อรรถกถา เกวัฏฏสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาเกวัฏฏสูตร
เกวัฏฏสูตรมีบทเริ่มว่า ข้าพเจ้า (พระอานนทเถระเจ้า) ได้สดับมา

อย่างนี้ ฯเปฯ ใกล้เมืองนาลันทา.

จะพรรณนาบทโดยลำดับในเกวัฏฏสูตรนั้น. บทว่า ปวาริกัมพวัน

คือ สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี. บทว่า เกวัฏฏะนี้ เป็นชื่อของบุตรคฤหบดี.

มีเรื่องเล่ามาว่า เกวัฏฏะบุตรคฤหบดีนั้น มีทรัพย์ประมาณ ๔๐ โกฏิ

เป็นคฤหบดีผู้มั่งคั่ง ได้เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส (พระพุทธศาสนา) เป็นอย่างยิ่ง

เพราะเหตุที่เขามีศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงคิดว่า หากจะมีภิกษุสักรูปหนึ่ง เหาะ

ไปในอากาศ พึงแสดงปาฏิหาริย์หลาย ๆ อย่าง ระหว่างกึ่งเดือน หรือหนึ่ง

เดือน หรือหนึ่งปี มหาชนก็จะพากันเลื่อมใสยิ่งนัก ถ้ากระไร เราจะกราบ

ทูลขอร้องพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ทรงอนุญาต ภิกษุรูปหนึ่งเพื่อแสดง

ปาฏิหาริย์ แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลอย่างนี้.

บทว่า มั่งคั่ง คือ มั่งคั่งสมบูรณ์. บทว่า มั่งมี คือ ถึงความเจริญ

เพราะมากด้วยภัณฑะนานาชนิด. บทว่า คับคั่งไปด้วยมนุษย์ อธิบายว่า

จอแจไปด้วยหมู่มนุษย์ สัญจรไปมา ดูเหมือนว่า ไหล่กับไหล่ จะเสียดสีกัน.

บทว่า จงจัด หมายถึง ขอร้อง คือ ตั้งให้ดำรงตำแหน่ง. บทว่า ธรรมที่ยิ่งยวด

ของมนุษย์ อธิบายว่า ยิ่งกว่าธรรม ของมนุษย์ผู้ยิ่งยวด หรือธรรมของ

มนุษย์ อันได้แก่กุศล ๑๐. บทว่า เป็นอย่างยิ่ง สุดที่จะประมาณได้ อธิบาย

ว่า จักเลื่อมใสอย่างยิ่งสุดที่จะประมาณได้ เหมือนดวงประทีปที่โชติช่วง แม้

กว่าปรกติ เพราะได้เชื้อน้ำมัน.

บทว่า เราไม่แสดงธรรมอย่างนี้ มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง

บัญญัติสิกขาบทไว้ในเรื่องราชคหเศรษฐี เพราะฉะนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า

เราไม่แสดงธรรมอย่างนี้. บทว่า เราไม่กำจัด อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสว่า เราจะไม่ทำลายโดยให้คุณธรรมพินาศไป คือ ให้ถึงการทำลายศีล แล้ว

ลดลงจากฐานะสูง ตั้งอยู่ในฐานะต่ำโดยลำดับ โดยที่แท้เราหวังความเจริญ

ของพระพุทธศาสนา จึงกล่าวดังนั้น. บทว่า แม้ครั้งที่ ๓ แล อธิบายว่า ไม่มี

ผู้สามารถจะกล่าวห้ามพระดำรัสของพระพุทธเจ้าถึง ๓ ครั้ง แต่เกวัฏฏะกราบ

ทูลถึง ๓ ครั้ง ด้วยคิดว่า เราคุ้นเคยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นคนโปรด

หวังต่อประโยชน์ ดังนี้. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า อุบาสกนี้แม้

เมื่อเราห้าม ก็ยังขอร้องอยู่บ่อย ๆ ช่างเถิด เราจะชี้โทษในการแสดงปาฏิหาริย์

แก่เธอ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ปาฏิหาริย์ ๓. อย่างแล.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อมาหํ ภิกฺขุํ ตัดบทเป็น อมุํ อหํ ภิกฺขุํ บทว่า

วิชาชื่อคันธารี อธิบายว่า วิชานี้ ฤษีชื่อคันธาระเป็นผู้ทำ หรือเป็นวิชา

ที่เกิดขึ้นในแคว้นคันธาระ. มีเรื่องเล่ากันมาว่า ในแคว้นคันธาระนั้น พวก

ฤษีอาศัยอยู่มาก บรรดาฤษีเหล่านั้น ฤษีผู้หนึ่งทำวิชานี้ขึ้น. บทว่า เราอึดอัด

อธิบายว่า เราอยู่อย่างอึดอัดคือราวกะว่าถูกบีบ. บทว่า เราระอา คือละอาย.

บทว่า เรารังเกียจ คือ เราเกิดความรังเกียจเหมือนเห็นคูถ.

บทว่า แห่งสัตว์อื่น คือแห่งสัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่น. บทที่ ๒ คือ

แห่งบุคคลอื่น เป็นไวพจน์ของบทนั้นนั่นแล. บทว่า ย่อมทาย คือ ย่อมกล่าว.

บทว่า ความรู้สึกในใจ หมายถึง โสมนัสและโทมนัส. บทว่า ใจของท่านเป็น

ไปโดยอาการอย่างนี้ อธิบายว่า ใจของท่านตั้งอยู่ในโสมนัส โทมนัส หรือ

ประกอบด้วยกามวิตกเป็นต้น. บทที่ ๒ เป็นไวพจน์ของบทนั้นแล. บทว่า จิต

ของท่านเป็นอย่างนี้ คือจิตของท่านเป็นเช่นนี้. อธิบายว่า จิตของท่านคิดถึง

เรื่องนี้และเรื่องนี้เป็นไปแล้ว. บทว่า วิชาชื่อมณิกา ท่านชี้แจงว่า มีวิชาหนึ่ง

ในโลกได้ชื่ออย่างนี้ว่า จินดามณี บุคคลย่อมรู้ถึงจิตของคนอื่นได้ ด้วยวิชา

จินดามณีนั้น.

บทว่า ท่านทั้งหลายจงตรึกอย่างนี้ คือ ตรึกให้เป็นไปทาง เนก-

ขัมมวิตกเป็นต้น. บทว่า อย่าตรึกอย่างนี้ คือ อย่างตรึกให้เป็นไปกามวิตก

เป็นต้น. บทว่า จงทำในใจอย่างนี้ คือ ทำในใจถึงอนิจจสัญญา หรือ อย่างใด

อย่างหนึ่ง ในทุกขสัญญาเป็นต้นอย่างนี้. บทว่า อย่า........อย่างนี้ คือ อย่าทำ

ในใจโดยนัยเป็นต้นว่า เป็นของเที่ยง ดังนี้. บทว่า จงละสิ่งนี้ อธิบายว่า จงเข้าถึง

กำหนัดอันเคลือบด้วยกามคุณนี้. บทว่า จงเข้าถึงสิ่งนี้ อธิบายว่า จงเข้าถึง

คือ บรรลุ สำเร็จ โลกุตตรธรรม อันได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นี้แลอยู่. พระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ชื่อ อิทธิปาฏิหริย์ การรู้จิตของผู้อื่น แล้ว

พูด ชื่อ อาเทศนาปาฏิหาริย์ การแสดงธรรมเนือง ๆ ของพระสาวกและของ

พระพุทธเจ้า ชื่อ อนุสาสนีปาฏิหาริย์.

ในปาฏิหาริย์เหล่านั้น พระมหาโมคคัลลานะแสดง อนุสาสนีปาฏิหาริย์

ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร แสดง อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ด้วย

อาเทศนาปาฏิหาริย์. เมื่อพระเทวทัตทำลายสงฆ์ ได้พาภิกษุ ๕๐๐ รูปไปแล้ว

แสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้นด้วยพุทธลีลา ณ ตำบล คยาสีสะ ครั้นเมื่อพระผู้มี

พระภาคเจ้า ทรงส่งพระอัครสาวก ๒ รูป ไป พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร

ทราบวารจิตของภิกษุเหล่านั้นแล้วแสดงธรรม. ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป ฟังธรรม-

เทศนาของพระเถระก็บรรลุโสดาปัตติผล. ต่อมาพระมหาโมคคัลลานเถระได้

แสดงการแผลงฤทธิ์ต่าง ๆ แล้ว แสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุทั้งหมด

ฟังธรรมของท่านแล้วต่างได้บรรลุพระอรหัตตผล. ครั้นแล้วพระมหานาคทั้ง

สองพาภิกษุ ๕๐๐ รูป เหาะสู่เวหามาถึงวิหารเวฬุวัน. การแสดงธรรมเนือง ๆ

ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์. ในปาฏิหาริย์เหล่านั้น อิทธิ-

ปาฏิหาริย์ และอาเทสนาปาฏิหาริย์ ยังติเตียนได้ ยังมีโทษ ไม่ยั่งยืนอยู่นาน

เพราะไม่ยั่งยืนอยู่นาน จึงไม่นำสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้. อนุสาสนีปาฏิหาริย์เท่านั้น

ไม่ติเตียนได้ ไม่มีโทษ ตั้งอยู่ได้นาน เพราะตั้งอยู่ได้นาน จึงนำสัตว์ให้พ้น

ทุกข์ได้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงติเตียนอิทธิปาฏิหาริย์ และ

อาเทสนาปาฏิหาริย์ ทรงสรรเสริญอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างเดียว.

บทว่า เรื่องเคยมีมาแล้วนี้ เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า จึง

ทรงปรารภขึ้น. ที่ทรงปรารภขึ้นก็เพื่อทรงแสดงถึงอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนา

ปาฏิหาริย์ไม่นำสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้ และเพื่อทรงแสดงถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์

เท่านั้น ที่จะนำสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้. อีกอย่างหนึ่ง มีภิกษุรูปหนึ่งชื่อ

มหาภูตปริเยสกะ แสวงหามหาภูตรูป เที่ยวไปจนถึงพรหมโลก ไม่ได้ช่อง

แก้ปัญหา จึงมาทูลถามพระพุทธเจ้า แล้วก็หมดสงสัยไป. เพราะเหตุอะไร.

เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เหตุการณ์อันนี้ได้ปกปิด

แล้ว ครั้นต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงเปิดเผยแสดงเหตุการณ์นั้น จึง

ตรัสคำเป็นอาทิว่า เรื่องเคยมีมาแล้ว ดังนี้. บทว่า ในที่ไหนหนอแล อธิบาย

ว่า บุคคล อาศัยอะไรแล้ว บรรลุอะไร มหาภูต ๔ นั้น จึงดับโดยไม่เหลือ

ด้วยอำนาจเป็นไปไม่ได้ในที่ไหน ก็มหาภูตกถานี้ ท่านกล่าวไว้แล้ว ในวิสุทธิ-

มรรค โดยพิสดาร. เพราะฉะนั้น ควรค้นหาจากวิสุทธิมรรคนั้นเถิด.

บทว่า ทางไปเทวโลก คือ ชื่อว่าทางไปเทวโลกเฉพาะนั้น ไม่มี.

ก็บทนั้นเป็นชื่อของอิทธิวิธญาณ. จริงอยู่ ทางนั้นเป็นไปสู่อำนาจทางกาย

ย่อมไปสู่เทวโลก ตลอดถึงพรหมโลกได้โดยทางนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึง

กล่าวว่าทางไปเทวโลก. บทว่า เทวดาชั้นจาตุมมหาราชโดยที่ใด ความว่า

ภิกษุไม่ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ประทับอยู่ในที่ใกล้ สำคัญว่า ตาม

ธรรมดา เทวดาที่เขาโจทกันย่อมมีอานุภาพมากดังนี้จึงเข้าไปหา. ข้อที่ว่า

ดูก่อนภิกษุ แม้พวกข้าพเจ้าก็ไม่รู้ หมายถึง พวกเทวดา ถูกถามปัญหาใน

พุทธวิสัยย่อมไม่รู้จึงได้กล่าวอย่างนั้น. ลำดับนั้น ภิกษุนั้นสำทับพวกเทวดาว่า

พวกท่านตอบปัญหานี้ของเราไม่ได้ ก็จงบอกมาเร็ว ๆ จึงถามแล้วถามอีก. พวก

เทวดาคิดว่า ภิกษุรูปนี้สำทับเรา เราจักปลดเปลื้อง ภิกษุนั้นให้พ้นไปจาก

พวกเรา จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุ ยังมีท้าวมหาราชอีก ๔ องค์.

บทว่า รุ่งเรืองยิ่งนัก คือ งามเหลือเกิน. บทว่า วิเศษกว่า คือ สูง

สุดด้วย วรรณะ ยศ และความเป็นใหญ่ เป็นต้น. พึงทราบเนื้อความในทุก

วาระโดยนัยนี้. แต่เนื้อความนี้พิเศษ. นัยว่าท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่าปัญหา

นี้เป็นพุทธวิสัย คนอื่นไม่สามารถแก้ได้ ก็ภิกษุนี้ละเลยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้เป็นอัครบุคคลในโลก เที่ยวถามพวกเทวดา ดุจคนละเว้นไฟเป่าหิ่งห้อย และ

ดุจคนละเว้นกลอง ตีท้อง เราจะส่งภิกษุนั้นไปยังสำนักพระศาสดา จักหมดสงสัยใน

นั้น ท้าวสักกเทวราชทรงดำริอีกว่า ภิกษุนั้นไปไกลมากแล้ว จักหมดสงสัยใน

สำนักของพระศาสดา อนึ่ง ธรรมดาบุคคลเช่นนี้ก็มีอยู่ เมื่อเดินทางไปได้เพียง

เล็กน้อย มักมีความลำบาก แต่ภายหลังจักรู้ ดังนี้ จึงกล่าวกะภิกษุนั้น เป็นต้น

ว่า แม้เราก็ไม่รู้ ดังนี้. แม้ทางไปพรหมโลก ก็เช่นเดียวกับทางไปเทวโลก. ทาง

ไปเทวโลกก็ดี การเข้าถึงธรรมก็ดี ความแน่วแน่ชั่วขณะจิตหนึ่งก็ดี ความ

คิดคาดคะเนก็ดี จิตไปสูงก็ดี ความรู้ยิ่งก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นชื่อของอิทธิวิธญาณ

นั่นเอง. บทว่า บุพพนิมิต ท่านแสดงไว้ว่า นิมิตในส่วนแรกที่จะมาถึง เหมือน

รุ่งอรุณมีเพราะพระอาทิตย์ขึ้น เพราะฉะนั้น พระพรหมจักมาในบัดนี้. พวก

ข้าพเจ้ารู้เพียงนี้. บทว่า ปาตุรโหสิ แปลว่า ได้ปรากฏแล้ว.

ครั้งนั้นแล พระพรหม เมื่อถูกภิกษุนั้นถาม รู้ความที่มิใช่วิสัย

ของตน จึงคิดว่า หากเราบอกว่า เราไม่รู้ พวกนี้จักดูหมิ่นเรา ถ้าเรา

จักกล่าวอะไร ๆ ทำเป็นเหมือนรู้ ภิกษุไม่มีจิตปรารมภ์ด้วยคำพยากรณ์ ของ

เรา จักยกคำพูดของเรา เมื่อเราบอกว่า ดูก่อนภิกษุ เราเป็นพรหม ดังนี้ เป็นต้น

ใคร ๆ ก็จักไม่เชื่อถ้อยคำ ถ้ากระไร เราจะบอกปัดส่งภิกษุนี้ไปเฝ้าพระ-

ศาสดาดังนี้ จึงกล่าวว่า ดูก่อนภิกษุ เราเป็นพรหม ดังนี้เป็นต้น

บทว่า นำออกไป ณ ส่วนข้างหนึ่ง ดังนี้ เพราะเหตุไรจึงได้ทำอย่าง

นั้นเพราะเพื่อความพิศวง. บทว่าเสาะหาการพยากรณ์ในภายนอก อธิบายว่า

ถึงการแสวงหาในภายนอก ตลอดถึงพรหมโลก ดุจคนต้องการน้ำมัน บีบ

ทรายฉะนั้น

บทว่า นก ได้แก่ กา หรือ เหยี่ยว. ข้อว่า ภิกษุไม่ควรถามปัญหา

อย่างนี้ มีอธิบายว่า เพราะภิกษุควรถามปัญหาให้ถูกจุดหมาย ก็ภิกษุนี้ถือ สิ่ง

ไม่มีใจครองถามนอกจุดหมาย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปฏิเสธ. นัยว่า

การแสดงโทษคำถามของผู้หลงผิดในคำถาม แล้วให้สำเนียกคำถาม จึงตอบ

ในภายหลังเป็นหลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เพราะเหตุไร. เพราะผู้

ไม่รู้เพื่อจะถามจึงถาม ชื่อว่าเป็นคนไม่ฉลาด. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงให้สำ

เหนียกปัญหาจึงตรัสว่า อาโปธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า ตั้งอยู่ไม่ได้ คือดำรงอยู่ไม่ได้ มีอธิบายว่า มหาภูตรูป ๔ เหล่านี้

อาศัยอะไรจึงเป็นอันตั้งอยู่ไม่ได้ ท่านถามหมายถึงสิ่งมีใจครองเท่านั้น. บทว่า

ยาวและสั้น ท่านกล่าวถึงอุปาทายรูปโดยสัณฐาน. บทว่า ละเอียด หยาบ

หมายถึง เล็ก หรือ ใหญ่. ท่านกล่าวเพียงทรวดทรงในอุปาทายรูปเท่านั้น

แม้ด้วยบทนี้. บทว่า งาม และ ไม่งาม คือ อุปาทายรูปที่ดี และ ไม่ดีนั่นเอง

ก็ที่ว่า อุปาทายรูปงามไม่งาม มีอยู่ หรือ ไม่มี. แต่ท่านกล่าวถึงอิฎฐารมณ์

และอนิฏฐารมณ์อย่างนี้. บทว่า นาม และ รูป คือ นามและรูปอันต่างกัน

มียาว เป็นต้น. บทว่า อุปรุชฺฌติ แปลว่าย่อมดับไป. พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงชี้แจงคำถามว่า ควรจะถามอย่างนี้ว่า นามและรูปนั้นอาศัยอะไรจึงเป็นไป

ไม่ได้อย่างไม่มีเหลือ เมื่อจะทรงแก้ปัญหา จึงตรัสว่า ในปัญหานั้นมีพยากรณ์

ดังนี้ แล้วตรัสว่า ธรรมชาติที่รู้แจ้ง เป็นต้น.

บทว่า ควรรู้แจ้ง คือ ธรรมชาติที่รู้แจ้ง. เป็นชื่อของนิพพาน.

นิพพานนั้น แสดงไม่ได้ เพราะไม่มีการแสดง. นิพพานชื่อว่าไม่มีที่สุด เพราะ

ไม่มีเกิด ไม่มีเสื่อม ไม่มีความเป็นอย่างอื่นของผู้ตั้งอยู่. บทว่า แจ่มใส คือ

น้ำสะอาด. นัยว่า บทนี้เป็นชื่อของท่าน้ำ. เป็นที่น้ำไหล ท่านทำ ป อักษรให้

เป็น ภ อักษร ท่าข้ามของนิพพานนั้นมีอยู่ทุกแห่ง เพราะฉะนั้นจึงชื่อมีท่าข้าม

ทุกแห่ง ชนทั้งหลายประสงค์จะข้ามจากที่ใด ๆ ของมหาสมุทร มีท่าเป็นเส้น

ทางที่จะไม่มีท่าไม่มี ฉันใด ชนทั้งหลายประสงค์จะข้ามให้ถึงพระนิพพาน

โดยอุบายอันใดในกรรมฐาน ๓๘ กรรมฐานเป็นท่า เป็นเส้นทาง กรรมฐาน

จะไม่ใช่ท่าของนิพพานไม่มี ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า มีท่าข้าม

ทุกแห่ง. ในบทว่า อาโปธาตุนี้ ท่านอาศัยนิพพาน จึงกล่าวทั้งหมดนั้น

โดยนัยเป็นต้นว่า อาโปธาตุ ธรรมชาติที่มีใจครอง ย่อมดับโดยไม่มีเหลือ

คือ เป็นไปไม่ได้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดง อุบายดับไม่มีเหลือ

ของธรรมชาตินั้น จึงตรัสว่า เพราะวิญญาณดับ นามและรูปนั้นย่อมดับ

ไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้ ดังนี้. บทว่า วิญญาณ คือ วิญญาณเดิมบ้าง

วิญญาณที่ปรุงแต่งบ้าง. จริงอยู่ เพราะวิญญาณเดิมดับ นาม และรูปนั้น

ย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้ คือว่า ย่อมถึงความไม่มีบัญญัติเหมือน

เปลวประทีปที่ถูกเผาหมดไป ฉะนั้น เพราะไม่เกิดขึ้น และดับไปโดยไม่เหลือ

แห่งวิญญาณที่ปรุงแต่งนามและรูป จึงดับโดยไม่เกิดขึ้น เหมือนอย่างที่ท่าน

กล่าวไว้ว่า เพราะดับวิญญาณที่ปรุงแต่งด้วยโสดาปัตติมัคคญาณ นามและ

รูปที่พึงเกิดในสังสารวัฏอันไม่มีเบื้องต้น และที่สุด เว้นภพทั้ง ๗ ย่อมดับ

โดยไม่มีเหลือ ในธรรมชาตินี้ ดังนี้. ทั้งหมดพึงทราบตามนัยที่ท่านกล่าวไว้

แล้วในมหานิเทศนั้นแล. ส่วนที่เหลือ ในทุก ๆ บทง่ายทั้งนั้น.

อรรถกถาเกวัฏฏสูตรแห่งอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินีจบ

แล้วด้วยประการฉะนี้.

สูตรที่ ๑๑ จบ

ดูเพิ่ม[แก้ไข]