อรรถกถา เสลสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาเสลสูตร
เสลสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
ในเสลสูตรนั้น คำว่า ในอังคุตราปชนบท เป็นต้น ท่านกล่าวให้

พิสดารแล้วในโปตลิยสูตรเทียว. บทว่า อฑฺฒเตรเสหิ ได้แก่ ๑๓ ทั้งกึ่ง

ท่านกล่าวอธิบายว่า กับด้วยภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป. ก็ภิกษุทั้งหลายที่ประชุมกัน

ในสาวกสันนิบาตเหล่านั้น ล้วนเป็นพระขีณาสพ บรรพชาด้วยเอหิภิกขุบรรพชา

ทั้งนั้น. คำว่า เกณิโย เป็นชื่อของชฎิลนั้น . คำว่า ชฏิโล ได้แก่ ดาบส.

ได้ยินมาว่า ดาบสนั้นเป็นพราหมณ์มหาศาล แต่ถือบวชเป็นดาบส เพื่อต้อง

การรักษาทรัพย์ ถวายบรรณาการแด่พระราชา ถือเอาภูมิภาค แห่งหนึ่ง

สร้างอาศรมอยู่ในภูมิภาคนั้น ประกอบการค้าขายด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม เป็น.

ที่อาศัยของตระกูลถึง ๑,๐๐๐ ตระกูล. อนึ่ง พระโบราณจารย์กล่าวว่า ที่

อาศรมของดาบสนั้น มีต้นตาลต้นหนึ่ง ผลตาลสำเร็จด้วยทองหล่นมาวันละ

ผลหนึ่ง. ดาบสนั้น กลางวันทรงผ้ากาสายะและสวมชฎา กลางคืนเสวยกาม

สมบัติ. คำว่า ธมฺมิยา กถาย ได้แก่ ด้วยธรรมีกถาที่ประกอบด้วยอานิสงส์

แห่งน้ำปานะ. ก็เกณิยะนี้ ละอายที่มีมือเปล่าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า คิดว่า

น้ำสำหรับดื่ม ย่อมควรแม้แก่ผู้เว้นวิกาลโภชน์ จึงให้หาบน้ำปานะผลพุทราที่

ปรุงเป็นอย่างดีมาถึง ๕๐๐ หาบ. ก็เรื่องที่ชฎิลนั้นไปแล้วอย่างนี้. พระสังคีติกา-

จารย์ยกขึ้นสู่พระบาลีในเภสัชชักขันธกะ(๑) ว่า ครั้งนั้นแล เกณิยชฏิลได้มีความ

คิดดังนี้ว่า เราควรนำไปเพื่อพระสมณโคดมหรือไม่หนอ ดังนี้.

คำว่า ทุติยํปิ โข ภควา ถามว่า ทรงปฏิเสธบ่อย ๆ เพราะเหตุไร.

ตอบว่า เพราะพะวกเดียรถีย์มีความเลื่อมใสในการปฏิเสธ. ข้อนั้นมิใช่เหตุ ความ

๑. วิ. ๓/๓๔๓

โกหกเห็นปานนี้ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเพราะปัจจัยเป็นเหตุ. แต่ดาบส

นี้เห็นภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป จัดแจงภิกษาเพื่อภิกษุมีประมาณเท่านี้ทีเดียว. วันรุ่งขึ้น

เสลพราหมณ์จักออกบวชกับบุรุษ ๓๐๐. ก็เราจะส่งภิกษุนวกะไปทางอื่น แล้ว

ไปกับภิกษุเหล่านี้เท่านั้น หรือว่าส่งภิกษุเหล่านี้ไปทางอื่น แล้วไปกับภิกษุนวกะ

ทั้งหลายไม่ควร. แม้หากว่าเราจะพาภิกษุไปทั้งหมด ภิกษาหารก็จะไม่พอ.

แต่นั้นเมื่อภิกษุทั้งหลาย เที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต คนทั้งหลายจักติเตียนว่านานนัก

เกณิยะ นิมนต์พระสมณโคดม แต่ไม่อาจเพื่อจะถวายอาหารพอยังอัตตภาพ

ให้เป็นไปได้. เกณิยะเองจักมีความเดือนร้อน. แต่เมื่อทรงกระทำการปฏิเสธเสีย

แล้ว เกณิยะก็จะคิดว่า พระสมณโคดมจะถือเอาชื่อของพราหมณ์ทั้งหลายบ่อย ๆ

ว่าก็ตัวท่านเลื่อมใสยิ่งในพวกพราหมณ์แล้ว จักต้องการเชื้อเชิญแม้พวกพราหมณ์

ด้วย แต่นั้นพราหมณ์ก็จักเชื้อเชิญต่างหาก. ภิกษุเหล่านั้น อันพราหมณ์นั้น

นิมนต์แล้ว ก็จักฉัน ด้วยอาการอย่างนี้จักเป็นอันรักษาศรัทธาของพราหมณ์

นั้นไว้ ฉะนั้น จึงทรงปฏิเสธบ่อย ๆ. ด้วยคำว่า กิญฺจาปิ โภ นี้ย่อมแสดง

ถึงข้อนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรเกิดขึ้น ถ้าหากว่า ข้าพระองค์เลื่อมใส

ยิ่งแล้วในพราหมณ์ทั้งหลาย พระโคดมผู้เจริญ ขอจงทรงรับนิมนต์ ข้าพระองค์

อาจถวายทั้งแก่พราหมณ์ ทั้งแก่พระองค์.

บทว่า กายเวยฺยาวตฺติกํ ได้แก่ การขวนขวายด้วยกาย. บทว่า

โรงกลม ได้แก่ มณฑปที่ดาษด้วยผ้า. การรับหญิงสาวมา ชื่อว่าอาวาหะ.

การส่งหญิงสาวไป ชื่อว่าวิวาหะ. คำว่า โส เม นิมนฺติโต ความว่า พระ-

สมณโคดมนั้นเรานิมนต์แล้ว. ครั้งนั้น พราหมณ์พอได้ฟังเสียงว่า พุทธะ เป็น

ผู้ดุจรดแล้วด้วยน้ำอมฤต เพราะเป็นผู้มีอุปนิสัยแก่กล้าแล้ว. เมื่อจะกระทำ

ให้แจ้งซึ่งความเลื่อมใส จึงกล่าวว่า ท่านเกณิยะ ท่านกล่าวว่า พุทโธ หรือ.

เกณิยะ เมื่อจะบอกตามความจริง จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านเสละ ข้าพเจ้ากล่าวว่า

พุทโธ. แต่นั้นเสลพราหมณ์ จึงถามเกณิยพราหมณ์นั้นอีก เพื่อให้แน่ใจ

แม้เกณิยะนี้ ก็กล่าวอย่างนั้นนั่นเทียว.

ครั้งนั้น เมื่อพราหมณ์เห็นว่า เสียงว่า พุทโธ อันบุคคลพึงได้โดยยาก

แม้ด้วยพันแห่งกัปป์ จึงได้มีความคิดอย่างนั้น คือได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

แม้เสียงนั้นแลเป็นต้น. บทว่า นีลวนราชี ได้แก่ แถวต้นไม้มีสีเขียว คำว่า

ปเท ปทํ คือ เท้าที่ย่างไปตามธรรมดา ก็เมื่อย่างเท้าชิดเกินไปหรือห่าง

เกินไป เสียงจะดังขึ้น เมื่อจะห้ามมิให้มีเสียงดังนั้น จึงกล่าวอย่างนั้น. คำว่า

สีโหว เอกจโร ความว่า สีหะมีปกติอยู่เป็นหมู่ ย่อมถึงความประมาทด้วย

ลูกสีหะเล็กเป็นต้น. ผู้เดียวเที่ยวไป ก็เป็นผู่ไม่ประมาท. เมื่อจะแสดงการ

อยู่ด้วยความไม่ประมาท จึงทำการเปรียบเทียบด้วยสีหะที่เที่ยวไปแต่ตัวเดียว

ด้วยประการฉะนี้. เมื่อจะให้ศึกษาอาจาระจึงกล่าวว่า มา เม โภนฺโต.

ในคำนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ ถ้าท่านไม่ได้วาระที่จะพูด สอดคำเข้าไปใน

ระหว่างคำของเรา ความครหาก็จักเกิดขึ้นแก่เราว่า ไม่อาจให้อันเตวาสิกศึกษา

ได้ดังนี้ เพราะฉะนั้น เห็นโอกาสแล้วจึงค่อยพูดเถิด. คำว่า โน จ โข นํ

ชานามิ ความว่า แม้พระโพธิสัตว์พระนามว่า วิปัสสี มีบรรพชิตเถระถึง

๘๔,๐๐๐ เป็นบริวาร ทรงพระพฤติตอนเป็นพระโพธิสัตว์ถึง ๗ เดือน ได้เป็น

เหมือนพุทธุปบาทกาล. แม้พระโพธิสัตว์ของพวกเราทรงประพฤติตอนเป็น

พระโพธิสัตว์อยู่ถึง ๖ ปี. แม้ผู้ที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยลักษณะแห่งสรีระอัน

สมบูรณ์อย่างนี้ ก็ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงกล่าวว่า

เราไม่รู้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ดังนี้.

บทว่า ปริปุณฺณกาโย ความว่า เป็นผู้มีสรีระบริบูรณ์โดยความ

บริบูรณ์ด้วยลักษณะทั้งหลาย และโดยมีอวัยวะไม่ทราม. บทว่า สุรุจิ ความว่า

มีรัศมีแห่งสรีระอันงดงาม. บทว่า สุชาโต ได้แก่ เกิดดีแล้ว ด้วยความถึง

พร้อมด้วยส่วนสูง ส่วนกว้าง และถึงพร้อมด้วยทรวดทรง. บทว่า จารุทสฺสโน

ได้แก่ ต่อให้ดูนาน ๆ ก็ยังชวนใจให้ดูไม่รู้จักอิ่ม. บทว่า มีผิวดุจทอง คือ

มีผิวคล้ายทอง. บทว่า สุสุกฺกทาโฐ ได้แก่ มีพระเขี้ยวชาวสนิท. บทว่า

มหาปุริสลกฺขโณ ความว่า เมื่อจะกล่าวย้ำพยัญชนะที่รู้แล้วทีแรกด้วยคำอื่น

จึงกล่าวอย่างนั้น.

บัดนี้ เสลพราหมณ์เมื่อถือเอาลักษณะที่ชอบใจของตนในบรรดา

ลักษณะเหล่านั้น แล้วชมเชย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มีพระเนตรผ่องใส เป็นต้น.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า มีพระทัยผ่องใส เพราะทรงสมบูรณ์ด้วย

ประสาท ๕ อย่าง ชื่อว่า มีพระพักตร์งาม เพราะมีพระพักตร์คล้ายพระจันทร์

เต็มดวง (จันทร์เพ็ญ). ชื่อว่า เป็นผู้สง่างาม เพราะสมบูรณ์ด้วยทรวดทรง

ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก ไม่ผอม ไม่อ้วน. ชื่อว่า มีพระกายทรง เพราะมีพระองค์

ทรงเหมือนพรหม. ชื่อว่า เป็นผู้มีพระเดชยิ่ง เพราะทรงมีความรุ่งเรือง. อนึ่ง

พระลักษณะอันใดในที่นี้ที่ได้กล่าวไว้ก่อนแล้ว พระลักษณะอันนั้น อันเสล-

พราหมณ์กล่าวชมเชยไว้อีก โดยปริยายนี้ว่า ทรงสง่างามในท่ามกลางหมู่สมณะ

ดังนี้ . ก็ผู้เช่นนี้ ย่อมรุ่งเรื่องด้วยประการดังกล่าวมานี้. แม้ในคาถาหลังก็นัยนี้

เหมือนกัน. บทว่า อุตฺตมวณฺณิโน ได้แก่ ทรงสมบูรณ์ด้วยวรรณอันอุดม.

บทว่า รเถสโภ ได้แก่ทรงเป็นสารถีผู้สูงสุด. บทว่า ชมฺพูสณฺฑสฺส ได้แก่

แห่งชมพูทวีป. เมื่อจะชมเชยความเป็นอิสระ โดยอาการที่ปรากฏจึงกล่าวแล้ว.

ก็พระเจ้าจักรพรรดิทรงเป็นอิสระแห่งทวีปทั้งสี่.

บทว่า ขตฺติยา คือเป็นพระชาติกษัตริย์. บทว่า โภคา คือเป็นผู้มี

โภคะ. บทว่า ราชาโน ได้แก่ พระราชาพระองค์ใดพระองค์หนึ่งทรง

ครองราชย์ บทว่า ราชาภิราชา ได้แก่ เป็นผู้อันพระราชาทั้งหลายทรงบูชา

อธิบายว่า เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่คือพระเจ้าจักรพรรดิ. บทว่า มนุชินฺโท

คือเป็นผู้ใหญ่ยิ่งในหมู่มนุษย์ ผู้มีอิสระอย่างยิ่ง.

เมื่อเสลพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระดำริ

ว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมกระทำพระองค์ให้ปรากฏกะผู้กล่าวคุณ

ของตนอยู่ เมื่อจะยังมโนรถของเสลพราหมณ์นี้ให้เต็ม จึงตรัสคำเป็นต้นว่า

เราเป็นราชา ดังนี้. ในพระดำรัสนั้นมีคำอธิบายดังต่อไปนี้

ดูก่อนเสละ ท่านอ้อนวอนกล่าวกะเราว่า พระองค์ควรจะเป็นพระราชา

ดังนี้. ขอท่านจงมีความขวนขวายน้อยในข้อนี้เถิด เราเป็นพระราชา แลเมื่อ

เป็นพระราชา อุปมาว่าพระราชาอื่นทรงปกครองร้อยโยชน์บ้าง พันโยชน์บ้าง.

แม้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็ทรงปกครองเพียงแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็น

ขอบเขต แต่เรามิได้มีขอบเขตจำกัดเลย. คือเราเป็นพระราชาโดยธรรม ไม่มี

พระราชาอื่นยิ่งกว่า ปกครองโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ โดยส่วนขวาง

ตั้งแต่ภวัคคพรหมลงมาถึงอเวจีเป็นที่สุด. ก็สัตว์ทั้งหลายต่างด้วยไม่มีเท้า

มีเท้า ๒ เป็นต้น มีประมาณเพียงใด เราเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น.

ไม่มีใคร ๆ มีส่วนเปรียบด้วยศีล ฯลฯ หรือด้วยวิมุตติญาณทัสสนะของเรา.

เรานั้นแหละเป็นพระราชาโดยธรรม ที่ยอดเยี่ยม หมุนล้อธรรมอันต่างด้วยสติ

ปัฏฐานสี่เป็นต้น ที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ. เราได้หมุนล้ออำนาจว่า นี้ท่านจงละ

นี้ท่านจงเข้าถึงอยู่ หรือหมุนล้อธรรมด้วยปริยัติธรรมเป็นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย

ก็นี้แลคือทุกขอริยสัจจ์. บทว่า จักรที่ปฏิวัติไม่ได้ ความว่า ล้อที่สมณะ ฯลฯ

หรือใคร ๆ ในโลกหมุนกลับไม่ได้.

เสลพราหมณ์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์ด้วย

ประการดังนี้ จึงเกิดความปีติโสมนัส เพื่อจะกระทำให้มั่นคงอีกจึงกล่าว ๒

คาถาว่า ท่านยืนยันว่า เป็นสัมพุทธะ ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น

ด้วยคำว่า ใครหนอเป็นเสนาบดี เสลพราหมณ์ทูลถามว่า เมื่อพระองค์เป็น

พระธรรมราชาหมุนล้อธรรมแล้ว ใครเป็นเสนาบดีหมุนตามล้อ.

ก็โดยสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งอยู่ ทางเบื้องขวาของพระผู้มี

พระภาคเจ้า งามด้วยศิริดุจแท่งทอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงชี้พระ-

สารีบุตรนั้น จึงตรัสคาถาว่า มยา ปวตฺติตํ เป็นต้น. ในคำเหล่านั้น คำว่า

อนุชาโต ตถาคตํ ความว่า ผู้เกิดเพราะพระตถาคตเจ้าเป็นเหตุ หมายความ

ว่า ผู้เกิดตามเพราะเหตุพระตถาคตเจ้า. อีกอย่างหนึ่ง บุตร ๓ จำพวกคือ

อนุชาตบุตร อวชาตบุตร อติชาตบุตร. ในบุตรเหล่านั้น อวชาตบุตร เป็น

ผู้ทุศีล เขาไม่ชื่อว่าเป็นบุตรของพระตถาคตเจ้า. ผู้ที่ยิ่งกว่าบิดาชื่อว่า อติชาต-

บุตร. บุตรแม้นั้นของพระตถาคตเจ้าไม่มี. แต่พระตถาคตเจ้ามีอนุชาตบุตร

จำพวกเดียวเท่านั้น. เมื่อทรงชี้บุตรนั้น จึงตรัสอย่างนั้น.

ครั้นพยาการณ์ปัญหาว่า ใครหนอเป็นเสนาบดี อย่างนี้แล้ว ซึ่งเสล

พราหมณ์กล่าวว่า พระองค์ทรงยืนยันว่าเป็นสัมพุทธะ พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงประสงค์จะกระทำพราหมณ์นั้นให้สิ้นสงสัย ในเพราะเหตุนั้น จึงตรัสคาถา

ว่า อภิญฺเญยฺยํ เป็นต้น เพื่อแสดงให้พราหมณ์ทราบว่า เรามิได้ปฏิญาณ

ด้วยอาการเพียงรับ รู้เท่านั้น แต่ว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า เพราะเหตุนี้. ในคาถา

นั้น คำว่า อภิญฺเญยฺยํ เป็นต้น ได้แก่ วิชชา วิมุตติ มรรคสัจที่ควรเจริญ

และสมุทัยสัจที่ควรละ. อนึ่งแม้นิโรธสัจจ์และทุกขสัจจ์ อันเป็นผลแห่งสัจจะ

เหล่านั้น ย่อมเป็นอันตรัสแล้วทีเดียว เพราะผลสำเร็จด้วยการกล่าวถึงเหตุ.

คำนี้ว่า เราได้ทำให้แจ้งสิ่งที่พึงทำให้แจ้ง ได้กำหนดรู้สิ่งที่พึงกำหนดรู้แล้ว

อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวมมาไว้ในที่นี้นั่นแหละ. เมื่อทรงแสดงจตุสัจจ-

ภาวนา สัจจภาวนา ผล และวิมุตติ ทรงยังพุทธภาจะให้สำเร็จ โดยเหตุ

อันสมควรว่า เราได้รู้ธรรมที่พึงรู้ เป็นพระพุทธเจ้าแล้วดังนี้.

พระมีพระภาคเจ้า ครั้นเปิดเผยพระองค์อย่างสิ้นเชิงอย่างนี้แล้ว เมื่อ

จะยังพราหมณ์ให้หยั่งลงยิ่ง เพื่อข้ามความสงสัยในพระองค์ จึงตรัสสองคาถา

ว่า วินยสฺสุ เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า สลฺลกตฺโต ได้แก่ ผู้ถอนลูก

ศรคือราคะเป็นต้นได้แล้ว. บทว่า อนุตฺตโร ความว่า โรคที่หมอภายนอก

รักษาให้หายแล้ว ยังกำเริบได้ในอัตตภาพนี้ได้ฉันใด แต่โรคที่เรารักษาให้

หายแล้วไม่ใช่ฉันนั้น ย่อมไม่เกิดขึ้นในภพอื่นอีก. เพราะฉะนั้น เราจึงเป็น

ผู้ไม่มีใครอื่นยิ่งกว่า. บทว่า พฺรหฺมภูโต ได้แก่ เป็นผู้ประเสริฐที่สุด. บทว่า

เปรียบไม่ได้ คือล่วงการเปรียบเทียบ หมายความว่า เปรียบเทียบไม่ได้.

บทว่า มารเสนปฺปมทฺทโน ความว่า ทรงย่ำยีมารและเสนามาร ซึ่งมาแล้ว

อย่างนี้ว่า กามทั้งหลายเป็นเสนาที่ ๑ ของท่าน. บทว่า สพฺพามิตฺเต ได้แก่

ข้าศึกทั้งปวงกล่าวคือขันธมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร มัจจุมารและเทวบุตต

มาร. คำว่า วสีกตฺวา ความว่า ให้เป็นไปในอำนาจของตนแล้ว. บทว่า

อกุโตภโย ควานว่า ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสด้วยประการดังนี้แล้ว เสลพราหมณ์เกิด

ความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าในทันทีนั้น เป็นผู้มุ่งต่อบรรพชาจึงกล่าว

สองคาถาว่า อิมํ โภนฺโต ดังนี้เป็นต้น. ในคาถานั้นคำว่า กณฺหาภิชาติโก

ได้แก่ ผู้เกิดในตระกูลต่ำมีจัณฑาลเป็นต้น. แต่นั้นแม้มาณพเหล่านั้น

ก็เป็นผู้หวังบรรพชา จึงกล่าวคาถาว่า ถ้าชอบใจท่านผู้เจริญอย่างนี้

เป็นต้น. ครั้งนั้น เสลพราหมณ์มีจิตยินดีในมาณพเหล่านั้น และขอให้มาณพ

เหล่านั้น ทูลขอบรรพชา จึงกล่าวคาถาว่า พฺราหฺมณา ดังนี้เป็นต้น.

ต่อแต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงยังมาณพเหล่านั้นทั้งหมด

ให้บรรพชาเป็นเอหิภิกขุบรรพชา จึงตรัสพระคาถาว่า สฺวากฺขาตํ ดังนี้เป็นต้น

เพราะเสลพราหมณ์ เคยเป็นหัวหน้าของคณะบุรุษ ๓๐๐ คนเหล่านั้นทั้งหมด

ร่วมกันสร้างบริเวณกับคนเหล่านั้น กระทำบุญมีทานเป็นต้น ในศาสนาของ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ในอดีตชาติ ได้เสวยเทวสมบัติ

และมนุษย์สมบัติตามลำดับอยู่ ครั้นภพสุดท้ายจึงมาบังเกิดเป็นอาจารย์ของ

มาณพเหล่านั้นอีก และกรรมของคนเหล่านั้น แก่รอบแล้ว เพื่อบ่มวิมุตติและ

เป็นอุปนิสสัยแห่งความเป็นเอหิภิกขุนั้น. ในพระคาถานั้น บทว่า สนฺทิฏฐิกํ

ได้แก่ อันบุคคลพึงเห็นโดยประจักษ์ด้วยตนเอง. บทว่า อกาลิกํ ความว่า

ได้แก่ ผลที่จะพึงบรรลุแห่งผลที่เกิดขึ้นในระหว่างแห่งมรรคไม่ใช่ในกาลถัดไป.

บทว่า ยตฺถ อโมฆา ความว่า เมื่อไม่ประมาทอยู่ในมรรคพรหมจรรย์

ใด ศึกษาอยู่ด้วยการบำเพ็ญสิกขาสามให้บริบูรณ์ การบรรพชาก็ไม่เปล่า

ประโยชน์ หมายความว่า มีผลดังนี้. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้

แล้ว จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้. ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด

เป็นผู้ทรงบาตรและจีวร เหาะมาทางอากาศถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำดีแล้ว ดุจพระเถระผู้มีพรรษา ๑๐๐.

ท่านเป็นกล่าวว่า อลตฺถ โข เสโล ดังนี้เป็นต้น หมายถึงความที่

ภิกษุเหล่านั้น เอุหิภิกขุนี้ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อิมาหิ ได้แก่ ด้วยคาถาอันเหมาะแก่จิตของเกณิยปริพาชก

เหล่านี้. ท่านกล่าวคำว่า อคฺคิหุตฺตํมุขา ยญฺญา ในคาถานั้น เพราะ

พราหมณ์ทั้งหลายไม่มีการบูชายัญนอกจากการบำเรอไฟ. หมายความว่า มีการ

บูชาไฟเป็นสิ่งประเสริฐ มีการบูชาไฟเป็นประธาน. ท่านกล่าว สาวิตรีฉันท์

เป็นประมุขของฉันท์ เพราะเมื่อสาธยายพระเวท ก็ต้องร่ายบทนี้ก่อน. พระ-

ราชาท่านกล่าวว่า เป็นประธาน เพราะเป็นผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ทั้งหลาย.

สาครท่านก็กล่าวว่าเป็นประธาน เพราะเป็นที่ทรงไว้ซึ่งแม่น้ำทั้งหลายและเป็น

ที่พึ่งอาศัยแห่งสัตว์. ท่านกล่าวว่า พระจันทร์เป็นประธานแห่งนักษัตร

ทั้งหลาย เพราะกระทำแสงสว่าง และมีความเยือกเย็น เพราะให้รู้ได้ว่า วันนี้

เป็นกฤติกาฤกษ์ วันนี้เป็นโรหิณีนักษัตร เพราะประกอบด้วยพระจันท์. ท่าน

กล่าวพระอาทิตย์ว่า มีความร้อนเป็นประมุข เพราะเป็นเลิศของสิ่งที่ร้อนทั้งหลาย.

อนึ่ง ท่านกล่าวว่า พระสงฆ์แลเป็นประมุขของผู้หวังบุญบูชาอยู่โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งหมายถึงพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขในสมัยนั้น เพราะเป็นผู้เลิศ

แห่งทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย. เพราะเหตุนั้น ท่านแสดงว่า พระสงฆ์เป็นทาง

เจริญแห่งบุญ ดังนี้.

ท่านกล่าวคาถาพยากรณ์อื่น ๆ ว่า ที่พึ่งนั้นใด. ความของคาถานั้น

ดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕ เพราะเราทั้งหลาย

ได้มาถึงสรณะนั้น ๆ ในวันที่ ๘ แต่วันนี้ ฉะนั้น จึงฝึกตนแล้ว ด้วยการฝึก

ที่ไม่มีการฝึกอื่นยิ่งกว่า ในศาสนาของพระองค์ น่าอัศจรรย์นัก อานุภาพแห่ง

สรณะของพระองค์. ต่อแต่นั้น ได้ชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคาถาอีก

๒ คาถา เมื่อขอไหว้เป็นครั้งที่สามจึงกล่าวว่า ภิกษุ ๓๐๐ รูปเหล่านั้น เป็น

ต้นแล.

จบอรรถกถาเสลสูตรที่ ๒

ดูเพิ่ม[แก้ไข]