อรรถกถา อปัณณกสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๑๐. อรรถกถาอปัณณกสูตร
อปัณณกสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว

อย่างนี้.

ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จาริกํ คือ จาริกไป ไม่รีบด่วน.

เหตุไรท่านจึงกล่าวว่า อตฺถิ ปน โว คหปตโย. ดังได้สดับมา บ้านนั้นตั้ง

อยู่ใกล้ปากดง เหล่าสมณพราหมณ์ประเภทต่าง ๆ เดินทางมาตลอดวัน ย่อม

เข้าไปหมู่บ้านนั้น เพื่อพักอาศัยในเวลาเย็นบ้าง เช้าบ้าง ชาวบ้านทั้งหลายก็

ลาดเตียง ตั่ง ถวายสมณพราหมณ์เหล่านั้น ล้างเท้า ทาเท้า ถวายน้ำดื่มอัน

สมควร. วันรุ่งขึ้น ก็นิมนต์ถวายทาน. สมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็มีจิตผ่องใส

สนทนากับชาวบ้านเหล่านั้น พูดอย่างนี้ว่า ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย ทรรศนะ

ไร ๆ ที่ท่านทั้งหลายยึดถือไว้ มีอยู่หรือ ? ชาวบ้านก็ตอบว่า ไม่มีหรอก

ท่านเจ้าข้า. สมณพราหมณ์ก็พูดว่า ท่านคฤหบดีทั้งหลาย เว้นทรรศนะเสีย โลก

ก็ดำเนินไปไม่ได้ พวกท่านชอบใจทรรศนะอย่างหนึ่ง เห็นสมควรรับไว้ ก็

ควร. พวกท่านจงถือทรรศนะอย่างหนึ่งว่า โลกเที่ยง ดังนี้ก็พากันหลีกไป.

วันต่อ ๆ มา สมณพราหมณ์เหล่าอื่นก็มา แล้วก็ถามเหมือนอย่างนั้นนั่นแล.

ชาวบ้านเหล่านั้น ก็ตอบสมณพราหมณ์นั้นว่า ขอรับ เจ้าข้า แล้วก็บอกว่า

วันก่อน ๆ เหล่าสมณพราหมณ์เช่นเดียวกับพวกท่าน มาบอกให้พวกเราถือ

ทรรศนะว่า โลกเที่ยง ดังนี้ก็ไป. สมณพราหมณ์เหล่านั้นก็ว่า พวกนั้นมัน

โง่ จะรู้อะไร โลกนี้ขาดสูญต่างหาก พวกท่านจงถือทรรศนะว่า ขาดสูญ ให้

ชาวบ้านแม้เหล่านั้นถือทรรศนะว่า ขาดสูญ อย่างนี้ แล้วก็หลีกไป. โดย

ทำนองนี้ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็ให้ถือทิฏฐิ ๖๒ อย่างนี้ คือ พวกหนึ่งให้

ถือทิฏฐิว่า โลกเที่ยงบางอย่าง พวกหนึ่งให้ถือทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มี

ที่สุด พวกหนึ่งให้ถือทิฏฐิดิ้นได้ ไม่ตายตัว. แต่ว่าชาวบ้านเหล่านั้น ไม่อาจ

ตั้งอยู่ในทิฏฐิแม้สักอย่างเดียวได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปภายหลัง

สมณพราหมณ์ทั้งหมด. ตรัสถาม เพื่อประโยชน์ของชาวบ้านเหล่านั้น จึง

ตรัสว่า อตฺถิ ปน โข คหปตโย เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า

อาการวตี แปลว่า มีการณ์ มีเหตุ. บทว่า อปณฺณโก แปลว่า ไม่ผิด

ไม่ถึงทางสองแพร่ง ยึดถือได้โดยส่วนเดียว.

มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดอันมีวัตถุ ๑๐ มีว่า นตฺถิ ทินฺนํ คือ ทานที่

ให้แล้ว ไม่มีผลดังนี้เป็นต้น ท่านกล่าวไว้พิศดารแล้วในสาเลยยกสูตร ในหน

หลัง สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบที่เป็นข้าศึกต่อความเห็นผิดนั้น ก็เหมือนกัน.

บทว่า เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ความว่า อานิสงส์อันใด ในความที่คนเหล่านั้น

ออกจากอกุศล และฝ่ายธรรมขาว ฝ่ายธรรมบริสุทธิ์อันใด คนเหล่านั้น ย่อมไม่

เห็นอานิสงส์และธรรมฝ่ายขาวอันนั้น. บทว่า อสทฺธมฺมปญฺญ๑ ตฺติ แปลว่า

การบัญญัติธรรมอันไม่จริง. บทว่า อตฺตานํ อุกฺกํเสติ ความว่า ยกตนว่า

เว้นเราเสีย คนอื่นใครเล่า ยังจะสามารถนำให้คนอื่น ๆ ยึดถือทรรศนะของ


๑ บาลีข้อ ๑๐๖. ว่า อสทฺธมฺมสญฺญตฺติ

ตนได้. บทว่า ปรํ วมฺเภติ ความว่า เขี่ยคนอื่นไว้เบื้องหลังอย่างนี้ว่า ใน

ชนทั้งหลายจำนวนถึงเท่านี้ แม้สักคนหนึ่ง ก็ไม่สามารถทำคนอื่น ๆ ให้ยึดถือ

ทรรศนะของตนได้. คำว่า ปุพฺเพว โข ปน ความว่า เมื่อคนยึดถือความ

เห็นมาก่อนนั่นแล ก็เป็นอันละความเป็นผู้มีศีลอันดีเสีย ปรากฏชัดแต่ความ

เป็นผู้ทุศีล. คำว่า เอวมสฺสเม๑ ความว่า ธรรม ๗ อย่าง มีมิจฉาทิฏฐิ

เป็นต้นเหล่านี้ ย่อมมีแก่เขาอย่างนี้. แต่ธรรมฝ่ายบาปอกุศลเป็นอเนก ที่มี

มิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยเหล่านั้นนั่นแล ชื่อว่าเกิดขึ้นด้วยอำนาจการเกิดขึ้นแล้ว ๆ

เล่า ๆ.

บทว่า ตตฺร แปลว่า นั้น คือในลัทธิทั้งหลายของสมณพราหมณ์

เหล่านั้น. บทว่า กลิคฺคาโห แปลว่า ถือเอาความพ่ายแพ้. บทว่า ทุสฺสมุตฺโต

ทุสฺสมาทินฺโน แปลว่า ถือเอาชั่ว ถือเอาผิด. บทว่า เอกํสํ ผริตฺวา

ติฏฺฐติ ความว่า แผ่ขยายวาทะของตนนั่นแลไปข้างหนึ่ง ส่วนหนึ่งตั้งอยู่.

ถ้าเมื่อถืออย่างนี้ว่า โลกอื่นไม่มี ก็จะนำมาซึ่งสวัสดิภาพ. บทว่า ริญฺฉติ๒

แปลว่า ย่อมละ. สทฺธมฺมปญฺญตฺติ ความว่า บัญญัติธรรมที่เป็นจริง.

กฏคฺคาโห ความว่า ความมีชัย. บทว่า สุสมตฺโต สุมาทินฺโน แปลว่า

ถือเอาดี จับต้องดี. บทว่า อุภยํ สํผริตฺวา ติฏฺฐติ ความว่า แผ่ขยายวาทะของ

ตนและวาทะของผู้อื่นไปสองข้าง สองส่วนตั้งอยู่. ถ้าเมื่อถืออยู่อย่างนี้ว่า โลก

อื่นไม่มี ก็จะนำมาซึ่งสวัสดิภาพเทียว พึงทราบความในปัญหาส่วนเดียวและ

สองส่วน แม้ของฝ่ายอื่นก็โดยนัยนี้ . บทว่า กโรโต คือกระทำด้วยมือของ

ตน.ะ บทว่า การยโต คือใช้ให้คนอื่นกระทำ. บทว่า ฉินฺทโต คือตัดมือ

เป็นต้นของคนอื่น ๆ. บทว่า ปจโต คือเบียดเบียนหรือคุกคามเขาด้วยของ

ร้อน (ไฟ) บทว่า โสจยโต คือกระทำเองก็ดีใช้ให้ผู้อื่นกระทำก็ดี ซึ่งความ


๑. บาลีว่า สจฺจวชฺเชน. ๒. บางแห่งเป็น ริญฺจติ

โศกเศร้าแก่คนอื่นด้วยการลักทรัพย์เป็นต้น . บทว่า กิลมยโต คือลำบาก

เองก็ดี ทำให้คนอื่นลำบากก็ดี ด้วยการตัดอาหาร และกักขังในเรือนจำเป็นต้น.

บทว่า ผนฺทโต ผนฺทาปยโต คือดิ้นรนเองก็ดี ทำผู้อื่นให้ดิ้นรนก็ดี ใน

เวลามัดคนอื่นซึ่งกำลังดิ้นรน. บทว่า ปาณมติปาตยโต คือ ฆ่าเองก็ดี

ใช้ผู้อื่นฆ่าก็ดี ซึ่งสัตว์มีชีวิต. พึงทราบความในที่ทุกแห่ง โดยการทำเองและ

ใช้ให้คนอื่นทำ โดยนัยที่กล่าวมานี้. บทว่า สนฺธึ คือ ตัดช่อง (ย่องเบา).

นิลโลปํ คือ ปล้นสดมภ์. บทว่า เอภาคาริกํ คือ ล้อมเรือนหลังเดียว

เท่านั้น ปล้น. บทว่า ปริปนฺเถ ติฏฺฐโต คือ ยืนดักที่หนทางเพื่อชิงทรัพย์

ของคนเดินทาง. บทว่า กโรโต น กริยติ ปาปํ ความว่า บาปของคนที่

แม้กระทำด้วยเข้าใจว่า เราทำบาปอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าไม่กระทำบาป

ไม่มี ก็สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าใจอย่างนี้ว่า เรากระทำ. บทว่า ขุรปริยนฺเตน

คือ ปลายคม. บทว่า เอกํ มํสขลํ คือ กองเนื้อกองหนึ่ง. บทว่า ปุญฺชํ

เป็นไวพจน์ของคำว่า เอกํ มํสขลํ นั้นแล. บทว่า ตโตนิทานํ แปลว่า

มีเหตุจากการกระทำให้เป็นกองเนื้อกองหนึ่งนั้น. เหล่าคนทางฝั่งใต้เป็นพวก

กักขละ ทารุณ ท่านหมายเอาคนเหล่านั้น จึงกล่าวว่า หนนฺโต เป็นต้น.

เหล่าคนทางฝั่งเหนือ มีศรัทธา เลื่อมใสนับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา

พระธรรมว่าเป็นของเรา พระสงฆ์ว่าเป็นของเรา ท่านหมายเอาคนเหล่านั้น

จึงกล่าวว่า ททนฺโต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยชนฺโต คือกระทำการบูชาใหญ่. บทว่า

ทเมน คือด้วยการฝึกอินทรีย์ คือ อุโบสถกรรม. บทว่า สํยเมน คือ ด้วย

การสำรวมในศีล. บทว่า สจฺจวาเจน คือด้วยกล่าวคำสัตย์. การมา อธิบาย

ว่า ความเป็นไปชื่อว่า อาคม. สมณพราหมณ์บางพวกปฏิเสธการทำบาปและ

บุญทั้งหลาย แม้โดยประการทั้งปวง. แม้ในฝ่ายธรรมขาว (ฝ่ายดี) ก็พึงทราบ

ความโดยนัยที่กล่าวแล้ว . คำที่เหลือในฝ่ายดีนั้น ก็เหมือนคำที่กล่าวมาแล้ว

ในวาระก่อน. ในคำว่า นตฺถิ เหตุ นตฺถี ปจฺจโย นี้ ปัจจัยเป็นคำไวพจน์

ของเหตุ. สมณพราหมณ์บางพวกย่อมปฏิเสธปัจจัยแห่งความเศร้าหมอง มีกาย

ทุจริตเป็นต้น ปัจจัยแห่งความหมดจดมีกายสุจริตเป็นต้น ที่มีอยู่ แม้ด้วยเหตุ

และปัจจัยทั้งสอง

บทว่า นตฺถิ พลํ นตฺถิ วิริยํ นตฺถิ ปุริสตฺถาโม นตฺถิ

ปุริสปรกฺถโม ความว่า กำลังก็ดี ความเพียรก็ดี เรี่ยวแรงของบุรุษก็ดี ความ

บากบั่นของบุรุษก็ดี ชื่อว่า อันบุรุษพึงทำ เพื่อความเศร้าหมองหรือเพื่อความ

หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย ไม่มี. สมณพราหมณ์บางพวกแสดงถึงสัตว์ทั้งหลายมี

อูฐ โค และแพะเป็นต้นไม่ให้เหลือ ด้วยคำว่า สพฺเพ สตฺตา. กล่าวโดยอำนาจ

คำเป็นต้นว่า สัตว์มีชีวิตอินทรีย์เดียว สัตว์มีชีวิตสองอินทรีย์ ด้วยคำว่า สพฺเพ

ปาณา กล่าวหมายถึงสัตว์มีปาณะทั้งสิ้น. สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวหมาย

ถึงสัตว์ผู้แสวงหาภพเกิด ในฟองไข่และในมดลูกด้วยคำว่า สพฺเพ ภูตา.

กล่าวหมายถึงธัญชาติมีข้าวสาลี ข้าวเหนียว ข้าวละมานเป็นต้น ด้วยคำว่า

สพฺเพ ชีวา. ด้วยว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีความเข้าใจว่า ในธัญชาติ

เหล่านั้น มีชีวะ เพราะงอกได้. คำว่า อวสา อพลา อวิริยา ความว่า

เหล่านั้นไม่มีอำนาจ กำลัง หรือความเพียรเป็นของตน. ในคำว่า นิยติสงฺค-

ติภาวปริณตา นี้ การประสพเคราะห์กรรม ชื่อว่า นิยติ ความไปในที่

นั้น ๆ แห่งอภิชาติทั้ง ๖ ชื่อว่า สงฺคติ ความชุมนุมกัน. สภาพนั้นชื่อว่า

ภาว สมณพราหมณ์บางพวกแสดงว่าสัตว์ทั้งปวง แปรปรวนไป คือ ถึงความ

เป็นประการต่าง ๆ ก็เพราะการประสพเคราะห์กรรม เพราะความชุมนุมกันและ

เพราะสภาวะด้วยประการฉะนี้ สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมแสดงว่าสภาวะใด

พึงอย่างใด สภาวะนั้นก็ย่อมมีอย่างนั้น. สภาวะใดไม่มี สภาวะนั้น ก็ไม่มี

ด้วย. คำว่า ฉเสฺววาภิชาตีสุ ความว่า สมณพราหมณ์บางพวกแสดงว่า สัตว์

ทั้งปวงตั้งอยู่ในอภิชาติ ๖ เท่านั้น จึงเสวยสุขและทุกข์ได้ ภูมิแห่งสุขและทุกข์

อื่นไม่มี.

ในคำว่า ฉเสฺววาภิชาตีสุ นั้น ชื่อว่า อภิชาติ ๖ คือ กัณหาภิชาติ

(อภิชาติดำ) นีลาภิชาติ (อภิชาติเขียว) โลหิตาภิชาติ (อภิชาติแดง) หลิททา-

ภิชาติ (อภิชาติเหลือง) สุกกาภิชาติ (อภิชาติขาว) ปรมสุกกาภิชาติ (อภิชาติ

ขาวอย่างยิ่ง). บรรดาอภิชาติ ๖ นั้น คนฆ่านก คนฆ่าหมู พราน คนฆ่าปลา

โจร คนฆ่าโจร ก็หรือว่า คนที่มีงานหยาบช้าบางพวกแม้เหล่าอื่น นี้ชื่อว่า

กัณหาภิชาติ. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า พวกภิกษุชื่อว่า นีลาภิชาติ.

สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีลัทธิอย่างนี้ว่า เขาว่าภิกษุเหล่านั้นใส่หนามลงในปัจจัย

๔ กิน ภิกษุจึงชื่อว่า ประพฤติกัณฏกวัตร. อีกนัยหนึ่ง สมณพราหมณ์ บาง

พวกกล่าวว่า บรรพชิตพวกหนึ่งชื่อว่า ประพฤติกัณฏกวัตรนั่นเทียว. จริงอยู่

แม้คำว่า สมณะ ผู้ประพฤติกัณฏกวัตร ก็เป็นลัทธิของสมณพราหมณ์เหล่านั้น.

สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า พวกนิครนถ์ผู้ชอบเพ้อลัทธิของตน

ฝ่ายเดียวชื่อว่า โลหิตาภิชาต. เขาว่า นิครนถ์เหล่านั้นยังขาวกว่าสองพวก

ก่อน. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า คฤหัสถ์สาวกของชีเปลือย ชื่อว่า

หลิททาภิชาต ดังนั้น สาวกของชีเปลือยจึงตั้งคนที่ให้ปัจจัยแก่ตนเป็นใหญ่

แม้กว่านิครนถ์ทั้งหลาย. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า นันทะ วัจฉะ สังกิจจะ

นี้ชื่อว่า สุกกากชาติ. เขาว่า คนเหล่านั้น ยังขาวกว่าสี่พวกก่อน. สมณพราหมณ์

บางพวกกล่าวว่า ส่วนอาชีวก ชื่อว่า ปรมสุกกาภิชาติ. เขาว่า อาชีวกเหล่า

นั้น ขาวกว่าทุกพวก. สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีลัทธิอย่างนี้ว่า บรรดาอภิชาติ

๖ นั้น สัตว์ทั้งปวง มีคนฆ่านกเป็นต้นก่อน. พวกสมณศากยบุตรยังบริสุทธิ์

กว่าคนฆ่านกเป็นต้นนั้น พวกนิครนถ์ยังบริสุทธิ์กว่า พวกสมณศากยบุตรนั้น.

สาวกของอาชีวกยังบริสุทธิ์กว่าพวกนิครนถ์นั้น. นันทะเป็นต้น ยังบริสุทธิ์กว่า

พวกสาวกของอาชีวก อาชีวกยังบริสุทธิ์กว่านันทะเป็นต้นนั้น. พึงทราบฝ่าย

ขาว โดยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว. คำที่เหล่าแม้ในที่นี้ก็เช่นเดียวกับที่

กล่าวไว้แล้วในวาระก่อน.

ก็บรรดาทิฏฐิทั้ง ๓ นี้ นัตถิกทิฏฐิ ห้ามวิบาก อกิริยทิฏฐิ ห้ามกรรม

อเหตุกทิฏฐิ ห้ามแม้ทั้งสอง (คือทั้งกรรมและวิบาก) ในกรรมและบากทั้งสอง

นั้น วาทะที่แม้ห้ามกรรม ก็เป็นอันห้ามวิบากด้วย วาทะที่แม้ห้ามวิบาก ก็เป็น

อันห้ามกรรมด้วย ดังนั้น โดยอรรถ วาทะเหล่านั้น แม้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น

อเหตุกวาทะ อกิริยวาทะและนัตถิวาทะ ย่อมห้ามกรรมและวิบากทั้งสอง. ก็คน

เหล่าใดถือลัทธิของสมณพราหมณ์เหล่านั้น นั่งท่องพิจารณาในที่พักกลางคืน

และกลางวัน มิจฉาสติของคนเหล่านั้นย่อมตั้งมั่นในอารมณ์นั้นว่า ทานที่ให้

แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล บาปของคนที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ เหตุไม่มี

ปัจจัยไม่มี จิตก็มีอารมณ์อันเดียว ชวนะทั้งหลายก็แล่นไป. ในชวนะที่หนึ่ง ยัง

พอแก้ไขได้. ในชวนะที่สองเป็นต้นก็เหมือนกัน. ในชวนะที่เจ็ด แม้พระ-

พุทธเจ้าทั้งหลายก็แก้ไขไม่ได้ เป็นผู้ไม่หวนกลับเช่นเดียวกับอริฏฐะและ

กัณฏกภิกษุ ในชวนะเหล่านั้นบางคนก็หยั่งลงทรรศนะเดียวบ้าง บางคน

สองทรรศนะบ้าง บางคนสามทรรศนะบ้าง เมื่อเขาหยั่งลงทรรศนะหนึ่ง

สองสามทรรศนะก็เป็นอันหยั่งลงแล้ว เขาก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ชนิดดิ่งทีเดียว ห้าม

ทางสวรรค์ ทางพระนิพพาน ไม่ควรไปสวรรค์ ในอันดับแห่งอัตภาพนั้น

จะป่วยกล่าวไปไยถึงพระนิพพาน. สัตว์นี้เป็นผู้เฝ้าแผ่นดิน ชื่อว่า เป็นตอ

แห่งวัฏฏะ.

ถามว่า ก็มิจฉาทิฏฐิสัตว์นี้ ดิ่งอยู่ในอัตภาพเดียวเท่านั้น หรือใน

อัตภาพอื่นด้วย. ตอบว่า ดิ่งอยู่ในอัตภาพเดียวเท่านั้น. แต่ถ้าเขายังชอบใจ

ทิฏฐินั้น ๆ อยู่ในระหว่างภพด้วยอำนาจการเสพบ่อย ๆ คนเช่นนั้น โดยมาก

ก็ออกไปจากภพไม่ได้.

ตสฺมา อกลฺยาณชนํ อาสีวิสม้โวรคํ
อารกา ปริวชฺเชยฺย ภูติกาโม วิจกฺขโณ
เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์
ต้องการความเจริญ พึงงดเว้นคนไม่ดี ที่
เป็นดังงูพิษ เสียให้ห่างไกล.
บทว่า นตฺถิ สพฺพโส อารุปฺปา ความว่า ชื่อว่า ฝ่ายอรูปพรหมโลก

ย่อมไม่มีโดยอาการทั้งปวง. บทว่า มโนมยา คือ สำเร็จด้วยจิตอันประกอบ

ด้วยฌาน. บทว่า สญฺญามยา คือ สำเร็จด้วยสัญญาโดยสัญญาในอรูปฌาน.

บทว่า รูปานํเยว นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ความว่าผู้

นี้เป็นผู้ได้ก็มี เป็นผู้ตรึกก็มี. ผู้ได้รูปาวจรฌาน ชื่อว่า ผู้ได้. ผู้ได้รูปาวจรฌาน

นั้น ไม่มีความสงสัยในรูปาวจรฌาน ยังมีความสงสัยในโลกฝ่ายอรูปาวจรอยู่.

ผู้ได้ฌานนั้น ย่อมปฏิบัติอย่างนั้น ด้วยเข้าใจว่า เราฟังผู้กล่าวว่า อรูปพรหม

ทั้งหลายมีอยู่ก็มี ผู้กล่าวว่า ไม่มีก็มี แต่เราไม่รู้ว่ามี หรือ ไม่มี เราจักทำ

จตุตถฌานให้เป็นปทัฏฐานแล้ว ทำอรูปาวจรฌานให้เกิด ถ้าอรูปพรหมทั้งหลาย

มีอยู่ เราจักบังเกิดในอรูปพรหมนั้น ถ้าไม่มี เราก็จักบังเกิดในโลกฝ่ายรูปาวจร-

พรหม ธรรมอันไม่ผิดของเรา จักเป็นธรรมไม่ผิด ไม่พลาด ด้วยการปฏิบัติ

อย่างนี้. ส่วนผู้ตรึกผู้ไม่ได้ฌาน แม้เขาจะไม่มีความสงสัยในรูปฌาน แต่ก็ยังมี

ความสงสัยในโลกฝ่ายอรูปพรหม. ผู้ตรึกนั้น ย่อมปฏิบัติอย่างนั้น ด้วยเข้าใจว่า

เราฟังผู้กล่าวอรูปพรหมทั้งหลายว่าไม่มีก็มี ผู้กล่าวว่า มีก็มี แต่เราไม่รู้ว่า มี

หรือไม่มี เราจักทำบริกรรมในกสิณ ยังจตุตถฌานให้เกิดแล้ว ทำจตุตถฌาน

นั้นให้เป็นปทัฏฐาน จักยังอรูปาวจรฌานให้เกิด ถ้าอรูปพรหมทั้งหลายมีอยู่

เราก็จักบังเกิดในอรูปพรหมนั้น ถ้าไม่มี เราก็จักบังเกิดในโลกฝ่ายรูปาวจร

พรหม ธรรมอันไม่ผิด จักเป็นธรรมไม่ผิด ไม่พลาดด้วยการปฏิบัติอย่างนี้

นี่แหละ. บทว่า ภวนิโรโธ คือพระนิพพาน. บทว่า สราคาย สนฺติเก

คือใกล้ความยินดีในวัฏฏะ ด้วยอำนาจความกำหนัด. บทว่า สํโยคาย คือ

ใกล้ความประกอบตนไว้ ด้วยตัณหาความทะยานอยาก. บทว่า อภินนฺทนาย

คือใกล้ความเพลิดเพลินด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า ปฏิปนฺโน

โหติ ความว่า แม้ผู้นี้ เป็นผู้ได้ก็มี เป็นผู้ตรึกก็มี. ผู้ได้สมาบัติ ๘ ชื่อว่า

ผู้ได้. ผู้ได้สมาบัติ ๘ นั้น ไม่มีความสงสัยในอรูปพรหม ยังมีความสงสัยใน

พระนิพพาน. เขาปฏิบัติอย่างนี้ด้วยเข้าใจว่า เราฟังเขาพูดว่านิโรธมีก็มี ไม่มี

ก็มี เราไม่รู้เอง เราจักทำสมาบัติให้เป็นบาทแล้วเจริญวิปัสสนา ถ้านิโรธจักมี

ไซร้ เราก็จักบรรลุพระอรหัตปรินิพพาน ถ้าไม่มี เราก็จักบังเกิดในอรูปพรหม

ส่วนผู้ตรึกไม่ได้แม้แค่สมาบัติสักอย่างหนึ่ง. แต่เขาก็ไม่มีความสงสัยในอรูป

พรหม ยังมีความสงสัยในภวนิโรธ (พระนิพพาน) อยู่. เขาปฏิบัติอย่างนี้ ด้วย

เข้าใจว่า เราฟังเขาพูดว่า นิโรธมีก็มี ไม่มีก็มี เราไม่รู้เอง เราจักกระทำ

บริกรรมในกสิณ แล้วทำสมาบัติ ๘ ให้เกิด เจริญวิปัสสนา มีสมาบัติเป็น

ปทัฏฐาน ถ้านิโรธจักมีไซร้ เราจักบรรลุพระอรหัตปรินิพพาน ถ้าไม่มี เรา

ก็จักบังเกิดในอรูปพรหม.

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ในพระสูตรนั้น คำว่า ทานที่

ให้แล้วมีผล ดังนี้เป็นต้นเป็นคำไม่ผิด ก็แล้วไปเถิด ส่วนคำว่า ทานที่ให้

แล้วไม่มีผล ดังนี้เป็นต้น ไม่ผิด ด้วยอย่างไรเล่า. ตอบว่า ด้วยอำนาจความ

ยึดถือกัน. จริงอยู่ คำเหล่านั้น ที่เกิดเชื่อว่า ไม่ผิด ก็เพราะเขายึดถือไว้

อย่างนี้ว่า . ไม่ผิด ไม่ผิด. ศัพท์ว่า จตฺตาโรเม นี้ แยกกันคนละส่วน แต่

ข้อความเชื่อมโยงกัน. บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้คือ นัตถิกวาทะ อกิริยวาทะ

อเหตุกวาทะและ ๒ จำพวกที่มีวาทะอย่างนี้ว่า อรูปพรหมไม่มี นิโรธไม่มี

บุคคล ๓ จำพวกหลังเท่านั้นมีอยู่ บุคคล ๕ จำพวกมีอัตถิกวาทะเป็นต้น บุคคล

จำพวกที่ ๔ จำพวกเดียวเท่านั้น. เพื่อจะทรงแสดงความข้อนั้น พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าจึงทรงเริ่มเทศนานี้. โดยอรรถ คำทั้งหมด ในวาทะนั้นตื้นทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาอปัณณกสูตรที่ ๑๐

ดูเพิ่ม[แก้ไข]