อรรถกถา โพธิราชกุมารสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาโพธิราชกุมารสูตร
โพธิราชกุมารสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
ในสูตรนั้น บทว่า โกกนโท ความว่า ดอกปทุมท่านเรียกว่า

โกกนท. ก็ปราสาทอันเป็นมงคลนั้น ท่านสร้างแสดงให้เหมือนดอกปทุมที่มอง

เห็นอยู่ เพราะฉะนั้น จึงถึงการนับว่า โกกนทปราสาท.

แผ่นบันไดขั้นแรก ท่านเรียกว่า บันไดขั้นสุดท้าย ในคำว่า ยาว

ปจฺฉิมโสปานกเฬวรา นี้. บทว่า อทฺทสา โข ความว่า ผู้ที่ยืนอยู่ที่ซุ้ม

ประตูนั้นแล เพื่อต้องการดู ก็เห็นแล้ว. บทว่า ภควา ตุณฺหี อโหสิ ความว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรำพึงอยู่ว่า พระราชกุมารทรงกระทำสักการะใหญ่นี้

เพื่อประสงค์อะไรหนอ จึงทรงทราบว่า ทรงกระทำเพราะปรารถนาพระโอรส.

ก็พระราชกุมารนั้นไม่มีโอรสทรงปรารถนาพระโอรส ได้ยินว่า ชนทั้งหลาย

กระทำอธิการ การกระทำที่ยิ่งใหญ่ แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงจะได้สิ่งดังที่

ใจปรารถนา ดังนี้. พระองค์ทรงกระทำความปรารถนาว่า ถ้าเราจักได้บุตร

ไซร้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จักทรงเหยียบแผ่นผ้าน้อยของเรา ถ้าเราจักไม่ได้

ก็จักไม่ทรงเหยียบ จึงรับสั่งให้ลาดผ้าไว้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

รำพึงว่า บุตรของพระราชานี้จักบังเกิดหรือไม่หนอ แล้วทรงเห็นว่า จักไม่

บังเกิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ได้ยินว่า ในปางก่อน พระราชานั้น

ทรงอยู่ในเกาะแห่งหนึ่ง ทรงกินลูกนก ด้วยมีฉันทะเสมอกัน. ถ้าหากมาตุคาม

ของพระองค์จะพึงมีจิตเป็นอย่างอื่นไซร้ ก็จะได้บุตร แต่คนทั้งสอง มีฉันทะ

เสมอกัน การทำบาปกรรมไว้ ฉะนั้น บุตรของเขาจึงไม่เกิด ดังนี้. แต่เมื่อ

เราเหยียบผ้า พระราชกุมารก็จะถือเอาผิดได้ว่า เสียงเล่าลือกันในโลกว่า บุคคล

ทำอธิการแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว ย่อมจะได้สิ่งที่ตนปรารถนาแล้ว ๆ

เราเองได้กระทำอภินิหารเสียมากมายด้วย เราก็ไม่ได้บุตรด้วย คำเล่าลือนี้ไม่

จริง. แม้พวกเดียรถีย์ทั้งหลายก็จะติเตียนว่า. ชื่อว่า สิ่งที่ไม่ควรทำของสมณะ

ทั้งหลายไม่มี พวกสมณะเหยียบย่ำผ้าน้อยเทียวไป ดังนี้. และเมื่อเหยียบไป

ในบัดนี้ ภิกษุเป็นอันมากเป็นผู้รู้จิตของคนอื่น ภิกษุเหล่านั้น ทราบว่าควร

ก็จักเหยียบ ที่ทราบว่าไม่ควรก็จักไม่เหยียบ ก็ในอนาคตจักมีอุปนิสัยน้อยชน

ทั้งหลายจักไม่รู้อนาคต. เมื่อภิกษุเหล่านั้นเหยียบ ถ้าสิ่งที่เขาปรารถนา สำเร็จ

ไซร้ ข้อนั้นก็จักว่าเป็นความดี ถ้าไม่สำเร็จ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรง

ปรารถนาจะเหยียบจึงทรงนิ่งเสีย ด้วยเหตุเหล่านี้ คือ พวกมนุษย์ จักมีความ

เดือดร้อนในภายหลังว่า แต่ก่อนบุคคลกระทำอภินิหารแก่ภิกษุสงฆ์ ย่อมได้สิ่ง

ที่ปรารถนาแล้ว ๆ การท่านั้น บัดนี้ หาได้ไม่ ภิกษุทั้งหลายที่ปฏิบัติบริบูรณ์

เห็นจะเป็นพวกภิกษุเหล่านั้น ภิกษุพวกนี้ ย่อมไม่อาจปฏิบัติให้สมบูรณ์ ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง

เหยียบผืนผ้าน้อย.๑ แต่เมื่อภิกษุทั้งหลายไม่ก้าวล่วงบทบัญญัติ เพื่อความเป็น

มงคล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงวางอนุบัญญัติเพื่อให้เหยียบได้ว่า ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย คฤหัสถ์ต้องการมงคลเราอนุญาตเพื่อความเป็นมงคล แก่คฤหัสถ์

ทั้งหลาย ดังนี้.๒

บทว่า ปจฺฉิมํ ชนตํ ตถาคโต อปโลเกติ ความว่าพระเถระกล่าว

หมายเอาเหตุที่ ๓ ในบรรดาเหตุที่กล่าวแล้ว. ท่านกล่าวคำว่า น โข สุโขน สุขํ

เพราะเหตุไร. ท่านสำคัญอยู่ว่า ชะรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังมีความสำคัญ

ในกามสุขัลลิกานุโยค จึงไม่ทรงเหยียบ เพราะฉะนั้น แม้เรา ก็จักมีฉันทะเสมอ

๑. วิ. ๔/๒๖๗ ๗/๔๙

๒. วิ. ๔/๒๖๘ ๗/๔๙

ด้วยพระศาสดา ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า โส โข อหํ เป็นอาทิ

บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในมหาสัจจกะ๑ จนถึง ยาว รตฺติยา

ปจฺฉิเม ยาเม. ต่อจากนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในปาสราสิสูตร๒ ตั้ง

แต่ ปญฺจวคฺคิยานํ อาสวกฺขยา.

บทว่า องฺกุสคณฺเห สิปฺเป ศิลปะของผู้ถือขอ. บทว่า

กุสโอ อหํ ความว่า เราเป็นผู้ฉลาด. ก็กุมารนี้ เรียนศิลปะในสำนักของ

ใคร. บิดาเรียนในสำนักของปู่ กุมารนี้ก็เรียนในสำนักบิดา.

ได้ยินมาว่า ในพระนครโกสัมพี พระราชาพระนามว่า ปรันตปะ

ทรงครองราชย์อยู่. พระราชมเหสีมีพระครรภ์แก่ทรงนั่งห่มผ้ากัมพลมีสีแดง

ผิงแดดอ่อนอยู่กับพระราชาที่ชายพระตำหนัก. มีนกหัสดีลิงค์ตัวหนึ่ง สำคัญว่า

เป็นชิ้นเนื้อบินมาโฉบเอา (พระนาง) ไปทางอากาศ. พระนางเกรงว่านกจะ

ทิ้งพระองค์ลง จึงทรงเงียบเสียงเสีย. นกนั้นพาพระนางไปลงที่ค่าคบไม้ ณ เชิง

เขาแห่งหนึ่ง. พระนางจึงทมพระหัตถ์ทำเสียงดังขึ้น. นกก็ตกใจหนีไปแล้ว

พระนางก็คลอดพระโอรสบนค่าคบไม้นั้นนั่นแล. เมื่อฝนตกลงมาในกลางคืน.

เวลายามสาม พระนางจึงเอาผ้ากัมพลห่มประทับนั่งอยู่. และในที่ไม่ไกลเชิงเขา

นั้น มีดาบสรูปหนึ่งอาศัยอยู่. ด้วยเสียงร้องของพระนางนั้น ดาบสจึงมายัง

โคนไม้เมื่ออรุณขึ้น ถามพระนางถึงชาติ แล้วพาดบันใดให้นางลงมา พาไป

ยังที่อยู่ของตนให้ดื่มข้าวยาคู. เพราะทารกถือเอาฤดูแห่งเมฆและฤดูแห่งภูเขา

เกิดแล้ว จึงตั้งชื่อว่า อุเทน. พระดาบสหาผลไม้มาเลี้ยงดูชนทั้ง ๒. วันหนึ่ง

พระนางกระทำการต้อนรับในเวลาดาบสกลับ แสดงมารยาของหญิงทำดาบสให้

ถึงสีลเภทแล้ว. เมื่อคนเหล่านั้นอยู่ร่วมกัน กาลเวลาก็ผ่านไป พระเจ้าปรันตปะ

๑. ม. ๑/๒๙๙ ๑๒/๒๓๔

๒. ม. ๑/๒๑๖ ๑๒/๒๓๑

สวรรคตแล้ว. ดาบสแหงนดูนักษัตรในเวลาราตรีก็รู้ว่าพระราชาสวรรคต จึง

ถามว่า พระราชาของท่านสวรรคตแล้ว ต้องการจะให้บุตรของท่านอยู่ในที่นี้

หรือ หรือจะให้ยกฉัตรในราชสมบัติของพระบิดา. พระนางจึงเล่าความเป็นมา

ทั้งหมดตั้งแต่ต้นมาแก่พระโอรสทราบว่า พระโอรสต้องการจะยกเศวตฉัตรของ

พระบิดา จึงบอกแก่ดาบส. ก็ดาบสรู้วิชาจับช้าง. ถามว่าวิชานั้นดาบสได้มา

แต่ไหน. ตอบว่า ได้มาแต่สำนักท้าวสักกะ. ได้ยินว่า ในกาลก่อนท้าวสักกะ

เสด็จมาบำรุงดาบสนั้น ได้ถามว่า พระคุณเจ้าลำบากด้วยเรื่องอะไรบ้าง

พระดาบสจึงทูลว่า มีอันตรายเกี่ยวกับช้าง. ท้าวสักกะจึงประทานวิชาจับช้าง

และพิณแก่ดาบสนั้น ตรัสสอนว่า เมื่อต้องการจะให้ช้างหนีจงดีดสายนี้แล้วร่าย

โศลกนี้ เมื่อมีความประสงค์จะให้ช้างมา ก็จงร่ายโสลกนี้ ดังนี้. ดาบสจึงสอน

ศิลปะนั้นแก่กุมาร. พระกุมารนั้นขึ้นต้นไม้ไทรต้นหนึ่ง เมื่อช้างทั้งหลาย

มาแล้ว ก็ดีดพิณร่ายโสลก. ช้างทั้งหลายกลัวหนีไปแล้ว พระกุมารทราบ

อานุภาพของศิลปะ วันรุ่งขึ้นจึงประกอบศิลปะเรียกช้าง. ช้างที่เป็นจ่าฝูงก็มา

น้อมคอเข้าไปใกล้. พระกุมารขึ้นคอช้างแล้วเลือกช้างหนุ่ม ๆ ที่พอจะรับได้

แล้ว ถือเอาผ้ากัมพลและพระธำมรงค์ไปไหว้มารดาบิดาออกไปโดยลำดับ เข้า

ไปยังหมู่บ้านนั้น ๆ รวบรวมคนบอกว่า เราเป็นโอรสของพระราชา ต้องการ

สมบัติจึงได้มา แล้วไปล้อมพระนครไว้แจ้งว่า เราเป็นโอรสของพระราชา

ขอท่านทั้งหลายจงมอบฉัตรแก่เรา เมื่อพวกเขาไม่เธออยู่ ก็แสดงผ้ากัมพลและ

พระธำมรงค์ให้ดู. ได้ยกฉัตรขึ้นครองราชย์แล้ว. พระราชานั้นมีพระทัยใส่แต่

ช้าง เมื่อเขาทูลว่าที่ตรงโน้นมีช้างงาม ก็ทรงเสด็จไปจับ . พระเจ้าจัณฑปัช-

โชตทรงดำริว่า เราจักเรียนศิลปะในสำนักของพระเจ้าอุเทนนั้น จึงรับสั่งให้

ประกอบช้างไม้ขึ้น จัดให้ทหารนั่งอยู่ภายในช้างไม้นั้น พอพระราชานั้นเสด็จ

มาเพื่อทรงจับช้าง ก็ถูกจับได้ ส่งพระธิดาไปเพื่อเรียนศิลปะจับช้างในสำนัก

ของพระราชา. พระองค์ได้สำเร็จสังวาสกันกับพระธิดานั้น แล้วพากันหนีไป

ยังพระนครของพระองค์. พระโพธิราชกุมารนี้ทรงเกิดในพระครรภ์ของพระ-

ธิดานั้น จึงได้เรียนศิลปะ (มนต์) ในสำนักของพระชนกของพระองค์.

บทว่า ปธานิยงฺคานิ ความว่า ความเริ่มตั้ง ท่านเรียกว่า ปธานะ

(ความเพียร). ความเพียรของภิกษุนั้นมีอยู่ เหตุนั้นภิกษุนั้น ชื่อว่า ปธานียะ

ผู้มีความเพียร. องค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร เหตุนั้น ชื่อว่า ปานิยังคะ.

บทว่า สทฺโธ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยศรัทธา. ก็ศรัทธานั้นมี ๔ ประการ คือ

อาคมนศรัทธา ๑ อธิคมนศรัทธา ๑ โอกัปปนศรัทธา ๑ ปสาทศรัทธา ๑.

ในบรรดาศรัทธา ๔ อย่างนั้น ความเชื่อต่อพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ ชื่อว่า

อาคมนศรัทธา เพราะมาแล้วจำเดิมแต่ตั้งความปรารถนา. ชื่อว่า อธิคมนศรัทธา

เพราะบรรลุแล้วด้วยการแทงตลอดแห่งพระอริยสาวกทั้งหลาย. ความปลงใจ

เชื่อโดยความไม่หวั่นไหวเมื่อเขากล่าวว่า พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ชื่อว่า

โอกัปปนศรัทธา. ความบังเกิดขึ้นแห่งความเลื่อมใส ชื่อว่า ปสาทศรัทธา.

ในที่นี้ประสงค์เอาโอกัปปนศรัทธา. บทว่า โพธิ ได้แก่ มัคคญาณ ๔. บุคคล

ย่อมเชื่อว่า พระตถาคตทรงแทงตลอดมัคคฌาณ ๔ นั้นดีแล้ว. อนึ่ง คำนี้เป็น

ยอดแห่งเทศนาทีเดียว ก็ความเชื่อในพระรัตนะทั้ง ๓ ท่านประสงค์เอาแล้ว

ด้วยองค์นี้. คือ ผู้ใดมีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นต้น อย่างแรงกล้า

ปธานวีริยะของผืนนี้ ย่อมสำเร็จ. บทว่า อปฺปาพาโธ ได้แก่ ความไม่มีโรค.

บทว่า อปฺปาตงฺโก ได้แก่ ความไม่มีทุกข์. บทว่า ลมเวปากินิยา ความว่า

มีวิปากเสมอกัน . บทว่า คหณิยา ได้แก่ เตโชธาตุ อันเกิดแต่กรรม. บทว่า

นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย ความว่า ก็ผู้มีธาตุอันเย็นจัด ก็กลัวความเย็น

ผู้มีธาตุร้อนจัด ก็กลัวความร้อน. ความเพียรของคนเหล่านั้นจะไม่สำเร็จ.

จะสำเร็จแก่ผู้มีธาตุเป็นกลาง ๆ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มชฺฌิมาย

ปธานกฺขมาย. บทว่า ยถาภูตํ อตฺตานํ อาวิกตฺตา ความว่า ประกาศโทษ

ใช่คุณของตนตามเป็นจริง. บทว่า อุทยตฺถคามินิยา ความว่า สามารถเพื่อ

จะถึง คือ จะกำหนดถึงความเกิดและความดับ. ด้วยคำนี้ท่านกล่าวถึง

อุทยัพพยญาณอันกำหนดลักษณะ ๕๐. บทว่า อริยาย ได้แก่บริสุทธิ์. บทว่า

นิพฺเพธิกาย ความว่า สามารถชำแรกกองโลภเป็นต้นได้ในกาลก่อน บทว่า

สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา ความว่า ให้ถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์ที่จะต้องทำให้

สิ้นนั้น เพราะละกิเลสทั้งหลายเสียได้ด้วยตทังคปหาน. ด้วยบทเหล่านี้ทั้งหมด

ตรัสวิปัสสนาปัญญาอย่างเดียว ด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ ความเพียรย่อมไม่

สำเร็จแก่ผู้มีปัญญาทราม. อนึ่ง ด้วยคำนี้พึงทราบว่า องค์แห่งภิกษุผู้มีความ

เพียรทั้งห้าเป็นโลกิยะเท่านั้น.

บทว่า สายมนุสิฏฺ โฐ ปาโต วิเสสาธิคจฺฉติ สอนตอนเย็น บรรลุ

คุณวิเศษในตอนเช้า ความว่า เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคต ก็พร่ำสอน พออรุณ

ขึ้นก็บรรลุคุณวิเศษ. คำว่า ปาตมนุสิฏฺ โฐ สายํ ความว่า พออรุณขึ้น ก็

พร่ำสอน ในเวลาพระอาทิตย์อัสดงคตก็บรรลุคุณวิเศษ. ก็แลพระเทศนานี้

ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งไนยบุคคล. จริงอยู่ ไนยบุคคลแม้มีปัญญาทรามก็

บรรลุอรหัตต์ได้โดย ๗ วัน. มีปัญญากล้าแข็ง โดยวันเดียว. พึงทราบคำที่

เหลือด้วยสามารถแห่งปัญญาพอกลาง ๆ. บทว่า อโห พุทฺโธ อโห ธมฺโม

อโห ธมฺมสฺส สฺวากฺขาตตา ความว่า เพราะ ภิกษุ ให้อาจารย์บอกกัมมัฏ-

ฐานในเวลาเช้า ในตอนเย็นบรรลุอรหัตต์ เพราะความที่ธรรมของพระพุทธเจ้า

ทั้งหลายมีคุณโอฬาร และเพราะความที่พระธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว

ฉะนั้น เมื่อจะสรรเสริญจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า ยตฺร หิ นาม เป็นนิบาต

ใช้ในอรรถว่า น่าอัศจรรย์. บทว่า กุจฺฉิมติ ได้แก่ สัตว์ที่ใกล้จุติ. บทว่า

โย เม อยํ ภนฺเต กุจฺฉคโต ความว่า ก็สรณะย่อมเป็นอันถือเอาแล้วด้วย

อาการอย่างนี้หรือ. ยังไม่เป็นอันถือเอาแล้ว. ธรรมดาการถึงสรณะด้วยอจิตตกะ

ย่อมไม่มี. ส่วนการรักษาย่อมปรากฏเฉพาะแล้ว. ภายหลังมารดาบิดา ได้เตือน

กุมารนั้นให้ระลึกได้ว่า ดูก่อนลูก เมื่ออยู่ในครรภ์ก็ให้ถือเอาสรณะนั้น ดังนี้

เมื่อเวลาแก่ และพระกุมารนั้น ก็กำหนดได้แล้ว ยังสติให้เกิดขึ้นว่า เราเป็น

อุบาสกถึงสรณะแล้ว ดังนี้ ในกาลใด. ในกาลนั้น ย่อมชื่อว่า ถือสรณะ

แล้ว. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงตื้นทั้งนั้นและ

จบอรรถกถาโพธิราชกุมารสูตรที่ ๕

ดูเพิ่ม[แก้ไข]