เมืองไทยในอดีต/ประเพณีทำบุญวันเกิด และพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เพิ่มศักดิ์ วรรลยางกูล. เมืองไทยในอดีต. พระนคร : วัฒนาพานิช, 2503. 656 หน้า. (ราคาหน้าปก 25 บาท)

ที่อยู่สำนักพิมพ์: โรงพิมพ์ วัฒนาพานิช 216–220 ถนนบำรุงเมือง สำราญราษฎร์ พระนคร โทรศัพท์ 27225

ประเพณีทำบุญวันเกิด และพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา[แก้ไข]

พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา คือพระราชพิธีที่พระเจ้าแผ่นดินทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวาระที่ตรงกับวันพระราชสมภพ หรือพูดกันง่าย ๆ ก็คือการทำบุญคล้ายวันเกิดนั่นเอง

ในสมัยโบราณนั้น ไม่ได้เรียกว่าพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา แต่เรียกว่าพระราชพิธีตุลาภาร เมื่อถึงวันนั้นแล้ว มีการประชุมใหญ่ พระเจ้าแผ่นดินเสด็จขึ้นบนตาชั่ง ชั่งพระองค์ด้วยเงินทองสิ่งของเท่าน้ำหนักของพระองค์ แล้วก็พระราชทานเงินทองเหล่านั้นแก่นักบวช มีพราหมณ์ แขก เป็นต้น วันพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา หรือพระราชพิธีตุลาภารนี้ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กำหนดไว้เป็นการแน่นอนในเดือน ๙ หาได้กำหนดเอาวันพระราชสมภพหรือวันเกิดจริง อย่างทุกวันนี้ไม่ ที่เป็นดังนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชาวินิจฉัยไว้ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนว่า

“ชะรอย เจ้าแผ่นดินเก่าที่เป็นต้นตำรานั้น จะประสูติในเดือน ๙ หรือสมเด็จพระเจ้าราธิบดีที่ ๑ อู่ทองเอง จะประสูติในเดือน ๙ จึงวางพิธีตุลาภารไว้ในเดือน ๙ ก็จะเป็นได้ วิสัยคนแต่ก่อนย่อมปิดบังวันเดือนปีที่เกิด ด้วยเชื่อว่าผู้ได้รู้วันเดือนปีแล้ว อาจจะไปประกอบเวทมนต์ ทำอันตรายได้ต่าง ๆ จึงมิได้ให้ปรากฏว่าเป็นการเฉลิมพระชนม์พรรษา ครั้นผู้ตั้งตำราเดิมนั้นล่วงไปแล้ว ผู้ที่บัญชาการชั้นหลังไม่รู้ถึงมูลเหตุ จึงไม่ได้ย้ายพระราชพิธีมาให้ตรงกับวันประสูติของของพระเจ้าแผ่นดินชั้นหลังซึ่งดำรงราชสมบัติอยู่ ถ้าการคาดคะเนนี้ถูก ก็ควรจะว่าพระราชพิธีตุลาภารนั้น เป็นพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างโบราณ แต่ข้าพเจ้าไม่ยืนยันเป็นแน่ว่าถูกตามนี้”

เกี่ยวกับประเพณีทำบุญวันเกิดนี้ แต่เดิมมานั้น สำหรับในเมืองไทย ไม่เป็นแบบฉบับที่แน่นอนเหมือนอย่างเมืองจีนหรือเมืองฝรั่ง เพราะไม่ค่อยจะมีใครถือว่าจะต้องทำอะไรบ้างในวันเกิดของตนเอง ส่วนมากก็นิ่ง ๆ เฉย ๆ กันไปเสีย

“เมื่อเวลาเด็ก ๆ ที่เป็นเจ้านายบางทีก็มีสมโภช แต่สมโภชนั้น ก็ตามวันจันทรคติซึ่งนับบรรจบรอบ แต่ดูก็ทำแต่เมื่อเด็ก ๆ โตขึ้นก็ไม่ค่อยได้ทำ ถ้าเป็นคนไพร่ ๆ แล้วไม่ต้องทำกันเลย ไม่รู้สึกเกือบทั้งนั้น เพราะเหตุว่าการนับอายุมากขึ้นไปอีกปีหนึ่งนั้น ไปนับเสียแต่เดือนห้าขึ้นค่ำหนึ่ง หรือเถลิงศกขึ้นศักราชใหม่ ว่าเป็นอายุมากขึ้นไปอีกปีหนึ่งแล้วเป็นพื้น ธุระกันอยู่แต่เรื่องรับเทวดาเสวยอายุ เมื่อปีใดเป็นเวลาจะเปลี่ยนทักษา เป็นเจ้านายก็มีตำราสะเดาะพระเคราะห์โหรบูชา เสด็จขึ้นเกยส่งเทวดาเก่ารับเทวดาใหม่ มีสวดมนต์เลี้ยงพระเป็นการบุญเจอในพระพุทธศาสนาด้วย ถ้าเป็นชั้นผู้ดีที่มีความรู้ หรือมีใจศรัทธาทำบุญ หรือเชื่อหมอดู กลัวเทวดาที่จะเสวยอายุงกงันไป ก็ถวายสังฆทานบ้าง ตักบาตรบ้าง มีลัทธิที่จะเรียกร้อง เช่น รับพระเสาร์ พระราหู เลือกพระดำ ๆ เป็นต้น แต่การที่ทำทั้งปวงนี้ ก็ดูเฉพาะปีใดจะต้องรับเทวดาโดยมาก ในปีปกติก็มักเฉย ๆ ไป นัยหนึ่งที่ถือกันว่าผู้ใดเคยรับแล้วต้องรับทุกคราว เว้นเข้าก็ไม่สบายป่วยไข้หรือมีอันตราย ไม่รับเสียเลยดีกว่า ผู้ที่เชื่อถือเช่นนี้ไม่ทำอะไรเลยจนตลอดอายุทีเดียวก็มี บางคนก็ถือแต่ชื่อวันที่เกิด เมื่อถึงวันนั้น ก็รักษาอุโบสถศีลเหมือนวันพระอีกวันหนึ่งตลอดไป การเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าแผ่นดินเล่า แต่เดิมมาก็ไม่มีแบบอย่าง ที่กล่าวถึงอย่างหนึ่งอย่างใด นอกจากรับเทวดาคราวหนึ่ง ๆ ต่อมาถึงในแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมาเกิดสร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา เป็นบำเพ็ญพระราชกุศลในการเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปี แต่ก็ไม่ตรงตามกำหนดวันที่บรรจบรอบตามสุริยคติหรือจันทรคติอย่างหนึ่งอย่างใด ลงลัทธิล่วงเข้าถึงปีใหม่ นับว่าพระชนมพรรษาเจริญขึ้นอีกปีหนึ่งก็สร้างขึ้นอีกองค์หนึ่ง”

การทำบุญวันเกิด หรือพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ที่กำหนดวันแน่ชัดลงไป คือบรรจบรอบตามสุริยคติเพิ่งมามีขึ้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง ด้วยทรงพระราชดำริเห็นว่า กาลเวลาที่อายุมาบรจบครบรอบอีกปีหนึ่ง โดยไม่ตายเสียก่อนนั้นนับว่าเป็นลาภอันอุดมอย่างหนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงยินดี ควรจะมีการบำเพ็ญกุศล ซึ่งจะเป็นทั้งประโยชน์ตนและผู้อื่นด้วย ทั้งเป็นการเตือนใจให้ระลึกว่า อายุล่วงไปใกล้ความตายเข้าไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว จะได้บรรเทาความมัวเมาในชีวิต อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเป็นตัวอกุศลกรรมนั้นเสีย เมื่อทรงพระราชดำริเช่นว่านี้แล้ว จึงได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันพระราชสมภพมาช้านาน นับตั้งแต่ยังทรงผนวชอยู่ แต่ระหว่างเวลาที่ยังทรงผนวชอยู่นั้น ทรงทำเป็นการอย่างน้อย ๆ และเงียบ การพระราชกุศลที่ทรงบำเพ็ญนั้นก็หามีใครที่จะทราบแท้จริงถึงพระราชดำริดังกล่าวไม่ และการที่ทรงจัดให้ทำแต่ละปีนั้น ก็ไม่มีแบบฉบับอะไรเป็นที่แน่นอน ปีหนึ่งก็มักเปลี่ยนวิธีไปอย่างหนึ่ง เป็นเช่นนี้เสมอมา แม้จนกระทั่งเสวยราชย์แล้ว

การทำบุญวันเกิดมามีหนาตาชุกชุมขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๗ มีเจ้านายและขุนนางทำบุญวันเกิดกันมาก เรียกกันอย่างจีนว่า ทำบุญแซยิด เหตุที่มีการทำบุญแซยิดกันมากในปีที่กล่าวนี้ น่าจะเป็นเพราะว่าสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหพระกลาโหม เป็นผู้มีอำนาจมากกว่าใคร ๆ ในครั้งนั้น มีอายุครบ ๕๐ ปี พวกจีนหัวประจบฝากตัวคงจะแนะนำท่านให้ทำบุญแซยิด จึงได้ทำขึ้นเป็นครั้งแรก ภายหลังผู้มีบรรดาศักดิ์เห็นดีเห็นงามก็ทำตามบ้าง แต่การทำแซยิดหรือทำบุญในวันเกิดครั้งนั้น ดูจะทำบุญสุนธรรม์กันแต่เล็ก ๆ น้อย ๆ พอเป็นพิธี แต่คงเป็นด้วยเหตุที่มีคนหัวประจบประแจงไปมาหาสู่ในวันนั้นก็เป็นอันมาก ก็เลยกลายเป็นการประชุมคนแสดงเกียรติยศให้ปรากฏว่ามีคนนับหน้าถือตามาก ถึงตั้งโรงครัวเลี้ยงกันวันยังค่ำ ค่ำลงก็มีละครให้ดู คนที่มาในงานก็ถือของติดมือไปช่วย ไปให้กันอย่างของกำนัล โรงครัวก็ใช่ว่าจะควักกระเป๋าเจ้าภาพไปซื้อหามาเมื่อใหร่ ผู้ใดได้บังคับการกรมใดมีเจ้าภาษีสำหรับกรม ก็เกณฑ์เจ้าภาษีนั้นมาเลี้ยง นอกจากนั้นก็มีการขอแรงมาตั้งโต๊ะอวดป้านกันบ้าง สุดแต่ใครจะคิดเล่นให้สนุกสนานครึกครื้น งานทำบุญแซยิดของพวกเจ้านายและขุนนางจึงเป็นงานสนุก ไม่เงียบไม่กร่อยเหมือนของหลวง แม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเอง เมื่อทรงทราบว่า ผู้ใดจะทำบุญวันเกิดก็พลอยพระราชทานของขวัญให้ด้วย โดยทรงคำนวนวันเดือนปีเป็นกำหนดแห่งของขวัญนั้น คือพระราชทองทศเท่าจำนวนปีเกิด เงินบาทเท่าจำนวนเดือน และอัฐตะกั่วเท่าจำนวนวัน สำหรับให้ไปแจกจ่ายในการทำบุญ พร้อมกันนั้น ก็พระราชทานพระราชหัตถเลขาให้พรด้วย แต่ก็ปรากฏต่อมาว่า เงินทองและอัฐที่พระราชทานนั้น ก็ไม่เห็นได้เอาไปใช้การทำบุญกันแต่อย่างใด กลับกลายเป็นผลประโยชน์เกิดขึ้นอีกประตูหนึ่ง

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ตอนปลาย เมื่อถึงงานแซยิดใคร ก็เป็นเรื่องเล่าลือกันไปพักใหญ่ เพราะถือเป็นงานเกียรติยศเชิดหน้าชูตา เฉพาะที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยานั้น เจ้านายลูกเธอถึงต้องไปนอนค้างอ้างแรมกันทีเดียว เจ้านายขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ไม่มีใครยอมขาดได้ ด้วยถือกันว่า ถ้าไม่ไปช่วยงานแซยิดกันแล้ว ดูเหมือนจะไม่ต้องดูผีกันทีเดียว

ที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่างานแซยิดภายนอกพระบรมมหาราชวังนั้นเอิกเกริกใหญ่โต แต่การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในพระบรมมหาราชวังกลับกร่อยลงไปอย่างยิ่ง แม้แต่ขุนนางผู้ใหญ่จะเข้าไปเฝ้าก็ไม่มี เพราะการที่ทรงทำนั้น เป็นคนละอย่างกับที่เขาทำกันอยู่ ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชประสงค์ที่จะให้การเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นการครึกครื้นบ้างขณะนั้น พระองค์มีพระชนมายุได้ ๖๐ พระพรรษาแล้ว ซึ่งทางข้างจีนเขาเรียกว่า บั้นสิ้วใหญ่ จึงโปรดให้จัดการกันเป็นงานใหญ่ สมเด็จเจ้าพระยาเองก็เห็นด้วยพระราชดำรินั้น ได้นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ที่ท้องพระโรงหกสิบรูปเท่าพระชนมายุ แล้วป่าวร้องให้เจ้านายข้าราชการทำบุญสวดมนต์เลี้ยงพระทุกวังทุกบ้าน แล้วให้จุดประทีปตามวังเจ้านายและบ้านขุนนาง ตลอดจนราษฎรทั่วไป เลยเกิดเป็นประเพณีประดับโคมไฟประทีป ในวันเฉลิมพระชนมพรรษามาตั้งแต่บัดนี้

การจุดประทีปประดับโคมไฟในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั้นเป็นไปตามแบบอย่างของจีน ซึ่งถือกันมาว่าเป็นเกียรติยศสำหรับผู้ใหญ่ คือทั้งสูงวัยและบรรดาศักดิ์ แต่ถ้าอายุยังไม่ถึง ๕๑ ปี เขาห้ามไม่ให้ทำ ว่าผู้ใดทำแล้วจะอายุสั้น เรื่องการจุดประทีปประดับโคมไฟนี้ มีเรื่องเล่าว่า เมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นเวลาที่อะไร ๆ ก็เรียนแบบเรียนธรรมเนียมฝรั่งเข้ามาใช้ พูดง่าย ๆ ก็ว่ากำลังเห่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยเสด็จประพาสสิงคโปร์บ้าง ปัตตาเวียบ้าง พวกที่ตามเสด็จและพวกที่มีความจงรักภักดี ได้ไปเห็นเขาตกแต่งฟืนไฟในการรับเสด็จ ก็นึกชอบใจอยากจะช่วยตกแต่งในวันงานเฉลิมพระชนมพรรษา ให้เป็นการครึกครื้นสนุกสนาน เหมือนอย่างที่ไปพบเห็นมาบ้าง จึงมีผู้รับเป็นหน้าที่ตกแต่งตามชวาลาพระบรมมหาราชวัง แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริ[ย]วงศ์เห็นเข้าก็ตกใจ จึงห้ามไม่ให้ทำ เพราะธรรมเนียมจีนเขาห้ามดั่งกล่าวมาแล้ว ได้มีเรื่องถกเถียงถึงค้นหาหลักฐานมาโต้กันใหญ่โต ตกลงเป็นอันว่าประกาศห้ามจุดฟืนไฟกันอย่างแข็งแรง แต่ก็ปรากฏว่าพวกหนุ่ม ๆ ที่อาสารับไปทำแต่เดิมนั้นดื้อดึงไม่ยอมเลิก เมื่อไม่ได้ทำงานของหลวง ก็ไปทำยังบ้านของตัว และเนื่องด้วยการถกเถียงเรื่องการประดับโคมไฟกันครั้งนี้ เป็นที่เลื่องลือกันโด่งดังอยู่แล้ว ฉะนั้น พวกชาวบ้านชาวเมืองที่เห็นดีเห็นชอบด้วย ก็พากันตกแต่งโคมไฟที่บ้านของตนเป็นอันมาก โดยไม่ต้องมีประกาศชักชวนเหมือนครั้งรัชกาลที่ ๔ พอวันงานมาถึง จึงปรากฏว่ามีผู้จุดโคมไฟในลำแม่น้ำ และตามถนนหนทางเป็นอันมาก งานเฉลิมพระชนมพรรษาครั้งนั้นมีถึง ๕–๖ วันติด ๆ กัน วันแรกมีโคมไฟน้อย แต่วันหลัง ๆ ยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกที ถึงมีเหรียญรางวัลให้แก่ผู้ที่แต่งซุ้มไฟในวัง เป็นรางวัลที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ การแต่งซุ้มไฟครั้งแรกนั้น จึงเป็นการเอิกเกริกสนุกสนานอย่างยิ่ง และราษฎรไม่เคยเห็นงดงามเช่นนั้นมาก่อน จึงเกิดความนิยมในการแต่งไฟต่อมามากยิ่งขึ้นทุกวัน การที่เห็นเป็นข้อเสียหายที่เคยถกเถียงกันมาก่อนนั้น ดูไม่มีใครได้พูดถึงกันอีกเลย ประเพณีการจุดไฟวันเฉลิมพระชนมพรรษานี้ จึงเกิดขึ้นโดยความเต็มใจของปวงชน ไม่ต้องมีการประกาศขอร้อง ถือกันว่า เป็นนักขัตฤกษ์อย่างหนึ่ง ซึ่งคนไทยทั้งหลายรู้สึกว่า เป็นหน้าที่หรือเป็นธรรมเนียมที่จะต้องทำเหมือนอย่างตรุษสงกรานต์ ฉะนั้น

การเฉลิมพระชนมพรรษา มีชื่อปรากฏเป็นสองอย่าง อย่างหนึ่งว่า ฉลองพระชนมพรรษา อีกอย่างหนึ่งว่า เฉลิมพระชนมพรรษา คำที่เรียกว่าฉลองนั้น คือฉลองพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา ซึ่งมีมาแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลในวันพระราชสมภพ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ การฉลองพระชนมพรรษาทำกันใหญ่โตกว่าเฉลิมพระชนมพรรษามาก การที่เป็นเช่นนั้น ก็น่าจะเป็นด้วยแต่เดิมเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงทำนั้นทรงเห็นว่า วันตามทางจันทรคตินับบรรจบรอบอย่างไทย ๆ นั้น เข้าใจกันง่ายทั่วกันอยู่แล้ว การพระราชกุศลต่าง ๆ แต่เดิมมานั้น ก็กำหนดตามทางจันทรคติ แต่ส่วนการเฉลิมพระชนมพรรษาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำมาแต่ครั้งทรงผนวชอยู่นั้น เคยทรงตามสุริยคติอย่างยุโรปมาก่อน ซึ่งมีผู้รู้และคำนวณได้น้อยคนในขณะนั้น ฉะนั้นในเวลาแรกจะกำหนดการเฉลิมพระชนมพรรษาตามสุริยคติ ผู้ซึ่งรู้วิชาโหรอยู่ก็จะเข้าใจไม่ทักท้วง แต่ผู้ที่ไม่ทราบก็จะบ่นสงสัยไปต่าง ๆ เป็นเรื่องมากความ เพราะเชื่อทางจันทรคติกันมาจนฝังจิตฝังใจแล้ว จึงโปรดให้ยกการฉลองพระชนมพรรษามาฉลองในวันพระชนมายุบรรจบรอบตามทางจันทรคติ เป็นการออกหน้าออกตา การเฉลิมพระชนมพรรษาตามสุริยคตินั้นไว้ทำเป็นการเงียบ ๆ ไม่ต้องบอกเล่าให้ผู้ใดรู้

ได้เล่ามาแล้วว่า เมื่อตอนปลายรัชการที่ ๔ นั้น ได้มีเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่นิยมทำบุญแซยิดกันมาก แรก ๆ ก็ทำกันอย่างไทย ๆ ทางจันทรคติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงทราบ ทรงอดไม่ได้ จึงได้ทรงแนะนำให้ทำตามสุริยคติ เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล่าไว้ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนว่า

“ข้าพเจ้าได้เคยได้ยินเองเนือง ๆ เมื่อจวนผู้ใดจะทำบุญวันเกิด เห็นเคยมากราบทูลทรงคำนวณวันพระราชทานบ่อย ๆ เพราะการนับวันฝรั่งนั้นอยู่ข้างจะไม่มีใครทราบเหมือนทุกวันนี้ ต่อปลาย ๆ ลงมา เรื่องนับวันอย่างฝรั่งค่อยเข้าใจกันขึ้น จึงได้รับสั่งบอกสมเด็จเจ้าพระยาเป็นต้น ว่าเมื่อถึงวันเท่านั้นเดือนฝรั่งแล้วเป็นวันเกิด สมเด็จเจ้าพระยาเองยังได้เคยชี้แจงบอกเล่าแก่ข้าพเจ้าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่าวันเกิดตามสุริยคตินั้น ตรงกันกับวันฝรังทีเดียว ถ้าคำนวณวันเกิดแรกนั้นให้รู้เสียว่า เป็นวันที่เท่าใดของฝรั่งแล้ว เมื่อถึงบรรจบปีคำนวณอย่างไทยเข้าดู คงโดนกันเปรี้ยงทีเดียว คำสมเด็จเจ้าพระยาซง[ซึ่ง]ข้าพเจ้ายกมากล่าวในที่นี้ ถ้าคนทุกวันนี้ฟัง ก็จะเห็นว่าจืดเต็มที แต่ที่แท้ในเวลานั้นไม่จืดเลย กำลังเข้มงวด เป็นวิชาลับอย่างหนึ่ง ซึ่งขยับจะปิดกันด้วยการที่โจษกันขึ้นนี้ เพราะเรื่องวันเกิดข้าพเจ้า เมื่อคำนวณตามอย่างโหราศาสตร์ไทย ๆ มักจะไปบรรจบรอบในวันที่ ๒๐ เวลาเที่ยงคืนแล้วเนือง ๆ แต่วันกำหนดซึ่งคำณวนไว้ในปฏิทินหมอบรัดเลเป็นต้น ว่าเป็นวันที่ ๒๑ เดือนเสปเตมเบอร์ เคลื่อนจากวันที่ข้าพเจ้าเกิดจริง ๆ วันหนึ่ง แต่เพราะเวลาที่บรรจบรอบนั้น มักจะล่วงเที่ยงคืนไปแล้ว การอะไรต่าง ๆ มีสรงมูรธาภิเษกเป็นต้น ข้าพเจ้าจึงให้เลื่อนไปไว้วันที่ ๒๑ เพื่อจะให้เป็นเวลากลางวันพรักพร้อมกัน และจะไม่ให้ต้องเป็นข้อถุ้มเถียงกันกับฝรั่ง ซึ่งได้ทราบมานานแล้วว่าเกิดวันที่ ๒๑ สมเด็จเจ้าพระยาท่านเข้าใจว่าเกิดวันที่ ๒๑ ครั้นเมื่อท่านทราบว่า โหรคำนวณตกในวันที่ ๒๐ จึงเกิดเถียงกันขึ้น ยกคำที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รับสั่งนี้มาเล่าเพราะท่านเป็นผู้ที่รับหน้าที่คำนวณวันเกิดใคร ๆ มีท่านเจ้าพระยาภูธราภัยเป็นต้น แทนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ที่แท้ท่านไม่ได้คำนวณอย่างไทย ท่านนับวันอย่างฝรั่งเช่นนี้ ในเวลานั้นเป็นวิชาลับที่ไม่มีผู้ใดทราบ ก็เข้าใจกันว่า คำนวณอย่างไทยจึงได้เกิดเถียงกันขึ้นกับโหร จนได้ทราบความจริงในการที่ผิดไป เพราะวันเกิดของข้าพเจ้า ดังเช่นกล่าวมาแล้ว”

และเพราะเหตุที่การคำนวณวันเกิดตามสุริยคติ มีผู้ทราบกันน้อย ดังกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่อัญเชิญมากล่าวไว้นี้เอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ทำการเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งคำนวณทางสุริยคติเป็นการภายใน ส่วนการฉลองพระชนมพรรษา อันคำนวณตามจันทรคติอย่างไทย ๆ เป็นการออกหน้าออกตา เป็นการฉลองพระพุทธรูปประจำรัชกาลด้วย ครั้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันฉลองพระชนม์พรรษากับวันเฉลิมพระชนมพรรษาอยู่ใกล้ชิดกัน หรือห่างกันเพียงวันเดียว คือในวันที่ ๒๐ กับวันที่ ๒๑ จึงได้จัดพระราชพิธีทั้ง ๒ วันต่อกันไปเป็นงานเดียว

การเฉลิมพระชนมพรรษา เท่าที่เคยปรากฏมา มีกำหนดวันไม่แน่นอน ครั้งรัชกาลที่ ๔ ทำ ๓ วันมาตลอด ถึงรัชกาลที่ ๕ มี ๓ วันบ้าง ๔ วันบ้าง ๕–๖ วันบ้าง ไม่แน่นอน สุดแต่จะเห็นว่าปีใดจะสะดวกแค่ใด งานเฉลิมพระชนมพรรษา เท่าที่เล่ามาแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นงานที่สนุกสนานครึกครื้นยิ่งงานหนึ่งของชาติไทย คนไทยทุกคนได้มีส่วนร่วมสนุกด้วย การแต่งโคมไฟ ประดับธงทิวตามบ้านเรือนแห่งตน แต่มาในระยะหลัง ๆ มานี้เห็นจะเป็นเพราะความผันผวนปรวนแปรของบ้านเมือง สถานการณ์ของประเทศอยู่ในวิกฤตการณ์เกือบตลอดมา งานเฉลิมพระชนมพรรษาจึงดูกร่อยและซบเซาลงไปมาก เกือบจะดูไปว่า ไม่ใช่งานใช่การอะไรกันเลย ฉะนั้น งานเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งรัฐบาลได้ฟื้นฟูขึ้นอีกในครั้งนี้ นับว่าเป็นความดำริที่ชอบที่ควร และเหมาะสมแก่สภาพของบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการรักษาประเพณีที่ดีงามของชาติให้คงอยู่แล้ว อัง[ยัง]เป็นการกระตุ้นเตือนใจคนไทยทั้งชาติ ให้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่เคารพสักการะของเราชาวไทยด้วย จริงอยู่ เราอาจจะต้องสิ้นเปลืองเงินทองกันบ้าง แต่เมื่อมาคำนึงถึงประโยชน์ที่เราจะได้ทางด้านจิตใจแล้ว ทุกคนจะต้องลงความเห็นเป็นอย่างเดียวกันว่า คุ้มค่าน้ำเงิน และคุ้มค่าความเหน็ดเหนื่อย โดยไม่ต้องสงสัย