เมืองไทยในอดีต/พระราชประวัติฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เพิ่มศักดิ์ วรรลยางกูล. เมืองไทยในอดีต. พระนคร : วัฒนาพานิช, 2503. 656 หน้า. (ราคาหน้าปก 25 บาท)

ที่อยู่สำนักพิมพ์: โรงพิมพ์ วัฒนาพานิช 216–220 ถนนบำรุงเมือง สำราญราษฎร์ พระนคร โทรศัพท์ 27225

พระราชประวัติ และพระราชจริยาวัตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช[แก้ไข]

วันที่ ๕ ธันวาคม เป็นวันที่สำคัญยิ่งวันหนึ่งของชาติไทย เพราะเป็นวารดิถีมหาศุภมงคลสมัยคล้ายวันพระราชสมภพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเรานิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า “วันเฉลิมพระชนมพรรษา” เป็นราชประเพณีเก่าแก่ที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของพระมหากษัตราธิราชของไทยมาเป็นเวลาช้านานแล้ว

ในโอกาสที่วันเฉลิมพระชนมพรรษา วนเวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่งเพื่อเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจให้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์จึงขออัญเชิญพระราชประวัติ และพระราชจริยาวัตรมาเล่าสู่กันฟังโดยสมควรดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชสมภพ ณ วันจันทร์เดือนอ้ายขึ้นสิบสองค่ำปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ เวลา ๘ นาฬิกา ๔๕ นาที ณ เมืองแคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา ทรงเป็นพระโอรสลำดับพระองค์ที่ ๓ ของสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ มีพระนามในชั้นเดิมว่า พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ ได้ตามเสด็จพระราชบิดา เสด็จกลับเข้ามาประทับในประเทศไทย

พ.ศ. ๒๔๗๒ สมเด็จพระราชบิดาสิ้นพระชนม์

พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ทรงศึกษาวิชาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี ถนนเพลินจิต จังหวัดพระนครจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการ ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทรงศึกษาวิชาชั้นต้นตามหลักสูตรประถมศึกษา ที่โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซานน์

ครั้นถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้ทรงรับสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์ ขึ้นเป็นสมเด็จน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช อันเป็นเวลาภายหลังที่สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ เป็นรัชกาลที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วต่อมาได้ทรงย้ายสถานศึกษาจากโรงเรียนเมียร์มองต์ ไปทรงศึกษาที่โรงเรียนนูเวลล์ เดอลาสวิส โรมางค์ ตำบลไชยี่ เมืองโลซานน์ ทรงเป็นนักเรียนภายนอก คือเสด็จไปกลับ

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้เสด็จมาเยี่ยมประเทศไทยเป็นการชั่วคราว พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ประทับอยู่ในประเทศไทยจนถึงเดือนมกราคม ปีเดียวกัน จึงเสด็จกลับ เพื่อทรงวิชาการต่อไป

พ.ศ. ๒๔๘๘ ทรงสอบไล่ได้ประกาศนียบัตร บาเชอเลียร์ เอสเลตรส์ จากโรงเรียนยิมนาส เดอ โลซานน์ จากนั้น ก็เสด็จเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยโลซานน์ แผนกวิทยาศาสตร์ พอถึงวันที่ ๕ เดือนธันวาคม ศกเดียวกัน ได้เสด็จมายังประเทศไทยพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชอีกวาระหนึ่ง

วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ทรงได้รับยศร้อยโท นายทหารพิเศษประจำกรมทหารที่ ๑ กองพันที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ สืบต่อจากพระบรมเชษฐาธิราช เมื่อ ณ วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ รัชกาลที่ ๙ เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จนถึงวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ จึงได้เสด็จกลับไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อทรงศึกษาวิชาการต่อไป

วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ กิติยากร ในหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และหม่อมบัว กิติยากร และได้เสด็จกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ครั้นถึงวันที่ ๒๘ เมษายน ศกเดียวกัน ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ กิติยากร ณ ตำหนักสมเด็จพระอัยยิกาเจ้า ในวังสมเด็จพระราชบิดา ตำบลปทุมวัน ต่อมาถึงวันที่ ๕ เดือนพฤษภาคม จึงได้มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณประเพณี ในวันนั้นได้มีกระแสพระราชดำรัสแก่ประชาชน มีข้อความจับใจตอนหนึ่งว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม”

นับตั้งแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์พระประมุขของชาติเฉกเช่นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทย เพราะปรากฏว่าพระองค์ทรงใช้พระคุณยิ่งกว่าพระเดช ทรงกอปร์ด้วยพระเมตตาพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ พระองค์จึงเป็นที่เคารพและสักการะของประชาชนเสมอมา พระราชกรณียกิจที่ได้ทรงบำเพ็ญโดยลำดับมานั้น เป็นพยานในความจริงข้อนี้ และไม่จำเป็นที่จะต้องยกมากล่าวซ้ำอีก เพราะได้ฝังอยู่ในความทรงจำของคนไทยทั้งชาติแล้วโดยไม่มีวันลืม

ในวารดิถีอันเป็นมหาศุภมงคลสมัยคล้ายวันพระราชสมภพนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเดชพระคุณ ขอนำข้อความบางตอนใน “พระบรมราชจริยาวัตรปางพระเยาว์” ซึ่งพลโทพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร ได้เขียนไว้นานแล้ว ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ฉบับวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๐๒ มาอ่านสู่กันฟังดังนี้

“ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ เพื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงตระหนักพระราชหฤทัยว่าจะต้องทรงรับราชภาระบริหารประเทศ ในฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งประเทศไทย จึงได้ตัดสินพระทัยศึกษาวิชากฎหมาย และวิชารัฐศาสตร์ เพื่อแก่การปกครองประเทศชาติ ส่วนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันทรงสนพระทัยศึกษาวิชาอินยิเนีย ศีลปะ ช่าง และดนตรี โดยพระสุขุมมาลยชาติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนวมะรัชกาลทรงมีพระจริยาวัตรสม่ำเสมอทรงบำเพ็ญพระองค์เพียบพร้อมด้วยสังคหวัตถุธรรม ครั้งนั้นไม่ทรงคาดพระราชหฤทัยว่าจะได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ แทนสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช จึงทรงบำเพ็ญพระองค์หนักไปในทางการศึกษาวิชาอินยิเนีย ศิลปะ และดนตรี ดั่งกล่าว ทรงมีพระสติปัญญาเฉียบแหลม ในยามสอบไล่เพื่อทราบผลของการศึกษาประจำปี ก็ทรงสอบได้ตำแหน่งที่ดีเสมอแสดงให้เห็นพระปรีชาสามารถของพระองค์ ไม่น้อยหน้าชนต่างด้าวต่างแดนที่ศึกษาอยู่ร่วมสำนักเลย

ทุกครั้งที่หมดเวลาศึกษา ขณะที่อยู่ ณ ที่ประทับ สมเด็จพระเจ้าอยู่[หัว] พร้อมด้วยพระเชษฐภคินี และพระบรมเชษฐาธิราช มักจะทรงสำราญพระหฤทัยด้วยการกีฬา หรือมิเช่นนั้นก็ร่วมกันสร้างเครื่องบินจำลอง เรือรบจำลอง ด้วยการดูแบบ และสร้างตามแปลน ซึ่งทรงสร้างได้อย่างปราณีต จนถึงกับส่งมาประเทศสยาม เพื่อประมูลราคาขายส่งเงินไปสมทบทุนแก่โรงพยาบาลดั่งปรากฏเรื่องและทราบอยู่ทั่วกันแล้ว

บางโอกาสก็โปรดปรานการสร้างสวนครัวและเลี้ยงสัตว์เป็นกิจวัตรพิเศษ ในยามว่างก็โปรดเกล้าฯ ให้คนไทยที่ในต่างประเทศเข้าเฝ้าฝ่าละอองธุลีพระบาท โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานปฏิสันถารไต่ถามสุขทุกข์ แล้วพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ตามควรแก่กรณี”

อนึ่ง เพื่อเป็นการเทอดทูนพระเกียรติคุณของสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ก็ควรจะกล่าวไว้ในโอกาสนี้ด้วยว่า สมเด็จพระราชชนนี ก็ได้เข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเกี่ยวแก่การสุขวิทยาเพื่อประโยชน์แก่สาธารณะ เจริญรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระราชบิดาด้วย ปรากฏตามทัศนะของชนชาวต่างประเทศว่า “ที่วิลลาวัฒนานั้น เป็นครอบครัวตัวอย่าง ที่เต็มไปด้วยความน่ารักผาสุกอย่างที่สุด”

ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นวมะรัชกาลจะได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระองค์ก็ทรงศึกษาวิชาฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน โดยเฉพาะทรงโปรดการอินยิเนียมาก เคยตรัสกับผู้ใกล้ชิดว่า เพื่อจะมาได้ช่วยพระบรมเชษฐาธิราชในด้านบูรณะประเทศ เมื่อได้สำเร็จการศึกษาเสด็จนิวัตรสู่สยามประเทศแล้ว

มีข้อที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า การที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่เคารพสักการะของชาวเรา ทรงโปรดวิชาวรรณคดี และวิชาดนตรีนั้น ช่างเป็นพระราชจริยาวัตรที่ละม้ายกับพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก เพราะสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นนักวรรณคดีอย่างยอดเยี่ยมเพียงไร ก็เป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้วแม้การช่างสลักที่ทรงด้วยฝีพระหัตถ์นั้นเล่า บานประตูโบสถ์วัดสุทัศนเทพวนารามก็เป็นฝีพระหัตถ์ที่ลือกระฉ่อน หาช่างในที่แห่งใดเปรียบปานมิได้จนกระทั่งทุกวันนี้ เป็นต้น

นอกจากทรงศึกษาศิลปวิทยาการเป็นประจำแล้ว วิชาการอื่น ๆ อันเป็นส่วนเบ็ดเตล็ดก็มักจะทรงโปรดเป็นประจำ ครั้งหนึ่งขณะที่ประพาสทรงเบ็ดเป็นการผักผ่อนอิริยาบถสมัยปิดเทอม มีฝรั่งนักหนังสือพิมพ์ขอเข้าเฝ้าเพื่อประทานสัมภาษณ์ ก็โปรดให้เข้าเฝ้าได้ แต่สัมภาษณ์ยังไม่ได้จนกว่าจะหาเหยื่อสำหรับตกปลามาถวายเสียก่อน เป็นการแสดงว่า แม้จะทรงพระเยาว์ก็สามารถตรัสโต้ตอบได้ทันท่วงที สมแก่กาลเทศะยิ่งนัก ปางทรงเจริญพระชันษามากขึ้น พระราชจริยาวัตรก็ยิ่งลมุนลม่อมขึ้นเป็นลำดับ ในสมัยที่เสด็จนิวัตรประเทศไทยเมื่อ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘ ได้โปรดทรงการดนตรี และพระราชนิพนธ์เพลง รวมทั้งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นักดนตรีมีชื่อเข้าเฝ้า และสมัยหนึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์พระราชานุกิจทุกรัชกาล แจกในงานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เฉพาะพระราชานุกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ นั้น หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ได้อัญเชิญให้ทรงพระราชนิพนธ์ และก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น พระราชนิพนธ์นั้นสมบูรณ์ด้วยบรรยายโวหาร อันเป็นลักษณะของวรรณคดี ที่อ่านแล้วเกิดอารมณ์สะเทือนใจ ครั้งหลังสุดที่จากประเทศไทยไปเพื่อศึกษาต่อ ณ ไพรัชประเทศก็ได้ทรงบันทึกเป็นพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ ประทานแก่หนังสือวงวรรณคดีของหม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุล บันทึกนี้สมบูรณ์ด้วยรสไพเราะ อ่านแล้วทำให้แลเห็นพระราชจริยาวัตรของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราเป็นอันดี ดังจะอัญเชิญมาอ่านสู่กันฟังบางตอนดังนี้

“วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว พอถึงเวลาก็ลงจากพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน ณ พระที่นั่งชั้นล่างนั้น แล้วก็ไปยังวัดพระแก้วเพื่อนมัสการพระแก้วมรกตและพระภิกษุสงฆ์ ลาเจ้านายฝ่ายหน้า ลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่งและจากไปขึ้นรถยนตร์ พอรถแล่นออกไปได้ไม่ถึง ๒๐๐ เมตร มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถแล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบ ไม่แน่ใจว่าอะไรอยู่ในนั้น บางทีจะเป็นลูกระเบิด มาเปิดดูปรากฏว่า เป็นท๊อฟฟี่ที่อร่อยมาก ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริง ๆ ที่ถนนราชดำเนินกลางราษฎรเข้ามาใกล้จนชิดรถพระที่นั่ง กลัวเหลือเกินว่ารถของเราจะไปทับแข้งขาใครเข้าบ้าง รถแล่นฝ่าฝูงชนไปได้อย่างช้าที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง ตามทางที่ผ่านมาได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นดัง ๆ ว่า “อย่าทิ้งประชาชน” อยากจะลงรถร้องบอกเขาไปว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะละทิ้งอะไรได้” แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว เมื่อมาถึงดอนเมือง เห็นนิสิตมหาวิทยาลัยมาเพื่อส่งเราให้ถึงที่ได้รับเครื่องหมายมหาวิทยาลัย ๑๐.๐๕ นาฬิกาแล้ว หรือเวลาอีกเล็กน้อยสำหรับเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวที่สโมสรนายทหาร ต่อจากนั้นก็ไปขึ้นเครื่องบิน เดินฝ่าฝูงคนซึ่งเฝ้าดูเราอยู่จนวาระสุดท้าย

เมื่อขึ้นมาอยู่บนเครื่องบินแล้ว ก็ยังมองเห็นเหล่าราษฎร ได้ยินเสียงไชโยโห่ร้องอวยชัยให้พร แต่เมื่อคนประจำเครื่องบินเริ่มเดินเครื่อง เสียงเครื่องยนตร์ดังสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงโห่ร้องก้องกังวานของประชาชนที่ดังอยู่หมด พอถึง ๑๒.๐๐ นาฬิกา เราก็ออกเดินทางมาบินวนเหนือพระนคร สามรอบยังมองเห็นประชาชนแหงนดูเครื่องบินทั่วถนนทุกสายในพระนคร”

เท่าท[ที่]นำมากล่าวนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวเราทั้งมวล