นั้น ถ้าวิมานทั้งสองเกิดมีระยะที่เท่า ๆ กัน พระองค์ก็จะตรัสว่า

ยืนมองวิมานผู้ใด เป็นของผู้นั้น ถ้าไม่มองดูแม้แต่วิมานเดียว เพื่อตัดการ

ทะเลาะของทั้งสองฝ่าย ก็ทรงเอาเสียเอง ยังกิจมีการกีฬาเป็นต้น ก็จำเป็น

ต้องทรงจัดการทั้งนั้น ท้าวเธอทรงหมายเอาพระกรณียะเหล่านั้น เห็นปานนี้

แล้วจึงตรัสว่า ด้วยกิจและกรณียะบางอย่าง ดังนี้ .

คำว่า ที่อาคารไม้สน ได้แก่พระคันธกุฎีที่สร้างด้วยไม้สน. คำว่า

ด้วยสมาธิอันใดอันหนึ่ง คือ มีเรื่องเล่าว่า ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

ทราบว่า พระญาณของท้าวสักกะนั่นเองยังไม่แก่กล้า จึงไม่ทรงประทาน

พระโอกาส เลยประทับนั่งด้วยธรรมเครื่องพักคือผลสมาบัติเสีย ท้าวเธอ

ไม่ทรงทราบถึงข้อนั้น จึงตรัสว่า ด้วยสมาธิอันใดอันหนึ่ง ดังนี้. คำว่า

ชื่อ ภุชคี คือเทพธิดานั้น ชื่อว่า ภุชคี. คำว่า บริจาริกา คือ เทพธิดา

ผู้เป็นบาทบริจาริกา. มีเรื่องเล่ามาว่า นางบรรลุผลสองอย่าง เหตุนั้น นาง

จึงไม่มีความยินดีในเทวโลกเลย นางมาสู่ที่บำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้าเสมอ ยืน

ยกกระพุ่มมือวางไว้บนเศียรไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่.

ในคำว่า ออกจากสมาธินั้นเพราะเสียงล้อและดุมรถ นี้ ไม่ต้องพูดว่า

ทรงเข้าสมาบัติแล้วทรงได้ยินเสียง. ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังตรัสกับ

ท้าวสักกะ ผู้จอมทวยเทพว่า อีกประการหนึ่ง อาตมภาพออกจากสมาธินั้น

ก็เพราะเสียงล้อและดุมรถของมหาบพิตร มิใช่หรือ. ตอบว่า เสียงดุมรถยกไว้

เถิด ธรรมดาผู้เข้าสมาบัติ ในภายในสมาบัติ ต่อให้ใครเอาคู่สังข์มาเป่าใส่

ใกล้ ๆ กกหูก็ดีฟ้าผ่าเปรี้ยงก็ดี ก็ย่อมไม่ได้ยินเสียง. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงกำหนดว่า ตลอดเวลาเท่านี้ เราจะยังไม่ให้โอกาสแก่ท้าวสักกะ จึงทรง

เข้าผลสมาบัติด้วยอำนาจเวลา. ท้าวสักกะทรงคิดว่า บัดนี้ พระศาสดายังไม่

ประทานโอกาสแก่เรา จึงทรงทำประทักษิณพระคันธกุฎี แล้วให้กลับรถบ่าย

พระพักตร์สู่เทวโลก. บริเวณพระคันธกุฎี ก็มีสนั่นเพราะเสียงรถ เหมือนดนตรี

มีองค์ห้า. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาบัติตามอำนาจเวลาที่ได้ทรง

กำหนดไว้แล้ว จิตที่ทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ดวงแรกก็เกิดขึ้น ฉะนั้น พระ-

องค์จึงตรัสอย่างนั้น.

คำว่า ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายเป็นปกติ คือ เป็นผู้มีปกติ

ทำให้บริบูรณ์ในศีล ๕ ข้อ. คำว่า คลายจิตในความเป็นสตรี คือมาคิดว่า

พอกันทีสำหรับความเป็นสตรี เพราะว่าดำรงอยู่ในความเป็นสตรีแล้ว จะเสวย

สิริของพระเจ้าจักรพรรดิก็ไม่ได้ เสวยสิริของพระอินทร์ มาร และ พรหม

ก็ไม่ได้ จะบรรลุปัจเจกโพธิญาณก็ไม่ได้ จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณก็ไม่ได้

อย่างนี้แล้ว ชื่อว่าย่อมสำรอกความใคร่ในความเป็นสตรี ส่วนผู้ที่คิดว่า ธรรมดา

ความเป็นบุรุษนี้ยิ่งใหญ่ประเสริฐสูงสุด เพราะผู้ดำรงอยู่ในความเป็นบุรุษนี้

สามารถถึงพร้อมซึ่งสมบัติเหล่านี้ อย่างนี้แล้ว ชื่อว่าย่อมทำความเป็นบุรุษให้มี

แม้นางก็ได้ทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า สำรอกความใคร่จิตในความ

เป็นสตรีแล้ว ทำจิตบุรุษให้มีดั่งนี้. คำว่า กายคนธรรพ์เลว คือ พวกคน-

ธรรพ์เลว คือ ลามก. ถามว่าก็พวกเธอเหล่านั้นล้วนแต่มีศีลบริสุทธิ์ ทำไม

จึงเกิดขึ้นในเทวโลกนั้นเล่า. ตอบว่า เพราะความพอใจมาก่อน. เล่ามาว่า แต่

ก่อนมาที่นั่นแหละเป็นที่ที่เคยอยู่มาแล้วของพวกนั้น เพราะฉะนั้น จึงเกิดขึ้น

ในที่นั้น ด้วยสามารถแห่งความพอใจ. คำว่า ที่บำรุง ได้แก่ โรงสำหรับบำรุง.

คำว่า บำเรอ ได้แก่การปรนเปรอ. คนธรรพ์เหล่านั้นย่อมมา ด้วยคิดว่า

พวกเราจะบำเรอด้วยการขับ และ การบรรเลง.

คำว่า ตักเตือน คือให้สติ. เล่ากันมาว่า เมื่อโคปกเทพบุตรเห็น

คนธรรพ์เหล่านั้นจึงใคร่ครวญว่า เทวบุตรเหล่านี้มีรัศมีเหลือเกิน ทำกรรม

อะไรไว้หนอจึงได้มา ได้เห็นว่า เป็นพวกภิกษุ จากนั้นก็ใคร่ครวญอีกว่า

พวกภิกษุ มีปกติทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย หรือไม่ ได้เห็นว่า มีปกติ

ทำให้บริบูรณ์ ใคร่ครวญต่อไปว่า มีปกติทำให้บริบูรณ์ก็เถอะ คุณพิเศษ

อย่างอื่นมีหรือไม่มี ได้เห็นว่าเป็นพวกมีปกติได้ฌาน ใคร่ครวญต่อไปอีกว่า

ถึงมีปกติได้ฌานก็ช่างเถอะ. เป็นชาวไหนกัน ได้เห็นว่า เป็นผู้มารับบาตรประจำ

ตระกูลของเรานั่นเอง จึงคิดว่า ธรรมดาผู้มีศีลบริสุทธิ์ย่อมเกิดในเทวโลกหกชั้น

ในชั้นที่ต้องการ แต่พวกนี้ไม่เกิดในเทวโลกชั้นสูง ธรรมดาผู้ได้ฌานย่อมเกิด

ในพรหมโลก แต่พวกนี้ไม่เกิดในพรหมโลก ส่วนตัวเราตั้งอยู่ในโอวาทของ

พวกนี้ เกิดเป็นบุตรที่บัลลังก์ของท้าวสักกะ จอมทวยเทพผู้เป็นเจ้าแห่งเทวโลก

พวกนี้เกิดในหมู่คนธรรพ์ที่เลว ขึ้นชื่อว่าพวกคนธรรพ์นั่น ใคร ๆ เขาก็เจอ

แต่เป็นพวกบุคคลที่เอากระดูกมาเจาะ (คล้องคอ) เต้นกันไปเต้นกันมาเท่านั้นเอง

จึงเตือนด้วยคำ เป็นต้นว่า ชื่อว่าเอาหน้าไปไว้ไหน. ในบทเหล่านั้น คำว่า เอา

หน้าไปไว้ไหน ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหันพระพักตร์มาแสดง

ธรรมอยู่ พวกท่านมัวเอาหน้าไปไว้ไหน หรือ มัวแต่ส่งใจไปที่อื่น มองนั่น

มองนี่ หรือมัวแต่หลับอยู่. คำว่า รูปที่ไม่น่าดูเสียเลย คือไม่เหมาะที่จะเห็น

สภาพที่ไม่น่าดู. คำว่า พวกสหธัมมิก คือ ผู้ประพฤติธรรม ได้แก่ ทำบุญ

ในศาสนา ของพระศาสดาองค์เดียวกัน.

คำว่า แห่งเทพบุตรเหล่านั้น พระเจ้าข้า ความว่า แห่งเทพบุตร

เหล่านั้น ผู้ที่ถูกโคปกเทพบุตรกล่าวอย่างนั้นแล้ว ตักเตือนอีกด้วยคำเป็นต้นว่า

โอ้ ! พวกท่าน ช่างไร้ยางอาย ช่างไม่มีความขายหน้า เทพสองท่านกลับได้

สติในทันทีทันใดทีเดียว. คำว่า หมู่พรหมปุโรหิต คือได้ยินว่า เทพบุตร

เหล่านั้นพากันคิดว่า ขึ้นชื่อว่าพวกนักฟ้อน ที่ฟ้อนรำ ขับร้อง ดีดสีตีเป่า

มาแล้ว ก็ต้องได้ค่าจ้างรางวัล ส่วนโคปกเทพบุตรนี้ ตั้งแต่เวลาที่เราเห็น เอา

แต่ปะทุเปรี๊ยะ ๆ เหมือนเอาเกลือโรยใส่เตาไฟ นี้มันอะไรกันหนอ เมื่อใคร่ครวญ

ต่อไป ก็เห็นว่าตนเป็นสมณะ มีศีลบริสุทธิ์ ได้ฌานและก็เป็นผู้รับบาตร

ประจำตระกูลของโคปกเทพบุตรนั้นเสียด้วย แล้วมาทราบว่า ธรรมดาผู้มีศีล

บริสุทธิ์ ย่อมเลือกเกิดในเทวโลกทั้ง ๖ ชั้นได้ ผู้ได้ฌานก็ย่อมเกิดในพรหมโลก

(แต่) พวกเรา ทั้งในเทวโลกชั้นสูง ทั้งในพรหม หาได้เกิดได้ไม่ โคปก

เทพบุตรนี้ เคยเป็นสตรีตั้งอยู่ในโอวาทของพวกเรา ยังได้เกิดสูง พวกเราเป็น

ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดในพวกคนธรรพ์ที่เลว

เหตุนั้น โคปกเทพบุตรนี้ จึงข่มพวกเราอย่างนี้ได้ จึงต่างก็ยอมฟังถ้อยคำ

ของโคปกเทพบุตรนั้น. ในเทพทั้งสามท่านนั้น สองท่านกลับได้ความระลึกถึง

ฌานที่ ๑ เอาฌานเป็นบาทแล้วก็พิจารณาสังขาร ตั้งอยู่ในอนาคามิผลนั่นแล.

ทีนั้น อัตภาพชนิดท่องเที่ยวในกามซึ่งเป็นสภาพที่เล็กน้อยของพวกท่านเหล่านั้น

ทรงอยู่ไม่ไหว ฉะนั้นทันใดนั่นเอง ท่านก็เคลื่อนไปเกิดในชั้นพรหมปุโรหิต

และกายของพวกเขาที่อยู่ในชั้นพรหมปุโรหิตนั้น ก็เกิดแล้ว เพราะเหตุนั้น

ท้าวสักกะจึงตรัสว่า พระเจ้าข้า แห่งเทพบุตรเหล่านั้นผู้ที่โคปกเทพบุตรตักเตือน

แล้ว เทพสองท่านกลับได้สติในทันทีทันใดทีเดียว เข้าถึง หมู่พรหมปุโรหิต

แล้ว ดังนี้ .

ในคำเหล่านั้น คำว่า ในทันทีทันใด ทีเดียว คือ กลับได้สติ

ในอัตภาพนั้นเอง. พึงเห็นอธิบายในคำนั่นอย่างนี้ว่าก็ยังอยู่ในที่นั้นนั่นเอง.

เคลื่อนแล้วกลับได้กายเป็นพรหมปุโรหิต. คือสรีระเป็นพรหมปุโรหิต. คำว่า

แต่เทวบุตรท่านหนึ่ง คือ เทพบุตรท่านหนึ่ง ทำลายความติดใจยังไม่ได้

ก็อยู่ครองกาม คือ ยังอยู่ประจำ คือ ยังอาศัยอยู่ในกามาวจรภพนั่นเอง.

คำว่า และบำรุงสงฆ์ คือ บำรุงสงฆ์ด้วย คำว่า เป็นธรรมดี

คือ ด้วยความที่พระธรรมเป็นธรรมดี. คำว่า เข้าถึงไตรทิพ คือเกิดในไตรทิพ

ได้แก่ ไตรทศบุรี. คำว่า เข้าอาศัยอยู่ในหมู่นักดนตรี คือเป็นผู้เข้าอยู่

อาศัยในหมู่คนธรรพ์. คำว่า ก็พวกเราผู้ที่เมื่อก่อนเป็นมนุษย์ คือ เมื่อก่อน

นี้พวกเราผู้ที่เป็นมนุษย์. พึงประกอบกับคำนี้ว่า ข้าพเจ้าบำรุงด้วยข้าวนา แล้ว

ทราบใจความ. คำว่า ยังได้ชำระเท้า คือเข้าไปใกล้เท้าแล้วทั้งบูชาด้วยการ

เพิ่มการล้างเท้าและการทาเท้า ทั้งไหว้ที่เท้า. คำว่า ในนิเวศน์ของตน คือ

ในเรือนของตน. สำหรับบทนี้ ก็ต้องเอาไปเชื่อมกับบทว่า บำรุงแล้ว นี้

เหมือนกัน. คำว่า พึงรู้ในเฉพาะตัว คือ พึงรู้ได้ด้วยตัวเอง. คำว่า สุภาษิตทั้ง

หลายของพวกพระอริยะ คือ สุภาษิตทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า

ที่พวกท่านกล่าวอยู่. คำว่า แต่ส่วนพวกท่านนั่งใกล้ผู้ประเสริฐ คือ นั่งอยู่

ใกล้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าผู้สูงสุด. บทว่า อันยอดเยี่ยม คือ หรือ ใน

พระพุทธศาสนา. บทว่า พรหมจรรย์ ได้แก่ ความประพฤติที่ประเสริฐสุด.

บทว่า ความอุบัติของพวกท่าน ได้แก่ ความเข้าถึงของพวกท่าน. คำว่า

เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในอาคาร ได้แก่ เมื่อข้าพเจ้ายังอยู่กลางเรือน. คำว่า สฺวาชฺช

ตัดบทว่า โส อชฺช แปลว่า โคปกเทพบุตรนั้น ในวันนี้.

ท่านเรียกโคปกะว่า สาวกพระโคดม ในที่นี้ว่า อันสาวกพระโคดม.

คำว่า มาพร้อมแล้ว คือประชุมกันแล้ว. คำว่า เอาเถิด มาเร่งพยายาม

กันเถิด คือ เอาเถิด มาขะมักเขม้น พยายามกันเถิด. คำว่า โน ในบทว่า

พวกเราอย่ามาเป็นผู้รับใช้เขาเลย นี้เป็นเพียงคำที่แทรกเข้ามาเท่านั้น.

ความหมายก็คือ พวกเราอย่ามาเป็นผู้รับใช้ของผู้อื่นเลย. ในคำว่า คำสั่งสอน

ของพระโคดม นี้ โดยปกติท่านเรียกปฐมฌานที่ได้นั่นเองว่า คำสั่งสอน

ของพระโคดม หมายความว่า อนุสรณ์ คือ ตามระลึกถึงปฐมฌานนั้น. คำว่า

พรากจิตทั้งหลาย คือ พรากพวกจิตที่ประกอบด้วยกามคุณห้าอย่าง. คำว่า

โทษในเหล่ากาม คือ ได้เห็นโทษในกามทั้งหลายด้วยปฐฌานเพราะอำนาจ

การข่ม เพราะอำนาจการตัดได้ขาด ท่านเหล่านั้นได้เห็นทั้งเครื่องประกอบ

คือ กาม และเครื่องผูก คือ กาม ที่ชื่อว่า กาม สัญโญชน์ ด้วยมรรคที่สาม.

คำว่า เป็นเครื่องประกอบของผู้มีบาป หมายความว่า เป็นเครื่องประกอบ

เป็นเครื่องผูกของผู้มีบาป คือ ของมาร. คำว่า พ้นไปได้ยาก คือยากที่จะ

ก้าวข้ามไปได้. คำว่า หมู่เทพรวมทั้งพระอินทร์ รวมทั้งประชาบดี

ความว่า ผู้ที่ทำพระอินทร์ให้เป็นหัวหน้าแล้วเข้าไปชื่อว่า รวมทั้งพระอินทร์

ผู้ที่ทำประชาบดีเทวราชให้เป็นหัวหน้าแล้วเข้าไปชื่อว่า รวมทั้งประชาธิบดี.

คำว่า เข้าไปในสภา ความว่า เข้าไปนั่งในที่ประชุม. คำว่า ผู้กล้า คือ

ผู้กล้าหาญ. คำว่า คลายกำหนัด คือ ปราศจากกำหนัด. คำว่า กระทำ ธรรมที่

ปราศจากมลทิน คือ กระทำได้แก่ทำอนาคามิมรรคที่ไม่มีมลทินให้เกิดขึ้น.

คำว่า ตัดกามคุณที่ละเอียด เหมือนช้าง คือ ตัดเครื่องประกอบคือกาม

และเครื่องผูกพันได้แล้ว ก็ก้าวล่วงพวกเทพชั้นดาวดึงส์ไป.

คำว่า ทรงเกิดความสลด คือ แก่ท้าวสักกะ ผู้ทรงเกิดความสลด

คำว่า ผู้ครอบงำกาม คือ ผู้ทรงครอบงำกามแม้ทั้งสองอย่าง. คำว่า ผู้

เสื่อมจากสติ คือ ผู้เว้นจากความระลึกถึงฌาน. คำว่า แห่งสามท่านนั้น

คือ ในสามท่านนั้น . คำว่า ท่านหนึ่งยังอยู่ในภพนั้น คือ ที่เป็นผู้ยังอยู่

ในพวกชั้นเลวนั้น มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น. คำว่า มีปกติตามระลึกถึงทางแห่ง

ความตรัสรู้ คือ มีปกติตามระลึกถึงอนาคามิมรรค. คำว่า ย่อมดูถูกแม่

แต่พวกเทพ คือ ดูหมิ่น ได้แก่กดเทวโลกแม้ทั้งสองชั้นให้ต่ำลง เพราะความ

ที่ตนตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ จึงเอาฝุ่นที่ติดเท้าตนมาโปรยใส่

ศีรษะพวกเทวดา เหาะไปในอากาศได้. คำว่า ผู้ประกาศธรรมเป็นเช่นนี้ใน

ศาสนานี้ คือ หมู่สาวกเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ซึ่งเป็น

คุณสมบัติของผู้ที่ประกาศธรรมเห็นปานนี้ในพระศาสนานี้. คำว่า ใคร ๆ ที่

เป็นสาวกย่อมไม่สงสัยอะไรในข้อนั้น คือ ในสาวกเหล่านั้น ใคร ๆ

แม้แต่เป็นสาวกรูปเดียวก็ไม่สงสัยในพระพุทธเจ้าเป็นต้น หรือในความเป็นทิศ

ทั้งสี่ เป็นผู้ไม่ติดขัดไม่ยึดมั่นในทิศทั้งหมดอยู่. บัดนี้เมื่อจะทรงสรรเสริญ

พระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ขอนมัสการพระพุทธเจ้าผู้ทรงข้าม

ห้วงน้ำได้แล้ว ตัดความลังเลได้แล้ว ผู้ทรงชำนะ ผู้เป็นจอมชน ดังนี้.

ในบทเหล่านั่น คำว่า ผู้ตัดความลังเลได้แล้ว คือ ตัดความสงสัยได้

แล้ว. คำว่า ผู้เป็นจอมชน คือผู้สงสุดในโลกทั้งหมด. คำว่า ธรรมใดของ

พระองค์ คือ ธรรมของพระองค์ใด. คำว่า ท่านเหล่านั้นได้ถึงแล้ว คือ

เทพบุตรเหล่านั้นได้บรรลุแล้ว. คำว่า กายพรหมปุโรหิต คือ เมื่อพวกข้า

พระพุทธเจ้ากำลังดูอยู่นั้น ก็กลายสรีระเป็นพรหมปุโรหิต. มีคำที่ท้าวสักกะทรง

ขยายไว้ดังนี้ว่า เทพเหล่านั้น ทราบธรรมของพระองค์ใดแล้ว ในสามท่านนั้น

ท่านทั้งสองนั้นได้ถึงคุณพิเศษ ขณะที่พวกข้าพระองค์เห็นกันอยู่นั้น ก็บรรลุ

กายเป็นพรหมปุโรหิตแล้วได้บรรลุคุณพิเศษคือมรรคผล ท่านผู้นิรทุกข์ ถึง

พวกข้าพระองค์ก็มาเพื่อบรรลุธรรมนั้น. คำว่า มาแล้ว คือ ถึงพร้อมแล้ว.

คำว่า พวกข้าพระองค์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานพระโอกาส

แล้วจะพึงทูลถามปัญหา ท่านผู้นิรทุกข์ หมายความว่า ถ้าพระผู้มี

พระภาคเจ้าจะประทานพระโอกาส ทีนั้น ท่านผู้นิรทุกข์ พวกข้าพระองค์ผู้ที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานพระโอกาสแล้วก็จะพึงทูลถามปัญหา.

คำว่า ยักษ์ (พระอินทร์) นี้ เป็นผู้บริสุทธิ์มานานแล้วแล คือ

เป็นผู้บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ดีจำเดิมแต่กาลนานแล้ว. กาลนานเท่าไร. นานจำเดิม

แต่ครั้งเป็นมาฆมาณพในหมู่บ้านมจละ แคว้นมคธ ครั้งพระพุทธเจ้ายังไม่ทรง

เกิดขึ้นมาแล้ว.

ดังมีเรื่องเล่ามาว่า ครั้งนั้น วันหนึ่ง มาฆมาณพนั้นลุกขึ้น

แต่เช้าตรู่แล้วไปสู่ที่ทำงานประจำหมู่บ้านของพวกคนกลางหมู่บ้าน เอาปลาย

เท้านั่นแหละเขี่ยก้อนดินและขยะมูลฝอยออกไป ทำที่ซึ่งตนยืนให้น่ารื่นรมย์.

คนอื่นก็มายืนในที่นั้น. ด้วยเหตุเพียงเท่านั้นเอง เขาก็กลับได้ความระลึก จึง

ถางที่เท่าวงสนามกลางหมู่บ้านแล้ว ก็ขนทรายมาเกลี่ยลง ขนเอาฟืนมาก่อไฟใน

เวลาหนาว. ทั้งหนุ่มสาวและผู้เฒ่าผู้แก่ก็พากันมานั่งในที่นั้น. ต่อมาวันหนึ่งเขา

เกิดความคิดว่า เมื่อเราไปเมืองก็เห็นพระราชาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นต้น

คนทั้งหลายต่างก็กล่าวกันว่า ในพระจันทร์และพระอาทิตย์เหล่านั้น ต่างก็มี

เทพบุตรชื่อจันทร์ เทพบุตรชื่อสูรย์ พวกเหล่านั้นทำอะไรหนอจึงได้สมบัติ

เหล่านี้. ต่อมาจึงคิดได้ว่า สิ่งอื่นไร ๆ ไม่มี ต้องทำบุญเท่านั้น แล้วคิด

ว่า ถึงเราเองก็ต้องทำบุญที่ให้สมบัติอย่างนี้เหมือนกัน. เขาจึงลุกขึ้นตั้งแต่เช้า

ตรู่ ดื่มข้าวต้มแล้วก็ถือเอาพร้าขวานเสียมและสากไปที่ทางใหญ่สี่แยก เอาสาก

งัดก้อนหินให้ไหวแล้วกลิ้งไป เอาไม้มาสอดใส่เพลายาน ปราบที่ขรุขระ

ให้เรียบราบแล้ว ก็สร้างศาลาตรงทางใหญ่สี่แพร่ง ขุดสระบัว ผูกสะพานทำงาน

อย่างนี้ตลอดวัน ตะวันตกจึงกลับบ้าน.

มีคนอื่นถามเขาว่า เพื่อนมาฆะ คุณออกไปตั้งแต่เช้า ตกเย็นจึงมา

จากป่า คุณทำงานอะไร. ผมทำบุญ ถางทางไปสวรรค์. ชื่อว่าบุญนี้ คืออะไร

กันเพื่อน. คุณไม่รู้จักหรือ. เออ ผมไม่รู้จัก. เวลาไปเมืองท่านเคยเห็น พวก

ราชาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นต้นหรือ. เคยเห็นครับ พวกนั้นทำบุญ

แล้วจึงได้ตำแหน่งนั้น ผมเองก็จะทำงานที่ให้สมบัติอย่างนั้นบ้าง คุณเคยฟัง

ไหมว่า เทพบุตรชื่อจันทร์ เทพบุตรชื่อสูรย์. เออ เคยฟัง. ผมก็จะถางทาง

ไปสวรรค์นั้น. เออก็บุญกรรมนี้ เหมาะสำหรับคุณเท่านั้น หรือสำหรับคนอื่น

ก็เหมาะด้วย. บุญนั้น ไม่กีดกันใคร ๆ หรอก. ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ เวลาไปป่า

คุณเรียกผมด้วยนะ. วันรุ่งขึ้น เขาก็พาคนนั้นไป. ด้วยประการฉะนี้ ในหมู่

บ้านนั้นจึงมีคนอยู่ในวัยฉกรรจ์รวมสามสิบสามคน ทุกคนล้วนแต่เป็นไปตามนาย

มาฆะทั้งนั้น. พวกเขาเที่ยวทำบุญเป็นเอกฉันท์ วันใดไปเมื่อจะปราบทางให้

ราบปราบวันเดียวเท่านั้น เมื่อจะขุดสระบัว สร้างศาลา สร้างสะพานก็ให้เสร็จ

ในวันเดียวเท่านั้น.

ต่อมา ผู้ใหญ่บ้านของพวกเขาก็คิดว่า แต่ก่อน เมื่อพวกนี้ยังดื่มเหล้า

และยังฆ่าสัตว์เป็นต้น เราย่อมได้ทรัพย์ด้วยอำนาจกหาปณะเล็กน้อยเป็นต้นบ้าง

ด้วยอำนาจภาษีอาชญาบัตรบ้าง เดี๋ยวนี้ ตั้งแต่พวกนี้ทำบุญ รายได้จำนวน

นั้นก็ขาดไป เอาล่ะ เราจะทำลายพวกนั้นในราชตระกูล จึงเข้าเฝ้าพระราชา

กราบทูลว่า มหาราช ข้าพระพุทธเจ้าพบกองโจร.

ราชา. ที่ไหนกัน พ่อ.
ผู้ใหญ่บ้าน. ในหมู่บ้านข้าพระพุทธเจ้า.
ราชา. โจรชนิดไหนกัน พ่อ.
ผู้ใหญ่บ้าน. ชนิดทำผิดต่อพระราชา พระองค์.
ราชา. ชาติอะไร.
ผู้ใหญ่บ้าน. ชาติชาวบ้าน พระองค์.
ราชา. ชาวบ้านจะทำอะไรได้ เมื่อเธอรู้เช่นนั้นทำไมจึงไม่บอกเรา.
ผู้ใหญ่บ้าน. มหาราช ที่ไม่กราบทูลเพราะกลัวพระอาชญา บัดนี้

ขอพระองค์อย่าพึงลงพระอาชญาแก่ข้าพระพุทธเจ้า.

ลำดับนั้น พระราชาทรงคิดว่า ผู้ใหญ่บ้านนี้ร้องเสียงดัง จึงทรงเชื่อ จึง

ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เธอนั่นแหละจงไป นำพวกโจรเหล่านั้นมา แล้วก็ประทาน

กำลังส่งไป. ผู้ใหญ่บ้านนั้นก็ไปล้อมพวกนั้นขณะที่ทำงานประจำวันในป่าเสร็จแล้ว

นั่งรับประทานอาหารเย็นกลางหมู่บ้านแล้วกำลังปรึกษากันว่า พรุ่งนี้พวกเรา

จะทำงานอะไร จะปราบทางให้เสมอกัน จะขุดสระ หรือจะผูกสะพาน แล้ว

สำทับไปว่า อย่าขยับเขยื้อนนะ นี่คำสั่งในหลวง มัดแล้วก็จูงไป.

ลำดับนั้น พวกผู้หญิงของคนเหล่านั้น ได้ฟังว่า นัยว่า พวกสามี

ของพวกเราเป็นโจรขบถต่อพระราชา เจ้าหน้าที่เขาหาว่าเป็นโจร จึงมัดนำ

ออกไป จึงพูดว่า พวกนี้เป็นคนโกงมานานแล้ว แต่ละวันๆ มีแต่พูดว่า ทำบุญ

แล้วก็ไปป่าท่าเดียว งานการทุกอย่างเสื่อมทรามหมด ในเรือนจะหาอะไร

ก้าวหน้าสักนิดก็ไม่มี มัดให้ดี นำไปให้ดี. แม้ผู้ใหญ่บ้าน ก็นำพวกเขาไปแสดง

แด่พระราชา. พระราชายังไม่ทันได้ทรงสอบสวนเลย ตรัสว่า จงให้ช้างเหยียบ.

เมื่อพวกเขาถูกนำไป มาฆะพูดกับคนนอกนี้ว่า เพื่อน พวกคุณจะทำตามคำ

ของผมได้ไหม.

เมื่อทำตามคำของคุณนั่นแหละ พวกเราจึงถึงภัย ถึงเช่นนั้นก็เถอะ

เราก็ยังทำตามคำของคุณ ว่าแต่คุณเถอะ จะให้พวกเราทำอะไร พรรคพวกว่า.

เพื่อน มาเถอะ นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้ที่ท่องเที่ยวในวัฏฏะ ก็พวก

ท่านเป็นโจรหรือ มาฆะชี้แจง และถามพรรคพวก.

พวกเราไม่ใช่โจร พรรคพวกตอบอย่างแข็งขัน.
ชื่อว่าการกระทำสัจจะเป็นที่พึ่งของโลกนี้ ฉะนั้น ถ้าพวกเราแม้ทั้ง

หมดเป็นโจร ขอให้ช้างจงเหยียบ ถ้าไม่เป็นโจร อย่าเหยียบ ขอให้พวกคุณ

จงกระทำสัจจะดังที่ว่ามานี้ มาฆะแนะนำ. พวกเขาก็ได้ทำอย่างนั้น.

ช้างแม้แต่จะเข้าใกล้ก็ไม่ได้ ร้องพลาง หนีไปพลาง แม้จะเอาเหล็ก

แหลม หอก และขอสับสักเท่าไรก็รั้งไว้ไม่อยู่. พวกควาญช้างจึงไป กราบทูล

พระราชาว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าขับช้างเข้าไปใกล้ไม่ได้.

ถ้าอย่างนั้น ก็เอาเสื่อลำแพนคลุมปิดข้างบนพวกมันแล้วให้เหยียบซิ

พระราชาตรัสสั่ง. เมื่อครอบเสื่อลำแพนไว้ข้างบนแล้ว เจ้าช้างก็ยิ่งร้องเป็นสอง

เท่าพลางก็หนีไป.

พระราชาทรงฟังแล้ว ก็ทรงมีรับสั่งให้เรียกตัวการยุแหย่มาแล้วตรัสว่า

พ่อ ช้างมันไม่อยากเหยียบ.

ทราบด้วยเกล้า ขอเดชะ มาณพผู้เป็นหัวหน้ารู้มนต์ นั่นเป็นอานุ-

ภาพของมนต์แท้เทียว ผู้ใหญ่บ้านสนองพระดำรัสและกราบทูลใส่ความต่อ.

พระราชาทรงมีรับสั่งให้หัวหน้านั้นเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามว่า เขาว่า แกมี

มนต์หรือ.

ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีมนต์ แต่พวกข้าพระพุทธเจ้าได้กระทำ

สัจจกิริยาไว้ว่า ถ้าพวกเราเป็นโจรของพระราชา ขอให้เหยียบเถิด ถ้าไม่เป็น

โจร ขออย่าเหยียบ นั่นเป็นอำนาจของสัจจกิริยาของพวกข้าพระพุทธเจ้า.

ราชา. แล้วก็ พวกพ่อกระทำงานอะไร.
หัวหน้า. พวกข้าพระพุทธเจ้า ปราบทางที่ขรุขระให้เรียบ สร้างศาลา

ในทางใหญ่สี่แยก ขุดสระบัว ผูกสะพาน ขอเดชะ พวกข้าพระพุทธเจ้าเที่ยว

สร้างบุญกรรมเห็นปานนี้.

ราชา. ผู้ใหญ่บ้านยุยงพวกพ่อเพื่ออะไร ?
หัวหน้า. เวลาที่พวกข้าพระพุทธเจ้าประมาท เขาย่อมได้สิ่งนี้และสิ่งนี้

เวลาไม่ประมาท สิ่งนั้นก็ไม่มี ด้วยเหตุนี้จึงยุยง.

ราชา. พ่อ ช้างเชือกนี้ เป็นดิรัจฉาน แม้มันก็ยังรู้คุณของพวกพ่อ ข้า

เองแม้เป็นมนุษย์ ก็ไม่รู้ ข้าขอยกหมู่บ้านที่อยู่ของพวกพ่อเป็นหมู่บ้านปลอด

ภาษีที่ใครๆ มาเก็บไม่ได้แล้วให้แก่พวกพ่อนี้แหละอีก ถึงช้างนี้ก็จงเป็นของพวก

พ่อเหมือนกัน ส่วนตัวการยุแหย่ขอมอบให้เป็นทาสของพวกพ่อนี่แหละ ตั้งแต่

นี้ไป ขอให้พวกพ่อจงทำบุญเพื่อข้าบ้างนะ ตรัสแล้วก็พระราชทานพระราชทรัพย์

ให้แล้วก็ทรงปล่อยไป.

พวกเขารับพระราชทรัพย์แล้ว ก็เปลี่ยนเวรขึ้นช้างกันไป พลาง

ปรึกษากันว่า เพื่อนเอ๋ย ธรรมดาว่าบุญกรรม เป็นของที่ต้องทำเพื่อ

ประโยชน์แห่งภพในอนาคต เพราะบุญนั้นของพวกเราให้ผลในอัตภาพนี้แหละ

เหมือนอุบลเขียวที่ผลิดอกออกผลภายในน้ำ บัดนี้ พวกเราจะทำบุญให้ยิ่งขึ้นไป.

พวกเราจะทำอะไร ? เราทำสิ่งถาวรในทางใหญ่สี่แยกแล้ว สร้างศาลาสำหรับ

พักของมหาชน. แต่กับพวกผู้หญิงจะไม่ยอมให้มีส่วนร่วม เพราะเมื่อพวกเรา

ถูกเจ้าหน้าที่หาว่าเป็นโจรจับพาไป ในพวกผู้หญิงแม้คนเดียว ก็ไม่ทำแม้แต่

เพียงเอาใจช่วย มีแต่ส่งเสริมว่ามัดดี ๆ จับดี ๆ เพราะฉะนั้น พวกเราจะไม่

ยอมให้ผู้หญิงเหล่านั้นมีส่วนร่วม. พวกเขาก็พากันไปเรือนตนให้ข้าวสามสิบสาม

ก้อน นำหญ้าสามสิบสามกำแก่ช้าง. ทั้งหมดนั้นก็เต็มท้องช้าง. พวกเขาเข้า

ป่าตัดไม้. ช้างก็ลากเอาไม้ที่ตัดแล้ว ๆ มาวางไว้ที่ทางเกวียน. พวกเขาช่วยกัน

ถากไม้ เริ่มสร้างศาลา.

มาฆะ มีภรรยาอยู่ในเรือนสี่คน คือ นางสุชาดา นางสุธรรมา นาง

สุจิตรา นางสุนันทา. นางสุธรรมาถามช่างไม้ว่า พ่อ ! พวกเพื่อนเหล่านั้น เช้า

ก็ไป ตกเย็นจึงมา พวกเขาทำงานอะไร. ทำศาลา แม่. พ่อ ! ขอให้ท่านช่วย

ทำให้ดิฉันมีส่วนร่วมในศาลาด้วยคนซิ. พวกเพื่อนเหล่านี้กล่าวว่า พวกเราจะไม่

ยอมให้พวกผู้หญิงมีส่วนร่วม. นางได้ให้เงินช่างไม้แปดกหาปณะด้วยพูดว่า เอา

เถอะ พ่อ ขอให้ท่านช่วยหาอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้ดิฉันมีส่วนร่วมด้วย.

เขากล่าวว่า ตกลง แม่ แล้วก็ถือเอามีดและเอาขวานอย่างเร็วไปยืนกลางหมู่บ้าน

ตะโกนเสียงดัง ๆ ว่า คุณ ! วันนี้เวลาป่านนี้แล้ว ยังไม่ออกกันอีกหรือ ? รู้ว่า

ขึ้นสู่ทางกันหมดแล้ว จึงว่า พวกคุณจงล่วงหน้าไปก่อน ผมมีความจำเป็นต้อง

ล่าช้า แล้วก็ให้พวกนั้นล่วงหน้าไปก่อน แล้วเดินไปทางอื่นตัดไม้สำหรับใช้

เป็นช่อฟ้า ถากไสแล้วขนมาไว้ที่เรือนนางสุธรรมาแล้ว สั่งนางว่า ท่านพึงให้

ขนออกไปได้ ในวันที่ผมแจ้งไปว่า จงให้เถิด.

ต่อมาเมื่อเสร็จงานเกี่ยวกับเครื่องเครา และเมื่อทำเครื่องผูกที่ยึด การ

ยกเสา การประกอบขื่อ และที่ติดช่อฟ้าตั้งแต่ปราบพื้นที่เสร็จแล้ว ช่างไม้นั้นก็นั่ง

ณ ที่สำหรับติดช่อฟ้า ยกไม้จันทันทั้งสี่ทิศ พูดว่า โอ้ ! มีลืมไปอย่างหนึ่งเสีย

แล้ว. คุณมีอะไรที่ไม่ลืมเล่า ? ลืมทั้งหมดนั่นแหละ. แล้วจะเอาไม้จันทันเหล่า

นี้ไปตั้งไว้ตรงไหน ? ควรจะได้ช่อฟ้ามา. พ่อคุณเอ๋ย บัดนี้ เราอาจได้ที่ไหน

เล่า. อาจได้ในเรือนแห่งสกุลทั้งหลาย ลองเที่ยวถามดูซิ. พวกเขาก็เข้าไปถาม

ในหมู่บ้าน แล้วมายืนที่ประตูเรือนนางสุธรรมาถามว่า ในเรือนนี้มีช่อฟ้าไหม.

นางบอกว่า มี. เชิญรับค่าไป. ไม่รับค่าหรอก ถ้าพวกคุณยอมให้ดิฉันมีส่วน

ร่วมด้วย ดิฉันจะให้. มาเถอะ พวกเราจะไม่ยอมทำให้ผู้หญิงมีส่วนร่วม พวก

เราจะไปป่าแล้วตัดไม้ ว่าแล้วก็พากันออกไป. แต่นั้นพวกเขาเมื่อถูกช่างไม้ถาม

ว่าเป็นอย่างไร พ่อได้ช่อฟ้าไหม ? ก็แจ้งความข้อนั้น. ช่างไม้นั่งอยู่ที่ติดช่อฟ้า

อย่างเดิมเงยมองดูอากาศแล้วพูดว่า ท่านผู้เจริญ วันนี้ ฤกษ์ดี เลยฤกษ์นี้แล้ว ปี

อื่น จึงจะสามารถได้ และพวกคุณก็จะนำเอาเครื่องเครามาลำบากด้วย เครื่อง

เคราเหล่านั้น เอามากองไว้ ตลอดปี ก็จะเน่าผุในที่นี้นี่เอง เวลาเกิดในเทวโลก

ก็จงยอมให้ศาลามุมหนึ่งแก่นางเถิด ไปเอาช่อฟ้านั้นมาเถิด. แม้นางสุธรรมานั้น

ตลอดเวลาที่พวกนั้นยังไม่มาอีก ได้สั่งให้ฉลุตัวหนังสือว่า ศาลาหลังนี้ชื่อ

สุธรรมา ไว้ที่พื้นล่างช่อฟ้า แล้วเอาผ้าใหม่มาพันตั้งไว้.

เมื่อพวกคนงานมาแล้วกล่าวว่า ช่วยนำเอาช่อฟ้ามา เท่าที่จะเป็นได้.

พวกเราจะทำให้คุณนายมีส่วนร่วมด้วย. นางก็นำออกมา สั่งว่า พ่อทั้งหลาย !

อย่าเพิ่งเอาผ้านี้ออกนะคะ จนกว่ายังไม่ขึ้นไม้จันทันได้แปดหรือสิบหกท่อนก่อน

แล้วก็ให้ไป. พวกนั้นก็รับว่า ตกลง ครั้นยกไม้จันทันขึ้นเสร็จแล้วก็เอาผ้าออก.

เพื่อนบ้านสำคัญคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นข้างบนเห็นตัวหนังสือจึงพูดว่า นี่อะไร ?

แล้วให้ไปตามคนที่อ่านหนังสือออกมาแสดง. คนนั้น ก็อ่านว่า ศาลาหลังนี้

ชื่อสุธรรมา. พวกเขาก็ร้องเอะอะว่า เอาออกไปท่าน ตั้งแต่ต้นมา เมื่อสร้างศาลา

พวกเราไม่ได้แม้แต่ชื่อ นางนี้เอาไม้ช่อฟ้าแค่ศอกแล้วให้ทำศาลาด้วยชื่อตัว.

เมื่อพวกเขากำลังร้องเอะอะอยู่นั่นเอง ช่างไม้ก็สอดไม้จันทันแล้วตอกสลักเป็น

อันเสร็จงานสร้างศาลา. เขาแบ่งศาลาเป็นสามส่วน คือ ส่วนหนึ่งทำเป็นที่พัก

พวกคนใหญ่คนโต ส่วนหนึ่งสำหรับพวกคนยากคนจน อีกส่วนหนึ่งสำหรับ

ผู้เจ็บป่วย. สามสิบสามคนปูกระดานสามสิบสามแผ่นแล้วให้สัญญาณช้างว่า

อาคันตุกะมานั่งบนแผ่นกระดานที่ผู้ใดปูไว้ เจ้าจงพาเขาไปตั้งไว้ที่เรือนของเจ้า

ของแผ่นกระดานนั่นแหละ ให้การนวดเท้า ให้การนวดหลัง ของขบเคี้ยวของ

กินและที่นอน ทั้งหมดแก่อาคันตุกะนั้น จะเป็นภาระของเจ้าของแผ่นกระดาน

นั่นแหละ. ช้างก็พาแขกที่มาแล้ว นำไปสู่เรือนของเจ้าของแผ่นกระดานนั่นเอง.

วันนั้นเจ้าของแผ่นกระดานนั้นก็จัดการที่พึงทำแก่แขกนั้น

ในที่ไม่ไกลศาลา มาฆมาณพปลูกต้นทองหลางไว้. และที่โคนไม้นั้น

ลาดแผ่นหินไว้. แม้ภริยาของเขาที่ชื่อสุนันทาก็ให้ขุดสระบัวไว้ใกล้ ๆ. นาง

สุจิตรา ปลูกพุ่มไม้ดอก. ส่วนเมียหลวงเอาแต่เที่ยวส่องกระจกตกแต่งร่างกาย

เท่านั้น. มาฆะพูดกับนางว่า น้อง แม่สุธรรมานี้ เขามีส่วนแห่งศาลา แม่

สุนันทา เขาให้ขุดสระบัว และก็แม่สุจิตราเขาก็ปลูกพุ่มไม้ดอก ส่วนน้อง

ยังไม่มีบุญกรรม น้องจงทำบุญสักอย่างเถอะที่รัก. นางตอบว่า พี่ทำเพราะ

เหตุใคร ที่พี่ทำก็เพื่อน้องเหมือนกันมิใช่หรือ ? แล้วก็เอาแต่หมกมุ่นกับการ

แต่งตัวท่าเดียว.

เมื่อมาฆะดำรงอยู่จนตลอดอายุแล้ว ก็เคลื่อนจากมนุษยโลกนั้นไปเกิด

เป็นท้าวสักกะในชั้นดาวดึงส์. คนเพื่อนบ้านทั้งสามสิบสามคนตายแล้ว ก็เป็น

เทพบุตรสามสิบสามองค์เกิดในสำนักของท้าวสักกะนั้นเอง. ปราสาทชื่อไพช-

ยนต์ของท้าวสักกะ ผุดขึ้นสูงตั้งเจ็ดร้อยโยชน์. ธง ผุดขึ้นสูงดังสามร้อยโยชน์.

ด้วยผลของไม้ทองหลาง เกิดต้นปาริฉัตร มีปริมณฑลโดยรอบสามร้อยโยชน์

ลำต้นกว้างสิบห้าโยชน์. ด้วยผลแห่งแผ่นหิน เกิดหินเหมือนผ้าขนสัตว์สีเหลือง

หกสิบโยชน์ที่โคนปาริฉัตร. ด้วยผลแห่งไม้ช่อฟ้าของนางสุธรรมา เกิดเทวสภา

ชื่อสุธรรมาสามร้อยโยชน์. ด้วยผลแห่งสระบัวของนางสุนันทา เกิดสระบัวชื่อ

นันทาห้าสิบโยชน์. ด้วยผลแห่งสวนพุ่มไม้ดอกของนางสุจิตรา เกิดอุทยานชื่อ

จิตรลดาวันหกสิบโยชน์.

ท้าวสักกะผู้เป็นราชาแห่งเทพ ประทับนั่งบนบัลลังก์ทองโยชน์หนึ่งใน

สุธรรมาเทวสภา มีเศวตฉัตรสามโยชน์กางกั้น แวดล้อมไปด้วยเทพบุตรเหล่านั้น

ด้วยเทพธิดาเหล่านั้น ด้วยนางฟ้อน ๒๕ โกฏิและด้วยหมู่เทวดาใน

เทวโลกสองชั้น เมื่อตรวจดูมหาสมบัติ ก็ทรงเห็นสตรีสามคนเหล่านั้น ทรงดู

ว่า สามคนนี้ปรากฏก่อน สุชาดาอยู่ไหน ทรงเห็นว่า นางนี้ไปเกิดเป็นนาง

นกยางตัวหนึ่งในซอกเขาเพราะไม่ยอมทำตามคำเรา แล้วทรงลงจากเทวโลก

เสด็จไปสู่สำนักนาง. พอนางเห็นเท่านั้น แหละก็จำได้เลยก้มหน้า. ท้าวสักกะจึง

ตรัสว่า เ จ้าผู้เขลา บัดนี้ ไฉนจึงไม่ยอมยกหัวขึ้นล่ะ เจ้าไม่ทำตามคำเรา เอาแต่

แต่งเนื้อแต่งตัว ทำให้เสียเวลา สมบัติอันยิ่งใหญ่เกิดแล้วแก่นางสุธรรมา

นางสุนันทา. และนางสุจิตรา จงมาดูสมบัติพวกเราสิ แล้ว ก็ทรงพาไปเทวโลก

ทรงปล่อยที่สระบัวชื่อนันทาแล้ว เสด็จประทับนั่งบนบัลลังก์. พวกนาง

นักฟ้อนกราบทูลถามว่า มหาราช ทูลกระหม่อมเสด็จไปไหน. พระองค์แม้ไม่

ทรงอยากจะบอก เมื่อถูกพวกนางเหล่านั้นบีบคั้นหนักเข้า ก็ตรัสว่าไปสู่สำนัก

สุชาดา.

นาฏกา. มหาราช นางเกิดที่ไหน.
ส. ที่เชิงซอกเขา.
นาฏกา. เดี๋ยวนี้อยู่ไหน.
ส. ฉันปล่อยไว้ที่สระบัวชื่อนันทา.
นาฏกา. มาเถิด ท่านผู้เจริญ พวกเราไปดูเจ้าแม่ของพวกเรา แล้ว

ทั้งหมดก็พากันไปที่นั้น.

นางสุชาดานั้น แต่ก่อนมา ถือตัวว่าเป็นใหญ่กว่าเขาหมด. บัดนี้ชั้น

แต่พวกหญิงนักฟ้อน เมื่อเห็นนางเข้าก็พากันพูดจาเยาะเย้ยเอาเป็นต้นว่า ดู

เถิดท่าน ปากเจ้าแม่พวกเราอย่างกะหลาวแทงปู.

นางเกิดอึดอัดเหลือเกิน จึงทูลท้าวสักกะ ผู้เป็นราชาของเทพว่า

มหาราช วิมานทอง วิมานเงิน หรือนันทาโปกขรณีเหล่านี้ จักทำอะไร

แก่หม่อนฉัน มหาราช ชาติภูมิเท่านั้นแหละที่เป็นสุขของหมู่สัตว์โปรด

ปล่อยหม่อมฉันไว้ที่เชิงซอกเขานั้นตามเดิมเถิด. ท้าวสักกะ ทรงปล่อยนาง

ไว้ที่นั้นแล้วตรัสว่า เจ้าจะทำตามคำของฉันไหม. นางทูลถามว่า จะทำตาม

มหาราช. ท้าวสักกะ จึงตรัสว่า เจ้าจงรับศีลห้ารักษาอย่าให้ขาด ไม่กี่วันฉันจะ

ทำเจ้าให้ใหญ่กว่านางเหล่านั้น . นางก็ได้ทำอย่างนั้น. ล่วงไปได้สองสามวัน

ท้าวสักกะ ทรงคิดว่า นางรักษาศีลได้ไหมหนอ จึงเสด็จไปจำแลงเป็นปลาหงาย

ท้อง ลอยบนหลังน้ำข้างหน้านาง. นางคิดว่า คงเป็นปลาตาย จึงไปจิกเอาที่

หัว. ปลากระดิกหาง. นางคิดว่า ชะรอยปลายังเป็นแล้วก็ปล่อยน้ำไป. ท้าว

สักกะประทับยืนที่อากาศ ตรัสว่า สาธุ สาธุ เจ้ารักษาสิกขาบทได้ ฉันจะทำ

เจ้าผู้รักษาได้อย่างนี้ให้เป็นหัวหน้าของพวกนางละครเทวดาโดยไม่นานทีเดียว.

นางมีอายุ ๕๐๐ ปี. แม้แต่วันเดียวก็ไม่ได้อาหารเต็มท้อง แม้จะเหี่ยวแห้ง

แห้งผากร่วงโรยอยู่ ก็ไม่ทำให้ศีลขาด เมื่อตายแล้ว ก็เกิดในเรือนช่างหม้อใน

กรุงพาราณสี.

เมื่อท้าวสักกะทรงตรวจดูว่า เกิดที่ไหน ก็ทรงเห็น ทรงคิดว่า เรายังนำ

นางมาที่นี้จากที่นั้นไม่ได้ เราจะให้ความเป็นไปแห่งชีวิตแก่นาง จึงทรงเอาฟัก

ทองทองคำบรรทุกยานน้อยไปจนเต็ม จำแลงเพศเป็นคนแก่ นั่งในท่ามกลางหมู่

บ้าน ร้องว่า พวกท่านจงมาเอาฟักทอง. พวกชาวบ้านโดยรอบมากล่าวว่า จงให้

มาพ่อ. คนแก่พูดว่า ฉันจะให้แก่คนผู้รักษาศีล. พวกท่านรักษาศีลกันไหม. พวก

คนก็ว่า พ่อเอ๋ย พวกเราไม่รู้ว่าศีลเป็นอย่างไร ตาจงขายเถอะ ตาเฒ่าพูดว่า

ฉันจะให้แก่ผู้รักษาศีลเท่านั้น. พวกคนพูดว่า มาซิท่าน เฒ่าขายฟักทองนี้เป็น

ใครกัน แล้วก็กลับกันหมด. เด็กหญิงคนนั้นก็ถามว่า แม่ ท่านไปเพื่อต้องการ

ฟักทอง ทำไม จึงกลับมามือเปล่าล่ะ. พวกหญิงเหล่านั้นตอบว่า หนูเอ๋ย

เฒ่าขายฟักทองเป็นใคร แกพูดว่า ฉันจะให้แก่ผู้รักษาศีล แม้เด็กหญิงรักษา

ศีลแล้วย่อมควรได้ฟักทองนี้เป็นแน่ พวกเราไม่รู้จักศีลเลย. นางคิดว่า คงจะนำ

มาเพื่อเราเป็นแน่ จึงไปแล้วพูด พ่อจ๋า โปรดให้ฟักทอง.

อินทร์. เจ้ารักษาศีลหรือแม่หนู.
ด.ญ. ค่ะ พ่อ หนูรักษาศีลค่ะ.
อินทร์. ข้าก็นำเอาฟักทองนี้มาเพื่อหนูเท่านั้น แล้วก็ตั้งไว้พร้อมกับ

ยานน้อยที่ประตูเรือนแล้วเสด็จหลีกไป. แม้นางก็รักษาศีลตลอดชีวิต จุติแล้ว

ก็เกิดเป็นธิดาของเวปจิตติอสูร. เพราะผลของศีล นางจึงเป็นผู้ที่น่าเลื่อมใส.

ท้าวเวปจิตติคิดว่า เราจะทำวิวาหมงคลแก่ลูกสาว จึงให้พวกอสูรประชุมกัน.

ท้าวสักกะทรงตรวจดูว่า เกิดที่ไหน ทรงเห็นว่า เกิดในภพอสูร

วันนี้จะทำวิวาหมงคลแก่นาง ทรงคิดว่า บัดนี้ เราควรทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

แล้วนำนางมา จึงไปทรงนิรมิตเพศเป็นอสูรแล้ว ประทับยืนในระหว่างพวก

อสูร. พระบิดาตรัสว่า พ่ออนุญาตให้ลูกเลือกสามี แล้วก็ประทานพวงดอก

ไม้ที่มือของนาง ตรัสว่า ลูกต้องการผู้ใด ก็จงซัดดอกไม้บนผู้นั้น. เมื่อนาง

ตรวจดูก็เห็นท้าวสักกะ เกิดความรักเพราะเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน กำหนด

ว่า นี้เป็นสามีของเรา แล้วก็ซัดพวงไปบนเขา. ท้าวสักกะนั้น ก็ทรงจับแขน

นางเหาะไปบนอากาศ. ขณะนั้นพวกอสูรก็จำได้. พวกอสูรเหล่านั้น ร้องไปว่าจับ

จับเฒ่าสักกะไว้ เป็นศัตรูพวกเรา พวกเราจะไม่ยอมให้เจ้าสาวแก่เฒ่าสักกะนั้น

แล้วต่างก็ติดตามไป. ท้าวเวปจิตติตรัสถามว่า ใครนำไป. เฒ่าสักกะ มหาราช

พวกอสูรตอบ. ในบรรดาผู้ที่เหลือ ท้าวสักกะนี้เท่านั้น ประเสริฐสุด ออกไป

ท้าวเวปจิตติตรัส. เมื่อท้าวสักกะพานางไปแล้วก็ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งหัวหน้า

นางฟ้อน ๒๕ โกฎิ. นางทูลขอพรต่อท้าวสักกะว่า มหาราช ในเทวโลกนี้

หม่อนฉันไม่มีมารดา บิดา หรือพี่น้องชายหญิง พระองค์เสด็จไปที่ใด ๆ โปรด

พาหม่อมฉันไปในที่นั้น ๆ ด้วยมหาราช. ท้าวสักกะประทานพระปฏิญาณว่า

ตกลง. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงเห็นความที่ท้าวสักกะนั้นเป็นผู้หมดจด ตั้ง

แต่ครั้งเป็นมาฆมาณพในหมู่บ้านมจล ดังที่ว่ามานี้ จึงตรัสว่า ยักษ์นี้เป็น

ผู้หมดจดตลอดกาลนานแล้วแล. คำว่า ประกอบด้วยประโยชน์ คืออาศัยผล

อาศัยเหตุ.

จบ ภาณวารที่ ๑


บทว่า มีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ คือ มีอะไรเป็นเครื่องผูก

ได้แก่เป็นผู้ถูกเครื่องผูกอะไรผูกเอาไว้. บทว่า กายมาก คือ ชนมาก. บทว่า

ไม่มีเวร คือไม่มีความกระทบกระทั่ง. บทว่า ไม่มีอาชญา คือพ้นจากอาชญา

คืออาวุธและอาชญาคือธนู. บทว่า ไม่มีข้าศึก คือไม่มีศัตรู. บทว่า ไม่มี

ความพยาบาท ได้แก่ปราศจากโทมนัส. บทว่า พึงเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่

คือ ย่อมให้ทาน ย่อมทำการบูชาแล้วปรารถนาว่า โอ้หนอ ขอให้พวกเรา

พึงเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่กับใคร ๆ เถิด ขอให้พวกเราพึงไม่ก่อความกำเริบให้เกิด

ในใคร ๆ แล้วใช้สอยของที่ถือเอาด้วยนิ้วมือพร้อมกับคนหนึ่งพันเถิด.

บทว่า และย่อมมีแก่พวกเขาด้วยประการฉะนี้ คือ และก็ความปรารถนานี้

ย่อมมีแก่พวกเขาด้วยประการฉะนี้. บทว่า และก็เมื่อเป็นเช่นนั้น คือเมื่อ

ความปรารถนาอย่างนั้นแม้มีอยู่. บทว่า มีริษยาและความตระหนี่เป็น

เครื่องประกอบเข้าไว้ คือ ความริษยามีความสิ้นไปแห่งสมบัติของอื่นเป็น

ลักษณะ และความตระหนี่อันมีความทนไม่ได้ต่อความที่สมบัติของตนเป็นของ

ทั่วไปกับพวกคนเหล่าอื่นเป็นลักษณะ. ชื่อว่า ผู้มีความริษยาและความตระหนี่

เป็นเครื่องประกอบเข้าไว้ เพราะความริษยาและความตระหนี่เป็นเครื่อง

ประกอบเข้าไว้ของพวกเขา. นี้เป็นความย่อในที่นี้ . ส่วนควาษริษยาและความ

ตระหนี่อย่างพิสดาร ได้กล่าวไว้เสร็จแล้วในอภิธรรม.

สำหรับในเรื่องความตระหนี่นี้ เพราะความตระหนี่ที่อยู่ สัตว์ไม่ว่า

เป็นยักษ์หรือเป็นเปรตต่างก็เที่ยวใช้ศีรษะทูนขยะของที่อยู่นั้นเอง เพราะความ

ตระหนี่ตระกูล เมื่อบุคคลเห็นผู้ที่กำลังทำทานเป็นต้นแก่ผู้อื่นในตระกูลนั้น

ก็คิดว่า ตระกูลของเรานี้แตกแล้วหนอ ถึงกับกระอักเลือดบ้าง ถ่ายท้องบ้าง

ไส้ขาดเป็นท่อนน้อยใหญ่ทะลักออกมาบ้าง. เพราะความตระหนี่ลาภ ผู้เกิด

ตระหนี่ในลาภของสงฆ์หรือของหมู่ บริโภคเหมือนบริโภคของส่วนบุคคล

เกิดเป็นยักษ์บ้าง เปรตบ้าง งูเหลือมขนาดใหญ่บ้าง. ก็เพราะความตระหนี่

วรรณแห่งสรีระและวรรณแห่งคุณ และเพราะความตระหนี่การศึกษาเล่าเรียน

บุคคลจะกล่าวชมแต่คุณของตัวเองเท่านั้น หากล่าวชมคุณของคนเหล่าอื่นไม่

กล่าวอยู่แต่โทษนั้นๆ ว่า คนนี้ มีดีอะไร และจะไม่ให้การศึกษาเล่าเรียนอะไรๆ

แก่ใคร ๆ พูดแต่โทษว่า คนนี้ขี้เหร่ และบ้าบอ. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยความ

ตระหนี่ที่อยู่ เขาย่อมไหม้ในเรือนโลหะ. ด้วยความตระหนี่ตระกูล เขาย่อม

เป็นผู้มีลาภน้อย. ด้วยความตระหนี่ลาภ เขาย่อมเกิดในคูถนรก. ด้วยความ

ตระหนี่วรรณ เมื่อเกิดในภพ จะไม่มีวรรณ. ด้วยความตระหนี่ธรรม เขา

ย่อมเกิดในนรกขี้เถ้า.

ก็แล ความริษยาและความตระหนี่ที่เป็นเครื่องประกอบ (สัตว์ไว้ใน

ภพ) นี้ จะละได้ก็ด้วยโสดาปัตติมรรค. ตลอดเวลาที่ยังละมัน ไม่ได้ เทวดา

และมนุษย์ แม้ปรารถนาความเป็นผู้ไม่มีเวรเป็นต้น อยู่ก็ตาม ก็หาได้รอดพ้น

ไปจากเวรเป็นต้นไม่เลย. บทว่า ข้าพระองค์ข้ามความสงสัยในปัญหานี้

ได้แล้ว ความว่า ท้าวสักกะตรัสว่า ในปัญหานี้ เพราะฟังพระดำรัสของ

พระองค์ ข้าพระองค์จึงข้ามความสงสัยได้แล้ว. ท้าวสักกะไม่ได้ทรงแสดง

ความที่ทรงข้ามความสงสัยได้ด้วยอำนาจมรรค. คำว่า ความสงสัยที่ต้อง

ถามว่าอย่างไร ๆ ปราศไปแล้ว คือความสงสัย แม้นี้ว่า อย่างไรนี้

นี้อย่างไร ปราศไปแล้ว.

คำมี เค้ามูลเป็นต้น มีใจความอันได้กล่าวไว้เสร็จแล้ว. บทว่า

มีที่ชอบและที่ชังเป็นเค้ามูล คือ ความตระหนี่มีสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก

เป็นเค้ามูล ริษยามีสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รักเป็นเค้ามูล หรือทั้งสองก็มี

ทั้งสองเป็นเค้ามูล. ก็สำหรับนักบวช ลูกศิษย์ลูกหาเป็นต้น สำหรับชาวบ้าน

ลูกเป็นต้น หรือสัตว์ก็มีช้างม้าเป็นต้น ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่หยอกล้อ เป็นที่

ยึดถือว่าของเรา. เมื่อไม่เห็นพวกเหล่านั้น แม้ครู่เดียวก็ทนไม่ได้. เมื่อเขา

ได้เห็นคนอื่นผู้ได้สัตว์ที่น่ารักอย่างนั้นก็เกิดริษยา ถูกคนอื่นขอสัตว์นั้นเองว่า

พวกเรามีงานบางอย่างด้วยสัตว์นี้ โปรดให้ยืมสักครู่เถิด ก็ให้ไม่ได้ กล่าวว่า

เขาจะเหนื่อยหรือเขาจะกลุ้ม แล้วก็เกิดความตระหนี่. ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็น

อันว่า ความริษยาและความตระหนี่แม้ทั้งสอง มีสัตว์อันเป็นที่รักเป็นเค้ามูล.

ก็แหละ สำหรับภิกษุบริขารมีบาตรและจีวรเป็นต้น หรือสำหรับชาวบ้าน

อุปกรณ์มีเครื่องประดับ เป็นต้น ย่อมเป็นที่รักที่ชื่นใจ. เมื่อเขาเห็นสิ่งชนิดนั้น

กำลังเกิดแก่คนอื่น ก็เกิดความริษยาว่า โอ้หนอ ขอสิ่งเห็นปานนี้ ไม่พึงมีแก่

คนนั้น และแม้ถูกขอก็เกิดความตระหนี่ว่า แม้พวกเรากำลังรัก ยังใช้สอยสิ่งนี้

อยู่ ยังให้ไม่ได้หรอก. ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็นอันว่า แม้ความริษยาและความ

ตระหนี่ทั้งสอง ย่อมมีสังขารอันเป็นที่รักเป็นเค้ามูล. แต่เมื่อได้สัตว์และสังขาร

ประการที่กล่าวมาแล้วนั้น แต่เป็นชนิดที่ไม่น่ารักเลย ถึงแม้ว่าสัตว์และสังขาร

เหล่านั้นไม่เป็นที่ชื่นใจเขา แม้อย่างนั้นก็ตาม เพื่อให้พวกกิเลสที่ตรงกันข้าม

เป็นไปได้ ก็กระทำความริษยาว่า เว้นข้าเสียแล้ว ใครอื่น เป็นผู้ได้สัตว์และ

สังขารเห็นปานนี้ หรือถูกขอยืมก็ไม่ให้ ย่อมกระทำความหวง. ด้วยประการ

ฉะนี้ ก็เป็นอันว่า ความริษยาและความตระหนี่แม้ทั้งสองย่อมมีสัตว์และสังขาร

อันไม่เป็นที่รักเป็นเค้ามูล.

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า มีความพอใจเป็นเค้ามูล นี้. ความ

พอใจมี ๕ อย่างคือ ความพอใจในการแสวงหา ความพอใจในการได้เฉพาะ

ความพอใจในการใช้สอย ความพอใจในการสะสม ความพอใจในการสละ.

ความพอใจในการแสวงหาเป็นไฉน คือ คนบางคนในโลกนี้ เกิดความพอใจ

ไม่อิ่ม ย่อมแสวงหารูป เสียง กลิ่น รส ย่อมแสวงหาสิ่งที่พึงถูกต้อง ย่อม

แสวงหาทรัพย์ นี้ความพอใจในการแสวงหา. ความพอใจในการได้เฉพาะ

เป็นไฉน คือ คนบางคนในโลกนี้ เกิดความพอใจไม่อิ่ม ย่อมได้เฉพาะรูป

เสียง กลิ่น รส ย่อมได้เฉพาะสิ่งที่พึงถูกต้อง ย่อมได้เฉพาะทรัพย์ นี้ความ

พอใจในการได้เฉพาะ. ความพอใจในการใช้สอยเป็นไฉน คือ คนบางคน

ในโลกนี้ เกิดความพอใจไม่อิ่ม ย่อมใช้สอยรูป เสียง กลิ่น รส ย่อมใช้สอย

สิ่งที่พึงถูกต้อง ย่อมใช้สอยทรัพย์ นี้ความพอใจในการใช้สอย. ความพอใจ

ในการสะสมเป็นไฉน คือ คนบางคนในโลกนี้ เกิดความพอใจไม่อิ่ม ย่อม

ทำการสะสมทรัพย์ ด้วยคิดว่า จะมีในคราววิบัติ นี้ความพอใจในการสะสม.

ความพอใจในการสละเป็นไฉน คือ คนบางคนในโลกนี้ เกิดความพอใจไม่อิ่ม

ย่อมจ่ายทรัพย์แก่พลช้าง พลม้า พลรถ ขมังธนู ด้วยคิดว่า คนเหล่านี้ จัก

รักษา จักคุ้มครอง จักรัก จักแวดล้อมเรา นี้ความพอใจในการสละ. ความ

พอใจแม้ทั้ง ๕ อย่างนี้ ในที่นี้เป็นเพียงตัณหาเท่านั้นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงหมายเอาความพอใจนั้น จึงได้ตรัสคำนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า มีความตรึกเป็นเค้ามูล นี้. ความตรึก

ที่เกิดจากความรู้สึกตระหนักแน่ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า อาศัยลาภเกิด ความรู้สึก

ตระหนักแน่๑ ชื่อว่า ความตรึก. คำว่า ความรู้สึกตระหนักแน่ คือ ความ

รู้สึกตระหนักแน่ มีสองอย่างคือ ความรู้สึกตระหนักแน่คือตัณหา และความ

รู้สึกตระหนักแน่คือทิฎฐิ. ตัณหาวิปริต ๑๐๘ ชนิด ชื่อว่า ความรู้สึกตระหนัก

แน่คือตัณหา ความเห็น ๖๒ อย่าง ชื่อว่า ความตระหนักแน่คือทิฏฐิ ก็ด้วย

ประการฉะนี้ จึงไม่มีการชี้ขาดลงไปว่าน่าใคร่ไม่น่าใคร่ และน่ารักไม่น่ารักด้วย

อำนาจความตระหนักแน่คือตัณหา ที่กล่าวมาแล้วอย่างนั้น เพราะสิ่งนั้นเอง

เป็นของน่าใคร่สำหรับบางคน ไม่น่าใคร่สำหรับบางคน เหมือนการชี้ขาดในไส้

เดือนมฤคและเนื้อเป็นต้นของพระราชาในส่วนภูมิภาค และพระราชาในประเทศ

ส่วนกลาง ก็เมื่อวัตถุที่ได้รับมานั้นถูกชี้ขาดด้วยความตระหนักแน่คือตัณหาแล้ว

จึงจะมีการ ชี้ชัดลงไปด้วยความรู้สึกตระหนักแน่คือความตรึกว่า เป็นของรูป

เท่านี้ เท่านี้เป็นของเสียง เป็นของกลิ่นเท่านี้ เท่านี้เป็นของรส เป็นของสิ่ง

ที่พึงถูกต้องเท่านี้ เท่านี้เป็นของเรา เป็นของเขาเท่านี้ เท่านี้จะเก็บไว้ จะให้

เท่านี้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า จอมทวยเทพ ความ

พอใจนี้เอง มีความตรึกเป็นเค้ามูล ดังนี้ .

คำว่า มีส่วนความสำคัญที่ประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า

เป็นเค้ามูล คือ ธรรมเครื่องเนิ่นช้ามี ๓ อย่างคือ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือ

ตัณหา ธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือมานะ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือทิฏฐิ. ใน ๓อย่าง

๑. ที.ม. มหานิทานสุตฺต ๗๔

นั้น ตัณหาวิปริต ๑๐๘ อย่าง ชื่อว่า ธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหา มานะ ๙

อย่าง ชื่อว่า ธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือมานะ ทิฏฐิ ๖๒ ชนิดชื่อว่า ธรรมเครื่อง

เนิ่นช้าคือทิฏฐิ. ในธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านั้น ในที่นี้ท่านหมายเอาธรรม

เครื่องเนิ่นช้าคือตัณหา. ที่เรียกว่าธรรมเครื่องเนิ่นช้า เพราะอรรถว่ากระไร.

ที่เรียกว่าธรรมเครื่องเนิ่นช้า เพราะอรรถว่าให้ถึงอาการของคนมัวเมาประมาท.

ความสำคัญ ที่ประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้านั้น ชื่อว่า ปปัญจสัญญา (ความ

สำคัญที่คลุกเคล้าไปด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า). ส่วนเรียกว่า สังขา เหมือนในคำ

เป็นต้นว่า ก็ส่วนแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้า มีความสำคัญเป็นเค้ามูล.๑ ด้วย

ประการฉะนี้ คำว่า มีส่วนความสำคัญที่ประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้าเป็น

เค้ามูล จึงหมายความว่า ความตรึกมีส่วนแห่งความสำคัญ ที่ประกอบด้วยธรรม

เครื่องเนิ่นช้าเป็นเค้ามูล.

คำว่า ข้อปฏิบัติให้เข้าถึงความสมควรแก่การดับ โดยไม่เหลือ

แห่งส่วนความสำคัญที่ประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า ความว่า ความ

ดับโดยไม่เหลือ ได้แก่ความสงบระงับอันใดแห่งส่วนความสำคัญที่ประกอบไป

ด้วยเครื่องเนิ่นช้านี้ ท้าวสักกะย่อมทูลถามทางพร้อมทั้งวิปัสสนาคือ ความ

เหมาะสมแห่งความดับโดยไม่เหลือนั้น และข้อปฏิบัติให้ถึงในความดับโดยไม่

เหลือนั้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเริ่มเวทนา ๓ อย่างแก่ท้าวสักกะ

นั้นว่า และอาตมภาพโสมนัส. ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแต่ข้อที่ทูลถาม

ข้อที่ไม่ทูลถาม ข้อที่มีความต่อเนื่อง ข้อที่ไม่มีความต่อเนื่องหรือ. ตอบว่า

ตรัสแต่ข้อที่ทูลถามเท่านั้น ไม่ใช่ข้อที่ไม่ทูลถาม ตรัสข้อที่มีความต่อเนื่องเท่านั้น

ไม่ใช่ข้อที่ไม่มีความต่อเนื่อง. จริงอยู่สำหรับเทวดาทั้งหลาย อรูปปรากฏกว่า

โดยความเป็นรูป ถึงแม้ในอรูป เวทนาก็ปรากฏกว่า. เพราะเหตุไร. เพราะกาย

๑. ขุ. สุตฺตนิปาต ๔๑๑

ที่เกิดจากธุลีในน้ำ (กรัชกาย) ของพวกเทวดา เป็นของละเอียด รูปที่เกิดจาก

กรรมเป็นของมีกำลัง เพราะความที่กายอันเกิดแต่ธุลีในน้ำเป็นของละเอียด

(และ) เพราะรูปที่เกิดจากกรรมเป็นของมีกำลัง ถ้าก้าวล่วงอาหารแม้มื้อเดียว

พวกเทวดาก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมแหลกไปเหมือนก้อนเนยใสบนแผ่นหินที่ร้อน.

พึงทราบถ้อยคำทั้งหมดตามนัยที่กล่าวแล้วในพรหมชาลสูตรนั้นแล. เพราะ

ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มเวทนาทั้ง ๓ อย่างแก่ท้าวสักกะ.

ก็แหละกัมมัฏฐานมี ๒ อย่างคือ รูปกัมมัฏฐานและอรูปกัมมัฏฐาน.

จะเรียกกัมมัฏฐานนั้นเองว่า การกำหนดรูป และการกำหนดอรูปก็ได้. ใน

กัมมัฏฐาน ๒ อย่างนั้น รูปปรากฏแก่ผู้ใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงทำ

การกำหนดธาตุ ๔ ให้พิสดารแก่ผู้นั้นด้วยอำนาจเอาใจใส่โดยย่อ หรือด้วยอำนาจ

เอาใจใส่โดยพิสดาร ก็ตรัสรูปกัมมัฎฐาน อรูปปรากฏแก่ผู้ใด ก็ตรัสอรูป

กัมมัฏฐานแก่ผู้นั้น และเมื่อจะตรัสอรูป ก็ทรงแสดงรูปกัมมัฏฐานอันเป็นที่ตั้ง

ของอรูปนั้นจึงตรัส. แต่สำหรับพวกเทวดา ทรงทราบว่าอรูปปรากฏ จึงทรง

เริ่มเวทนาด้วยอำนาจอรูปกัมมัฏฐาน.

ก็ความตั้งมั่นในอรูปกัมมัฏฐานมี ๓ อย่างคือ ด้วยอำนาจผัสสะ ด้วย

อำนาจเวทนา ด้วยอำนาจจิต. อย่างไร คือ สำหรับบางคนเมื่อรับเอา

รูปกัมมัฏฐานไปจะโดยสังเขป หรือโดยพิสดารก็ตาม ย่อมมีความตกไปเป็นอย่าง

ยิ่งในชั้นแรกของจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์นั้น ผัสสะเกิดถูกต้องอารมณ์

นั้นอยู่ย่อมเป็นของปรากฏ. สำหรับบางคน เวทนาเกิดตามเสวยอารมณ์นั้นอยู่

ย่อมเป็นของปรากฏ. สำหรับบางคนวิญญาณที่เกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์นั้นอยู่ย่อม

เป็นของปรากฏ.

ในความตั้งมั่นทั้ง ๓ อย่างนั้น ผู้ใดมีผัสสะแจ่มแจ้ง แม้ผู้นั้น ไม่ใช่

จะเกิดขึ้นแต่ผัสสะอย่างเดียวเท่านั้น พร้อมกับผัสสะนั้น แม้เวทนาที่ตามเสวย

อารมณ์นั้นเองอยู่ก็ย่อมเกิดขึ้นด้วย ถึงสัญญาที่จำอารมณ์นั้นอยู่ ถึงเจตนาที่

คิดอารมณ์นั้นอยู่ ถึงวิญญาณที่รู้แจ้งอารมณ์นั้นอยู่ ก็ย่อมเกิดขึ้นด้วย จึงชื่อ

ว่าย่อมรวบถือเอาหมวดเจตสิกธรรมที่มีผัสสะเป็นที่ห้าเหมือนกัน ด้วยประการ

ฉะนี้. ผู้ใดมีเวทนาแจ่มแจ้ง แม้ผู้นั้นก็ย่อมชื่อว่ารวบถือเอาหมวดเจตสิกธรรม

ที่มีผัสสะเป็นที่ห้าอีกเหมือนกัน เพราะมิใช่แต่เวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ย่อม

เกิดขึ้นพร้อมกับเวทนานั้น ยังมีผัสสะเกิดขึ้นกระทบอารมณ์นั้นเองอยู่ ยังมี

สัญญาที่จำอารมณ์ ยังมีเจตนาที่คิดอารมณ์ ยังมีวิญญาณที่รู้แจ้งอารมณ์นั้นอยู่

เกิดขึ้นด้วย. สำหรับผู้ที่มีวิญญาณแจ่มแจ้งแม้นั้น ก็ย่อมชื่อว่ารวบถือเอา

หมวดเจตสิกธรรมที่มีผัสสะเป็นที่ห้าอีกเหมือนกันนั่นแหละ เพราะมิใช่เกิดขึ้น

แต่วิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น พร้อมกับวิญญาณนั้น ก็ยังมีผัสสะที่เกิดขึ้น

กระทบอารมณ์นั้นเองอยู่ ยังมีเวทนาที่ตามเสวยอารมณ์ ยังมีสัญญาที่จำอารมณ์

ยังมีเจตนาที่คิดอารมณ์เกิดขึ้นด้วย.

เมื่อเขาใคร่ครวญอยู่ว่า ธรรมหมวดที่มีผัสสะเป็นที่ห้าเหล่านี้ อาศัย

อะไร ก็ย่อมรู้ชัดว่าอาศัยที่ตั้ง. ชื่อว่า ที่ตั้ง ก็คือร่างกาย (ที่เกิดจากละออง

ในน้ำ) ที่ท่านหมายเอากล่าวว่า ก็แลวิญญาณของเรานี้อาศัยอยู่ในร่างกายนี้

เกี่ยวข้องในร่างกายนี้. โดยใจความก็คือเขาย่อมรู้ชัดทั้งภูตรูปและอุปาทารูป.

เมื่อรู้ชัดว่า ที่ตั้งในร่างกายนี้เป็นรูป หมวดที่มีผัสสะเป็นที่ห้า เป็นนามอย่างนี้

ก็ชื่อว่าย่อมเห็นสักว่าเป็นนามรูปเท่านั้น. และนามรูปก็เป็นเพียงขันธ์ห้า

คือ รูปในที่นี้เป็นรูปขันธ์ และนามก็เป็นขันธ์ที่ไม่มีรูปทั้ง ๔. ก็ขันธ์ห้าที่

พ้นไปจากนามรูป หรือนามรูปที่พ้นไปจากขันธ์ห้าหามีอยู่ไม่. เมื่อเขาไตร่ตรอง

ว่า ขันธ์ห้าเหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ ก็ย่อมเห็นว่า มีอวิชชาเป็นต้นเป็นเหตุ

แต่นั้นเมื่อไตร่ตรองถึงปัจจัย และสิ่งที่เกิดเพราะปัจจัยจนรู้ว่า นอกเหนือไป

จากปัจจัยและสิ่งที่เกิดจากปัจจัยนั้นแล้ว ไม่มีสัตว์ หรือบุคคลอื่น มีแต่กลุ่ม

สังขารล้วน ๆ เท่านั้นเอง แล้วก็ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ด้วยอำนาจนามรูปพร้อมกับ

ปัจจัย เที่ยวพิจารณาว่า ไม่เที่ยง ทนไม่ได้ ไม่มีอะไรเป็นตัวตน ตามลำดับ

แห่งวิปัสสนา. เขาหวังการแทงตลอดอยู่ว่า วันนี้ วันนี้ ในวันเห็นปานนั้น

เมื่อได้ ฤดูเป็นที่สบาย บุคคลเป็นที่สบาย อาหารเป็นที่สบาย หรือการฟัง

ธรรมเป็นที่สบายแล้ว ก็นั่งโดยบัลลังก์เดียวเท่านั้น ครั้นให้วิปัสสนาถึงยอด

แล้ว ก็ย่อมตั้งอยู่ในอรหัตตผล. โคปกเทพเทพบุตรบอกกัมมัฏฐานจนถึง

อรหัตแก่ท่านทั้งสามเหล่านี้อย่างนี้แล.

แต่ในที่นี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงบอกอรูปกัมมัฏฐาน ก็ทรง

แสดงด้วยเวทนาเป็นหัวข้อ. เมื่อพระองค์จะแสดงด้วยอำนาจผัสสะ หรือด้วย

อำนาจวิญญาณจะไม่มีความแจ่มแจ้งแก่ท้าวสักกะนี้ แต่จะปรากฏเหมือนความ

มืด. แต่ด้วยอำนาจเวทนา จึงจะแจ่มแจ้ง. เพราะเหตุไร. เพราะการเกิด

เวทนาขึ้น เป็นของแจ่มแจ้งแล้ว. จริงอยู่ การเกิดสุขและทุกขเวทนาขึ้น

เป็นสิ่งแจ่มแจ้งแล้ว. เมื่อความสุขเกิดขึ้น ทั่วทั้งร่างก็เกิดกระเพื่อม ข่มอยู่

ซาบซ่า ซึมซาบ เหมือนให้กินเนยใสที่ชำระร้อยครั้ง เหมือนกำลังทา

น้ำมันที่เจียวร้อยครั้ง เหมือนกำลังเอาน้ำพันหม้อมาดับความเร่าร้อน เปล่งวาจา

ว่า สุขหนอ สุขหนอ อยู่นั่นแหละ. เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้น ทั่วทั้งร่างก็เกิด

กระเพื่อม ข่มอยู่ ซู่ซ่า ซึมซาบเหมือนเข้าสู่กระเบื้องร้อน เหมือนเอา

น้ำทองแดนเหลวมารด เหมือนโดนมัดคบเพลิงไม้ในป่าที่มีหญ้าและไม้ใหญ่ ๆ

ที่แห้ง คร่ำครวญว่า ทุกข์หนอ ทุกข์หนอ อยู่นั่นแล. สุขและทุกขเวทนา

เกิดขึ้นปรากฏดังว่ามานี้. ส่วนอทุกขมสุขเวทนา ชี้แจงยากเหมือนกะถูกความ

มืดครอบงำ. อทุกขมสุขเวทนานั้น เพราะหลีกสุขและทุกข์ไป จึงมีอาการเป็น

กลางด้วยอำนาจเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขและทุกข์ ดังนี้ เมื่อถือเอาโดยนัย จึงจะ

แจ่มแจ้ง. เหมือนอะไร พรานเนื้อเดินไปตามรอยเท้าเนื้อที่ขึ้นหลังแผ่นหินใน

ระหว่างแล้วหนีไปได้เห็นรอยเท้าที่ส่วนนี้บ้าง ส่วนอื่นบ้างของหลังแผ่นหิน

แม้ตรงกลางไม่เห็นก็ย่อมรู้ได้โดยนัยว่า มันคงจะขึ้นทางนี้แล้วลงทางนี้ไปโดย

ประเทศนี้ ตรงกลางบนหลังแผ่นหินฉันใด ก็การเกิดสุขเวทนาขึ้นย่อมเป็นสิ่ง

แจ่มแจ้งเหมือนรอยเท้าตรงที่เนื้อมันขึ้น การเกิดขึ้นแห่งทุกขเวทนาก็เป็นสิ่ง

แจ่มแจ้ง เหมือนรอยเท้าตรงที่เนื้อมันลง เมื่อถือเอาโดยนัยว่า เพราะหลีกสุข

และทุกข์ไป อทุกขมสุขเวทนานั้น จึงมีอาการเป็นกลางด้วยอำนาจเป็นปฏิปักษ์

ต่อทั้งสุขและทุกข์ ก็ย่อมเป็นของแจ่มแจ้ง เหมือนการถือเอาโดยนัยว่า มันขึ้น

ตรงนี้ ลงตรงนี้ แล้วไปอย่างนี้ ฉันนั้น.

ครั้นตรัสรูปกัมมัฏฐานไว้ก่อนอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรง

พลิกแพลงแสดงอรูปกัมมัฏฐานด้วยอำนาจเวทนาในภายหลัง. และก็ไม่ใช่ทรง

แสดงอย่างนี้อย่างเดียวในที่นี้เท่านั้น หากแต่ทรงแสดงรูปกัมมัฏฐานก่อนใน

พระสูตรไม่ใช่น้อยอย่างนี้คือ ในมหาสติปัฏฐานสูตร จูฬตัณหาสังขยสูตร

มหาตัณหาสังขยสูตร จุลลเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร รัฏฐปาลสูตร มาคันทิย-

สูตร ธาตุวิภังคสูตร อเนญชสัปปายสูตร (และ) ในเวทนาสังยุตทั้งหมด

แล้วจึงทรงพลิกแพลงแสดงอรูปกัมมัฏฐานด้วยอำนาจเวทนาในภายหลัง. และ

ก็ในพระสูตรเหล่านั้น ฉันใด แม้ในสักกปัญหสูตรนี้ ก็ฉันนั้น ครั้งแรกทรง

แสดงรูปกัมมัฏฐาน แล้วภายหลังจึงทรงพลิกแพลงแสดงอรูปกัมมัฏฐานด้วย

อำนาจเวทนา. สำหรับในสักกปัญหสูตรนี้ รูปกัมมัฏฐานพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงย่อเพียงเป็นอารมณ์ของเวทนาเท่านั้น ฉะนั้น ในบาลีจึงไม่มียกขึ้นมา.

เพื่อจะทรงแสดงข้อที่เป็นหลักสำหรับตั้งมั่นด้วยอำนาจของเวทนา ที่แจ่มแจ้ง

แก่ท้าวสักกะนั้นนั่นเอง ในอรูปกัมมัฏฐาน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำเป็นต้น

ว่า จอมทวยเทพ อาตมภาพกล่าวโสมนัส ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สองอย่าง คือสองชนิด หมายความว่า โดย

ส่วนสอง. คำว่า ไม่พึงเสพโสมนัสเห็นปานนี้ คือไม่พึงเสพโสมนัสที่

อาศัยเรือนเห็นปานนี้. ชื่อว่าโสมนัสที่อาศัยเรือน ได้แก่โสมนัสที่อาศัยกามคุณ

เป็นไปในทวาร ๖ อย่างนี้คือ ในเวทนาเหล่านั้น โสมนัสที่อาศัยเรือน ๖ อย่าง

อย่างเป็นไฉน เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นการได้เฉพาะซึ่งรูปที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยตา

ที่น่ารัก. น่าใคร่ น่าพอใจ น่าชื่นใจ ที่เกี่ยวกับเหยื่อของโลก โดยความได้

เฉพาะ หรือเมื่อตามระลึกถึงรูปที่เคยได้เฉพาะเมื่อก่อน ซึ่งล่วงไปแล้ว ดับไป

แล้ว แปรปรวนไปแล้ว จึงเกิดโสมนัสขึ้น โสมนัสเห็นปานนี้ใด นี้เรียกว่า

โสมนัสที่อาศัยเรือน๑ ดังนี้เป็นต้น. คำว่า พึงเสพโสมนัสเห็นปานนี้ คือ

พึงเสพโสมนัสที่อาศัยการออกจากเรือนเห็นปานนี้. ชื่อว่าโสมนัสที่อาศัยการ

ออกจากเรือน ได้แก่โสมนัสที่เกิดขึ้นแก่ผู้เกิดโสมนัสว่า เราได้ขวนขวาย

วิปัสสนาแล้ว ผู้สามารถเร่งเร้าใจให้ขวนขวายเริ่มตั้งวิปัสสนาด้วยอำนาจไตร

ลักษณ์มีความไม่เที่ยงเป็นต้นในอารมณ์ที่น่ารักซึ่งมาสู่คลองในทวารทั้ง ๖ อย่าง

นี้เป็นต้นว่า ในเวทนาเหล่านั้น โสมนัสที่อาศัยการออกจากเรือน ๖ อย่างเป็น

ไฉน ก็แลเมื่อบุคคลมารู้ความที่รูปทั้งหลายไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป

ดับไป แล้วเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาที่ถูกต้องตามที่เป็นจริงอยู่อย่างนี้ว่า รูปทั้ง

หลายทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้ รูปเหล่านั้นทั้งหมด ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้

มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงเกิดโสมนัสขึ้น โสมนัสเห็นปานนี้ใด

นี้เรียกว่าโสมนัสที่อาศัยการออกจากเรือน. คำว่า พึงเสพ คือ โสมนัสที่เกิด

ขึ้นด้วยอำนาจการออกจากเรือน ด้วยอำนาจวิปัสสนา ด้วยอำนาจการตามระลึก

ถึง ด้วยอำนาจฌานที่หนึ่งเป็นต้นนี้ ชื่อว่า พึงเสพ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า หากโสมนัสใด มีความตรึก มีความตรอง

คือ ในโสมนัสที่อาศัยการออกจากเรือน แม้นั้น ก็ต้องรู้ว่าโสมนัสที่

เกิดขึ้นด้วยอำนาจการออกจากเรือน ด้วยอำนาจวิปัสสนา ด้วยอำนาจการตาม

๑. ม.อุ. สฬายตนวิภงฺคสุตฺต ๓๖๙.

ระลึกถึง และด้วยอำนาจแห่งฌานที่หนึ่งนั้นเป็นโสมนัสที่ยังมีความตรึก ยังมี

ความตรอง. บทว่า หากโสมนัสใดไม่มีความตรึก ไม่มีความตรอง คือ

ส่วนโสมนัสที่เกิดด้วยอำนาจฌานที่สองและที่สามนั้น ก็ต้องรู้ว่าเป็นโสมนัสที่

ไม่มีความตรึก ไม่มีความตรอง. คำว่า เหล่าใด ไม่มีความตรึก ไม่มี

ความตรอง ประณีตกว่า ความว่า แม้ในโสมนัสทั้งสองนี้ โสมนัสที่ไม่มี

ความตรึก ไม่มีความตรองนั้น ประณีตกว่า. ด้วยคำนี้ เป็นอันท่านกล่าวถึง

อะไร. กล่าวถึงอรหัตตผลของสองท่าน. อย่างไร จริงอยู่ภิกษุรูปหนึ่งเมื่อเริ่ม

ตั้งวิปัสสนาในโสมนัสที่ยังมีความตรึก ยังมีความตรอง แล้วก็มาใคร่ครวญว่า

โสมนัสนี้อาศัยอะไร ก็ทราบชัดว่า อาศัยที่ตั้ง แล้วก็ตั้งอยู่ในอรหัตตผลโดย

ลำดับตามนัยที่กล่าวแล้วในหมวดอันมีผัสสะเป็นที่ห้านั่นแหละ. รูปหนึ่งเริ่มตั้ง

วิปัสสนาในโสมนัสที่ไม่มีความตรึก ไม่มีความตรองแล้วก็ตั้งอยู่ในอรหัตตผล

ตามนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.

แม้ในโสมนัสที่ตั้งมั่นเหล่านั้น โสมนัสที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความ

ตรอง ประณีตกว่าที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง โสมนัสวิปัสสนาที่ไม่มี

ความตรึกและไม่มีความตรอง ประณีตกว่า แม้โสมนัสวิปัสสนาที่มีความตรึก

และมีความตรอง โสมนัสผลสมาบัติที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองเท่านั้น

ที่ประณีตกว่า โสมนัสผลสมาบัติที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง. เพราะ

เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เหล่าใดไม่มีความตรึกไม่มีความ

ตรอง ประณีตกว่า ดังนี้.

คำว่า ไม่พึงเสพโทมนัสเห็นปานนี้ ความว่า ไม่พึงเสพโทมนัส

ที่อาศัยเรือนเห็นปานนี้. ที่ชื่อว่าโทมนัสอันอาศัยเรือนได้แก่ โทมนัสที่อาศัย

กามคุณซึ่งเกิดแก่ผู้ตรึกอยู่ว่า เราไม่ตามเสวยแล้ว จักไม่ตามเสวย ย่อมไม่ตาม

เสวย ซึ่งอิฏฐารมณ์ในทวารทั้ง ๖ อย่างนี้ว่า ในเวทนาเหล่านั้น โทมนัสที่

อาศัยเรือน ๖ อย่างเป็นไฉน เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นการไม่ได้เฉพาะซึ่งรูปที่

น่ารัก น่าใคร่ น่าพอใจ น่าชื่นใจ ซึ่งเกี่ยวกับเหยื่อของโลก ที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยตา

โดยความไม่ได้เฉพาะ หรือเมื่อตามระลึกถึงรูปที่ไม่เคยได้เฉพาะ เมื่อซึ่งล่วง

ไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว จึงเกิดโทมนัสขึ้น โทมนัสเห็นปาน

นี้ใด นี้เรียกโทมนัสที่อาศัยเรือน ดังนี้เป็นต้น. คำว่า พึงเสพโทมนัสเห็น

ปานนี้ คือ พึงเสพโทมนัสที่อาศัยการออกจากเรือนเห็นปานนี้. ที่ชื่อว่าโทมนัส

ที่อาศัยการออกจากเรือน ได้แก่ โทมนัสที่เกิดแก่ผู้ที่ไม่สามารถเพื่อจะเร่งเข้าใจ

ให้ขวนขวายเข้าไปตั้งความอยากได้ในธรรมคืออริยผล กล่าวคือความหลุดพ้น

ชั้นเยี่ยม แล้วเริ่มตั้งวิปัสสนาด้วยอำนาจไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงเป็นต้นเพื่อ

บรรลุอริยผลนั้น ผู้ตามเศร้าใจว่า เราไม่สามารถเพื่อจะเร่งเร้าใจให้ขวนขวาย

วิปัสสนามาตลอดปักษ์แม้นี้ ตลอดเดือนแม้นี้ ตลอดปีแม้นี้ แล้วบรรลุอริย

ภูมิได้ ในอารมณ์ที่น่ารักอันมาสู่คลองในทวารทั้ง ๖ อย่างนี้ว่า ในเวทนา

เหล่านั้น โทมนัสที่อาศัยการออกจากเรือนเป็นไฉน ก็แล เมื่อบุคคลมารู้ความ

ที่รูปทั้งหลายไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไปแล้ว เห็นรูปนั้นด้วย

ปัญญาที่ถูกต้องตามที่เป็นจริงอยู่อย่างนี้ว่า รูปทั้งหลาย ทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้

เหล่าใด รูปเหล่านั้นทั้งหมด ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ มีความแปรปรวนเป็น

ธรรมดา แล้วจึงเข้าไปตั้งความอยากได้ในความหลุดพ้นชั้นเยี่ยมว่า ชื่อว่าเมื่อ

ไรหนอ เราจึงจะเข้าถึงอายตนะนั้นแล้วแลอยู่ คืออายตนะที่พวกพระอริยเจ้า

ในบัดนี้ ย่อมเข้าถึงแล้วแลอยู่. เมื่อเข้าไปตั้งความอยากได้ในความหลุดพ้นชั้น

เยี่ยม ดังที่ว่ามานี้ โทมนัสก็ย่อมเกิดขึ้น เพราะความอยากได้เป็นปัจจัย.

โทมนัสเห็นปานนี้ใด นี้เรียกว่าโทมนัสที่อาศัยการออกจากเรือน ดังนี้เป็นต้น.

คำว่า พึงเสพ คือ โทมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการออกจากเรือน ด้วยอำนาจ

วิปัสสนา ด้วยอำนาจ การตามระลึกถึง ด้วยอำนาจฌานที่หนึ่งเป็นต้นนี้ ชื่อว่า

เป็นโทมนัสที่พึงเสพ.

ในคำเหล่านั้น คำว่า หากโทมนัสใด ยังมีความตรึก ยังมีความ

ตรอง คือ ในโสมนัสทั้งสองอย่างแม้นั้น โทมนัสที่อาศัยเรือนเท่านั้น ที่ชื่อ

ว่าโทมนัสยังมีความตรึก ยังมีความตรองอยู่. ส่วนโทมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ

การออกจากเรือน ด้วยอำนาจวิปัสสนา ด้วยอำนาจการตามระลึกถึง ด้วย

อำนาจฌานที่หนึ่งและฌานที่สอง พึงทราบว่าเป็นโทมนัสที่ยังมีความตรึกและ

ยังมีความตรองอยู่. ส่วนโดยทำนองอย่างตรงขึ้นชื่อว่าโทมนัสที่ไม่มีความตรึก

และไม่มีความตรองไม่มี. สำหรับอินทรีย์คือโทมนัส เป็นอกุศลโดยส่วนเดียว

เท่านั้น และยังมีความตรึกและยังมีความตรองด้วย. แต่ด้วยอำนาจความเข้าใจ

ของภิกษุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์คือโทมนัส ยังมีความตรึกและยังมีความ

ตรอง และว่า ที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรอง ดังนี้.

ต่อไปนี้ เป็นนัยในเรื่องโทมนัสนั้น คือในกรณีนี้ภิกษุถือเอาธรรม

ที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง และธรรมที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความ

ตรองอันเป็นธรรมที่มีโทมนัสเป็นปัจจัย และธรรมคือมรรคและผลที่เกิดขึ้นมี

โทมนัสเป็นปัจจัยนั่นเอง ว่าเป็นโทมนัสเพราะอำนาจเห็นการปฏิบัติของภิกษุ

เหล่าอื่นแล้วก็มาคิดว่า เมื่อไรหนอแล เราจึงจักเริ่มตั้งวิปัสสนาในโทมนัสที่

ยังมีความตรึกและยังมีความตรองได้เสียที เมื่อไรเราจึงเริ่มตั้งวิปัสสนาใน

โทมนัสที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองได้เสียที และคิดอีกว่า เมื่อไร

หนอแล เราจึงจักให้ผลสมาบัติในโทมนัสที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง

เกิดได้เสียที เมื่อไรเราจึงจักให้ผลสมาบัติในโทมนัสที่ไม่มีความตรึกและไม่มี

ความตรองเกิดได้เสียที แล้วก็ถือข้อปฏิบัติตลอดสามเดือน หกเดือนหรือเก้าเดือน

เมื่อถือข้อปฏิบัติตลอดสามเดือน ในเดือนแรกเดินเสียหนึ่งยาม สองยามทำ

โอกาสแก่การหลับ ในเดือนกลางเดินเสียสองยาม ทำโอกาสแก่การหลับหนึ่ง

ยาม ในเดือนสุดท้ายให้ร่างกายเป็นไปด้วยการเดินจงกรมและการนั่งเท่านั้นเอง

ถ้าแบบนั้น บรรลุพระอรหัตนั้นก็ดีไป. ถ้าไม่บรรลุ เธอก็ถือข้อปฏิบัติประเภท

๖ เดือน ให้วิเศษ (ขึ้นไปอีก) แม้ในข้อปฏิบัติประเภท ๖ เดือนนั้น ทุกสอง

เดือน ๆ ก็ปฏิบัติตามนัยที่กล่าวแล้ว เมื่อไม่สามารถสำเร็จพระอรหัตได้ ก็ยึด

หลักปฏิบัติชนิดเก้าเดือนให้วิเศษ (ยิ่งขึ้นไปอีก) แม้ในหลักปฏิบัติชนิดเก้า

เดือนนั้น ทุกสามเดือน ๆ ก็ปฏิบัติอย่างนั้นแหละ เมื่อไม่สามารถบรรลุความ

เป็นพระอรหันต์ได้ (และ) เมื่อพิจารณาว่า โอ้หนอ ! เราไม่ได้ปวารณาแบบ

วิสุทธิปวารณา พร้อมกับพวกเพื่อนพรหมจรรย์เสียแล้ว ความโทมนัสก็ย่อม

เกิดขึ้น. สายน้ำตา ก็ไหลพรู เหมือนสายน้ำตาของพระมหาสิวเถระผู้อยู่ที่เงื้อม

เขาท้ายหมู่บ้าน.

เล่ากันว่า พระเถระสอนหมู่ใหญ่ ๑๘ หมู่ พวกภิกษุสามหมื่นรูป

ตั้งอยู่ในโอวาทของท่านบรรลุอรหัตแล้ว . ต่อมามีภิกษุรูปหนึ่งมารำพึงว่า

ภายในตัวเราก่อน มีคุณประมาณไม่ได้ คุณของอาจารย์เราเป็นอย่างไรหนอแล

กำลังรำพึงอยู่ก็เห็นความเป็นปุถุชน จึงคิดว่า อาจารย์พวกเราเป็นที่พึ่งของคน

เหล่าอื่น (แต่) ไม่สามารถเพื่อจะเป็นที่พึ่งของตนได้ เราจะให้โอวาทแก่ท่าน

แล้วก็เหาะมาลงใกล้วัด เข้าไปหาอาจารย์ผู้นั่งในที่พักกลางวัน แสดงวัตรแล้ว

ก็นั่งในที่ควรส่วนหนึ่ง. พระเถระกล่าวว่า ดูก่อนผู้ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร

คุณมาเพราะเหตุไร.

ภิกษุ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมเป็นผู้มาแล้ว ด้วยคิดว่า จักเอา
อนุโมทนา สักบทหนึ่ง.
เถระ. คงจะไม่มีโอกาสหรอกคุณ
ภิกษุ. ท่านขอรับ กระผมจะเรียนถามในเวลายืนที่โรงตรึก
เถระ. ในที่นั้น พวกคนอื่นก็จะถาม.
ภิกษุ. ในทางเที่ยวบิณฑบาตล่ะ ขอรับ.
เถระ. แม้ในทางนั้น พวกคนอื่นก็จะถาม.
ภิกษุ. ในที่นุ่งผ้าสองชั้น ในที่ห่มสังฆาฏิ ในที่นำเอาบาตรออกใน
เวลาเที่ยวไปในหมู่บ้านแล้วดื่มข้าวต้มในโรงฉันล่ะขอรับ.
เถระ. ในที่นั้น ๆ ก็จะมีพวกเถระทางอรรถกถาบรรเทาความสงสัย
ของตน.
ภิกษุ. กระผมจะเรียนถามในเวลาออกจากภายในหมู่บ้าน ขอรับ.
เถระ. แม้ในที่นั้น ก็จะมีคนพวกอื่นถาม คุณ.
ภิกษุ. ท่านขอรับในระหว่างทาง ท่านขอรับในเวลาเสร็จการฉันใน
โรงอาหาร ท่านขอรับ ในเวลาล้างเท้า ในเวลาล้างหน้าในที่
พักกลางวัน .
เถระ. ตั้งแต่นั้นไปจนถึงสว่าง ก็จะมีพวกอื่นอีกถาม คุณ.
ภิกษุ. ในเวลาเอาไม้สีฟันแล้วไปสู่ที่ล้างหน้า ขอรับ.
เถระ. ตอนนั้น พวกอื่น ก็จะถาม.
ภิกษุ. ในเวลาล้างหน้าแล้วมาล่ะ ขอรับ.
เถระ. แม้ในตอนนั้น พวกอื่นก็จะถาม.
ภิกษุ. ในเวลาเข้าเสนาสนะแล้วนั่งล่ะ ขอรับ.
เถระ. แม้ในตอนนั้น พวกอื่น ก็จะถาม.
ภิกษุ. ท่านขอรับ มันน่าจะเป็นโอกาสและเวลาของพวกผู้ที่ล้างหน้า
เสร็จแล้วเข้าสู่เสนาสนะ ให้สามสี่บัลลังก์ได้รับความอบอุ่นแล้ว
ทำงานด้วยความเอาใจใส่อย่างมีเหตุผลมิใช่หรือ ท่านขอรับ
ท่านจะไม่ได้แม้แต่ขณะแห่งความตาย ท่านจงเป็นเหมือนแผ่น
กระดานเถิด ขอรับ ท่านจงเป็นที่พึ่งของคนอื่นเถิด ขอรับ
ท่านไม่อาจเพื่อจะเป็นที่พึ่งของตน กระผมไม่มีความต้องการ
ด้วยการอนุโมทนาของท่าน ว่าแล้วก็ได้เหาะไปในอากาศ.
พระเถระทราบว่า งานเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนของภิกษุรูปนี้ไม่มี

แต่เธอมาด้วยคิดว่า จะเป็นผู้สั่งสอนเรา แล้งคิดว่า บัดนี้จะไม่มีโอกาส

เวลาใกล้รุ่งเราจะไป แล้วก็เก็บบาตรจีวรไว้ใกล้ ๆ สอนธรรมตลอดยามต้น

และยามกลางคืนยังรุ่ง ขณะที่พระเถระรูปหนึ่งเรียนอุทเทศแล้วจะออกไปใน

ยามสุดท้าย ก็ถือบาตรจีวรออกไปด้วยกันกับพระเถระนั้นนั่นเอง พวกศิษย์

(อันเตวาสิก) ที่นั่งเข้าใจว่า อาจารย์ ออกไปด้วยธุระบางอย่างนานแล้ว. พระเถระ

ที่ออกไปก็ทำความเข้าใจว่า เป็นภิกษุที่ร่วมอาจารย์กัน บางรูปนั่นเอง. ได้ยิน

ว่า พระเถระ คิดว่า ชื่อว่าความเป็นพระอรหันต์สำหรับคนชั้นเรา จะอะไร

หนักหนาเล่า แค่สองสามวันเท่านั้นแหละ ก็จะสำเร็จแล้วจึงจะกลับมา ดังนี้

จึงไม่บอกพวกลูกศิษย์เลย ในวันขึ้นสิบสามค่ำเดือนแปดไปสู่เงื้อมเขาท้ายหมู่

บ้าน เมื่อขึ้นสู่ที่จงกรมแล้ว เอาใจใส่กัมมัฏฐาน ในวันนั้นยังถือเอาพระ-

อรหัตผลไม่ได้. เมื่อถึงวันอุโบสถ ก็คิดว่า เรามาแล้วด้วยคิดว่า โดยสอง

สามวัน เราจะเอาพระอรหัตผลให้ได้ ก็ยังเอาไม่ได้ สามเดือนก็เหมือน

สามวันนั่นแหละ คอยถึงวันมหาปวารณาก่อนจะรู้ ถึงเข้าพรรษาแล้วก็ยังเอา

ไม่ได้. ในวันปวารณาท่านคิดว่า เรามาแล้วด้วยคิดว่า โดยสองสามวัน เราจะ

เอาพระอรหัตผลให้ได้ นี่ก็ตั้งสามแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะเอาได้ ส่วนพวก

เพื่อนพรหมจรรย์ จะปวารณาชนิดวิสุทธิปวารณากัน เมื่อท่านคิดอย่างนั้น

สายน้ำตาก็หลั่งไหล. จากนั้นท่านคิดว่า มรรคผล จะไม่เกิดขึ้นเพราะอิริยาบถ ๔

ของเราบนเตียง ถ้าเดี๋ยวนี้ยังไม่บรรลุพระอรหัตผล เราจะไม่ยอมเหยียดหลัง

บนเตียงอย่างเด็ดขาด จะไม่ยอมล้างเท้า แล้วก็ให้ยกเอาเตียงไปเก็บไว้ภายใน

พรรษาก็ถึงอีก. ท่านก็ยังเอาพระอรหัตผลไม่ได้ตามเคย สายน้ำตาก็หลั่งไหล

ในวันปวารณายี่สิบเก้าครั้ง. พวกเด็กในหมู่บ้านพากันเอาหนามมากลัดที่ที่แตก

ในเท้าทั้งสองข้างของพระเถระ. แม้เมื่อจะพากันเล่น ก็เล่นเอาว่า ขอให้เท้า

ทั้งสองข้างจงเป็นเหมือนเท้าของพระคุณเจ้า มหาสิวเถระเถิด

ในวันมหาปวารณาปี (ที่) สามสิบ พระเถระยืนยึดแผ่นกระดาน

สำหรับพิง คิดว่า เมื่อเราทำสมณธรรมมาตั้งสามสิบปีเข้านี้แล้ว เราก็ไม่

สามารถสำเร็จพระอรหัตผลได้ ในอัตภาพของเรา มรรคหรือผลย่อมไม่มี

เป็นแน่ เราไม่ได้ปวารณาชนิดวิสุทธิปวารณากับเพื่อนพรหมจรรย์แล้ว. และ

ก็เมื่อท่านคิดอยู่อย่างนั้น ก็เกิดโทมนัสขึ้นมา สายน้ำตาก็หลั่งไหล. ขณะนั้น

ในที่ใกล้ ๆ มีเทพธิดาองค์หนึ่ง กำลังยืนร้องไห้อยู่.

เถระ. ใครร้องไห้ที่นี้.
เทพธิดา. ดิฉัน นางเทพธิดา เจ้าค่ะ.
เถระ. ร้องไห้ทำไม.
เทพธิดา. เมื่อมรรคผลกำลังเกิดเพราะการร้องไห้ ดิฉันคิดว่า
แม้เราก็จะให้เกิดมรรคผลหนึ่ง(หรือ)สอง จึงร้องไห้เจ้าค่ะ.
จากนั้นพระเถระก็คิดว่า นี่แน่ะ มหาสิวะ แม้แต่เทพธิดาก็ยังมา

เยาะเย้ยเธอได้ นี่มันควรแก่เธอหรือหนอ แล้วก็เจริญวิปัสสนาได้ถือเอาความ

เป็นพระอรหันต์พร้อมกับปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว.

ท่านคิดว่า บัดนี้เราจะนอน แล้วก็จัดแจงเสนาสนะ ปูลาดเตียงตั้งน้ำ

ในที่น้ำ คิดว่า เราจะล้างเท้าทั้งสองข้าง แล้วก็นั่งลงที่ขั้นบันได. แม้พวกศิษย์

ของท่าน ก็พากันคิดอยู่ว่า เมื่ออาจารย์ของเราไปทำสมณธรรมตั้งสามสิบปี

ท่านอาจทำคุณวิเศษให้เกิดได้หรือไม่อาจ เห็นว่าท่านสำเร็จพระอรหัตแล้วนั่ง

ลงเพื่อล้างเท้า จึงต่างก็คิดว่า อาจารย์พวกเรา เมื่อพวกศิษย์ เช่น พวกเรา

ยังอยู่ คิดว่า จะล้างเท้าด้วยตนเองนี้ไม่ใช่ฐานะ เราจะล้าง เราจะล้าง แล้วทั้ง

๓๐,๐๐๐ รูปต่างก็เหาะมาไหว้แล้วกราบเรียนว่า กระผมจะล้างเท้าถวาย ขอรับ.

ท่านห้ามว่า คุณ ฉันไม่ได้ล้างเท้ามาตั้งสามสิบปีเข้านี่แล้ว พวกคุณไม่ต้อง

ฉันจะล้างเอง.

แม้ท้าวสักกะก็ทรงพิจารณาว่า พระคุณเจ้ามหาสิวะเถระของเราสำเร็จ

พระอรหัตแล้ว เมื่อพวกศิษย์สามหมื่นรูปมาแล้วด้วยคิดว่า พวกเราจะล้างเท้า

ทั้งหลายถวาย ก็ไม่ให้ล้างเท้าให้ ก็เมื่ออุปัฏฐากเช่นเรายังมีอยู่ พระคุณเจ้า

คิดว่าจะล้างเท้าเองนี่เป็นไปไม่ได้ แล้วทรงตัดสินพระทัยว่า เราจะล้างถวาย

จึงพร้อมด้วยสุชาดาเทวีได้ทรงปรากฏในสำนักของหมู่ภิกษุ. ท้าวเธอทรงส่งนาง

สุชาดาผู้เป็นอสุรกัญญาล่วงหน้าไปก่อนให้เปิดโอกาสว่า ท่านเจ้าขา พวกท่าน

จงหลีกไป โปรดให้โอกาสผู้หญิง แล้วทรงเข้าไปหาพระเถระไหว้แล้วนั่ง

กระหย่งต่อหน้าตรัสว่า ท่านขอรับ กระผมจะล้างเท้าถวาย พระเถระตอบว่า

โกสีย์ อาตมภาพไม่เคยล้างเท้ามาตั้งสามสิบปีเข้านี่แล้ว และแม้โดยปกติชื่อว่า

กลิ่นตัวคนเป็นของ น่าเกลียดสำหรับพวกเทพ แม้อยู่ไกลตั้งร้อยโยชน์เหมือน

เอาซากศพมาแขวนคอ อาตมภาพจะล้างเอง. ตรัสตอบว่า ท่านขอรับ ชื่อว่า

กลิ่นอย่างนี้ไม่ปรากฏ เพราะว่ากลิ่นศีลของท่านเลยเทวโลกหกชั้นไปตั้งอยู่สูงถึง

ชั้นภวัคคพรหมในเบื้องบน ไม่มีกลิ่นอื่นที่ยิ่งไปกว่ากลิ่นศีล ท่านขอรับ

กระผมมาเพราะกลิ่นศีลของท่าน แล้วก็ทรงเอาพระหัตถ์ซ้ายจับข้อต่อตาตุ่ม

แล้วเอาพระหัตถ์ขวาลูบฝ่าเท้า. เท้าของท่านก็เป็นเหมือนกับเท้าของเด็กหนุ่ม

ขึ้นมาทันที. ครั้นท้าวสักกะทรงล้างเท้าถวายเสร็จแล้วก็ทรงไหว้ แล้วเสด็จ

ไปสู่เทวโลกตามเดิม.

พึงทราบว่าท่านเรียกอารมณ์ของวิปัสสนาก็ดี วิปัสสนาก็ดี มรรคก็ดี

ผลก็ดี ว่า โทมนัสที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง และว่าโทมนัสที่ไม่มี

ความตรึก และไม่มีความตรอง ด้วยอำนาจความเข้าใจของภิกษุผู้อาศัยโทมนัส

ที่เกิดขึ้นแล้วพิจารณาอยู่ว่า เราไม่ได้ปวารณาชนิดวิสุทธิปวารณาด้วยกันกับ

พวกเพื่อนพรหมจรรย์ ดังที่ว่ามานี้.

ในเรื่องของโทมนัสนั้นมีภิกษุรูปหนึ่งเริ่มตั้งวิปัสสนาในโทมนัสที่ยังมี

ความตรึกและยังมีความตรองมาใคร่ครวญว่า โทมนัสนี้อาศัยอะไร ก็รู้ชัดว่า

อาศัยวัตถุ จึงตั้งอยู่ในพระอรหัตผลโดยลำดับ โดยนัยที่กล่าวแล้วในหมวด

ธรรมที่มีผัสสะเป็นที่ห้านั่นแหละ. รูปหนึ่งเริ่มตั้งวิปัสสนาในโทมนัสที่ไม่มี

ความตรึกและไม่มีความตรอง ก็ตั้งอยู่ในพระอรหัตผล ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว

เหมือนกัน.

แม้ในโทมนัสที่ตั้งมั่นแล้วเหล่านั้น โทมนัสที่ไม่มีความตรึกและไม่มี

ความตรองประณีตกว่าที่มีความตรึกและความตรอง วิปัสสนาในโทมนัส

ที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองก็ประณีตกว่าวิปัสสนาในโทมนัสที่มีความ

ตรึกและมีความตรองด้วย ผลสมาบัติในโทมนัสที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความ

ตรองก็ประณีตกว่า แม้ผลสมาบัติในโทมนัสที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง

นั่นเทียว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เหล่าใด ที่ไม่มีความ

ตรึกและไม่มีความตรองประณีตกว่าดังนี้.

คำว่า ไม่พึงเสพอุเบกขาเห็นปานนั้น ความว่า ไม่พึงเสพอุเบกขา

ที่อาศัยเรือนเห็นปานนั้น. ที่ชื่อว่าอุเบกขาที่อาศัยเรือนได้แก่ อุเบกขาที่อาศัย

กามคุณ ซึ่งติด ข้อง เกิดขึ้นในกามคุณนั้นเอง เป็นไปล่วงรูปเป็นต้นไม่ได้

เหมือนแมลงวันตอมงบน้ำอ้อย ในอารมณ์ที่น่ารักที่มาสู่คลองในทวารทั้ง ๖

อย่างนี้ คือ ในเวทนาเหล่านั้น อุเบกขาที่อาศัยเรือน ๖ อย่างเป็นไฉน เพราะ

เห็นรูปด้วยตา อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่คนโง่ คนหลง คนมีกิเลสหนา คนเอา

แต่ชนะไม่มีขอบเขตไป เอาแต่ชนะไม่เป็นผล มีปกติไม่เห็นโทษ ไม่ได้รับการ

ศึกษาคือเป็นปุถุชน อุเบกขาเห็นปานนี้ใด อุเบกขานั้นก้าวล่วงรูปไปไม่ได้

เพราะฉะนั้น จึงเรียกอุเบกขานั้น ว่าอาศัยเรือน๑ ดังนี้เป็นต้น. คำว่า อุเบกขา

เห็นปานนี้ อันบุคคลพึงเสพ คือ พึงเสพอุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือน

เห็นปานนี้. ที่ชื่อว่า อุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือนได้แก่ อุเบกขาที่ประกอบ

พร้อมด้วยวิปัสสนาญาณซึ่งเกิดแก่บุคคลผู้ไม่ยินดีในอารมณ์ที่น่ารัก ไม่ยินร้าย

ในอารมณ์ที่ไม่น่ารัก ไม่ลุ่มหลงเพราะขาดการเพ่งพิจารณาในอารมณ์ มี

อารมณ์ที่น่ารักเป็นต้น ที่มาสู่คลองในทวารทั้งหกอย่างนี้คือ ในเวทนาเหล่านั้น

อุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือนหกอย่างเป็นไฉน คือ อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่

ผู้รู้แจ้ง ความไม่เที่ยงนั้นเอง ความแปรปรวน ความคลาย ความดับ

ของรูป แล้วเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปทั้งหลาย

ทั้งในเมื่อก่อน ทั้งในบัดนี้ รูปเหล่านั้นล้วนแต่ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ มี

ความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา อุเบกขาเห็นปานนี้ใด อุเบกขา นั้นก้าวล่วง

รูปได้ เพราะฉะนั้น อุเบกขานั้นจึงเรียกว่าอาศัยการออกจากเรือน ดังนี้

เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่งแม้อุเบกขาที่เป็นกลางในอารมณ์นั้น ๆ มีส่วนเสมอกัน

กับเวทนา ก็จัดเป็นอุเบกขาในที่นี้ได้เหมือนกัน . คำว่า เพราะฉะนั้นพึงเสพ

ความว่า พึงเสพอุเบกขาที่เกิดด้วยอำนาจการออกจากเรือนด้วยอำนาจวิปัสสนา

ด้วยอำนาจการตามระลึกถึง ด้วยอำนาจฌานที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม และที่สี่นี้ไว้

ในคำเหล่านั้นคำว่า ถ้าอุเบกขาใดยังมีความตรึกยังมีความตรอง

คือแม้ในอุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือนนั้นก็พึงทราบว่า อุเบกขายังมีความ

ตรึก ยังมีความตรองซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจการออกจากเรือน ด้วยอำนาจวิปัสสนา

ด้วยอำนาจการตามระลึกถึงและด้วยอำนาจฌานที่หนึ่งใด. คำว่า ใด ถ้าไม่มี

ความตรึก ไม่มีความตรอง คือ ก็พึงทราบว่าอุเบกขาที่ไม่มีความตรึก

๑. ม.อุ. ๓๗๑ .

ไม่มีความตรอง ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจฌานที่สอง และที่สามเป็นต้นใด. คำว่า

เหล่าใดไม่มีความตรึกไม่มีความตรอง ความว่า ในอุเบกขาทั้งสอง เหล่านี้

อุเบกขาที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองนั้นประณีตกว่า. ด้วยคำนี้ เป็นอัน

ท่านกล่าวถึงอะไร กล่าวถึงอรหัตผลของสองท่าน. จริงอยู่ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อ

เริ่มตั้งวิปัสสนาในอุเบกขาที่ยังมีความตรึก และยังมีความตรองแล้วก็มาใคร่

ครวญว่า อุเบกขานี้อาศัยอะไร ก็ทราบชัดว่าอาศัยที่วัตถุ แล้วก็ตั้งอยู่ในอรหัต

ผลโดยลำดับ ตามนัยที่กล่าวแล้วในหมวดอันมีผัสสะเป็นที่ห้านั่นแหละ. รูป

หนึ่งเริ่มตั้งวิปัสสนาในอุเบกขาที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองแล้วก็ตั้งอยู่

ในอรหัตผลตามนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.

แม้ในอุเบกขาที่ตั้งมั่นเหล่านั้น อุเบกขาที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความ

ตรองประณีตกว่าที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง อุเบกขาวิปัสสนาที่ไม่มี

ความตรึกและไม่มีความตรองประณีตกว่า แม้อุเบกขาวิปัสสนาที่มีความตรึก

และมีความตรอง อุเบกขาผลสมาบัติที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองเท่านั้น

ที่ประณีตกว่าอุเบกขาผลสมาบัติที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง. เพราะ

เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า เหล่าใดไม่มีความตรึกไม่มีความตรอง

ประณีตกว่า ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จอมทวยเทพ ! ภิกษุผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล

ชื่อว่า ย่อมปฏิบัติข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความสมควรเพื่อความดับโดยไม่เหลือแห่ง

ส่วนที่มีความจำได้หมายรู้อันประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า แล้วก็ทรงจบ

เทศนาลงด้วยยอดคือ พระอรหัตผล. ส่วนท้าวสักกะทรงบรรลุโสดาปัตติผล

แล้ว.

ธรรมดาพระอัธยาศัยของพระพุทธเจ้าไม่มีเลว มีแต่ชั้นยอดทั้งนั้น.

เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่คนเดียวก็ดี แก่หลายคนก็ดี ล้วนแต่ทรงถือยอดด้วย

พระอรหัตผลทั้งนั้น. แต่พวกสัตว์อยู่ในอุปนิสัยที่สมควรแก่ตน. บางพวกก็

เป็นโสดาบัน บางพวกก็เป็นสกทาคามี บางพวกก็เป็นอนาคามี บางพวก

ก็เป็นอรหันต์. จริงอยู่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเหมือนพระราชา พวกเวไนยสัตว์

เหมือนพวกพระราชกุมาร. เหมือนอย่างว่า ในเวลาเสวยพระกระยาหารพระ

ราชาทรงตักก้อนข้าวตามขนาดพระองค์ แล้วทรงป้อนพวกพระราชกุมาร. พวก

พระราชกุมารเหล่านั้น ก็ทรงทำคำข้าวตามขนาดพระโอษฐ์ของพระองค์จาก

ก้อนข้าวนั้นฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ทรงถือเอายอดด้วยพระ-

อรหัตผลด้วยเทศนาที่สมควรแก่พระอัธยาศัยของพระองค์เท่านั้น เวไนยสัตว์

ทั้งหลายต่างก็ย่อมรับเอาโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรือ

อรหัตผลนั่นแหละจากพระธรรมเทศนานั้น ตามประมาณแห่งอุปนิสัยของตน.

ส่วนท้าวสักกะ ครั้นทรงเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ทรงจุติต่อพระพักตร์

ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเองแล้วก็ทรงเกิด กลายเป็นท้าวสักกะหนุ่ม.

ธรรมดาที่ไปและที่มาของอัตภาพของเหล่าเทพที่จุติอยู่ ย่อมไม่ปรากฏ. ย่อม

เป็นเหมือนการปราศไปของเปลวประทีป ฉะนั้น พวกเทพที่เหลือจึงไม่ทราบกัน.

ส่วนท่านที่ทรงทราบมีสองท่านเท่านั้น คือท้าวสักกะ เพราะทรงจุติเอง ๑

พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะทรงมีพระญาณที่หาอะไรมาขัดข้องไม่ได้ ๑. ลำดับนั้น

ท้าวสักกะทรงคิดว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงผลของผู้เกิดในสามสถาน

เท่านั้นแก่เรา ส่วนมรรคหรือผลนี้ ไม่มีใครเหาะไปเอาได้เหมือนนางนก อัน

การถือเอามรรคหรือผลนั้น พึงเป็นได้ด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่ง

มรรคหรือผลอันจะต้องมา เอาเถิด เราจะทูลถามข้อปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้น

ของพระขีณาสพในเบื้องบนให้ได้. ต่อจากนั้นเมื่อจะทูลถามข้อปฏิบัตินั้น จึง

ตรัสคำเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สิ้นทุกข์ ก็ผู้ปฏิบัติแล้วอย่างไร.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ด้วยความสำรวมในปาฏิโมกข์ คือ

ด้วยความสำรวมในศีลที่สูงสุดและเจริญที่สุด. คำเป็นต้นว่า แม้ถึงมารยาททาง

กาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อทรงแสดงถึงความสำรวมในปาฏิโมกข์ ด้วย

อำนาจมารยาททางกายที่พึงเสพ. ก็แล ชื่อว่า ถ้อยคำที่เกี่ยวกับศีลนี้ ย่อม

เป็นอันพึงกล่าวด้วยอำนาจกรรมบถ หรือด้วยอำนาจบัญญัติได้. ในกรรมบถ

และบัญญัตินั้น อันผู้จะกล่าวด้วยอำนาจกรรมบถ ต้องกล่าวถึงมารยาททางกาย

ก็ไม่พึงเสพด้วยการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์และความพระพฤติผิดในกามทั้งหลาย

ก่อน เมื่อจะกล่าวด้วยอำนาจบัญญัติ ต้องกล่าวด้วยอำนาจบัญญัติสิกขาบท

และการละเมิดในกายทวาร. ต้องกล่าวถึงมารยาททางกายที่พึงเสพด้วยเจตนา

เครื่องเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้น และด้วยบัญญัติสิกขาบทและการไม่ละเมิดใน

กายทวาร. ต้องกล่าวถึงมารยาททางวาจาที่ไม่พึงเสพด้วยความประพฤติชั่วทาง

วาจามีการกล่าวเท็จเป็นต้น และด้วยบัญญัติสิกขาบท และการละเมิดในวจีทวาร

ต้องกล่าวถึงมารยาททางวาจาที่พึงเสพด้วยเจตนาเครื่องเว้นจากการกล่าวเท็จ

เป็นต้น และด้วยบัญญัติสิกขาบท และการไม่ละเมิดในวจีทวาร.

สำหรับการแสวงหา ก็ได้แก่การแสวงหาด้วยกายและวาจานั่นเอง. การ

แสวงหานั้น ก็เป็นอันถือเอาแล้วด้วยศัพท์ คือ มารยาททางกายและวาจา

เพราะเหตุที่ธรรมดาศีลอันมีอาชีพเป็นที่แปด ย่อมเกิดขึ้นแต่ในสองทวารนี้

เท่านั้น ไม่ใช่ในอากาศ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสการแสวงหานั้นไว้

แผนกหนึ่งต่างหาก เพื่อทรงแสดงถึงศีลซึ่งมีอาชีพเป็นที่แปด. ในการแสวงหา

นั้นไม่พึงกล่าวถึง การแสวงหาที่พึงเสพ ด้วยการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พึง

กล่าวถึงการแสวงหาที่พึงเสพด้วยการแสวงหาที่ประเสริฐ.

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย การ

แสวงหาสองอย่างเหล่านี้ คือ การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐหนึ่ง การแสวงหา

ที่ประเสริฐหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ก็การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐเป็นไฉน ภิกษุ

ทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ตัว เองเป็นผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดานั่นแล ตัวเองมีความแก่เป็น

ธรรมดา... มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา. . . มีความตายเป็นธรรมดา. . . มีความ

โศกเป็นธรรมดา. . . มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มี

ความเศร้าหมองเป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอย่อมกล่าวอะไร

ว่ามีความเกิดเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ลูกเมียมีความเกิดเป็นธรรมดา

คนใช้หญิงชายมีความเกิดเป็นธรรมดา แพะแกะมีความเกิดเป็นธรรมดา ไก่

หมู มีความเกิดเป็นธรรมดา ช้าง วัว ม้า ลา มีความเกิดเป็นธรรมดา

เงินทองมีความเกิดเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา

เหล่านี้ เป็นตัวอุปธิทั้งหลาย (สภาพเครื่องเข้าไปทรงสัตว์ไว้ในทุกข์) บุคคลนี้

เป็นผู้อันอุปธิผูกไว้ ทำให้สยบ ให้ต้องโทษในสิ่งเหล่านี้ ตัวเองเป็นผู้มีความ

เกิดเป็นธรรมดาแล้ว ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุ

ทั้งหลาย ก็พวกเธอย่อมกล่าวถึงอะไรว่ามีความแก่เป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย

ลูกเมียมีความแก่เป็นธรรมดา ฯ ล ฯ ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา

นั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอย่อมกล่าวถึงอะไรว่ามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา

ภิกษุทั้งหลาย ลูกเมีย มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ฯ ล ฯ ก็ยังแสวงหาสิ่งที่

มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอย่อมกล่าวถึงอะไร

ว่ามีความตายเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ! ลูกเมียมีความตายเป็นธรรมดา ฯลฯ

ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอ

ย่อมกล่าวถึงสิ่งอะไรว่ามีความโศกเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ลูกเมียมีความ

โศกเป็นธรรมดา ฯลฯ ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความโศกเป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุ

ทั้งหลาย ! ก็พวกเธอย่อมกล่าวถึงอะไรว่าเศร้าหมองเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย !

ลูกเมีย มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดาฯลฯ ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความเศร้าหมอง

เป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุทั้งหลาย นี้การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ๑. อีกอย่าง

หนึ่งพึงทราบว่า การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐมี ๕ อย่าง ด้วยอำนาจการโกง

เป็นต้นมี ๖ อย่าง ด้วยอำนาจอโคจร มี ๒๑ อย่าง ด้วยอำนาจงานของหมอ

เป็นต้น . การแสวงหาที่ไม่สมควร แม้ทั้งหมดที่เป็นไปอย่างนี้ พึงทราบว่า

เป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐโดยแท้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนการแสวงหาที่ประเสริฐเป็นไฉน ภิกษุทั้งหลาย

บุคคลบางคนในโลกนี้ ตัวเองเป็นผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เห็นโทษ

ในสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหานิพพานที่ไม่เกิด เป็นที่เกษมจาก

โยคะ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในทุกข์) อันยอดเยี่ยม ตัวเองมีความแก่

เป็นธรรมดา. . .มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา. . .มีความตายโศกและเศร้าหมองเป็น

ธรรมดาอยู่แล้ว เห็นโทษในสิ่งที่มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหา

นิพพานที่ไม่เศร้าหมอง เป็นที่เกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม. ภิกษุทั้งหลาย !

นี้ การแสวงหาที่ประเลริฐ. อีกอย่างหนึ่ง แม้การเว้นการกระทำ ๕ อย่าง

มีการโกงเป็นต้น อโคจร ๖ แห่ง และการแสวงหาที่ไม่สมควร ๒๑ อย่างแล้ว

แสวงหาด้วยการเที่ยวภิกษา ด้วยธรรม ด้วยสม่ำเสมอ ก็พึงทราบว่า เป็นการ

แสวงหาที่ประเสริฐทั้งนั้น.

สำหรับในเรื่องมารยาทของกายนี้ มารยาทใด ๆ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสว่า ไม่พึงเสพมารยาทนั้นๆต้องอย่าเสพตั้งแต่เวลาแห่งเครื่องมือการแสวงหา

การทำความพยายามและการไปในส่วนเบื้องต้นแห่งการฆ่าสัตว์เป็นต้นทีเดียว.

นอกนี้พึงเสพตั้งแต่ต้น. ผู้ที่ไม่สามารถก็พึงทำแม้เพียงจิตให้เกิดขึ้น (คิดเอา

ก็ได้). อีกอย่างหนึ่ง ต้องไม่เสพมารยาททางกายที่เหมือนของพระเทวทัต

๑. ม.มู. ปาสราสิสุตฺต ๒๙๙

เป็นต้นที่บากบั่นเพื่อต้องการทำลายสงฆ์เป็นอาทิ. ต้องเสพมารยาททางกายที่

เหมือนของพระธรรมเสนาบดีและพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น ซึ่งเป็นไป

ด้วยอำนาจการไปสู่ที่รับใช้พระรัตนตรัยวันละสองสามครั้ง. มารยาททางวาจา

ที่ไม่พึงเสพก็เหมือนของ พระเทวทัตเป็นต้นที่ลั่นวาจาด้วยอำนาจการส่งนาย

ขมังธนูเป็นต้น. พึงเสพมารยาททางวาจาที่เหมือนของพระธรรมเสนาบดีและ

พระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น ที่เป็นไปด้วยอำนาจการประกาศพระคุณพระ

ไตรรัตน์. ต้องไม่เสพการแสวงหาที่เหมือนของพระเทวทัตเป็นต้นที่แสวงหา

การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ. ต้องเสพการแสวงหาที่เหมือนของพระธรรมเสนาบดี

และพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น ที่แสวงหาแต่การแสวงหาที่ประเสริฐ

เท่านั้น. คำว่า ผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล ความว่า ท่านจอมทวยเทพ ! ภิกษุผู้ละ

มารยาททางกายและวาจาและการแสวงหา ที่ไม่พึงเสพ ปฏิบัติเพื่อความเต็มที่

แห่งมารยาททางกายและวาจาและการแสวงหาที่พึงเสพอย่างที่ว่ามานี้แล้ว ก็

ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อต้องการสำรวมศีล ที่สูงสุดและเจริญที่สุด พระผู้มี

พระภาคเจ้าตรัสข้อปฏิบัติอันเป็นภาคแรกที่จะต้องมาของผู้สิ้นอาสวะแล้ว ด้วย

ประการฉะนี้.

ในคำถามที่ ๒. คำว่า เพื่อสำรวมอินทรีย์ ได้แก่ เพื่อปิดอินทรีย์

ทั้งหลาย คือเพื่อคุ้มครองทวารได้ หมายความว่า เพื่อความระแวดระวังทวาร

ไว้. สำหรับในการทรงแก้แก่ท้าวสักกะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำ

เป็นต้นว่า รูปที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยตา เพื่อทรงแสดงความสำรวมอินทรีย์ด้วย

อำนาจรูปที่พึงเสพเป็นต้น. คำว่า ครั้นตรัสอย่างนี้ในอินทรีย์นั้นแล้ว

ความว่า ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอย่างนี้ ท้าวสักกะ ผู้จอมทวยเทพ

ก็ทรงเกิดความไหวทันว่า แม้นี้ ก็ต้องเป็นด้วยลักษณะการแบบเดียวกันนั่น

แหละ เพราะความที่การทรงแก้ปัญหาในเรื่องโสมนัสเป็นต้น เป็นเรื่องที่ทรง

ได้ฟังมาแล้วในหนหลัง จึงได้ทรงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ คือ

ได้ตรัสคำเป็นต้นนี้ว่า นี้ แล ข้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าข้า. ถึงแม้พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า ก็ประทานพระโอกาสแก่ท้าวเธอ จึงทรงนิ่ง. ความจริงมีอยู่ว่า

ผู้ที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จประโยชนได้นั้น เป็นคนชอบพูด หรือผู้ที่สามารถ

ทำให้สำเร็จประโยชน์ได้นั้น ไม่เป็นคนชอบพูด คนแบบนั้น พระผู้มีพระภาค-

เจ้าไม่ประทานโอกาสให้. ส่วนท้าวสักกะนี้ เพราะทรงเป็นผู้ชอบตรัส และ

ทั้งยังทรงสามารถทำประโยชน์ให้สำเร็จได้ด้วย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงประทานพระโอกาสให้ท้าวเธอ.

ในเรื่องการสำรวมอินทรีย์นั้น นี้เป็นความย่อในคำเป็นต้นว่า ไม่พึง

เสพ เห็นปานนั้น. เมื่อดูรูปใด ความรักเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้น ไม่พึงเสพ ไม่พึง

แลดูรูปนั้น แต่เมื่อดูรูปใด ความสำคัญว่าไม่งาม ย่อมตั้งมั่น ความเลื่อมใส

ย่อมเกิดขึ้น หรือการกลับได้ซึ่งความสำคัญว่าไม่เที่ยงย่อมมี พึงเสพรูปนั้น.

เมื่อฟังเสียงที่มีอักษรพิจิตรก็ดี มีพยัญชนะพิจิตรก็ดี ย่อมเกิดความรักเป็นต้น

ขึ้น เสียงเห็นปานนั้น ไม่พึงเสพ. แต่เมื่อฟังเสียงใดแม้แต่เพลงขับของนาง

คนใช้ตักน้ำ (กุมภทาสี ) ที่อาศัยอรรถ ( ผล ) อาศัยธรรม ( เหตุ ) ย่อม

เกิดความเลื่อมใสขึ้น หรือความเบื่อหน่ายย่อมตั้งมั่น เสียงเห็นปานนั้นพึง

เสพ. เมื่อดมกลิ่นใด ย่อมเกิดความกำหนัดเป็นต้นขึ้นมา กลิ่นอย่างนั้นไม่

พึงเสพ. แต่เมื่อดมกลิ่นใด ย่อมมีการกลับได้ความเข้าใจว่าไม่งามเป็นต้น

กลิ่นอย่างนั้นพึงเสพ เมื่อลิ้มรสใด ย่อมเกิดความกำหนัดเป็นต้นขึ้นมา

รสอย่างนั้นไม่พึงเสพ. แต่เมื่อลิ้มรสใด ย่อมเกิดความเข้าใจว่า เป็นของ

ปฏิกูลในอาหาร และย่อมอาศัยแรงกายเพราะรสที่ได้ลิ้มเป็นปัจจัยแล้ว

สามารถก้าวลงสู่อริยภูมิได้ เหมือนของสามเณรสิวะ หลานพระมหาสิวเถระ

หรือเมื่อบริโภค ก็ย่อมมีการสิ้นกิเลสไป รสเห็นปานนั้นพึงเสพ. เมื่อ

ถูกต้องโผฏฐัพพะใด ย่อมเกิดราคะเป็นต้น ไม่พึงเสพโผฎฐัพพะเห็นปานนั้น

แต่เมื่อถูกต้องสิ่งใด ย่อมมีการสิ้นกิเลสเครื่องหมักดองได้เหมือนของพระ-

สารีบุตรเถระเป็นต้น ทั้งความเพียร ก็ได้รับการประคับประคองไว้เป็นอย่างดี

และทั้งประชุมชนในภายหลัง ก็ย่อมได้รับการอนุเคราะห์ด้วยการดำเนินตาม

เยี่ยงอย่างที่ได้เห็น โผฎฐัพพะเห็นปานนั้น พึงเสพไว้เถิด.

เล่ากันมาว่า พระสารีบุตรเถระ ไม่เคยเหยียดหลังบนเตียงตลอด ๓๐ ปี

พระมหาโมคคัลลานเถระก็เหมือนกัน. พระมหากัสสปเถระไม่เคยเหยียดหลัง

บนเตียง ๑๒๐ ปี. พระอนุรุทธเถระ ๕๕ ปี พระภัททิยเถระ ๓๐ ปี พระโสณ

เถระ ๑๘ ปี พระรัฏฐปาลเถระ ๑๒ ปี พระอานนทเถระ ๑๕ ปี พระราหุล

เถระ ๑๒ ปี พระพากุลเถระ ๘๐ ปี พระนาฬกเถระไม่เคยเหยียดหลังบนเตียง

จนปรินิพพาน.

เมื่อพิจารณาธรรมที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยใจเหล่าใด ย่อมเกิดราคะเป็นต้น

ขึ้นมา หรือความเพ่งเล็งอยากได้เป็นต้น โดยนัยเป็นต้นว่า โอ้หนอ ขอให้

เครื่องอุปกรณ์คือ สมบัติที่คนอื่นปลื้มใจของคนเหล่าอื่นนั้นจงเป็นของเราเถิด

ย่อมมาสู่คลองพึงเสพไม่ได้. แต่ธรรมทั้งหลายของพระเถระ ๓ รูปเหล่าใด

ด้วยอำนาจเมตตาเป็นต้นอย่างนี้ว่า ขอให้พวกสัตว์ทั้งหมด จงเป็นผู้ไม่มีเวร

กันเถิด ธรรมเห็นปานนี้เหล่านั้นพึงเสพได้.

ได้ยินว่า พระเถระ ๓ รูป ในวันเข้าพรรษาได้วางกฎไว้ว่า ความตรึก

ที่เป็นอกุศลมีความตรึกถึงความใคร่เป็นต้น พวกเราไม่พึงตรึก. ครั้นในวัน

ปวารณา พระเถระในสงฆ์ถามผู้ใหม่ในสงฆ์ว่า คุณ ใน๓เดือนนี้ คุณให้จิตวิ่ง

วนไปกี่แห่ง. พระเถระรูปที่ ๑ เรียนว่า ท่านขอรับ กระผมไม่ได้ให้วิ่งออก

นอกเขตบริเวณ. พระเถระในสงฆ์จึงถามรูปที่ ๒ว่า ของคุณกี่แห่ง คุณ. รูปที่

๒ นั้นตอบว่า ท่านขอรับ กระผมไม่ได้ให้วิ่งไปนอกที่อยู่. ครั้นแล้วพระเถระ

ทั้ง ๒ รูปก็พากันถามพระเถระบ้างว่า ของท่านเล่าขอรับ. พระเถระตอบว่า

ผมไม่ได้ให้วิ่งออกนอกขันธ์ ๕ หมวดที่แนบแน่นในภายใน. ท่านทั้ง ๒ รูป

จึงเรียนว่า ท่านขอรับ ท่านได้ทำสิ่งที่ทำได้ยากแล้ว. พึงเสพธรรมที่พึงรู้แจ้ง

ได้ด้วยใจเห็นปานนี้ไว้เถิด.

คำว่า ผู้มีถ้อยคำมีที่สุดอย่างเดียว คือ ที่ชื่อว่า ผู้มีถ้อยคำมีที่สุด

อย่างเดียว เพราะที่สุดถ้อยคำของคนเหล่านี้ อย่างเดียวเท่านั้นไม่ใช่ ๒ ถ้อยคำ.

ท้าวสักกะทรงถามว่า ย่อมกล่าวอย่างเดียวเท่านั้น. คำว่า มีศีล มีที่สุดอันเดียว

คือมีมารยาทอย่างเดียว. คำว่า มีความพอใจ มีที่สุดอย่างเดียว คือ มีลัทธิ

อย่างเดียว. คำว่า มีการสิ้นสุด มีที่สุดอย่างเดียว คือมีการจบถ้วน มีที่สุด

อย่างเดียว. คำว่า ท่านจอมทวยเทพ โลกมีธาตุไม่ใช่อย่างเดียว มีธาตุ

ต่างกัน ความว่า ท่านจอมทวยเทพ ! โลกนี้มีอัธยาศัยไม่ใช่อย่างเดียว มี

อัธยาศัยแตกต่างกัน เมื่อคนหนึ่งอยากเดิน ( แต่อีก ) คนหนึ่งอยากยืน เมื่อ

อีกคนหนึ่งอยากยืน ( แต่อีก ) คนหนึ่งอยากนอน สัตว์ทั้ง ๒ ชื่อว่ามี

อัธยาศัยอย่างเดียวกันหาได้ยาก.

ในโลกที่มีธาตุมากมาย และมีธาตุแตกต่างกันนั้น หมู่สัตว์ย่อมยึดมั่น

ย่อมถือเอาธาตุใด ๆ อัธยาศัยใด ๆ คือ ก็ย่อมยึดมั่น ย่อมถือเอาธาตุนั้น ๆ

แหละ ด้วยเรี่ยวแรง ด้วยการลูบคลำ เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงคือ

ระบุ ว่าย่อมยึดมากกว่า ย่อมถือเอามากล่าวอย่างดี ด้วยเรี่ยวแรงและด้วยการ

ลูบคลำ. คำว่า นี่เท่านั้นจริง อย่างอื่นโมฆะ คือ คำของพวกเราเท่านั้น

แหละจริง คำของคนเหล่าอื่นโมฆะ คือเปล่า ได้แก่ ไม่มีประโยชน์

ความฉิบหายอันเรียกว่า อันตะ (ที่สุด)ในบทว่า มีความดับเป็นที่สุด

(ยิ่งล่วงส่วน) ชื่อว่า ผู้มีความดับล่วงส่วนเพราะความดับของเขาเหล่านั้นล่วง

ที่สุดแล้ว. ความดับของพวกเขาใด ความหวังอย่างยิ่งคือ พระนิพพานใด นั้น

ท่านเรียกว่าสิ่งมีที่สุดล่วงส่วนก้าวล่วงความฉิบหายของพวกเขาทั้งหมด. คำว่า

ความโปร่งจากกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ในทุกข์ เป็นชื่อของพระ-

นิพพานนั่นเอง. ชื่อว่า ผู้มีความโปร่งจากกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในทุกข์

อันล่วงส่วน เพราะความโปร่งจากกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในทุกข์ของเขา

เหล่านี้มีอยู่. ชื่อว่า ผู้มีความประพฤติอันประเสริฐเพราะเขาย่อมประพฤติทางที่

ไกลจากข้าศึกที่ชื่อว่า ประเสริฐเพราะอรรถว่าประเสร็จสุด. ผู้ประพฤติประเสริฐ

เพราะเป็นความประพฤติที่ล่วงส่วน ชื่อว่า ผู้ประพฤติประเสริฐล่วงส่วน. คำว่า

ที่จบถ้วน เป็นชื่อของพระนิพพานนั่นเอง. ชื่อว่า ผู้มีความจบถ้วนเพราะเขา

มีความจบถ้วนที่ล่วงส่วน. คำว่า ความสิ้นไปพร้อมแห่ง ความทะยาน

อยาก ในคำว่า ผู้หลุดพ้นแล้วเพราะความสิ้นไปพร้อมแห่งความทะยานอยาก

นี้เป็นมรรคก็ได้ เป็นพระนิพพานก็ได้ มรรคชื่อว่าเป็นเครื่องสิ้นไปพร้อม

แห่งความทะยานอยาก เพราะทำตัณหาให้สิ้นไปพร้อม คือ ให้หายไป

พระนิพพานชื่อว่าเป็นที่สิ้นไปพร้อมแห่งความทะยานอยาก เพราะความทะยาน

อยาก เมื่อมาถึงพระนิพพานนั้นแล้ว ก็ย่อมสิ้นไปพร้อม คือ ย่อมฉิบหายไป

ชื่อว่า ผู้หลุดพ้นแล้วเพราะความสิ้นไปพร้อมแห่งความทะยานอยาก เพราะ

หลุดพ้นแล้วด้วยมรรคอันเป็นเครื่องสิ้นไปแห่งความทะยานอยาก หรือหลุดพ้น

คือพ้นอย่างยิ่งในเพราะพระนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปพร้อมแห่งความทะยานอยาก.

ด้วยพระดำรัสมีประมาณเพียงเท่านี้ ก็เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

พยากรณ์ปัญหาครบทั้ง ๑๔ ข้อแล้ว.

ชื่อปัญหา ๑๔ ข้อคือ
๑. ความหึงและความหวง (อิสสามัจฉริยะ)
๒. ความชอบและความชัง (ปิยาปิยะ)
๓. ความพอใจ (ฉันทะ)
๔. ความตรึก (วิตก)
๕. ธรรมเครื่องเนิ่นช้า (ปปัญจ)
๖. ความสุขใจ (โสมนัส)
๗. ความทุกข์ใจ (โทมนัส)
๘. ความรู้สึกเฉย ๆ (อุเบกขา)
๙. มารยาททางกาย (กายสมาจาร)
๑๐. มารยาททางวาจา (วจีสมาจาร)
๑๑. การแสวงหา (ปริเยสนา)
๑๒. ความสำรวมอินทรีย์ (อินทริยสังวร)
๑๓. ธาตุจำนวนมาก (อเนกธาตุ)
๑๔. ความดับล่วงส่วน (อัจจันตนิฏฐา)
ความทะยานอยาก ท่านเรียกว่าเอชาคือ ความหวั่นไหว เพราะอรรถ

ว่าไหวหวั่น. ความหวั่นไหวนั้น เรียกว่า โรค เพราะอรรถว่า เบียดเบียน

เรียกว่า ผี เพราะอรรถว่า ประทุษร้ายภายใน เรียกว่า ลูกศร เพราะอรรถ

ตามแทง. คำว่า เพราะฉะนั้น บุรุษนี้ คือ ความหวั่นไหวย่อมคร่าคน

เพื่อประโยชน์แก่อันเกิดยิ่งขึ้นในภพนั้น ๆ ตามสมควรแก่กรรมที่คนได้ทำไว้

เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น บุรุษนี้จึงย่อมถึงความสูงต่ำด้วยอำนาจภพนั้น ๆ.

สูงในพรหมโลก ในเทวโลกต่ำ สูงในเทวโลก ในมนุษยโลกต่ำ สูงใน

มนุษยโลก ในอบายต่ำ. คำว่า เยสาหํ ภนฺเต ตัดบทเป็น เยสํ อหํ ภนฺเต.

เพราะคำว่า เยสาหํ ในที่นี้ เป็นด้วยอำนาจการเชื่อม (สนธิ). คำว่า ตามที่

ได้ฟังมา ตามที่ได้เรียนมา คือ ข้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังมาและได้เรียนมา

อย่างไร. คำว่า ย่อมแสดงธรรมอย่างนี้ คือ ย่อมแสดงธรรมคือวัตตบท

เจ็ดประการ. คำว่า น จาหํ เตสํ คือ ส่วนข้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นสาวก

ของท่านเหล่านั้นยังเข้าถึงไม่ได้. ท้าวสักกะทรงแจ้งให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

ทราบความที่พระองค์ทรงเป็นพระโสดาบันด้วยพระดำรัสเป็นต้นว่า ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ ก็ ข้าพระพุทธเจ้า แล. คำว่า การได้เฉพาะซึ่งความ

ดีใจ คือ การได้เฉพาะซึ่งความยินดี.

คำว่า สงครามระหว่างเทวดากับอสูร ได้แก่ สงครามของพวก

เทวดาและพวกอสูร. คำว่า ประชิดกัน ได้แก่เผชิญหน้ากันแบบถึงลักษณะ

ที่เอาหน้าผากเข้ากระแทกกัน. เล่ากันว่า บางที พวกเหล่านั้นถึงกับรบกัน

บนหลังทะเลหลวงก็มี. แต่ในที่นั้นไม่มีการฆ่ากันและกันด้วยการฟันการแทง

เป็นต้น. เอากันแค่ชนะและแพ้เหมือนการรบกันระหว่างไม้กับแกะเท่านั้นเอง.

บางครั้งเหล่าเทพก็ชนะ บางครั้งก็เหล่าอสูร. ในการรบกันนั้น พวกเทพชนะ

พวกอสูรด้วยการไม่กลับมาอีกในสงครามใด ท้าวสักกะทรงหมายเอาสงคราม

นั้นจึงตรัสคำเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ นั้น แล. คำว่า ทั้งสอง

นี้ ได้แก่ พวกเทวดาเท่านั้น ย่อมบริโภคโอชะทั้งสองคือสองอย่างนี้ใน

เทวโลกนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อท้าวสักกะนั้นทรงใคร่ครวญอยู่ความปลาบปลื้มและ

ความดีพระทัยที่มีกำลังจึงเกิดขึ้น. คำว่า เที่ยวไปพร้อมกับอาชญา ได้แก่

ผู้เที่ยวเป็นประจำพร้อมกับอาชญา. ท่านแสดงว่าได้เป็นผู้เที่ยวไปพร้อมกับการ

ถือกระบอง พร้อมกับการถือศัสตรา ไม่ใช่วางอาชญาและอาวุธ. คำว่า

เพื่อความเบื่อหน่ายที่มีที่สุดอย่างเดียว ได้แก่ เพื่อความเบื่อหน่ายในการ

เวียนว่ายตายเกิดโดยที่สุดอย่างเดียวเท่านั้น. ทุกอย่างได้กล่าวไว้ในมหาโควินท-

สูตรเสร็จแล้ว. คำว่า แจ้ง ได้แก่กล่าว คือแสดง.

บทว่า ใน นี้นั่นเทียว คือ ในโอกาสนี้แหละ. บทว่า ของข้าพระ-

พุทธเจ้าผู้เป็นเทวดาเป็นอยู่ คือ ของข้าพระพุทธเจ้าผู้เทพเป็นอยู่ คำว่า

และข้าพระพุทธเจ้าก็ได้อายุอีกทีเดียว ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้ชีวิต

ด้วยผลกรรมอย่างอื่นอีก. ด้วยคำนี้ ท้าวสักกะทรงเปิดเผยถึงความจุติและ

ความเกิดของพระองค์.

คำว่า กายทิพย์ คือ อัตภาพเป็นทิพย์. คำว่า ละอายุที่ไม่ใช่เป็น

ของมนุษย์ คือ ทิ้งอายุทิพย์. คำว่า จะไม่หลงเข้าครรภ์ คือ เป็นผู้ไม่

หลง เพราะมีคติเที่ยงแท้ จะเข้าถึงครรภ์ในตระกูลกษัตริย์เป็นต้นที่ใจของ

ข้าพระพุทธเจ้าจะรื่นรมย์นั้นเท่านั้น. ท้าวสักกะทรงแสดงความข้อนี้ว่า ใน

เทวดาและในมนุษย์เจ็ดครั้ง.

คำว่า จะอยู่อย่างถูกต้อง ความว่า แม้ข้าพระพุทธเจ้าเกิดในหมู่

มนุษย์จะอยู่อย่างถูกต้องคือตามเหตุผล โดยสม่ำเสมอ เพราะความเป็นผู้ไม่

ควรแก่การปลงแม่จากชีวิตเป็นต้น (ฆ่าแม่).

ท้าวสักกะตรัสหมายเอาสกทาคามิมรรคนี้ว่า หากความตรัสรู้จะมี.

ทรงแสดงว่า หากข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นสกทาคามี. คำว่า เป็นผู้รู้ทั่วถึงจะ

อยู่ คือ ข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นผู้รู้ทั่วถึง คือจะเป็นผู้ใครรู้ทั่วถึงอยู่. คำว่า ที่

สุดนั้นแลจะมี คือที่สุดในมนุษยโลกนั้นแลจะมี.

ท้าวสักกะตรัสว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นสักกะผู้จอมทวยเทพที่สูงสุด

ในเทวโลกอีก ด้วยคำนี้ว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นเทพผู้สูงสุดในเทวโลกอีก.

คำว่า อันมีในที่สุด ที่กำลังเป็นไปอยู่ คือ ในภพอันมีในที่สุดที่

กำลังเป็นไปอยู่. คำว่า นั้นจะเป็นที่อยู่ คือ พวกเทวดาเหล่านั้นใด ที่ไม่น้อย

กว่าใคร ทั้งด้วยอายุ ทั้งด้วยปัญญา เป็นผู้เจริญที่สุดประณีตกว่าพวกเทพ

ทั้งหมด ในที่สุด ภพนั้นจะเป็นที่อยู่อาศัยของข้าพระพุทธเจ้า.

เล่ากันมาว่า ท้าวสักกะนี้ จุติจากอัตภาพแห่งท้าวสักกะนั้นแล้ว จะ

เป็นผู้มีกระแสสูงไปจนถึงชั้นอกนิฏฐ์ เพราะความที่ทรงได้อนาคามิมรรคใน

อัตภาพนั้น เมื่อทรงเกิดในชั้นอวิหาเป็นต้นอยู่ สุดท้ายจะเป็นอกนิฏฐคามี

พรหม. ท้าวเธอทรงหมายถึงข้อนั้นจึงตรัสอย่างนั้น.

ได้ยินว่า ท้าวสักกะนี้ จะทรงอยู่ในชั้นอวิหาพันกัป แม้ในชั้นอตัปปา

ก็พันกัป ในชั้นสุทัสสาสี่พันกัป ในชั้นสุทัสสีแปดพันกัป ในชั้นอกนิฏฐ์สิบ-

หกกัป ดังว่ามานี้ ท้าวเธอจึงจะเสวยอายุพรหมสามหมื่นหนึ่งพันกัป. จริงอยู่

ชื่อว่าสัตว์ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการเวียนว่ายตายเกิดมีประมาณอายุอย่างเดียวกัน

แท้ เหล่านี้สามท่าน ได้แก่ ท้าวสักกะผู้เป็นราชาของเทพ อนาถปิณฑิก-

คฤหบดี นางวิสาขามหาอุบาสิกา. ธรรมดาผู้มีส่วนความสุขเท่ากับท่านเหล่านี้

ไม่มี.

คำว่า ผู้มีความดำริยังไม่ถึงที่สุด คือมีมโนรถที่ยังไม่จบลง. คำว่า

ข้าพระพุทธเจ้าสำคัญสมณะเหล่าใดสิ คือข้าพระพุทธเจ้าย่อมสำคัญว่า

สมณะเหล่าใดเป็นผู้มีปกติเงียบสงบอยู่. คำว่า อาราธนา แปลว่า ความสำเร็จ.

คำว่า วิราธนา แปลว่า ความล้มเหลว. คำว่า ไม่เป็นพร้อม คือ ไม่อาจ

พูดให้สำเร็จได้. คำว่า เป็นญาติของพระอาทิตย์ คือ พระอาทิตย์ก็เป็น

โคตมโคตรด้วย. พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเป็นโคตมโคตรด้วย ฉะนั้น ท้าว

สักกะจึงตรัสอย่างนั้น. คำว่า ย่อมกระทำสิ่งใดกันล่ะ คือ แต่ก่อนมาพวกเรา

ย่อมกระทำความนอบน้อมใดแก่พรหม. คำว่า เสมอกับพวกเทพ คือ พร้อม

กับพวกเทพ. ท้าวสักกะทรงแสดงว่า บัดนี้ ตั้งแต่นี้ไป พวกเราไม่มีการกระ

ทำความนอบน้อมแก่พรหม พวกเราเลิกไหว้พรหม. คำว่า ย่อมกระทำ

ความสมควร คือ พวกเราย่อมกระทำความนอบน้อม.

คำว่า ทรงลูบคลำ ความว่า ท้าวสักกะมีพระทัยปลาบปลื้ม ทรงตบ

แผ่นดิน หรือทรงตบเพื่อพระประสงค์ให้เป็นพยาน เหมือนคนเอามือลูบมือ

เพื่อนตรัสว่า เราก็เหมือนท่านที่ไม่หวั่นไหว. คำว่า ปัญหาที่ทรงเชื้อเชิญ

แล้ว คือ ปัญหาที่ได้รับอาราธนา หมายความว่าปัญหาที่ถูกทูลถาม. คำที่เหลือ

ในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาสักกปัญหสูตรที่ ๘

ดูเพิ่ม[แก้ไข]