อรรถกถา อาหารสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาอาหารสูตรที่ ๑
อาหารวรรค อาหารสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อาหารา ได้แก่ปัจจัย. จริงอยู่ ปัจจัยท่านเรียกว่า อาหาร

เพราะนำผลให้แก่ตน. ในบทว่า ภูตานํ วา สตฺตานํ เป็นอาทิ พึง

ทราบเนื้อความดังต่อไปนี้. บทว่า ภูตา ได้แก่เกิดแล้ว คือบังเกิดแล้ว.

บทว่า สมฺภเวสิโน ได้แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหา ค้นหาสมภพที่เกิด

ที่บังเกิด. บรรดากำเนิด ๔ เหล่านั้น อัณฑชะสัตว์ ชลาพุชะสัตว์ยังทำลาย

กะเปาะไข่และฟองไข่ไม่ได้อยู่ตราบใด ชื่อว่า สัมภเวสี (ผู้แสวงหาภพ

ที่เกิด) อยู่ตราบนั้น. เหล่าสัตว์ที่ทำลายกะเปาะไข่และฟองไข่ออกมา

ภายนอก ชื่อว่า ภูต. เหล่าสังเสทชะสัตว์ และโอปปาติกะสัตว์ (สัตว์

ที่เกิดในเถ้าไคล และที่ผุดเกิดเอง) ชื่อว่า สัมภเวสี ในขณะแห่งจิต

ดวงแรก. ตั้งแต่ขณะจิตดวงที่ ๒ ไป ชื่อว่า ภูต. อีกอย่างหนึ่ง

เหล่าสัตว์ที่ยังไม่ถึงอริยาบถอื่นจากอิริยาบถที่ตนเกิดตราบใด ก็จัดว่าเป็น

สัมภเวสีตราบนั้น. นอกจากนั้น ชื่อว่า ภูต. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า

ภูตา ได้แก่เกิดแล้ว คือบังเกิดแล้ว ภูตเหล่าใด คือ ภูตที่ถึงการนับ

(ที่จัดเจ้าในประเภทที่) ว่า จักไม่มี (การเกิด) อีก คำนั้นเป็น

ชื่อของพระขีณาสพเหล่านั้น. ชื่อว่า สัมภเวสี เพราะแสวงหาภพที่เกิด.

คำนั้น เป็นชื่อของพระเสขะ และปุถุชนผู้แสวงหาภพต่อไป เพราะ

ยังละภวสังโยชน์ไม่ได้ ด้วยอาการอย่างนี้ กิเลสภวสังโยชน์นั้น จึง

ยึดสรรพสัตว์ไว้ด้วยบททั้ง ๒ นี้โดยประการทั้งปวง. อนึ่ง วา ศัพท์

ในคำว่า ภูตานํ วา สตฺตานํ นี้ มีอรรถว่า ประมวลกันเข้า เพราะ

เหตุนั้น พึงทราบเนื้อความดังนี้ว่า ภูตานํ จ สมฺภเวสีนํ จ สัตว์

ผู้เกิดแล้ว และสัตว์ผู้แสวงหาภพ.

บทว่า ฐิติยา ได้แก่เพื่อความตั้งอยู่. บทว่า อนุคฺคหาย ได้แก่

เพื่อความอนุเคราะห์. นี้เป็นเพียงความแตกต่างแห่งถ้อยคำเท่านั้น ส่วน

เนื้อความ (ความหมาย ) ของบทแม้ทั้ง ๒ นั้น ก็เป็นอย่างเดียวกัน

นั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ฐิติยา ได้แก่ไม่ขาดสายเพราะธรรม

ที่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ๆ ยังตามผูกพันอยู่. บทว่า อนุคฺคหาย ได้เเก่

เพื่อการเกิดขึ้นแห่งธรรมที่ยังไม่เกิด. บททั้ง ๒ นี้ พึงเห็นในที่ทั้ง ๒

อย่างนี้ว่า ภูตานํ วา ฐิติยา เจว อนุคฺคหาย จ สมฺภเวสีนํ ฐิติยา

เจว อนุคฺคหาย จ (เพื่อความดำรงและเพื่ออนุเคราะห์ภูตทั้งหลาย

หรือเพื่อความดำรงและเพื่อนุเคราะห์สัมภเวสีทั้งหลาย).

อาหารที่ทำเป็นคำกลืนกิน ชื่อว่า กพฬีการาหาร. คำว่า

กพฬีการาหาร นั้น เป็นชื่อของโอชามีข้าวสุกและขนมกุมมาสเป็นต้น

เป็นที่ตั้ง.

บทว่า โอฬาริโก วา สุขุโม วา ได้แก่ ชื่อว่าหยาบ เพราะ

มีวัตถุหยาบ. ชื่อว่าละเอียด เพราะมีวัตถุละเอียด. กพฬีการาหาร

ชื่อว่าละเอียด เพราะนับเนื่องในสุขุมรูป รูปละเอียดตามสภาพ. พึง

ทราบว่า อาหารนั้นหยาบและละเอียดโดยวัตถุ เพราะเทียบเคียงกับอาหาร

ของจระเข้. เขาว่า จระเข้กินก้อนหิน. ก็ก้อนหินเหล่านั้นพอเข้าไป

ในท้องของมัน ก็ย่อยละเอียด. นกยูงกินสัตว์ต่าง ๆ มีงู และแมลงป่อง

เป็นต้น. แต่เมื่อเทียบกับอาหารของนกยูง อาหารของหมาในละเอียดกว่า.

เขาว่า หมาในเหล่านั้นกินเขาและกระดูกที่เขาทิ้งไว้ถึง ๓ ปี. ก็กระดูก

เหล่านั้นพอเปียก เพราะน้ำลายของพวกมัน ก็อ่อนเหมือนเหง้ามัน.

เมื่อเทียบกับอาหารของหมาในอาหารของช้างละเอียดกว่า. เพราะช้าง

เหล่านั้น กินกิ่งไม้ต่าง ๆ เป็นต้น. อาหารของโคลาน กวาง และ

เนื้อเป็นต้น ละเอียดกว่าอาหารของช้าง. เขาว่า โคลาน กวาง และ

เนื้อเป็นต้น กินใบไม้ต่าง ๆ เป็นต้นซึ่งไม่มีแก่น. อาหารของโคละเอียด

แม้กว่าอาหารของโคลาน กวาง และเนื้อเหล่านั้น. โคเหล่านั้นกินหญ้าสด

และหญ้าแห้ง. อาหารของกระต่ายละเอียดกว่าอาหารของโคเหล่านั้น.

อาหารของนกละเอียดกว่าอาหารของกระต่าย. อาหารของพวกที่อยู่ชาย-

แดนละเอียดกว่าอาหารของพวกนก. อาหารของนายบ้านละเอียดกว่า

อาหารของพวกที่อยู่ชายแดน. อาหารของมหาอำมาตย์ของพระราชา

ละเอียดกว่าอาหารของนายบ้าน. พระกระยาหารของพระเจ้าจักรพรรดิ

ละเอียดกว่าอาหารของมหาอำมาตย์แม้เหล่านั้น. อาหารของเหล่าภุมมเทพ

ละเอียดกว่าพระกระยาหารของพระเจ้าจักรพรรดิ. อาหารของเทพชั้น

จาตุมหาราชิกาละเอียดกว่าอาหารของภุมมเทพ. พึงให้อาหารของเทพยดา

ทั้งหลายจนถึงเทพยดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี พิสดารดังพรรณนามาฉะนี้.

ตกลงว่าอาหารของเทพยดาเหล่านั้นละเอียดทั้งนั้น.

ก็ในคำว่า โอฬาริโก วา สุขุโม วา นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อ

ไปนี้ :- เมื่อวัตถุหยาบโอชาก็น้อยและมีกำลังอ่อน. เมื่อวัตถุละเอียด

โอชาก็มีกำลังดี. จริงอย่างนั้น ผู้ที่ดื่มข้าวยาคูแม้เต็มบาตรหนึ่ง ครู่เดียว

เท่านั้นก็หิว อยากกินอะไร ๆ อยู่นั่นแหละ. ส่วนผู้ที่ดื่มเนยใสเพียง

ฟายมือหนึ่ง ก็ไม่อยากกินตลอดวัน (อยู่ได้ทั้งวัน). วัตถุในบรรดา

ข้าวยาคูและเนยใสนั้นย่อมบรรเทาอันตราย กล่าวคือไฟอันเกิดแต่กรรมได้

แต่ไม่สามารถจะหล่อเลี้ยงได้. แม้ข้าวโอชาจะหล่อเลี้ยงได้แต่ไม่สามารถ

จะบรรเทาอันตรายได้. แต่ข้าวยาคูและเนยใสทั้ง ๒ อย่างรวมกันเข้าแล้ว

ย่อมบรรเทาอันตรายและหล่อเลี้ยงได้ ดังพรรณนามาฉะนี้.

บทว่า ผสฺโส ทุติโย ความว่า ผัสสะทั้ง ๖ อย่างมีจักษุสัมผัส

เป็นต้น พึงทราบว่า ชื่อว่า อาหารที่ ๒ ในอาหาร ๔ อย่างเหล่านั้น.

นี้ก็เป็นเทศนานัยเท่านั้น. เพราะเหตุนั้น ด้วยเหตุชื่อนี้จึงไม่จำต้องค้นหา

ในคำว่า ทุติโย ตติโย จ นี้ในที่นี้. เจตนานั่นเองท่านเรียกว่า

มโนสัญเจตนา. บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่จิต. พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงแสดงอาหาร ๔ ให้เป็นหมวดเดียวกัน ไว้ในที่นี้ด้วยอำนาจอาหาร

ที่เป็นอุปาทินนกะและอนุปาทินนกะด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ กพฬี-

การาหารที่เป็นอุปาทินนกะก็มี ที่เป็นอนุปาทินนกะก็มี ถึงผัสสะเป็นต้น

ก็เหมือนกัน.

พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้น (คำว่า อุปาทินฺนโกปิ อตฺถิ อนุปา-

ทินฺนโกปิ) ดังต่อไปนี้ :- พึงทราบกพฬีการาหารที่เป็นอุปาทินนกะ

ด้วยอำนาจกบเป็นต้น ที่ถูกงูกลืนกิน. อันกบเป็นต้น ถูกงูกลืนกิน

แม้จะอยู่ในท้องก็มีชีวิตอยู่ ชั่วเวลาเล็กน้อยเท่านั้น. กบเหล่านั้น

ตราบใดที่ยังอยู่ในฝ่ายอุปาทินนกะก็ไม่สำเร็จประโยชน์เป็นอาหารตราบนั้น

แต่เมื่อทำลายไปอยู่ในฝ่ายอนุปาทินนกะจึงให้สำเร็จเป็นอาหารได้. ท่าน

กล่าวว่า อุปาทินนกาหาร ก็จริง แต่คำที่ว่านี้ ท่านเพิ่มเข้าในอรรถกถา

ว่า อาจารย์ทั้งหลายมิได้กล่าวไว้ แล้วกล่าวไว้ดังนี้ว่า อาหารที่เกิดร่วม

กับปฏิสนธิจิตของสัตว์เหล่านี้ ซึ่งกินก็ดี ไม่กินก็ดี บริโภคก็ดี ไม่

บริโภคก็ดี ชื่อว่า กัมมชรูป (รูปเกิดแต่กรรม) มีอยู่ อาหารนั้นย่อม

หล่อเลี้ยงชีวิตไปได้จนถึงวันที่ ๗. อาหารนี้แหละพึงทราบว่า กพฬี-

การาหารที่เป็นอุปาทินนกะ. ผัสสะเป็นต้นที่เป็นอุปาทินนกะพึงทราบด้วย

อำนาจวิบากอันเป็นไปในภูมิ ๓. ที่เป็นปาทินนกะพึงทราบด้วยอำนาจ

กุศลจิต อกุศลจิต และกิริยาจิตที่เป็นไปในภูมิ ๓. ส่วนที่เป็นโลกุตระ

ท่านกล่าวไว้โดยที่กินความถึงด้วย.

ในข้อนี้ท่านผู้ท้วงได้ท้วงว่า ผิว่า อาหารมีอรรถว่า ปัจจัย

ปัจจัยมีอรรถว่า อาหารไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร เมื่อปัจจัย

แม้เหล่าอื่นของสัตว์ทั้งหลายมีอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอาหาร ๔

เหล่านี้ไว้เล่า. จะเฉลยต่อไป:-

ที่พระองค์ตรัสไว้ว่า เพราะอาหารเป็นปัจจัยพิเศษของความสืบต่อ

(สันตติ) ในภายใน. จริงอยู่ กพฬีการาหารนั้นเป็นปัจจัยพิเศษ แห่ง

รูปกายของสัตว์ทั้งหลายที่มีกพฬีการาหารเป็นภักษา. ผัสสาหารเป็นปัจจัย

พิเศษแห่งเวทนาในนามกาย. มโนสัญเจตนาหารเป็นปัจจัยพิเศษแห่ง

วิญญาณ. วิญญาณหารเป็นปัจจัยพิเศษแห่งนามรูป. เหมือนอย่างที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้ดำรงอยู่ได้

เพราะอาหาร อาศัยอาหารจึงดำรงอยู่ได้ ไม่มีอาหารหาดำรงอยู่ได้ไม่

แม้ฉันใด เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย

จึงมีวิญญาณ เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ก็ฉันนั้น."

ถามว่า ก็ในข้อนี้ อาหารอะไร นำอะไรมาให้.
ตอบว่า กพฬีการาหารนำรูปอันมีโอชะเป็นที่ ๘ มา ผัสสาหารนำ

เวทนา ๓ มา มโนสัญเจตนาหารนำภพทั้ง ๓ มา วิญญาณหารนำปฏิสนธิ

และนามรูปมาให้.

ถามว่า นำมาอย่างไร.
ตอบว่า อันดับแรก กพฬีการาหาร พอวางไว้ที่ปากเท่านั้น ก็

ให้รูป ๘ รูปตั้งขึ้น. แต่เมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดที่ฟันเคี้ยวละเอียดกลืนลงไป

ก็ให้รูปอย่างละ ๘ รูปตั้งขึ้นทันที. กพฬีการาหาร นำรูปอันมีโอชะเป็น

ที่ ๘ มาด้วยอาการอย่างนี้. อนึ่ง ในผัสสาหาร ผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่ง

สุขเวทนา เมื่อเกิดขึ้นนั่นแล ย่อมนำสุขเวทนามาให้. ที่เป็นที่ตั้งแห่ง

ทุกขเวทนา ย่อมนำทุกข์มาให้. ที่เป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา ย่อม

นำอทุกขมสุขเวทนามาให้. รวมความว่า ผัสสาหารย่อมนำเวทนาทั้ง ๓

มาให้ แม้โดยประการทั้งปวง ด้วยอาการอย่างนี้.

มโนสัญเจตนาหารย่อมนำกามภพมาให้ แก่ผู้เข้าถึงกามภพ. ย่อม

นำภพนั้น ๆ มาให้แก่ผู้เข้าถึงรูปภพและอรูปภพ. มโนสัญเจตนาหาร

ย่อมนำภพทั้ง ๓ มาให้ แม้โดยประการทั้งปวง ด้วยอาการอย่างนี้. ส่วน

วิญญาณาหาร ท่านกล่าวว่า ย่อมนำมาซึ่งขันธ์ทั้ง ๓ ที่สัมปยุตด้วย

ปฏิสนธิวิญญาณนั้นในขณะปฏิสนธิ และรูป ๓๐ ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจ

คติสันตติโดยนัยแห่งปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น วิญญา-

ณาหารย่อมนำนามรูปในปฏิสนธิมาอย่างนั้น. ก็ในข้อนี้ ท่านกล่าวกุศล

เจตนาที่เป็นกุสลที่มีอาสวะเท่านั้นว่า มโนสัญเจตนานำภพทั้ง ๓ มาให้.

กล่าวปฏิสนธิวิญญาณเท่านั้นว่า วิญญาณนำนามรูปในปฏิสนธิมาให้.

แต่เมื่อว่าโดยไม่แปลกกัน ปัจจัยเหล่านั้น พึงทราบว่า อาหาร เพราะ

นำธรรมซึ่งสัมปยุตด้วยปัจจัยนั้น ๆ มีปัจจัยนั้น ๆ เป็นสมุฏฐานมาให้.

บรรดาอาหาร ๔ อย่างนั้น กพฬีการาหาร เมื่อจะค้ำจุนย่อมให้

อาหารกิจสำเร็จได้. ผัสสะเมื่อถูกต้องก็ให้อาหารกิจสำเร็จได้. มโน-

สัญเจตนา เมื่อประมวลมาก็ให้อาหารกิจสำเร็จได้. วิญญาณเมื่อรู้แจ้ง

ให้อาหารกิจสำเร็จเช่นกัน.

ถามว่า ให้สำเร็จอย่างไร.
ตอบว่า จริงอยู่ อันกพฬีการาหาร เมื่อค้ำจุนย่อมมีเพื่อความ

ดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพราะการดำรงกายไว้. ก็กายนี้แม้กรรมให้

เกิดอันกพฬีการาหารค้ำจุน ย่อมดำรงอยู่ ตลอดปริมาณอายุ ๑๐ ปีบ้าง

๑๐๐ ปีบ้าง.

ถามว่า เปรียบเหมือนอะไร.
ตอบว่า เปรียบเหมือนเด็กแม้มารดาให้เกิดมาถูกแม่นมให้ดื่มนม

เป็นต้น เลี้ยงดูย่อมดำรงอยู่ได้นาน และเปรียบเหมือนเรือนอันเสาเรือน

ค้ำไว้.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "มหาบพิตร เรือนเมื่อจะ

ล้ม ถูกไม้เครื่องเรือนอย่างอื่นค้ำไว้ เรือนนั้นก็ไม่ล้ม ฉันใด มหาบพิตร

อันกายของเรานี้ก็เหมือนกัน ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร อาศัยอาหารจึง

ดำรงอยู่ได้." กพฬีการาหาร เมื่อค้ำจุนย่อมให้อาหารกิจสำเร็จด้วย

อาการอย่างนี้.

อนึ่ง กพฬีการาหาร แม้จะให้อาหารกิจสำเร็จด้วยอาการอย่างนี้

ย่อมเป็นปัจจัยแก่รูปสันตติทั้งสอง คือทั้งที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน และ

ทั้งที่เป็นอุปาทินนกะ. กพฬีการาหารเป็นอนุปาลกปัจจัย ( ปัจจัยที่ตาม

รักษา) แก่รูปที่เกิดแต่กรรม เป็นชนกปัจจัย (ปัจจัยที่ให้เกิด) แก่รูป

ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ด้วยประการฉะนี้. ส่วนผัสสะ เมื่อถูกต้อง

อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเป็นต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่แห่งสัตว์

ทั้งหลาย เพราะความเป็นไปแห่งสุขเวทนาเป็นต้น. มโนสัญเจตนาเมื่อ

จะประมวลมาด้วยอำนาจกุศลกรรมและอกุศลกรรมย่อมเป็นไปเพื่อความ

ดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพราะให้มูลแห่งภพสำเร็จ. วิญญาณเมื่อรู้แจ้ง

ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพราะให้นามรูปเป็นไป

ด้วยอาการอย่างนั้น.

ในอาหารเหล่านี้ ที่ให้อาหารกิจสำเร็จด้วยอำนาจการค้ำจุนอย่างนี้

ก็พึงเห็นภัย ๔ อย่าง คือ ภัยอันเกิดแต่ความติดใจในกพฬีการาหาร ภัย

คือการเข้าไปหาผัสสะ ภัยคือการประมวลมโนสัญเจตนามา ภัยคือการ

ตกไปในวิญญาณ. เพราะเหตุไร. เพราะสัตว์ทั้งหลายติดใจในกพฬี-

การาหารแล้ว มุ่งความเย็นเป็นต้น เบื้องหน้าเมื่อจะทำการงานมีมุทธา-

คณนา (วิชาคำนวณ) เป็นต้น เพื่อต้องการอาหารย่อมประสบทุกข์

มิใช่น้อย. ก็บางพวกแม้จะบวชในศาสนานี้แล้ว ก็แสวงหาอาหารด้วย

อเนสนกรรมมีเวชกรรมเป็นต้น ย่อมถูกเขาติเตียนในปัจจุบัน แม้

ในภพหน้า ก็ย่อมเป็นสมณเปรต ตามนัยที่กล่าวไว้ในลักขณสังยุต

มีอาทิว่า แม้สังฆาฏิของเธอก็ถูกไฟไหม้ลุกโชนแล้ว. เพราะเหตุนี้

อันดับแรก ความติดใจในกพฬีการาหาร พึงทราบว่าเป็นภัย.

ผู้ที่ยินดีในผัสสะแม้เข้าไปใกล้ผัสสะ ก็ย่อมผิดในภัณฑะมีเมียเขา

เป็นต้น ที่คนอื่นเขารักษาคุ้มครองไว้. เจ้าของภัณฑะ (สามีเขา ) จับ

เอาคนเหล่านั้นมาพร้อมทั้งภัณฑะ (เมีย) แล้วตัดเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่

แล้วทิ้งไปในกองขยะ หรือมอบถวายแด่พระราชา. แต่นั้นพระราชาทรง

มีรับสั่งให้ลงอาชญากรรมต่าง ๆ. คนเหล่านั้นเมื่อกายแตกทุคติก็เป็นอัน

หวังได้. ภัยในปัจจุบันก็ดี ในภพหน้าก็ดี. ซึ่งมีความยินดีในผัสสะเป็น

มูลเหตุ ย่อมมาพร้อมกันได้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุนี้

การเข้าไปหาผัสสาหารนั่นแล พึงทราบว่าเป็นภัย.

ก็เพราะประมวลกุศลกรรมและอกุศลกรรม ภัยในภพทั้ง ๓

ซึ่งมีกุศลกรรมและอกุศลกรรมเป็นต้นมูล จึงมาพร้อมกันทั้งหมด. ด้วย

เหตุนี้ การประมวลมาในมโนสัญเจตนาหารนั่นแล พึงทราบว่าเป็นภัย.

ส่วนปฏิสนธิวิญญาณ ตกไปในที่ใด ๆ ก็ย่อมถือเอาปฏิสนธินามรูป

ไปเกิดในที่นั้น ๆ. เมื่อปฏิสนธินามรูปเกิดแล้ว ภัยทุกอย่างก็ย่อมเกิด

ตามมาด้วย เพราะมีปฏิสนธินามรูปนั้นเป็นมูล ด้วยประการฉะนี้.

เพราะเหตุนี้ ความตกไปในวิญญาณาหารนั่นแล พึงทราบว่าเป็นภัย

ดังพรรณนามาฉะนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า กึนิทานา ดังต่อไปนี้ :- นิทานะ

(เหตุเกิด) ทั้งปวงเป็นไวพจน์ของการณะ (เหตุ) ย่อมมอบผลให้

คล้ายจะมอบให้ว่า เชิญรับสิ่งนั้นเถิด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า

นิทานะ.. เพราะเหตุที่ผลผุดคือเกิด ได้แก่เกิดก่อนแต่เหตุนั้น เพราะ-

ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า สมุทโย ชาติปภโว ดังนี้.

ก็ในข้อนี้มีเนื้อความเฉพาะบทดังต่อไปนี้ :- อะไรเป็นแดนมอบ

ให้แห่งเหตุเหล่านั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่า กึนิทานา. อะไรเป็นแดนก่อให้

เกิดแห่งเหตุเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กึสมุทยา. อะไรเป็นแดน

เกิดแห่งเหตุเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กึชาติยา. อะไรเป็นแดน

เกิดก่อนแห่งเหตุเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กึปภวา. ก็เพราะ

ตัณหาของคนเหล่านั้น เป็นแดนมอบให้ เป็นเหตุก่อให้เกิด เป็นความ

เกิดและเป็นแดนเกิดก่อน โดยนัยคือโดยอรรถตามที่กล่าวว่า เพราะ

เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า ตณฺหานิทานา. ความทุก ๆ บทพึงทราบ

ด้วยอาการอย่างนี้.

ก็ในคำว่า อิเม จตฺตาโร อาหารา ตณฺหานิทานา นี้

พึงทราบเหตุแห่งอาหารกล่าวลืออัตภาพ ตั้งต้นแต่ปฏิสนธิด้วยอำนาจ

ตัณหาในก่อน. ถามว่า พึงทราบอย่างไร. ตอบว่า อันดับแรก

ในขณะปฏิสนธิ สัตว์ที่มีอายตนะครบบริบูรณ์ มีโอชา ที่เกิดในภายใน

รูปที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจสันตติ ๗ สัตว์ที่เหลือมีโอชาที่เกิดในภายในรูป

ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจสันตติที่หย่อนกว่านั้น นี้ชื่อว่า กพฬีการาหารที่เป็น

อุปาทินนกะมีตัณหาเป็นเหตุ. ส่วนอาหารเหล่านี้ คือผัสสะและเจตนา

ที่สัมปยุตด้วยปฏิสนธิจิต และจิตคือวิญญาณเอง ชื่อว่า ผัสสาหาร

มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร ที่เป็นอุปาทินนกะ มีตัณหาเป็น

เหตุ เหตุนั้น อาหารที่ประกอบด้วยปฏิสนธิจิต มีตัณหาในก่อนเป็นเหตุ

จึงมีด้วยอาการอย่างนี้. พึงทราบอาหารที่สัมปุยุตด้วยปฏิสนธิจิต ฉันใด

ต่อจากนั้นก็พึงทราบอาหารแม้ที่เกิดในขณะแห่งภวังคจิตดวงแรกเป็นต้น

ฉันนั้น.

ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงทราบเฉพาะเหตุแห่งอาหาร

อย่างเดียว ทรงทราบทั้งเหตุแห่งตัณหาซึ่งเป็นเหตุแห่งอาหาร ทั้งเหตุ

แห่งเวทนาแม้ที่เป็นเหตุแห่งตัณหาด้วย เพราะเหตุนั้น พระองค์ทรงแสดง

วัฏฏะแล้วแสดงวิวัฏฏะ โดยนัยมีอาทิว่า ตณฺหา จายํ ภิกฺขเว กึนิทานา

ดังนี้. แต่ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเทศนาให้มุ่งเฉพาะอดีต แล้ว

แสดงวัฏฏะ โดยนัยที่เป็นอดีต. ถามว่า ทรงแสดงอย่างไร. ตอบว่า

ทรงยึดถืออัตภาพนี้ด้วยอำนาจอาหาร.

ตัณหานั้น ได้แก่กรรมที่ยังอัตภาพนี้ให้เกิด. พระองค์ตรัสเวทนา

ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป และวิญญาณไว้เพื่อจะทรงแสดงถึงอัตภาพที่

กรรมดำรงอยู่ประมวลไว้. เพราะมีอวิชชาและสังขาร กรรมจึงให้อัตภาพ

นั้นเกิด. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรมแม้ทั้ง ๒ ประการ

คือ กรรมและวิบากของกรรม โดยสังเขปว่า อัตภาพในฐานะทั้ง ๒

กรรมที่ยังอัตภาพนั้นให้เกิดในฐานะทั้ง ๒ ทรงทำเทศนาให้มุ่งเฉพาะอดีต

แสดงวัฏฏะโดยนัยที่เป็นอดีต ด้วยประการฉะนี้. ในข้อนั้น ไม่พึงเห็นว่า

เทศนาไม่บริบูรณ์ เพราะไม่ทรงแสดงอนาคตไว้ แต่พึงเห็นว่าบริบูรณ์

โดยนัย. เปรียบเสมือนบุรุษผู้มีจักษุ เห็นจระเข้นอนอยู่เหนือน้ำ เมื่อ

มองเฉพาะส่วนหน้าของมัน ก็จะเห็นแต่คอ ในเข้าไปก็แผ่นหลัง สุดท้าย

ก็โคนหาง แต่เมื่อมองดูใต้ท้อง ก็จะไม่เห็นปลายหางที่อยู่ในน้ำ และ

เท้าทั้ง ๔ เพียงเท่านี้ บุรุษนั้นจะถือว่า จระเข้ไม่บริบูรณ์ (มีอวัยวะ

ไม่ครบ) หาได้ไม่ แต่เมื่อว่าโดยนัยก็ถือได้ว่า จระเข้มีอวัยวะครบ

บริบูรณ์ ฉันใด ข้ออุปไมยนี้ ก็พึงทราบ ฉันนั้น.

ก็วัฏฏะอันเป็นไปในไตรภูมิ เปรียบเหมือนจระเข้ที่นอนอยู่เหนือน้ำ.

พระโยคาวจรเปรียบเหมือนบุรุษผู้มีจักษุที่ยืนอยู่ริมฝั่งน้ำ. เวลาที่พระโยคี

เห็นอัตภาพนี้ ด้วยอำนาจอาหาร ก็เหมือนเวลาที่บุรุษนั่นเห็นจระเข้ที่

เหนือผิวน้ำ. เวลาที่ตัณหาที่ให้อัตภาพนี้เกิด เหมือนเวลาที่บุรุษนั้นเห็น

คอข้างหน้า. เวลาที่เห็นอัตภาพที่คนทำกรรมที่ประกอบด้วยตัณหา ด้วย

อำนาจเวทนาเป็นต้น เหมือนเวลาที่บุรุษนั้นเห็นหลัง. เวลาที่อวิชชาและ

สังขารที่ให้อัตภาพนั้นเกิด ก็เหมือนเวลาที่เห็นโคนหาง. ก็ปัจจยวัฏไม่มา

ในบาลีในที่ใด ๆ ในที่นั้น ๆ อย่าถือว่า เทศนาไม่บริบูรณ์ พึงถือเอา

โดยนัยว่า บริบูรณ์ทีเดียว เปรียบเหมือนบุรุษนั้น เมื่อมองดูใต้ท้อง

แม้จะไม่เห็นปลายหาง และเท้าทั้ง ๔ ก็ไม่ถือว่า จระเข้มีอวัยวะไม่บริบูรณ์

แต่ถือโดยนัยว่า บริบูรณ์ฉะนั้น. ก็ในข้อนั้น ทรงแสดงวัฏฏะมีสนธิ

สังเขป ๓ ประการ คือ ระหว่างอาหารและตัณหา จัดเป็นสนธิหนึ่ง

ระหว่างตัณหาและเจตนา จัดเป็นสนธิหนึ่ง ระหว่างวิญญาณและสังขาร

จัดเป็นสนธิหนึ่ง ดังพรรณนามาฉะนี้.

จบอรรถกถาอาหารสูตรที่ ๑

ดูเพิ่ม[แก้ไข]