เมืองไทยในอดีต/การแห่พระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตรา

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เพิ่มศักดิ์ วรรลยางกูล. เมืองไทยในอดีต. พระนคร : วัฒนาพานิช, 2503. 656 หน้า. (ราคาหน้าปก 25 บาท)

ที่อยู่สำนักพิมพ์: โรงพิมพ์ วัฒนาพานิช 216–220 ถนนบำรุงเมือง สำราญราษฎร์ พระนคร โทรศัพท์ 27225

การแห่พระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตรา[แก้ไข]

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ นั้น ทางราชการจะได้ประกอบการพระราชพิธีบำเพ็ญกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม และในการนี้ได้จัดให้มีการแห่ผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคตามโบราณราชประเพณีด้วย โดยเหตุที่การแห่พระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราได้ว่างเว้นมาเป็นเวลานานเกือบ ๓๐ ปี จึงรู้สึกว่า การพระราชพิธีเช่นว่านี้ ดูจะเลอะเลือนไปจากความทรงจำของคนไทยไปเสียเป็นอันมาก พูดง่าย ๆ ว่า คนไทยส่วนมากไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็นพระราชพิธีนี้เลย ฉะนั้น การที่ทางราชการได้จัดให้มีการแห่พระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่เหมาะที่ควรอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการฟื้นฟูประเพณีเก่าแก่ของเราแล้ว ยังเป็นการรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไว้มิให้สูญหายไปอีกด้วย

ได้กล่าวแล้วว่า เราได้เหินห่างการพระราชพิธีแห่พระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตรามาเป็นเวลานาน ฉะนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนความทรงจำ จึงขอเสนอเรื่อง “การแห่พระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตรา” เพื่อจะได้ทราบความเป็นมาและวิธีการว่าเป็นอย่างไร หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย

คำว่า “กฐิน” เห็นจะไม่ต้องอธิบาย เพราะได้เคยกล่าวไว้แล้วในเรื่องประเพณีทอดกฐิน ส่วนคำว่า “พยุหยาตรา” พจนานุกรมว่า “ไปเป็นกระบวนทัพ” ฉะนั้น คำว่า กฐินพยุหยาตราเห็นจะหมายว่า การไปทอดกฐินโดยกระบวนทัพ หรือยกทัพไปทอดกฐินกระมัง ซึ่งเมื่อฟังดูแล้ว ดูมันขัด ๆ หูอย่างไรพิกล เพราะเรื่องการบุญการกุศล กับเรื่องการรบทัพจับศึกนั้น มันคนละส่วนคนละเรื่อง ไม่น่าจะเอาเข้ามารวมกันได้ ขออธิบายดังต่อไปนี้

แต่เดิมมานั้น เป็นความจำเป็นของประเทศที่ต้องมีทหารไว้สำหรับต่อสู้ป้องกันชาติบ้านเมือง ลักษณะการปกครองของไทยเราแต่โบราณ ก็ใช้วิธีการปกครองอย่างแบบทหาร ผู้ชายที่มีอายุพอสมควร มีกำลังความสามารถพอที่จะป้องกันชาติบ้านเมืองได้ ต้องเป็นทหารทุกคน แต่คนทุกคนก็ต้องมีหน้าที่ทำมาหากินเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวอยู่เป็นประจำ ฉะนั้น เพื่อไม่ให้เสียเวลาทำมาหากินจนเกินไป จึงมีวิธีเรียกชายฉกรรจ์เข้ามาฝึกหัดอาวุธ และยุทธวิธีชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็ปล่อยไปทำมาหากินในท้องถิ่นบ้านเรือนของตนโดยปกติ ก็การเรียกชายฉกรรจ์เข้ามาฝึกหัดอาวุธและยุทธวิธีนั้น หาได้เรียกมาหมดครั้งเดียวไม่ ย่อมต้องแบ่งทะยอยเข้ามาเป็นรุ่น ๆ มีจำนวนพอสมควร เมื่อฝึกหัดแล้วก็ปล่อยกลับไป แล้วเรียกรุ่นอื่น ผลัดอื่นเข้ามาฝึกแทน สับเปลี่ยนกันเช่นนี้เรื่อยไป พวกที่ได้รับการปลดปล่อยออกไปนั้น เมื่อเกิดสงครามขึ้น ก็จะถูกเรียกระดมเข้ามาหมด เข้าประจำทำการ จนกว่าสงครามจะเสร็จ แล้วก็ปล่อยกลับไปทำมาหากินอีก แต่ในระหว่างที่บ้านเมืองสงบเงียบ ไม่มีสงคราม ผู้ที่ได้รับการปลดปล่อยออกไปนั้น ครั้นนานเข้าวิชาความรู้ในทางทหารย่อมเรื้อรัง ไม่คล่องแคล่วในกระบวนยุทธ จึงเป็นความจำเป็นของทุกประเทศแต่โบราณกาล จะต้องเรียกระดมพลเข้ามาฝึกซ้อมกระบวนยุทธเป็นครั้งเป็นคราว พร้อมกับตรวจตรา จัดสรรเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ไว้ให้พรักพร้อม เผื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแก่บ้านเมือง จะได้ไม่ขลุกขลักหรือขัดข้อง วิธีกำหนดให้คนเข้ามาฝึกซ้อมความรู้ทางทหารนี้ มีมาจนทุกวันนี้

การเรียกระดมพลเข้ามาซักซ้อมความรู้นี้ จำเป็นอยู่เองที่จะต้องกำหนดวันเวลาที่จะไม่ให้เสียประโยชน์แก่การงานด้านอื่น ๆ โดยไม่จำเป็น สำหรับประเทศไทยเรา ก็ได้ถือเอากำหนดเวลาที่ว่างจากการทำนา คือเมื่อเสร็จจากการเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นยุ้งฉางแล้วคราวหนึ่ง ตอนนี้ก็ตกอยู่ในฤดูเดือน ๔ เดือน ๕ และในฤดูเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ อันเป็นเวลาที่แล้วเสร็จจากการปักดำนาอีกครั้งหนึ่ง

การเรียกระดมพลเข้ามาฝึกซ้อมในเดือน ๔ เดือน ๕ นั้น เนื่องด้วยตอนนี้เป็นฤดูแล้ง การซ้อมรบจึงเป็นไปเฉพาะทางบก หรือสถลมารค ส่วนในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ เป็นฤดูน้ำเจิ่งนอง การซ้อมรบจึงเป็นไปในทางเรือ หรือชลมารค การซ้อมรบทั้ง ๒ อย่างนี้ พระเจ้าแผ่นดินทรงควบคุมตรวจตราด้วยพระองค์เอง เพื่อจะได้มีโอกาสได้ทรงทราบข้อบกพร่องต่าง ๆ อันควรแก้ไขโดยใกล้ชิด เมื่อการอันนี้เป็นของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพระราชพิธี จึงได้มีการจัดกระบวนกันใหญ่โตสมพระเกียรติยศ การฝึกซ้อมเมื่อระดมพลในฤดูแล้งหรือทางสถลมารคนั้น ตามประเพณีแต่โบราณ พระเจ้าแผ่นดินมักจะเสด็จโดยกระบวนพยุหยาตราไปประพาสป่า กระบวนนั้นก็มีกระบวนราบ คือเดินเท้าอย่างหนึ่ง กระบวนม้าอย่างหนึ่ง และกระบวนช้างอีกอย่างหนึ่ง การฝึกซ้อมในฤดูน้ำนั้น ริ้วกระบวนก็จัดเป็นเรือทั้งหมด ซึ่งเรียกกันว่า กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค

เห็นจะเป็นเพราะว่า นิสัยแห่งการทำบุญของคนไทยมั่นคงมาแต่เดิมนี่เอง ในการซ้อมความพร้อมเพรียงในการทัพศึกเช่นว่ามานี้ จึงได้พ่วงเอาการบุญเข้าไปด้วย เช่นในหน้าแล้ง พระเจ้าแผ่นดินจึงมักเสด็จโดยกระบวนพยุหยาตราไปนมัสการพระพุทธบาทในเดือน ๔ ถ้าไม่มีการเสด็จประพาสเช่นนี้ ก็มักมีการแห่สนานโดยกระบวนจตุรงคเสนา หรือที่ในปัจจุบันเรียกว่าสวนสนามในพระนคร เป็นประเพณีสืบมาจนทุกวันนี้ ถ้าสนใจเรื่องนี้ จะหาอ่านความพิสดารได้จากหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ตอนที่ว่าด้วยพิธีในเดือน ๕ ส่วนการระดมพลในหน้าน้ำ ราวเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ ประจวบกับเวลาน้ำมาก จึงเป็นการซ้อมความพร้อมเพรียงกระบวนเรือ พิธีที่เสด็จโดยกระบวนเรือมีในครั้งกรุงเก่าหลายอย่าง คือพิธีอาศวยุช แข่งเรือ และพิธีส่งน้ำ เป็นต้น และก็เผอิญเป็นจีวรกาล ถึงคราวทอดกฐิน ซึ่งตามประเพณีของบ้านเมืองนั้น แม้กฐินของราษฎรก็ย่อมมีการแห่แหนกันครึกครื้น จึงได้จัดเอาการแห่กฐินเนื่องเข้าไปในกระบวนพยุหยาตราด้วย

แต่การแห่พระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตรานั้นหาได้มีแต่เฉพาะทางเรือเท่านั้นไม่ แม้ทางบกก็มี แต่กระบวนต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือพยุหยาตราใหญ่อย่าง ๑ และพยุหยาตราน้อยอีกอย่างหนึ่ง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงอธิบายไว้ในคำนำหนังสือลิลิตกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตรา อันเป็นพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสไว้ว่า กระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราอย่างใหญ่ มีแบบมาแต่ครั้งกรุงเก่า ถือว่าเป็นกระบวนแห่ใหญ่อย่างสมพระเกียรติยศงดงาม ถึงเอารูปริ้วกระบวนแห่อย่างนี้ เขียนเป็นภาพเครื่องประดับ ที่กรุงเก่ามีเขียนไว้ที่ฝาผนังโบสถ์วัดยมแห่งหนึ่ง เพิ่งลบเลือนเสียหมดเมื่อเร็ว ๆ นี้ พระยาโบราณราชธานินทร์คัดลอกรูปภาพไว้ได้บ้าง ได้จำลองลงสมุดไว้ จะหาดูได้ที่พิพิธภัณฑ์สถานอยุธยา และที่หอสมุดวชิรญาณ มีรูปเครื่องแต่งตัวต่าง ๆ อย่างเก่าน่าดูหลายอย่างมาก ภาพกระบวนแห่ที่เขียนไว้ที่วัดยมกรุงเก่านั้น มีผู้ถ่ายเอาไปเขียนไว้ที่ฝาผนังโบสถ์วัดประดู่ทรงธรรมอีกแห่งหนึ่ง ยังจะดูได้ในทุกวันนี้เหมือนกัน แต่ไม่สู้จะเหมือนของเดิมที่วัดยมซึ่งเขียนในราวเมื่อแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในกรุงเทพฯ นี้ ก็ได้เอารูปริ้วกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราใหญ่ ที่มีแห่ในกรุงรัตนโกสินทร์ ออกเขียนเป็นรูปภาพไว้ที่พระระเบียงรอบพระเจดีย์วัดพระธาตุพระเชตุพน เดี๋ยวนี้เห็นจะยังพอดูได้ แต่ก็ชำรุดลบเลือนไปเสียมากแล้ว กระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราอย่างใหญ่ทางชลมารคนั้นที่จริงเป็น ๒ กระบวน คือกระบวนเสนาทั้ง ๔ เหล่าแห่ผ้าไตรพระกฐินกระบวนหนึ่ง กระบวนเสด็จพระราชดำเนินแห่ ๕ สายกระบวนหนึ่ง กระบวนพยุหยาตราอย่างน้อยนั้น คือไม่มีกระบวนจตุรงคเสนาแห่ผ้าไตรพระกฐิน ผ้าไตรเอาไปไว้คอยรับเสด็จที่วัดเลย มีการแห่แต่กระบวนเสด็จพระราชดำเนิน

การแห่พระกฐินกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่นั้นนาน ๆ จึงจะมีสักครั้งหนึ่ง อย่างแห่สนานใหญ่ในรัชกาลที่ ๑ มีไม่กี่ครั้ง วัดที่เสด็จพระราชทานพระกฐินพยุหยาตราทางสถลมารค (คือทางบก) ด้วยกระบวนพยุหยาตราใหญ่ ปรากฏอยู่ในหนังสือลิลิตกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราว่า มีวัดมหาธาตุเป็นที่ ๑ วัดพระเชตุพนเป็นที่ ๒ และวัดราชบุรณะเป็นที่ ๓ วัดที่เสด็จกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคสะดวกครั้งรัชกาลที่ ๓ ก็มีเพียง ๓ วัดเท่านี้เอง มาในรัชกาลหลัง ๆ เสด็จแต่โดยกระบวนแห่พยุหยาตราอย่างน้อยทั้งนั้น

กระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราทางชลมารคนั้น ก็เป็นอย่างใหญ่อย่างน้อยเหมือนกัน เป็นแต่ว่า กระบวนแห่ผ้าไตรกับกระบวนเสด็จเป็นกระบวนเดียวกัน เพียงแต่มีเรือเอกชัยทรงผ้าไตรพระกฐินนำหน้าเรือพระที่นั่งไป กระบวนอย่างใหญ่กับอย่างน้อยแต่ก่อนมาก็ไม่สู้จะผิดกันนัก ถ้าเป็นกระบวนอย่างใหญ่ใช้เรือรูปสัตว์เป็นเรือดั้งทั้ง ๑๐ คู่ แต่กระบวนอย่างน้อยใช้เรือดั้งทั้งหมด หรือเป็นเรือครุฑ เรือไชยเฉพาะแต่เรือดั้งคู่ชัก เรือดั้งคู่ชักเป็นเรือนำหน้าเรือพระที่นั่งทรง มี ๒ ลำ ที่ว่าดั้งคู่ชัก เห็นจะหมายเอาว่าเป็นเรือจูงหรือเรือชักนำเรือพระที่นั่งไปกระมัง รูปร่างของเรือก็เหมือนกับเรือดั้งอื่น ๆ ผิดกันแต่ว่าเรือคู่ชักหัวท้ายปิดทองห้อยพู่สีแดง และมีสักหลาดดาดหลังคากัญญาปักลายทองเต็มทั้งผืน ส่วนเรือดั้งสามัญหัวท้ายไม่ปิดทอง ห้อยพู่สีขาวกับสักหลาดดาดหลังคากัญญาปักทองเป็นขอบ เล่ากันว่าเรือดั้งคู่ชักนั้นมีสิทธิผิดกับเรืออื่นในกระบวนแห่เสด็จ เพราะเหตุที่เรือพระที่นั่งนั้น พลพายย่อมจะต้องคัดเลือกแต่คนที่มีกำลังร่างกายแข็งแรง พายเรือเก่ง และพายได้ทนกว่าพลพายเรืออื่น และแน่นอนเรือพระที่นั่งจึงต้องเร็วกว่าเรือนำ คือเรือดั้งคู่ชักนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เรือดั้งคู่ชักก็จะต้องพายนำให้เร็วทันหนีเรือพระที่นั่ง ถ้าหนีไม่พ้น พอหัวเรือพระที่นั่งเกี่ยวแนวท้ายเรือคู่ชักเข้าไป เรียกกันว่า “เข้าดั้ง” ตอนนี้เรือคู่ชักก็มักใช้อุบายแกล้งคัดเรือให้เข้าใกล้กันจนช่องน้ำแคบ จนเรือพระที่นั่งไม่สามารถพายแทรกกลางแข่งขึ้นไปข้างหน้าได้ ดูเป็นการสนุกสนาน เป็นกีฬาอย่างหนึ่ง แม้พระเจ้าแผ่นดินก็โปรด ด้วยถือกันว่า ถ้าเรือดั้งคู่ชักบีบช่องน้ำกั้นเรือพระที่นั่งไม่ให้แทรกกลางขึ้นไปได้ เรือดั้งเป็นฝ่ายชนะ

ในกระบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคนั้น ตั้งแต่โบราณมาจนถึงรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ใช้ “เรือยาว” ทั้งหมด เรียกว่า “เรือหลวง” มี ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งเป็นเรือสำหรับกระบวนพยุหยาตรา เช่นเรือพระที่นั่ง “กิ่ง” มีเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ เป็นต้น ตั้งบุษบก เป็นที่ประดับกลางลำ และเรือเอกชัย เรือรูปสัตว์ ซึ่งเป็นกระบวนนำอีกประเภทหนึ่ง เป็นเรือสำหรับเสด็จทางชลมารคอย่างสามัญ มีเรือพระที่นั่งศรี พระที่นั่งกราบมีกัญญาเป็นที่ประทับ นอกนั้นก็มีเรือดั้ง เรือกราบแห่เสด็จ

ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคหลายอย่าง คือเอาแตรสังข์ กลองชนะ และมโหร[ะ]ทึกลงในเรือดั้งอย่างหนึ่ง เรือพระที่นั่งตั้งบุษบก และเอาเครื่องสูงลงรายในเรือพระที่นั่ง และเรือผ้าไตรพระกฐินอย่างหนึ่ง และยังมีเห่เรือพระที่นั่ง และเรือไชยไตรพระกฐินเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง

เกี่ยวกับการเห่เรือนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงประทานคำอธิบายไว้ว่า “บทกาพย์เห่เรือของเก่าตามที่ทราบกันอยู่ ตอนต้นเป็นของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือที่เรียกกันว่า เจ้าฟ้ากุ้ง ที่เป็นพระมหาอุปราช แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ทรงแต่งตอนปลายซึ่งว่าด้วยกับเข้าของกิน เป็นพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใช้กาพย์นี้เห่เรือพระที่นั่ง และเรือผ้าไตรพระกฐินได้ยินมาช้านาน ครั้นมาอ่านกาพย์เห่เรือดูโดยพิจารณาความ เห็นว่าไม่ใช่เป็นบทที่แต่งสำหรับเห่เรือพระที่นั่งหรือสำหรับแห่พระกฐินเป็นแน่ ตอนต้นที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงแต่ง ซึ่งชมเรือกระบวนเสด็จ และชมปลา ชมนกชมไม้ ดูทำนองสำหรับเห่เรือพระองค์ท่านเอง เมื่อตามเสด็จโดยกระบวนเรือไปพระบาท บทตอนหลังซึ่งเป็นบทสังวาส ทั้งที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงแต่ง และพระราชนิพนธ์ดูเป็นแต่งสำหรับเห่เรือประพาส เช่นเวลาไปเล่นทุ่งโดยลำพัง ไม่ใช่สำหรับใช้ในราชการเป็นแน่ เมื่อมาพิเคราะห์เห็นในหนังสือลิลิตเรื่องนี้ (ลิลิตกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตรา) ไม่ปรากฏว่า มีเห่เรือเวลาแห่พยุหยาตราพระกฐิน เมื่อในรัชกาลที่ ๓ ก็เห็นสมกับความสันนิษฐาน คือที่เพิ่งเอาบทนั้นมาใช้เห่เรือในกระบวนเสด็จในชั้นหลังมาไม่ช้านัก เพราะกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราทางชลมารคอย่างใหญ่กับอย่างน้อย ไม่ผิดกันมากนัก กระบวนพยุหยาตราอย่างน้อย จึงเป็นกระบวนที่เสด็จพระราชทานพระกฐินโดยปกติ กระบวนอย่างใหญ่เว้น ๒–๓ ปีมีครั้ง ๑ แต่ทุกวันนี้ เรือรูปสัตว์ และเรือกระบวนอย่างเก่า ไม่มีกิจต้องใช้ราชการอย่างอื่นนอกจากแห่พระกฐิน จึงชำรุดทรุดโทรมไปเสียมาก”

เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๓ นั้น มีจำนวนวัดที่เสด็จพระราชทานพระกฐินทางชลมารคถึง ๔๗ วัด การที่มีจำนวนวัดมากมายเช่นนี้ ก็ไม่เป็นเรื่องแปลกประหลาดใจอันใดเลย หากคำนึงถึงถนนหนทางในสมัยนั้นว่ายังมีน้อย การสัญจรไปมาใช้ทางเรือกันเป็นพื้น วัดบางวัดในปัจจุบันไปมาได้ในทางบก แต่ในสมัยนั้นต้องไปทางเรือ เช่นวัดบวรนิเวศ วัดราชนัดดา วัดเทพธิดา วัดสระเกศ เป็นต้น เนื่องด้วยมีจำนวนวัดมากดั่งกล่าวแล้ว ในการเสด็จพระราชทานพระกฐินทางชลมารค จึงมิได้เสด็จขึ้นทุกพระอาราม วัดใดไม่สู้สำคัญ ก็เป็นเพียงนิมนต์พระสงฆ์ลงมานั่งรับพระกฐินที่ท่าหน้าวัด เมื่อจอดเรือพระที่นั่งแล้ว เสด็จประทับอยู่ในเรือพระที่นั่ง ทรงถวายพระกฐิน พระสงฆ์รับพระกฐินแล้วอนุโมทนา เมื่อพระสงฆ์อนุโมทนาแล้วก็ออกเรือพระที่นั่งต่อไป ส่วนพระสงฆ์ก็นำไตรไปประกอบพิธีสังฆกรรมในพระอุโบสถตามลำพัง ต่อเมื่อวัดใดเป็นวัดสำคัญจึงเสด็จขึ้นพระอาราม แต่ถึงกระนั้น จำนวนวัดถึง ๔๗ วัด ก็คงจะต้องเสด็จหลายวันอยู่เอง

ก่อนจะกล่าวถิงเรื่องราวของกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราต่อไป ใคร่จะขอแทรกลายพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ซึ่งทรงมีไปทราบทูลสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้ทรงแสดงความเห็นเรื่องเกี่ยวกับพระกฐินหลวงไว้ตอนหนึ่ง ดังนี้

“วันที่ ๒๖ ที่ ๒๘ และที่ ๒๙ จะมีการพระกฐินหลวง มีรายละเอียด ดังหมายกำหนดการ ซึ่งได้ถวายมาให้ทราบฝ่าพระบาทนี้แล้ว ส่วนเกล้ากระหม่อมได้รับหมายพระราชทานกฐินวัดราชประดิษฐ์ อันการกฐินนั้น ถ้าว่าตามเนื้อพิธีแล้ว เป็นโคมลอยใบใหญ่อย่างยิ่ง (โคมลอยเป็นภาษาที่ใช้กันสมัยนั้น หมายความว่า เหลวไหล) อย่าหาว่าใครเลย แม้แต่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ยังทรงพระดำริเห็นว่าควรเลิก แต่ที่จริงเป็นงานอันเป็นโอกาสที่ราษฎรเขายินดีไปประชุมกัน เห็นจะเลิกยาก”

ต่อไปนี้ เป็นลายพระหัตถ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๔๗๐ ทรงตอบลายพระหัตถ์ข้างต้นว่า

“เรื่องกฐินหลวงที่ตรัสมาในลายพระหัตถ์นั้น หม่อมฉันจำได้ตงิด ๆ ดูเหมือนพิจารณากันเมื่อเริ่มรัชกาลที่ ๗ ว่าประเพณีการทอดกฐินหลวงอยู่ข้างฟั่นเฝือ ด้วยจำนวนวัดกฐินหลวงมากนัก หาผู้แทนพระองค์ไปทอดลำบากอยู่เสมอ ๆ จะควรแก้ไขได้อย่างไรบ้าง หม่อมฉันได้ทูลเสนอความเห็นว่า ควรจะกำหนดวัดเป็น ๒ ประเภท คือประเภทที่ ๑ วัดสำคัญที่เป็นชั้นหลักพระนคร ควรทอดพระกฐินหลวงเป็นนิตย์ เสด็จไปทอดเองบ้าง ถ้าปีใดไม่เสด็จไปเองก็ให้มีผู้แทนพระองค์ไปทอด ประเภทที่ ๒ นอกจากวัดที่กำหนดเป็นชั้นหลักพระนครนั้นเลิกกฐินหลวงเสียทั้งหมดทีเดียว ปล่อยให้ผู้อื่นทอดกันไปตามศรัทธา แต่ในวัดประเภทที่ ๒ นั้น จะเป็นวัดหลวงหรือวัดราษฎร์ก็ตาม ถ้าวัดใดมีความเจริญขึ้นอย่างวิเศษ ด้วยการบุรณะปฏิสังขรณ์ก็ดี หรือจัดบำรุงให้รุ่งเรืองขึ้นด้วยอย่างอื่นก็ดี เสด็จไปพระราชทานกฐินเป็นการทรงอนุโมทนาความชอบสักปีละสองวัดสามวัด ดูเหมือนจะส่งความเห็นนี้ไปปรึกษามหาเถรสมาคม ๆ ไม่อนุมัติ หม่อมฉันเข้าใจว่า จะเป็นด้วยเกรงใจพระราชาคณะวัดที่จะต้องถูกเลิกกฐินหลวง สมเด็จพระสังฆราชจึงเอาทางพระวินัยอ้าง ว่ากฐินเช่นทอดกันทุกวันนี้ ก็ผิดกับพระวินัยบัญญัติ ปราศจากอานิสงส์อยู่แล้ว เลิกเสียทั้งหมดทีเดียวก็ได้ ที่ประชุมฝ่ายคฤหัสถ์ไม่เห็นควรเลิก จึงได้คงอยู่ตามเดิมจนทุกวันนี้”

ทีนี้กล่าวถึงพระกฐินพยุหยาตราซึ่งทางราชการจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ศกนี้ต่อไป ระหว่างนี้เป็นฤดูน้ำหลาก จึงต้องจัดทางชลมารค คือทางลำน้ำ ได้เล่ามาแล้วว่า กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคนี้ เป็นพระราชพิธีบำเพ็ญกุศลถวายผ้าพระกฐินซึ่งมีสืบต่อเนื่องกันมาแต่โบราณกาล ในสมัยก่อนมักจะจัดปีเว้นปีโดยสลับกันกับพระกฐินพยุหยาตราทางสถลมารคหรือทางบก พระราชพิธีดังนี้ ครั้งสุดท้ายมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ อันตรงกับแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ หรือเมื่อประมาณ ๓๐ ปีมาแล้ว จากนั้นเราก็ได้ว่างเว้นมาเสียนาน จนเกือบจะลืมเลือนกันไปแล้ว ฉะนั้น การที่ทางราชการจัดให้มีกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตรา ทางชลมารคขึ้นอีกในครั้งนี้ เท่ากับเป็นการรักษาประเพณีเก่าแก่อันหนึ่งของไทยไว้ และควรที่คนไทยจะได้ไปชมเป็นความรู้และเป็นขวัญตาหากมีโอกาส

เท่าที่ทราบ การจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้จะได้เริ่มขึ้นที่ท่าวาสุกรี ต้นกระบวนเรือที่ได้ตั้งลำแล้วประมาณว่าจะอยู่ที่ท่าธนาคารแห่งประเทศไทย และท้ายกระบวนคงอยู่ราว ๆ ท่าวัดเขมรตอนเหนือวัดราชาธิวาสขึ้นไป ต้นกระบวนหน้าสุดจะเริ่มด้วยเรือพิฆาต ต่อมาเป็นพวกเรือดั้งขนานลำกันเป็นลำดับ แล้วก็ถึงเรือรูปสัตว์ มีเรือสุครีพ เรือพาลี ซึ่งเป็นเรือที่สวยงามมาก ถัดจากนั้นก็เป็นเรือผ้าไตร ซึ่งใช้เรืออนันตนาคราช เรือนี้ประดับบุษบก ภายในบุษบกมีผ้าไตรและเครื่องพระกฐิน ต่อไปก็เป็นเรือคู่ชัก ซึ่งใช้เรือสุรวายุพักตร์ และเรืออสุรปักษี คือเป็นรูปนก ต่อจากเรือคู่ชัก ก็เป็นเรือสุพรรณหงส์จัดเป็นเรือพระที่นั่งทรง ทอดบัลลังก์กัญญาประดับด้วยพระอภิรุม ต่อมาเป็นเรือพระที่นั่งรอง คือเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ทอดบัลลังก์กัญญาประดับด้วยพระอภิรุม ถัดนั้นไปอีก มีเรือแซมของตำรวจ และทหารเรือตามเสด็จจึงหมดกระบวน และในระหว่างกระบวนจะมีเรือกลางนอน เรือตำรวจนอกและตำรวจใน ซึ่งจัดว่าเป็นทัพหน้า ตามโบราณราชประเพณีไปในกระบวนตามเสด็จด้วยเป็นสองแนว จึงมีเรือที่เข้าร่วมกระบวนหมดทั้งสิ้น ๓๑ ลำ

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินลงสู่เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กระบวนเรือทั้งหมดจะจอดเทียบฝั่งไว้ก่อน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ไปยังท่าวาสุกรี กระบวนเรือจะเป่าแตรระวัง เคลื่อนกระบวนออกจากฝั่ง ออกมาตั้งกระบวนใกล้ท่า เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงท่าวาสุกรี กระบวนเรือทั้งหมดจะได้รับสัญญา[ณ]ตรงถวายความเคารพ คนในเรือตั้งบุษบกและผ้าไตรเรือพระที่นั่งทรง และเรือพระที่นั่งรองจะอยู่ในท่าพนมมือ ส่วนเรืออื่น ๆ อยู่ในท่ากระเดียดพาย จากนั้นผู้บัญชาการกระบวนเรือเข้ากราบบังคมทูลถวายรายงาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงสู่เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์แล้ว เรือกระบวนทั้งหมดจะถวายความเคารพอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือคนในเรือผ้าไตร เรือพระที่นั่งทรง และเรือพระที่นั่งรองถวายความเคารพด้วยวิธีกราบถวายบังคม ๓ ครั้ง แล้วนายเรือพระที่นั่งทรงกราบบังคมทูลรายงานอีกครั้งหนึ่ง แล้วรอฟังพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เคลื่อนกระบวนพยุหยาตราไปตามลำน้ำเจ้าพระยา เทียบท่าวัดอรุณราชวราราม แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่พระอุโบสถถวายผ้าพระกฐิน เสร็จแล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินลงประทับเรือพระที่นั่งยาตรากระบวนเสด็จพระราชดำเนินกลับ

จะขอนำลักษณะการเกณฑ์กระบวนแห่แต่โบราณได้เรียบเรียงมาจากหนังสือสาส์นสมเด็จ ดังต่อไปนี้

การกะเกณฑ์กระบวนแห่เสด็จตามประเพณีแต่โบราณมีหลักดังนี้ คือเมื่อพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จไปไหน ก็ดำรัสสั่งเจ้ากระทรวงวัง หรือถ้าเป็นการด่วนก็ดำรัสสั่งมหาดเล็กหรือใครอื่นที่อยู่รับใช้ใกล้พระองค์เป็น “ผู้รับสั่ง” ไปบอกกระทรวงวัง เจ้าพนักงานกระทรวงวังเขียนบัตรหมาย เรียกว่า “หมายรับสั่ง” ส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าฝ่ายพลเรือนฉบับ ๑ กระทรวงกลาโหม หัวหน้าฝ่ายทหารฉบับ ๑ กระทรวงทั้ง ๒ นั้นก็แยกราชการตามหน้าที่กรมต่าง ๆ เขียนบัตรหมายย่อย เรียกว่า “ตัดหมาย” สั่งการงานไปยังกรมนั้น ๆ หมายรับสั่งเช่นว่านี้ มีตัวอย่างอยู่ในหัวพระสมุดฯ ในพวกหนังสือเขียนกระดาษเพลาหรือสมุดดำที่ได้มาจากกระทรวงกลาโหม มีหัวพันกับนายเวรเป็นพนักงานตัดหมายและออกหมายย่อยกระทรวงละ ๔ กำหนดหน้าที่ต่างกันตามประเภทของงาน กระทรวงมหาดไทย พันพาณุราชเป็นหัวหน้า นายแกว่นคชสารนายเวรเป็นพนักงานสั่งเกณฑ์ช้าง พันเภาอัศวราชกับนายชำนาญกระบวน เป็นพนักงานสั่งสำหรับทำทาง พันพุฒอนุราชกับนายรัดตรวจพล เป็นพนักงานสั่งเกณฑ์คน

กระทรวงกลาโหม พันพรหมราชกับนายบริบาลบรรยงก์ เป็นพนักงานสั่งเกณฑ์เรือ พันอินทราชกับนายฤทธิรงคอาวุธ เป็นพนักงานสั่งจ่ายเครื่องศาสตราวุธ พันทิพราชกับนายวิสุทธมนเทียร เป็นพนักงานสั่งทำตำหนักพลับพลาและฉนวนน้ำ พันเทพราชกับนายจำเนียรสารพล เป็นพนักงานสั่งเกณฑ์คน ถึงเวลาจัดกระบวนหัวพันทั้ง ๘ คนนั้นมีหน้าที่เป็นผู้ตรวจกระบวนที่เกี่ยวกับหน้าที่แผนกของตนด้วย

กระบวนแห่พยุหยาตราอย่างใหญ่เต็มตำรานั้น ต้องใช้ผู้คนมากถึง ๑๐,๐๐๐ คน พาหนะก็มากมาย ริ้วกระบวนจัดย่อมาจากการเสด็จไปสงคราม ไม่ใช่สำหรับเสด็จประพาสโดยปราศจากการแห่เสด็จเต็มตำราอย่างว่านี้นาน ๆ จึงจะมีสักครั้งหนึ่ง เช่นเสด็จไปพระราชทานพระกฐินเป็นต้น ถ้าเสด็จไปทางใกล้ ๆ หรือเป็นการด่วนมีเวลาตระเตรียมน้อย หรือที่สุดจะเสด็จประพาสอย่าง “เที่ยวเล่น” ก็คงลดกระบวนให้น้อยลงตามสะดวกและตามพระราชอัธยาศัย กระบวนแห่เสด็จทางบกนั้น สันนิษฐานว่า ถ้าเสด็จไปไหนใกล้ ๆ คงใช้กระบวนราบ (เดินเท้า) ถ้าเสด็จไปทางไกลหรือเสด็จไปในเวลามืดค่ำ (เช่นที่สมเด็จพระนารายณ์เสด็จไปส่งพระเป็นเจ้าที่เทวสถาน ดังกล่าวไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดาร) อย่างนี้ก็เสด็จโดยกระบวนช้าง ถ้าเป็นการเสด็จไปอย่างปัจจุบันทันด่วนก็ทรงม้า

การเสด็จประพาสดังกล่าวมานี้ เป็นแบบแผนมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และใช้กันมากระทั่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นแต่ได้แก้ไขลดหย่อนหรือเปลี่ยนแปลงบ้างตามกาลเทศะเท่านั้น.