อรรถกถา สัลเลขสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาสัลเลขสูตร
[๑๐๐] สัลเลขสูตรมีคำเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ (พระสูตรนี้

ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้ฟังมาแล้วอย่างนี้) ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาจุนทะ เป็นนามของพระเถระ

รูปนั้น.

บทว่า สายณฺหสมยํ ( ในสายัณหสมัย) คือในเพลาเย็น.
ที่หลบหลีก คือแอบหลบออกจากสัตว์และสังขารทั้งหลายเหล่านั้นๆ

ชื่อว่า ที่ซ่อนเร้น ในคำว่า ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต (ออกจากที่ซ่อนเร้น)

นี้ มีคำอธิบายไว้ว่า ได้แก่ความโดดเดี่ยว คือ ความสงัด. ผู้ที่ออก

จากที่นั้น ชื่อว่า เป็นผู้ออกจากที่เร้น. แต่ท่านจุนทเถระนี้ เพราะ

ออกจากผลสมาบัติที่สูงสุด กว่าการหลีกเร้น (ธรรมดา) เพราะฉะนั้น

ท่านพระอานนท์จึงได้กล่าวว่า ออกจากที่เร้นแล้ว.

บทว่า ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา (ครั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้ว) ความว่า ครั้นไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าโดยเคารพ ด้วยเศียรเกล้า

ประกอบกับการยกมือครบทั้ง ๑๐ นิ้วขึ้นประณมแล้ว หรือครั้นถวายอภิวาท

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระองค์ทรงเปล่งพระดำรัสอย่างนี้ว่า จงเป็น

สุข ๆ เถิด จุนทะ.

ธรรมเนียมของพระพุทธเจ้า
ได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อมีผู้ถวายบังคม จะทรง

ชูพระศอซึ่งคล้ายกับกลองทองขึ้นแล้ว ทรงเปล่งพระสุระเสียง ดุจเสียง

พระพรหม ที่เสนาะโสต เป็นที่จับใจ คล้ายกับโสรจสรง ด้วยน้ำอมฤต

ตรัสระบุชื่อของผู้นั้น ๆ ว่า จงเป็นสุข ๆ เถิด ดังนี้ ข้อนี้เป็นธรรมเนียม

ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ในเรื่องนั้นมีพระสูตรที่ยกมาเป็นข้ออ้างอิงได้ ดังต่อไปนี้ (คือ

สักกปัญหสูตร) ว่า เมื่อปัญจสิขเทพบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้

เจริญ ท้าวสักกะจอมเทพ พร้อมด้วยเทพอำมาตย์ เทพบริวาร ขอถวาย

บังคมพระยุคลบาทของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ดูก่อน

ปัญจสิขเทพบุตร ขอให้ท้าวสักกะจอมทวยเทพพร้อมด้วยเทพอำมาตย์

พร้อมด้วยเทพบริวาร จงทรงพระเกษมสำราญ เพราะว่าเทวดาและมนุษย์

ทั้งหลาย อสูร นาค คนธรรพ์ และสัตว์เหล่าอื่น ที่มีกายหยาบ ปรารถนา

ความสุขกัน เพราะฉะนั้น ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย

จะทรงถวายพระพรเทพเจ้าประเภทนั้น ผู้มีศักดามาก ผู้ควรบูชาดังที่

กล่าวมาแล้วนั้น.

บทว่า ยา อิมา ความว่า ท่านพระจุนทะ ได้กล่าวถึงทิฏฐิที่

ต้องพูดถึง ในบัดนี้ เหมือนทำให้อยู่เฉพาะหน้า.

บทว่า อเนกวิหิตา (มีมากอย่าง) ได้แก่มีนานาประการ.
บทว่า ทิฏฺฐิโย (ทิฏฐิทั้งหลาย) ได้แก่มิจฉาทิฏฐิ.
บทว่า โลเก อุปฺปชฺชนฺติ (เกิดขึ้นในโลก) ความว่า ปรากฏอยู่

ในหมู่สัตวโลก.

บทว่า อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ( ประกอบด้วยอัตตวาทะ) ความว่า

มิจฉาทิฏฐิเหล่านี้ที่ประกอบด้วยอัตตวาทะ. (ปรารภตน) เป็นไปแล้ว

โดยนัยมีอาทิว่า ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา มี ๒๐ อย่าง๑.

บทว่า โลกวาทปฏิสํยุตฺตา (ประกอบด้วยโลกวาทะ พูดปรารภ

โลก ) ความว่า เป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า อัตตาและโลกเที่ยง.

มิจฉาทิฏฐิ ๘
มิจฉาทิฏฐิปรารภอัตตาและโลกนั้นมี ๘ ประการ ที่เป็นไปแล้ว

อย่างนี้ว่า

๑. อัตตาและโลกเที่ยง
๒. อัตตาและโลกไม่เที่ยง
๓. อัตตาและโลกเที่ยงก็ ไม่เที่ยงก็มี
๔. อัตตาและโลกเที่ยงก็ไม่ใช่ ไม่เที่ยงก็ไม่ใช่
๕. อัตตาและโลกมีที่สุด
๖. อัตตาและโลกไม่มีที่สุด
๗. อัตตาและโลกมีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มี๒
๘. อัตตาและโลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่
ในคำมีอาทิว่า อาทิเมว ( เบื้องต้นนี้เท่านั้น) มีอรรถาธิบาย

อย่างนี้ว่า (พระจุนทเถระทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า) ว่า ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ ภิกษุมนสิการธรรมเบื้องต้นอย่างเดียว คือถึงจะยังไม่บรรลุโสดา-

๑. ปาฐะ เป็น พาวีสติ แต่ฉบับพม่าเป็น ตา วีสติ จึงแปลตามฉบับพม่า เพราะตรงตาม

ความจริง.
๒. ฉบับของไทยขาดหายไป ๑ ข้อ แต่ฉบับพม่ามีครบ จึงได้เติมตามนั้น.

ปัตติมรรค มนสิการเฉพาะมนสิการเบื้องต้นเท่านั้น ที่เจือด้วยวิปัสสนา

จะมีการละและการสลัดทิ้ง ทิฏฐิเหล่านี้อย่างนี้ คือ ทิฏฐิเหล่านี้ ด้วยอุบาย

เพียงเท่านี้เท่านั้นได้อย่างไร ? ก็พระเถระถึงแม้ตัวท่านจะไม่มีมานะยิ่ง

(สำคัญว่า ตัวได้บรรลุมรรคผล ) แต่ก็พึงทราบว่า เป็นเสมือนผู้มีมานะ

ยิ่ง ถามปัญหานี้เพื่อละมานะยิ่ง สำหรับภิกษุทั้งหลายผู้มีมานะยิ่ง.

ส่วนอาจารย์เหล่าอื่นกล่าวว่า อันเตวาสิกทั้งหลายของพระเถระ

ที่มีความเข้าใจอย่างนี้ว่า การละทิฏฐิทั้งหลายได้เด็ดขาด มีได้ด้วยมน-

สิการธรรมเบื้องต้นเท่านั้นก็มี ที่มีความเข้าใจว่ามีได้เพราะมีสมาบัติเป็น

วิหารธรรม คือมีธรรมะเครื่องขัดเกลา เป็นวิหารธรรมก็มี ท่านทูลถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์แก่อันเตวาสิกเหล่านั้น.

หน้าที่ของทิฏฐิ
[ ๑๐๑ ] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงอุบาย

สำหรับละทิฏฐิเหล่านั้นแก่ท่าน จึงได้ตรัสคำมีอาทิว่า ยา อิมา ( ทิฏฐิ)

เหล่านี้ใดไว้. ในคำเหล่านั้นมีความพิสดารว่า คำมีอาทิว่า ยตฺถ

เจตา ทิฏฺฐิโย อุปฺปชฺชนฺติ ( ทิฏฐิเหล่านั้นเกิดขึ้นในที่ใด) ดังนี้

พระองค์ตรัสหมายเอาเบญจขันธ์. อธิบายว่า ทิฏฐิเหล่านั้นเกิดขึ้นใน

เบญจขันธ์เหล่านั้น ดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะ

ยึดมั่นรูป เกิดทิฏฐิขึ้น อย่างนี้ว่า เราคืออัตตา และโลก ละโลกนี้ไป

แล้วจักยังมี ( เพราะว่า ) อัตตานั้น โลกนั้น เป็นของเที่ยง ยั่งยืน

ติดต่อกันไป มีความไม่แปรไปเป็นธรรมดา. แต่พระองค์ตรัสไว้เป็น

เอกพจน์ว่า ยตฺถ จ ( แปลว่า ในอารมณ์ใด ) ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์

มีอธิบายไว้ว่า ทิฏฐิทั้งหลายเกิดขึ้นในอารมณ์ใด. อนึ่ง ในคำว่า ยตฺถ จ

เป็นต้นนี้ ควรทราบถึงทิฏฐิเหล่านี้ ทำ (หน้าที่) ต่าง ๆ กัน อย่างนี้

คือ เกิดขึ้น ๑ นอนเนื่องอยู่ ๑ ฟุ้งขึ้น ๑ อธิบายว่า ทิฏฐิเหล่านี้มี

การทำ (หน้าที่) ต่างกันดังนี้ คือ ทิฏฐิทั้งหลายโดยชาติ (ของมัน)

ที่ยังไม่เกิดขึ้น.

เมื่อเกิดขึ้นพระองค์ตรัสเรียกว่า กำลังเกิดขึ้น, ที่เสพจนคุ้นบ่อยๆ

มีกำลัง ขจัดยังไม่ได้ พระองค์ตรัสเรียกว่า นอนเนื่องอยู่, ส่วนที่ประ

จวบ (ล่วงออกมาทาง ) กายทวาร และวจีทวาร พระองค์ตรัสเรียกว่า

ฟุ้งขึ้น.

ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ตํ เนตํ มม (สิ่งนี้นั้นไม่ใช่ของเรา)

ควรทราบอรรถาธิบายของบทอย่างนี้ก่อนว่า อารมณ์ที่แยกประเภทเป็น

เบญจขันธ์นี้นั้น ไม่ใช่ของ ๆ เรา ถึงเราก็ไม่ใช่สิ่งนั้น แม้สิ่งนั้นก็ไม่ใช่

อัตตาของเรา ภิกษุเห็นเบญจขันธ์นั้น ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญา

อันชอบอย่างนี้ (มีการละการสลัดทิ้งทิฏฐิเหล่านั้นได้).

แต่เพราะในการยึดถือ ๓ อย่างนี้ เมื่อยึดถือการยึดถือด้วยอำนาจ

ตัณหาว่านั่นของเรา ก็ชื่อว่า ยึดถือตัณหาเป็นเครื่องเนิ่นช้า แยกประเภท

ออกเป็นตัณหาวิปริต ๑๐๘ ประการ เมื่อยึดถือการยึดถือด้วยอำนาจมานะ

ว่า เราเป็นนั่น ชื่อว่ายึดถือมานะเป็นเครื่องเนิ่นช้า แยกประเภทออก

เป็นนานะ ๙ ประการ และเมื่อยึดถือการยึดถือด้วยอำนาจทิฏฐิว่า นั่น

ไม่ใช่อัตตาของเรา ชื่อว่า ยึดถือทิฏฐิเป็นเครื่องเนิ่นช้า แยกประเภท

ออกเป็นทิฏฐิ ๖๒ ประการ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัส

ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ก็ชื่อว่าทรงปฏิเสธตัณหาเครื่องเนิ่นช้า แยก

ประเภทคามที่กล่าวแล้ว เมื่อตรัสว่า เราไม่ใช่นั่น ก็ชื่อว่าทรงปฏิเสธ

นานะเป็นเครื่องเนิ่นช้า และเมื่อตรัสว่า นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา ก็ชื่อว่า

ทรงปฏิเสธทิฏฐิเป็นเครื่องเนิ่นช้า. อนึ่ง ในเรื่องตัณหา มานะ ทิฏฐิ

ทั้ง ๓ อย่างนี้ ตัณหา และมานะ พึงทราบว่า ตั้งอยู่ในหมวดเดียวกัน

กับทิฏฐินั่นเอง.

บทว่า เอวเมตํ (เห็นสิ่งนั้นอย่างนี้) คือ เห็นเบญจขันธ์นั่น

โดยอาการมีอาทิว่า นั่นไม่ใช่ของเราอย่างนี้.

บทว่า ยถาภูตํ (ตามความเป็นจริง) คือ ตามสภาวะ มีคำ

อธิบายไว้ว่า ตามที่มีอยู่. อธิบายว่า ความจริง ขันธปัญจก (หมวด ๕

ของขันธ์) มีอยู่โดยอาการอย่างนั้นนั่นเอง แต่ขันธปัญจกที่ยึดถือโดยนัย

มีอาทิว่า ของเรา ย่อมไม่มีโดยอาการอย่างนั้นนั่นเอง.

บทว่า สมฺมปฺปญฺญาย (เห็นด้วยปัญญาอันชอบ) ความว่า

เห็นด้วยดี ด้วยวิปัสสนาปัญญา อันนีโสดาปัตติมรรคปัญญา เป็นปริโยสาน.๑

บทว่า เอวเมตาสํ (ละทิฏฐิเหล่านี้อย่างนี้) ได้แก่ (ละ)

ทิฏฐิเหล่านั้น ด้วยอุบายนี้. คำว่า การละการสลัดทิ้งทั้งคู่นี้ เป็นชื่อของ

การละกิเลสได้โดยเด็ดขาดทีเดียว.

[๑๐๒ ] พระผู้มีพระภาคเจ้า อันพระมหาจุนเถระ ถามปัญหา

ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้มีมานะยิ่งว่า การละทิฏฐิทั้งหลาย มีได้ด้วยการ

มนสิการธรรม เบื้องต้นเท่านั้น หรือมีไม่ได้ ? ครั้นทรงแสดงการละ

ทิฏฐิด้วยโสดาปัตติมรรคแล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงจำแนกฌานของผู้มีมานะ

ยิ่งด้วยพระองค์เอง จึงได้ตรัสคำมีอาทิว่า ก็เหตุที่ตั้งแล. ผู้มีมานะยิ่ง

๑. ฉบับพม่าเป็น โสตาปตฺติมคฺคปญฺญาปริโยสานาย จึงได้แปลตามนั้น.

เกิดขึ้น ด้วยสำคัญว่า ได้บรรลุแล้วในธรรมที่คนยังไม่ได้บรรลุ ชื่อว่า

ผู้มีมานะยิ่ง ในคำว่า อธิมานิกานํ นั้น. ก็แต่ว่า อธิมานะ (มานะยิ่ง)

นี้ เมื่อจะเกิดขึ้น จะไม่เกิดขึ้นแก่พาลปุถุชนผู้รำลึกถึงโลกานุวัตรเนือง๑ ๆ

เลย และจะไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกทั้งหลาย. อธิบายว่า อธิมานะว่า

เราเป็นพระสกทาคามี จะไม่เกิดแก่พระโสดาบัน อธิมานะว่า เราเป็น

พระอนาคามี จะไม่เกิดแก่พระสกทาคามี อธิมานะว่า เราเป็นพระอรหันต์

จะไม่เกิดแก่พระอนาคามี แต่จะเกิดเฉพาะการกบุคคลเท่านั้น ผู้ข่มกิเลส

ไว้ได้ด้วยอำนาจสมถะ หรือด้วยอำนาจวิปัสสนา ผู้ปรารภวิปัสสนาแล้ว

ขะมักเขม้นเป็นนิจ. อันที่จริงการกบุคคลนั้น เมื่อไม่เห็นการฟุ้งขึ้นแห่ง

กิเลสที่ข่มไว้ได้ด้วยสมถะ หรือที่ข่มไว้ได้ด้วยวิปัสสนา อธิมานะว่า เรา

เป็นพระโสดาบันบ้าง เราเป็นพระสกทาคามีบ้าง เราเป็นพระอนาคามีบ้าง

เราเป็นพระอรหันต์บ้าง จะเกิดขึ้น เหมือนกับพระเถระทั้งหลาย ที่ท่าน

ธรรมทินนเถระผู้อาศัยอยู่ที่ตลังครติสสบรรพต ได้ตักเตือนแล้ว.

เรื่องพระธรรมทินนเถระตักเตือนศิษย์
ได้ทราบว่า ภิกษุหลายรูป ได้ตั้งตนอยู่ในโอวาทของพระเถระผู้

อุปสมบทแล้วไม่นานเลย ก็พากันบรรลุคุณวิเศษ. ภิกษุสงฆ์ชาวติสส-

มหาวิหาร ได้ทราบพฤติกรรมนั้นแล้ว ลงความเห็นว่าพระเถรูประกอบ

ในเรื่องที่เป็นรูปไม่ได้ ท่านทั้งหลายจงนำเอาพระเถระมา แล้วได้ส่ง

ภิกษุหลายรูปไป. ภิกษุเหล่านั้นไปถึงแล้ว ได้เรียนว่า ท่านธรรมทินนะ

ครับ ภิกษุสงฆ์เรียกหาท่าน. ท่านกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่าน

๑. ฉบับพม่าเป็น โลกานุวฏฺฏานุสารีนํ ผู้คล้อยตามและระลึกถึงเรื่องโลกบ่อยๆ.

ทั้งหลายจะแสวงหาตนหรือคนอื่น. ภิกษุทั้งหลายเรียนว่า ข้าแต่ท่าน

สัตบุรุษ เราทั้งหลายแสวงหาตน. พระเถระนั้นได้ให้กรรมฐานแก่ภิกษุ

เหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้นได้บรรลุอรหัตกันหมดทุกรูป. ภิกษุสงฆ์จึงได้

ส่งภิกษุจำพวกอื่นไปอีก. ภิกษุที่สงฆ์ส่งไปอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ก็ได้บรรลุ

อรหัตเหมือนกันทั้งหมดแล้ว อยู่ (กับพระเถระนั้น). ต่อจากนั้นมา

พระสงฆ์เห็นว่า พระที่ไป ๆ แล้ว ไม่กลับนา จึงได้ส่งภิกษุหลวงตาอีก

รูปหนึ่งไป.

หลวงตานั้นครั้นไปถึงแล้ว ได้พูดว่า ข้าแต่ท่านธรรมทินนะ

ภิกษุสงฆ์สำนักติสสมหาวิหาร ส่งพระมาที่สำนักท่านถึง ๓ ครั้ง แต่ท่าน

เองไม่ทำความเคารพอาณัติสงฆ์ ไม่มา ( ไปตามคำสั่ง) พระเถระ

ตอบว่า นี่อะไรกัน ? แล้วให้หลวงตานั้นรับเอาบาตร และจีวรโดยไม่

ต้องเข้าบรรณศาลาแล้วออกไปในทันทีทันใดนั่นแหละ. ท่านได้แวะไปยัง

หังกนวิหาร๑ ในระหว่างทาง. และในหังกนวิหารนั้น มีมหาเถระรูปหนึ่ง

มีพรรษา ๖๐ ล่วงแล้ว ปฏิญาณตนเป็นพระอรหันต์ ด้วยมานะยิ่ง พระ

เถระเข้าไปหาท่านไหว้ กระทำปฏิสันถาร แล้วได้เรียนถามถึงคุณธรรม

ที่ได้บรรลุ. พระเถระกล่าวว่า เออ ท่านธรรมทินนะ กิจที่บรรพชิต

พึงทำ ผมได้ทำเสร็จนานแล้ว บัดนี้ ผมก็พรรษา ๖๐ ล่วงแล้ว. ท่าน

ธรรมทินนะ เรียนถามว่า ใต้เท้าครับ ได้เท้ายังใช้ฤทธิ์อยู่บ้างหรือไม่ ?

ท่านตอบว่าใช้อยู่ ท่านธรรมทินนะ. ท่านธรรมทินนะ เรียนว่า ดีแล้ว

ครับ ใต้เท้า ขอนิมนต์ใต้เท้าเนรมิตช้างกำลังเดินมาประจันหน้าใต้เท้า

(ให้ดู ) เถิด. พระเถระรับคำนิมนต์แล้ว ได้เนรมิตช้างเชือกใหญ่

๑. ฉบับพม่าเป็น ตงฺขณวิหารํ ที่อยู่ชั่วคราว.

เผือกผ่อง เป็นที่สถิตแห่งคชลักษณ์ ๗ ประการ ตกมันกล้า แกว่งหาง

สอดงวงเข้าปาก รี่มาประจันหน้าคล้ายกับจะเอางาทั้ง ๒ แทง ท่านเห็น

ช้างเชือกนั้นที่ตนเนรมิตขึ้นเอง กลัวเริ่มจะวิ่งหนี ในเวลานั้นเอง ท่าน

ก็รู้ตัวว่า เรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ จึงนั่งกระโหย่งลงแทบบาทมูลของ

ท่านธรรมทินนะ แล้วกล่าวว่า ขอท่านจงเป็นที่พึ่งแก่ผมเถิด ท่านขอรับ.

ท่านธรรมทินนะได้พูดเอาใจพระเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าได้

เศร้าโศก อย่าได้เสียใจ มานะยิ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะการกบุคคลทั้งหลาย

เท่านั้น แล้วได้ให้กรรมฐาน ( แก่พระเถระ ). พระเถระดำรงอยู่ใน

โอวาทของท่านแล้วได้บรรลุพระอรหัต.

ถึงพระเถระ (อีกรูปหนึ่ง) ก็เช่นกัน อยู่ที่จิตตลดาบรรพต.

ท่านธรรมทินนะเข้าไปหาท่าน แล้วถามอย่างนั้นเหมือนกัน๑. ทั้งท่านก็

ได้พยากรณ์อย่างนั้นเหมือนกัน. ถัดจากนั้นท่านธรรมทินนะ ก็ได้กล่าว

กะท่านว่า ท่านได้ใช้ฤทธิ์บ้างหรือไม่ ? พระเถระตอบรับคำ. ท่าน

ธรรมทินนะ เรียนท่านว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีแล้วขอรับ ขอให้ท่าน

เนรมิตสระโบกขรณีขึ้น ๑ สระเถิด. พระเถระได้เนรมิต (ตามที่ขอร้อง)

ท่านธรรมทินนะเรียนว่า ท่านขอรับ ขอให้ท่านเนรมิตกอบัวขึ้นในสระนี้

ด้วยเถิด. พระเถระก็เนรมิตกอบัวขึ้น (ตามที่ขอร้อง ). ท่านธรรมทินนะ

ขอร้องว่า ขอให้ท่านเนรมิตร่างหญิงคนหนึ่ง ยืนร้อง ร่ายรำด้วยเสียง

ไพเราะอยู่บนกอบัวนั้นเถิด. พระเถระก็เนรมิตหญิงนั้น (ตามที่ขอร้อง ).

ท่านธรรมทินนะจึงเรียนว่า ขอให้ท่านเพ่งพินิจหญิงนั้นบ่อย ๆ แล้วตัว

ท่านเองก็เข้าปราสาทไป. เมื่อพระเถระเพ่งหญิงที่เนรมิตขึ้นนั้น กิเลส

๑. ฉบับพม่าเป็น ตเถว จึงได้แปลเช่นนั้น.

ที่ข่มไว้เป็นเวลา ๖๐ ปีก็หวั่นไหว. ในครั้งนั้นท่านรู้ตัว จึงขอเรียน

กรรมฐานในสำนักของท่านธรรมทินนเถระ และได้บรรลุพระอรหัต

เหมือนกับพระเถระรูปก่อน.

ส่วนท่านธรรมทินนะ ก็ได้ไปยังติสสมหาวิหารตามลำดับ . และใน

เวลานั้น พระเถระทั้งหลายกวาดลานพระเจดีย์แล้วนั่งกรรมฐาน ยังปีติมี

พระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น. นัยว่า การทำอย่างนี้เป็นกิจวัตรของ

ท่านเหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น จึงไม่มีพระเถระแม้แต่รูปเดียว บรรดา

พระเถระเหล่านั้นจะบอกจะถามท่านธรรมทินนะว่า ท่านจงวางบาตรและ

จีวรไว้ตรงนี้. แต่ก็รู้กันว่า นั่นคงจะเป็นท่านธรรมทินนะ จึงได้พากัน

ถามปัญหาท่าน. ท่านตอบโต้ตัดปัญหาที่ถาม ๆ มา เหมือนกับใช้ดาบ

ที่คมตัดมัดก้านดอกโกมุท ให้ขาดสะบั้นฉันนั้น แล้วเอานิ้วเท้ากดมหาปฐพี

และพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มหาปฐพีนี้แม้จะไม่มีจิตใจ ยังรู้คุณค่าของ

ธรรมทินนะ แต่ท่านทั้งหลายไม่รู้จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แผ่นดินนี้ ไม่มีจิตใจ ยังรู้คุณค่า
น้อยใหญ่ ส่วนท่านทั้งหลายมีจิตใจ แต่ไม่รู้คุณค่า
น้อยใหญ่.
สัลเลขธรรมคือฌาน - วิปัสสนา
และในทันใดนั่นเอง ท่านก็ได้เหาะขึ้นไปบนอากาศ ไปยัง

ตลังคติสสบรรพตนั่นเอง.

[๑๐๒] อธิมานะ ย่อมเกิดขึ้นแก่การกบุคคลเท่านั้น ดังที่กล่าว

มานะแล้ว. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกฌาน

ด้วยสามารถแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เช่นนั้น จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า "ฐานํ

โข ปน."

บทว่า ฐานํ โข ปน นั้นมีอรรถาธิบายว่า เหตุนี้มีอยู่ ไม่ใช่

ไม่มี คือภิกษุลางรูปในศาสนานี้ สงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ เข้าปฐม-

ฌานอันเป็นสาธารณะแก่ปริพาชกนอกศาสนาทั้งหลายอยู่.

แต่คำใดว่า ข้อว่า ตสฺส เอวมสฺส สลฺเลเขน วิหรามิ (เธอพึงมี

ความเข้าใจอย่างนี้ว่า เราอยู่ด้วยสัลเลขธรรม ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส )

ความว่า วิธีปฏิบัติได้ ย่อมขัดเกลากิเลสได้ เราอยู่ด้วยวิธีปฏิบัตินั้น

คำนั้นไม่ถูก. เพราะว่า ฌานของภิกษุผู้มีมานะยิ่ง ไม่เป็นสัลเลขธรรม

หรือสัลเลขปฏิปทา๑.

เพราะเหตุไร ? เพราะไม่เป็นเบื้องบาทของวิปัสสนา. อธิบายว่า เธอ

เข้าฌาน ครั้นออกจากฌานแล้ว ก็ไม่พิจารณาสังขารทั้งหลาย. ส่วนฌาน

ก็ทำเพียงแต่ให้จิตของเธอเป็นเอกัคคตาเท่านั้น. เธอก็เป็นผู้อยู่สบายใน

ปัจจุบัน. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น

จึงได้ตรัสว่า ดูก่อนจุนทะ ฌานธรรมเหล่านั้น เราตถาคตไม่เรียกว่า เป็น

สัลเลขธรรมในวินัยของพระอริยเจ้าเลย แต่ฌานธรรมเหล่านั้น เราตถาคต

เรียกว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรม (ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน)

ในวินัยของพระอริยเจ้า.

คำว่า เอเต (เหล่านั้น) ในพระพุทธพจน์นั้น พึงทราบว่า

๑. ฉ. น หิ อธิมานิกสฺส ภิกฺขุโน ฌานํ สลฺเลโข วา สลฺเลขปฏิปทา วา โหติ แปลตามนี้.

เป็นพหุพจน์ด้วยอำนาจแห่งฌาน. มีคำอธิบายว่า เอเต โยค ปฐมชฺฌาน-

ธมฺมา (แปลว่า ธรรมคือปฐมฌานเหล่านั้น) อีกอย่างหนึ่ง (เป็น

พหุพจน์) ด้วยอำนาจแห่งสมาบัติ. อธิบายว่า ปฐมฌานแม้ฌานเดียว

แต่เป็นไปโดยการเข้าบ่อย ๆ ก็ถึงความเป็นของมากได้. อีกอย่างหนึ่ง

เป็นพหุพจน์ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์. อธิบายว่า ปฐมฌานแม้ฌานเดียว

ก็ถึงความเป็นของมากได้โดยการเป็นไปในอารมณ์ทั้งหลาย มีปฐมวีกสิณ

เป็นต้น. ในทุติยฌาน, ตติยฌาน และจตุตถฌาน ก็นัยนี้.

แต่ในอรูปฌานทั้งหลาย (คำว่าเหล่านั้น) พึงทราบว่าเป็นพหุพจน์

ด้วยอำนาจแห่งเหตุทั้ง ๒ ในฌานก่อน (จตุตถฌาน) นั่นเอง เพราะ

ไม่มีความต่างกันแห่งอารมณ์. ก็เพราะเหตุที่ทั้งองค์ทั้งอารมณ์ของอรูปฌาน

เหล่านั้น สงบ อธิบายว่า ทั้งดับสนิททั้งละเอียด เพราะฉะนั้น ทั้งองค์

ทั้งอารมณ์เหล่านั้น พึงทราบว่า พระองค์ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ฌานธรรม

เหล่านั้นเป็นธรรมอันสงบ เป็นธรรมเครื่องอยู่ (สันตวิหารธรรม).

นี้เป็นการขยายความทั่วไปของอรูปฌานทั้ง ๔ เหล่านั้นก่อน. ส่วนการ

ขยายความพิเศษควรกล่าว (อธิบาย) ตามทำนองบทเป็นต้นว่า เพราะ

ล่วงเลยรูปสัญญาไปโดยประการทั้งปวง. การขยายความนั้นได้กล่าว

(อธิบาย) ไว้ทุกอย่างในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้วแล.

[๑๐๓] เพราะเหตุที่วิหารธรรมคือฌาน ของภิกษุผู้มีอธิมานะ

ไม่เป็นสัลเลขวิหารธรรม เพราะไม่เป็นบาทของวิปัสสนา ด้วยว่า เธอ

เข้าฌาน ครั้นออกจากฌานแล้ว หาได้พิจารณาสังขารทั้งหลายไม่ แต่

ทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรมของเธอเป็น (เพียง) ทำให้จิตเป็นอกัคคตา

อย่างนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น

จึงทรงจำแนกรูปฌานและอรูปฌานไว้ และต่อไปนี้ เมื่อจะทรงแสดง

เรื่องนั้น และสัลเลขธรรมนั้นด้วยอาการ ๔อย่าง จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า

อิธ โข ปน โว ดังนี้.

บาทของวิปัสสนา
[๑๐๔] ก็เหตุไฉนธรรมทั้งหลาย มีอวิหิงสาเป็นต้นเท่านั้น

นอกจากสมาบัติทั้ง ๘ อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเป็นสัลเลขธรรม ?

เพราะธรรมทั้งหลายมีอวิหิงสาเป็นต้น เป็นบาทของวิปัสสนาที่เป็น

โลกุตระได้.

อันที่จริง สมาบัติทั้ง ๘ ของคนภายนอก (พุทธศาสนา) ทั้งหลาย

เป็นบาทของวัฏฏะ เท่านั้น. แต่ในศาสนา (พุทธ) แม้สรณคมน์

ก็พึงทราบว่า เป็นบาทของโลกุตตรธรรมได้ ตามพระสูตรนี้โดยเฉพาะ

จะป่วยกล่าวไปไยถึงธรรมทั้งหลาย มีอวิหญิงสาเป็นต้นเล่า (ที่จะเป็นไป

ไม่ได้).

อนึ่ง ทานที่บุคคลถวายแก่ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ในศาสนา

(พุทธ) มีผลมากกว่าทาน ที่ให้แก่คนนอกศาสนา ที่ได้สมาบัติ ๘ แม้

มีอภิญญา ๕ ก็ตาม. เพราะว่าในทักขิณาวิภังคสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงหมายเอาข้อความนี้ จึงได้ตรัสไว้ว่า ทักขิณามีผลคูณด้วยแสนโกฏิ

ทายกพึงหวังได้ เพราะให้ทานแก่บุคคลนอกศาสนา ผู้ปราศจากความ

ยินดีในกามทั้งหลาย. แต่ทักขิณามีผลนับไม่ถ้วน คำนวณไม่ถูก ทายก

พึงหวังได้ เพราะให้ทานแก่ผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.

จะกล่าวถึงทำไมสำหรับพระโสดาบัน.

ความจริง ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ในทักขิณา

วิภังคสูตรนั้น พระองค์ทรงประสงค์เอา ตั้งแต่การถึงสรณะเป็นต้นไป.

นี้เป็นการประกอบความตามพระบาลีในพระสูตรนี้ก่อน.

ส่วนในการพรรณนาความตามลำดับบท พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า อิธ นี้เป็นคำแสดงเรื่องมีการไม่เบียดเบียนเป็นต้น.
คำว่า โข ปน เป็นเพียงนิบาต.
คำว่า โว เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ.
ก็ในคำว่า อิธ เป็นต้นนี้ มีเนื้อความโดยย่อดังต่อไปนี้. ดูก่อนจุนทะ

เธอทั้งหลายควรทำการขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ ) ในเรื่องการเบียดเบียน

เป็นต้นนี้นั้น ที่เราตถาคตกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า คนเหล่าอื่นจักเป็นผู้

เบียดเบียนกัน . พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสโดยสังเขปอย่างนี้แล้ว บัดนี้

เมื่อจะทรงขยายความให้พิสดาร จึงได้ตรัสดำมีอาทิไว้ว่า คนเหล่าอื่นจัก

เป็นผู้เบียดเบียนกัน แต่เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกันในเพราะเรื่อง

นี้ เธอทั้งหลายควรบำเพ็ญสัลเลขธรรมดังที่ว่ามานี้.

ในจำนวนคำเหล่านั้น คำว่า ปเร (คนเหล่าอื่น ) ได้แก่ผู้ใด

ใครก็ตาม ที่ประกอบสัลเลขธรรมนี้เนือง ๆ.

ข้อว่า วิหึสกา ภวิสฺสนฺติ (จักเป็นผู้เบียดเบียนกัน ) ความว่า

จักเป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยเครื่องเบียดเบียนทั้งหลาย เช่นด้วย

ฝ่ามือหรือด้วยก้อนดินเป็นต้น.

ข้อว่า มยเมตฺถ อวิหึสกา ภวิสฺสาม (เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่

เบียดเบียนกันในเพราะเรื่องนี้) ความว่า ส่วนเราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่

เบียดเบียนกัน ในเพราะเรื่องที่เป็นเหตุให้คนอื่นเขาเบียดเบียนกันอย่างนี้

เท่านั้น คือเราทั้งหลายจักอยู่กัน โดยไม่ให้เกิดควานเบียดเบียนกันขึ้น.

บทว่า อิติ สลฺเลโข กรณีโย (เพราะเหตุอย่างนี้ การขัดเกลา

กิเลสเป็นสิ่งที่ควรทำ) ความว่า เธอทั้งหลายควรทำสัลเลขธรรมอย่างนี้.

และการไม่เบียดเบียนกันนั่นเอง พึงทราบว่าเป็นสัลเลขธรรมในที่นี้.

เพราะว่าการไม่เบียดเบียนกัน จะขัดเกลาคือตัดการเบียดเบียนกันได้ เพราะ

ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า สัลเลขะ. ในทุกข้อก็มีนัยนี้. แต่มีความแปลก

กันอย่างนี้ (คือ) ทิฏฐิในคำว่า ปเร มิจฺฉาทิฏฺฐี (คนอื่นจักเป็นผู้

มีความเห็นผิด) นี้พึงทราบว่า พระองค์ตรัสทิฏฐิไว้ โดยทรงรวมมิจฉาทิฏฐิ

ข้อสุดท้ายของกรรมบถ (อกุศลกรรมบถ ๑๐) กับมิจฉาทิฏฐิข้อต้น ของ

มิจฉัตตะ (ความเป็นผิด) เข้าด้วยกัน. อนึ่ง สัมมาทิฏฐิในฐานะที่ตรัสไว้ว่า

เราทั้งหลาย จักเป็นผู้มีความเห็นถูกในเพราะเรื่องนี้ กับกรรมบถ ในคำว่า

เราทั้งหลายจักเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาตในเพราะเรื่องนี้ เป็นต้น นี้จักมี

ชัดแจ้งในสัมมาทิฏฐิสูตรโดยพิสดาร ส่วนมิจฉาทิฏฐิในมิจฉัตตะเป็นต้น

จักแจ้งชัดใน เทฺวธาวิตักกสูตร (ข้างหน้า).

กรรมบถ - มิจฉัตตะ
แต่เนื้อความ (ที่จะกล่าวต่อไป ) นี้ เป็นความสังเขปใน กรรมบถ

และมิจฉัตตะนี้.

ชนเหล่าใดยังสัตว์ที่มีชีวิตให้ตกล่วงไป เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น

ชื่อว่า ปาณาติปาตี อธิบายว่า เป็นผู้ฆ่าสัตว์มีชีวิต.

ชนเหล่าใด ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น

ชื่อว่า อทินนาทายี อธิบายว่า ผู้ลักของผู้อื่น.

ชนเหล่าใดประพฤติธรรมไม่ประเสริฐ ( ไม่เหมือนพรหม) คือ

ธรรมต่ำได้แก่ธรรมเลว เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้นชื่อว่า อพรหมจารี

อธิบายว่า เป็นผู้เสพเมถุนธรรม.

ส่วนชนเหล่าใดประพฤติธรรมประเสริฐ คือปฏิปทาประเสริฐสุด

เพราะว่าเหตุนั้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่า พรหมจารี อธิบายว่า เป็นผู้เว้น

เมถุนธรรม. และพรหมจรรย์พึงทราบว่า๑ เป็นสัลเลขธรรมให้คำว่า

เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ในเพราะเหตุนี้. เพราะว่า

พรหมจรรย์ ( การประพฤติธรรมที่ประเสริฐ) ย่อมขจัดขัดเกลาอพรหม-

จรรย์ (การประพฤติธรรมที่ไม่ประเสริฐ) ได้.

ชนเหล่าใดพูดเท็จ เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่า มุสาวาที

อธิบายว่า ผู้พูดวาจาเปล่า คือ เหลาะแหละ ที่หักรานประโยชน์ของผู้อื่น.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีปิสุณวาจา เพราะมีวาจาส่อเสียด.
เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีผรุสวาจา เพราะมีวาจาหยาบคาย เราะรานสิ่ง

ที่รักของผู้อื่น.

ชนเหล่าใดพูดพล่าม คือไร้ประโยชน์ เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น

ชื่อว่า สัมผัปปลาปี (ผู้พูดเพ้อเจ้อ)

ชนเหล่าใดย่อมเพ่งเล็ง เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่ามี

อภิชฌาเป็นปกติ อธิบายว่า เป็นผู้มักได้สิ่งของ ๆ ผู้อื่น.

๑. ปาฐะว่า เวทิตพฺโพ เข้าใจว่าคงจะเป็นเวทิตพฺพํ ฉบับพม่าเป็น เวทิตพฺพํ.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีจิตพยาบาท เพราะมีจิตพยาบาท คือเป็นจิตเสีย.
เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีความเห็นผิด เพราะความเห็นพลาด คือลามก

ได้แก่ที่ผู้รู้ตำหนิ อธิบายว่า ผู้ประกอบด้วย (นัตถิกทิฏฐิ) มีอาทิว่า

ทานที่ให้แล้วไม่มีผล อันนับเนื่องใน (อกุศล) กรรมบถ และทิฏฐิที่

ไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏะ อันนับเนื่องในมิจฉัตตะ (ความเป็นผิด).

แต่เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีความเห็นถูก เพราะมีความเห็นชอบ คืองาม

ได้แก่ที่ผู้รู้สรรเสริญ อธิบายว่า ประกอบด้วยความเห็นว่า สัตว์มีกรรม

เป็นของตน มีอาทิว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ที่นับเนื่องใน (กุศล) กรรมบถ

และความเห็นในมรรคที่นับเนื่องด้วยสัมมัตตะ (ความเป็นถูก).

บทว่า มิจฉาสังกัปปา ได้แก่ความดำริในอกุศลที่ไม่เป็นไปตาม

ความจริง และไม่เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากวัฏฏะ.

แม้ในมิจฉาวาจาเป็นต้นก็มีนัยนี้. แต่มีความแปลกกันดังต่อไปนี้ :-
ความจริง ธรรมดามิจฉาสติก็เหมือนกับมิจฉาสังกัปปะเป็นต้น ไม่

เป็นธรรมอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ คือไม่มีธรรมอะไรๆ. แต่คำว่า มิจฉาสตินี้

เป็นชื่อของขันธ์ที่เป็นอกุศลทั้ง ๔ ขันธ์ ที่เป็นไปแล้วสำหรับผู้คิดถึง

อดีต. แม้คำใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา

ตถาคตกล่าวว่า อนุสสตินั้นมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี ซึ่งได้แก่อนุสสติของผู้ตาม

ระลึกถึงการได้บุตร ตามระลึกถึงการได้ลาภ หรือตามระลึกถึงการได้ยศ

นะภิกษุทั้งหลาย. แม้คำนั้น พึงทราบว่า พระองค์ตรัสหมายเอาการเกิด

ขึ้นด้วยสติเทียม ของผู้คิดถึงเรื่องนั้น ๆ.

ก็โมหะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการคิดถึงอุบาย ในการทำบาปทั้งหลาย

และโดยอาการแห่งการทำชั่ว และพิจารณาว่า เราทำดีแล้ว พึงทราบว่า

เป็นมิจฉาญาณในคำว่า มิจฺฉาญาณี ผู้มีความรู้ผิด นี้.

บุคคลทั้งหลายผู้ประกอบด้วยมิจฉาญาณะนั้น ชื่อว่า มิจฺฉาญาณี.

ส่วนปัจจเวกขณญาณ แยกประเภทเป็น ๗๙ อย่าง พระองค์ตรัสเรียกว่า

สัมมาญาณะ ในคำว่า สมฺมาญาณี (ผู้มีความรู้ชอบ) นี้. บุคคล

ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยสัมมาญาณนั้น ชื่อว่า สัมมาญาณี.

คำว่า มิจฺฉาวิมุตฺติ ผู้มีความหลุดพ้นผิด คือผู้ยังไม่หลุดพ้นเลย

แต่มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายหลุดพ้นแล้ว หรือมีความสำคัญว่า

ความไม่หลุดพ้นเป็นความหลุดพ้น.

ในมิจฉาวิมุตินั้นมีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้ :-
เหล่าชนผู้ชื่อว่า มิจฺฉาวิมุตฺตี (ผู้มีความหลุดพ้นผิด) เพราะมี

ความหลุดพ้นผิด คือชั่วช้า ได้แก่วิปริต. อนึ่ง คำว่า มิจฺฉาวิมุตฺตี นี้

เป็นชื่อของขันธ์ที่เป็นอกุศล ซึ่งเป็นไปโดยอาการดังที่กล่าวมาแล้ว. ส่วน

ธรรมที่เหลือที่สัมปยุตด้วยผลยกเว้น องค์ทั้ง ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น พึง

ทราบว่า วิมุติ. และวิมุตินั้น พึงทราบว่าเป็นสัลเลขธรรม เพราะขจัดขัด

เกลามิจฉาวิมุติแล้วสถิตอยู่ได้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงให้ภิกษุทั้งหลายประกอบในสัมมา-

วิมุตินั้น จึงตรัสคำมีอาทิไว้ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้มีสัมมาวิมุติในเพราะ

เรื่องนี้ เธอทั้งหลายควรบำเพ็ญสัลเลขธรรมอย่างนี้ อกุศลทั้ง ๓ ต่อ

จากนี้ไป พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์. แต่เพราะพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในกรรมบถทั้งหลายอย่างนี้ว่า ผู้มักเพ่งเล็ง ผู้มีจิต

พยาบาท จึงควรทราบไว้ว่า พระองค์ตรัสนิวรณ์ ๒ ข้อแรกไว้ในคำ

นี้แล้ว. ในจำนวนนิวรณ์ทั้ง ๓ นั้น เหล่าชนผู้ถูกถิ่นมิทธะกลุ้มรุมแล้ว

คือครอบงำแล้ว ฉะนั้นจึงชื่อว่า ถีนมิทฺธปริยุฏฺฐิตา (ผู้ถูกความง่วงเหงา

หาวนอนรบกวนแล้ว).

เหล่าชนผู้ชื่อว่า อุทฺธตา (มีความฟุ้งซ่าน) เพราะประกอบด้วย

ความฟุ้งซ่าน.

เหล่าชนผู้ชื่อว่ามี วิจิกิจฺฉา เพราะคิดลังเลสงสัยอยู่ คือไม่สามารถ

ทำความตกลงใจได้.

อกุศลทั้ง ๑๐ มีความโกรธเป็นต้น พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่ง

อุปกิเลส. ในจำนวนอุปกิเลสทั้งหลายมีความโกรธเป็นต้นเหล่านั้น คำที่

ควรจะกล่าว ( อธิบาย) ทั้งหมด ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในธรรม-

ทายาทสูตร และวัตถุสูตร.

แต่ในสูตรนี้ มีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้ :-
คำว่า โกธนา (มักโกรธ) คือมีความเดือดดาลเป็นปกติ.
คำว่า อุปนาหี (มักผูกโกรธ) คือมีความผูกโกรธเป็นปกติ

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อุปนาหี เพราะคนเหล่านั้นมีความผูกโกรธ. มกฺขี

(ผู้มักลบหลู่) ปลาสี (ผุ้มักตีเสมอ) ก็เช่นนั้นเหมือนกัน.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า อิสฺกุกี เพราะมักริษยา. เหล่าชนผู้ชื่อว่า มจฺเฉรี

เพราะมักตระหนี่ อีกอย่างหนึ่ง เพราะชนเหล่านั้นมีความตระหนี่.

ชนเหล่าใดประพฤติโอ้อวด ชนเหล่านั้นชื่อว่า สฐา (ผู้โอ้อวด)

มีคำอธิบายไว้ว่า ไม่พูดโดยชอบ (ธรรม) คำว่า สฐา นี้ เป็นชื่อ

ของเหล่าชนผู้ประกอบด้วยเหตุที่ทำให้ต่ำช้า.

มายาของชนเหล่านั้นมีอยู่ ฉะนั้น ชนเหล่านั้น จึงชื่อว่า มายาวี

(มีเล่ห์เหลี่ยม).

เหล่าชนผู้ชื่อว่า ถทฺธา (มีความกระด้าง) เพราะประกอบด้วย

ความหัวดื้อ. เหล่าชนผู้ชื่อว่ามีมานะยิ่ง เพราะประกอบด้วยการดูหมิ่น

ท่าน. ส่วนธรรมะที่เป็นฝ่ายสุกกธรรม พึงทราบโดยนัยแห่งธรรมที่ตรง

กันข้ามกับที่ได้กล่าวไว้แล้ว.

คำว่า เป็นผู้ว่ายาก ความว่า เป็นผู้ยากที่จะว่ากล่าวได้ คือถูก

ว่าอะไรเข้าแล้วทนไม่ได้. เหล่าชนผู้ตรงกันข้ามกับคนว่ายากนั้น ชื่อว่า

เป็นคนว่าง่าย.

เหล่าชนที่ชื่อว่ามีมิตรชั่ว เพราะมีมิตรเลว เช่นพระเทวทัตเป็นต้น.
เหล่าชนที่ชื่อว่ามีกัลยาณมิตร เพราะมีคนดี คือพระพุทธเจ้าหรือ

สาวกทั้งหลายเช่นกับพระสารีบุตรเป็นต้น เป็นมิตร.

เหล่าชนผู้ตรงกันข้ามกับผู้ไม่ประมาทแล้ว ด้วยอำนาจการปล่อยจิต

ในกายทุจริตเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นผู้ประมาทแล้ว.

ทั้ง ๓ อย่างนี้พระองค์ตรัสไว้โดยเป็นข้อเปิดเตล็ด ส่วน ๗ อย่าง

มีเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น พระองค์ตรัสไว้โดยเป็นอสัทธรรม. ในจำนวน

๗ อย่างนั้น เหล่าชนที่ชื่อว่า ไม่มีศรัทธา เพราะไม่มีความเชื่อในวัตถุ

ทั้ง ๓ (พระรัตนตรัย). ในธรรมที่เป็นฝ่ายสุกกธรรม พึงทราบอธิบาย

ดังนี้ ชนเหล่าใดเชื่ออยู่ ฉะนั้น ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้เชื่อ หรือชื่อว่า

มีศรัทธา เพราะมีความเชื่อ เหล่าชนผู้ชื่อว่า อหิริกะ เพราะไม่มีความ

ละอายแก่ใจ.

คำว่า อหิริกะนี้เป็นชื่อของผู้ไม่ขยะแขยงต่อการปฏิบัติอกุศลธรรม.
เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีความละอายแก่ใจ เพราะมีความละอายในใจ

หรือมีใจประกอบด้วยความละอาย.

ชนเหล่าใดไม่สะดุ้ง (ต่อบาป ) อยู่ ฉะนั้น ชนเหล่านั้น จึงชื่อว่า

ไม่มีโอตตัปปะ มีคำอธิบายไว้ว่า ไม่กลัวต่อการประพฤติอกุศลธรรม.

แต่ผู้ที่ตรงกันข้ามกับเขา ชื่อว่าเป็นผู้มีโอตตัปปะ (เกรงกลัวบาป).

เหล่าชนผู้ชื่อว่า ด้อยการศึกษา เพราะมีการศึกษาน้อย แต่ความ

นี้ ไม่ควรถือว่าได้แก่ความนิดหน่อย. ต้องถือว่าไม่มีเลย. เพราะว่าผู้

ไม่มีการศึกษา (สุตะ ). คือไร้การศึกษา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

เรียกว่า ผู้ด้อยการศึกษา (สุตะ).

แต่เหล่าชนผู้ชื่อว่า เป็นพหูสูต เพราะมีการศึกษา (สุตะ) มาก.

คำว่าพหุสสุตา นี้ เป็นชื่อของเหล่าชนผู้รู้พระพุทธภาษิต คือกถา แม้

เรื่องเดียวโดยถ่องแท้แล้วปฏิบัติพอเหมาะสมแก่ข้อปฏิบัติ.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า เกียจคร้าน เพราะจมลง (สู่ภาวะที่น่าเกลียด)

คำนี้เป็นชื่อของผู้เสื่อมความเพียรแล้ว.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า ปรารภความเพียรแล้ว เพราะมีความเพียรที่

ปรารภแล้ว คำนี้เป็นชื่อของเหล่าชนผู้ประกอบด้วยความเพียรชอบ.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีสติหลงลืมแล้ว เพราะมีสติฟั่นเฟือนแล้ว มีคำ

อธิบายไว้ว่า มีสติเสื่อมแล้ว.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า ผู้ตั้งสติได้แล้ว แล้วมีสติที่ตนตั้งไว้ใกล้ชิดแล้ว.

คำว่า อุปฏฺฐิตสฺสตี นี้ เป็นชื่อของผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ที่มีสติเผชิญหน้ากับ

อารมณ์อยู่เป็นนิจ.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีปัญญาทราม เพราะมีปัญญาชั่วร้าย มีคำอธิบาย

ไว้ว่า มีปัญญาเสื่อมแล้ว. เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีปัญญาสมบูรณ์ เพราะถึง

พร้อมด้วยปัญญา.

แต่ปัญญาในที่นี้พึงทราบว่า ได้แก่วิปัสสนาปัญญา. เพราะว่า

องค์ประกอบวิปัสสนา มีมาครบถ้วนในที่นี้ เพราะฉะนั้น โบราณจึงมี

บังคับไว้ว่า ปัญญานี้คือวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น. ต่อไปนี้เมื่อจะทรงแสดง

ทิฏฐิไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏะอย่างเดียวเท่านั้น ที่ทำอันตรายต่อคุณธรรม

ที่เป็นโลกุตตระ ด้วยอาการ ๓ อย่าง จึงตรัสคำมีอาทิไว้ว่า สนฺทิฏฺฐิ-

ปรามาสี ผู้ลูบคลำทิฏิฐิของตน.

ในว่า สนฺทิฏฺฐิปรามาสี เป็นต้นนั้น พึงทราบอธิบายดังนี้ว่า:-
เหล่าชนผู้ชื่อว่า สนฺทิฏฺฐิปรามาสี เพราะยึดทิฏฐิของตน.
เหล่าชนผู้ชื่อว่า อาธานคาหี เพราะยึดไว้มั่น ความยึดมั่น ท่าน

เรียกว่า อาธานะ อธิบายว่า ผู้ถือมั่น.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า เป็นผู้สลัดทิ้ง เพราะเห็นเหตุที่ถูกต้องแล้ว ก็

สลัด ( ลัทธิเก่า) ทิ้ง. แต่เหล่าชนผู้ชื่อว่า ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี เพราะ

(สลัดได้) โดยยาก คือโดยลำบาก ได้แก่ฝืด อธิบายว่า เห็นเหตุตั้ง

มากมาย ก็ไม่อาจสละได้. คำว่า ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี นี้เป็นชื่อของเหล่าชน

ผู้ยึดมั่นทิฏฐิที่เกิดขึ้นแก่ตนว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง ถึงแม้พระพุทธเจ้าเป็นต้น

จะทรงชี้แจงแสดงเหตุให้ฟังก็ไม่สลัดทิ้ง. อธิบายว่า บุคคลประเภทนั้น

ฟังเรื่องใด ๆ มาจะเป็นเรื่องธรรมะหรือไม่ใช่ธรรมะก็ตาม ประมวลเรื่อง

ทั้งหมดนั้นไว้ภายใน (สมอง) นั้นเอง ว่าอาจารย์ของเราทั้งหลายกล่าว

ไว้อย่างนี้ เราทั้งหลายได้สดับมาอย่างนี้. เหมือนเต่าเก็บอวัยวะทั้งหลาย

ไว้ภายในกระดองของตน คือยึด (ทิฏฐินั้นไว้) ไม่ปล่อย เหมือน

การฮุบไว้ของจระเข้. ส่วนธรรมฝ่ายขาว พึงทราบโดยบรรยายตรงกันข้าม

กับที่กล่าวมาแล้ว.

[๑๐๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสัลเลขธรรมโดย

อาการ ๔๔ ประการอย่างนี้แล้ว เพื่อจะทรงแสดงว่า แม้การเกิดขึ้น

แห่งจิตในสัลเลขธรรมนั้น ก็เป็นธรรมมีอุปการะมาก จึงได้ตรัสคำมีอาทิ

ไว้ว่า แม้การเกิดขึ้นแห่งจิต เราตถาคต . . .

คำว่า จิตฺตุปฺปาทมฺปิ โข อหํ เป็นต้นนั้น มีเนื้อความว่า ดูก่อน

จุนทะ แม้การเกิดขึ้นแห่งจิตในกุศลธรรมทั้งหลาย เราตถาคตก็กล่าวว่า

มีอุปการะมาก จะกล่าวไปไยในเรื่องการจัดแจงทำด้วยกาย และด้วยวาจา

คือทำธรรมเหล่านั้น และบังคับด้วยวาจาว่า ท่านทั้งหลายจงพากัน

ทำ หรือการเรียนการสอบถามเป็นต้น เหมือนกับจิตดวงแรกที่เกิดขึ้น

เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ว่า การจัดแจงทำนั้น มีอุปการะ

มากโดยส่วนเดียวนั่นเอง.

ถามว่า ก็เหตุไฉนแม้การเกิดขึ้นแห่งจิตในกุศลธรรมเหล่านั้น จึงมี

อุปการะมาก ?

แก้ว่า เพราะนำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้โดยส่วนเดียว

ด้วย เพราะเป็นเหตุแห่งการจัดทำตามลำดับด้วย.

จริงอยู่ การเกิดขึ้นแห่งจิตว่า เราจักถวายทาน โดยลำพังตัวมันก็

เป็นเหตุนำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้โดยส่วนเดียวอยู่แล้ว ทั้ง

เป็นเหตุให้จัดทำตามลำดับด้วย. ก็เพราะเกิดความคิดขึ้นอย่างนี้ (ในวัน

แรก) นั่นเอง ในวันที่ ๒ จึงปิดถนนใหญ่ สร้างปะรำใหญ่ แล้ว

ถวายทานแก่ภิกษุ ๑๐๐ รูป หรือ ๑,๐๐๐ รูป ได้บอกเพื่อนใกล้เคียงว่า

จงนิมนต์ จงบูชา จงเลี้ยงพระภิกษุสงฆ์กันเถิด ดังนี้ การเกิดขึ้นแห่งจิต

ว่า เราจักถวายจีวร เสนาสนะ และเภสัชแก่พระสงฆ์อย่างนี้ โดยลำพังตัวมัน

ก็เป็นเหตุนำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้ได้โดยส่วนเดียวอยู่แล้ว

ทั้งเป็นเหตุให้จัดทำตามลำดับ ด้วยประการดังนี้. จริงอยู่ เพราะมีจิตเกิด

อย่างนี้นั่นเอง คนจึงจัดเตรียมจีวรเป็นต้นพากันถวาย.

ในการถึงสรณะเป็นต้นก็มีนัยนั้น. อธิบายว่า คนเกิดความคิดขึ้น

(ก่อน) ทีเดียวว่า เราจักถึงสรณะ ภายหลังจึงรับสรณะด้วยกายหรือ

ด้วยวาจา อนึ่ง คนเกิดความคิดขึ้น (ก่อน) ทีเดียวว่า เราจัก

สมาทานศีลมีองค์ ๕ มีองค์ ๘ หรือมีองค์ ๑๐ แล้วจึงสมาทานด้วยกาย

หรือด้วยวาจา. และผู้บวชแล้วก็เกิดความคิดขึ้น (ก่อน) เหมือนกันว่า

เราจักดำรงมั่นอยู่ในศีลทั้ง ๕ แล้ว จึงยังศีลที่ควรให้บริบูรณ์ด้วยกายและ

วาจาให้บริบูรณ์.

ผู้เกิดความคิดขึ้น (ก่อน) ว่าเราจักเรียนพระพุทธพจน์แล้ว จึง

จะเรียนพระพุทธพจน์ได้ ๑ นิกาย ๒ นิกาย ๓ นิกาย ๔ นิกาย หรือ

๕ นิกาย.

ควรนำ ( เรื่องจิตตุปบาทมาแสดง ) อย่างนี้ ด้วยสามารถแห่ง

การสมาทานธุดงค์ การเรียนพระกรรมฐาน การบริกรรมกสิณ การเข้าฌาน

(การเจริญ) วิปัสสนา, มรรค, ผล, ปัจเจกโพธิญาณ และสัมมา-

สัมโพธิญาณ. เพราะว่า การเกิดความคิดขึ้นว่า เราจักเป็นพระพุทธเจ้า

โดยลำพังตัวมันก็เป็นเหตุ นำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้ได้โดย

ส่วนเดียวอยู่แล้ว นั้นเป็นเหตุให้จัดทำตามลำดับด้วย. อธิบายว่า เพราะ

เกิดความคิดขึ้นอย่างนี้แหละ สมัยต่อมา (พระโพธิสัตว์) จึงบำเพ็ญบารมี

ด้วยกายและวาจา ตลอดเวลา ๔ อสงไขย กำไรแสนกัปแล้ว (ได้

ตรัสรู้) เสด็จดำเนินโปรดสัตวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ให้ข้ามพ้น

(โอฆสงสาร) แม้การเกิดความคิดขึ้นในกุศลธรรมทุกอย่างก็มีอุปการะ

มาก ดังที่พรรณนามานี้ แต่การจัดทำตามลำดับด้วยกายและวาจา พึง

ทราบว่า มีอุปการะมากยิ่งทีเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดง

จิตตุปบาทเหล่านั้น จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า ดูก่อนจุนทะ เพราะเหตุ

นั้นแล. คำนั้นโดยเนื้อความปรากฏชัดแล้ว.

อวิหิงสาเหมือนท่าน้ำที่ราบรื่น
[๑๐๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงจิตตุปบาทในสัลเลข-

ธรรม ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วด้วยอาการ ๔๔ อย่าง ว่ามีอุปการะมาก

อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงสัลเลขธรรมนั้นเองว่าเป็นทางแห่งการ

บรรลุประโยชน์เกื้อกูล จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า เสยฺยถาปิ ( แม้ฉันใด ).

คำนั้นมีอรรถาธิบายว่า ดูก่อนจุนทะ อุปมาเหมือนว่า มีทางที่ขรุขระไป

ด้วยตอ หนาม และหิน ต้องมีทางอื่นที่ราบเรียบ เหมือนพื้นที่ ๆ

ปรับไว้แล้ว เพื่อหลีก คือเพื่อต้องการเว้นทางที่ขรุขระนั้นฉันใด อนึ่ง

มีท่าน้ำที่ไม่ราบเรียบ มีเหง้าไม้ มีหิน และหลุม เกลื่อนกล่นไปด้วย

อันตราย มีจระเข้และมังกรเป็นต้น ต้องมีท่าน้ำที่ราบเรียบ ลึกลงไปตาม

ลำดับ เช่นกับขั้นบันได เพื่อหลีก คือเพื่อต้องการเว้นท่าน้ำที่ไม่ราบเรียบ

นั้น ซึ่งคนเดินไปแล้ว แวะผสมน้ำหรือสระ. แล้วอาบน้ำหรือขึ้นมาได้

โดยสะดวกฉันใด. ดูก่อนจุนทะ อวิหิงสาก็เช่นนั้นเหมือนกันนั้น

แหละ เช่นกับด้วยทางที่ราบเรียบ และท่าที่ราบรื่น มีไว้เพื่อหลีกคนมี

วิหิงสา ผู้ประกอบด้วยการเบียดเบียน ซึ่งเป็นเช่นกับท่าที่ไม่ราบรื่น.

ความจริง ทางที่ราบเรียบ และท่าน้ำที่ตกแต่งแล้ว มีไว้เพื่อเว้นทางที่ไม่

ราบเรียบ และท่าน้ำที่ไม่ราบรื่น ฉันใด ผู้ปฏิบัติเพื่อต้องการเว้นวิหิงสา

และเพื่อปรับปรุง ( ตน) ด้วยอวิหิงสา ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะยื้อยุด

เอาคติมนุษย์หรือคติเทพเจ้า เสวยสมบัติหรือข้ามพ้นโลกได้โดยง่ายดาย.

ทุก ๆ บทควรประกอบโดยทำนองนี้เหมือนกัน.

อโธภาวังคมนียะอุปริภาวังคมนียะ
[๑๐๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสัลเลขธรรมว่าเป็น

ทางแห่งการประสบประโยชน์เกื้อกูลอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดง

ภาวะที่สัลเลขธรรมให้ถึงความสูงส่ง จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า เสยฺยถาปิ

(แม้ฉันใด) ไว้. คำนั้นมีอรรถาธิบายว่า ดูก่อนจุนทะ เหมือนอย่างว่า

อกุศลธรรมที่ให้เกิดปฏิสนธิ หรือไม่ให้เกิดก็ตาม แม้เมื่อให้ปฏิสนธิแล้ว

จะให้เกิดวิบากหรือไม่ให้เกิดก็ตาม ทั้งหมดนั้นโดยชาติแล้ว จะมีชื่ออย่าง

นี้ว่า อโธภาวังคมนียะ (เป็นธรรมให้ถึงความต่ำทราม) เพราะอกุศล-

ธรรมเหล่านั้น ในเวลาให้วิบากเป็นวิบากที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าพอใจ

ฉันใด ส่วนกุศลธรรมที่ให้เกิดปฏิสนธิ หรือไม่ให้เกิดก็ตาม แม้เมื่อ

ให้ปฏิสนธิแล้วจะให้เกิดวิบาก หรือไม่ให้เกิดก็ตาม ทั้งหมดนั้นโดย

ชาติแล้ว จะมีชื่ออย่างนี้ว่า อุปริภาวังคมนียะ (เป็นธรรมให้ถึงความ

สูงส่ง) เพราะกุศลธรรนเหล่านั้น ในเวลาให้วิบากเป็นวิบากที่น่าปรารถนา

พอใจ ฉันใด. ดูก่อนจุนทะ อวิหิงสาก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีไว้เพื่อความ

สูงส่งแห่งบุคคลผู้มีวิหิงสา. ในเรื่องนั้น มีการเปรียบเทียบระหว่างอุปมา

กับอุปไมย ดังต่อไปนี้. อกุศลธรรมทั้งหมดนั้นเป็นธรรมให้ถึงความต่ำ

ทรามฉันใด แม้วิหิงสาอย่างเดียวที่เป็นธรรมให้ถึงความต่ำทราม สำหรับ

ผู้มีวิหิงสาก็ฉันนั้น. ส่วนกุศลธรรมทั้งหมด เป็นธรรมให้ถึงความสูงส่ง

ฉันใด แม้อวิหิงสาอย่างเดียวที่เป็นธรรมให้ถึงความสูงส่งสำหรับผู้ไม่มี

วิหิงสาก็ฉันนั้น. ควรเปรียบเทียบอกุศลกับอกุศล และกุศลกับกุศล โดย

อุบายนี้นั้นแหละ. ได้ทราบว่า ในเรื่องนี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ :-

เบญจกามคุณคือปลัก
[ ๑๐๘ ] พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสัลเลขธรรมว่าเป็น

ธรรมให้ถึงความสูงส่งอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงว่า สัลเลข-

ธรรมเป็นธรรมสามารถในการยังกิเลสของเขาให้ดับรอบ (ให้ถึงนิพพาน)

จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า โส วต จุนฺท (ดูก่อนจุนทะ นั้นหนอ).

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส (นั้น) แสดงถึงบุคคลชนิดที่

กล่าวมาแล้ว.

ควรทราบถึงการนำเอาคำอุทเทศนี้ว่า โย ของบทว่า โส นั้น

มาเชื่อนี้กันในทุกบทอย่างนี้ว่า ผู้ใดตนเองจมอยู่ในปลัก ผู้นั้นละหนอ

จุนทะ จักถอนผู้อื่นที่จมปลัก ผู้จนอยู่ในโคลนตมลึก พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสเรียกว่า ปลิปปลิปนฺโน (ผู้จมปลัก) แต่ไม่ใช่เรียกในอริยวินัยเลย.

ส่วนในอริยวินัย พระองค์ทรงเรียกเบญจกามคุณว่า ปลิป (ปลัก).

พาลปุถุชน จมลงในเบญจกามคุณนั้น ชื่อว่า ปลิปันนะ (ผู้จมลงใน

เบญจกามคุณ).

เพราะฉะนั้น ควรทราบการประกอบเนื้อความในคำนี้ว่า โส วต

จุนฺท เป็นต้นนี้ (ต่อไป) ดูก่อนจุนทะ คนลางคน จมลงในโคลนตม(ปลัก)

ลึก จนถึงปลายจมูก จักจับมือหรือศีรษะอีกคนหนึ่งที่จมลงใน

โคลนตมนั้นด้วยกันแล้วฉุดขึ้นมา ข้อนี้เป็นเหตุที่เป็นไปไม่ได้ อธิบายว่า

เหตุที่เขาจะช่วยฉุดบุคคลนั้นให้ขึ้นไปยืนอยู่บนบกได้ฉันใด. ผู้ที่จมปลัก

คือเบญจกามคุณด้วยตนเอง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักยกคนอื่นที่จมปลัก

ณ ที่นั้นเหมือนกันขั้นมา เหตุนั้น ข้อนี้ จึงเป็นเหตุที่เป็นไปไม่ได้.

ในเรื่องนั้น พึงมีคำทักท้วงว่า พระพุทธดำรัสนั้นคงไม่ถูกต้อง

เพราะว่าชนทั้งหลาย ได้ฟังธรรมเทศนาของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และ

อุบาสิกาทั้งหลาย ที่ยังเป็นปุถุชนอยู่แล้วได้บรรลุธรรม มีอยู่ทีเดียว

เพราะฉะนั้น ผู้จมปลัก จึงชื่อว่า ยก (ผู้อื่นที่จมปลักด้วยกัน) ขึ้นได้.

ควรวิสัชนาว่า คำนั้น ไม่ควรเห็นอย่างนั้น. ความจริงพระผู้มี -

พระภาคเจ้าเท่านั้น ทรงยกขึ้นได้ในเรื่องที่ว่านั้น. ส่วนพระธรรมกถึก

ทั้งหลายจะได้รับก็เพียงคำสรรเสริญเท่านั้น เหมือนกับผู้อ่านพระราชหัตถ-

เลขาที่พระราชาทรงส่งไปฉะนั้น. จริงอยู่ พระราชหัตถเลขาที่พระราชา

ทรงส่งไปที่ชนบทชายแดน คนที่นั้นอ่านพระราชหัตถเลขาไม่ออก ก็จะ

ให้คนที่อ่านออกอ่านแล้วพากันฟังเนื้อความพระราชหัตถเลขานั้น น้อม

รับโดยเคารพว่า เป็นพระบรมราชโองการ และเขาเหล่านั้นไม่ได้มีความ

คิดว่า นี้เป็นคำสั่งของผู้อ่าน ส่วนผู้อ่านพระราชหัตถเลขาก็จะได้รับเพียง

คำสรรเสริญเท่านั้นว่า อ่านด้วยถ้อยคำฉาดฉาน ไม่ตะกุกตะกัก ฉันใด.

พระธรรมกถึกทั้งหลาย เริ่มต้นแต่พระสารีบุตร แสดงธรรมได้

ก็จริง ถึงกระนั้น ท่านเหล่านั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือเป็นเหมือนกับ

ผู้อ่านพระราชหัตถเลขา ส่วนพระธรรมเทศนานั้นก็เป็นพระธรรมเทศนา

ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเอง เหมือนกับพระบรมราชโองการ. อนึ่ง

ชนเหล่าใดฟังธรรมเทศนาแล้ว ได้บรรลุธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น

เองพึงทราบว่า ทรงยกคนเหล่านั้นขึ้น (ให้พ้นปลัก). ส่วนพระธรรม-

กถึกจะได้ก็เพียงคำสรรเสริญเท่านั้นว่า แสดงธรรมด้วยถ้อยคำฉาดฉาน

ไม่ตะกุกตะกัก เพราะฉะนั้น พระพุทธดำรัสนี้ จึงถูกต้องโดยแท้. ส่วน

ธรรมะที่เป็นฝ่ายขาว พึงทราบโดยบรรยายที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว.

อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในคำนี้ว่า อทนฺโต (ผู้ไม่ได้รับฝึก)

อวินีโต (ผู้ไม่ได้รับแนะนำ) อปรินิพฺพุโต (ผู้ดับกิเลสยังไม่ได้) ว่า

ผู้ชื่อว่าไม่ได้รับการฝึก เพราะเป็นผู้ยังไม่หมดพยศ. ผู้ชื่อว่าไม่ได้รับ

แนะนำ เพราะยังไม่ได้ศึกษาวินัย ผู้ชื่อว่าดับกิเลสยังไม่ได้ เพราะยังมี

กิเลสที่ยังดับไม่ได้ คนชนิดนั้น ๆ จักฝึกผู้อื่น คือจักทำให้เขาหมดพยศ

จักแนะนำเขา คือจักให้เขาศึกษาไตรสิกขา หรือจักให้ผู้อื่นดับกิเลส คือ

จักให้กิเลสทั้งหลายของเขาดับไป ข้อที่ว่ามานี้เป็นเหตุที่เป็นไปไม่ได้ แต่

ธรรมะที่เป็นฝ่ายขาว พึงทราบโดยบรรยายที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว.

ส่วนอรรถาธิบายในคำนี้ว่า ดูก่อนจุนทะ อวิหิงสามีไว้เพื่อความ

ดับกิเลสของบุรุษ บุคคลผู้มีวิหิงสาก็ฉันนั้นเหมือนกัน พึงทราบอย่างนี้.

เหมือนอย่างว่า ผู้ไม่จมปลัก จักยกผู้อื่นที่ไม่จมปลักขึ้นได้ ผู้ฝึก

แล้วจักฝึกผู้อื่นได้ ผู้ได้รับแนะนำแล้ว จักแนะนำผู้อื่นได้ ผู้ดับกิเลสได้

แล้ว จักดับกิเลสของผู้อื่นได้ ข้อที่ว่ามานี้ จึงเป็นเหตุที่เป็นไปได้.

ถามว่า ก็เหตุนั้นคืออะไร ?
ตอบว่า คือการไม่จมปลัก การฝึกฝนแล้ว การได้รับคำแนะนำ

แล้ว และการดับกิเลสได้แล้วฉันใด ดูก่อนจุนทะ อวิหิงสามีไว้เพื่อดับ

กิเลสของบุรุษบุคคลผู้มีวิหิงสา ฉันนั้นเหมือนกัน.

มีคำอธิบายไว้อย่างไร ?
(มีไว้ว่า) อวิหิงสาของผู้ไม่เบียดเบียนด้วยตน มีไว้เพื่อดับการ

เบียดเบียนผู้อื่น ของผู้ที่มีวิหิงสา เพราะว่าผู้ไม่เบียดเบียนด้วยตนเอง

จักดับเจตนาเครื่องเบียดเบียนของผู้อื่นได้ เพราะฉะนั้น ข้อนั้น จึงเป็น

เหตุที่เป็นไปได้.

ถามว่า เหตุนั้นคืออะไร ?
แก้ว่า เหตุนั้น คือความเป็นผู้ไม่เบียดเบียนนั่นเอง. ด้วยว่า

ผู้ที่บรรลุความไม่เบียดเบียนด้วยตนเอง จึงจะสามารถชักชวนคนอื่นให้

เป็นอย่างนั้นได้.

อีกอย่างหนึ่ง ผู้ไม่จมปลัก ฝึกฝนแล้ว ได้รับแนะนำแล้ว ดับกิเลส

ได้แล้วด้วยตนเอง จักยกผู้อื่นที่จมปลักขึ้นได้ จักฝึกตนที่ยังไม่ได้ฝึก

จักแนะนำคนที่ยังไม่ได้รับแนะนำ และจักยกผู้ดับกิเลสยังไม่ได้ให้ดับกิเลส

ได้ ฉะนั้น ข้อนี้ จึงเป็นเหตุที่เป็นไปได้ ฉันใด อวิหิงสาที่เกิดขึ้นแก่

ผู้เจริญมรรค เพื่อละวิหิงสาก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีไว้เพื่อดับ (วิหิงสา)

ของบุรุษ บุคคลผู้มีวิหิงสา อธิบายว่า อวิหิงสาเจตนา (เจตนาที่ไม่

เบียดเบียน ) จะสามารถดับวิหิงสาเจตนา ( เจตนาคิดเบียดเบียน) ได้

เหมือนกับผู้ดับกิเลสได้แล้ว สามารถยิ่งผู้ดับกิเลสไม่ได้ให้ดับได้ฉันนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงเนื้อความดังที่พรรณนามาอย่างนี้

แล้ว จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า เอวเมว โข จุนฺท (ฉันนั้นเหมือนกันแล

จุนทะ) ฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงเห็นอรรถาธิบายในเรื่องนี้ดังที่พรรณนามา

นี้เถิด. แต่การประกอบเนื้อความ ตามลำดับบทในทุก ๆ บท ไม่ได้ทำ

ไว้เหมือนในบทวิหิงสาและอวิหิงสานี้ เพราะเกรงว่าจะเยิ่นเย้อเกินไป.

บรรยายแห่งสัลเลขธรรม
[๑๐๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสัลเลขธรรมนั้นว่า

สามารถในการดับกิเลสได้สนิทอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงย้ำพระธรรม-

เทศนานั้นประกอบ (ผู้ฟัง) ในการปฏิบัติธรรม จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า

อิติ โข จุนฺท (ดูก่อนจุนทะ เพราะเหตุดังนี้แล).

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สลฺเลขปริยาโย (บรรยายแห่ง

สัลเลขธรรม) ได้แก่เหตุแห่งสัลเลขธรรม. ในทุกบทก็มีนัยนี้. กุศลธรรม

ทั้งหลายมีอวิหิงสาเป็นต้นนั้นแหละ ในสัลเลขสูตรนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่า

เหตุแห่งสัลเลขธรรม เพราะขจัดขัดเกลาอกุศลธรรมมีวิหิงสา๑เป็นต้น

ชื่อว่า เป็นเหตุแห่งจิตตุปบาท เพราะจิตที่บุคคลพึงให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจ

แห่งอวิหิงสาเป็นต้นเหล่านั้น ชื่อว่า เป็นเหตุแห่งการหลีกไป เพราะ

เป็นเหตุแห่งการหลีกไปจากวิหิงสาเป็นต้น ชื่อว่า เป็นเหตุแห่งความ

เป็นผู้สูงส่ง เพราะยังความสูงส่งให้สำเร็จ ชื่อว่า เป็นเหตุแห่งการยังกิเลส

ให้ดับได้ เพราะยังวิหิงสาเป็นต้นให้ดับได้.

บทว่า หิเตสินา ความว่า ผู้ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล.
บทว่า อนุกมฺปเกน (ผู้ทรงเอ็นดู) คือผู้ทรงมีพระทัยเอ็นดู.
บทว่า อนุกมฺปํ อุปาทาย (ทรงอาศัยความเอ็นดู) คือทรง

กำหนดความเอ็นดูด้วยพระทัย มีคำอธิบายว่า ทรงอาศัย (ความเอ็นดู)

๑. ปาฐะว่า อวิหึสาทีนํ เข้าใจว่า จะเป็น วิหึสาทีนํ จึงได้แปลตามที่เข้าใจ และฉบับพม่า

เป็น....เอว วิหึสาทีนํ.

ดังนี้บ้าง. ข้อว่า กตํ โว ตํ มยา (กิจนั้นเราตถาคตได้ทำแล้ว

แก่เธอทั้งหลาย ) ความว่า กิจ๑นั้น เราตถาคตผู้แสดงเหตุ ๕ ประการ

เหล่านี้ ได้ทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย. อธิบายว่า กิจมีประมาณเท่านี้ เท่า

นั้นเอง เป็นหน้าที่ของศาสดาผู้ทรงเอ็นดู ได้แก่การทรงแสดงธรรมที่ไม่

ผิดพลาด ( พระองค์ได้ทรงทำแล้ว ) ส่วนต่อแต่นี้ไป ธรรมดาว่าการ

ปฏิบัติเป็นหน้าที่ของสาวกทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนจุนทะ นั่นโคนต้นไม้ทั้งหลาย ฯลฯ เป็น

อนุศาสนีของเราตถาคต. ก็ในจำนวนสถานที่ ๓ แห่งนั้น ด้วยบทว่า

รุกขมูล นี้ พระองค์ทรงแสดงถึงที่นั่ง ที่นอน คือควงต้นไม้ ด้วย

คำว่า สุญญาคาร (เรือนร้าง ) นี้ ทรงแสดงถึงสถานที่ ๆ สงัดจากคน

อีกอย่างหนึ่ง ด้วยคำทั้ง ๒ นี้ ทรงบอกเสนาสนะที่เหมาะสมกับความเพียร

คือทรงมอบความเป็นทายาทให้. คำว่า เธอทั้งหลายจงเพ่ง หมายความว่า

จงเข้าไปเพ่งอารมณ์ ๓๘ ประการ ด้วยอารัมมณูปนิชฌาน (การเพ่ง

อารมณ์ ) และเพ่งขันธ์และอายตนะเป็นต้นโดยความไม่เที่ยงเป็นต้น ด้วย

ลักขณูปนิชฌาน ( การเพ่งลักษณะ) มีคำอธิบายว่า เจริญสมถะและ

วิปัสสนา.

ข้อว่า มา ปมาทตฺถ ( เธอทั้งหลายอย่าได้ประมาท ) ความว่า

เธอทั้งหลายอย่าได้ประมาท คืออย่าได้เดือดร้อนในภายหลัง. อธิบายว่า

ชนเหล่าใด เมื่อก่อน คือในเวลายังหนุ่ม ในเวลาไม่มีโรค ในเวลาประสบ

ความสบาย ๗ อย่างเป็นต้น และในเวลาที่ยังมีพระศาสดาอยู่พร้อมหน้า

๑. ปาฐะว่า กตํ มยา อิเม ปญฺจ ปริยาเย ทสฺสนฺเตน ตุมฺหากํ กตํ เอตฺตกเมว ห ฯลฯ

กิจฺจํ เข้าใจว่า เป็นดังนี้ ตํ มยา อิเม ปญฺจ ปริยาเย ทสฺสนฺเตน ตุมฺหากํ กตํ ฯ เอตฺตกเมว

หิ ฯลฯ จึงได้แปลตามที่เข้าใจ และถูกตามหลักความจริง.

เว้นจากโยนิโสมนสิการ เสวยความสุขจากการนอนและความสุขจากการ

หลับ เป็นเหยื่อของเรือด ประมาทอยู่ ทั้งคืนทั้งวัน ชนเหล่านั้นภายหลัง

คือในเวลาชรา เวลามีโรค เวลาจะตาย เวลาวิบัติ และเวลาที่พระศาสดา

ปรินิพพานแล้วระลึกถึงการอยู่อย่างประมาทในกาลก่อนนั้น และพิจารณา

เห็นการปฏิสนธิ และการถึงแก่กรรมของตนว่าเป็นภาระ ( เรื่องที่จะ

ต้องนำพา ) จึงเป็นผู้มีความเดือดร้อน ส่วนเธอทั้งหลายอย่าได้เป็น

เหมือนคนประเภทนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรง

แสดงเนื้อความนั้นดังว่ามานี้ จึงได้ตรัสว่า เธอทั้งหลายอย่าได้เดือดร้อน

ภายหลัง.

บทว่า อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี (นี้เป็นอนุศาสนี ( การ

พร่ำสอน) ของเราตถาคต สำหรับเธอทั้งหลาย ) ความว่า นี้เป็น

อนุศาสนี มีคำอธิบายว่า เป็นโอวาทเพื่อเธอทั้งหลาย จากสำนักของเรา

ตถาคตว่า จงเพ่ง ( เผากิเลส ) จงอย่าประมาท ดังนี้แล.

จบอรรถกถาสัลเลขสูตร
จบสูตรที่ ๘

ดูเพิ่ม[แก้ไข]