อรรถกถา อัคคิวัจฉสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๒. อรรถกถาอัคคิวัจฉสูตร

(บาลีเป็นอัคคิวัจฉโคตตสตร.)

อัคคิวัจฉโคตตสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สตํ ข้าพเจ้าได้สดับ

มาอย่างนี้.

ในบรรดาบทเหล่านั้นบทว่า น โข อหํ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น คือ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในครั้งแรกว่าเราไม่เห็นว่าโลกเที่ยง. ในครั้งที่ ๒ ตรัส

ว่า เราไม่เห็นว่าโลกขาดสูญ. พึงทราบการปฏิเสธในทุกวาระด้วยคำมีอาทิว่า

โลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด ด้วยประการฉะนี้. วาทะนี้ว่า โหติ จ น จ โหติ

สัตว์ตายไปแล้วมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี เป็นวาทะว่าเที่ยงบางอย่างในที่นี้. วาทะนี้

ว่าสัตว์ตายไปแล้วมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ พึงทราบว่า เป็น อมราวิกเขปะ

(ทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว).

บทว่า สทุกฺขํ เป็นไปกับด้วยทุกข์ คือเป็นไปกับด้วยทุกข์ ด้วยทุกข์

อันเกิดแต่กิเลส และด้วยทุกข์อันเกิดแต่วิบาก. บทว่า สวิฆาตํ เป็นไปกับ

ด้วยความลำบาก คือเป็นไปกับด้วยความลำบากด้วยอำนาจทุกข์ ๒ อย่างเหล่า

นั้น. บทว่า สอุปายาสํ เป็นไปกับด้วยความคับแค้น คือเป็นไปกับด้วยความ

คับแค้นด้วยอำนาจทุกข์เหล่านั้น. บทว่า สปริฬาหํ เป็นไปกับด้วยความ

เร่าร้อนด้วยอำนาจแห่งทุกข์เหล่านั้นนั่นแหละ. บทว่า กิญฺจิ ทิฏฺฐิคตํ ความว่า

วัจฉะทูลถามว่า แม้ความเห็นไร ๆ ที่พระองค์ทรงชอบ ทรงพอใจแล้วถือ

เอามีอยู่หรือ. บทว่า อปนีตํ นำออกไปแล้ว คือตถาคตกำจัดแล้วไม่เข้าไป

หาแล้ว . บทว่า ทิฎฺฐํ คือเห็นด้วยปัญญา. บทว่า ตสฺมา เพราะฉะนั้น

ตถาคตได้เห็นความเกิดและความเสื่อมแห่งขันธ์ ๕. บทว่า สพฺพมญฺญิตานํ

ซึ่งความสำคัญทั้งปวง คือซึ่งความสำคัญคือตัณหาทิฏฐิและมานะแม้ทั้ง ๓ ทั้ง

ปวง. แม้บทว่า มถิตานํ ก็เป็นไวพจน์ของบทเหล่านั้นนั่นเอง.

บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกบทเหล่านั้นแล้ว เมื่อจะทรง

แสดงจึงตรัสว่า สพฺพอหงฺการมมงฺการมานานุสยานํ ความถือว่าเรา ว่าของ

เราและความถือตัวอันนอนอยู่ในสันดานทั้งปวง. จริงอยู่ในบทนี้พึงทราบความ

ดังนี้. ความถือว่าเราเป็นทิฏฐิ. ความถือว่าของเราเป็นตัณหา. ความถือตัว

อันนอนอยู่ในสันดานเป็นมานะ. บทว่า อนุปาทา วิมุตฺโต ตถาคตพ้นวิเศษ

แล้วจากความไม่ถือมั่น คือพ้นเพราะไม่ถือธรรมไร ๆ ด้วยอุปาทาน ๔. บทว่า

น อุเปติ คือไม่ควร.

อนึ่ง พึงทราบความในบทนี้ดังต่อไปนี้. บทว่า น อุปปชฺชติ ไม่เกิด

นี้ ควรรู้ตาม. แต่เพราะเมื่อตรัสอย่างนี้ปริพาชกนั้น พึงถือเอาความขาดสูญ.

อนึ่งบทว่า อุปปชฺชติ ย่อมเกิด. พึงถือเอาความเที่ยงอย่างเดียว. บทว่า อุป-

ปชฺชติ จ โน อุปปชฺชติ จ เกิดก็มี ไม่เกิดก็มี พึงถือเอาความเที่ยงบางส่วน.

บทว่า เนว อุปปชฺชติ น จ อุปปชฺชติ เกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่เป็น

ความเห็นดิ้นได้ไม่ตายตัว ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วัจฉปริพาชกนี้

ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว จะไม่ได้ที่เข้าไปอยู่เป็นสุขเลย แล้วทรงตั้งอยู่

ในความไม่เห็นชอบ ทรงปฏิเสธความเห็นชอบ.

บทว่า อลํ ควรแล้วคือสามารถจัดแจง. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ ธรรม

คือปัจจยาการ. บทว่า อญฺญตฺถ โยเคน คือมีความเพียรในทางอื่น. บทว่า

อญฺญตฺถ อาจริยเกน คืออยู่ในสำนักของอาจารย์อื่นผู้ไม่รู้ปัจจยาการ. บทว่า

เตนหิ วจฺฉ ดูก่อนวัจฉะ ท่านกล่าวว่า เราถึงความลุ่มหลง ฉะนั้นเราจะย้อน

ถามท่านในข้อนี้. บทว่า อนาหาโร นิพฺพุโต ไฟไม่มีเชื้อดับไปแล้ว คือ

ไม่มีปัจจัยดับไป. บทว่า เยน รูเปน ด้วยรูปใด คือพึงบัญญัติสัตว์ว่ามีรูปด้วย

รูปใด. บทว่า คมฺภีโร คือมีคุณอันลึก. บทว่า อปฺปเมยฺโย อันใครๆ ประ-

มาณไม่ได้ คือไม่สามารถถือเอาประมาณได้. บทว่า ทุปฺปริโยคาฬฺโห หยั่ง

ถึงได้โดยยาก คือรู้ได้ยาก. บทว่า เสยฺยถาปิ มหาสมุทฺโท คือดุจมหาสมุทร

ลึก ประมาณไม่ได้ รู้ได้ยาก ฉันใด แม้พระขีณาสพก็ฉันนั้น. บทมีอาทิว่า

อุปฺปชฺชติ ไม่ควรทั้งหมดเพราะปรารภพระขีณาสพนั้น. อย่างไร. เหมือนบท

มีอาทิว่าบุคคลไปสู่ทิศตะวันออก เพราะปรารภไฟที่ดับแล้ว ไม่ควรทั้งหมด

ฉะนี้. บทว่า อนิจฺจตา เพราะความไม่เที่ยง. บทว่า สาเร ปติฏฺฐิตํ คือ

เหลือแต่แก่นคือโลกุตตรธรรม. บทที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้น.

จบอรรถกถาอัคคิวัจฉสูตรที่ ๒

ดูเพิ่ม[แก้ไข]