อรรถกถา สัมมสสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาสัมมสสูตรที่ ๖
ในสัมมสสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อามนฺเตสิ ความว่า ถามว่า เพราะเหตุไรจึงตรัสเรียก.

ตอบว่า เพราะพระธรรมเทศนาสุขุมนำพระไตรลักษณ์มาปรากฏ.

เล่ากันว่า ในชนบทนั้น พวกมนุษย์เป็นคนมีเหตุผล มีปัญญา

ได้ยินว่า โภชนาหารทั้งหลายในชนบทนั้นละเอียดอ่อน. เมื่อประชาชน

บริโภคโภชนาหารเหล่านั้น ปัญญาก็งอกงาม พวกเขาสามารถแทงตลอด

ธรรมกถาที่ลึกซึ่งซึ่งนำพระไตรลักษณ์มาได้ เพราะเหตุนั้นแหละ พระผู้-

มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระสูตรที่ลึกซึ่งแม้อื่น ๆ มีอาทิอย่างนี้คือ มหา-

สติปัฏฐานสูตร มหานิทานสูตร อาเนญชสัมมายสูตร ในทีฆนิกายและ

มัชฌิมนิกาย จูฬนิทานสูตรเป็นต้นในสังยุตตนิกาย ในชนบทนั้นทีเดียว.

บทว่า สมฺมสถ โน ได้แก่พิจารณาหนอ. บทว่า อนฺตรํ สมฺมสํ

ได้แก่พิจารณาปัจจัยในภายใน. บทว่า น โส ภิกฺขุ ภควโต จิตฺตํ

อาราเธสิ ความว่า ภิกษุนั้นไม่พยากรณ์อย่างนั้น เมื่อพยากรณ์ด้วย

อำนาจอาการ ๓๒ จึงไม่อาจยึดพระอัธยาศัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มี

พระประสงค์จะให้พยากรณ์ด้วยอำนาจปัจจยาการ.

บทว่า เอตทโวจ ความว่า เทศนาไม่ไปตามอนุสนธิ ได้ตรัส

คำนี้เพื่ออุเทศนาคำนั้นไปตามอนุสนธิ. บทว่า เตนหานนฺท สุณาถ นี้

เป็นบทไม่แตกต่างกันในพุทธวจนะคือพระไตรปิฎก จริงอยู่ ในที่อื่นชื่อว่า

คำที่กล่าวอย่างนี้ไม่มี. บทว่า อุปธินิทานํ ได้แก่มีอุปธิคือขันธ์เป็นเหตุ

จริงอยู่ ขันธ์ ๕ ในที่นี้ท่านเรียกว่า อุปธิ. อุปฺปชฺชติ แปลว่า ย่อมเกิด.

บทว่า นิวิสติ ความว่า ย่อมยึดมั่นด้วยอำนาจความประพฤติบ่อย ๆ.

บทว่า ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ ความว่า รูปใดเป็นปิยสภาวะและ

มธุรสภาวะในโลก. พึงทราบวินิจฉัยคำว่า จกฺขุํ โลเก เป็นต้น

ดังต่อไปนี้ จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายในโลกยึดมั่นโดยถือว่าเป็นของเราในจักษุ

เป็นต้น ตั้งอยู่ในสมบัติ สำคัญปสาทรูปทั้ง ๕ อันผ่องใสโดยทำนองแห่ง

การยึดถือจักษุของตนว่าเป็นนิมิตในแว่นกระจกเป็นต้น เหมือนสีหบัญชร

แก้วมณีที่ยกขึ้นในวิมานทอง ย่อมสำคัญจักษุปสาทนั้นเหมือนก้านเงินและ

สายสังวาล สำคัญฆานปสาทที่ได้โวหารว่า ตงฺคนาสา (จมูกสูง) เหมือน

เกลียวหรดาลที่เข้าวางไว้ สำคัญชิวหาปสาทนุ่มสนิท เป็นที่รับรสอร่อย

เหมือนผ้ากัมพลอ่อน สำคัญกายปสาทเหมือนเมล็ดสาละ และเสาระเนียด

ทองคำ สำคัญใจว่าใหญ่ยิ่งไม่เหมือนกับใจของชนเหล่าอื่น. บทว่า

นิจฺจโต อทฺทกฺขุํ ความว่า ได้เห็นว่าเที่ยง. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้.

บทว่า น ปริมุจฺจึสุ ทุกฺขสฺมา ความว่า หลุดพ้นจากวัฏทุกข์แม้ทั้งสิ้น.

บทว่า ทกฺขิสฺสนฺติ แปลว่า จักเห็น. บทว่า อาปานียกํโส เป็นชื่อ

ของขันจอก ก็เพราะเหตุที่ชนทั้งหลายดื่มน้ำในขันจอกนี้ ฉะนั้น จึงเรียก

ว่า อาปานีย. อาปานีย นั้นด้วย กํส ด้วย ชื่อว่า อาปานียกํส

คำว่า อาปานียกํส นี้เป็นชื่อของขันจอกสำหรับใส่สุราใส. แต่ที่มันตั้ง

อยู่ในขันสำริดนั่นแล ท่านกล่าวไว้อย่างนั้น เพราะพระบาลีว่า วณฺณ-

สมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยสี. บทว่า ฆมฺมาภตตฺโต แปลว่า ถูกความ

ร้อนแผดเผา. บทว่า ฆมฺมปเรโต แปลว่า ถูกความร้อนสัมผัสแล้ว

แล่นไปตาม. บทว่า ปิวโต หิ โข ตํ ฉาเทสฺสติ ความว่า น้ำดื่ม

นั้นจักเป็นที่ชอบใจของผู้ดื่ม หรือจักทำให้เกิดความยินดีแผ่ไปทั่วสรีระตั้ง

อยู่. บทว่า อปฺปฏิสงฺขา แปลว่า ไม่ได้พิจารณา.

ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีคำเปรียบเทียบข้ออุปมาดังต่อไปนี้.

จริงอยู่ อารมณ์ที่เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก พึงเห็นเหมือนขันสำริด

สำหรับใส่น้ำดื่ม. ปุถุชนผู้อาศัยวัฏฏะ เหมือนบุรุษผู้ถูกความร้อนแผดเผา

ชนผู้ถูกอารมณ์ที่เป็นปิยรูปสาตรูปเชื้อเชิญในโลก เหมือนบุรุษผู้ถูกเชิญ

ด้วยขันสำริดสำหรับใส่น้ำดื่ม กัลยาณมิตรมีอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น

เหมือนมนุษย์ผู้เชิญให้ดื่มน้ำ บอกคุณสมบัติและโทษในขันสำริดสำหรับ

ใส่น้ำดื่ม, อาจารย์หรือพระอุปัชฌาย์ ย่อมบอกคุณและโทษในกามคุณ ๕

แก่ภิกษุ เหมือนมนุษย์ผู้ยืนอยู่ในร้านตลาดบอกคุณและโทษในขันสำริด

สำหรับใส่น่าดื่มแก่บุรุษนั้น ในอุปมานั้นเปรียบเหมือนเมื่อเขาบอกกล่าว

ถึงคุณและโทษในขันสำริดใส่น้ำดื่มแล้ว บุรุษนั้น ด้วยคุณสมบัติมีสีเป็นต้น

นั่นเองก็เกิดความระหายฉับพลันว่า "ถ้าจักตาย ก็จักรู้กันทีหลัง" ไม่

พิจารณาโดยรอบคอบแล้วดื่มน้ำในขันสำริดนั้น ก็ประสบความตายหรือ

ทุกข์ปางตายฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้ถูกอาจารย์และพระ-

อุปัชฌาย์แสดงอานิสงส์และโทษอย่างนี้ว่า อัสสาทะเป็นเพียงโสมนัสที่เกิด

ขึ้นในกามคุณ ๕ ด้วยอำนาจการเห็นเป็นต้น แต่โทษมีประการต่าง ๆ

เป็นอันมากเป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพ กามทั้งหลายมีคุณน้อย มี

ทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก แล้วโอวาทอย่างนี้ว่า เธอจงปฏิบัติสมณ-

ปฏิปทา จงคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย จงรู้จักประมาณในโภชนะ

จงประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเพียรเป็นเครื่องตื่น ดังนี้ เพราะตนมีจิตถูก

อัสสาทะผูกพันจึงระรานอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ว่า ถ้าจักมีโทษมีประการ

ดังกล่าวแล้วไซร้ ผมจักรู้ในภายหลัง แล้วละอุเทศ (การศึกษา) และ

ปริปุจฉา ( การสอบถาม) เป็นต้น และวัตรปฏิบัติ พูดแต่เรื่องโลกามิส

บอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคนเลว เพราะปรารถนาจะบริโภคกาม ต่อแต่

นั้นบำเพ็ญทุจริต ๓ ถูกเจ้าหน้าที่จับตัวได้ในขณะตัดช่องย่องเบาเป็นต้น

แสดงต่อพระราชาว่า ผู้นี้เป็นโจร ก็ประสบอนิฏฐผลมีการถูกตัดมือตัดเท้า

เป็นต้น หรือถูกตัดศีรษะในโลกนี้แล แล้วยังจะเสวยทุกข์เป็นอันมากใน

อบายทั้งสี่ในสัมปรายภพ.

บทว่า ปานีเยน วา วิเนตุํ ความว่า นำไปด้วยน้ำเย็น. บทว่า

ทธิมณฺฑเกน ได้แก่ด้วยนมส้มที่ใส. บทว่า มฏฺฐโลณิกาย ได้แก่ด้วย

ข้าวสัตตุและน้ำดื่มที่เค็ม. บทว่า โลณโสจิรเกน ได้แก่โลณโสจิรกะที่

ทำโดยใส่ข้าวเปลือกผลไม้และผลดองดึงเป็นต้น ทุกอย่างทำให้เป็นยา

ดองชื่อโสณโสจิรกะ ด้วยยาดองชื่อโสณโสจิรกะนั้น.

ก็ในข้อนี้มีการเปรียบเทียบข้ออุปมาดังนี้ พระโยคาวจรในเวลา

อาศัยวัฏฏะ พึงเห็นเหมือนบุรุษถูกความร้อนแผดเผา การบรรลุอรหัต-

ผลของภิกษุผู้ตั้งอยู่ในโอวาทของอุปัชฌาย์อาจารย์ กำหนดทวาร ๖

เป็นต้น เจริญวิปัสสนาโดยลำดับ พึงเห็นเหมือนบุรุษนั้นพิจารณาแล้วละ

ขันสำริดสำหรับใส่น้ำดื่ม บรรเทาความกระหายด้วยน้ำดื่มเป็นต้น มรรค

๔ พึงเห็นเหมือนฐานะ ๔ มีน้ำดื่มเป็นต้น เวลาที่พระขีณาสพดื่มน้ำคือ

มรรค ์ ๔ บรรเทาตัณหา ไปสู่ทิศทางพระนิพพานที่ไม่เคยไป พึงทราบ

เหมือนการพี่บุรุษดื่มน้ำดื่ม ๔ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง บรรเทาความ

กระหายสุรามีความสุข ไปตามทิศทางที่ปรารถนา.

จบอรรถกถาสัมมสสูตรที่ ๖

ดูเพิ่ม[แก้ไข]