เมืองไทยในอดีต/ประเพณีทอดกฐิน

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เพิ่มศักดิ์ วรรลยางกูล. เมืองไทยในอดีต. พระนคร : วัฒนาพานิช, 2503. 656 หน้า. (ราคาหน้าปก 25 บาท)

ที่อยู่สำนักพิมพ์: โรงพิมพ์ วัฒนาพานิช 216–220 ถนนบำรุงเมือง สำราญราษฎร์ พระนคร โทรศัพท์ 27225

ประเพณีทอดกฐิน[แก้ไข]

ระยะนี้ เป็นระยะที่ชาวบ้านใจคอสบาย ต่างก็ยินดีปรีดารื่นเริงเบิกบานกันทั่วไป เพราะเหตุที่ว่า ฝนที่ตกพรำ พื้นแผ่นดินเฉอะแฉะมาตลอดเวลา ๓ เดือน ค่อย ๆ สูญหายไป ลมเย็นก็โชยมาริน ๆ ทำให้รู้สึกสดชื่น ถนนหนทางก็แห้งหมาด ไม่เลอะเทอะเฉอะแฉะเหมือนเมื่อก่อน การทำไร่ทำนาอันเป็นอาชีพเก่าแก่ของคนไทยซึ่งได้คร่ำเครียดเหน็ดเหนื่อยกันมาตั้งหลายเดือน ก็หมดภาระไปตอนหนึ่งละ ข้าวในนาส่วนมากก็เริ่มแตกรวง คอยแต่เวลากว่าจะสุกเหลืองและเก็บเกี่ยวเท่านั้น เมื่อท้องฟ้าก็เริ่มสดใส อากาศก็ปลอดโปร่ง ลมเย็นพัดสบาย ข้าวในนาก็แตกรวงเป็นพุ่มพวงไสวตระการตา ไม่ช้าก็จะเก็บเกี่ยวได้ อย่างนี้ไม่ทำใจให้สบายแล้ว จะไปสบายเอาเมื่อไหร่ละ

เมื่อจิตใจของคนกำลังสบาย กำลังสดชื่นเช่นนี้ นิสัยแห่งการทำบุญทำทานของคนไทยซึ่งมีอยู่ดั้งเดิมแล้วนั้น ก็ผุดขึ้นอีก เพราะเรื่องที่จะทำให้คนไทยใจสบายรื่นเริงสนุกสนานนั้น ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าการทำบุญสุนธรรม์ ฉะนั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว และเรื่อยไปกระทั่งถึงกลางเดือน ๑๒ จึงได้เกิดประเพณีอย่างหนึ่ง เป็นประเพณีแห่งความร่าเริงยินดีปรีดา เป็นประเพณีแห่งการประสานสามัคคีระหว่างกัน ได้ร่วมวิสาสะกัน ได้มีโอกาสเที่ยวเตร่เปลี่ยนภูมิประเทศ หลังจากได้จำเจอยู่ที่เดิมมาตลอดฤดูฝนถึง ๓ เดือน และพร้อมกันนั้นก็ได้บุญไปในตัวด้วย ประเพณีอันนี้เราเรียกกันว่า ประเพณีทอดกฐิน

ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องทอดกฐินต่อไป ขออธิบายศัพท์คำว่า “กฐิน” เสียก่อน กฐินแปลว่า กรอบไม้สำหรับขึงผ้าเย็บจีวรของพระภิกษุ กรอบไม้อย่างนี้เราเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า “สะดึง” การเย็บจีวรนั้นต้องตัดผ้าออกเป็นชิ้น ๆ แล้วเอามาเย็บประสานกันนั้น ในสมัยโบราณช่างเย็บยังไม่ชำนาญพอ และไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องไม้เครื่องมือในการเย็บอย่างทุกวันนี้ จึงต้องขึงผ้าลงบนกรอบไม้เสียก่อน แล้วจึงเย็บกรอบไม้หรือสะดึงนี้ คำบาลีเขาเรียกว่า “กฐิน”

การที่มีผู้ศรัทธาเอาผ้าไปถวายพระภิกษุในภายหลังวันออกพรรษา ซึ่งเรียกว่าทอดกฐินนั้น แต่เดิมมาพระภิกษุจะต้องเอาผ้านั้นมาตัดเย็บและย้อมให้เสร็จภายในวันเดียว นับว่าเป็นงานที่หนักไม่ใช่น้อย จำเป็นต้องใช้ไม้สะดึงมาขึงผ้าเพื่อสะดวกแก่การเย็บ ฉะนั้น การพิธีถวายผ้าอย่างนี้แก่พระภิกษุจึงได้เลยเรียกกันว่า “กฐิน” ไปด้วย

เรื่องราวอันเป็นประวัติความเป็นมาของกฐินนั้นมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งพระภิกษุชาวเมืองปาฐาประมาณสัก ๓๐ รูป มีความประสงค์จะไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ เมืองสาวัตถี จึงชวนกันเดินทางออกจากเมืองปาฐาไป แต่พอไปถึงเมืองสาเกตซึ่งเหลือทางอีก ๖ โยชน์ ก็จะถึงเมืองสาวัตถีอยู่แล้ว ก็เผอิญถึงวันเข้าพรรษา พระภิกษุเหล่านั้นจะเดินทางต่อไปไม่ได้ จึงจำต้องจำพรรษาอยู่ที่เมืองสาเกต ในระหว่างจำพรรษาก็ได้มีความร้อนรนกระหายอยากเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยเร็ว พอออกพรรษาก็พากันเดินทางออกจากเมืองสาเกตโดยทันที เวลานั้นฝนก็ยังตกไม่หยุด ทางเดินก็เป็นโคลนตมทำให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนมาตลอดทาง ครั้นถึงเมืองสาวัตถี ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์สมประสงค์ พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความลำบากของภิกษุเหล่านั้น จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุทำพิธีกรานกฐิน คือพระภิกษุนำเอาผ้าซึ่งมีผู้ถวายไปตัดเป็นจีวร หรือเครื่องนุ่งห่มอย่างใดอย่างหนึ่ง เย็บย้อมให้เสร็จภายในวันเดียว แล้วทำพิธีโมทนาภิกษุที่ได้ทำพิธีกรานกฐินแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์ คือความยกเว้นในการผิดวินัย ๕ ประการคือ

๑. เข้าบ้านได้โดยไม่ต้องลาภิกษุด้วยกัน
๒. เดินทางโดยไม่ต้องเอาไตรจีวรไปด้วย
๓. ฉันอาหารโดยล้อมวงกันได้
๔. เก็บจีวรที่ยังไม่ต้องการใช้ไว้ได้
๕. ลาภที่เกิดขึ้นให้เป็นของภิกษุผู้จำพรรษาในวัดนั้น ซึ่งได้กรานกฐินแล้ว

การที่จะงดใช้วินัยชั่วคราวหรือให้ความยกเว้นเป็นพิเศษนั้น ปกติภิกษุจะต้องทำความดีความชอบอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นพิเศษทีเดียว ไม่ใช่จะยกเว้นกันง่าย ๆ พิธีกรานกฐินต้องถือเป็นความดีความชอบอย่างหนึ่ง เพราะในสมัยโบราณไม่ใช่ของที่ทำกันได้โดยง่าย

ประเพณีการทอดกฐิน นับว่าเป็นประเพณีเก่าแก่อันหนึ่งของไทย เราถือกันว่าเป็นประเพณีที่สำคัญและจำเป็น เพราะได้ทั้งบุญได้ทั้งกุศลและได้ทั้งความรู้และจิตใจ เปลี่ยนชีวิตที่คร่ำเคร่งอยู่ในเรื่องการทำมาหากิน มาเป็นชีวิตใหม่ที่สดชื่นรื่นเริงเสียชั่วคราว นับว่าเป็นประเพณีที่มีค่าควรแก่ชีวิตของคน จึงได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาไม่ขาดสาย

ในสมัยกรุงสุโขทัย การทอดกฐินเป็นงานพิธีที่สำคัญเพียงไร จะเห็นได้จากข้อความในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ตอนหนึ่งดังนี้

“คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกจ้าวลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษากราลกฐิน มีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่ง หมอนนอนบริวารกฐิน โอยทานแล่ปีแล้ญิบล้าน ไปสวดญัตติกฐินถึงอรัญญิกพู้น เมื่อจะเข้ามาเวียง เรียงกันแต่อรัญญิกพู้น ท้าวหัวลาน คำบงคำกลอน ด้วยเสียงพาทย์เสียงพิณ เสียงเลื่อนเสียงขับ ใครจักมักเล่นเล่น ใครจักมักหัวหัว ใครจักมักเลื่อนเลื่อน เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวง เทียนญอมคนเสียดกันเข้าดู ท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้ มีดังจักแตก”

นี่เป็นภาพงานทอดกฐินในสมัยสุโขทัย ที่เราทราบจากศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พูดกันด้วยภาษาปัจจุบันเพื่อให้เข้าใจง่ายว่า เมื่อออกพรรษาแล้ว มีการทอดกฐินกันทั้งเดือน เอาเบี้ยหมาก ดอกไม้ถวายพระเป็นกองโต ใช้จ่ายในเรื่องทอดกฐินปีละตั้ง ๒ ล้านเบี้ย ที่วัดอรัญญิก (วัดสะพานหิน) ทอดกฐินกันสนุกที่สุด มีขบวนแห่ยืดยาวมาก ตั้งแต่เขตวัดข้างโน้น มาถึงขอบทุ่งข้างนี้เต็มไปด้วยเสียงพาทย์เสียงพิณ เสียงร้องเสียงขับ เล่นหัว หัวเราะ ร้องเพลง ตกกลางคืนก็มีการจุดดอกไม้เพลิง ผู้คนเข้าไปดูกันแออัด ประหนึ่งว่าเมืองจะแตกสลายไป

ครั้นมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงธนบุรี เรื่องราวของกฐินดู ๆ จะเงียบเหงากันไป นี่ก็เห็นจะไม่ใช่เหตุอื่นคงเป็นเพราะว่า คนไทยต้องพัวพันอยู่กับการศึกสงครามอยู่ไม่ขาดนั่นเอง แต่มิได้หมายความว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงธนบุรีจะไม่มีการทอดกฐิน หามิได้ คงมีอยู่ เป็นแต่ว่าไม่ได้จัดการกันใหญ่โตเหมือนสมัยกรุงสุโขทัยเท่านั้น

กฐินมาเป็นพิธีสำคัญขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หนังสือชุมนุมพระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แจ้งให้ทราบว่า พระมหากษัตริย์ผู้ครองกรุงเทพมหานครได้ทรงทอดกฐินไม่เฉพาะแต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น ยังได้เสด็จไปทอด ณ วัดสำคัญที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย ถึงแม้จะไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยพระองค์เอง ก็ได้ทรงพระราชทานผ้าพระกฐินให้พระราชวงศานุวงศ์หรือข้าละอองธุลีพระบาทไปทอดเป็นพระกฐินบรรดาศักดิ์ทุกปี นับตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเป็นต้นมา วัดที่ได้รับพระราชทานนิตยภัตร์และกฐินบรรดาศักดิ์อยู่เป็นนิตย์มี ๕ วัดคือ วัดโลกสุธาศาลาปูน วัดสุวรรณดาราราม วัดพนัญเชิง วัดตูม และวัดศาสดาราม บางทีก็วัดอื่น ๆ บ้างแล้วแต่จะโปรด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า “พระอารามที่มีนิตยภัตรและกฐินบรรดาศักดิ์นั้นยังน้อยอยู่ จึงได้ทรงเลือกจัดอารามอื่นควรจะรับพระกฐินเป็นสามจำพวก คืออารามที่ได้ทรงสืบทราบว่า เป็นพระอารามของพระเจ้าแผ่นดิน ในสยามประเทศพระองค์นั้น ๆ ซึ่งได้ครอบครองเสวยราชสมบัติพระมหานครศรีอยุธยานี้ แต่ก่อน ๆ ได้ทรงสถาปนาและปฏิสังขรณ์ไว้ก็ดี และอารามซึ่งท่านแต่ก่อนที่นับในพระราชวงศานุวงศ์ในพระวงศ์อันนี้ ได้สถาปนาและปฏิสังขรณ์บ้างก็ดี และอารามของพระสงฆ์ที่ได้คุ้นเคยนับถือว่า มีอุปการะมาแต่ก่อนได้สถาปนาและปฏิสังขรณ์ก็ดี อารามสามจำพวกที่ว่ามานี้ ที่บัดนี้ยังไม่ร้าง ยังมีพระสงฆ์มากถึง ๕ รูป ควรรับพระกฐินอยู่แล้ว ครั้งนี้จัดเป็นอารามรับพระกฐินหลวงทุกอาราม” พระราชดำริดังกล่าวนี้เอง จึงได้เป็นแบบฉบับต่อมาว่า วัดใด อารามใด ที่จัดว่าเป็นพระอารามหลวงนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ก็ได้ถือว่าเป็นวัดราษฎร์ต่อมา

ส่วนกฐินหลวงในกรุงเทพฯ นั้น หนังสือตำนานกฐินของหลวงวิจิตรวาทการกล่าวไว้ว่า “สำหรับบางวัดมีขบวนพยุหยาตรา คือขบวนรบทางบก ทางเรือ เป็นการแห่กฐิน ในเรื่องพยุหยาตรานี้ ในชั้นเดิมไม่ได้มุ่งหมายจะให้เป็นพิธีกฐิน ความุ่งหมายเพื่อเป็นการซ้อมรบ แต่ก่อนเรามีการซ้อมรบปีละ ๒ ครั้ง คือในเดือน ๔ เดือน ๕ ซึ่งเป็นฤดูที่เก็บเกี่ยวข้าวขึ้นยุ้งฉางแล้วครั้งหนึ่ง และในเดือน ๑๑–๑๒ ซึ่งเป็นฤดูปักดำนาเสร็จแล้วครั้งหนึ่ง ที่ต้องเลือกฤดูเช่นนี้ก็เพราะต้องเอากองหนุนมาซ้อม จึงต้องรอให้ว่างการทำนาเสียก่อน การซ้อมรบในครั้งกระนั้นข้อสำคัญอยู่ในเรื่องยาตราทัพ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ทราบได้ว่า เครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ยังมีครบครันดี หรือบกพร่องอย่างไร การซ้อมรบใน ๒ ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน คือในตอนเดือน ๔ เดือน ๕ นั้นซ้อมสำหรับกองทัพบก และโดยมากก็ยกพยุหยาตราขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท ส่วนในเดือน ๑๑–๑๒ เป็นการซ้อมสำหรับกองทัพเรือ ก็เลยจัดให้มีพยุหยาตรากฐินทางน้ำ ฉะนั้นพยุหยาตรากฐินในครั้งก่อนทางน้ำจึงสำคัญมาก ทางบกแต่ก่อนมีเพียง ๓ วัด คือวัดมหาธาตุเป็นที่ ๑ วัดพระเชตุพนเป็นที่ ๒ และวัดราชบูรณะเป็นที่ ๓ แต่ทางเรือนั้นมีมากมาย ครั้งรัชกาลที่ ๓ กฐินหลวงทางเรือมีถึง ๔๗ วัด และวัดบางวัดเดี๋ยวนี้ต้องเดินทางบกแท้ ๆ เช่นวัดบวรนิเวศ วัดราชนัดดา วัดเทพธิดา วัดสระเกศเหล่านี้ แต่ก่อนพระมหากษัตริย์ต้องเสด็จทอดทางน้ำ เพราะในครั้งกระนั้นคลองของเราใช้ได้ประโยชน์ดีกว่าถนนมาก โดยเหตุที่ต้องเสด็จทอดทางน้ำมากหลายเช่นนี้ บางครั้งก็ไม่ได้เสด็จเข้าในวัด นิมนต์พระสงฆ์มานั่งรับกฐินที่ท่าวัดแล้วก็ออกเรือต่อไป” (อยากทราบโดยละเอียดโปรดอ่านพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในหนังสือลิลิตขบวนแห่กฐินพยุหยาตรา)

รวมความว่า การทอดกฐินในเมืองเราได้เป็นประเพณีของบ้านเมือง มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงบัดนี้

ที่เรียกกันว่า ทอดกฐินนั้น คำว่า “ทอด” แปลว่า “วางไว้” ทอดกฐินก็คือการที่นำผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้าสงฆ์อย่างน้อย ๕ รูป โดยมิได้ตั้งใจหรือเจาะจงว่าจะถวายรูปใดรูปหนึ่ง แล้วแต่พระท่านจะมอบหมายให้กันเอง

เป็นธรรมเนียมว่า ผู้ใดจะไปทอดกฐินที่วัดใด ต้องไปบอกพระวัดนั้นให้รู้ล่วงหน้าเสียก่อน เรียกว่า “จองกฐิน” โดยมากก็มักจะจองไว้ล่วงหน้าเป็นเวลานานเป็นเดือน ๆ ด้วยเกรงว่าถ้าไม่รีบจองไว้เสียก่อน เดี๋ยวคนอื่นจะมาแย่งจองไปเสีย เมื่อจองแล้วก็มักจะเขียนธงรูปจระเข้ปักไว้ที่หน้าวัดเพื่อแสดงว่า วัดนี้จะมีการทอดกฐิน บางทีก็เขียนหนังสือตัวโต ๆ บอกว่าจะมีการทอดกฐินเมื่อนั่นเมื่อนี่ ปิดไว้ที่ศาลาหรือหน้าวัด เพื่อผู้ที่ผ่านไปมาจะได้อนุโมทนาพลอยได้บุญกุศลไปด้วย การใช้ธงรูปจระเข้ปักไว้นี้ จะเป็นด้วยเหตุผลกลใดทราบไม่ได้ ด้วยไม่มีหลักฐาน ทราบเพียงแต่คำบอกเล่าของผู้ใหญ่ว่า ถือกันว่า ดาวจระเข้เป็นดาวสำคัญ การเคลื่อนทัพในสมัยโบราณต้องรอดูเวลาดาวจระเข้ขึ้น ซึ่งก็เป็นเวลาที่สว่างแล้ว การทอดกฐินเป็นการทำบุญที่ถือว่ามีอานิสงส์ยิ่งใหญ่นัก เพราะทำในเวลาจำกัด มีความสำคัญเท่า ๆ กับการเคลื่อนกองทัพ ในชั้นเดิมผู้จะไปทอดกฐินต้องเตรียมเครื่องบริขาร และผ้าองค์กฐินไว้อย่างพร้อมเพรียง แล้วแห่ไปวัดในเวลาดาวจระเข้ขึ้นไปแจ้งเอาที่วัด นาน ๆ มาก็เลยถือกันว่า ดาวจระเข้เป็นดาวบอกเวลาเคลื่อนองค์กฐิน ต่อมาเห็นจะมีผู้คิดทำธงติดไว้เนื่องในงานทอดกฐิน โดยเฉพาะแต่เนื่องด้วยธงมีหลายชนิด เมื่อติดเข้าไปแล้วจะไม่รู้ว่างานอะไร จึงได้คิดทำธงรูปจระเข้ขึ้น โดยถือกันว่าดาวจระเข้เป็นดาวบอกเวลาเคลื่อนองค์กฐินดังกล่าวแล้ว นี่เป็นเรื่องหนึ่ง ยังมีอีกเรื่องหนึ่งฟังแล้วก็สนุกดีเหมือนกัน คือมีอุบาสกคนหนึ่ง นำองค์กฐินแห่ไปทางเรือ มีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญในการทอดกฐินกับเขาบ้าง อุตส่าห์ว่ายน้ำตามเรือของอุบาสกคนนั้นไปด้วย แต่ไปได้พักหนึ่งก็หมดกำลัง จึงร้องบอกอุบาสกคนนั้นว่า ตนตามไปด้วยไม่ได้แล้ว เพราะเหนื่อยอ่อนเต็มที ขอให้อุบาสกช่วยเหลือตน เพื่อจะได้มีโอกาสทอดกฐินกับเขาบ้าง คือขอให้ช่วยจ้างช่างเขียนภาพของตนที่ธง แล้วยกขึ้นไว้ในวัดที่ไปทอดกฐินด้วย อุบาสกสงสารจระเข้ใจบุญตัวนั้น ก็ทำตามคำขอร้อง ตั้งแต่นั้นมาธงรูปจระเข้จึงปรากฏอยู่ตามวัดในเวลามีการทอดกฐินมาจนทุกวันนี้

การทอดกฐิน อยู่ข้างจะเป็นบุญอย่างใหญ่อยู่สักหน่อย บางทีอาจทอดด้วยตัวเองคนเดียวไม่ได้ เพราะกำลังทุนทรัพย์น้อย คนน้อยหรือเนื่องด้วยเหตุขัดข้องอื่น ๆ เมื่อทอดคนเดียวไม่ได้เช่นนี้ มักใช้วิธีแนะนำชักชวนให้ผู้อื่นเข้ามาร่วมด้วยหลาย ๆ แรงหลายคน กฐินอย่างนี้เรียกกันว่า “กฐินสามัคคี”

การจองกฐิน หรือการที่ไปบอกให้พระทราบล่วงหน้านั้น ถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการทอดกฐิน ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อจองแล้วคนอื่นจะได้ทราบว่าวัดนี้วัดนั้นมีคนจองคนทอดแล้วไม่จองซ้ำทอดซ้ำ ด้วยถือกันมาว่าวัดหนึ่ง ๆ จะรับกฐินได้ปีละครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อจองแล้วเขียนป้ายหนังสือตัวโต ๆ และปักธงจระเข้ไว้ เพื่อให้รู้ว่ามีคนจองแล้วทอดแล้ว เมื่อคนอื่นมาสืบหาวัดสำหรับจะทอดบ้าง หรือผู้ซึ่งผ่านไปมาจะได้รู้ ไม่ต้องเสียเวลาสืบถาม จะได้โมทนาด้วย แต่ในบางท้องถิ่นซึ่งมีวัดมาก อาจมีวัดตกค้างไม่มีใครไปจองหรือไปทอดก็ได้ จึงมักมีผู้ศรัทธาไปสืบเสาะหาวัดตกค้างเพื่อทอดกฐินตามปกติ และมักจะทอดจวน ๆ จะหมดเขตวันที่กำหนดเอาไว้ หรือใกล้ ๆ จะสิ้นฤดูทอดกฐิน หรือในวันท้ายคือก่อนแรมค่ำเดือน ๑๒ เลยทีเดียว การทอดกฐินตามวัดตกค้างเช่นนี้เรียกกันว่า กฐินตกค้าง หรือเรียกอย่างย่อ ๆ ว่ากฐินตก บางท้องถิ่นเรียกว่า กฐินจรหรือกฐินโจร เพราะกิริยาอาการที่ไปทอดนั้นเป็นการไปอย่างไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว จู่ ๆ ก็ไปทอดไม่บอกเล่าเก้าสิบเป็นการล่วงหน้าให้วัดรู้ หรือจองเสียก่อน เพื่อจะได้ตระเตรียมตัวเตรียมที่เตรียมทางไว้ให้พร้อมและเรียบร้อย การทอดกฐินตกหรือกฐินโจรอย่างนี้ ถือกันว่าได้บุญได้อานิสงส์แรงกว่าการทอดกฐินธรรมดา เจ้าภาพบางคนมีศรัทธามาก เตรียมข้าวเตรียมของไปทอดหลาย ๆ วัด คือไปสืบเสาะเอาข้างหน้าว่าวัดไหนยังไม่มีใครทอดก็ทอดดะไปเลยทีเดียว เผอิญได้วัดน้อย เครื่องไทยธรรมที่ได้ตระเตรียมเอาไปทอดยังเหลืออยู่ ก็เลยเอาเครื่องไทยธรรมนั้นทอดเป็นผ้าป่าไปเลยก็มี ผ้าป่าอย่างนี้เรียกว่าผ้าป่าหางกฐิน

ทีนี้กล่าวถึงเมื่อวันงานหรือวันทอดกฐิน เมื่อเตรียมเครื่องไทยธรรมของถวายพระ และเตรียมผ้ากฐินไว้พร้อมแล้ว ก็เคลื่อนขบวนออกเดินทางไปสู่วัดที่กะไว้ว่าจะไปทอดหรือที่ได้จองล่วงหน้าไว้แล้ว กะไปถึงวัดให้ทันเลี้ยงเพลพระ เสร็จจากเลี้ยงเพลพระแล้วก็จะได้ทอดกฐิน ถ้าเป็นวัดไกล ๆ ก็ต้องเคลื่อนขบวนเดินทางกันไปแต่เช้าจะได้ทันเพล ขณะไปก็มีการแห่องค์กฐินกันเป็นที่คึกคักสนุกสนาน ถ้าเป็นทางบกก็ไปเกวียน ไปช้างหรือไปม้า ขับขี่กันไปเป็นกระบวนยืดยาวทีเดียว ถ้าไม่มีเกวียน มีช้าง มีม้า ก็ใช้วิธีหาบหามกันไป สิ่งหนึ่งในการแห่กฐินซึ่งจะขาดไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีเสียแล้วกระบวนแห่ก็ดูจะกร่อยไป สิ่งนั้นก็คือกลอง มีคนหามตีไปตุม ๆ ตลอดทาง ถ้ามีปี่มีฆ้องเป่าปี่ตีฆ้องไปด้วยยิ่งดี นอกจากนี้ใครจะร้องรำทำเพลงไชโยโห่ฮิ้วอะไรก็ได้ ตามเรื่องตามถนัด ด้วยเท่ากับเป็นการบอกประกาศมาตลอดทางว่ากฐินมาแล้ว ชาวบ้านร้านถิ่นตามระยะทางที่ผ่านจะได้ยิน และออกมาแสดงความยินดีโมทนานั่งยกมือพนมไหว้องค์กฐินอยู่หน้าบ้าน แม้คนที่เดินสวนทางมาก็ต้องนั่งลงยกมือไหว้องค์กฐินด้วย นี่เป็นเรื่องแสดงถึงไมตรีจีตของคนไทย พลอยยินดีในสิ่งที่ควรยินดี เป็นวัฒนธรรมเก่าอันหนึ่งของเรา ในการแห่กฐินนี้ผู้ที่เข้าขบวนก็มักจะแต่งตัวประดับประดากันเสียสวยงามกันไปเลย โดยเฉพาะสาว ๆ แต่งกันเป็นพิเศษทีเดียว ซึ่งดู ๆ ก็จำเป็นอยู่ ด้วยไม่ว่างานอะไรล[อ]งได้ขาดสาว ๆ แต่งตัวสวย ๆ เสียแล้ว จะกร่อยไปถนัดใจทีเดียว

คราวนี้เมื่อขบวนแห่มาถึงวัด โดยปกติก็มักจะเป็นเวลาน้อง ๆ เพล พวกที่อยู่ทางวัดรวมทั้งพระสงฆองค์เจ้าก็เตรียมการไว้พร้อมเสร็จสรรพ พวกชาวบ้านแถว ๆ บริเวณวัด เมื่อได้ยินเสียงกลองตุม ๆ เสียงไชโยโห่ฮิ้ว ก็พากันออกมาต้อนรับ แล้วเลยผสมโรงเข้ากระบวนแห่กะเขาด้วย เมื่อถึงเวลาก็จัดการเลี้ยงเพลพระ และเลี้ยงตลอดไปถึงพวกกฐินด้วย ชาวบ้านถิ่นนั้นเองเป็นเจ้าภาพจัดการเลี้ยงทั้งสิ้นเพราะถือว่าเป็นวัดของเขา เป็นถิ่นของเขา ต้องจัดการต้อนรับไม่ให้ต้องอนาทรร้อนใจ นี่ก็เป็นเรื่องแสดงน้ำใจของคนไทย ดีแท้ ๆ

พอเสร็จเลี้ยงเพลแล้ว เลี้ยงดูกันอิ่มหมีพลีมันแล้ว ก็ได้เวลาทอดกฐิน สงฆ์ลงโบสถ์ชุมนุมพร้อมกันแล้วก็จัดกระบวนแห่ มีคนตามกันเป็นแถวยาวยืด แห่ประทักษิณเวียนโบสถ์ ๓ รอบ แล้วก็เข้าโบสถ์ถวายผ้ากฐิน ผู้ที่เป็นเจ้าของกฐินอุ้มผ้ากฐินนั่งหรือยืนหันหน้าไปทางพระประธานตั้งนโม ๓ หน แล้วหันหน้ามาทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้ากฐิน ๓ ครั้ง เป็นภาษาบาลี เสร็จแล้วพระสงฆ์รับสาธุพร้อมกัน แล้วก็ประเคนไตรกฐินแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งอยู่ตรงหน้าหรือจะวางไว้เฉย ๆ ก็ได้ แล้วถวายเครื่องบริวารตามเวลาอันควร ต่อแต่นั้นพระสงฆ์ก็จัดการมอบผ้ากฐินแก่ภิกษุผู้สมควรได้รับ ก็เป็นอันเสร็จและหมดหน้าที่ของเจ้าของกฐิน เมื่อฟังอนุโมทนาเสร็จแล้วก็กลับได้ ต่อไปเป็นหน้าที่ของพระท่านที่จะได้ทำพิธีกรานกฐินต่อไป

พิธีกรานกฐินคือ พระภิกษุผู้รับกฐิน นำผ้ากฐินไปทำไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง เมื่อทำเสร็จจนถึงย้อมและผึ่งแห้งแล้ว พระสงฆ์ก็ลงประชุมในพระอุโบสถ์ แล้วท่านผู้รับกฐินกระทำปัจจุทธรณ์ คือการถอนผ้าเก่าอธิษฐานผ้ากฐินใหม่เพื่อให้เป็นไตรจีวรต่อไป ครั้นแล้วพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจะเป็นท่านผู้ครองกฐินหรือองค์อื่นก็ได้ ขึ้นบนธรรมาสน์และแสดงธรรมเทศนาเกี่ยวกับเรื่องกฐินจบแล้ว ท่านผู้แสดงธรรมลงจากธรรมาสน์ ท่านผู้รับกฐินกราบพระนั่งคุกเข่าตั้งนโม ๓ หน แล้วออกวาจากรานกฐินตามที่ผ้ากฐินนั้นทำเป็นจีวรผืนใด แล้วพระสงฆ์ทั้งหมดก็สวดประกาศกรานกฐินแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี

เมื่อได้ทำพิธีกรานกฐินถูกต้องแล้ว ก็ถือว่าเป็นความดีความชอบอันหนึ่งในทางศาสนา และเป็นความดีความชอบของพระสงฆ์เอง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ความดีความชอบอันนี้พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ว่า ทำผิดวินัยได้บางข้อโดยไม่มีโทษเรียกว่า อานิสงส์กฐินมีกำหนดให้เพียง ๔ เดือน พ้น ๔ เดือนไปแล้วไม่ได้รับความยกเว้นต่อไปอีก แต่ระหว่าง ๔ เดือนนั้น อาจมีเหตุบางอย่างมาทำให้หมดอานิสงส์กฐินลง หรือหมดเขตที่จะได้รับยกเว้นก่อนครบ ๔ เดือน การที่มีเหตุใดเหตุหนึ่งมากระทำให้เขตอานิสงส์หมดอายุลงเช่นนี้เรียกว่า กฐินเดาะ ซึ่งจะกล่าวต่อไป

เมื่อทอดกฐินเสร็จแล้ว ส่วนมากก็มีการเล่นสนุกกันที่ลานหน้าวัด อาจจะมีการแสดงต่าง ๆ เช่น แข่งเรือ หรือไม่ก็มีการเล่นพื้นเมือง เช่นเพลงเรือเป็นต้น ด้วยระยะเวลาแห่งการทอดกฐินนี้กำลังเป็นหน้าน้ำ น้ำเจิ่งนองไปทั่ว การเล่นต่าง ๆ จึงมักเป็นการเล่นเกี่ยวกับน้ำ ถ้าเป็นวัดที่อยู่ริมแม่น้ำด้วยแล้ว เมื่อมีการทอดกฐินหรือมีการเล่นที่วัด จะเห็นเรือแพนาวาของชาวบ้านร้านถิ่นแน่นขนัดทีเดียว ตามตลิ่งหน้าวัดแทบจะหาที่จอดเอาไม่ได้ พวกที่มาร่วมงานก็เป็นคนพื้นที่นั้นเอง นอกจากจะมาร่วมสนุกร่วมอนุโมทนากฐินด้วยแล้ว ยังเป็นการมาต้อนรับพวกกฐิน ซึ่งมักเป็นคนต่างบ้าน มาแต่ถิ่นอันไกลอีกด้วย บางทีก็หาข้าวของอาหารการกินเท่าที่จะหาได้ในบ้านเรือนของตน เป็นต้นว่า ข้าวห่อ กล้วย อ้อย มะพร้าวน้ำตาล ติดมือมาเป็นของชำร่วยตอบแทนพวกกฐินเป็นการแสดงความมีไมตรีจิตด้วยก็มี

การเล่นสนุกปะปนไปกับการบุญการกุศลนี้ สำหรับคนไทยแล้ว เห็นจะแยกแยะออกจากกันได้โดยยาก เราทำบุญกันด้วยความสนุกสนานเสมอ เพราะวัดนั้น นอกจากจะเป็นที่อยู่ของสงฆ์ ยังเป็นจุดรวมของชีวิตจิตใจของคนด้วย วัดเป็นทั้งสถานอบรมจิตใจ และเป็นทั้งสังคมของคนไทยมาแต่โบราณ การนำข้าวขันแกงหม้อไปทำบุญที่วัดนั้น นอกจากจะได้บุญได้กุศลเป็นมงคลแก่ตัวแล้ว ยังได้มีโอกาสพบปะวิสาสะกันระหว่างเพื่อนบ้านอีกด้วย ด้วยว่าเมื่ออยู่บ้านต่างคนต่างก็ประกอบกิจทำมาหากิน จะมีโอกาสพบกันบ้างพูดจากันบ้างก็น้อย โอกาสที่จะพบหน้าค่าตากันโดยพร้อมเพรียงโดยไม่ต้องนัดหมายกันมาก่อน ไม่มีที่ไหนจะดีจะเหมาะกว่าที่วัด และส่วนมากก็มักเป็นวันทำบุญคือวันพระหรือวันนักขัตฤกษ์เทศกาลต่าง ๆ เช่น ตรุษ สารท สงกรานต์ กฐิน เป็นต้น เมื่อนาน ๆ ได้มีโอกาสได้พบกันที ได้วิสาสะกัน ได้ผ่อนคลายอารมณ์อันคร่ำเครียดในการทำมาหากินเช่นนี้ ความสนุกสนานรื่นเริงจึงเป็นของห้ามไม่ได้ ต้องมีกันบ้าง และบางทีก็ทักทายปราศรัยกันรุนแรงไปหน่อยก็มี ถ้าไม่เกินเลยจนเหลือเกินไปแล้ว ก็ไม่เห็นใครถือกัน นี่ก็นับได้ว่าเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งของคนไทย

ที่กล่าวมานี้ เป็นการทอดกฐินกันอย่างแบบธรรมดา คือไปจองล่วงหน้า แล้วก็ไปทอดเมื่อถึงวันกำหนด หรือถ้าเป็นวัดตกค้าง ไม่มีคนจองไม่มีคนทอดก็ไปทอดกฐินตกค้าง หรือกฐินโจรดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นการทอดกันอย่างง่าย ๆ พื้น ๆ กฐินอย่างนี้เรียกกันว่า “มหากฐิน”

ยังมีกฐินอีกอย่างหนึ่ง เป็นการทำอย่างยากที่เรียกว่า “จุลกฐิน” กฐินอย่างนี้ต้องจัดทำผ้าไตรถวายเป็นผ้ากฐินเริ่มต้นตั้งแต่เก็บเอาฝ้ายมากรอปั่นเป็นเส้นด้าย แล้วทอเป็นผืนผ้า และตัดเย็บย้อมไตรจีวรให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว คือให้ทันเป็นผ้ากฐินทอดได้ในวันรุ่งขึ้น เพราะฉะนั้น จุลกฐินจึงทำได้ยาก ด้วยต้องจัดทำให้แล้วเสร็จแข่งกับเวลา ผู้ที่จะทอดกฐินอย่างนี้ได้ ต้องเป็นผู้มีกำลังหรือมีอำนาจวาสนามาก ใจคอกว้างขวางจึงจะสามารถทำได้ เพราะจะต้องระดมคนมาช่วยกันเป็นอันมาก ต้องทำทั้งกลางวันกลางคืน ซึ่งเมื่อคำนึงถึงการแบ่งปันหน้าที่เป็นเวรกันทำ การเลี้ยงดู ตลอดจนความสับสนอลหม่านกุลีกุจอต่าง ๆ แล้วเป็นงานใหญ่และหนักแรงอยู่ไม่น้อย เสฐียร โกเศศ ได้เล่าถึงจุลกฐินไว้ว่า “เริ่มแต่ปั่นฝ้าย” ใครมีฝ้ายก็นำเอามาผสมเพื่อทำบุญร่วมด้วย บางรายเอาฝ้ายทั้งลูกไปผูกไว้ตามกิ่งไม้แล้วไปเด็ดเก็บเอามา เป็นที่ว่า เก็บเอามาจากต้นจริง ๆ เป็นเรื่องสมมติต่างว่าทั้งนั้น ถ้าในโลกนี้ไม่มีสิ่งสมมติไม่มีต่างว่าก็เดือดร้อน ไม่ต้องดูภาพยนตร์หรืออ่านวรรณคดีก็ได้ ถ้าไม่เดือดร้อน จะไปเดือดร้อนเอาเมื่อไร นอกจากไปบวชเสียนั่นแหละจึงจะพ้นจากเรื่องอย่างนี้ไปได้บ้าง แต่ก็ไม่แน่เสมอไป ด้วยเป็นกรรมของสัตว์ที่ยังไม่พ้นโลกสงสารที่น่าสงสารแท้ การปั่นฝ้าย ปั่นกันมากคน ช่วยกันปั่นเป็นเส้นด้ายแล้ว ก็เข้าทอเป็นผ้า แบ่งกันทอหลายกี่ การนี้มักใช้หญิงสาวพรหมจารีเป็นผู้ทอ และมักทำกันที่บนศาลาการเปรียญของวัดที่จะทอด เป็นการประกวดแข่งขันประลองฝีมือทอผ้าของลูกสาวนั่นเอง เพราะการทอผ้านั้น คนแต่ก่อนถือว่าเป็นวิชาจำเป็นอย่างหนึ่งของลูกผู้หญิงผู้มีอันจะกิน ซึ่งจะต้องเรียนและทอเป็น ถ้าทอไม่เป็นก็น่าอายเป็นที่ขายหน้ากัน เพราะ “หูกทอตะกอถัก เย็บร้อยปักจำหลักลาย วิชาหญิงทุกสิ่งสาย สวาดิ์เจ้าก็เข้าใจ” นี่เป็นถ้อยคำที่มีผู้แต่งกล่าวชมนางนพมาศ สมัยพระร่วง สุโขทัยที่ข้าพเจ้าจำไว้ได้

ทอดจุลกฐิน มักทำกันเมื่อเวลาจวนจะหมดเขตกฐินเช่นในวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๑๒ จะได้ดูกำลังความสามารถความพร้อมเพรียงกันว่าทำได้ และถือว่าทอดกฐินอย่างนี้ได้อานิสงส์แรงกว่าทอดกฐินธรรมดาตั้ง ๑๐ เท่า แน่นอนเพราะทำได้ยากและหนักใจมาก ต้องคร่ำเคร่งมีวิตกกังวลเกรงว่าจะไม่แล้วทัน เมื่อสำเร็จจนทอดได้ทันเวลา ความโล่งใจดีใจก็มีมากไปตามส่วน เกิดปิติโสมนัสสบายใจหาน้อยไม่ ได้บุญแรงอยู่ในตัว นี่ก็เป็นธรรมดา ไม่ว่างานการอะไร ถ้าทำด้วยความสมัครใจพอใจ ถึงเป็นงานยากและหนักใจ เมื่อสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ก็รู้สึกพอใจและดีใจไปตามส่วน เกิดเป็นความสุขใจขน[ขึ้น]ทันที เหตุนี้ความสุขสบายใจจึงอยู่ที่ตรงนี้ ไม่ใช่อยู่ที่สำเร็จและได้ของดี ๆ มาอย่างคล่อง ๆ ง่าย ๆ จนไม่รู้ค่าของสิ่งที่ได้มา เดี๋ยวนี้มีกี่กระตุก คงทอผ้าได้เร็วกว่ากี่แบบโบราณสะดวกกว่าเก่าได้อย่างหนึ่ง แต่ความยากความหนักใจลดลงไป อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน และเราก็เลือกเอาอย่างนี้ด้วย

ทอเป็นผืนผ้าแล้ว เอามาตัดมาเลาะเย็บเป็นจีวรและย้อมเหลืองตากให้แห้ง ถ้าแห้งไม่ทันใจถึงกับต้องกระพัดกระพือลมเข้าช่วยด้วยก็มี ถ้าไม่สามารถที่จะทำให้แล้วเสร็จได้ครบทั้งไตรจีวร จะทำแต่จีวรสำหรับครองตัวเดียวก็ได้ไม่ผิด บริวารนอกนั้น จัดหาที่ทำสำเร็จแล้ว คือซื้อหรือไปเอามาจากที่อื่นก็ใช้ได้ เป็นเรื่องเอาเท่าที่สามารถจะเป็นไปได้สบายใจเหมือนกัน ระหว่างทำถ้ามีการเล่นก็เล่นฉลองสมโภชกันไปในตัว มีเลี้ยงอาหารกันเอิกเกริกเพราะงานอย่างนี้ถือว่าได้อานิสงส์แรง ชาวบ้านไม่ว่าใครเป็นมาช่วย นี่เป็นวัฒนธรรมเดิมของเรา เป็นเพื่อนบ้านกันก็ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยผูกไมตรีมีความรักความนับถือ การปั่นฝ้ายทอผ้าและเย็บจีวร เป็นหน้าที่ของผู้หญิงสาวเป็นส่วนมาก แต่การตัดผ้าเป็นกระทงหรือกะปิ้งสำหรับเย็บเป็นจีวร เป็นหน้าที่ของผู้ชาย ผู้ใหญ่หน่อย เพราะบวชเรียนมาแล้วรู้เรื่องดี

ประเพณีจุลกฐินที่มักทำกันในวันจวนหมดเขตกฐิน มีเค้าให้เดามูลเหตุได้ว่า เดิมเห็นจะเป็นเนื่องจากกฐินตกค้าง จึงไปจัดทำกันในระยะเวลาตอนนั้น ถ้านึกถึงสมัยก่อนเวลาจวนจะสิ้นเขตกฐินเช่นนี้ ถ้าจะจัดทอดก็ไม่มีผ้าเตรียมไว้ล่วงหน้า จะหาซื้อหรือพึ่งเขาทำสำเร็จมีไว้ขายก็คงไม่มีที่ซื้อหาได้สะดวกนัก ด้วยลักษณะความเป็นอยู่ของเราแต่เดิม อยู่กันเป็นหมู่บ้าน ถึงเดี๋ยวนี้ส่วนมากก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ เพราะเกี่ยวกับเรื่องอาชีพทางกสิกรรม ของใช้ไม้สอยต่าง ๆ ก็ต้องจัดทำเองภายในหมู่บ้านเสียโดยมาก เป็นชนิดอุตสาหกรรมในครอบครัวเลี้ยงตัวเองใช้เอง จะตั้งร้านค้าขายเหมือนในบ้านในเมืองที่เจริญก็ไม่มีและไม่เคยทำ และชาวต่างชาติก็ยังไม่แผ่การค้าขายของเขาไปถึง เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าต้องการผ้ามาทำเป็นไตรจีวรสำหรับทอดกฐินเป็นเวลากระทันหัน ไม่ได้มีการเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า และไม่มีที่ซื้อได้สะดวก ก็มีอย่างเดียวคือต้องช่วยตนเอง ช่วยกันจัดทำขึ้น เป็นงานปัจจุบันทันด่วนด้วยน้ำใจอันแรงกล้าในศรัทธาการบุญ เมื่อทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยความพร้อมเพรียงคือสามัคคีธรรม ก็สมควรที่จะถือได้ว่าอานิสงส์แรง เรื่องจะเป็นมาเช่นนี้

ได้กล่าวมาแล้วว่า การทอดกฐินก็คือ การที่มีผู้ศรัทธาเอาผ้าไปถวายพระภิกษุ ภายหลังออกพรรษาแล้ว เรื่อยไปจนถึงเพ็ญกลางเดือน ๑๒ ระหว่างเวลานี้ วันใดวันหนึ่งก็ได้ ตามหลักการภิกษุจะต้องเอาผ้านั้นมาตัดเย็บย้อมจีวรให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว แล้วทำพิธีโมทนาเรียกว่ากรานกฐิน อยากจะขอทบทวนความจำไว้อีกสักครั้งย่อ ๆ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะไปทอดกฐิน ณ วัดใด ต้องไปบอกกล่าวให้พระภิกษุที่วัดนั้นทราบล่วงหน้าเสียก่อน เรียกว่า “จองกฐิน” ถ้าไม่บอกล่วงหน้าจู่ ๆ ก็ไปทอดเฉย ๆ เรียกกันว่ากฐินจรหรือกฐินโจร บางทีเรียกกันว่ากฐินตกค้าง หรือกฐินตกเฉย ๆ ก็เรียก เพราะกฐินอย่างนี้ โดยมากผู้มีศรัทธามักไปทอดวัดที่ไม่มีคนจอง เป็นวัดตกค้าง จึงได้เรียกกฐินตกค้าง หรือกฐินโจร เพราะกิริยาที่ไปทอดนั้นเป็นการไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

กฐินมี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งทำอย่างง่าย คือเอาผ้าที่สำเร็จแล้วไปถวาย อย่างที่มักทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้เรียกว่ามหากฐิน อีกอย่างหนึ่ง เป็นการทำอย่างยากคือ เก็บฝ้ายมาปั่นกรอสางทำเป็นด้าย แล้วทอเป็นผ้าตัดเย็บย้อมให้เสร็จภายในวันเดียว อย่างนี้เรียกว่าจุลกฐิน

ประเพณีการทอดกฐินน[นี้] ถ้าเป็นพระอารามหลวง ก็เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานบ้าง พระราชทานให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการไปทอดบ้าง พระราชทานให้ส่วนราชการต่าง ๆ ไปทอดบ้าง เรียกกันว่ากฐินหลวง ถ้าเป็นวัดของชาวบ้าน ชาวบ้านก็จัดการทอดกันเอง บางทีก็รวมกันออกทรัพย์คนละเล็กละน้อยจัดเป็นกฐินสามัคคีขึ้น นี่เป็นเรื่องราวของกฐินแต่ย่อ ๆ ได้กล่าวมาแล้วว่า ภิกษุผู้ได้ทำพิธีกรานกฐินแล้วย่อมได้รับอานิสงส์ คือความยกเว้นในการผิดวินัย ๕ ประการ รวมเป็นเวลา ๔ เดือน ไปหมดเขตเอาในวันเพ็ญเดือน ๔ ความยกเว้น ๕ ประการนั้นคือ

๑. เข้าบ้านได้โดยไม่ต้องลาภิกษุด้วยกัน
๒. เดินทางโดยไม่ต้องเอาไตรจีวรไปด้วย
๓. ฉันอาหารโดยล้อมวงกันได้
๔. เก็บจีวรที่ยังไม่ต้องการใช้ไว้ได้
๕. ลาภที่เกิดขึ้น ให้เป็นของภิกษุผู้จำพรรษาในวัดนั้น ซึ่งได้กรานกฐินแล้ว

เพื่อความเข้าใจอานิสงส์กฐินดีขึ้น ขอยกเอาคำอธิบายของหลวงวิจิตรวาทการ ในหนังสือตำนานกฐินมากล่าวดังนี้

“เรื่องอานิสงส์กฐินนั้น ได้บรรยายกันไว้ ๒ ประการคือ อานิสงส์สำหรับผู้ทอดกฐินประการหนึ่ง และอานิสงส์สำหรับภิกษุสงฆ์ผู้ได้กรานกฐินอีกประการหนึ่ง”

ในประการต้น คืออานิสงส์ของผู้ทอดกฐินนั้น ไม่มีอยู่ในวินัยบัญญัติโดยตรง เป็นแต่นักเทศน์ได้บรรยายไว้อย่างอานิสงส์ของบุญทานทั้งหลาย คือการทำบุญทุกอย่างย่อมต้องมีอานิสงส์ อย่างน้อยก็เป็นที่เบิกบานปิติยินดีในกุศลบุญราศีที่ได้ทำ แต่การขึ้นสวรรค์วิมานหรือมีเทพอัปสรกี่ร้อยกี่พันเป็นบริวารนั้น ของดไม่กล่าวในที่นี้

แต่อานิสงส์ในประการที่ ๒ คือ อานิสงส์ที่พระภิกษุสงฆ์จะได้รับจากการกรานกฐินนั้น มีหลักฐานแน่นอนอยู่ในวินัยบัญญัติ อานิสงส์ในเรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงสวรรค์วิมาน หมายถึงการที่ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว จะได้รับความยกเว้นโทษในการกระทำผิดวินัยบางข้อดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ในเรื่องนี้ได้มีความเข้าใจกันไปว่า เมื่อออกพรรษาแล้วภิกษุรูปใดยังมิได้รับกฐินจะไปทางไหนไม่ได้ หรือจะลาสิกขาบท คือสึกจากความเป็นภิกษุก็ไม่ได้ ดังนี้เป็นความเข้าใจผิดแท้ หลักการในเรื่องกฐินมีดังนี้

๑. ภิกษุที่จำพรรษาเสร็จแล้ว จะออกจากวัดไปก่อนรับกฐิน ก็ไม่มีโทษอันใดในทางวินัยเลย ไม่ต้องอาบัติ ไม่เป็นความผิดอย่างไร เป็นแต่ไม่ได้ร้บ[รับ]เอกสิทธิ์ คือไม่ได้รับอานิสงส์ ไม่ได้ความยกเว้นโทษในการทำผิดวินัยบางข้อเท่านั้น การที่ภิกษุจะไม่ได้รับกฐิน หรือไม่ได้กรานกฐินนั้น อาจเป็นโดยมิใช่ความผิดของภิกษุเลย คืออาจเป็นโดยไม่มีใครทอด หรือโดยพระภิกษุที่จำพรรษาด้วยกันในอาวาสเดียวกัน มีจำนวนไม่ถึง ๕ รูป ซึ่งไม่ครบองค์คณะที่จะรับและกรานกฐินได้

๒. ภิกษุที่ตั้งใจจะไปจากอาวาสโดยไม่กลับก็ดี หรือภิกษุที่ตั้งใจจะลาสิกขาบทก็ดี ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องรอรับกฐินก่อน ตรงกันข้ามภิกษุที่ที่มีความตั้งใจเช่นนั้นไม่ควรรับหรือกรานกฐิน เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้รับประโยชน์คืออานิสงส์ เพราะจะไม่อยู่ในอาวาสนั้น หรือในเพศสมณะต่อไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเรื่องลาสิกขาบท ภิกษุรูปใดมีความตั้งใจจะลาสิกขาบททันทีเมื่อออกพรรษาแล้ว ไม่ควรรับหรือกรานกฐินเลย ถ้าไปรับหรือกรานเข้าควรจะบวชอยู่ต่อไปจนถึงกลางเดือน ๔ เพราะถ้ารับหรือกรานกฐิน ซึ่งทำให้ได้ผลพิเศษในทางวินัยสำหรับการครองสมณเพศต่อไปแล้วกลับสึกเสียเช่นนี้ ก็เท่ากับหลอกคณะสงฆ์ หลอกตัวเอง และไม่ต้องตามความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้าในการที่ทรงบัญญัติเรื่องกฐินนั้นขึ้น

๓. การที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเรื่องกฐินนั้น ความมุ่งหมายอันสำคัญยังมีอยู่อีกข้อหนึ่งคือ เพื่อขยายเขตการทำจีวรออกไป ตามธรรมดาการที่ภิกษุจะทำจีวรนั้นมีกำหนดเขตได้เพียง ๑ เดือน นับจากวันออกพรรษา แต่ถ้าได้กรานกฐินก็สามารถมีเขตการทำจีวรยืดออกไปจนถึงกลางเดือน ๔ นี่เป็นอานิสงส์อีกประการหนึ่งของเรื่องกฐิน ฉะนั้นเมื่อกฐินเดาะวันใด (คือมีเหตุบางอย่างที่ทำให้หมดเขตอานิสงส์หรือหมดเขตความยกเว้นในความผิดพระวินัยก่อนครบ ๔ เดือน) เขตการทำจีวรก็หมดในวันนั้น และอานิสงส์คือความยกเว้นโทษในการทำผิดวินัยบางข้อก็หมดไปด้วย เหตุที่ทำให้กฐินเดาะนั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ ๘ ประการ คือ

(๑) ภิกษุทำจีวรเสร็จแล้ว ออกจากวัดไปโดยไม่คิดกลับ กฐินเดาะนับแต่วันที่ออกจากวัดไป
(๒) ภิกษุทำจีวรค้างอยู่ยังไม่เสร็จ ได้ออกจากวัดไป โดยคิดว่าจะไปทำจีวรต่อไปที่อื่นดังนี้ กฐินเดาะเมื่อทำจีวรเสร็จแล้ว
(๓) ในพฤติการณ์อย่างข้อที่ (๒) นั้น ถ้าจีวรยังทำไม่เสร็จ ภิกษุผู้ทำจีวรตัดสินใจว่าจะไม่ทำต่อไป กฐินเดาะนับแต่เวลาที่ตัดสินใจดังนั้น
(๔) ในพฤติการณ์อย่างข้อที่ (๒) นั้น ถ้าจีวรซึ่งยังทำไม่เสร็จนั้นถูกลัก ถูกไฟไหม้ หรือศูนย์หายไปด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด และภิกษุหมดอาลัยในจีวรนั้น กฐินเดาะนับแต่เวลาหมดอาลัยในจีวร
(๕) ภิกษุออกจากวัดไป โดยหวังว่าจะได้ทำจีวรในที่อื่น แต่ไม่มีหวังไม่มีโอกาสทำได้ กฐินเดาะนับแต่ขณะที่หมดหวัง
(๖) คณะสงฆ์ที่อยู่ในวัดไม่ปรารถนาจะรับความยกเว้นโทษในการทำผิดวินัยอีกต่อไป พร้อมใจกันสวดเดาะกฐินเสียเอง ภิกษุที่ออกไปจากวัดนั้นแล้ว กฐินจะเดาะต่อเมื่อได้ทราบว่า ในวัดของตนมีการสวดเดาะกฐิน
(๗) เมื่อพ้นกำหนด ๔ เดือน นับแต่วันเพ็ญเดือน ๑๒
(๘) เข้าอยู่ร่วมในพิธีเดาะกฐินซึ่งคณะสงฆ์ในวัดของตนได้ทำ