เรื่องของสมเด็ดพระเจ้ากรุงธนบุรี/พระราชประวัติฯ (จากหนังสืออภินิหารบรรพบุรุส)

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เรื่องของสมเด็ดพระเจ้ากรุงธนบุรี
พระราชประวัติ
สมเด็ดพระเจ้ากรุงธนบุรี

จักดำเนินความตามมูลเหตุอภินิหารแห่งพระเจ้ากรุงธนบุรีไห้ซาบโดยนิยมปถมเหตุดังนี้ว่า ครั้งกรุงเทพพระมหานครบวรทวาราวดีสรีอยุธยา คือ กรุงเก่า ยังตั้งดำรงสมบูรน์เปนราชธานีโดยปรกติหยู่นั้น ครัง้นั้น พระบาทสมเด็ดพระบรมราชาธิราชพระพุทธเจ้าหยู่หัวบรมโกถได้ครองสิริราชสมบัติเปนบรมกสัตรที่ 32 ไนกรุงสรีอยุธยาโดยผาสุกสวัสดิภาพไพบูลได้สามปี ไนแผ่นดินนั้น เจ้าพระยาจักรี ที่สมุหนายก ตั้งบ้านเรือนหยู่ไกล้กำแพงพระมหานครกรุงสรีอยุธยา ไนกาลครั้งโน้นนั้น จีนมีชื่อ ไหยฮอง เปนขุนพัธน์นายอากรบ่อนเบี้ย และกอบด้วยภรรยาทาสชายหยิงและทรัพย์สมบัติโดยสมบูรน์ จึ่งเข้าไปพึ่งบารมีอาสัยที่หยู่หน้าบ้านท่านเจ้าพระยาจักรีมาช้านาน จนภรรยาตั้งครรภกำหนดได้ 10 เดือน ก็คลอดบุตรชายคน 1 ไนจุลสักราช 1096 ปีขาน ฉสก กุมารบุตรจีนไหยฮอง ขุนพัธน์ นั้น มีสิริรูปพรรนสันถานงามยิ่งนัก โดยลักสนะกุมารนั้นเปนจตุรัสกาย คือ อธิบายว่า วัดตั้งแต่เท้าถึงสูนย์สดือเปนมัชชิมะกายได้ส่วนหนึ่ง และวัดตั้งแต่สูนย์อุระราวถันออกไปถึงปลายนิ้วมือข้างซ้ายเปนส่วนหนึ่ง ข้างขวาเปนส่วนหนึ่ง ทั้ง 4 ส่วนนั้นยาวเสมอเท่ากันไม่ก้ำเกิน ที่สดือนั้นเปนหลุมลึกลงไปพอจุผลหมากสงทั้งเปลือก ผิดกับสามัญชนทั้งหลาย จึ่งว่า เปนลักสนะจตุรัสกาย คือ รูปสิริกายเปนส่วนสี่เหลี่ยมดุจดังพระพุทธสักสนะแห่งองค์สมเด็ดพระสมนะโคดม อนึ่ง ขนะกุมารนั้นคลอดออกมานั้น อากาสก็ปราสจากเมคหมอก ไม่มีฝน แต่ขนะนั้น บังเกิดอสุนีบาทว์ผ่าลงมาที่ตรงเสาดั้งเรือนแห่งห้องกุมารคลอดนั้น แต่กุมารนั้นหาเปนอันตรายไม่ ด้วยเดชะบารมีบรมโพธิสมภารของกุมารจะได้เปนบรมกสัตรสาสนูปถัมภกยกย่องพระบวรพุทธสาสนาไนสยามประเทสนี้ และจะได้ดำรงพระมหาเสวตฉัตรเปนพระเจ้าแผ่นดินกรุงธนบุรีประเทสบางกอก ครั้นกุมารคลอดได้สามวัน มีงูเหลือมไหย่เข้าไปขดเปนทักสินาวัตหยู่ไนกะด้งโดยรอบกายกุมาร ฝ่ายบิดามารดาของกุมารได้เห็นงูไหย่เข้าไปขดไนกะด้งของบุตรนั้น ก็มีความวิตกกลัวภัยอันตรายต่าง ๆ หนึ่ง ทำเนียมจีน มีเหตุร้ายบังเกิดขึ้นเช่นนี้แล้ว ฝ่ายบิดามารดาเขาย่อมนำเอาบุตรซึ่งบังเกิดไนระหว่างเหตุร้ายนั้นไปฝังเสียทั้งเปน ก็การซึ่งบังเกิดขึ้นไนเมืองไทยนี้ จีนไหยฮองนี้จะทำดุจทำเนียมเมืองจีนนั้นไม่ได้ เพราะด้วยเหตุเกรงพระราชอาญาพระเจ้าแผ่นดินไทย แต่จะต้องนำเอาบุตรนั้นไปทิ้งเสียไห้พ้นบ้าน จึ่งจะสิ้นเหตุร้ายภัยอันตราย

ครั้นเวลาเช้า ท่านเจ้าพระยาจักรีลงมาถวายอาหารบินทบาตแก่พระสงค์ที่หน้าบ้านของท่าน ท่านจึงได้ซาบความตามเหตุซึ่งมีกับบุตรจีนไหยฮอง ฝ่ายท่านเจ้าพระยาจักรีจึ่งมีจิตคิดสังเวชกรุนากับกุมารซึ่งจะถึงกาลอันตรายด้วยมรนะภัย ท่านจึงขอกุมารนั้นกับจีนไหยฮอง ๆ ก็ไม่อาดจะขัดได้ ต้องจำเปนจำอนุญาตยอมยกกุมารไห้แก่เจ้าพระยาจักรี

จำเดิมมาแต่เจ้าพระยาจักรีได้รับบุตรจีนไหยฮองมาเลี้ยงเปนบุตรบุญธัมจนจเริน ก็ได้ลาภและทรัพย์สินสมบัติเปนอันมาก เจ้าพระยาจักรีจึ่งตั้งชื่อกุมารนั้นว่า นายสิน เปนเหตุนี้ที่กล่าวมานั้น ครั้นนายสินค่อยจเรินไหย่อายุได้ 9 ขวบแล้ว เจ้าพระยาจักรีจึ่งได้นำกุมารไปฝากไว้ไนสำนักพระอาจารย์ทองดีมหาเถระนะวัดโกสาวาสน์ นัยหนึ่งว่า วัดคลัง ครั้นนายสินเรียนหนังสือขอมไทยได้จนจบบริบูรน์แล้ว จึ่งเรียนคัมภีรพระไตรปิดกสมควนกับคุนานุรูปชำนิชำนาญแล้วจนอายุได้ 13 ปี ไนกาลครั้งนั้น นายสินคิดการตั้งบ่อนถั่วเปนเจ้ามือไนพระอาราม ชักชวนสานุสิสไนพระอารามวัดโกสาวาสน์มาแทงถั่ว ฝ่ายพระอาจารย์ซาบประพรึติเหตุดังนั้นแล้ว ก็ลงโทสกับสานุสิสทั้งหลายซึ่งเล่นเบี้ยแทงถั่วนั้นทุก ๆ คน แต่นายสิน ผู้เปนเจ้ามือถั่วนั้น พระอาจารย์ลงโทสทันทกัมมัดมือคร่อมกับบันได้น้ำทำประจานสั่งสอนไห้เข็ดหลาบ ด้วยเปนต้นเหตุก่อความชั่วขึ้นไนพระอาราม มัดนายสินแช่น้ำตั้งแต่เวลาพลบค่ำ เปนเวลาน้ำขึ้นด้วย แล้วพระอาจารย์ก็ไปสวดพระพุทธมนต์ตามทำเนียมไนพระอาราม ครั้นเลิกสวดมนต์แล้ว เปนเวลาประมานยามเสส พระอาจารย์จึงระลึกถึงซึ่งมัดนายสินแช่น้ำไว้นั้นจะเปนอันตรายหย่างไรก็หาซาบไม่ จึ่งได้มนิมมะนาเดินลงมายังท่าน้ำพร้อมด้วยพระสงค์เปนอันมาก ครั้นถึงบันไดน้ำ ก็เห็นน้ำท่วมลบตลิ่งแล้ว พระอาจารย์มีความวิตกว่า นายสินจะมิเปนอันตรายแก่ชีวิตด้วยอุทกภัยหรือ จึ่งสั่งพระสงค์ซึ่งเปนอันเตวาสิกนั้นไห้จุดไต้ตามไฟเที่ยวส่องหานายสิน ก็พบนายสินที่ริมตลิ่งวัด มือนายสินยังมัดติดหยู่กับบันได แต่บันไดหลุดถอนขึ้นมาได้ด้วยอำนาดบุญญาบารมีของนายสินจะได้เปนพระเจ้าแผ่นดินนั้น พระสงค์ทั้งหลายจึงแก้เชือกที่มัดมือนายสินคร่อมบันไดนั้นออก พาเอาตัวมายังบนบก ฝ่ายพระอาจารย์และพระสงค์ทั้งหลายได้เห็นนายสินมิได้เปนอันตรายด้วยอุทกภัย ก็เปนการประจักส์อัสจรรยของนายสินยิ่งนัก พระอาจารย์กับพระสงค์ทั้งหลายก็ชวนกันพาตัวนายสินเข้าไปไนพระอุโบสถ ไห้นายสินนั่งหยู่ท่ามกลางพระสงค์ทั้งหลายฉเพาะหน้าพระพุทธปติมากร พระสงค์ทั้งหลายก็สวดพระพุทธมนต์ด้วยพระคาถาบทชยันตะมงคล เปนการคล้าย ๆ กับทำขวันนายสิน ปถมเหตุนี้นั้นเปนการประจักส์ของนายสิน พระอาจารย์ได้จดหมายเหตุไว้ตั้งแต่คลอดจนได้ราชสมบัติเปนพระเจ้าแผ่นดินแล้ว จึ่งได้รับเอาจดหมายเหตุนั้นมา จึ่งได้ปรากตสืบเนื่องต่อเปนลำดับดังนี้ และข้อความตามลำดับได้นี้ด้วย ก็เปนจดหมายเหตุของพระอาจารย์ทองดี วัดโกสาวาสน์ ทั้งสิ้น ครั้นพายหลัง นักปราชญ์ราชบันดิตจึ่งได้จดหมายเหตุต่าง ๆ มาผสมกันเปนเรื่องพงสาวดารลำดับความตามประสงค์ แต่ขาดบ้างเกินบ้าง ด้วยยาวบั่นสั้นต่อดังนั้น

ขนะนั้น นายสินอายุได้ 13 ปี ท่านเจ้าพระยาจักรีจึ่งได้แต่งการมงคลตัดจุกนายสินโดยการเอิกเกริกคับคั่งด้วยอำนาดเปนอัคมหาเสนาบดี ไนเวลาที่ควนกับการ ขนะทำการมงคลตัดจุกนายสินนั้น มีผึ้งหลวงมาจับที่เพดานเบญจารดน้ำปรากตหยู่ 7 วันจึ่งหนีไปโดยทิสานุทิส แล้วเจ้าพระยาจักรีจึ่งนำนายสิน ผู้เปนบุตรบุญธัม เข้าไปถวายตัวทำราชการสนองพระเดชพระคุนเปนมหาดเล็กไนพระเจ้าแผ่นดิน คือ พระบาทสมเด็ดพระบรมราชาธิราชพระพุทธเจ้าหยู่หัวบรมโกถ ฝ่ายนายสินทำราชการเปนมหาดเล็กหยู่เวนหลวงนายสักดิ์ บุตรเจ้าพระยาจักรี ครั้นนายสินออกจากที่เฝ้าพระเจ้าแผ่นดินแล้ว มีความอุสาหะไปสู่สำนักอาจารย์จีน อาจารย์ยวน อาจารย์แขก ได้เรียนหนังสือและสึกสาวิชาการทุกภาสา พูดได้ทั้งสามภาสาโดยชำนิชำนาญแล้ว ครั้นอายุนายสินได้ 21 ปี เจ้าพระยาจักรีจึ่งประกอบการอุปสมบทนายสินเปนพระภิกสุสงค์หยู่ไนสำนักอาจารย์ทองดีนะวัดโกสาวาสน์ ครั้นนายสินเปนพระภิกสุสงค์ได้สามพรรสาแล้ว ก็ลาสิกขาบทละเพสบรรพชิตสึกออกมาทำราชการดั่งเก่า

ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินซงพระราชดำหริว่า นายสินเปนผู้ฉลาดรอบรู้ขนบทำเนียมราชกิจต่าง ๆ โดยมาก จึ่งซงพระราชดำหรัดปรึกสาท่านเสนาบดีว่า นายสินนี้ควนจะไห้เปนผู้ต่างพระเนตรพระกรรนได้ ท่านเสนาบดีก็เห็นควนโดยรับสั่ง จึ่งซงพระกรุนาโปรดเกล้าโปรดกะหม่อมไห้นายสินเปนมหาดเล็กรายงานด้วยราชการทั้งหลายไนกรมมหาดไทยและกรมวังสาลหลวง พระบาทสมเด็ดพระบรมราชาธิราชพระพุทธเจ้าหยู่หัวบรมโกถสเด็ดครองสิริราชสมบัติไนกรุงสรีอยุธยาได้ 26 ปี ก็สเด็ดสวรรคตไนจุลสักราช 1120 ปีขาน สัมริทธิสักนั้น สมเด็ดพระเจ้าลูกยาเทอ เจ้าฟ้าอุทุมพรราชกุมาร นัยหนึ่งว่า เจ้าดอกมะเดื่อ ซึ่งดำรงตำแหน่งยสไนที่อุปราช ได้ครองสิริราชสมบัติแทนพระบรมชนกาธิราชเปนพระเจ้าแผ่นดินที่ 33 ไนกรงสรีอยุธยาแต่ครองสิริราชสมบัติได้ 3 เดือนเสส ก็ถวายสิริราชสมบัติแก่สมเด็ดพระบรมเชตถาธิราชเจ้า คือ เจ้าฟ้าเอกทัต ซึ่งเปนกรมขุนอนุรักสมนตรี ๆ ได้รับครองสิริราชสมบัติเปนลำดับมาไนจุลสักราช 1120 ปีขาน สัมริทธิสก เปนพระเจ้าแผ่นดินที่ 34 ไนกรุงเก่า ซงพระนามว่า พระบาทสมเด็ดพระบรมราชามหากสัตรบวรสุจริต เปนพระเจ้าแผ่นดินที่สุดแห่งกรุงสรีอยุธยา ๆ ก็เสียแก่พม่าข้าสึกไนแผ่นดินที่ 34 นั้น

ก็ครั้งแผ่นดินที่ 34 ยังตั้งดำรงหยู่โดยผาสุกสวัสดิภาพนั้น พระเจ้าแผ่นดินที่ 34 นั้นท่านซงพระกรุนาโปรดเกล้าฯ ไห้นายสิน มหาดเล็กรายงาน เปนข้าหลวงเชินท้องตราพระราชสีห์ขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือ ครั้นกลับมาได้ราชการ มีความชอบมาก พระเจ้าแผ่นดินซงพระราชดำหรัดว่า ที่หลวงยุกบัตรเมืองตากก็ถึงแก่กัม ตำแหน่งนั้นว่างเปล่ามาช้านานแล้ว บัดนี้ จึ่งซงพระกรุนาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำแหน่งยสไห้นายสินมหาดเล็กซึ่งเปนบุตรบุญธัมของเจ้าพระยาจักรีคนเก่านั้น โปรดเกล้าไห้ดำรงตำแหน่งยสเปนที่หลวงยุกบัตรเมืองตาย โปรดไห้ขึ้นไปช่วยราชการพระยาตาก ครั้นกาลล่วงมาไม่ช้า พระยาตากก็ถึงแก่กัม ฝ่ายหลวงยุกรบัตรสินจึ่งเปนผู้ถือบอกข่าวตายลงมายังกรุงสรีอยุธยา ครั้งนั้น เจ้าพระยาจักรีคนไหม่มิไช่บิดาหลวงยุกรบัตรสิ จึ่งนำข่าวตายพระยาตากขึ้นกราบบังคมทูนพระกรุนา ได้ซงซาบไต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว จึ่งซงพระกรุนาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำแหน่งยสเลื่อนหลวงยุกบัตรสินไห้เปนพระยาตากด้วย เวลานั้น พระปลัดเมืองตากก็ถึงแก่กัมลงพร้อมด้วยพระยาตากคนเก่านั้นด้วย

ครั้นพระยาตากสินได้ขึ้นไปครองเมืองตากโดยกะแสพระราชดำหรัดนั้นแล้ว เวลาหนึ่ง พระยาตากสินไปบำเพ็นทานการกุสลต่าง ๆ นะวัดข่อย เขาแก้ว และวัดกลาง ต่อกัน ที่ตำบนบ้านระแหง แขวงเมืองตาก ไนเวลานั้น พระยาตากสินจึ่งตั้งสัตยาธิถานว่า ถ้าบารมีของข้าพเจ้าจะถึงแก่บรมสุขแล้ว ข้าพเจ้าจะเอาไม้ที่สำหรับเคาะระคังนี้ขว้างไป ขอไห้ถูกจำเพาะท่ามกลางท้าวถ้วยแก้วที่คอดกิ่วอยู่นั้นหักออกไป แต่ตัวถ้วยนั้นอย่าไห้เปนอันตราย ข้าพเจ้าจะได้เอาถ้วยแก้วนั้นมาทำพระเจดีย์บันจุพระสารีริกธาตุ ถ้าบารมีของข้าพเจ้ายังไม่ถึงแก่บรมสุขแล้ว ถึงจะขว้างไม้เคาะระคังอันนี้ไป ก็ขอหย่าไห้ไม้อันนี้ไปประหารถูกถ้วยแก้วนั้นเลย ครั้นตั้งสัตยาธิถานแล้ว จึ่งขว้างไม้ที่สำหรับเคาะระคังไปโดยทางไกลห่างถ้วยแก้วประมาน 10 สอก ไม้นั้นก็ไปถูกท่ามกลางท้าวถ้วยแก้วหักไปเปนสองภาคสมดังความประนิธานปราถนาเปนมหามหัสจรรย์ประจักส์แก่ตาของพระสงค์สามเนรสาธุชนสัตบุรุสทายกอุบาสกอุบาสิกาชนชายหยิงทั้งหลายซึ่งสถิตหยู่ไนโรงธัมสภาสาลาปรากตนะเวลานั้น นรชนทั้งหลายเสียงแซ่ซ้องสาธุการเอิกเกริกด้วยการสันเสินบารมีและอภินิหารพระยาตากเปนอันมาก

บุพเหตุสุภนิมิตครั้งนี้ ท่านประสงค์ ผู้เปนเจ้าอธิการวัดเขาแก้ว วัดข่อย จดหมายเหตุไว้ไนครั้งนั้น ครั้นพายหลัง ครั้งพระยาตากได้เปนพระเจ้าแผ่นดินครองสิริราชสมบัติกรุงธนบุรี นักปราชญ์ราชบันดิตจึ่งได้รับเอาจดหมายเหตุนี้มาเรียบเรียงเนื่องกันกับกาลก่อน ลำดับเปนพระราชพงสาวดาร แต่ขาดเรี่ยเสียหายไปบ้าง จึ่งหาได้ปรากตไนพระราชพงสาวดารฉบับไหม่นั้นไม่

ไนแผ่นดินกรุงเก่าไม่ช้านาน พระยาวชิระปราการ ผู้สำเหร็ดราชการเมืองกำแพงเพชร ถึงแก่กัม มีไบบอกลงมากราบบังคมทูนพระกรุนา ได้ซาบไต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว จึ่งซงพระกรุนาโปรดเกล้าฯ ไห้เสนาบดีกรมมหาดไทยมีท้องตราพระราชสีห์หาตัวพระยาตากสินลงมาเฝ้าฝ่าละอองธุลีพระบาท พระเจ้าแผ่นดินจึ่งซงพระมหากรุนาโปรดเกล้าฯ เลื่อนตำแหน่งยสพระยาตากสินไห้เปนพระยาวชิระปราการ ผู้สำเหร้ดราชการเมืองกำแพงเพชร ยังพักหยู่ไนกรุงสรีอยุธยา ก็พอพม่าข้าสึกยกกองทัพมาล้อมไนพระนครสรีอยุธยาถึงสองปีเสส กรุงสรีอยุธยาแตกแก่พม่าข้าสึกนะวันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีกุน นพสก เวลาบ่าย 4 โมงเสส จุลสักราช 1129 ไนแผ่นดินพระบาทสมเด็ดพระบรมราชามหากสัตรบวรสุจริต ซึ่งเปนพระเจ้าแผ่นดินที่ 34 กรุงสรีอยุธยา พระองค์ครองสิริราชสมบัติได้ 9 ปี เสียแก่พม่าข้าสึก อายุกรุงสรีอยุธยาตั้งแต่ส้างมาจนเสียกรุงกับพม่านั้นนับได้ 417 ปี นับพระเจ้าแผ่นดิน 34 พระองค์ ก็เสียพระมหานครแก่พม่าปัจจามิตร

ครั้นกรุงสรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าสึกแล้ว ฝ่ายพระยาวชิระปราการสินได้รวบรวมราสดรไทยจีนที่เหลือพม่าข้าสึกกวาดต้อนเอาไปไม่หมดตกค้างหยู่ตามป่าดงด้วยอดอาหารกันดารเกลือเหลือที่จะพรรนนา ครั้งนั้น พระยาวชิระปราการสินได้จ่ายสเบียงอาหารแจกไพร่พลแล้วบำรุงไพร่พลสมบูรน์ แล้วได้ยกทัพฝ่ากองทัพพม่าไปทางทิสตะวันออกไปตั้งชุมนุมหยู่ที่เมืองชลบุรีชายทเล เกลี้ยกล่อมได้ไพร่พลมาก แล้วจึ่งยกทัพมาปราบปรามพม่าที่หยู่รักสากรุงเก่านั้น ค่าพม่านายทัพตายไพร่ราบคาบแล้วปราบปรามปัจจามิตรทุกทิสานุทิสราบคาบเปนปรกติไม่มีเสี้ยนหนามแผ่นดินเรียบร้อยปราสจากโจรผู้ร้ายสิ้นแล้ว ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารเปนผาสุกสวัสดิภาพทั่วทั้งพระราชอานาจักรแว่นแคว้นแผ่นดินสยามเปนสุขทั่วกัน แล้วมหาชนทั้งหลายจึ่งนับถือนิยมยกย่องพระยาวชิระปราการสินขึ้นเปนพระเจ้าแผ่นดินสยาม จึ่งได้ส้างเมืองธนบุรีสรีอยุธยามหานครราชธานี ครั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีได้รับครองสิริราชสมบัติเปนพระเจ้าแผ่นดินสยามไนเมื่อจุลสักราช 1130 ปีขาน สัมริทธิสก ขนะครองราชสมบัตินั้น พระชนมายุได้ 34 พรรสา ครองราชสมบัติได้ 14 พรรสา ก็สวรรคตไนจุลสักราช 1144 ปีขาน จัตวาสก สิริพระชนมายุได้ 48 พรรสา พระองค์ประสูติไนจุลสักราช 1096 ปีขาน ฉสก ฯ ครั้งแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี มีเจ้าฟ้าและพระองค์เจ้ากับหม่อมเจ้ารวมทั้งสิ้นด้วยกัน 24 องค์ ครั้งนั้น มีเจ้าฟ้าชาย 3 พระองค์ เจ้าฟ้าหยิง 3 พระองค์ รวมเจ้าฟ้าทั้งชายหยิง 6 พระองค์ มีพระองค์เจ้าชายเปนกรม 3 พระองค์ มีพระองค์เจ้าหยิงเปนกรม 2 พระองค์ รวมพระองค์เจ้าต่างกรมทั้งชายหยิง 5 พระองค์ มีพระองค์เจ้าชายยังมิได้เปนกรม 5 พระองค์ มีพระองค์เจ้าหยิงยังมิได้เปนกรม 4 พระองค์ รวมพระองค์เจ้าต่างกรมและยังไม่ได้ตั้งกรมทั้งชายหยิง 14 พระองค์ มีหม่อมเจ้าหยิง 4 พระองค์ สิริรวมทั้งเจ้าฟ้าและพระองค์เจ้าต่างกรมและยังไม่มีกรมกับหม่อมเจ้าประมวนนับเข้าด้วยกันทั้งสิ้น 24 พระองค์ เท่านี้ไม่มีจำเพาะไนแผ่นดินกรุงธนบุรี เจ้าฟ้า พระองค์เจ้า หม่อมเจ้า ซึ่งเปนขัตติยะวงส์กรุงสรีอยุธยาตกค้างเหลือพม่านั้น แล้วก็ตกหยู่ไนกรุงธนบุรี 11 พระองค์

บัดนี้ จะว่าด้วยเจ้านายไนราชตระกูลกรุงธนบุรี คือ พระราชชนีพระองค์ 1 พระองค์มเหสีพระองค์ 1 พระเจ้าลูกเทอ 4 พระองค์ พระเจ้าหลานเทอ 7 พระองค์ รวมเปน 13 พระองค์ รวมเจ้าครั้งกรุงสรีอยุธยาเข้าด้วย11 พระองค์ เปน 24 พระองค์ เท่านี้มีไนรัชกาลกรุงธนบุรี ฯ ที่ 1 เจ้าฟ้าหยิงสุริยา ที่ 2 เจ้าฟ้าหยิงจันทวดี ที่ 3 เจ้าฟ้าหยิงพินทวดี ที่ 4 พระองค์เจ้าหยิงฟักทอง รวม 4 พระองค์นี้เปนพระราชธิดาสมเด็ดพระเจ้าบรมราชาธิราชพระพุทธเจ้าหยู่หัวบรมโกถ ซึ่งเปนพระเจ้าแผ่นดินที่ 32 กรุงสรีอยุธยา ที่ 5 พระองค์หยิงทับทิม พระองค์นี้เปนพระราชธิดาของสมเด็ดพระพุทธเจ้าเสือ เปนพระเจ้าแผ่นดินที่ 30 ไนกรุงสรีอยุธยา ที่ พระองค์เจ้าหยิงมิตร ที่ 7 พระองค์เจ้าหยิงประทุม สองพระองค์นี้เปนพระราชธิดาไนสมเด็ดเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ ซึ่งเปนพระเจ้าแผ่นดินที่ 33 ไนกรุงสรีอยุธยา ที่เรียกกันว่า ขุนหลวงหาวัด นั้น เพราะท่านละราชสมบัติออกซงผนวด ที่ 8 หม่อมเจ้าหยิงบุบผา เปนพระหน่อไนกรมหมื่นจิตรสุนทร เปนหลานสมเด็ดพระพุทธเจ้าหยู่หัวบรมโกถ ที่ 9 หม่อมเจ้าหยิงอุบล เปนพระหน่อไนกรมหมื่นเทพพิพิธ เปนหลานสมเด็ดพระพุทธเจ้าหยู่หัวบรมโกถ ที่ 10 หม่อมเจ้าหยิงมนี เปนพระหน่อไนกรมหมื่นเสพภักดี เปนหลานสมเด็ดพระพุทธเจ้าหยู่หัวบรมโกถ ที่ 11 หม่อมเจ้าหยิงฉิม เปนพระหน่อไนเจ้าฟ้าจิตร รวม 11 พระองค์นี้เปนขัตติยะราชประยูรวงส์พระเจ้าแผ่นดินกรุงสรีอยุธยาทั้งสิ้น ได้ทำราชการหยู่ไนแผ่นดินกรุงธนบุรีทุกพระองค์

ลำดับนี้ จะว่าด้วยตระกูลไนกรุงธนบุรีต่อไป ที่ 12 กรมสมเด็ดพระเทพามาตุ เปนพระบรมราชชนนีของพระเจ้าแผ่นดินกรุงธนบุรี ที่ 13 กรมหลวงบาทบริจา เปนพระอัคชายาเดิม ที่ 14 สมเด็ดพระเจ้าลูกยาเทอ เจ้าฟ้าชายพระองค์ไหย่ ประสูติแต่พระอัคชายาเดิม คือ กรมหลวงบาทบริจา นั้น เจ้าฟ้าพระองค์ไหย่นี้ประสูติแล้วก็สิ้นพระชนม์ จึ่งไม่ปรากตพระนาม ที่ 15 สมเด็ดพระเจ้าลูกเทอ เจ้าฟ้าชายพระองค์กลาง ประสูติแต่เจ้าราชนิกูลซึ่งเปนเชื้อพระวงส์ห่างของพระเจ้าแผ่นดินกรุงธนบุรี ประสูติได้ 9 วันก็สิ้นพระชนม์ จึ่งไม่ปรากตพระนาม ที่ 16 สมเด็ดพระเจ้าลูกยาเทอ เจ้าฟ้าชายพระองค์น้อย ประสูติแต่สนมเอกอุซึ่งเปนบุตรีท่านอัคมหาเสนาบดี คือ สมเด็ดเจ้าพระยามหากสัตรสึก เจ้าฟ้าพระองค์น้อยนี้มีพระนามว่า เจ้าฟ้าเหม็น ครั้นพายหลัง พระเจ้ากรุงธนบุรีพระราชทานพระนามไหม่ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเทอ เจ้าฟ้าชายสุพันธุวงส์ ที่ 17 สมเด็ดพระเจ้าลูกเทอ พระองค์เจ้าจุ้ย เปนกรมขุนอินทรพิทักส์ ที่ 18 พระเจ้าหลานเทอ พระองค์เจ้าชายแสง เปนกรมขุนอนุรักส์สงคราม ที่ 19 พระเจ้าหลานเทอ พระองค์เจ้าชายบุนจันทน์ เปนกรมขุนรามภูเบส ที่ 20 พระเจ้าหลานเทอ พระองค์เจ้านะราสุริยวงส์ ที่ 21 พระเจ้าหลานเทอ พระองค์เจ้าชายรามลักสน์ ที่ 22 พระองค์เจ้าชายประทุมไพจิตร ที่ 23 พระเจ้าหลานเทอ พระองค์เจ้าอนุรุธเทวา ที่ 24 พระเจ้าหลานเทอ พระองค์เจ้าเชถกุมาร เจ้านายชายหยิงไนแผ่นดินกรุงธนบุรีมีแต่ 24 พระองค์เท่านี้ ราชตระกูลกรุงเก่า 11 พระองค์ ราชตระกูลกรุงธนบุรี 13 พระองค์ เท่านี้แต่ที่มีบันดาสักดิ์สูงควนจะออกพระนาม แต่ราชตระกูลกรุงธนบุรีที่ไม่ได้รับราชการ ไม่ได้มียสนั้น ไม่ได้ออกพระนามไห้ปรากต เพราะมิได้ราชการ เปนสิ้นฉบับบริบูรน์เท่านี้ ฯ