เมืองไทยในอดีต/ประวัติรถสามล้อ

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เพิ่มศักดิ์ วรรลยางกูล. เมืองไทยในอดีต. พระนคร : วัฒนาพานิช, 2503. 656 หน้า. (ราคาหน้าปก 25 บาท)

ที่อยู่สำนักพิมพ์: โรงพิมพ์ วัฒนาพานิช 216–220 ถนนบำรุงเมือง สำราญราษฎร์ พระนคร โทรศัพท์ 27225

ประวัติรถสามล้อ[แก้ไข]

ในระยะนี้มีข่าวซึ่งประกาศออกมาเป็นทางราชการว่า ทางการจะเลิกรถสามล้อเป็นการแน่นอน โดยไม่รับต่อทะเบียนให้ จึงเป็นที่คาดหมายได้ว่า ภายในระยะเวลาอันไม่ช้านี้ รถสามล้อจะต้องสูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยโดยไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ดี เรื่องราวความเป็นมาของมันก็ควรจะจัดว่าเป็นเรื่องน่ารู้ได้เรื่องหนึ่งเหมือนกัน จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังต่อไปนี้

รูปร่างลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป ของรถสามรถล้อเห็นจะไม่ต้องพรรณนาก็ได้กระมัง ว่าเป็นอย่างไร เพราะได้รู้ได้เห็นกันอยู่จำเจอยู่แล้วเป็นประจำทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ตามกฎกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ออกตามความในพระราชบัญญัติล้อเลื่อน ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ กำหนดรูปร่างและลักษณะของรถสามล้อไว้ว่า

๑. มีที่สำหรับผู้ขับขี่นั่งอยู่ตอนหน้า ผู้โดยสารนั่งอยู่ตอนหลัง
๒. ตัวรถสำหรับผู้โดยสารนั่ง มีรูปเป็นตัวถัง
๓. มีประทุนกันฝนและแดดสำหรับผู้โดยสาร
๔. ระยะห่างระหว่างล้อหลังไม่น้อยกว่า ๑ เมตร และไม่เกินกว่า ๑.๑๐ เมตร
๕. น้ำหนักรถไม่เกิน ๘๐ กิโลกรัม
๖. มีโคมไฟข้างละไม่น้อยกว่า ๑ ดวง โดยใช้กระจกสีขาวด้านหน้า สีแดงด้านหลังติดไว้ให้เป็นส่วนกว้างของตัวถังรถ โดยให้เห็นแสงไฟทั้งจากข้างหน้าและข้างหลัง
๗. มีห้ามล้อที่ใช้การได้ดีไม่น้อยกว่า ๒ อัน

นี่เป็นลักษณะของรถสามล้ออย่างกว้าง ๆ ตามกฎกระทรวงมหาดไทย กฎกระทรวงฉบับเดียวกันนี้ได้ระบุไว้ด้วยว่า “จะรับบรรทุกผู้โดยสารอายุเกิน ๑๐ ขวบได้ ๒ คน กับเด็กอายุไม่เกิน ๑๐ ขวบด้วย ๑ คนเป็นอย่างมาก กับห้ามใช้บรรทุกของ เว้นแต่ว่าเป็นของที่มีติดตัวไปกับผู้โดยสาร แต่ก็ต้องไม่เกินกว่า ๓๐ กิโลกรัม”

รถสามล้อมีสองประเภทด้วยกัน คือประเภทที่เป็นรถโดยสาร และประเภทที่เป็นรถบรรทุก รถสามล้อประเภทที่เป็นรถบรรทุกนั้น กฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่กล่าวได้กำหนดไว้ดังนี้

๑. มีที่สำหรับผู้ขับขี่นั่งอยู่ตอนหลังหรือข้าง
๒. ระยะห่างระหว่างล้อด้านตรงข้าม ไม่น้อยกว่า ๙๐ เซ็นติเมตร และไม่เกินกว่า ๑.๑๐ เมตร
๓. น้ำหนักรถไม่เกินกว่า ๙๐ กิโลกรัม และบรรทุกของได้ไม่เกินกว่า ๑๕๐ กิโลกรัม
๔. มีโคมไฟไม่น้อยกว่า ๑ ดวง โดยใช้กระจกสีขาวด้านหน้าสีแดงด้านหลังติดไว้ให้เห็นส่วนกว้างของตัวถัง โดยให้เห็นแสงไฟนั้นจากข้างหน้าและข้างหลัง
๕. มีห้ามล้อที่ใช้การได้ดีไม่น้อยกว่า ๒ อัน

ที่กล่าวมานี้ เป็นความรู้เรื่องรถสามล้อที่ได้จากกฎกระทรวงมหาดไทย

ทีนี้จะกล่าวถึงความเป็นมาของรถสามล้อต่อไป

รถสามล้อเกิดขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล ที่เกิดของมันอยู่ในเมืองไทยเรานี่เอง และต้นตระกูลของรถสามล้อก็หาใช่อื่นไกลไม่ รถสามล้อสืบพืชพันธุ์หรือวิวัฒนาการมาจากรถถีบหรือรถจักรยานนั่นเอง ผู้เป็นต้นคิดประดิษฐ์รถจักรยานซึ่งเคยมีอยู่สองล้อ ให้กลายเป็นรถสามล้อขึ้นนั้น ก็คือมนุษย์ผู้มีความคิดอยู่ไม่สุขคนหนึ่ง นามการว่านายเลื่อน พงษ์โสภณ นายเลื่อน พงษ์โสภณ เป็นนักสร้างตัวลือที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของเมืองไทย เริ่มต้นด้วยงานต่ำ ๆ แล้วไต่เต้าขึ้นเป็นถึงรัฐมนตรี นายเลื่อน พงษ์โสภณ ได้เป็นผู้ริเริ่มดัดแปลงเสริมใส่ล้อรถจักรยานสองล้อเดิม โดยเพิ่มล้อเข้าไปอีกล้อหนึ่ง กลายเป็นรถสามล้อซึ่งใช้โดยสารและบรรทุกได้

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องรถสามล้อต่อไป ขอเล่าถึงชีวิตอันน่าสนใจและน่าศึกษาของนายเลื่อน พงษ์โสภณ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย ชีวิตของนายเลื่อน พงษ์โสภณ ที่จะกล่าวต่อไปนี้เก็บความมาจากหนังสือไทยริเริ่ม ของ ไสวย นิยมจันทร์

เขาเกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ที่ตำบลสามยอด เป็นบุตรของขุนเชี่ยวหัสดิน และนางแฉ่ง ได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนอรพินทร (คือโรงเรียนวัดบวรนิเวศในปัจจุบัน) เมื่อสำเร็จการศึกษาขั้นต้นแล้ว นายเลื่อน พงษ์โสภณ ก็ไปสมัครเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อย เรียนได้เพียง ๕ ปี ซึ่งจวนจะสำเร็จอยู่แล้ว ก็ต้องออก เพราะเท้าเป็นรอ[ย]ช้ำ ต้องเสียเวลารักษาตัวอยู่เกือบปี จึงหายก็พอดีเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ขณะนั้น ทั่วโลกกำลังตึงเครียด การสงครามทำให้หลายประเทศต้องส่งทหารไปช่วยรบ สำหรับประเทศไทยได้ตัดสินใจเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตรโดยประกาศสงครามกับเยอรมัน ทางการรับทหารอาสาสมัครเพื่อส่งไปช่วยฝ่ายสัมพันธมิตรรบเยอรมันในยุโรป ด้วยนิสัยรักสนุกและชอบการผจญภัย นายเลื่อน พงษ์โสภณ รับไปสมัครทันที ขณะนั้นมีอายุเพียง ๑๗ ปีเท่านั้น นายเลื่อน พงษ์โสภณ และกองพันทหารอาสาสมัครไทยถูกส่งไปประจำแนวรบอยู่ ณ ประเทศฝรั่งเศส ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ประเทศเยอรมัน ยอมแพ้สัมพันธมิตรแล้ว กองทหารของไทยจึงเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน แต่ด้วยความพิสมัยในเรื่องเครื่องยนต์กลไกเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแทนที่จะเดินทางกลับ นายเลื่อน พงษ์โสภณ กลับได้โอกาสจากรัฐบาลให้เรียนวิชาช่างยนต์และช่างเครื่องบินที่ประเทศฝรั่งเศสต่อไป นายเลื่อน พงษ์โสภณ ได้ใช้เวลาเรียนเพียง ๓ ปีก็เรียนจบหลักสูตร แล้วเดินทางกลับเข้ามารับราชการในตำแหน่งสิบโทแห่งกองทัพอากาศเป็นครูสอนวิชาจักรยนต์แก่นายทหารจนครบ ๒ ปีตามสัญญาที่ผูกมัดอยู่กับรัฐบาลแล้ว ก็ลาออกมาตั้งโรงงานรับซ่อมเครื่องยนตร์อยู่ที่แพร่งสรรพศาสตร์ ขณะที่ตั้งโรงงานซ่อมรถอยู่นี่เองความคิดอันหนึ่งก็วูบขึ้นมาในสมอง คือความคิดที่จะฝึกคนไทยให้มีความรู้ในเรื่องเครื่องจักรตามความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองในยุควิทยาศาสตร์ นายเลื่อน พงษ์โสภณ จึงได้เปิดโรงเรียนช่างกลพงษ์โสภณ ที่บ้านตำบลบางขุนพรหม จังหวัดพระนคร นับว่าเป็นโรงเรียนช่างกลแห่งแรกที่มีในเมืองไทย เมื่อเปิดโรงเรียนช่างกลใหม่ ๆ ปรากฏว่า ไม่มีคนเรียนเพราะขณะนั้น คนไทยส่วนมากยังเชื่อถือกันอยู่ว่า อาชีพช่างกลเป็นอาชีพชั้นต่ำ ไม่ควรแก่การเรียน ความนิยมในการเป็นเสมียนยังฝังอยู่ในจิตใจของคนไทย โรงเรียนช่างกลพงษ์โสภณจึงประสบอุ[ป]สรรคสำคัญคือไม่มีนักเรียนสมัครเข้าเรียนเลย แต่นายเลื่อน พงษ์โสภณก็ไม่ละความพยายาม เขาได้ดำเนินกิจการของโรงเรียนไปโดยไม่ยอมท้อถอย คือการขอแรงคนให้เข้ามาเรียน และสอนให้ฟรี จนในภายหลังความนิยมในอาชีพช่างกลมีมากขึ้น นักเรียนช่างกลของนายเลื่อน พงษ์โสภณก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้มาคิดเก็บเงินค่าเล่าเรียน จากนั้นโรงเรียนช่างกลพงษ์โสภณก็ดำเนินกิจการก้าวหน้าต่อมา กลายเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงดีมาเป็นเวลาถึง ๓๐ ปีเศษ แม้ในบัดนี้ โรงเรียนช่างกลพงษ์โสภณจะได้เลิกกิจการไปแล้วก็ตามแต่ชื่อเสียงของโรงเรียนช่างกลพงษ์โสภณก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของประชาชนคนไทยอยู่

ภายหลังจาก นายเลื่อน พงษ์โสภณ เปิดโรงเรียนช่างกลพงษ์โสภณได้ไม่นานเท่าไรนัก ก็มีพวกรถไต่ถังคณะหนึ่งจากประเทศพิลลิปปินส์ เดินทางเข้ามาแสดงในกรุงเทพฯ มีการแสดงท่าหวาดเสียวด้วยการขี่รถมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง อันเป็นที่ตื่นเต้นของชาวกรุงเทพฯ อยู่เป็นอันมาก ทางคณะ ได้ประกาศท้าให้รางวัล ๒๐๐ เหรียญดอลลาร์แก่ผู้ใดก็ตาม ที่สามารถขี่รถไต่ถังได้ นายเลื่อน พงษ์โสภณ ไปดูรถไต่ถังกับเขาด้วยเหมือนกันฟังคำประกาศท้าแล้ว ก็นึกอยากจะลองดู ด้วยเห็นว่า ไม่ใช่เป็นของยากเกินไปเลย สำคัญอยู่ที่กำลังใจดีและกล้าหาญ เมื่อกลับมาถึงบ้าน จึงรีบสร้างถังของตนเองขึ้น แล้วหัดซ้อมขี่รถไต่ถังวันแล้ววันเล่าจนสามารถขี่ได้คล่อง จึงไปอาสาขี่รถตามคำที่ประกาศท้า แต่มิสเตอร์คิง หัวหน้าคณะรถไต่ถังพิลิปปินส์เป็นนกรู้ และมีเหลี่ยมโกงจึงใช้กโลบายไม่ยอมให้นายเลื่อน ทดลอง และไม่จ่ายเงินให้ตามประกาศ อย่างไรก็ดีการขี่มอเตอร์ไซด์ไต่ถังนั้น นับว่านายเลื่อน พงษ์โสภณเป็นคนไทยคนแรกที่สามารถทำได้ จากนั้นนายเลื่อน พงษ์โสภณ ก็ได้สั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาออกไปประกอบอาชีพในทางขี่รถไต่ถังเก็บสตางค์คนดูมากมาย แม้ในทุกวันนี้ การแสดงประเภทนี้ก็ยังเป็นที่สนใจของประชาชนอยู่มาก

การที่นายเลื่อน พงษ์โสภณ มีความฝักใฝ่ในทางเครื่องจักรเครื่องยนตร์ ถึงกับตั้งโรงเรียนช่างกลพงษ์โสภณนี้ ความทราบถึงพระกรรณ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ขยันหมั่นเพียร และทำประโยชน์ให้แก่ประชาชน จึงได้พระราชทานทุนส่วนพระองค์เป็นจำนวนเงินสองหมื่นบาท ให้นายเลื่อน พงษ์โสภณ ไปศึกษาวิชาการบิน และวิชาช่างกลต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นับว่า นายเลื่อน พงษ์โสภณ เป็นผู้ได้รับทุนส่วนพระองค์เป็นคนแรก และเป็นคนสุดท้าย

แต่เงินสองหมื่นบาทนั้น หาเป็นการเพียงพอที่จะนำติดตัวไปใช้ในอเมริกาไม่ นายเลื่อนจึงจำเป็นต้องหาเงินเติมขึ้นไปอีก สำหรับส่วนตัวของนายเลื่อน พงษ์โสภณเองก็ไม่ใช่คนมั่งมีอะไร จึงเกิดเป็นปัญหาขึ้นว่า จะได้เงินที่ไหนไปใช้ ร้อนถึงเจ้าพระยาคธาธร เจ้าของสวนสนุก ได้แนะนำให้นายเลื่อนไปตั้งถังขี่รถไต่ถังที่สวนสนุกของท่านเก็บเงินคนดู จากการแสดงขี่รถไต่ถังที่สวนสนุกนี่เอง ทำให้นายเลื่อน พงษ์โสภณสามารถรวบรวมเงินไว้ได้ร่วมหมื่นบาท ได้เอาเงินจำนวนี้สมทบไปกับทุนส่วนพระองค์ในการไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาด้วย

การไปอเมริกาคราวนั้น นายเลื่อน พงษ์โสภณ ได้เข้าศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเซนต์หลุย ๓ ปี ได้รับประกาศนียบัตร ๓ ชนิด คือประกาศนียบัตรช่างกล ประกาศนียบัตรช่างเครื่องบิน และประกาศนียบัตรนักบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประกาศนียบัตรนักบินนั้น นายเลื่อน พงษ์โสภณ ได้รับประกาศนียบัตรการบินพาณิชย์ชั้นสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา เป็นคนแรกของประเทศไทย

นายเลื่อน พงษ์โสภณ คว้าประกาศนียบัตร ๓ ใบจากสหรัฐอเมริกามายังประเทศไทย ตอนนี้ ชื่อเสียงของนายเลื่อนยิ่งโด่งดังลือกระฉ่อนยิ่งขึ้น เพราะนายเลื่อน พงษ์โสภณไม่ได้กลับมามือเปล่า นอกจากประกาศนียบัตรดังกล่าวแล้ว ยังแถมซื้อเครื่องบินส่วนตัวขนาดเล็กมาไว้ใช้ขับขี่ในประเทศไทยอีกเครื่องหนึ่งด้วย เครื่องบินลำนี้ นายเลื่อน พงษ์โสภณ ให้ชื่อว่า “นางสาวสยาม” เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย นายเลื่อน พงษ์โสภณ ไม่ได้ทำราชการ หรือนำเอาความรู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองเหมือนคนอื่น ๆ ที่เคยอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียนมาเลย ด้วยปรากฏว่า นายเลื่อน พงษ์โสภณ ได้เพียรพยายามสมัครงานการบิน แต่ทุกแห่งที่นายเลื่อนไปสมัคร คือที่กองทัพอากาศแห่งหนึ่ง และที่บริษัทเดินอากาศอีกแห่งหนึ่ง ทั้งสองแห่งปฏิเสธไม่ยอมรับนายเลื่อน พงษ์โสภณเข้าทำงาน อ้างเหตุผลว่าไม่มีตำแหน่งว่าง ทั้ง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ฝาก

การที่นายเลื่อน พงษ์โสภณเข้าทำงานไม่ได้ดังกล่าว ทำให้สมาคมสามัคคี (สมาคมสหมิตร) เกิดน้อยอกน้อยใจแทน จึงเรียกนายเลื่อน พงษ์โสภณไปถามว่า จะให้บินเดี่ยวไปต่างประเทศจะได้ไหม นายเลื่อนตอบไปว่าได้ จากนั้นพรรคพวกก็ช่วยกันเรี่ยไรเงินรวบรวมได้สัก ๒๐๐๐ บาท นำมามอบให้ นายเลื่อน พงษ์โสภณผู้ขันอาสาที่จะบินไปประเทศจีน ซึ่งในสมัยนั้น ยังไม่มีนักบินไทยคนไหนเคยบินไปถึง เมื่อได้ตกลงใจแน่นอนแล้ว นายเลื่อน พงษ์โสภณก็ยื่นขออนุญาตต่อกระทรวงกลาโหมก่อน กว่าจะได้รับอนุญาตให้บินได้ก็กินเวลาเข้าไปถึง ๖ เดือน เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว นายเลื่อน พงษ์โสภณ ก็พานางสาวสยามเครื่องบินคู่ชีพ อันเป็นเครื่องบินประเภท Travel Air เครื่องยนตร์เคอติส ๑๐ แรงม้า มีความเร็วชั่วโมงละ ๗๕ ไมล์ ออกบินจากสนามบินดอนเมือง เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ ก่อนที่คณะราษฎรเข้ายึดอำนาจการปกครองไม่กี่วัน นายเลื่อน พงษ์โสภณบินผ่านไปลงพักที่จังหวัดนครราชสีมา ๑ คืน พักที่นครพนม ๑ คืน ออกจากนครพนมก็บินมุ่งไปยังสนามบินวิน แล้วไปฮานอย ปากหอย ไทเป และกวางเจาวัน จนถึงฮ่องกงเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ อันเป็นวันเดียวกันกับที่คณะราษฎรได้ก่อการปฏิวัติขึ้นในประเทศไทย นายเลื่อน พงษ์โสภณ พักอยู่ที่เมืองจีนได้ ๗ วันก็บินกลับประเทศไทย

ต่อมา นายเลื่อน พงษ์โสภณก็ได้สมัครเข้าทำงานในบริษัทเดินอากาศ แต่ถูกย้ายไปประจำอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นเวลา ๕ ปี นายเลื่อน พงษ์โสภณ ได้ใช้เวลาว่างขณะที่อยู่ในจังหวัดนั้นประดิษฐ์รถสามล้อขึ้น ทั้งนี้ ก็โดยที่เห็นว่า รถเจ๊ก หรือรถลากซึ่งมีใช้กันอยู่ทั่วไปในขณะนั้น เป็นการทรมานแก่ผุ้คน และไม่รวดเร็ว ความเร็วของรถเจ๊ก ก็เท่ากับความเร็วของคนวิ่งช้า ๆ เท่านั้นเอง นายเลื่อน พงษ์โสภณ ได้ใช้เวลา ๑ ปี ก็ประดิษฐ์รถสามล้อสำเร็จ คือเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ จากนั้น ก็ได้นำเข้ามาจดทะเบียนที่กรุงเทพฯ โดยนายเลื่อน พงษ์โสภณเป็นผู้ขับขี่ด้วยตนเอง ในครั้งนั้น นายพันตำรวจตรี หลวงพิชิตธุระการ (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้นั่งทดลองรถสามล้อเป็นคนแรก ตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ปรากฏว่า ตั้งแต่วันนั้น เป็นต้นมา ประชาชนคนไทยก็โจษขานกันเซ็งแซ่ไปทั้งเมือง ด้วยเห็นเป็นของแปลก

หลังจากจดทะเบียนแล้ว ๑ เดือน นายเลื่อน พงษ์โสภณ ก็สามารถประดิษฐ์รถสามล้อออกได้ถึง ๕๐ คัน แต่ต่อจากนั้น ก็มีผู้ลอกแบบเอาอย่างไปทำกันเป็นอันมาก

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้เกิดการขาดแคลนยางรถยนตร์และยางรถจักรยานขึ้น นายเลื่อน พงษ์โสภณก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้ประดิษฐ์ยางรถยนตร์และรถจักรยานขึ้นทั้งที่เป็นชนิดยางตัน และชนิดกลวง นอกจากนายเลื่อนจะเป็นนักประดิษฐ์แล้ว นายเลื่อนยังได้ชื่อว่าเป็นคนแรกที่สร้างภาพยนตร์ไทยขนาด ๑๖ ม.ม. ขึ้นอีกด้วย ภาพยนตร์เรื่องแรกของนายเลื่อน คือเรื่องเมืองทอง ถ่ายทำที่จังหวัดนครราชสีมา พากย์โดยทิดเขียว ประชาชนได้ต้อนรับภาพยนตร์เรื่องเมืองทองกันวิกแทบพังไปเลย เรื่องที่ ๒ คือ ข่าวสมรภูมิ ถ่ายทำในสมรภูมิ ในสมัยที่ไทยเกิดกรณีพิพาทเรื่องดินแดนกับอินโดจีนของฝรั่งเศส เรื่องที่สามคือ นักเรียนรัก และเรื่องที่สี่คือเรื่อง ศรีธนนชัย

นายเลื่อน พงษ์โสภณ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดต่อกันมาหลายสมัย และเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีอีกด้วย

คราวนี้ หันกลับมาเข้าเรื่องรถสามล้อต่อไป

ชั่วระยะเวลาเพียงปีเศษ ๆ เท่านั้น ภายหลังจากที่นายเลื่อน พงษ์โสภณ ประดิษฐ์รถสามล้อขึ้น รถสามล้อก็เป็นที่นิยมของคนอย่างกว้างขวาง ได้แพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็วทั้งในกรุงและหัวเมือง สามล้อรุ่นแรกนั้นหามีสภาพอย่างสามล้อในปัจจุบันไม่ สภาพของรถสามล้อในสมัยนั้น ก็คือรถจักรยานสองล้อ หรือรถถีบเราดี ๆ นี่เอง เป็นแต่เพิ่มล้อหลังทางด้านซ้ายมือขึ้นอีกล้อหนึ่ง ระยะห่างระหว่างล้อหลังทั้งสองประมาณ ๑ เมตร ระหว่างล้อทั้งสองนั้นทำเป็นพื้นด้วยไม้กระดาน บนกระดานขึ้นไปใช้เก้าอี้หวายตั้งไว้ตัวหนึ่ง สำหรับผู้โดยสารนั่ง ส่วนประทุนยังไม่มี แต่สามล้อทุกคันมีร่มไว้ให้กางคันหนึ่ง ถ้าฝนตก แดดกล้าผู้โดยสารก็คว้าร่มขึ้นมากาง นั่งลอยหน้าสบายใจเฉิบไปเลย สามล้อแบบที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้เป็นแบบที่วิวัฒนาการจากแบบของนายเลื่อน พงษ์โสภณแต่เดิม

รถสามล้อนั้น หาได้แพร่หลายหรือมีอยู่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ก็หาไม่ แต่ยังได้แพร่หลายออกไปยังต่างประเทศ เกือบทุกประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกไกล แต่ละประเทศล้วนรับเอาความคิดของนายเลื่อน พงษ์โสภณไปทั้งสิ้น แต่ได้ไปดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะแก่รสนิยมของคนในประเทศนั้น ๆ ฉะนั้น รถสามล้อที่เห็นกันอยู่แถว ๆ ประเทศข้างเคียงของประเทศไทยจึงมีสภาพผิดไปจากสามล้อในเมืองไทยมากบ้างน้อยบ้าง เช่น สามล้อในสิงคโปร์และปีนัง ที่นั่งของผู้โดยสารยังคงอยู่ทางด้านซ้ายของผู้ขับขี่อย่างแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่ไซ่ง่อนและที่พนมเป็ญผู้โดยสารอยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่อยู่ข้างหลัง แบบนี้เสียวไส้หน่อย ด้วยถ้าเกิดชนกันขึ้นละก็ ผู้โดยสารเป็นได้ไปสวรรค์ก่อนผู้ขับขี่เป็นแน่นอน แต่สามล้อที่เมืองพระตะบองก้าวหน้าไปอีก คือเพิ่มล้อเข้าอีกล้อหนึ่งเป็น ๔ ล้อ ตัวรถแบ่งออกเป็นสองส่วน ตอนหลังเป็นที่นั่งผู้โดยสาร นั่งอยู่บนระหว่างล้อทั้งสองขนานกัน ส่วนท่อนหน้าก็เป็นรถจักรยานเราดี ๆ นี่เอง ผู้ขับขี่นั่งบนจักรยานลากจูงตัวถังท่อนหลังอันเป็นที่นั่งของผู้โดยสารไป สามล้อประเภทนี้ ชาวพื้นเมืองเขาเรียกว่า “ละเมาะ” ส่วนดีของละเมาะก็มีเหมือนกัน ที่เห็นง่าย ๆ ก็คือ ถ้าต้องการหาสตางค์ ก็เอาจักรยานสองล้อไปลากจูงตัวถังข้างหลังไป ถ้าต้องการไปไหนมาไหนเร็ว ๆ ก็ถอดเอาจักรยานออกเอาตัวถังท่อนหลังเก็บเสีย แต่ในด้านความสะดวกในการขับขี่นั้น เขาว่า ละเมาะสู้สามล้อแบบอื่น ๆ ไม่ได้ ด้วยตอนหน้าซึ่งเป็นจักรยานนั้น มีหวังล้อพับเอาง่าย ๆ เหมือนกัน ขี่ดีไม่ดี ผู้ขับขี่อาจลงไปนอนคลุกฝุ่น วัดความกว้างยาวของถนนได้ และแน่นอน ผู้โดยสารข้างหลังก็ไม่สู้ปลอดภัยนัก เพราะนั่งอยู่บนตัวถังซึ่งมีล้อเพียงสองล้อ ถ้าขอเกี่ยวระหว่างรถจักรยานข้างหน้ากับตัวถังท่อนหลังหลุด ก็มีหวังหัวทิ่มได้เหมือนกัน

ทีนี้ ย้อนกลับไปกล่าวถึงสามล้อในเมืองไทยต่อไป ภายหลังจากรถสามล้อเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่ปี อาชีพขับขี่จักรยานสามล้อก็กลายเป็นที่นิยมของคนไทยเป็นอันมาก และต่อมาก็ได้กลายเป็นอาชีพที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายสงวนไว้ให้คนไทยโดยเฉพาะ

เมื่อสามล้อแรกมีใหม่ ๆ นั้น เล่ากันว่า มันรวดเร็วดีแท้ ดีกว่ารถเจ็ก ดีกว่ารถม้า เวลานั่งก็ดูทีท่าสง่าผ่าเผยดีนัก แถมยังเป็นของใหม่ ราคาก็ถูกกว่ารถยนตร์ลิบลับ พวกผู้ดีมีเงินทั้งหลาย พากันหันมาซื้อรถสามล้อแล้วจ้างคนไว้ขับขี่ประจำครอบครัว เลยเกิดมีรถสามล้อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นอีกประเภทหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ สามล้อกลายเป็นของเก่าพ้นสมัยไป นั่งรถสามล้อไม่โก้เท่ารถยนตร์ สามล้อเลยอับรัศมีไปมาก ภายหลังที่ได้เบ่งเป็นจ้าวถนนอยู่พักหนึ่ง ขณะนี้ รัฐบาลท่านเลิกอาชีพรถสามล้อเสียแล้ว สามล้อค่อย ๆ หายหดลดจำนวนลงทุกที เพราะรัฐบาลไม่ยอมต่อทะเบียนให้ แน่นอนมันจะต้องสุญพันธ์ไปในที่สุด อีกสัก ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า ถ้าใครนึกอยากเห็นรูปร่างสามล้อขึ้นมา ถ้าไม่ไปพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ท่านว่าไม่ได้เห็นแล