อรรถกถา อัสสุตวตาสูตรที่ ๑

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาอัสสุตวตาสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอัสสุตวตาสูตรที่ ๑ แห่งมหาวรรคต่อไป.
บทว่า " อสุตวา ผู้มิได้สดับ" ได้แก่ ผู้เว้นจากการเรียน การ

สอบถามและการวินิจฉัยในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจยาการ และสติปัฏฐาน

เป็นต้น . บทว่า " ปุถุชฺชโน ปุถุชน" ได้แก่ ชื่อว่าปุถุชน เพราะเหตุที่ยัง

กิเลสมากนานัปการเป็นต้นให้เกิด. จริงอยู่ ท่านกล่าวคำนี้ไว้ว่า ชื่อว่า

ปุถุชน เพราะยังกิเลสหนาให้เกิด. ข้อความทั้งปวงนั้น ควรทำให้พิสดาร.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปุถุชน เพราะหยั่งลงภายในของพวกชนจำนวนมาก

คือนับไม่ได้ หันหลังให้อริยธรรม ประพฤติธรรมต่ำ อีกอย่างหนึ่ง ผู้นี้

ชื่อว่าปุถุ เพราะถึงการนับไว้แผนกหนึ่งทีเดียว ชื่อว่าชน เพราะแยกจาก

พระอริยเจ้าผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลและสุตะเป็นต้น ฉะนั้น จึงชื่อว่าปุถุชน.

ด้วยบททั้งสอง คือ อสุตวา ปุถุชฺชโน ดังกล่าวแล้วนี้นั้น ท่านถือเอา

อันธปุถุชน ในจำนวนปุถุชน ๒ จำพวกที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์

พระอาทิตย์ตรัสไว้ว่า ปุถุชนมี ๒ จำพวก คืออันธปุถุชน ๑ กัลยาณ-

ปุถุชน ๑. ด้วยบทว่า อิมสฺมึ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกายที่เห็น

ประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน. บทว่า จาตุมฺมหาภูติกสฺมึ แปลว่า ในกายอัน

เป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔. อธิบายว่า บังเกิดแต่มหาภูตรูป ๔ ชื่อ

ว่าสำเร็จแต่มหาภูตรูป ๔. บทว่า นิพฺพินฺเทยฺย แปลว่า พึงหน่าย.

บทว่า วิรชฺเชยฺย. แปลว่า ไม่พึงยินดี. บทว่า วิมุจฺเจยฺย แปลว่า พึง

เป็นผู้ใคร่จะพ้น. บทว่า อาจโย แปลว่า ความเจริญ. บทว่า อปจโย

แปลว่า ความเสื่อม. บทว่า อาทานํ แปลว่า การบังเกิด. บทว่า

นิกฺเขปนํ แปลว่า ความแตกสลาย.

บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะเหตุที่มหาภูตรูป ๔ เหล่านี้ ย่อม

ปรากฏ เพราะมีความเจริญ ความเสื่อม ความบังเกิด และความแตก

สลาย. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำรูปที่

มิได้ประกอบ (ในการ) เพื่อกำหนดรูปในกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหา-

ภูตรูป ๔ แล้วทรงกระทำรูปที่ประกอบแล้วในกาย เพื่อกำหนดว่า ไม่มี

รูป. เพราะเหตุไร. เพราะว่าการถือมั่นในรูปของภิกษุเหล่านั้น มีกำลัง

เกินประมาณ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่การถือ

มั่นในรูปของภิกษุเหล่านั้นว่า เป็นรูปที่ไม่ควรกำหนด เมื่อจะทรงนำออก

จึงตรัสอย่างนั้น เพื่อทรงตั้งไว้ในความไม่มีรูป.

คำทั้งปวงมี จิตฺตํ เป็นอาทิ เป็นชื่อของมนายตนะนั่นเอง. ก็

มนายตนะนั้น เรียกว่า จิต เพราะเป็นที่ตั้งแห่งจิต เพราะเป็นโคจรแห่งจิต

เพราะมีจิตเป็นสัมปยุตธรรม เรียกว่า มนะ เพราะอรรถกถาน้อมไป และ

เรียกว่า วิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง. บทว่า นาลํ แปลว่า ไม่สามารถ.

บทว่า อชฺโฌสิตํ แปลว่า ถูกตัณหากลืน คือร้อยรัดยึดไว้. บทว่า มมา-

ยิตํ ได้แก่ถือเอาว่า นี้ของเราด้วยการยึดว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา.

บทว่า ปรามฏฺฐํ ได้แก่เป็นอันถูกทิฏฐิยึดถือเอาโดยประการอื่น (นอก

พระพุทธศาสนา). คำว่า เอตํ มม นั่นของเรา เป็นการยึดถือด้วยอำนาจ

ตัณหา. ความวิปริตแห่งตัณหา ๑๐๘ เป็นอันถือเอาด้วยคำนั้น. บทว่า

เอโสหมสฺมิ เป็นการยึดถือด้วยอำนาจมานะ. มานะ ๙ เป็นอันถือเอาด้วย

คำนั้น. บทว่า เอโส เม อตฺตา นั่นคืออัตตาของเรา เป็นการยึดถือ

ด้วยอำนาจทิฏฐิ. ทิฏฐิ ๖๒ เป็นอันถือเอาด้วยคำนั้น. บทว่า ตสฺมา

ได้แก่เพราะยึดถือรูปนี้ไว้ตลอดกาลนาน ฉะนั้น จึงไม่สามารถจะหน่าย

ได้.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ปรํ ภิกฺขเว

นี้. แก้ว่า เพราะรูปที่ ๑ เป็นอันภิกษุนั้นกระทำให้เป็นรูปที่ไม่สมควร

จะกำหนด ทำอรูปให้เป็นรูปที่สมควร เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาค-

เจ้าทรงทราบว่า ภิกษุเหล่านั้นออกจากการยึดถือรูป ถืออรูป ดังนี้ จึง

ทรงปรารภพระเทศนานี้ เพื่อทรงคร่าออกซึ่งก็ยึดถือนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺตโต อุปคจฺเฉยฺย ความว่า พึง

ถือเอาว่าเป็นอัตตา. บทว่า ภิยฺโยปิ ความว่า แม้จะเกินกว่า ๑๐๐ ปี

ขึ้นไป. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น

ขึ้นชื่อว่า รูปที่ตั้งอยู่เกิน ๑๐๐ ปี มีอยู่หรือ. รูปที่เป็นไปในปฐมวัย

อยู่ไม่ถึงมัชฌิมวัย, รูปที่เป็นไปในมัชฌิมวัย อยู่ไม่ถึงปัจฉิมวัย, รูปที่เป็น

ไปก่อนอาหาร อยู่ไม่ถึงหลังอาหาร, รูปที่เป็นไปหลังอาหาร อยู่ไม่ถึง

ปฐมยาม, รูปที่เป็นไปในปฐมยาม อยู่ไม่ถึงมัชฌิมยาม, รูปที่เป็นไป

ในมัชฌิมยาม อยู่ไม่ถึงปัจฉิมยาม, มีอยู่มิใช่หรือ อนึ่ง รูปที่เป็นไปใน

เวลาเดิน อยู่ไม่ถึงเวลายืน, รูปที่เป็นไปในเวลายืน อยู่ไม่ถึงเวลานั้น,

รูปที่เป็นไปในเวลานั่ง อยู่ไม่ถึงเวลานอน. แม้ในอิริยาบถหนึ่ง รูปที่

เป็นไปในเวลายกเท้า อยู่ไม่ถึงย้ายเท้า, รูปที่เป็นไปในเวลาย้ายเท้า อยู่ไม่ถึง

เวลาย่างเท้า, รูปที่เป็นไปในเวลาย่างเท้า อยู่ไม่ถึงเวลาหย่อนเท้า, รูปที่เป็น

ไปในเวลาหย่อนเท้า อยู่ไม่ถึงเวลาเหยียบพื้น, รูปเป็นไปในเวลาเหยียบพื้น

อยู่ไม่ทันถึงเวลายันพื้น. สังขารทั้งหลาย ทำเสียงว่า ตฏะ ตฏะ ลั่นเป็น

ข้อ ๆ ในทีนั้น ๆ เหมือนงาที่เขาใส่ไว้ในภาชนะร้อนฉะนั้นหรือ. แก้ว่า

ข้อนั้นย่อมเป็นจริงอย่างนั้น. เหมือนอย่างว่า เมื่อประทีปกำลังลุกโพลง

เปลวไฟไม่โพลงล่วงส่วนแห่งไส้นั้น ๆ ย่อมแตก [เทียะ ๆ] ในที่นั้น ๆ

อนึ่งเล่าเมื่อประทีปกำลังลุกโพลงตลอดคืนยังรุ่ง ด้วยอำนาจที่เนื่องด้วย

ความสืบต่อ ท่านก็เรียกว่าประทีปฉันใด แม้ในที่นี้ กายแม้นี้ ท่านแสดง

ให้เป็นเหมือนตั้งอยู่ตลอดกาลนานอย่างนั้น ด้วยอำนาจความสืบต่อก็

ฉันนั้น.

ก็บทว่า รตฺติยา จ ทิวสสฺส จ นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่ง

สัตตมีวิภัตติ. บทว่า อญฺญเทว อุปฺปชฺชติ อญฺญํ นิรุชฺฌติ ความว่า

จิตใดเกิดขึ้นและดับไปในเวลากลางคืน จิตดวงอื่นนอกจากจิตดวงนั้น

นั่นแลย่อมเกิดขึ้นและดับไปในกลางวัน. แต่ไม่ควรถือเอาอรรถอย่างนี้ว่า

จิตดวงอื่นเกิดขึ้น จิตดวงอื่นที่ยังไม่เกิดขึ้นนั่นแลย่อมดับไป. บทว่า

รตฺติยา จ ทิวสสฺส จ นี้ ท่านถือเอาความสืบต่ออ้อนน้อยกว่าความสืบต่อ

เดิมแล้วกล่าวด้วยอำนาจความสืบต่อนั่นเอง. ก็จิตดวงเดียวเท่านั้นชื่อว่า

สามารถเพื่อตั้งอยู่ สิ้นคืนหนึ่งหรือวันหนึ่งย่อมไม่มี. จริงอยู่ ในขณะ

ดีดนิ้วครั้งเดียว จิตเกิดขึ้นหลายโกฏิแสนดวง สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้

ในมิลินทปัญหาว่า มหาบพิตร ข้าวเปลือก ๑๐๐ เล่มเกวียน ๑ บั้น

๗ สัดกับ ๒ ทะนาน ไม่ถึงการนับ คือไม่ถึงเสี้ยว ไม่ถึงส่วนของเสี้ยว

แห่งจิตที่เป็นไปในขณะดีดนิ้วครั้งเดียว.

บทว่า พฺรหาวเน แปลว่า ป่าใหญ่. ด้วยคำว่า ตํ มุญฺจิตฺวา อญญํ

คณฺหาติ ตํ มุญฺจิตฺวา คณฺหาติ ทรงแสดงความไว้ดังนี้ว่า ลิงนั้นไม่ได้

กิ่งไม้ที่จะพึงจับ ก็ไม่ลงสู่พื้นดิน โดยที่แท้เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่นั้นจับเอาแต่

กิ่งไม้นั้น ๆ เที่ยวไปเท่านั้น. ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีอุปมาเป็น

เครื่องเทียบเคียงดังต่อไปนี้ จริงอยู่ ป่าอันถือเอาเป็นอารมณ์ พึงทราบ

เหมือนป่าใหญ่ในป่า จิตอันเกิดขึ้นในป่าคืออารมณ์ พึงทราบเหมือนลิงที่

เที่ยวไปในป่านั้น การได้อารมณ์เหมือนการจับกิ่งไม้. ลิงนั้นเที่ยวไปใน

ป่าปล่อยกิ่งไม้นั้น ๆ แล้วจับกิ่งไม้นั้นๆ ฉันใด แม้จิตนี้ก็ฉันนั้น เที่ยวไป

ในป่าคืออารมณ์ บางคราวยึดเอารูปารมณ์เกิดขึ้น บางคราวยึดเอาอารมณ์

มีสัททารมณ์เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง บางคราวยึดเอาอตีตารมณ์ หรือ

อนาคตารมณ์ บางคราวยึดเอาอารมณ์ปัจจุบัน บางคราวยึดเอาอารมณ์

ภายใน หรืออารมณ์ภายนอก. เหมือนอย่างว่า ลิงนั้นเที่ยวไปในป่าไม่

ได้กิ่งไม้ ไม่พึงกล่าวว่าลงแล้วบนภาคพื้นดิน. แต่จับเอากิ่งไม้กิ่งหนึ่ง

แล้วนั่งอยู่ฉันใด แม้จิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน เที่ยวไปในป่าคืออารมณ์

ไม่พึงกล่าวว่า ไม่ได้อารมณ์ที่ยึดเหนี่ยวอย่างหนึ่งเกิดขึ้น แต่พึงทราบว่า

ในการเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง จิตยึดเอาอารมณ์แล้วจึงเกิดขึ้น. ก็ด้วยทราบว่า

เพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำออกจากรูปแล้วให้ตั้งการ

ยึดในอรูป นำออกจากอรูปให้ตั้งในรูป.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์จะแยกรูปนั้นออกเป็น

๒ ส่วน จึงเริ่มแสดงว่า ตตฺร ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก พึงทราบ

ความอุปมาครั้งบุรุษผู้ถูกงูพิษกัดดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า บุรุษคนหนึ่งถูกงูพิษกัด. ลำดับนั้นหมอผู้ฉลาดคนหนึ่ง

มาด้วยหมายใจว่า จะถอนพิษงูนั้นออก แล้วทำให้คายพิษร่ายมนต์ว่า

ข้างล่างเป็นครุฑ ข้างบนเป็นนาค แล้วไล่พิษไว้ข้างบน. หมอนั้นรู้ว่า

พิษถูกยกขึ้นจนถึงส่วนขอบตาแล้ว คิดว่า แต่นี้ไปเราไม่ยอมให้ขึ้นไป เรา

จะตั้งไวในที่ ๆ ถูกกัดนั่นเอง จึงร่ายมนต์ว่า ข้างบนเป็นครุฑ ข้าง

ล่างเป็นนาค จึงรมควันที่แผล เอาไม้เคาะ ปลงพิษลงตั้งไว้ในที่ ๆ ถูกกัด

นั่นเอง. เขารู้ว่าพิษตั้งอยู่ในที่นั้น จึงทำลายยาพิษ โดยการทายาขนาน

เยี่ยม แล้วให้อาบน้ำกล่าวว่า ขอท่านจงมีความสบายเถิด แล้วหลีกไปตาม

ประสงค์.

ในข้อนั้นกาลที่ภิกษุเหล่านี้ถือเอาประมาณยิ่งในรูป พึงทราบเหมือน

การตั้งอยู่ของพิษในกายของบุรุษผู้ถูกอสรพิษกัด. พระตถาคตเหมือนหมอ

ผู้ฉลาด. กาลที่ภิกษุเหล่านั้นอันพระตถาคตให้ทำการยึดถือจากรูป แล้วให้

ตั้งอยู่ในอรูป เหมือนเวลาที่หมอร่ายมนต์แล้วไล่ยาพิษไว้ข้างบน กาลที่ภิกษุ

เหล่านั้นอันพระตถาคตให้นำการยึดถือจากอรูป แล้วให้ตั้งอยู่ในรูป เปรียบ

เหมือนเวลาที่หนอไม่ให้พิษที่แล่นขึ้นข้างบนจนถึงขอบตา แล้วไล่ลงด้วย

กำลังมนต์อีก แล้วตั้งไว้ในที่ ๆ ถูกอสรพิษกัด พึงทราบกาลที่พระศาสดา

ทรงเริ่มเทศนานี้เพื่อนำการยึดถือออกจากอารมณ์ทั้ง ๒ ฝ่าย เปรียบ

ทำลายยาพิษที่หยุดไว้ในที่ถูกอสรพิษกัดด้วยการทายาขนานเยี่ยม.

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ พระองค์ตรัส

เหมือนการมรรค. ด้วยบทว่า วิราคา วิมุจฺจติ ตรัสผล. ด้วยบทว่า

วิมุตฺตสฺมึ เป็นต้น ตรัสปัจจเวกขณญาณ.

จบอรรถกถาอัสสุตวตาสูตรที่ ๑

ดูเพิ่ม[แก้ไข]