อรรถกถา สีหสูตร (สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค)

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาสีหสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสีหสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
ราชสีห์ ๔ จำพวก
บทว่า สีโห ได้แก่ ราชสีห์ ๔ จำพวก คือ ติณราชสห์ จำพวก ๑.

กาฬราชสีห์ จำพวก ๑ ปัณฑุราชสีห์ จำพวก ๑ ไกรสรราชสีห์ จำพวก ๑.

บรรดาราชสีห์ ๔ จำพวกนั้น ติณราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือน

แม่โค สีคล้ายนกพิราบ และกินหญ้าเป็นอาหาร.

กาฬราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือนแม่โคดำ กินหญ้าเป็น

อาหารเหมือนกัน.

ปัณฑุราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือนแม่โคสีคล้ายใบไม้เหลือง

กินเนื้อเป็นอาหาร.

ไกรสรราชสีห์ ประกอบด้วย (ลักษณะคือ) ดวงหน้า (ที่สวยงาม)

เป็นเหมือนมีใครเอาน้ำครั่งมาแต่งเติมไว้ หางที่มีปลาย (สวยงาม)

และปลายเท้าทั้ง ๔ ตั้งแต่ศีรษะของราชสีห์นั้นลงไป มีแนวปรากฏอยู่

๓ แนว ซึ่งเป็นเหมือนมีใครมาแต้มไว้ ด้วยสีน้ำครั่ง สีชาด และ

สีหิงคุ (แนวทั้ง ๓ นั้น) ผ่านหลังไป สุดที่ภายในขาอ่อน เป็นวงทักษิณาวรรต.

ก็ที่ต้นคอของไกรสรราชสีห์นั้น มีขนขึ้นเป็นพวง เหมือนวงไว้ด้วย

ผ้ากัมพล ราคาตั้งแสน (ส่วน) ที่ที่เหลือ (ภายในร่างกาย) มีสีขาวบริสุทธิ์

เหมือนแป้งข้าวสาลี และผงจุรณ์แห่งสังข์.

บรรดาราชสีห์ทั้ง ๔ จำพวกนี้ ไกรสรราชสีห์นี้ พระผู้มี-

พระภาคเจ้า ทรงประสงค์เอาแล้วในสูตรนี้.

บทว่า มิคราชา ได้แก่ ราชาแห่งหมู่เนื้อ.
บทว่า อาสยา แปลว่า จากที่อยู่ อธิบายว่า ไกรสรราชสีห์

ย่อมออกไปจากถ้ำทอง หรือจากถ้ำเงิน ถ้ำแก้วมณี ถ้ำแก้วผลึก

และถ้ำมโนสิลา.

ก็ไกรสรราชสีห์นี้ เมื่อจะออกไป (จากที่อยู่) ย่อมออกไปด้วยเหตุ

๔ ประการ คือ ถูกความมืดเบียดเบียนออกไปเพื่อต้องการแสงสว่าง

ปวดอุจจาระปัสสาวะออกไปเพื่อต้องการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ถูก

ความหิวบีบคั้นออกไปเพื่อต้องการล่าเหยื่อ หรือถูกน้ำสมภพ (อสุจิ)

บีบคั้น (เกิดความกำหนัด) ออกไปเพื่อต้องการเสพอสัทธรรม (ร่วม-

ประเวณี) แต่ในสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาว่า

ไกรสรราชสีห์ออกไปเพื่อต้องการหาเหยื่อ.

บทว่า วิชมฺภติ ความว่า ไกรสรราชสีห์วางเท้าหลังสองเท้า

ไว้เสมอกันบนแผ่นทอง แผ่นเงิน แผ่นแก้วมณี แผ่นแก้วผลึก และ

มโนสิลา อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเหยียดเท้าหน้าออก หดส่วนหลังของ

ร่างกายเข้าแล้ว ยืดส่วนหน้าออกไปโก่งหลังชูคอ คล้ายจะส่งเสียง

เหมือนฟ้าร้อง พลางสลัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามร่างกายออกไปชื่อว่า

เยื้องกราย.

ก็และไกรสรราชสีห์จะวิ่งกลับไปกลับมาอยู่บนพื้นดินที่เยื้องกราย

(นั้นเอง) เหมือนลูกวัวรุ่นตะกอ ฉะนั้น ก็เมื่อมันวิ่งอยู่ ร่างกายจะ

ปรากฏอยู่ในที่มืดเหมือนท่อนฟืน (ถูกขว้าง) หมุนคว้างอยู่ฉะนั้น.

ในบทว่า อนุวิโลเกติ มีอธิบายว่า :-
ถามว่า เพราะเหตุไร ไกรสรราชสีห์จึงชำเลืองดูซ้ายขวา.
ตอบว่า เพราะมีความเอ็นดูในสัตว์อื่น.
ว่ากันว่า เมื่อไกรสรราชสีห์นั้นบันลือสีหนาท สัตว์ทั้งหลาย

เช่น ช้าง กวาง และกระบือ ซึ่งกำลังเที่ยว (หากิน) ใกล้ที่ซึ่งไม่ราบเรียบ

ทั้งหลายมีขอบปากเหวเป็นต้น ก็จะ (ตกใจแล้ว) พลัดตกลงไปในเหว

ก็ได้ไกรสรราชสีห์ชำเลืองดูซ้ายขวาก็เพราะเอ็นดูต่อสัตว์เหล่านั้น.

ถามว่า ก็ไกรสรราชสีห์นั้น ทำหน้าที่อย่างนายพรานกินเนื้อ

สัตว์อื่นอยู่เป็นประจำ ยังจะมีความเอ็นดูด้วยหรือ ?

ตอบว่า ใช่แล้ว ยังมีอยู่.
เป็นความจริง ไกรสรราชสีห์นั้น ไม่ยอมจับสัตว์เล็กสัตว์น้อย

เป็นอาหารของตน เพราะคิดว่า เรื่องอะไรจะต้องให้สัตว์จำนวนมาก

ถูกฆ่าตาย อย่างนี้ชื่อว่าทำความเอ็นดู.

สมด้วยคำที่กล่าวไว้ดังนี้ว่า ขออย่าทำให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่

อยู่ตามสถานที่ที่ขรุขระ (ไม่ราบเรียบ) ต้องได้รับความกระทบ

กระเทือนด้วยเลย.

บทว่า สีหนาทํ นทติ ความว่า อันดับแรก ไกรสรราชสีห์จะ

บันลือ (สีหนาท) ที่ไม่ก่อให้เกิดความน่ากลัว ๒ ครั้ง ก็แลเมื่อมันยืนบันลือ

(สีหนาท) บนพื้นดินที่เยื้องกรายอยู่อย่างนั้น เสียง (บันลือ) ก็จะก้อง

กระหึ่มเป็นเสียงเดียวกันไปรอบทิศตลอดพื้นที่ ๓ โยชน์ หมู่สัตว์

๒ เท้า และ ๔ เท้า ที่อยู่ภายในพื้นที่ ๓ โยชน์ ได้ยินเสียงบันลืออย่างก้อง

กระหึ่มนั้นของไกรสรราชสีห์นั้นแล้วก็จะไม่สามารถจะยืนอยู่ในที่เดิมได้.

บทว่า โคจราย ปกฺกมติ ความว่า ไปล่าเหยื่อ.

ไกรสรราชสีห์ไปล่าเหยื่อด้วยวิธีอย่างไร ?
อธิบายว่า ไกรสรราชสีห์นั้นยืนอยู่บนพื้นดินที่ตนเยื้องกราย

เมื่อกระโจนไปทางด้านขวา ด้านซ้าย หรือด้านหลัง ก็จะ (กระโจน)

ไปถึงพื้นที่ได้ประมาณอุสภะหนึ่ง เมื่อกระโจนขึ้นข้างบน ก็จะ

กระโจนขึ้นไปได้ ๔ อุสภะบ้าง ๘ อุสภะบ้าง เมื่อจะโลดแล่นตรง ๆ

หน้าบนพื้นที่ที่เรียบเสมอ ก็จะโลดแล่นไปได้ตลอดพื้นที่ประมาณ

๑๖ อุสภะบ้าง ประมาณ ๒๐ อุสภะบ้าง เมื่อจะโลดแล่นจากฝั่งแม่น้ำ

หรือจากภูเขา ก็จะโลดแล่นไปได้ตลอดพื้นที่ประมาณ ๖๐ อุสภะบ้าง

ประมาณ ๘๐ อุสภะบ้าง. (เมื่อวิ่งไป) ในระหว่างทางเห็นต้นไม้หรือ

ภูเขาเข้าแล้ว เมื่อจะเลี่ยงต้นไม้หรือภูเขานั้น ก็จะเลี่ยงไปทางข้างซ้าย

ข้างขวาหรือข้างบนได้ประมาณอุสภะหนึ่ง. แต่พอบันลือสีหนาท

ครั้งที่ ๓ พร้อมกับการบันลือนั้นแล ก็จะปรากฏในที่ ๓ โยชน์

ครั้นไปได้ ๓ โยชน์แล้ว ก็จะกลับมาหยุดยืนฟังเสียงสะท้อนเสียงบันลือ

ของตนเอง. ไกรสรราชสีห์ หลีกออกไป (จากที่อยู่) ด้วยความเร็วอย่างนี้.

บทว่า เยภุยฺเยน ได้แก่ ปาเยน (แปลว่า โดยมาก). บทว่า

ภยํ สํเวคํ สนฺตาสํ ทั้งหมดเป็นชื่อของความหวาดสะดุ้งกลัวแห่งจิต

นั่นเอง. เพราะว่า สัตว์จำนวนมากได้ฟังเสียงราชสีห์แล้วย่อม (ตกใจ)

กลัว. ที่ไม่กลัวมีจำนวนน้อย.

ถามว่า ก็สัตว์จำนวนน้อยพวกนั้น คือ พวกไหนบ้าง ?
ตอบว่า สัตว์พวกนั้นคือ ราชสีห์ด้วยกัน ๑ ช้างอาชาไนย ๑

ม้าอาชาไนย ๑ โคอุสภะอาชาไนย ๑ บุรุษอาชาไนย ๑ พระขีณาสพ ๑

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร สัตว์พวกนั้นจึงไม่กลัว ?
ตอบว่า ราชสีห์ด้วยกันที่ไม่กลัวก็เพราะคิดว่า เราเสมอ

เหมือนกันด้วยชาติ โคตร ตระกูล และความกล้าหาญ. ช้างอาชาไนย

เป็นต้นที่ไม่กลัว ก็เพราะตนเองมีสักกายทิฏฐิรุนแรง.(ส่วน) พระขีณาสพ

ไม่กลัวเพราะท่านละสักกายทิฏฐิได้แล้ว.

บทว่า พิลาสยา ได้แก่ สัตว์ที่อยู่ในรู คือ อยู่รูเป็นประจำ

มีงู พังพอน และเหี้ย เป็นต้น. บทว่า ทกาสยา ได้แก่สัตว์ที่อยู่ในน้ำ

(สัตว์น้ำ) มีปลาและเต่าเป็นต้น. บทว่า วนาสยา ได้แก่ สัตว์ที่อยู่ในป่า

(สัตว์ป่า) มีช้าง ม้า กวาง และเนื้อ เป็นต้น. บทว่า ปวิสนฺติ ความว่า

เข้าไปพลางมองดูทางด้วยคิดว่า จักมาจับเอาในบัดนี้. บทว่า ทฬฺเหหิ

แปลว่า มั่นคง. บทว่า วรตฺเตหิ แปลว่า เชือกหนัง. ในบทว่า มหิทฺธิโก

เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

พึงทราบว่า ไกรสรราชสีห์มีฤทธิ์มาก ด้วยการยืนอยู่บนพื้นดิน

ที่ตนเยื้องกรายแล้วกระโจนไปข้างขวาเป็นต้นได้ประมาณอุสภะหนึ่ง

กระโจนไปตรงด้านหน้าได้ประมาณ ๒๐ อุสภะหนึ่ง เป็นต้น. พึงทราบ

ว่า ไกรสรราชสีห์มีศักดิ์มาก ด้วยการเป็นเจ้าแห่งมฤคที่เหลือทั้งหลาย.

พึงทราบว่า ไกรสรราชสีห์มีอานุภาพมาก เพราะเหล่าสัตว์ที่เหลือได้ฟัง

เสียงในที่ประมาณ ๓ โยชน์ รอบทิศแล้วจะพากันหนีไป.

บทว่า เอวเมวโข มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึง

พระองค์ว่าเป็นเหมือนอย่างนั้น ๆ ในสูตรนั้น ๆ (คือ)

อันดับแรก ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า สีหะ นี้แล

เป็นชื่อของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นเหมือนราชสีห์.

ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนสุนักขัตตะ คำว่า นายแพทย์ผู้ผ่าตัดนี้แล

เป็นชื่อของตถาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่า เป็นเหมือน

นายแพทย์.

ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่าพราหมณ์นี้แลเป็นชื่อ

ของตถาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นเหมือนพราหมณ์.

ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนติสสะ คำว่า บุรุษผู้ฉลาดในหนทางนี้แล

เป็นชื่อของตถาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่า เป็นเหมือน

มัคคุเทศก์.

ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนเสละ เราตถาคตเป็นพระราชา พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นเหมือนพระราชา.

แต่ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสถึงพระองค์ว่า

เป็นเหมือนราชสีห์แล จึงได้ตรัสไว้อย่างนี้.

ในพระดำรัสนั้นมี (ข้อเปรียบเทียบ) เหมือนกันดังต่อไปนี้ :-
เวลาที่พระตถาคตเจ้าทรงกระทำอภินิหาร (ปรารถนาพุทธภูมิ)

แทบบาทมูลของพระทีปังกรพุทธเจ้าแล้วทรงบำเพ็ญบารมีมาสิ้นเวลา

นับไม่ถ้วน ในภพสุดท้ายทรงทำหมื่นโลกธาตุให้หวั่นไหวด้วยการถือ

ปฏิสนธิ และด้วยการประสูติออกจากพระครรภ์ของพระมารดา

(ต่อมา) ทรงเจริญวัยได้เสวยสมบัติเช่นทิพยสมบัติประทับอยู่ใน

ปราสาท ๓ หลัง พึงเห็นว่าเหมือนกับเวลาที่ราชสีห์อยู่ในถ้ำที่อยู่มี

ถ้ำทองเป็นต้น ฉะนั้น.

เวลาที่พระตถาคตเจ้าทรงม้ากัณฐกะมีนายฉันนะเป็นพระสหาย

เสด็จออกทางพระทวาร (นคร) ที่เทวดาเปิดถวาย ผ่านเลย (ไม่สน-

พระทัย) ราชสมบัติทั้ง ๓ ทรงครองผ้ากาสาวะที่พรหมน้อมเกล้าถวาย

แล้ว (อธิษฐานพระทัย) ถือบวช ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานที เมื่อมี

พระชนมายุได้ ๒๙ พระพรรษา (ต่อจากนั้น) ในวันที่ ๗ เสด็จไปยัง

เมืองราชคฤห์ เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์นั้นแล้ว (มาประทับ)

เสวยพระกระยาหารที่เงื้อมเขาชื่อปัณฑวะ จนกระทั่งถึง (เวลา) ที่

ทรงประทานปฏิญญาแต่พระราชา (พิมพิสาร) เพื่อว่าครั้นตรัสรู้

พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะไต้เสด็จมายังแคว้นมคธก่อนเพื่อน

พึงเห็นว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์ออกจากถ้ำที่อยู่มีถ้ำทองเป็นต้น ฉะนั้น.

เวลาเริ่มตั้งแต่ที่พระตถาคตเจ้าทรงประทานปฏิญญา (แด่-

พระราชา) แล้ว เข้าไปหา อาฬารดาบสกาลามโคตร กระทั่งถึงเวลา

เสวยข้าว (มธุ) ปายาสที่นางสุชาดาถวายโดย (ปั้นเป็น) ก้อน ๔๙ ก้อน

พึงทราบว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์ปิดกาย ฉะนั้น.

การที่พระตถาคตเจ้าทรงรับหญ้า ๘ กำมือที่โสตถิยพราหมณ์

(ถวาย) ในเวลาเย็น อันเทวดาในหมื่นจักรวาลทรงสดุดี (พระเกียรติคุณ)

(และ) บูชาด้วยเครื่องบูชามีของหอมเป็นต้น ทรงทำประทักษิณ

(เสด็จเวียนขวา) โพธิพฤกษ์ ๓ รอบ แล้วทรงก้าวขึ้นสู่โพธิบัลลังก์

ทรงลาดหญ้าเป็นเครื่องลาด (รองนั่ง) บนที่สูง ๑๔ ศอก แล้วประทับ

นั่งอธิฏฐาน จาตุรงคปธาน (ความเพียรมีองค์ ๔) ทันใดนั้นเอง

ทรงกำจัดมาร และพลพรรคของมารได้แล้วทรงชำระวิชชา ๓ ให้

บริสุทธิ์ ในยามทั้ง ๓ ทรงพิจารณาทั้งอนุโลมและปฏิโลม ด้วยการ

พิจารณาญาณคู่ (ปาฐะว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทปหานสมุทยยมกญาณปฏฺเฐน ปฏฺเฐนฺตสฺส

ฉบับพม่าเป็น ปฏิจฺจสมฺปฺปาทมหาสมุทฺทํ ยมกญาณมนฺถเนน มนฺเถนฺตสฺส

แปลว่า ทรงย่ำมหาสมุทร คือ ปฏิจจสมุปบาท ทั้งอนุโลมและปฏิโลม โดยการย่ำด้วยญาณทั้งคู่ )

(ยมกญาณ) คือปหานญาณ และสมุทยญาณ แห่ง

ปฏิจจสมุปบาท เมื่อทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณแล้วทำหมื่น

โลกธาตุให้หวั่นไหว . ด้วยอานุภาพแห่งพระสัพพัญญุตญาณนั้น พึง

ทราบว่า เหมือนการที่ราชสีห์สะบัดสร้อยคอ ฉะนั้น.

การที่พระตถาคตเจ้าทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุ ตญาณแล้ว

ประทับอยู่ที่ควงโพธิ สิ้น ๗ สัปดาห์ เสวยพระกระยาหาร คือก้อนข้าว

มธุปายาส ๔๙ ก้อน วันละก้อนหมดแล้ว (จากนั้นเสด็จประทับ)

ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ ทรงรับคำอาราธนาของท้าวมหาพรหมที่ทูล

ขอให้ทรงแสดงธรรม แล้วประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธนั้น

(เอง) ในวันที่ ๑๑ (จากวันที่ประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ)

ทรงดำริว่า วันพรุ่งนี้จะเป็นวันเพ็ญอาสาฬหะแล้ว เวลาเช้ามืดทรง

รำพึงว่า เราควรแสดงธรรมแก่ใครก่อน (พอ) ทรงทราบว่า อาฬารดาบส

และอุททกดาบสมรณภาพแล้ว จึงได้ตรวจดูท่านเบญจวัคคีย์เพื่อ

ต้องการจะ (เสด็จไป) แสดงธรรมโปรด พึงเห็นว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์

ตรวจดูทิศทั้ง ๔ ฉะนั้น.

เวลาที่พระตถาคตเจ้าทรงอุ้มบาตรและจีวรของพระองค์เสด็จ

ออกไปจากต้นอชปาลนิโครธ ภายหลังเสวยพระกระยาหารแล้วด้วย

ทรงดำริว่า จักหมุนล้อธรรมโปรดเบญจวัคคีย์ ดังนี้ แล้วเสด็จพุทธดำเนิน

เป็นระยะทาง ๑๘ โยชน์ พึงเห็นว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์เดินทางไป

ล่าเหยื่อเป็นระยะทาง ๓ โยชน์ ฉะนั้น.

เวลาที่พระตถาคตเจ้าเสด็จพุทธดำเนินไปเป็นระยะทาง

๑๘ โยชน์ แล้วประทับนั่งขัดสมาธิอย่างสง่าผ่าเผยเกลี้ยกล่อม

พระปัญจวัคคีย์ อันหมู่เทวดาที่ (มา) ประชุมกันจากหมื่นจักรวาล

ห้อมล้อม ทรงหมุนล้อธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ส่วนสุดโต่งทั้งสองเหล่านี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ" พึงทราบว่า

เหมือนเวลาที่ราชสีห์บันลือสีหนาท ฉะนั้น.

ก็แล เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงแสดงธรรมจักรนี้อยู่ พระสุรเสียง

แสดงธรรมของราชสีห์คือพระตถาคต ดังได้ยินไปทั่วหมื่นโลกธาตุ

เบื้องล่าง ดังไปถึง อเวจี เบื้องบนดังไปถึงภวัคคพรหม.

เวลาที่พระตถาคตเจ้าตรัสสอนธรรมแสดงลักษณะ ๓ จำแนก

สัจจะ ๔ พร้อมทั้งอาการ ๖ จนกระทั่งถึง พันนัย เหล่าเทวดาที่มี

อายุยืน เกิดความสะดุ้งกลัวด้วยญาณ พึงทราบว่าเหมือนเวลาที่

สัตว์เล็กสัตว์น้อยต้องสะดุ้งกลัวเพราะเสียงราชสีห์ ฉะนั้น.

บทว่า ยทา คือ ยสฺมึ กาเล (ในกาลใด). บทว่า ตถาคโต

พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ:-
(๑) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า เสด็จมา

แล้วอย่างนั้น

(๒) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า เสด็จไป

แล้วอย่างนั้น

(๓) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า เสด็จมาถึง

ลักษณะที่จริงแท้.

(๔) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า ตรัสรู้

ธรรมที่จริงแท้ ตามความเป็นจริง.

(๕) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงมีปกติเห็นจริง.
(๖) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงมีปกติตรัสจริง.
(๗) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงมีปกติทำจริง.
(๘) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า ครอบงำ.
ความพิสดารของพระนามเหล่านั้นได้กล่าวไว้หมดแล้ว

ทั้งในอรรถกถาพรหมชาลสูตร ทั้งในอรรถกถามูลปริยายสูตร.

บทว่า โลเก ได้แก่ ในสัตว์โลก. บทว่า อุปฺปชฺชติ ความว่า

พระตถาคตเจ้าชื่อว่า กำลังเสด็จอุบัติขึ้นอยู่ เริ่มตั้งแต่ตั้งความปรารถนา

(พุทธภูมิ) จนกระทั่งถึง (ประทับนั่ง ณ) โพธิบัลลังก์ หรือ (บรรลุ)

อรหัตตมรรคญาณ แต่เมื่อบรรลุอรหัตตผลแล้ว ชื่อว่าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

บททั้งหลายมีบทว่า อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นต้น ข้าพเจ้า

(พระพุทธโฆษาจารย์) ได้อธิบายไว้แล้วอย่างพิสดารในพุทธานุสสติ-

นิทเทส ในปกรณ์พิเศษชื่อว่า วิสุทธิมรรค.

บทว่า อิติ รูปํ ความว่า นี้คือรูป รูปมีเท่านี้ ไม่มีรูปนอกเหนือ

ไปจากนี้.

ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

แสดงถึงมหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ (อุปาทายรูป)

ทั้งหมด ทั้งโดยสภาวะ ทั้งโดยความเป็นจริง ทั้งโดยที่สุด ทั้งโดยการ

กำหนด ทั้งโดยการเปลี่ยนแปลง.

บทว่า อิติ รูปสฺส สมุทโย ความว่า นี้ชื่อว่า การเกิดขึ้นแห่งรูป.

ก็ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

แสดงถึงคำทั้งหมดมีอาทิว่า เพราะอาหารเกิด รูปจึงเกิด. บทว่า อิติ

รูปสฺส อฏฺฐงฺคโม ความว่า นี้ชื่อว่า ความดับแห่งรูป. แม้ด้วย

พระดำรัสนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงคำทั้งหมด

มีอาทิว่า เพราะอาหารดับ รูปจึงดับ. แม้ในบทว่า อิติ เวทนา เป็นต้น

ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า วณฺณวนฺโต แปลว่า มี (ผิว) พรรณ (ผุดผ่อง)

ด้วยผิวพรรณของร่างกาย. บทว่า ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ความว่า สดับ

พระธรรมเทศนาของพระตถาคต ที่ประดับด้วยลักษณะ ๕๐ ในขันธ์ ๕

นี้.

บทว่า เยภุยฺเยน ได้แก่ ในโลกนี้ เว้นเทวดาที่เป็นพระอริยสาวก.

อธิบายว่า เทวดาที่เป็นพระอริยสาวกเหล่านั้น ไม่เกิดแม้ความกลัว

คือความสะดุ้งแห่งจิต เพราะท่านเป็นพระขีณาสพ ทั้งไม่เกิดความ

สังเวชด้วยญาณ เพราะบุคคลผู้สังเวชได้บรรลุผลที่จะพึงบรรลุได้ด้วย

ความเพียรแล้ว โดยอุบายอันแยบคาย แต่เทวดานอกนี้ใส่ใจถึงภาวะ

ที่ไม่เที่ยง ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุ ก็ความ

หวาดสะดุ้ง นั้นมีอยู่" จึงเกิด แม้ความกลัว คือความหวาดสะดุ้งแห่งจิต

ทั้งเกิด ความกลัวเพราะญาณในเวลาที่วิปัสสนาแก่กล้า.

(ฉบับพม่า เป็น อุปฺปชฺชติ ไม่มี น แปลตามฉบับพม่า)

คำว่า โภ นั้น เป็นเพียงการเรียกร้องกันตามธรรมดาเท่านั้น.
บทว่า สกฺกายปริยาปนฺนา แปลว่า เนื่องด้วยเบญจขันธ์. เมื่อ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชี้โทษแห่งวัฏฏะ

(ปาฐะว่า ปตฺตโทสํ ฉบับพม่าเป็น วฏฺฏโทสํ แปลตามฉบับพม่า)

แล้วทรงแสดงพระธรรม-

เทศนา กระทบไตรลักษณ์แก่เทวดาเหล่านั้นอยู่ ญาณภัย จึงก้าวลง

ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อภิญฺญาย แปลว่า รู้แล้ว.
บทว่า ธมฺมจกฺกํ หมายเอา ปฏิเวธญาณบ้าง เทศนาญาณบ้าง.
พระญาณที่เป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่ง ณ

โพธิบัลลังก์ ได้แทงตลอด (อริย) สัจจะ ๔ พร้อมทั้งอาการ ๖

ได้ครบ ๑,๐๐๐ นัย ชื่อว่า ปฏิเวธญาณ.

พระญาณที่เป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศ

ธรรมจักร ที่มีปริวัต ๓ (และ) มีอาการ ๑๒ ชื่อว่า เทศนาญาณ.

พระญาณทั้งสองนั้น เป็นญาณที่เกิด (ภาย) ในพระทัยของ

พระทศพลเท่านั้น บรรดาพระญาณทั้งสองนั้น เทศนาญาณ ควร

(กำหนด) ถือเอาในที่นี้.

ก็แล เทศนาญาณนี้นั้น พึงทราบว่า ตราบใดที่โสดาปัตติผล

ยังไม่เกิดแก่พระอัญญาโกณฑัญญเถระ พร้อมทั้งพรหม ๑๘ โกฏิ

ตราบนั้นยังไม่ชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศ ต่อเมื่อ

โสดาปัตติผลเกิดแล้ว (นั่นแล) จึงชื่อว่าทรงประกาศแล้ว.

บทว่า อปฺปฏิปุคฺคโล แปลว่า ปราศจากบุคคลที่จะแม้นเหมือน.
บทว่า ยสสฺสิโน ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยบริวาร.
บทว่า ตาทิโน ได้แก่ ผู้เป็นเช่นเดียวกันด้วยโลกธรรม มีลาภ

และเสื่อมลาภเป็นต้น.

จบ อรรถกถาสีหสูตร

ดูเพิ่ม[แก้ไข]

งานนี้ประกอบด้วยงานย่อยหลายส่วนซึ่งอยู่ในบังคับแห่งลิขสิทธิ์หลายเรื่องต่างกัน เช่น งานอันลิขสิทธิ์หมดอายุ และงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ดี งานนี้ทุกส่วนล้วนเป็นสาธารณสมบัติแล้ว
ส่วนบทประพันธ์:

งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

  "มาตรา ๑๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย
  ถ้าผู้สร้างสรรค์หรือผู้สร้างสรรค์ร่วมทุกคนถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  มาตรา ๒๐ งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

ส่วนอื่น ๆ:

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะมีลักษณะตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา ๗ สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(๑)   ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(๒)   รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(๓)   ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(๔)   คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(๕)   คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (๑) ถึง (๔) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น"