อรรถกถา อุปนิสสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาอุปนิสสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในอุปนิสสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
ในบททั้งหลายมีว่า ชานโต อหํ เป็นต้น บทว่า ชานโต แปลว่า

รู้อยู่. บทว่า ปสฺสโต แปลว่า เห็นอยู่. แม้ทั้ง ๒ บท ก็มีความอย่าง

เดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น บทว่า ชานโต

จึงชี้บุคคลอาศัยลักษณะแห่งญาณ. ด้วยว่า ญาณมีความรู้ทั่วถึงเป็น

ลักษณะ. บทว่า ปสฺสโต ชี้บุคคลอาศัยอานุภาพแห่งญาณ. ด้วยว่า

ญาณมีการเห็นเป็นอานุภาพ. บุคคลผู้ประกอบด้วยญาณ ย่อมเห็นธรรม

ทั้งหลายที่เปิดเผยแล้วด้วยญาณ เหมือนคนมีจักษุ เห็นรูปทั้งหลายด้วยจักษุ.

ในคำว่า อาสวานํ ขยา นี้ ความละ ความไม่เกิดขึ้น อาการที่สิ้นไป ความ

ไม่มีอาสวะทั้งหลายก็เรียกว่า อาสวักขัย. ภังคะก็ดี มรรคผลนิพพานก็ดี

ท่านเรียกว่า อาสวักขัย แม้นี้. จริงอยู่ อาการที่สิ้นไป ท่านเรียกว่า อาสวักขัย

ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อาสวนํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ เจโตวิมุตติ

ที่ไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไป. ภังคะ ก็เรียกว่า อาสวักขัย ได้ในบาลี

นี้ว่า โย อาสวานํ ขโย วโย เภโท ปริเภโท อนิจฺจตา อนฺตรธานํ

อาการที่อาสวะสิ้นไป เสื่อมไป แตกไป แตกขาดไป ไม่เที่ยง หายไป.

มรรค ก็เรียกว่า อาสวักขัย ได้ในบาลีนี้ว่า

เสกฺขสฺส เสกฺขมานสฺส อุชุมคฺคานุสาริโน
ขยสฺมึ ปฐมึ ญาณํ ตโต อญฺญา อนนฺตรา.
ญาณความรู้อันดับแรกในความสิ้นไป มีแก่พระ
เสกขะผู้กำลังศึกษา ผู้ดำเนินไปตรงมรรค อันดับ
ต่อไปก็มีอัญญาความรู้ทั่วถึง.
จริงอยู่ มรรคนั้น ย่อมเกิดขึ้นทำอาสวะให้สิ้นไป ระงับไป. เพราะ

ฉะนั้น มรรคท่านจึงเรียกว่า เป็นที่สิ้นอาสวะ. ผลก็เรียกว่า อาสวักขัย

ได้ในบาลีนี้ว่า อาสวานํ ขยา สมโณ โหติ ชื่อว่าเป็นสมณะ เพราะ

สิ้นอาสวะ. จริงอยู่ ผลนั้นเกิดขึ้นในที่สุดแห่งอาสวะทั้งหลายสิ้นไป เพราะ

ฉะนั้น ผลท่านจึงเรียกว่า อาสวักขัย. พระนิพพานก็เรียกว่า อาสวักขัย

ได้ในบาลีนี้ว่า

อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา.
อาสวะทั้งหลายของผู้นั้นเจริญอยู่ ผู้นั้นยังห่าง
ไกลธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ.
จริงอยู่ อาศัยพระนิพพานนั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไป. เพราะ

ฉะนั้น พระนิพพานนั้น ท่านเรียกว่า อาสวักขัย. แต่ในที่นี้ ท่าน

ประสงค์แต่มรรคและผล. บทว่า โน อปสฺสโต ความว่า ผู้ใดไม่รู้

ไม่เห็น เราไม่กล่าวความสิ้นอาสวะของผู้นั้น. ด้วยบทนั้น ก็เป็นอันพระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงคัดค้านพวกเจ้าลัทธิ ที่กล่าวถึงความบริสุทธิ์ด้วยสังสาร-

วัฏเป็นต้น ของผู้แม้ไม่รู้ไม่เห็น ตรัสทางที่เป็นอุบายด้วยสองบทต้น ตรัส

คัดค้านทางที่มิใช่อุบายด้วยบทนี้.

บัดนี้ มีพระประสงค์จะทรงแสดงข้อที่ภิกษุรู้อยู่ อาสวะสิ้นไป จึง

ทรงเริ่มถามว่า กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุ

รู้อะไรเล่า. ในคำนั้น ความรู้มีมากอย่าง. จริงอยู่ ภิกษุบางรูป เป็นผู้รู้

อย่างธรรมดา รู้จักทำร่มได้. บางรูปรู้จักทำจีวรเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.

เมื่อภิกษุนั้น ตั้งอยู่ในหัวข้อวัตรปฏิบัติ ทำแต่การงานเช่นนี้ ความรู้นั้น

ก็ไม่ควรกล่าวว่า ไม่เป็นปทัฏฐานของสวรรค์และมรรคผล. แต่ว่าผู้ใดบวช

ในพระศาสนาแล้ว รู้แต่ทำอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้น. อาสวะทั้งหลาย

ย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ซึ่งรู้อยู่. เพราะฉะนั้น เมื่อภิกษุรู้และเห็นสิ่งใด อาสวะ

ทั้งหลายสิ้นไปได้ พระองค์เมื่อทรงแสดงสิ่งนั้น จึงตรัสว่า อิติ รูปํ

ดังนี้เป็นต้น. บทว่า เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต ความว่า ผู้เห็นความ

เกิดและความสิ้นไปแห่งปัญจขันธ์อย่างนี้. บทว่า อาสวานํ ขโย โหติ

ความว่า พระอรหัตที่ได้ชื่อว่า อาสวักขัย ก็มี เพราะเกิดในที่สุดแห่ง

ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นจบเทศนาด้วย

ยอดคือพระอรหัตอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงปฏิปทาส่วนเบื้องต้น

ที่พระขีณาสพพึงบรรลุ จึงตรัสว่า ยมฺปิ ตํ ภิกฺขเว เป็นต้น. บรรดา

บทเหล่านั้น บทว่า ขยสฺมึ ขเย ญาณํ ความว่า เมื่อพระอรหัตผล

กล่าวคือ อาสวักขัย อันท่านได้เเล้วมีอยู่ ปฏิเวธญาณก็มี. ด้วยว่า

ปฏิเวธญาณนั้น ท่านเรียกว่า ขเย ญาณํ รู้ในความสิ้นไป เพราะเมื่อ

ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ กล่าวคืออรหัตผลเกิดขึ้นก่อน ปฏิเวธญาณเกิด

ภายหลัง. บทว่า สอุปนิสํ แปลว่า มีเหตุมีปัจจัย. บทว่า วิมุตฺติ

ได้แก่วิมุตติที่สัมปยุตด้วยอรหัตผล. จริงอยู่ วิมุตตินั้นย่อมเป็นปัจจัย

โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งพระอรหัตนั้น แม้ในปัจจัยอย่างอื่นจากนี้ ก็

พึงทราบความเป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัยที่กำลังได้อยู่ ด้วยอาการอย่างนี้.

บทว่า วิราโค ได้แก่มรรค. จริงอยู่ มรรคนั้นเกิดขึ้น ทำให้กิเลสคลาย

ไป สิ้นไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า วิราคะ. บทว่า นิพฺพิทา

ได้แก่ นิพพิทาญาณ. ทรงแสดงวิปัสสนาที่มีกำลังด้วยนิพพิทาญาณนั้น.

คำว่า วิปัสสนามีกำลัง เป็นชื่อของญาณ ๔ คือภยตูปัฏฐานญาณอาทีนวานุ-

ปัสสนาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ สังขารุเปขาญาณ. บทว่า ยถาภูต-

ญาณทสฺสนํ แปลว่า ความเห็น กล่าวคือความรู้ตามสภาวะที่เป็นจริง.

ทรงแสดงวิปัสสนาอย่างอ่อน ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะนั้น จริงอยู่ วิปัสสนา

อย่างอ่อน ย่อมเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาที่มีกำลัง. คำว่า วิปัสสนาอย่างอ่อน

เป็นชื่อของญาณ ๔ คือ สังขารปริเฉทญาณ กังขาวิตรณญาณ สัมมสน-

ญาณ มัคคามัคคญาณ. บทว่า สมาธิ ได้แก่สมาธิที่มีฌานเป็นบาท.

จริงอยู่ สมาธินั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาอย่างอ่อน. บทว่า สุขํ ได้

แก่สุขเบื้องต้นแห่งอัปปนาสมาธิ. จริงอยู่ สุขนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่

สมาธิที่มีฌานเป็นบาท. บทว่า ปสฺสทฺธิ ได้แก่การระงับความกระวน

กระวาย. จริงอยู่ ปัสสัทธินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่สุข ซึ่งเป็นเบื้องต้น

แห่งอัปปนาสมาธิ บทว่า ปีติ ได้แก่ปีติที่มีกำลัง. จริงอยู่ ปีตินั้น

ย่อมเป็นปัจจัยแก่การระงับความกระวนกระวาย. บทว่า ปาโมชฺชํ ได้แก่

ปีติที่มีกำลังอ่อน. จริงอยู่ ปีติที่มีกำลังอ่อน ย่อมเป็นปัจจัยแก่ปีติที่มีกำลัง.

บทว่า สทฺธา ได้แก่ความเชื่อที่เกิดในภพต่อ ๆ ไป. จริงอยู่ ความ

เชื่อที่เกิดในภพต่อ ๆ ไปนั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่ปีติที่มีกำลังอ่อน. บทว่า

ทุกฺขํ ได้แก่ทุกข์ในวัฏฏะ. จริงอยู่ ทุกข์ในวัฏฏะนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่

ศรัทธาในภพต่อ ๆ ไป. บทว่า ชาติ ได้แก่ความเกิดแห่งขันธ์ที่มีอาการ

ต่าง ๆ กัน. จริงอยู่ ชาตินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่ทุกข์ในวัฏฏะ. บทว่า

ภโว ได้แก่กามภพ. แม้บทที่เหลือ ก็พึงทราบโดยอุบายอย่างนี้. บทว่า

ถุลฺลผุสิตเก แปลว่า มีเมล็ดใหญ่. ในบทว่า ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา

นี้ มีวินิจฉัย ดังนี้. ประเทศแห่งภูเขาที่ถูกน้ำ อันได้ชื่อว่า กัง เซาะ

แตกออกเพราะน้ำ ชื่อว่า กันทระ ที่เรียกกันว่า นิตัมพะ ก็มี นิกุญชะ

ก็มี. ภูมิประเทศ ที่แตกระแหง เมื่อฝนไม่ตกถึงกึ่งเดือน ชื่อว่า ปทระ

เหมืองเล็กที่ชักไปยังกุสุพภะ ชื่อว่า สาขา. บ่อเล็ก ชื่อว่า กุสุพภะ.

บ่อใหญ่ ชื่อว่า มหากุสุพภะ. แม่น้ำน้อย ชื่อว่า กุนนที. แม่น้ำใหญ่

มีคงคา ยมุนา เป็นต้น ชื่อว่า มหานที. ในบทว่า เอวเมว โข

ภิกฺขเว อวิชฺชูปนิสา สงฺขารา เป็นต้น มีวินิจฉัย ดังนี้. พึงเห็น

อวิชชาว่าเหมือนภูเขา อภิสังขารทั้งหลายว่าเหมือนเมฆ วัฏฏะมีวิญญาณ

เป็นต้นว่าเหมือนแก่งน้ำ วิมุตติว่าเหมือนสาคร. ฝนตกบนยอดภูเขา ก็

ทำแก่งภูเขาให้เต็ม ทำสาครคือมหาสมุทรให้เต็มตามลำดับ ฉันใด

ก่อนอื่นพึงทราบถึงการตกแห่งเมฆคืออภิสังขาร บนยอดภูเขาคืออวิชชาก็

ฉันนั้น. แท้จริง ปุถุชนผู้เขลา ไม่ได้สดับ เป็นผู้ไม่รู้เพราะอวิชชา

กระทำความปรารถนาเพราะตัณหา ย่อมสร้างกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล.

กรรมที่เป็นกุศลและอกุศลนั้น ก็เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิวิญญาณ. ปฏิสนธิ-

วิญญาณเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยแก่นามรูปเป็นต้น. เวลาที่เมฆคืออภิสังขาร

ตกลงบนยอดภูเขาคืออวิชชา ทำวัฏฏะมีวิญญาณเป็นต้น ให้เต็มตามลำดับ

ตั้งอยู่ เพราะเป็นปัจจัยสืบต่อกันไป ก็เหมือนเวลาที่ฝนตกบนยอดภูเขา

ทำแก่งภูเขาให้เต็มแล้วก็ตั้งจดมหาสมุทร. แต่พระพุทธวจนะ แม้ท่านไม่

ถือเอาในพระบาลี ก็พึงทราบว่า ท่านถือเอาไว้แล้วเหมือนกัน โดยอำนาจ

พระบาลีนี้ว่า อิธ ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อคารสฺมา อนคาริยํ

ปพฺพชติ พระตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เสด็จออกผนวชจากเรือน ไม่

มีเรือน ดังนี้ ก็ความบังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ของพระตถาคตนั้น

ชื่อว่า ชาติ ที่มีการกระทำต่าง ๆ ร่วมกัน เพราะมีกรรมภพเป็นปัจจัย.

บุคคลอาศัยความพร้อมหน้าของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ หรือพระ

พุทธสาวก ฟังธรรมกถา ที่นำมาโดยลักษณะอันแสดงถึงโทษของวัฏฏะ

ย่อมเป็นอันถูกเบียดเบียน ด้วยอำนาจวัฏฏะ. ชาติย่อมเป็นปัจจัยแก่

วัฏทุกข์. ขันธ์ทั้งหลาย ที่มีการกระทำต่าง ๆ ย่อมมีแก่บุคคลนั้นด้วย

อาการอย่างนี้. ชาติเป็นปัจจัยแก่วัฏทุกข์ บุคคลนั้นถูกวัฏทุกข์เบียดเบียน

ทำศรัทธาให้เกิดในภพต่อ ๆไป ก็ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน. วัฏทุกข์

เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาในภพต่อ ๆ ไป ของบุคคลนั้น ด้วยประการฉะนี้.

บุคคลนั้น ไม่สันโดษด้วยเหตุเพียงบรรพชาเท่านั้น ยังถือนิสัยในเวลา

พรรษาไม่ครบ ๕ บำเพ็ญวัตรปฏิบัติ ทำมาติกาทั้งสองให้คล่องแคล่วแล้ว

เรียนกรรมและมิใช่กรรม สะสางให้หายรกจนถึงพระอรหัต ถือกัมมัฏฐาน

ไปอยู่ป่า เริ่มการงานในปฐวีกสิณเป็นต้น. บุคคลนั้นอาศัยกัมมัฏฐาน

ก็เกิดปีติที่มีกำลังอ่อนๆ เขาอาศัยปีตินั้น ก็เกิดปราโมทย์ ปราโมทย์นั้น

ก็เป็นปัจจัยแก่ปีติที่มีกำลัง. ปีติที่มีกำลัง ก็เป็นปัจจัยแก่ปัสสัทธิ ระงับ

ความกระวนกระวาย. ปัสสัทธินั้น ก็เป็นปัจจัยแก่สุขส่วนเบื้องต้นแห่ง

อัปปนาสมาธิ สุขนั้นก็เป็นปัจจัยแก่สมาธิที่มีฌานเป็นบาท. บุคคลนั้น

ทำสุขนั้นที่พรั่งพร้อมให้เกิดด้วยสมาธิ ก็ทำการงานด้วยวิปัสสนาอย่าง

อ่อน. สมาธิที่มีฌานเป็นบาทของเขา ก็เป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาที่มีกำลัง

อ่อน. วิปัสสนาที่มีกำลังอ่อน ก็เป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาที่มีกำลัง. วิปัสสนา

ที่มีกำลัง ก็เป็นปัจจัยแก่มรรค. มรรคก็เป็นปัจจัยแก่ผลวิมุตติ. ผลวิมุตติ

ก็เป็นปัจจัยแก่ปัจจเวกขณญาณ. พึงทราบว่า เวลาที่พระขีณาสพ ทำสาคร

คือวิมุตติให้เต็มแล้วดำรงอยู่ ก็เหมือนเวลาที่ฝนทำสาครให้เต็มโดยลำดับ

ตั้งอยู่ ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาอุปนิสสูตรที่ ๓

ดูเพิ่ม[แก้ไข]