อรรถกถา อาเนญชสัปปายสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาอาเนญชสัปปายสูตร
อาเนญชสัปปายสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ :-
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้น ดังต่อไปนี้. บทว่า อนิจฺจา คือ

ชื่อว่าไม่เทียง เพราะอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี. บทว่า กามา หมายถึงวัตถุ

กามบ้าง กิเลสกามบ้าง. บทว่า ตุจฺฉา คือ ชื่อว่าว่างเปล่า เพราะเว้นจากแก่น

สาร คือ ความเที่ยง ความยั่งยืน และความเป็นตัวตน แต่ไม่ควรถือว่า

ไม่มี ท่านอธิบายว่า เพราะเมื่อพูดว่า กำมือเปล่า ชื่อว่ากำมือไม่มี หา

มิได้. ก็สภาวะอันใด ไม่มีอะไร ๆ ในภายใน สภาวะอันนั้นเรียกว่า ว่าง

เปล่า. บทว่า มุสา แปลว่า หายไป. บทว่า โมสธมฺมา ความว่า มีการ

หายไปเป็นสภาวะ คือ ไม่ปรากฏ เหมือนนา เหมือนสวน และเหมือนเงิน

ทอง ที่หายไป ไม่ปรากฏเหมือนเห็นในฝัน ๒ - ๓ วันก็หายไป ด้วยเหตุนั้น จึง

ตรัสว่า มีการหายไปเป็นธรรมดา. บทว่า มายากตเมตํ ความว่า ย่อม

ปรากฏ เหมือนท่าน้ำให้เห็นเป็นแก้วมณี ทำใบพุทราให้เห็นเป็นกหาปณะ

ก็หรือสิ่งอื่นๆ เมื่อคนยืนใกล้ ๆ มองดูสิ่งเห็นปานนั้น ของก็จะปรากฏเหมือน

อย่างนั้น แต่เมื่อเลยที่ใกล้ไป สิ่งนั้น ๆ ก็ปรากฏเป็นปกติอย่างเดิม. แม้กาม

ทั้งหลายก็อย่างนั้นเหมือนกัน ท่านกล่าวว่า ทำความลวง เพราะอรรถว่า

ปรากฏเป็นอีกอย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง นักเล่นกล เอาน้ำเป็นต้น มาแสดง

ลวงโดยทำให้เห็นเป็นแก้วมณีเป็นต้น ฉันใด แม้กามทั้งหลายก็ฉันนั้น

แสดงลวงสภาวะที่ไม่เที่ยงเป็นต้น โดยให้เห็นว่า เที่ยง เป็นต้น เพราะเหตุนั้น

ท่านจึงกล่าวว่า ทำการลวง เพราะอรรถว่า เป็นตัวลวง. บทว่า พาลลาปนํ

ความว่า ชื่อว่าเป็นที่บ่นถึงของคนพาลเพราะทำให้คนพาลบ่นถึงอย่างนี้ว่า

บุตรของเรา ธิดาของเรา เงินของเรา ทองของเรา ดังนี้. บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกา

กามา ได้แก่ กามคุณ ๕ อัน เป็นของมนุษย์. บทว่า สมฺปรายิกา ได้แก่

กามที่เหลือเว้น กามคุณ ๕. บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกา กามสญฺญา ได้แก่

สัญญาอันปรารภกามของมนุษย์เกิดขึ้น. บทว่า อุภยเมตํ มารเธยฺยํ

ความว่า กามด้วย กามสัญญาด้วย เหล่านั้น แม้ทั้งสองนั้นก็เป็นบ่วงแห่ง

มาร. เพราะว่ามารย่อมใช้อำนาจอยู่เหนือชนทั้งหลายผู้ยึดถือกามและสัญญาทั้ง

สองนั้น. คำว่า อุภยเมตํ มารเธยฺยํ ดังนี้ ตรัสหมายเอาอำนาจของมารนั้น.

ชนเหล่าใด ยึดถือกามเหล่านั้น มารย่อมใช้อำนาจเหนือชนเหล่านั้น

ทรงหมายเอาอำนาจของมารนั้นจึงตรัสว่า นั่นเป็นวิสัยของมาร. แม้ในบาลีว่า

มารสฺเลส วิสโย เป็นต้น เหมือนอย่างวิสัยของโจฬะ ก็เรียกว่าโจฬวิสัย

วิสัยของปัณฑะ ก็เรียกว่า ปัณฑวิสัย วิสัยของสังวรทั้งหลายก็เรียกว่า สังวรวิสัย

ฉะนั้น มารก็ย่อมโปรยกามคุณ ๕ ประดุจพืชผักไว้ ก็ชนเหล่าใดยึดถือเอา

กามคุณ ๕ นั้น มารย่อมใช้อำนาจเหนือชนเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัส

ว่านั่นเป็นเหยื่อของมาร ดังนี้. เหมือนอย่างว่า สัตว์ทั้งหลายมีช้าง เป็นต้น

ย่อมใช้อำนาจเหนือภูมิประเทศใด ภูมิประเทศนั้น เรียกว่า ถิ่นช้าง ถิ่นม้า

ถิ่นแพะ ฉันใด ชนเหล่าใดยึดถือกามคุณ ๕ เหล่านั้น มารย่อมใช้อำนาจ

เหนือชนเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่านั่น เป็นโคจร (ถิ่น) ของมารดังนี้

ฉันนั้น. บทว่า เอตฺถ ได้แก่ในกามเหล่านั้น. บทว่า มานสา คือ เกิด

ในจิต.

ในข้อนั้น พึงมีคำถามว่า อภิชฌามีลักษณะเพ่ง ปรารภกามทั้งสอง

อย่าง และสารัมภะ มีลักษณะแข่งดีเกินกว่าเหตุ จะเกิดขึ้นก็ช่างเถิด ส่วน

พยาบาทเกิดขึ้นอย่างไร ? พึงตอบว่า ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างนี้ คือ เมื่อของเรา

แม้ถูกชิงไปก็เศร้าโศก แม้ขาดไปก็เศร้าโศก. แม้มีความสำคัญว่าถูกชิงไปก็

เศร้าโศก ความขุ่นเคือง ความขัดแค้นของจิตเห็นปานนี้. บทว่า เตว

อริยสาวกสฺส ได้แก่ เตว อริยสาวกสฺส. ว อักษร เป็นเพียงอาคมสนธิ

(การต่อโดยลงตัวอักษร). บทว่า อิธ มนุสิกฺขโต ความว่า กิเลสทั้ง ๓

เหล่านั้น ย่อมทำอันตรายแก่พระอริยสาวกผู้ศึกษาอยู่ในพระศาสนานี้. บทว่า

อภิภุยฺย โลกํ ได้แก่ ครอบงำโลก คือ กามคุณ. บทว่า อธิฏฺฐาย มนสา

ได้แก่ อธิษฐานอารมณ์ของฌานด้วยจิต บทว่า อปริตฺตํ ได้แก่ กามาวจรจิต

ชื่อปริตตะ. มหัคคตจิต ชื่อว่า อปริตตะ เพราะปฏิเสธกามาวจรจิตนั้น.

แม้คำว่า ปมาณํ ได้แก่ กามาวจรจิตนั่นเอง. รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต

ชื่อว่า อัปปมาณ. ก็คำว่า สุภาวิตํ นี้ ไม่ใช่ชื่อของกามาวจรจิตเป็นต้น แต่

เป็นชื่อของโลกุตรจิตเท่านั้น. เพราะฉะนั้น ด้วยอำนาจของคำว่า สุภาวิตํ

นั้น คำว่า อปริตฺตํ อปฺปมาณํ สุภาวิตํ ดังนี้ ทั้งหมด ควรเป็นชื่อของ

โลกุตระเท่านั้น. บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า กระทำปฏิปทานั้นนั่น

แหละให้มากอยู่ด้วยการห้ามกามเสียได้. บทว่า อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ ได้แก่

จิตย่อมผ่องใสในเหตุ. ก็เหตุในคำว่า อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ นี้ คืออะไร ?

คือพระอรหัตหรือวิปัสสนาของพระอรหัต จตุตถฌาน หรือ อุปจารของ

จตุตถฌาน. ในคำว่า สมฺปสาเท สติ นี้ ความผ่องใสมี ๒ อย่าง คือ

ความผ่องใสด้วยการน้อมใจเชื่อ และความผ่องใสด้วยการได้มา. ก็เมื่อมหา-

ภูตรูปเป็นต้น ปรากฏแก่พระโยคาวจร ผู้เริ่มตั้งวิปัสสนา เพื่อพระอรหัตอยู่

มหาภูตรูปเหล่านั้น ย่อมปรากฏ อุปาทายรูปย่อมปรากฏ นามรูปย่อมปรากฏ

โดยทำนองใด. ปัจจัยทั้งหลายย่อมปรากฏโดยประการทั้งปวง วิปัสสนาอันมี

ลักษณะของคนเป็นอารมณ์ย่อมปรากฏโดยทำนองนั้น. ความหวังในพระอรหัต

ที่ยังไม่ได้นั่นแลว่า เราจักยึดเอาพระอรหัตให้ได้ในวันนี้ ดังนั้น ย่อมตั้งอยู่

ชื่อว่า ย่อมได้ความน้อมใจเชื่อ อีกอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรทำตติยฌานให้

เป็นบาท ทำกสิณบริกรรมเพื่อต้องการจตุตถฌาน พิจารณาเห็นการข่มนิวรณ์

เป็นต้น ย่อมข่มนิวรณ์เหล่านี้ได้ โดยทำนองใดกิเลสทั้งหลายย่อมสงบ สติ

ย่อมตั้งมั่น สังขารปรากฏชัดแจ่มแจ้ง เหมือนโลกอื่นปรากฏแก่ท่านผู้ได้

ทิพยจักษุ. จิตตุปบาทย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ เหมือนติดอยู่ ที่ก้อนปูน

ฉาบ ความหวังในฌานที่ยังไม่ได้ ว่าเราจักทำจตุตถฌานให้เกิด ในวันนี้แหละ

ดังนี้ ย่อมตั้งอยู่ ชื่อว่า ได้เฉพาะการน้อมใจเชื่อ โดยทำนองนั้น นี้ชื่อว่า

ความผ่องใส ด้วยการน้อมใจเชื่อ. เมื่อความผ่องใสนี้มีอยู่. ก็ท่านผู้ใด

ได้พระอรหัตหรือ จตุตถฌาน จิตของท่านผู้นั้น ย่อมผ่องใสแท้. ก็ในที่นี้

เพราะพระบาลีว่าก็จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ การได้วิปัสสนาเพื่อพระอรหัต

และอุปจารแห่งจตุตถฌาน พึงทราบว่า ความผ่องใสด้วยการได้.

จริงอยู่ วิปัสสนาเป็นเหตุแห่งการน้อมใจเชื่อด้วยปัญญา อุปจารเป็น

เหตุแห่งการถึงอาเนญชสมาบัติ. ในคำนี้ที่ว่าเข้าถึงอาเนญชสมาบัติหรือน้อม

ใจเชื่อด้วยปัญญาในปัจจุบัน ดังนี้ พึงเปลี่ยนบทนี้ เสีย (บ้าง) ว่า น้อมใจ

เชื่อด้วยปัญญา หรือ เข้าถึงอาเนญชสมาบัติในปัจจุบัน ดังนี้ แล้วพึงทราบ

เนื้อความ (ตามนั้น ). ท่านอธิบายว่า เมื่อความผ่องใสนั้นมีอยู่ ย่อมน้อมใจ

เชื่อด้วยปัญญาในปัจจุบัน อธิบายว่า ทำให้แจ้งพระอรหัต. หรือว่า เมื่อยัง

ไม่รู้แจ้งพระอรหัตนั้น ย่อมเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า

ปญฺญาย อธิมุจฺจติ ได้แก่ ทำอรหัตมรรคให้เกิดขึ้น. หรือว่าเมื่อยังไม่

รู้แจ้งอรหัตมรรคนั้น ย่อมเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ. เมื่อไม่อาจทำแม้อรหัต-

มรรคให้เกิด ย่อมทำให้แจ้งสัจจะ ๔ ในปัจจุบัน หรือว่า เมื่อยังไม่รู้แจ้ง

สัจจะ ๔ นั้น ย่อมเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ.

ในข้อนั้น มีนัยดังต่อไปนี้. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ทำตติยฌาน

ให้เป็นบาท ทำกสิณบริกรรมเพื่อ (จะได้) จตุตถฌาน นิวรณ์ทั้งหลายของ

ภิกษุนั้นย่อมสงบ สติย่อมตั้งมั่น จิตย่อมตั้งมั่น โดยอุปจารสมาธิ. ภิกษุนั้น

กำหนดรูปและอรูปเป็นอารมณ์ กำหนดปัจจัยเป็นอารมณ์ กำหนดวิปัสสนา

อันมีลักษณะของตนเป็นอารมณ์. ภิกษุนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า ฌานของ

เรา พึงเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษด้วยอุปจารสมาธิ ความที่ฌานเป็นส่วนแห่ง

คุณวิเศษก็ช่างเถอะ เราจักทำความที่ฌานอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอด

(ตรัสรู้) ดังนี้ เจริญวิปัสสนา ย่อมทำให้แจ้งพระอรหัต. กิจของภิกษุนั้น

ย่อมชื่อว่าเป็นอันทำแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ แต่เมื่อไม่สามารถทำให้

แจ้งพระอรหัต แต่นั้นก็จะมีใจท้อถอย ตั้งอยู่ในระหว่างไม่ได้ ก็เข้าจตุตถ-

ฌาน. ถามว่า เหมือนอะไร ? ตอบว่า เหมือนบุรุษคิดว่า จักฆ่าควายป่า

จึงถือหอกออกตามไป ถ้าฆ่ามันได้ ก็จะป่าวร้องแก่ชาวบ้านทั้งสิ้น แต่เมื่อ

ไม่อาจฆ่ามันได้ ก็ฆ่าเนื้อตัวเล็ก ๆ มีกระต่ายและเหี้ยเป็นต้นในกลางทาง

เต็มหาบแล้วก็กลับมาเท่านั้นฉันใด พึงทราบการที่ภิกษุนี้ทำตติยฌานให้เป็น

บาท ทำบริกรรมเพื่อจตุตถฌาน เหมือนบุรุษถือหอกออกติดตามควายป่า

พึงทราบการที่ภิกษุคิดว่า ฌานอันเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษจะพึงมีแก่ผู้พิจารณา

เห็นการข่มนิวรณ์เป็นต้น ความที่ฌานอันเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษก็ช่างเถอะ

เราจักกระทำฌานอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอด (ให้ได้) ดังนี้ แล้วเจริญ

วิปัสสนาทำให้แจ้งพระอรหัต เหมือนการจะฆ่าควายป่า พึงทราบการที่ภิกษุ

เมื่อไม่สามารถทำให้แจ้งพระอรหัต แต่นั้นก็ถอยมาเข้าจตุตถฌาน เหมือนบุรุษ

ไม่สามารถฆ่าควาย ก็ฆ่าเนื้อเล็ก ๆ มีกระต่ายและเหี้ยเป็นต้นในกลางทาง

เต็มหาบแล้วจึงไป ฉันนั้น. แม้ในการประกอบความแห่งการเจริญมรรคและ

การทำให้แจ้งสัจจะ ๔ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงสถานที่เกิดของภิกษุ ผู้ไม่อาจทำให้แจ้งพระ

อรหัต จึงตรัสคำว่า กายสฺส เภทา ดังนี้ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น

บทว่า ยํ แปลว่า เหตุใด อธิบายว่า วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้น ๆ พึงมี

คือเหตุเครื่องเข้าถึงความไม่หวั่นไหว มีอยู่. ก็บทว่า ตํสํวตฺตนิกํ ในคำนี้

ได้แก่ เป็นไปพร้อมเพื่อภิกษุนั้น. ภิกษุนั้นย่อมเป็นไป คือ บังเกิดด้วย

วิญญาณอันเป็นวิบากใด วิญญาณนั้นพึงเป็น (วิญญาณอันเข้าถึงความไม่

หวั่นไหว). บทว่า อาเนญฺชูปคตํ ความว่า พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาวะ

อันไม่หวั่นไหวอันเป็นกุศล อธิบายว่า พึงเป็นเช่นนั้นทีเดียว. อาจารย์บาง

พวกกล่าวถึงวิญญาณที่เป็นกุศล. บทว่า ยํ ความว่า กุศลวิญญาณใดอันเป็น

ไปพร้อม คือ เป็นเหตุแห่งอุปบัติเพื่อภิกษุนั้น พึงเป็นวิญญาณเข้าถึง

ความไม่หวั่นไหว วิญญาณนั้นแม้ในเวลาเป็นวิบากก็พึงมีชื่อนั้นนั่นแหละ.

ก็เนื้อความนี้นั้นพึงทราบโดยนัยนี้ว่า "ก็หากว่าบุญปรุงแต่งสังขารนั้นวิญญาณ

ย่อมเข้าถึงบุญ หากอกุศลปรุงแต่งสังขารนั้นวิญญาณย่อมเข้าถึงอกุศล หาก

อาเนญชะปรุงแต่งสังขารนั้นวิญญาณย่อมเข้าถึงอาเนญชะ" ดังนี้. บทว่า

อาเนญฺชสปฺปายา ความว่า เป็นสัปปายะแก่อาเนญชะคือจตุตถฌาน ก็

ปฏิปทานั้นเป็นสัปปายะแก่อาเนญชะอย่างเดียวก็หาไม่ พึงทราบว่าเป็นสัปปายะ

และเป็นอุปการะแม้แก่พระอรหัตอันมีในเบื้องบน. ในอาเนญชะที่หนึ่งนี้ตรัส

โอสักกนา การถดถอย ด้วยอำนาจสมาบัติ.

บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงจตุตถฌานแล้ว

ย่อมพิจารณาอย่างนี้. จริงอยู่ ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุรูปก่อน จึง

พิจารณากรรมฐานรวมกัน สำหรับภิกษุแม้ ๒ รูป คือสำหรับภิกษุนั้นด้วย

สำหรับตนด้วย. บทว่า ตพฺพหุลวิหารโน ความว่า กระทำปฏิปทานั้นนั่น

แหละให้มากขึ้นด้วยการห้ามรูปอยู่. บทว่า อาเนญฺชํ สมาปชฺชติ ได้แก่

ย่อมเข้าอาเนญชสมาบัติ คือ อากาสานัญจายตนะ. คำที่เหลือเป็นเหมือนคำ

ก่อน ๆ นั่นแหละ. ก็ในที่นี้ฉันใด ในที่ทุกแห่งก็ฉันนั้น ข้าพเจ้าจักกล่าว

แต่ที่แปลกกันเท่านั้น ดังนี้ ในอาเนญชะที่ ๒ นี้ ท่านกล่าว โอสักกนา

การถดถอยด้วยอำนาจวิปัสสนา.

บทว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ ความว่า เมื่อจะทรงแสดงวิปัสสนาและมรรคจึง

ตรัสอย่างนี้. บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงอากาสานัญจายตนะ

แล้ว ย่อมพิจารณาอย่างนี้. จริงอยู่ ภิกษุรูปนี้ มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๒ รูป

ข้างต้น ย่อมพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุแม้ทั้ง ๓ รูป คือสำหรับ

ภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย. ก็ในคำว่า อุภยเมตํ อนิจฺจํ นี้ ตรัส

ว่า " ทั้งสองอย่าง " เพราะย่นส่วนหนึ่ง ๆ ที่ดีเข้าด้วยอำนาจภพนี้และภพภาย

หน้า. บทว่า นาลํ อภินนฺทิตฺํ ความว่า ไม่ควรเพลิดเพลินด้วยอำนาจ

ตัณหาและทิฏฐิ. แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็นัยนี้แหละ. บทว่า ตพฺพหุล-

วีหาริโน ความว่า ทำปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มากด้วยการห้ามกามและห้าม

รูปอยู่. บทว่า อาเนญฺซํ สมาปชฺชติ ได้แก่ เข้าอาเนญชสมาบัติ คือ

วิญญานัญจายตนะ. ในอาเนญชะที่ ๓ นี้ ตรัสโอสักกนาการถดถอยด้วยอำนาจ

วิปัสสนาเท่านั้น.

บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงวิญญานัญจายตนฌานแล้ว

พิจารณาอยู่อย่างนี้. จริงอยู่ ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๓ รูป ข้างต้น ย่อม

พิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุแม้ทั้ง ๔ รูป คือ สำหรับภิกษุเหล่านั้น

ด้วย สำหรับตนด้วย. บทว่า ยตฺเถตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ความว่า

สัญญา ที่กล่าวไว้ข้างต้นเหล่านี้ ถึงอากิญจัญจายตนฌานอันใดแล้ว ย่อมดับ

ไป. บทว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ความว่า อากิญจัญญายตนฌานนั้น

ชื่อว่า สงบ เพราะสงบโดยองค์ และสงบโดยอารมณ์ ชื่อว่า ประณีต

เพราะอรรถว่าไม่เดือดร้อน. บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า ผู้กระทำ

ปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มาก ด้วยการห้ามสัญญาเหล่านั้นอยู่. ในอากิญจัญญาย-

ตนฌานที่ ๑ นี้ ตรัสโอสักกนา ด้วยอำนาจสมาธิ. บทว่า ปฏิสญฺ-

จกฺขติ ความว่า ถึงวิญญาณัญจายตนฌานนั่นแล พิจารณาอยู่อย่างนั้น. ภิกษุ

นี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๔ รูปข้างต้น จึงพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับ

ภิกษุทั้ง ๕ รูป คือ สำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย. บทว่า

อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ความว่า สูญ คือ ว่างเปล่าจากสิ่งที่จะพึงถือ

เอาว่า เรา ว่า ของเรา. ในที่นี้ทรงแสดงสุญญตาไว้ ๒ เงื่อนอย่างนี้ บทว่า

ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า ผู้กระทำปฏิปทาที่กล่าวไว้ข้างต้น. และปฏิปทา

คือ สุญญตานี้ให้มากอยู่. ในอากิญจัญญายตนฌานที่ ๒ นี้ตรัส โอสักกนา

ด้วยอำนาจวิปัสสนา.

บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงวิญญานัญจายตนะแล้ว

พิจารณาอย่างนี้. ก็ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๕ รูปข้างต้น จึงพิจารณา

กรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุทั้ง ๖ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับ

ตนด้วย. ก็ในคำนี้ที่ว่า เราไม่มีในที่ไหน ๆ สิ่งน้อยหนึ่งของใคร ๆ

หามีไม่ (เรานั้น) ไม่ และ สิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีในที่ไหน ๆ

ไม่ ในใคร ๆ ย่อมไม่มีสิ่งน้อยหนึ่งเลย ดังนี้ ตรัสสุญญตาอัน

มี ๔ เงื่อน. ตรัสไว้อย่างไร (ตรัสไว้ว่า) อันภิกษุนี้ย่อมไม่เห็นตน ในที่

ไหน ๆ ว่า เราไม่มีในที่ไหน ๆ. ย่อมไม่เห็นตนของตนที่จะพึงน้อมเข้าไปใน

ภาวะน้อยหนึ่งของคนอื่นไร ๆ ว่า สิ่งน้อยหนึ่งของใคร ๆ หามีในอะไร ๆ

(เรานั้น) ไม่ อธิบายว่า ย่อมไม่เห็นที่น้องชายว่า ควรสำคัญน้อมเข้ามาใน

ฐานะพี่น้องชายของตน สหายในฐานะสหาย หรือบริขารในฐานะบริขารของ

ตน. ในคำว่า และสิ่งน้อยหนึ่งของเราก็ตาม ในที่ไหน ๆ ไม่ นี้งด

มม ศัพท์ไว้ก่อนจะมีใจความว่า ย่อมไม่เห็นตนของคนอื่นในที่ไหน ๆ. ในที่นี้

นำเอา มม ศัพท์มาใส่เป็นรูป มม กิสฺมิญฺจิ กิญฺจนํ นตฺถิ ความว่า

ภิกษุนั้นย่อมไม่เห็นว่า ตนของคนอื่นมีอยู่ในภาวะน้อยหนึ่งไร ๆ ของเรา.

อธิบายว่า ย่อมไม่เห็นตนของคนอื่นที่จะพึงน้อมเข้ามาด้วยภาวะน้อยหนึ่งนี้ใน

ฐานะไร ๆ ว่า พี่น้องชายในฐานะพี่น้องชายของตน สหายในฐานะสหาย

หรือบริขารในฐานะบริขาร. ด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุนี้ เหตุที่ไม่เห็นตนใน

อะไร ๆ ไม่เห็นตนนั้นว่า จะพึงนำเข้าไปในภาวะน้อยหนึ่งของคนอื่น ไม่เห็น

ตนของคนอื่น และไม่เห็นตนขอคนอื่นที่จะพึงนำเข้ามาโดยภาวะน้อยหนึ่ง

ของตน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า สุญญตานี้มี ๔ เงื่อน. บทว่า ตพฺพ-

หุลวิหาริโน ความว่า กระทำปฏิปทาที่กล่าวแล้วในหนหลัง และสุญญตา ๔

เงื่อนนี้ให้มากอยู่. แม้ในอากิญจัญญายตนฌานที่ ๓ นี้ ก็ตรัสโอสักกนาด้วย

อำนาจวิปัสสนานั่นเอง.

บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงอากิญจัญญายตนฌานแล้ว

จารณาอยู่ อย่างนี้. ก็ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๖ รูป ข้างต้น จึง

พิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุแม้ทั้ง ๗ รูป คือ สำหรับภิกษุเหล่า

นั้นด้วยสำหรับตนด้วย. บทว่า ยตฺเถตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ความว่า

สัญญาทั้งปวงซึ่งกล่าวแล้วในหนหลังเหล่านั้น ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานใด

แล้ว ย่อมดับไปในที่นี้. บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า ผู้กระทำ

ปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มาก ด้วยการห้ามสัญญาเหล่านั้นอยู่. ในเนวสัญญานา-

สัญญายตนฌานนี้ ตรัสโอสักกนาด้วยอำนาจสมาธิ.

บทว่า โน จสฺส โน จ เม สิยา ความว่า ถ้ากรรมวัฏ ๕ อย่าง

ในกาลก่อนจะไม่พึงประมวลเข้ามาแก่เราไซร้ วิปากวัฏ ๕ อย่างในปัจจุบันนี้

ของเรานั้น ก็จะไม่พึงมี คือ ไม่พึงเป็นไปแก่เรา. บทว่า น เม ภวิสฺสติ

ความว่า ถ้ากรรมฐาน ๕ อย่างในปัจจุบัน จักไม่ประมวลกันมาไซร้ เมื่อ

กรรมฐานนั้นไม่มี วิปากวัฏ ๕ อย่าง จักไม่มีแก่เราในอนาคต. บทว่า ยทตฺถิ

ยํ ภูตํ ตํ ปชหามิ ความว่า ขันธปัญจกอันใดที่กำลังมีอยู่ มีมาแล้วเราละ

ขันธิปัญจกนั้นที่มีในบัดนี้เสีย. บทว่า เอวํ อุเปกขํ ปฏิลภติ ความว่า

ภิกษุนั้นย่อมได้อุเบกขาในวิปัสสนาอย่างนี้. บทว่า ปรินิพฺพาเยยฺย นุ โข

โส ภนฺเต ภิกฺขุ น วา ปรินิพฺพาเยยฺย ความว่า ย่อมถามว่า ข้าพระ-

องค์ย่อมถามอย่างไร คือ ย่อมถามว่า ตรัสพระอรหัตบ้าง โอสักกนาบ้าง

ปฏิปทาบ้าง ปฏิสนธิบ้าง สำหรับผู้กระทำตติยฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่

ก็เหมือนกัน (แต่) ไม่ตรัสอะไร ๆ สำหรับผู้กระทำเนวสัญญานาสัญญายตน-

ฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่ ข้าพระองค์ชื่อถามข้อนั้น. บทว่า อเปตฺถ

ตัดบทเป็น อปิ เอตฺถ บทว่า โส ตํ อุเปกฺขํ อภินนฺทติ ความว่า

ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลิน ซึ่งอุเบกขา คือวิปัสสนานั้นด้วยความเพลิดเพลิน

ด้วยตัณหาและทิฏฐิ. แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็มีนัยนี้แหละ. บทว่า ตนฺนิสฺสิตํ

โหติ วิญฺญาณํ ความว่า ย่อมอาศัยวิปัสสนานั้น. บทว่า ตทุปาทานํ

ความว่า วิญญาณนั้น ชื่อว่าถือเอาด้วยการยึดมั่นวิปัสสนานั้น บทว่า สอุปา-

ทาโน ได้แก่ มีการยึดถือ. บทว่า น ปรินิพฺพายติ ความว่า ภิกษุผู้มี

อาลัยในวิปัสสนา ย่อมไม่ปรินิพพานในศาสนาของเรา. ท่านแสดงว่า ก็ภิกษุ

ใดมีอาลัยในวิหาร บริเวณและอุปัฏฐาก เป็นต้น ข้อที่จะพึงกล่าวในภิกษุนั้น

ย่อมไม่มี บทว่า กหํ ปน คือ ในที่ไหนเล่า. บทว่า อุปาทิยมาโน

อุปาทิยติ ได้แก่ ย่อมถือเอาปฏิสนธิ. บทว่า อุปาทานเสฏฺฐํ กิร โส

ภนฺเต ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่าภิกษุนั้นย่อมยึดถือเอาที่ที่

จะพึงถือเอา อันประเสริฐสุด คือเป็นภพอันสูงสุด อธิบายว่า ย่อมยึดถือ

ปฏิสนธิในภพอันประเสริฐที่สุด. ตรัสปฏิสนธิของภิกษุนั้นด้วยคำนี้.

บัดนี้ เพื่อจะตรัสพระอรหัตของภิกษุนี้ จึงตรัสว่า อิธานนฺท ดัง

นี้เป็นต้น. บทว่า นิสฺสาย ได้แก่ อาศัยสมาบัตินั้น. บทว่า โอฆสฺส

นิตฺถรณา อกฺขาตา ท่านกล่าวว่า ตรัสการข้ามโอฆะ คือตรัสการข้ามโอฆะ

สำหรับภิกษุผู้ทำตติยฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่ ตรัสการข้ามโอฆะสำหรับ

ภิกษุผู้ทำเนวสัญญานาสัญญายตนฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่. บทว่า กตโม

ปน ภนฺเต อริโย วิโมกฺโข ความว่า พระอานนที่ทูลถามอะไรในอธิการนี้.

พระอานนท์ทูลถามว่า ภิกษุทำสมาบัติให้เป็นปทัฏฐานก่อน แล้วเจริญวิปัส-

สนาได้บรรลุพระอรหัตย่อมไม่ลำบาก เหมือนบุคคลอาศัยเรือหรือแพเป็นต้น

ข้ามห้วงน้ำใหญ่ก็ไปถึงฝั่งได้ฉะนั้น ส่วนพระสุกขวิปัสสกผู้เจริญวิปัสสนา

ล้วน ๆ พิจารณาปกิณณกสังขาร แล้วได้บรรลุพระอรหัต ย่อมลำบาก

เหมือนบุคคลฟันฝ่ากระแสน้ำด้วยกำลังแขนไปถึงฝั่งฉะนั้น ข้าพระองค์ขอทูล

พระอรหัตของพระสุกขวิปัสสกนี้ด้วยประการดังกล่าว. บทว่า อริยสาวโก

ได้แก่ พระอริยสาวกผู้เป็นสุกขวิปัสสก. จริงอยู่ พระสุกขวิปัสสกนี้ มีปัญญา

มากกว่าภิกษุทั้ง ๘ รูปข้างต้น ย่อมพิจารณากรรมฐานรวมกัน สำหรับภิกษุ

แม้ทั้ง ๙ รูป คือ สำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย บทว่า เอส

สกฺกาโย ยาวตา สกฺกาโย ความว่า ย่อมพิจารณาเห็นว่า ชื่อว่า สักกา-

ยะกล่าวคือ วัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ มี อยู่ประมาณเท่าใด สักกายะแม้ทั้งหมด

ก็มีเท่านี้เท่านั้น สักกายะที่ยิ่งไปกว่านั้นย่อมไม่มี. บทว่า เอตํ อมตํ ยทิทํ

อนุปาทา จิตฺตสฺส วิโมกฺโข ความว่า ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ชื่อว่า

ความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะความไม่ถือมั่น เป็นอมตะ ไม่ตาย เป็นสันตะ

สงบ เป็นปณีตะ ประณีต ก็ในที่อื่น ท่านเรียกพระนิพพานว่า ความหลุด

พ้นแห่งจิต เพราะไม่ถือมั่น. แต่ในพระสูตรนี้ ตรัสพระอรหัตของพระสุกข-

วิปัสสก. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้น.

ก็ในพระสูตรนี้ ทั้งหมดพึงทราบว่า ตรัสโอสักกนา ในฐานะ ๗

อย่าง ตรัสปฏิสนธิในฐานะ ๘ อย่าง ตรัสพระอรหัตในฐานะ ๙ อย่าง. ตรัส

อย่างไร ? ตรัสโอสักกนา สำหรับภิกษุผู้ทำตติยฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ก่อน

(ต่อไป) ตรัสปฏิสนธิ ตรัสพระอรหัต สำหรับภิกษุผู้ทำจตุตถฌาน (และ)

อากาสานัญจายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ก็เหมือนกัน (คือตรัสโอสักกนา ตรัส

ปฏิสนธิ และตรัสพระอรหัต) ส่วนสำหรับพระภิกษุ ๓ รูป ผู้ทำวิญญาณัญ-

จายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ ตรัสโอสักกนา ตรัสปฏิสนธิ ตรัสพระอรหัต

สำหรับภิกษุผู้ทำอากิญจัญญายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ก็เหมือนกัน. ส่วน

สำหรับภิกษุผู้ทำเนวสัญญานาสัญญายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ ไม่มีโอสักกนา

แต่ตรัสปฏิสนธิ และพระอรหัต สำหรับพระสุกขวิปัสสก ตรัสเฉพาะพระ-

อรหัตเท่านั้น ด้วยประการดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่า ตรัสโอสักกนาในฐานะ

๗ อย่าง ตรัสปฏิสนธิในฐานะ ๘ อย่าง ตรัสพระอรหัตในฐานะ ๙ อย่าง.

ก็อาเนญชสปัปายสูตรนี้ ตรัสรวมเอาโอสักกนาในฐานะ ๗ อย่าง ปฏิสนธิใน

ฐานะ ๘ อย่าง พระอรหัตในฐานะ ๙ อย่าง ย่อมชื่อว่า เป็นอันตรัสดีแล้วแล.

จบ อรรถกถาอาเนญชสัปปายสูตรที่ ๖

ดูเพิ่ม[แก้ไข]