เรื่องไทยรบพม่าครั้งกรุงเก่า

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ประชุมพงษาวดารเรื่องไทยรบพม่า


ในสมัยเมื่อกรุงศรีอยุทธยาเปนราชธานีของสยามประเทศอยู่ 2064 ปี แต่พ,ศ, 1920 จน พ,ศ, 2803 ปรากฏอยู่ในเรื่องพระราชพงษาวดารว่า ไทยได้ทำสงครามกับพม่า 100000752 ครั้ง เรื่องการสงครามเหล่านี้ข้าพเจ้าสอบสวนหนังสือจดหมายเหตุเก่า มีหนังสือพระราชพงษาวดารแลพงษาวดารพม่าเปนต้น ประกอบกับความวินิจฉัยของข้าพเจ้า ได้เนื้อความดังจะกล่าวต่อไปนี้

เนื้อหา

สงครามครั้งที่ ๑ คราวพม่ายกมาตีเมืองเชียงกราน[แก้ไข]

เมื่อปีจอ จุลศักราช ๙๐๐ พ.ศ. ๒๐๘๑ ในแผ่นดินสมเด็จพระไชยราชาธิราช ปรากฏว่าพม่ายกทัพมาตีอาณาเขตรสยามที่เมืองเชียงกราน เมืองเชียงกรานนี้เป็นเมืองเดียวกับเมืองแครง มอญเรียกว่า "เดีงกรายน์" เดี๋ยวนี้อยู่ในแดนมอญไม่ห่างด่านเมียวดี ทำครั้งนั้นอาณาเขตรไทยจะออกไปถึงแม่น้ำสละวิน เมืองเชียงกรานจึงอยู่ในอาณาเขตรไทย สงครามคราวนี้มีเรื่องปรากฏในหนังสือพระราชพงษาวดาร หนังสือพงษาวดารพม่า แลจดหมายเหตุของปิ่นโตโปตุเกตประกอบกันว่า มังตราพม่าเป็นโอรสของเจ้าเมืองตองอูตั้งตัวเป็นใหญ่ได้หัวเมืองพม่ารามัญเป็นอันมากแล้วราชาภิเศกขนานพระนามว่า "พระเจ้าตะเบงชเวตี้" แปลว่า พระเจ้าสุวรรณเอกฉัตร แล้วยกกองทัพเข้ามาตีได้เมืองเชียงกราน สมเด็จพระไชยราชายกกองทัพหลวงไป ได้สู้รบกันเป็นสามารถ กองทัพไทยตีกองทัพพม่ารามัญพ่ายถอยไป ไทยได้เมืองเชียงกรานคืน

สงครามครั้งที่ ๒ คราวสมเด็จพระศรีสุริโยไทยขาดคอช้าง[แก้ไข]

ปีมะเมีย จุลศักราช ๙๐๘ พ,ศ, ๒๐๘๙ สมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคต เกิดจลาจลในกรุงศรีอยุทธยา เหตุด้วยท้าวศรีสุดาจันทร์ผู้เปนพระชนนีสมเด็จพระยอดฟ้าเปนใจให้ขุนวรวงษาธิราชผู้เปนผู้ชิงราชสมบัติ เวลานั้นพระเจ้าตะเบงชเวตี้พม่าที่เคยรบกับสมเด็จพระไชยราชาธิราชที่เมืองเชียงกรานมีชัยชนะ ได้ประเทศที่ใกล้เคียงทั้งมอญแลพม่ารวมไว้ในอำนาจแล้วตั้งเมืองหงษาวดีเปนราชธานี จึงปรากฏพระนามว่าพระเจ้าหงษาวดี เมื่อได้ทราบข่าวว่าเกิดเหตุจลาจลขึ้นในกรุงศรีอยุทธยา เห็นเปนท่วงทีจะขยายอำนาจแลแก้ความเสื่อมเสียที่ปรากฏว่าเคยรบแพ้ไทย จึงยกกองทัพใหญ่เข้าทางด้านพระเจดีย์ ๓ องค์ ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุทธยา เมื่อท้าวศรีสุดาจันทร์กับขุนวรวงษาธิราชคบคิดกันปลงพระชนม์สมเด็จพระยอดฟ้าแล้ว ขุนวรวงษาธิราชครองราชสมบัติอยู่ได้ ๔๒ วัน พวกขุนนางข้าราชการก็ช่วยกันจับท้าวศรีสุดาจันทร์กับวรวงษาธิราชฆ่าเสีย เชิญพระเทียรราชาราชอนุชาสมเด็จพระไชยราชาธิราชขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อปีวอก จุลศักราช ๙๙๐ พ,ศ, ๒๐๙๑ ทรงพระนามสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์เสวยราชย์ได้ ๗ เดือน พระเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้ก็ยกกองทัพเข้ามา ในครั้งนั้นไทยมีกำลังสมบูรณ์ แต่เสียเปรียบพม่าอยู่อย่าง ๑ ด้วยพม่าทำศึกสงครามมีไชยชนะต่อติดกันมาหลายปี กำลังชำนาญแลอิ่มเอิบในการศึก ไทยแต่งกองทัพออกไปต่อสู้ดูกำลังพม่าที่เมืองสุพรรณ เห็นเปนศึกใหญ่ทัพกษัตริย์ จะต่อสู้ทางหัวเมืองไม่ไหว จึงถอยทัพเข้ามาตั้งมั่นที่กรุงศรีอยุทธยา กองทัพพม่าก็ยกตามเข้ามาตั้งล้อมกรุง ฯ ไว้ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ยกกองทัพออกไปรบ ได้ชนช้างกับพระเจ้าแปรเสียทีข้าศึก สมเด็จพระสุริโยไทยพระอรรคมเหษีแต่งพระองค์เปนชายออกไปด้วยเห็นพระราชสามีจะเปนอันตราย จึงขับช้างต่างพระที่นั่งเข้าชนให้พระราชสามีพ้นภัยมาได้ แต่องค์สมเด็จพระศรีสุริโยไทยต้องอาวุธข้าศึกทิวงคตในสมรภูมินั้น ไทยเห็นเหลือกำลังจะต่อสู้ข้าศึกด้วยการรบพุ่งในสนาม จึงเปลี่ยนอุบายการรบ เอาพระนครที่มั่นตั้งต่อสู้ แล้วสั่งให้พระมหาธรรมราชาราชบุตรเขยซึ่งครองเมืองพิษณุโลก รวบรวมพลเมืองฝ่ายเหนือยกกองทัพมาตีโอบข้าศึก ฝ่ายข้างพม่ายกเข้ามาปล้นพระนครหลายคราวตีไม่ได้ จะเข้าตั้งค่ายประชิด ไทยก็เอาปืนใหญ่ลงเรือเที่ยวไล่ยิงเข้ามาไม่ได้ พม่าตั้งล้อมพระนครอยู่เสบียงอาหารเบาบางลง พอได้ข่าวว่าทัพเมืองเหนือจะลงมาช่วยกรุงศรีอยุทธยา ก็จำเปนต้องเลิกทัพกลับไป จะกลับไปทางเดิมสะเบียงอาหารตามทางที่มาย่อยยับเสียหายหมด จึงยกกลับไปทางข้างเหนือ จะไปออกทางด่านแม่สอด ซึ่งเรียกอีกนาม ๑ ว่า แม่ลำเมาทางเมืองตาก ความปรากฏในหนังสือพงษาวดารพม่าว่า เมื่อพระเจ้าหงษาวดีถอยทัพไปคราวนั้น พระราเมศวรราชโอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ คุมกองทัพไทยออกติดตามตีทัพพม่าทาง ๑ พระมหาธรรมราชาเมืองพิศณุโลก ติดตามตีอิกทาง ๑ ฆ่าพม่าล้มตายมาก เมื่อพระเจ้าหงษาวดีขึ้นไปถึงเมืองกำแพงเพ็ชร์ กองทัพไทยทั้ง ๒ กองตามไปทางอิก ๓ วันจะทัพกองทัพหลวง พระเจ้าหงษาวดีจึงคิดกลอุบายแต่งกองทัพมาซุ่ม แล้วสั่งให้รบล่อกองทัพไทยเข้าไป ฝ่ายไทยหลงไล่ละเลิงเข้าไป พม่าล้อมจับได้ทั้งพระราเมศวรแลพระมหาธรรมราชา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์จึงยอมเปนไมตรีหย่าทัพกับพม่า ยอมให้ช้างชนะงาแก่พระเจ้าแก่พระเจ้าหงษาวดี ๒ ช่างพระเจ้าหงษาวดีจึงปล่อยพระราเมศวรและพระมหาธรรมราชากลับมา

พระเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้กลับไปถึงเมืองหงษาวดี แล้วไม่ช้าก็เกิดประพฤติดุร้ายด้วยอารมณ์ฟั่นเฟือน จนพวกขุนนางล่อลวงให้ไปจับช้างเผือก แล้วจับพระเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้ฆ่าเสีย หัวเมืองมอญพม่าแลไทยใหญ่ที่เคยขึ้นหงษาวดีพากันกระด้างกระเดื่องปานเมืองจลาจลอยู่กว่าสิบปี ทางนี้ปรากฏในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ให้ตระเตรียมการป้องกันพระนครหลายอย่าง เปนต้นว่ากำแพงกรุงเก่าแต่ก่อนมาเปนแต่ถมดินเปนเชิงเทินแล้วปักละเนียดไม้ข้างบน แก้ไขก่อเปนกำแพงอิฐปูนเมื่อในแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ์คราวนี้ หัวเมืองรายรอบพระนครที่มีเชิงเทินเปนที่มั่นคงมาแต่เดิม เห็นว่าจะรักษาไม่ได้ จะไม่ให้ข้าศึกยึดเปนที่มั่นได้ ให้รื้อเชิงเทินกำแพงเสียทั้งเมืองสุพรรณบุรี เมืองลพบุรี เมืองนครนายก ส่วนหัวเมืองเหนือที่มีกำแพงของเดิมตั้งเมื่อพระร่วง ให้ทำป้อมคูต่อออกมาสำหรับสู้ทางปืนทั้งเมืองสวรรคโลก ศุโขไทย (แลเข้าใจว่าเมืองกำแพงเพ็ชร์ด้วย) ทางที่ข้าศึกจะเข้ามาที่ย่านเมืองยังห่าง ก็ให้ตั้งเมืองขึ้นใหม่ ทั้งเมืองนครไชยศรีแลเมืองสาครบุรี นอกจากนี้ตระเตรียมกำลังไพร่พลพาหนะอิกหลายอย่างไม่ได้ประมาท

สงครามครั้งที่ ๓ คราวขอช้างเผือก[แก้ไข]

ทางเมืองหงษาวดีมีคนสำคัญขึ้นในพวกพม่าคน ๑ เปนพี่พระมเหษีพระเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้ ได้เปนแม่ทัพช่วยพระเจ้าหงษาวดีทำศึกสงครามมาแต่แรก พระเจ้าหงษาวดียกย่องให้มียศเปนบุเรงนอง แปลว่า พระเชษฐาธิราช เมื่อสิ้นหงษาวดีตะเบงชเวตี้แล้ว บุเรงนองพยายามรวบรวมกำลังเข้าปราบปราม หัวเมืองพม่ามอญแลไทยใหญ่ รวบรวมได้อาณาจักรของพระเจ้าตะเบงชเวตี้ไว้ในอำนาจทั้งหมดแล้วตั้งตัวเปนพระเจ้าหงษาวดี ตีประเทศยะไข่แลเมืองเชียงใหม่ ได้อาณาเขตรขยายยิ่งออกไป จึงคิดจะมาตีกรุงศรีอยุทธยาอิก ด้วยพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนองเคยเปนแม่ทัพคน ๑ เข้ามารบเมืองไทยครั้งพระเจ้าตะเบงชเวตี้ รู้ภูมิ์ฐานแลกำลังทั้งวิธีรบของไทยอยู่แล้ว เวลานั้นไม่มีสาเหตุอะไรกับเมืองไทย ความปรากฏว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์มีบุญญาภินิหารได้ช้างเผือกถึง ๗ ช้าง ข้างพระเจ้าหงษาวดีไม่มีช้างเผือก จึงแกล้งมีพระราชสาสนเข้ามาขอช้างเผือก ๒ ช้าง เพื่อให้เปนเหตุ เพราะช้างเผือกเปนของคู่บารมีของพระราชาธิบดี ถ้ายอมถวายแก่พระราชประเทศอื่น ก็เหมือนหนึ่งว่ายอมอยู่ในอำนาจของพระราชาประเทศนั้น ถ้าหากว่าไม่ยอมถวาย ก็จะถือว่าที่ขัดขืนนั้นเปนการหมิ่นประมาท พอเปนเหตุที่ยกกองทัพเข้ามารบพุ่งปราบปราม ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุทธยา เมื่อได้รับพระราชสาสนของพระเจ้าหงษาวดีก็รู้เท่าถึงการตลอด สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์จึงประชุมข้าราชการปฤกษา ความเห็นข้าราชการแตกเปน ๒ ฝ่าย ฝ่าย ๑ เห็นว่าพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนองมีกำลังมากยิ่งกว่าพระเจ้าเบงชเวตี้ กำลังไทยใน เวลานั้นเห็นจะสู้ไม่ไหว พวกนี้เห็นว่ายอมให้ช้างเผือกเสีย ๒ ช้าง อย่าให้มีเหตุวิวาทบาดหมางกับพระเจ้าหงษาวดีดีกว่า แต่อิกฝ่าย ๑ มีพระราเมศวร ราชโอรสองค์ใหญ่ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ พระยาจักรี แลพระสุนทรสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณ ทั้ง ๓ นี้ เปนต้น ว่าการที่พระเจ้าหงษาวดีขอช้างเผือกนั้นแต่เปนอุบายที่จะให้เกิดเหตุหาอำนาจครอบงำกรุงสยาม ถึงให้ช้างเผือกไป พระเจ้าหงษาวดีก็คงหาเรื่องอื่นให้เปนเหตุเข้ามาเบียดเบียนอิก ที่จะให้ช้างเผือกไม่เปนเครื่องป้องกันเหตุร้ายที่มาจากหงษาวดีได้ เปนแต่จะเสียพระเกียรติไปเปล่า ๆ ไหน ๆ อยู่ในเมื่อจะเกิดเหตุรบพุ่งกันกับพระจ้าหงษาวดีแล้ว รักษาพระเกียรติยศไว้จะดีกว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเห็นชอบด้วย จึงมีพระราชสาสนตอบไปยังพระเจ้าหงษาวดีว่า ช้างเผือกเปนของได้ด้วยบุญญาภินิหาร ถ้า พระเจ้าหงษาวดีบำเพ็ญพระบารมีให้แก่กล้า ก็คงจะได้ช้างเผือกมาสู่พระบารมี ไม่ควรจะต้องทรงวิตก พระเจ้าหงษาวดีจึงถือเอาเหตุที่ไม่ยอมให้ช้างเผือกนั้น ยกกองทัพเข้ารบเมืองไทย

พระเจ้าหงษาวดีบุเรงนองทัพมาครั้งนี้ ได้เปรียบเมืองไทยหลายอย่าง กำลังไพร่พลก็มีมากกว่าครั้งพระเจ้าตะเบงชเวตี้ พระเจ้าหงษาวดีบุเรงนองเคยเปนแม่ทัพคน ๑ เข้ามารบเมืองไทยครั้งพระเจ้าตะเบงชเวตี้ รู้ภูมิ์แผนที่เมืองไทย รู้กำลังแลวิธีรบของไทยอยู่ชัดเจน จึงจัดเตรียมการเข้ามาทุกอย่างที่จะแก้ไขความขัดข้องซึ่งเคยมีในครั้งก่อน เปนต้นว่า ครั้งก่อนยกกองทัพเข้าทางด่านเจดีย์ ๓ องค์ ตรงเข้ามากรุงศรีอยุทธยา ถูกไทยเอาพระนครที่มั่นตั้งรับแล้วให้กองทัพหัวเมืองเหนือลงมาตีโอบหลัง คราวนี้พระเจ้าหงษาวดียกเข้ามาทางด่านแม่สอด จะตีทำลายกำลังหัวเมืองเหนือเสียก่อนแล้วจึงยกลงมาตีกรุงศรีอยุทธยา ไม่มีกำลังข้างนอกช่วยได้ สะเบียงอาหารที่เคยฝืดเคืองขัดข้อง คราวนี้ได้เมืองเชียงใหม่ไว้ในอำนาจ ให้ พวกเชียงใหม่เปนกองสะเบียงลำเลียงส่งทางเรือ ในเรื่องที่สู้กำลังปืนใหญ่ของไม่ได้ในคราวก่อนนั้น คราวนี้พระเจ้าหงษาวดีก็เตรียมปืนใหญ่เข้ามาให้พอ แลจ้างโปตุเกตเข้ามาเปนทหารปืนใหญ่ ๔๐๐ คน กองทัพหงษาวดียกเข้ามาคราวนี้จัดเปน ๕ ทัพ มีจำนวนพลมาก (พม่าว่า ๕ แสน) ยกออก จากเมืองหงษษวดีเมื่อณวันจันทร์ เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีกุญ จุลศักราช ๙๒๕ พุทธศักราช ๒๑๐๖ ตรงมาตีเมืองกำแพงเพ็ชร์ ก่อน เมื่อตีได้เมืองกำแพงเพ็ชร์แล้ว จึงแยกกองทัพเปน ๓ กอง ให้ไปตีเมืองสุโขไทยกอง ๑ ไปตีเมืองสวรรคโลก กอง ๑ ไปตีเมืองพิศณุโลกกอง ๑ เมืองสุโขไทยสู้รบเปนสามารถ จนพระยาศุโขไทยตายในที่รบ พระเจ้าหงษาวดี จึงได้เมืองศุโขไทย แต่เมืองสวรรคโลกนั้นเมื่อได้ข่าวว่าเสียเมืองศุโขไทยแล้ว ก็ยอมแพ้โดยดีไม่ได้ต่อสู้ พระเจ้าหงษาวดียกมาตีเมืองพิศณุโลก ได้รบพุ่งกันเปนสามารถ พระเจ้าหงษาวดีตีได้เมืองพิศณุโลกแลจับพระมหาธรรมราชาได้ เนื้อความที่กล่าวมาด้วยเรื่องพระเจ้าหงษาวดีตีหัวเมืองเหนือตอนนี้ กล่าวตามพงษาวดารพม่า ในหนังสือพระราชพงษาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐมีเนื้อความปรากฏต่อออกไปว่า ครั้งนั้นเมืองพิศณุโลกขาดสะเบียง แลเกิดไข้ทรพิศม์ขึ้นในเมือง จึงเสียแก่พระเจ้าหงษาวดี เมื่อพระเจ้าหงษาวดีได้หัวเมืองฝ่ายเหนือแล้ว เนื้อความทั้งปวงยุติต้องกันว่า พระเจ้าหงษาวดีเกลี้ยกล่อมพวกไทยข้างฝ่ายเหนือ มีพระมหาธรรมราชาเปนต้นให้เข้าด้วย ไม่ได้ทำอันตราย เช่น เก็บริบทรัพย์สมบัติ หรือกวาดต้อนครอบครัวไปเปนเชลย ให้รวบรวมเรือที่เมืองพิศณุโลก จัดเปนกองทัพเอาปืนใหญ่ลงในเรือ ให้พระเจ้าแปรราชอนุชาเปนนายทัพ ส่วนกองทัพบกให้พระมหาอุปราชาอนุชาเปนกองกลาง พระเจ้าอังวะราชบุตร์เขยเปนปีกซ้าย ๒ กองนี้เข้าใจว่าเดิมฝั่งตวันออกพระเจ้าหงษาวดียกกองทัพหลวงตามลงมา ที่กรุงศรีอยุทธยาก็จัดกองทัพให้พระราเมศวรคุมขึ้นไปช่วยหัวเมืองเหนือ แต่เห็นจะขึ้นไปช่วยไม่ทัน ด้วยปรากฏในพงษาวดารพม่าแต่ว่า พระราเมศวรคุมกองทัพเรือมีปืนใหญ่ขึ้นไปตั้งดักอยู่ ณ ที่แห่ง ๑ กองทัพบกหงษาวดียกลงมา ถูกไทยเอาปืนใหญ่ยิงต้องหยุดยั้งอยู่คราว ๑ จน กองทัพเรือของพวกหงษาวดีลงมาจากเมืองพิศณุโลก รบพุ่งตีกองทัพเรือของไทยแตกต้องถอยลงมาแล้ว จึงยกกองทัพตามลงมาตั้งล้อมกรุงศรีอยุทธยาไว้ ลักษณการรบคราวนี้ได้ความตามพงษาวดารพม่า ดูประหนึ่งว่า พม่าตั้งใจจะตัดกำลังปืนใหญ่ของไทยนั้นเปนสำคัญ ไทยเอาปืนใหญ่ลงในเรือ แลปรากฏว่าใช้พวกโปตุเกตเหมือนกันไปเที่ยวยิงกองทัพพม่า พม่าเพียรทำลายเรือปืนใหญ่ของไทยได้จนหมดแล้ว จึงยกเข้ามาตั้งใกล้พระนครพอได้ทางปืนใหญ่ เอาปืนใหญ่ระดมเข้าไปในพระนครให้ถูกวัดวาบ้านเรือนแลผู้คนเปนอันตรายไปทุก ๆ วัน ฝ่ายไทยไม่มีกำลังพอที่จะต่อสู้ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์จึงขอหย่าทัพ พระเจ้าหงษาวดีเรียกเอาช้างเผือก ๔ ช้าง กับขอเอาตัวพระราเมศวร พระยาจักรี พระสุนทรสงคราม ซึ่งเปนหัวน่าในการต่อสู้ไปเสียด้วย สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็ต้องบัญชาตาม ในหนังสือพงษาวดารพม่าว่าในครั้งนั้นพระเจ้าหงษาวดีเอาพระมหาจักรพรรดิ์ไปด้วย แลเรียกเอาเงินภาษีอากรซึ่งเก็บได้ ณ เมืองตะนาวศรีให้ส่งเปนของพม่าต่อไปด้วย ข้อที่ว่าเอาพระมหาจักรพรรดิไป นั้นไม่เห็นสม แลขัดกับเหตุการณ์ในเรื่องพระราชพงษาวดาร ข้าพเจ้าเข้าใจว่าไม่จริง แต่เรื่องเอาภาษีอากรเมืองตะนาวศรีนั้น อาจจะเปนได้

สงครามครั้งที่ ๔ คราวเสียพระนครครั้งแรก[แก้ไข]

เหตุสงครามคราวนี้ เกิดด้วยพระเจ้าหงษาวดีตั้งพระไทยจะเอากรุงสยามเปนเมืองขึ้นให้ได้ แลฝ่ายไทยเราก็แตกสามัคคีกัน มีเรื่องราวที่เปนสาเหตุปรากฏมาในหนังสือพระราชพงษาวดารดังนี้ คือ พระไชยเชษฐาพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ตั้งพระราชธานีอยู่เมืองเวียงจันทร์ มีราชสาสนมาขอพระเทพกระษัตรีย์ ราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์เป็นอรรคมเหษี ข้างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์จะใคร่ได้กรุงศรีสัตนาหุตเปนกำลังช่วยต่อสู้พม่า จึงพระราชทานราชธิดา แต่เมื่อฤกษ์จะส่งไป พระเทพกระษัตริย์ประชวร ทำนองสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ไม่อยากจะให้ทางพระราชไมตรีเริศร้างไป จึงประทานพระแก้วฟ้า เห็นจะเปนราชธิดาเกิดด้วยพระสนมไปแทน ไปอยู่ได้ไม่ช้า ได้ความในพงษาวดารพม่าว่า พระเจ้าหงษาวดีให้ยกไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต พระไชยเชษฐาคุมกองทัพออกตั้งต่อสู้อยู่ในป่า พวกหงษาวดีตีเมืองเวียงจันทร์ได้จับได้ครอบครัวของพระไชยเชษฐา แต่ไม่ชนะพระไชยเชษฐา ๆ ตีกองทัพหงษาวดี ต้องเลิกถอนกลับไป ทำนอง พระแก้วฟ้าจะหลบหนีได้ไม่ถูกจับ พระไชยเชษฐาได้พระนครคืน จะตั้งครอบครัวใหม่ จึงให้เชิญพระแก้วฟ้ามาส่งที่กรุงศรีอยุทธยา ว่าแต่ก่อนได้ทูลขอพระเทพกระษัตรีย์ ด้วยเห็นว่าเปนราชธิดาของสมเด็จพระสุริโยไทย ซึ่งทิวงคตโดยความกตัญญูพระเกียรติยศ ที่พระราชทานพระแก้วฟ้าไปไม่ตรงต่อความประสงค์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงส่งพระเทพกระษัตรีย์ขึ้นไป การเรื่องนี้ทราบถึงพระมหาธรรมราชาตั้งแต่แรก พระมหาธรรมราชาลอบส่งข่าวไปถึงหงษาวดี พระเจ้าหงษาวดีจึงให้ทัพพม่ามาตั้งซุ่มอยู่ พอพวกไทยพวกล้านช้างเชิญพระเทพกระษัตรีย์ไปถึงแขวงเมืองเพ็ชรบูรณ์ พวกพม่าก็เข้าชิงพระเทพกระษัตรีย์พาไปถวาย พระเจ้าหงษาวดี เปนเหตุให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์กับพระไชยเชษฐาขัดเคือง ด้วยรู้ว่าเปนความคิดของพระมหาธรรมราชา จึงอุบายให้พระไชยเชษฐายกกองทัพลงมาตีเมืองพิศณุโลก ข้างกรุงศรีอยุทธยาจะทำเปนแต่งกองทัพขึ้นไปช่วยพระมหาธรรมราชา แต่จะตีกระหนาบขึ้นไปจากข้างใต้อิกทาง ๑ ที่กรุงศรีอยุทธยา ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุทธยาในเวลาจัดกองทัพจะขึ้นไปเมืองพิศณุโลกนั้น ให้พระยาสีหราชเดชกับพระท้ายน้ำล่วงน่าขึ้นไปก่อน เปนอย่างให้ไปช่วยพระมหาธรรมราชารักษาเมืองพิศณุโลกแต่สั่งไปให้เปนไส้ศึกเมื่อภายหลังพระยาสีหราชเดโชกับพระท้ายน้ำกลับเอาความลับไปทูลพระมหาธรรมราชา พอกองทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตยกมา ถึงก็เข้าตั้งล้อมเมืองพิศณุโลก พระมหินทร์ก็ยกกองทัพเรือกรุงศรีอยุทธยาขึ้นไปถึงในคราวเดียวกัน ทัพหลวงตั้งอยู่ปากพิง ทัพน่าไปตั้งที่วัดจุฬามณี พระมหาธรรมราชาให้ทำแพไฟปล่อยลงมาเผาเรือทัพน่าแตกพ่ายลงมาจนถึงทัพหลวง ส่วนทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตยกเข้าปล้นเมืองพิศณุโลกหลายครั้งตีเมืองยังไม่ได้ พอกองทัพพม่าซึ่งพระเจ้าหงษาวดีให้เข้ามาช่วยพระมหาธรรมราชาเข้ามาถึง กองทัพเมืองศรีสัตนาคนหุตก็เลิกถอยไป กองทัพพระมหินทร์ก็เลิกกลับลงมากรุงศรีอยุทธยา พระมหาธรรมราชาจึงออกไปเมืองหงษาวดี ไปทูลความทั้งปวงแก่พระเจ้าหงษาวดี ในเวลาพระมหาธรรมราชาไม่อยู่นั้น พระมหินทร์ขึ้นไปรับพระวิสุทธิกระษัตรีย์ ราชธิดาสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ซึ่งเปนอรรคชายาของพระมหาธรรมราชา กับพระเอกาทศรถราชบุตร์องค์น้อย พาลงมาไว้กรุงศรีอยุทธยา เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรอยู่กับพระมหาธรรมราชาที่เมืองหงษาวดี พระเจ้าหงษาวดีเห็นไทยแตกกันขึ้นก็จริงเปนที ก็ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยา เมื่อปีมะโรง จุลศักราช ๙๓๐ พุทธศักราช ๒๑๑๑ จัดเปนกองทัพ ๗ ทัพ จำนวนพล (พม่าว่า ) ห้าแสน พระมหาธรรมราชาคุมกองทัพไทย ฝ่ายเหนือลงมาช่วยพระเจ้าหงษาวดีด้วยทัพ ๑ ทัพพม่ายกเข้ามาคราวนี้เดินทางด้านแม่สอดเหมือนคราวก่อน เข้ามาได้สดวกด้วยไม่ต้องรบพุ่งตามระยะทาง ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุทธยา ตั้งใจต่อสู้ด้วยเอาพระนครเปนที่มั่นอย่างเดียว การที่ต่อสู้ครั้งนี้ได้ความตามหนังสือพระราชพงษาวดารว่า ผู้คนข้างฝ่ายไทยแตกหนีเข้าป่าเสียมาก เกณฑ์ระดมคนไม่ได้มากเหมือนคราวก่อน การบังคับบัญชาของพระมหินทร์ก็ไม่สิทธ์ขาด สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ทรงผนวชอยู่ ต้องเชิญเสด็จลาผนวชออกมาทรงบัญชาการ แต่มีพระยารามรณรงค์ผู้ว่าราชการเมืองกำแพงเพ็ชร์คนเก่าคน ๑ ซึ่งไม่เข้ากับพระมหาธรรมราชา มาทำราชการอยู่ในกรุง ฯ เปนคนเข้มแข็ง จัดการป้องกันพระนคร ในเวลานั้นลำน้ำทางด้านตวันออกตั้งแต่วัดมณฑปลงมาจนวัดพระเจ้าพนัญเชิงยังเปนคลองคูพระนคร กำแพงพระนครข้างด้านตวันออกนั้น ก็ยังอยู่ลึกเข้าไปมาก ด้านนี้ไม่มีแม่น้ำใหญ่เปนคูเหมือนอย่างด้านอื่น ต้องค่ายรายตลอด แต่ข้างด้านอื่นที่มีแม่น้ำใหญ่นั้น ปรากฏว่าปลูกหอรบเอาปืนใหญ่ขึ้นตั้งรายตลอด แลในคราวนี้ไทยหาปืนใหญ่เตรียมไว้มากกว่าคราวก่อน ๆ พม่าตั้งล้อมเข้าตีปล้นพระนครหลายครั้งก็เข้าไม่ได้ ไทยขอกองทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตยกลงมาตีโอบหลัง พม่าก็ตีกองทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตแตกไป พระเจ้าหงษาวดีตั้งล้อมกรุงศรีอยุทธยาอยู่ถึง ๗ เดือน ตีหักเอาพระนครอย่างไร ๆ ก็ไม่ได้ ด้วยข้างด้านใต้ลำแม่น้ำเจ้าพระยาน้ำลึกลงไปจนออกปากน้ำ ไทยอาไศรยใช้เรือใหญ่หาเครื่องสาตราวุธ แลสะเบียงอาหารส่งเข้าพระนครได้ แต่ถึงกระนั้นข้างไทยในพระนครก็บอบช้ำอิดโรยลงทุกที สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ก็สวรรคต พระเจ้าหงษาวดีเห็นจวนจะถึงฤดูน้ำท่วม จึงให้พระมหาธรรมมหาราชาบอกเข้าไปในพระนครว่า พระเจ้าหงษาวดีขัดเคืองพระยารามรณรงค์คนเดียว ถ้าส่งตัวไปถวายแล้วเห็นจะยอมเปนไมตรี สมเด็จพระมหินทร์สำคัญว่าจริง ส่งตัวพระยารามรณรงค์ออกไปให้ พระเจ้าหงษาวดีก็ไม่เลิกทัพ กลับเร่งการตีพระนครทางข้างด้านตวันออก ข้างไทยก็ยังต่อสู้แขงแรง พระเจ้าหงษาวดีเสียรี้พลลงอีกเปนอันมาก เห็นจะตีเอาพระนครไม่ได้ จึงเกลี้ยกล่อมพระยาจักรีที่เอาตัวไปพร้อมกับพระราเมศวรให้รับเปนไส้ศึก แล้วปล่อยตัวให้หนีเข้าไปในพระนคร ข้างสมเด็จพระมหินทร์สำคัญว่าพระยาจักรีหนีเข้ามาได้เอง เห็นเปนผู้ที่ต่อสู้พม่าแขงแรงมาแต่ก่อน ก็มอบการงานให้พระยาจักรีบัญชาการรักษาพระนครแทนพระยารามรณรงค์ ข้างพระยาจักรีเปนไส้ศึก แกล้งถอดถอนผลัดเปลียนแม่ทัพนายกองที่เข้มแขงไปเสียจากน่าที่ ก็เสียพระนครแก่พระเจ้าหงษาวดี เมื่อ ณวันอาทิตย์เดือน ๑๑ แรม ๙ ค่ำ ปีมะเส็ง จุลศักราช ๙๓๑ พุทธศักราช ๒๑๑๒ ด้วยความทรยศของไทยด้วยกันเอง

พระเจ้าหงษาวดีได้กรุงศรีอยุทธยาแล้ว จึงตั้งพระมหาธรรมราชาให้ครองราชสมบัติ เอาสมเด็จพระมหินทร์ไปด้วย แลเก็บริบทรัพย์สมบัติแลกวาดต้อนผู้คนพลเมืองไปเปนเชลยเสียเกือบสิ้นพระนคร ปรากฏในพระราชพงษาวดารว่าเหลือกำลังไว้ให้รักษาพระนครรวมทั้งชายเพียง ๑๐,๐๐๐ คน แล้วแต่งกองทัพพม่าให้อยู่กำกับที่ในกรุงแลตามหัวเมืองที่สำคัญทุกแห่ง แต่นั้นกรุงศรีอยุทธยาก็ตกลงเปนเมืองประเทศราชขึ้นพม่าอยู่ ๑๕ ปี

สงครามครั้งที่ ๕ คราวสมเด็จพระนเรศวรประกาศเป็นอิสระ[แก้ไข]

ในสมัยเมื่อเมืองไทยต้องเปนประเทศราชขึ้นหงษาวดี เดชะบุญบังเอินมีนักรบไทยที่วิเศษสุด เกิดขึ้นในองค์สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระนเรศวรเปนราชโอรสองค์ใหญ่ของสมเด็จพระมหาธรรมราชา แลเปนราชนัดดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ด้วยพระวิสุทธิกระษัตริย์เปนพระมารดา เมื่อสมเด็จพระนเรศวยังทรงพระเยาว ได้เคยออกไปอยู่เมืองหงษาวดีคราว ๑ ในระหว่าง ๖ ปี ตั้งแต่ พ,ศ, ๒๑๐๖ จน พ,ศ, ๒๑๑๒ นี้ แต่จะอยู่กี่ปีไม่ทราบแน่ เปนเหตุให้ทรงทราบภาษาแลนิไสยใจคอของพวกพม่ารามัญ แต่ครั้งนั้น ครั้นเมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ครองกรุงศรีอยุทธยาเมื่อ พ,ศ, ๒๑๑๒ พระเจ้าหงษาวดีบุเรงนองได้พระสุวรรณเทวีพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรไปเปนพระชายา จึงปล่อยสมเด็จพระนเรศวร เวลานั้น พระชัณษาได้ ๑๕ ปีให้กลับมาช่วยราชการ อยู่กับสมเด็จพระมหาธรรมราชา ๆ จึงให้ขึ้นไปครองเมืองพิศณุโลก ซึ่งเปนราชธานีฝ่ายเหนือตามราชประเพณีเดิม

ในระหว่างเวลา ๑๕ ปี เมืองไทยต้องเปนประเทศราชขึ้นหงษาวดีอยู่นั้น พระเจ้าหงษาวดีเกณฑ์กองทัพไปช่วยรบข้าศึกหลายครั้ง สมเด็จพระนเรศวรได้มีโอกาศจัดการทัพศึกฝึกหัดทแกล้วทหารมาแต่แรก ต่อมาพวกเขมรเมืองลแวกเห็นเมืองไทยอ่อนกำลัง ยกกองทัพเข้ามากวาดต้อนผู้คนไปเปนเชลย สมเด็จ พระนเรศวรได้ทรงคุมกองทัพออกรบพุ่งพวกเขมรแตกพ่ายไปด้วยกำลังแลอุบายหลายคราว ได้ความชำนาญการสงครามยิ่งขึ้นโดยลำดับ ในสมัยนั้นไทยมีความเจ็บแค้นคอยหาช่องที่จะกลับตั้งตัวเปนอิศระอยู่เสมอ แต่หากกำลังน้อยยังเห้นจะทำการไม่สำเร็จได้ดังประสงค์ ก็ต้องอ่อนน้อมแก่พระเจ้าหงษาวดีมาด้วยความจำใจ แลวิธีการปกครองพระราชอาณาจักรของพระเจ้าหงษาวดีนั้น ตามบรรดาเมืองใหญ่ พระเจ้าหงษาวดีตั้งพระญาติวงษ์ไปครอบครองทุกแห่ง ที่สำคัญคือ พระเจ้าตองอู พระเจ้าแปร สองพระองค์นี้ เปนลูกเธอของพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนอง พระเจ้าอังวะเปนราชบุตร์เขย ครั้นเมื่อได้เมืองเชียงใหม่ไว้ในอำนาจ พระเจ้าหงษาวดีตั้งลูกเธออิกองค์ ๑ ชื่อมังนรธาช่อมาเปนพระเจ้าเชียงใหม่ กำลังจะคิดตั้งลูกเธอออกไปครองเมืองล้านช้าง พระเจ้าหงษาวดีบุเรงนอง ก็ประชวนทิวงคตเมื่อปีมะเส็ง จุลศักราช ๙๔๓ พ,ศ, ๒๑๒๔ มังไชยสิงห์ราชโอรสผู้เปนพระมหาอุปราชาได้ครองราชสมบัติเปนพระเจ้าหงษาวดี

เมื่อพระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์ขึ้นครองราชสมบัติ เจ้านายที่ครองเมืองพากันไปเฝ้าพระเจ้าหงษาวดีตามประเพณีเปลี่ยนรัชกาลใหม่ สมเด็จพระมหาธรรมราชาให้สมเด็จพระนเรศวรไปต่างพระองค์ เวลานั้นประจวบเกิดเหตุด้วยเมืองคังซึ่งเปนประเทศราชไทยใหญ่ตั้งแขงเมืองไม่ยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าหงษาวดี ทำนองพระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์ประสงค์จะให้ปรากฏเกียรติยศมังกะยอชวาราชโอรส (ในหนังสือพระราชพงษาดารเรียกตามว่ามอญว่ามังสามเกลียด) ซึ่งได้เปนพระมหาอุปราชาขึ้นใหม่ จึงเลือกสรรเจ้านายที่หนุ่ม ๆ ไปออกงานศึกตีเมืองคัง ๓ องค์ด้วยกัน คือ พระมหาอุปราชา องค์ ๑ พระสังขทัต (ข้าพเจ้าใจว่าเปนลูกเธอของพระเจ้าหงษาวดีที่ได้เปนพระเจ้าแปรเมื่อภายหลังนั้น) องค์ ๑ กับ สมเด็จพระนเรศวร องค์ ๑ ให้คุมทหารเข้ากองทัพยกไปตีเมืองคัง จึงเปนการทำศึกประชันกันในเจ้านาย ๓ องค์ นี้ พเอินเมื่อพระมหาอุปราชากับพระสังขทัตเข้าตีเมือง ตีไม่ได้ต้องถอยกลับออกมาทั้ง ๒ คราว ด้วยเมืองคังนั้นตั้งอยู่บนเขา ตียาก ครั้นถึงคราวสมเด็จพระนเรศวรเข้าตี ทำอุบายให้ชาวเมืองสำคัญว่าจะยกขึ้นตี ทาง ๑ แต่ที่จริงยกขึ้นตีทางอื่น สมเด็จพระนเรศวรตีได้เมืองคัง จึงเปนเหตุให้พระเจ้าหงษาวดีเห็นความสามารถในการสงครามของสมเด็จพระนเรศวร แลเกิดระแวงว่าอาจจะเปนสัตรูมาแต่ครั้งนั้น

ตั้งแต่พระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์ขึ้นครองราชสมบัติ เจ้านายประเทศราชไม่อ่อนน้อมยอมอยู่ในอำนาจสนิท ไม่เหมือนเมื่อครั้งพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนอง พระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์จึงเกิดระแวงพวกเจ้านายประเทศราชทั้งที่เปนญาติวงษ์ตลอดมาจนเมืองไทย ส่วนเจ้าประเทศราชญาติวงษ์ในชั้นแรกพระเจ้าหงษาวดีจะทำอย่างไรไม่ปรากฏ แต่เมืองไทยนั้น พระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์ได้ครองราชสมบัติแล้ว ไม่ช้าก็เกณฑ์กำลังไทยใหญ่ให้ทำทางตั้งแต่เมือ เมาะตมะเข้ามาเมืองกำแพงเพ็ชร์ ตั้งยุ้งฉางตามระยะทางตลอด เข้ามา แล้วให้นันทสูกับราชสังครำคุมทหารอิกกอง ๑ เข้ามา ตั้งรวบรวมเสบียงอาหารไว้ที่เมืองกำแพงเพ็ชร การที่ทำอย่างนี้ในเวลาไม่มีเหตุอย่างใด ส่อให้เห็นว่าพระเจ้าหงษาวดีสงไสยว่าไทยจะต้องแขงเมือง เห็นว่า กำลังทหารพม่าที่อยู่กำกับในพื้นเมืองไม่พอ จึงส่งกำลังเข้ามาเพิ่มเติม แลให้ทำทางเตรียมเสบียงอาหารสำหรับที่จะยกกองทัพใหญ่เข้ามาตีเมืองไทยกวาดต้อนไพร่บ้านพลเรือนไปเปนเชลยอิก การเปนดังนี้ จึงเชื่อได้ว่า สมเด็จพระนเรศวรจะได้ทรงดำริห์เตรียมการรบพม่าตั้งแต่ในเวลานั้น พอประจวบเหตุเกิดขึ้นทางข้างเมืองอังวะ ด้วยพระเจ้าอังวะตั้งแขงเมืองไม่ยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าหงษาวดี แล้วแต่งทูตเที่ยวชักชวนเจ้าประเทศราชเมืองอื่นให้ตั้งแขงเมืองเอาพระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์เหมือนอย่างเมืองอังวะ พระเจ้าอังวะจะได้ชักชวนถึงกรุงศรีอยุทธยาด้วยหรือไม่ ข้อนี้ไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ว่าพระเจ้าแปร พระเจ้าตองอู พระเจ้าเชียงใหม่ ทั้ง ๓ นี้ไม่เข้าด้วยพระเจ้าอังวะ จับทูตส่งไปถวายพระเจ้าหงษาวดี พระเจ้าหงษาวดีจึงเตรียมทัพหลวงจะยกไปตีเมืองอังวะ เกณฑ์พระเจ้าแปร พระเจ้า ตองอู พระเจ้าเชียงใหม่ แลสมเด็จพระมหาธรรมราชากรุงศรีอยุทธยา ให้ยกกองทัพไปช่วยตีเมืองอังวะด้วย พระเจ้าแปร พระเจ้า ตองอู พระเจ้าเชียงใหม่ยกไปทันตามกำหนด ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุทธยา รับว่าจะให้สมเด็จพระนเรศวรคุมกองทัพขึ้นไป แต่กองทัพไทย ไม่ยกไปตามกำหนด พระเจ้าหงษาวดีสงไสยว่าไทยจะคิดร้าย เมื่อพระเจ้าหงษาวดีจะยกไปเมืองอังวะ จึงจัดการป้องกันเตรียมไว้ทางเมืองหงษาวดี ให้พระมหาอุปราชาคุมกองทัพอยู่รักษาพระนคร แลจัดทหารกองมอญให้พระยาเกียรติ์ พระยาราม ซึ่งเปนผู้คุ้นเคยกับสมเด็จพระนเรศวร คุมลงมาคอยรับสมเด็จพระนเรศวร ถ้ากองทัพไทยยกขึ้นไปเมื่อใด ให้ทำเปนทีต้อนรับ แล้วเข้าอยู่เปนไส้ศึก ล่อสมเด็จพระนเรศวรขึ้นไปให้ถึงที่พระมหาอุปราชาเตรียมกำลังไว้ แล้วช่วยกันตีทัพจับสมเด็จพระนเรศวรไว้ให้ได้

ข้อความตามเรื่องที่ปรากฏในพระราชพงษาวดารแลในพงษาวดารพม่าประกอบกันดังกล่าวมานี้ เข้าใจว่า ข้างสมเด็จพระนเรศวรก็คิดร้ายต่อพระเจ้าหงษาวดีจริง ด้วยทราบอยู่แก่พระไทยแล้วว่า พระเจ้าหงษาวดีให้ทำทางตั้งยุ้งฉางเตรียมสะเบียงอาหารเข้ามาในเมืองไทยด้วยจะมาทำร้ายในไม่ช้า ครั้นทาง หงษาวดีเกิดอริกันขึ้นเอง เปนทีที่จะทำได้ก่อน สมเด็จพระนเรศวรจึงรั้งรอจนพระเจ้าหงษาวดียกไปเมืองอังวะ แล้วจึงยกกองทัพหลวงออกจากเมืองกำแพงเพ็ชร์ เมื่อแรมเดือน ๔ ปี วอก จุลศักราช ๙๔๖ พ,ศ, ๒๑๒๗ ถ้าจะคาดดูพระดำริห์ของสมเด็จพระนเรศวรที่ยกไปครั้งนั้น เข้าใจว่าจะขึ้นไปให้ถึงในเวลาพระเจ้าหงษาวดีไปทำศึกติดพันอยู่ที่เมืองอังวะ ถ้าพระเจ้าหงษาวดีไปเพลี่ยงพล้ำอย่างไร ก็จะตีเมืองหงษาวดีซ้ำทางนี้ ถ้าได้ข่าวว่าชนะ ก็จะชิงกวาดแต่ครอบครัวลงมา ตัดกำลังมิให้กองทัพหงษาวดียกเข้ามาทำร้ายได้โดยง่าย

สมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไปถึงเมืองแครง คือเมืองเดียวกับเมืองเชียงกรานที่สมเด็จพระไชยราชาธิราชไปรบพม่าครั้งพระเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้ พระยาเกียรติ์ พระยาพระราม ก็ลงมารับเสด็จตามอุบายของพระเจ้าหงษาวดี แต่เวลานั้นพวกมอญเอาใจออกหากจากพระเจ้าหงษาวดีอยู่เปนอันมากแล้ว ด้วยมอญกับไทยใหญ่ ๒ พวกนี้ไม่ได้เคยขึ้นพม่าด้วยใจสมัค เวลาใดพม่ามีอำนาจมากจึงเอามอญแลไทยใหญ่ไว้ได้ ถ้าพม่าหย่อนอำนาจลงเมื่อใด ทั้งมอญแลไทยใหญ่ก็เอาใจออกหากขัดแขงต่อพม่า เปนดังนี้มาแต่โบราณตลอดจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ความปรากฏในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า พระมหาเถรคันฉ่องเปนอาจารย์ของพระยาเกียรติ์ พระยาพระราม อยู่ที่เมืองแครง ได้ทราบความลับจากพระยาเกียรติ์ พระยาพระราม ไม่เข้ากับพระเจ้าหงษาวดี จึงพาพระยาเกียรติ์ พระยาพระราม มาสามิภักดิ์ทูลความทั้งปวงให้สมเด็จพระนเรศวรทราบ สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงหลั่งสิโนทก ประกาศความเปนอิศรภาพของกรุงสยามที่เมืองแครงนั้น เมื่อ เดือน ๖ ปีวอก พ,ศ, ๒๑๒๗ ได้ความในพงษาวดาวพม่าต่อมาว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิศรภาพแล้ว เสด็จยกกองทัพจากเมืองแครง ตรงเข้าไปหมายจะตีเมืองหงษาวดี ยังไม่ทันถึงพอได้ข่าวว่า พระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์ ขนช้างชนะพระเจ้าอังวะ ตีได้เมืองอังวะแล้ว สมเด็จพระนเศวรก็กวาดครอบครัวในระยะทางกลับมากรุงศรีอยุทธยา ได้ความในหนังสือพระราชพงษาวดารต่อมาว่า พระมหาอุปราชายกกองทัพออกติดตามสมเด็จพระนเรศวรมาทันที่แม่น้ำสะโตง สมเด็จพระนเรศวรให้ต้อนครอบครัวล่วงน่าเข้ามาก่อน ส่วนกองทัพหลวงตั้งคอยต่อสู้พม่าอยู่ที่แม่น้ำสะโตง กองทัพพม่ามาทันอยู่คนละฟากแม่น้ำ สมเด็จพระนเรศวรทรงพระแสงปืนต้นยิงถูกสุรกันมาแม่ทัพน่าพม่าตาย กองทัพพม่าถอยกลับไปแล้ว ก็เสด็จกลับคืนพระนคร

สงครามครั้งที่ ๖ คราวรบพญาพสิม[แก้ไข]

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิศรภาพที่เมืองแครงแล้วกวาดครอบครัวเข้ามาคราวนั้น เสด็จกลับตรงมากรุงศรีอยุทธยา ทูลสมเด็จพระราชบิดารให้ทรงทราบถึงเหตุที่เกิดสงครามกับพม่าแล้ว แต่นั้นก็ตั้งต้นตระเตรียมการต่อสู้ข้าศึกทีเดียว ด้วยทรงทราบอยู่ว่า ในไม่ช้าพม่าคงจะยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุทธยา เริ่มต้นก็ให้จับกุมขับไล่พวกพม่าที่เข้ามาอยู่กำกับไทยทั่วทุกแห่ง ในพวกไทยที่ใครยังเชื่ออำนาจพม่า เช่นพระยาสวรรคโลก พระยาพิไชย ก็รีบปราบปรามจนสิ้นเสี้ยนศึกภายใน พวกไทยใหญ่ที่พม่าเกณฑ์มาทำทาง เมื่อรู้ว่าไทยจะตั้งแขงเขาพม่า พากันหลบหนีมาเข้าไทย สมเด็จพระนเรศวรก็ให้รับทำนุบำรุงไว้ การอย่างอื่นซึ่งตระเตรียมต่อสู้ข้าศึกครั้งนั้น ตามรายการที่ปรากฏในหนังสือพระราชพงษาวดาร ดูเอาวิธีที่เคยรบพุ่งพม่ามาแต่ก่อนมาทรงพระดำริห์ตรองทั้งที่ได้แลทางเสีย แล้วแก้ไขให้สมกับกำลังแลเวลาที่ทำศึกนั้นทุกอย่าง เปนต้นว่า วิธีต่อสู้อย่างครั้งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ที่เอาพระนครเปนที่มั่น แลเอากำลังหัวเมืองเหนือเปนทัพตีกะหนาบนั้น เห็นใช้ไม่ได้เสียแล้ว ด้วยถูกพม่ากวาดผู้คนพลเมืองไปเสียกรุงมากกว่ามาก กำลังมีอยู่น้อยกว่า ครั้งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์หลายเท่า แลรู้อยู่ว่าข้างหงษาวดีเข้าใจวิธีกำลังทางเมืองเหนือเสียแล้ว จึงตกลงเอาพระนครเปนที่มั่นแห่งเดียว ให้กวาดคนหัวเมืองเหนือลงมาไว้ในพระนครศรีอยุทธยาหมด ยอมทิ้งหัวเมืองเหนือให้ร้างเสียคราว ๑ ทางเสียอีกอย่าง ๑ ซึ่งเคยเห็นมาแต่ก่อน ที่ชานพระนครด้านตวันออกห่างลำน้ำข้าศึก ตีเข้าได้ทางนั้น คราวนี้ให้ขุดคลองชักแม่น้ำสักเข้าขื่อน่า แลขุดขยายให้กว้างออกไปจนเปนลำแม่น้ำ ส่วนวิธีที่เคยได้เปรียบข้าศึก เปนต้นว่าการที่รวบรวมสะเบียงอาหารเข้าไว้ในพระนครให้มากก็ดี แลระวังทางส่งสะเบียงอาหารก็ดี วิธีเอาปืนใหญ่ลงเรือเที่ยวยิงข้าศึกก็ดี คราวนี้ก็ตระเตรียมแข็งแรงยิ่งขึ้นกว่า แต่ก่อน เชื่อได้ว่าการอย่างใดที่จะตระเตรียมต่อสู้ข้าศึกให้เปนประโยชน์ได้ ได้ทำทุกอย่างในคราวนั้น เพราะจำต้องสู้กองทัพใหญ่ด้วยคนน้อย

ในปลายปีวอก พ,ศ, ๒๑๒๗ นั้น กองทัพพม่าก็ยกเข้ามา กองทัพพม่าที่ยกเข้ามาคราวนี้ พระเจ้าหงษาวดีให้เจ้าเมืองพสิมซึ่งเปนน้องยาเธอของพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนองเปนแม่ทัพ เข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ทัพ ๑ ให้พระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาช่อราชอนุชายกลงมาทางข้างเหนืออิกทัพ ๑ ให้สมทบกันตีกรุงศรีอยุทธยา ด้วยเห็นว่ากรุงศรีอยุทธยากำลังน้อย คงไม่ต่อสู้ได้แขงแรงดังแต่ก่อน กองทัพเจ้าเมืองพสิมยกเข้ามา ถึงเมืองสุพรรณบุรีก่อน ทำนองจะมาถึงราวเดือนอ้ายน้ำยังมาก จึงตั้งยั้งอยู่ที่เมืองสุพรรณรอคอยกองทัพเมืองเชียงใหม่ ข้างกรุงศรีอยุทธยาพอทราบว่ากองทัพพญาพสิมยกเข้ามาถึงเมืองสุพรรณในเวลายังมีน้ำพอจะใช้เรือได้ ก็แต่งกองทัพเรือให้พระยาจักรี พระยาพระคลัง คุมออกไปรบพญาพสิมที่เมืองสุพรรณ กองทัพไทยเอาปืนใหญ่ยิงกองทัพพม่าทนอยู่ใกล้แม่น้ำไม่ได้ ต้องถอยทัพย้ายไปตั้งอยู่ที่เขาพระยาแมน ในระหว่างเมืองสุพรรณกับเมืองกาญจนบุรี ครั้นถึงเดือนยี่พอแผ่นดินแห้ง สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จยกกองทัพไปตั้งที่อำเภอวิเศษไชยชาญ แต่งกองทัพคนหัวเมืองฝ่ายเหนือ ให้ เจ้าพระยาศุโขไทยเปนแม่ทัพ รีบยกไปตีกองทัพพญาพสิมที่เขาพระยาแมนแตกพ่ายไปแต่ในเวลากองทัพเมืองเชียงใหม่ยังลงมาไม่ถึง ครั้นกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ยกลงมาถึงปากน้ำบางพุดซา ทัพน่าลงมาตั้งบ้านชะไวแขวงจังหวัดอ่างทองทุกวันนี้ สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไป ให้พระราชมนูเปนทัพน่า เข้าตีกองทัพน่าเชียงใหม่แตกพ่าย ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่รู้ว่า กองทัพพญาพสิมแตกกลับไปแล้วก็ไม่อยู่สู้รบ รีบถอยกองทัพกลับไป

สงครามครั้งที่ ๗ คราวรบพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านสระเกษ[แก้ไข]

เรื่องสงครามคราวนี้เป็นเรื่องติดต่อกับสงครามคราวหลังต่อไป ด้วยเมื่อพญาพสิมเข้ามาเสียทีไทยกลับไป ความปรากฏแก่พระเจ้าหงษาวดีว่า ไทยมีกำลังที่จะต่อสู้ได้แข็งแรง การตีเมืองไทยจะต้องทำเป็นศึกใหญ่คิดการแรมปีอย่างครั้งพระเจ้าบุเรงนองเคยทำแต่ก่อนจึงจะตีเมืองไทยได้ พระเจ้าหงษาวดีจึงให้ พระมหาอุปราชาคุมพลเข้ามาตั้งทำไร่นาที่เมืองกำแพงเพชร สะสมสะเบียงอาหารไว้ปี ๑ ในเวลาที่มาตั้งทำนานั้น ให้พระเจ้าเชียงใหม่ยกกองทัพลงมาข้างใต้ ให้มาคอยรังแกไทยตามหัวเมืองอย่าให้ทำนาได้ ประสงค์จะให้กรุงศรีอยุทธยาขัดสนสะเบียงอาหาร เมื่อปีระกา จุลศักราช ๙๔๗ พ.ศ. ๒๑๒๘ แล้วให้พระยาเชียงแสนเป็นทัพหน้า ยกลงมาตั้งที่บ้านป่าโมกข์ สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ จึงเสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไปจากกรุงศรีอยุทธยา เมื่อเดือน ๕ ขึ้น ๗ ค่ำ ทัพหน้าไปปะทะทัพพระยาเชียงแสนที่ป่าโมกข์น้อย ตีกองทัพพระยาเชียงแสนแตกพ่ายกลับขึ้นไป พระเจ้าเชียงใหม่รู้ว่ากองทัพหน้าแตกก็ยกกองทัพหลวงหนุนลงมา ปะทะทัพพระราชมนูกับเจ้าพระยาสุโขไท ซึ่งเป็นทัพหน้าของสมเด็จพระนเรศวรที่บางแก้ว รบพุ่งติดพันกันอยู่ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไปถึงบ้านแห ทรงทราบว่าพระเจ้าเชียงใหม่ยกมาเอง จึงให้ซุ่มกองทัพหลวงไว้ มีรับสั่งไปให้กองทัพหน้าเปิดถอยลงมา พระเจ้าเชียงใหม่สำคัญว่าทัพไทยแตก ก็รีบยกติดตามลงมาเข้าในที่ซุ่ม กองหลวงยกออกตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่แตกยับเยิน แล้วติดตามตีขึ้นไปจนบ้านสระเกษไชโย ได้ค่ายหลวงของพระเจ้าเชียงใหม่ กองทัพเชียงใหม่เสียช้างม้ารี้พลเครื่องศาสาตราวุธแก่ไทยเกือบหมด แม้จนเครื่องราชูประโภคของพระเจ้าเชียงใหม่ก็ตกอยู่ในมือไทย เกือบจับพระเจ้าเชียงใหม่ได้ในครั้งนั้น พระเจ้าเชียงใหม่กับพวกพลที่เหลืออยู่ต่างรีบหนีเอาตัวรอดกลับไปยังเมืองกำแพงเพชร

สงครามครั้งที่ ๘ คราวพระเจ้าหงษาวดีล้อมพระนคร[แก้ไข]

สงครามคราวนี้พระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์ยกกองทัพหลวงมาเอง ได้ความในหนังสือพงศาวดารพม่าว่า ตั้งแต่กองทัพที่พระเจ้าหงษาวดีแต่งให้เข้ามารบพุ่งเสียทีแตกไทยไป พระเจ้าหงษาวดีทรงวิตก ปฤกษากับเสนาบดีเห็นพร้อมกัน ถ้าไม่ปราบปรามไทยลงให้ได้ เมืองประเทศราชทั้งปวงคงจะพากันเอาอย่างไทยกระด้างกระเดื่องขึ้น พระเจ้าหงษาวดีจึงเสด็จเปนจอมพลยกมาเองเมื่อเดือน ๑๒ ปีจอ จุลศักราช ๙๔๘ พ,ศ, ๒๑๒๙ จำนวนพลพระเจ้าหงษาวดียกมาครั้งนั้น ๒๕๐,๐๐๐ คน เดิรทัพเข้ามาทางด่านแม่สอด มาตั้งประชุมพลที่เมืองกำแพงเพ็ชร์ แล้วแยกทัพเดิรเปน ๒ ทาง ให้พระมหาอุปราชากับพระเจ้าตองอูยกลงมาทางฝั่งตวันออก พระเจ้าหงษาวดียกลงมาทางฝั่งตวันตก พระเจ้าเชียงใหม่คุมกองลำเลียงแลเสบียงอาหารลงมาทางเรือ กองทัพลงมาถึงกรุงศรีอยุทธยาเมื่อเดือนยี่ปีจอ พ,ศ, ๒๑๒๙ พระเจ้าหงษาวดีตั้งทัพหลวงทางทิศตวันตกเฉียงเหนือที่ขนอนปากคู ทัพมังมอดราชบุตร์กับพระยาพระรามตั้งที่ทุ่งมะขามหย่อง ทัพพระยานครตั้งที่ปากน้ำพุทธเลา ทัพนันทสูตั้งที่ขนอนบางลาง ทัพพระเจ้าตองอูตั้งทุ่งชายเคือง ทัพพระมหาอุปราชาตั้งที่ขนอนบางตะนาว

การต่อสู้พม่าคราวนี้ รายการที่ปรากฏในพงษาวดารพม่า กับหนังสือพระราชพงษาวดารประกอบเปนเนื้อความยุติต้องกันว่า เมื่อไทยเห็นว่าเปนศึกใหญ่เหลือกำลังจะต่อสู้เอาไชยชนะได้กลางแปลงจึงเอาพระนครเปนที่มั่น ให้ต้อนคนเข้าพระนคร แต่ทราบอยู่ว่าคราวก่อนมีคนเคยแตกฉานไปเที่ยวซุ่มซ่อนตามป่าดง ต้อนเข้าไปไม่ได้หมด คราวนี้จึงแต่งพวกกององศาให้แยกย้ายออกไปอยู่ตามบ้านนอก ไปรวบรวมราษฎรที่ยังกระจัดกระจายอยู่ จัดเปนกองโจรคอยเที่ยวตัดลำเลียงเสบียงอาหารข้าศึกอยู่ทุกหนทุกแห่ง การป้องกันพระนครคราวนี้ขุดลำแม่น้ำเปนคูพระนครทางตวันออกสำเร็จ ก่อกำแพงด้านตวันออกขยายลงไปจนริมน้ำเหมือนกับด้านอื่น ๆ ตั้งปืนใหญ่ประจำป้อมแลกำแพงแขงแรงเหมือนกันหมดทุกด้าน มีปืนใหญ่น้อยกระสุนดินดำและเครื่องสาตราวุธเสบียงอาหารบริบูรณ์ เสบียงอาหารที่จะขนเข้าพระนครไม่ได้ก็ให้ทำลายเสียมิให้เปนกำลังแก่ข้าศึก

กองทัพพม่ายกเข้าถึงพระนครก็ได้แต่ตั้งล้อมอยู่ห่าง ๆ จะเข้าตั้งค่ายประชิดไม่ได้ ด้วยไทยเอาปืนใหญ่ลงเรือเที่ยวยิงกราดเอาอย่างคราวแรก พระเจ้าหงษาวดีแต่งกองทัพเข้าปล้นพระนครหลายครั้งก็ปล้นไม่ได้ ในชั้นแรกฝ่ายไทยไม่ออกดี เปนแต่รักษาพระนครมั่นไว้ จนกองทัพพม่าขัดสนเสบียงแลเกิดความไข้ เจ็บขึ้นในกองทัพ สมเด็จพระนเรศวรเห็นกำลังข้าศึกหย่อนลงแล้ว จึงยกออกตีข้าศึก ในพงษาวดารพม่ากล่าวว่า พอไทยรู้ว่ากองทัพพม่าเกิดความไข้และอดอยาก ก็ยกกองโจรออกเที่ยวปล้นตีทัพพม่าทั้งกลางวันกลางคืน มิให้มีเวลาเปนปรกติได้ ความที่กล่าวนี้มีรายการปรากฏอยู่ในหนังสือพระราชพงษาวดารหลายคราว ได้คัดลงไว้ต่อไปนี้

วัน ๑๐ ค่ำ เวลาตี ๑๑ เสด็จยกออกตีทัพพระยานครที่ ปากน้ำพุทธเลา ข้าศึกแตกหนี ได้ค่ายพระยานคร

ณวัน ๑๐ ฯ  ค่ำ เสด็จยกออกตีทัพข้าศึก(เห็นจะเปนกองน่า ของพระเจ้าหงษาวดี) ข้าศึกแตกพ่าย ไล่ฟันแทงเข้าไปจนถึงค่ายพระเจ้าหงษาวดี คราวนี้มีข้อความพิศดารกล่าวไว้ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเข้าไปได้ถึงค่ายพระเจ้าหงษาวดี เสด็จลงจากม้าพระที่นั่ง คาบพระแสงดาบนำทหารปีนจะเข้าค่ายพระเจ้าหงษาวดี ต่อเห็นว่าจะเข้าไม่ได้จึงถอยทัพกลับมา

ณวัน ๑๐ ค่ำ เสด็จออกตั้งทัพซุ่มณทุ่งลุมพลี แล้วออกตีทัพข้าศึกได้รบพุ่งถึงตลุมบอนกับม้าพระที่นั่งทรงพระแสงทวน แทงเหล่าทหารข้าศึกตาย ข้าศึกแตกพ่าย ไล่ฟันแทงข้าศึกเข้าไปจนถึงน่าค่าย คราวนี้กล่าวความพิศดารไว้ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่าพระเจ้าหงษาวดีทราบว่า สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปปีนค่ายตรัสว่า สมเด็จพระนเรศวรทำการสงครามกล้าหาญหนัก จะจับเอาให้จงได้ จึงแต่งพลทหารมาล่อ และให้หลักไวทำมูกับทหารทศ ทำนองจะเปนนายทหารที่เข้มแขงในกระบวนทัพม้า คุมพลไปซุ่มอยู่ ถ้าสมเด็จพระนเรศวรไล่หลวมเข้าไปให้ล้อมจับ ครั้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรไล่หลวมเข้าไปถึงค่าย หลักไวทำมูกับทหารทศออกล้อมรบสมเด็จพระนเรศวร ๆ ฆ่าตัวตายด้วยฝีพระหัตถทั้ง ๒ คน แล้วจึงถอยกลับเข้าพระนคร

ณวัน ค่ำ เสด็จทัพเรือไปตีทัพพระมหาอุปราชาที่ขนอนบางตะนาว พระมหาอุปราชาแตกพ่ายลงไปอยู่บางกระดาน

ณวัน ๑๐ ค่ำ เสด็จออกไปตีทัพพระมหาอุปราชาที่ตั้งอยู่บางกระดานแตกพ่ายไป

ณวัน ค่ำ เสด็จยกทัพไชยออกตั้งค่ายมั่นที่วัดเดช

ณวัน ค่ำ เอาปืนใหญ่ลงสำเภาขึ้นไปยิงค่ายพระเจ้าหงษาวดี ๆ ต้านทานไม่ได้ถอยกลับไปตั้งที่ป่าโมกข์ใหญ่

รายการทั้งปวงนี้กล่าวเฉภาะแต่คราวที่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปรบเอง ที่แต่งผู้อื่นออกไปรบหรือปล้นค่ายข้าศึกไม่ได้กล่าวถึงในรายการนี้คงจะมีอีกมาก สมดังที่พม่ากล่าวในพงษาวดารว่า ครั้งนั้นพอไทยได้ที ก็ตีปล้นทั้งกลางวันกลางคืน ไม่ให้กองทัพพม่าอยู่เปนปรกติได้

พระเจ้าหงษาวดีมาตั้งล้อมพระนครอยู่ถึง ๗ เดือน เอาไชยชนะไม่ได้ ปฤกษาแม่ทัพนายกองเห็นว่าเชิงศึกเสียเปรียบไทยลงทุกวัน ก็เลิกทัพกลับคืนไปเมืองหงษาวดี

ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า รุ่งปีขึ้นพระเจ้าหงษาวดียกมาล้อมพระนครอิกครั้ง ๑ ตีพระนครไม่ได้เลิกกลับไปอิก การศึกพระเจ้าหงษาวดีครั้งหลังนี้ไม่มีในพงษาวดารพม่า ในหนังสือพระราชพงษาวดารก็ไม่ปรากฏรายการ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่าที่จริงพระเจ้าหงษาวดีเห็นจะยกมาคราวเดียว แต่สงครามทำอยู่ตั้งแต่เดือนยี่ปีจอ จนเดือน ๘ ปีกุญ จดหมายเหตุจดเปน ๒ ปี เปนเหตุให้ผู้แต่งพงษาวดารเข้าใจไปว่า ๒ คราว ข้าพเจ้าจึงไม่นับที่ว่าพระเจ้าหงษาวดียกมาครั้งที่ ๒ อิกคราวนั้น

สงครามครั้งที่ ๙ คราวรบพระมหาอุปราชาที่เมืองสุพรรณ[แก้ไข]

ปีขาล จุลศักราช ๙๕๒ พ,ศ, ๒๑๓๓ สมเด็จพระมหาธรรมราชาสวรรคตเมื่อ ณ วัน๑๐ ค่ำ ถึงแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จผ่านพิภพได้ ๔ เดือน พอถึงเดือน ๑๒ ข้างแรมในปีนั้น พระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์ก็ให้พระมหาอุปราชาหงษาวดีกับเจ้าเมืองพสิมเจ้าเมืองภุกามยกกองทัพเข้ามาตีเมืองไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เหตุที่พม่าจะยกเข้ามาครั้งนี้ ได้ความในหนังสือพงษาวดารพม่าว่า ตั้งแต่พระเจ้าหงษาวดีเข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยามาเสียรี้พลล้มตายเปนอันมาก ตีกรุงศรีอยุทธยาไม่ได้ ต้องถอยทัพกลับออกไป พวกหัวเมืองประเทศราชที่ห่างไกลก็กระด้างกระเดื่อง เจ้าเมืองคังตั้งแขงเมืองขึ้นอิก พระเจ้าหงษาวดีปฤกษาเสนาบดี เห็นพร้อมกันว่า เปนเพราะรบไทยไม่ชนะเมืองอื่นจึงกำเริบ จะต้องพยายามเอาไชยชนะให้จงได้ พระเจ้าหงษาวดีจึงให้จัดกองทัพเปน ๒ กอง ๆ หนึ่งให้ราชบุตร์องค์ ๑ ซึ่งได้เปนพระเจ้าแปรยกไปตีเมืองคัง อิกกอง ๑ ให้พระมหาอุปราชายกมากับเข้าเมืองพสิมเจ้าเมืองภุกาม เข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยา รายการรบคราวนี้มีปรากฏในหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับหลวงประเสริฐ แต่ตอนปลายพระราชพงษาวดารฉบับอื่นไม่กล่าวถึงทีเดียว แต่ในพงษาวดารพม่าว่ารายการไขว้ไปเสียกับคราวชนช้าง ข้าพเจ้าจะกล่าวรายการตามที่ได้ความจากพงษาวดารพม่าอย่างที่เห็นว่าถูกต้อง คือเมื่อสมเด็จพระนเรศวรได้ข่าวศึก ก็เสด็จยกกองทัพหลวงออกไปต่อสู้ข้าศึกที่เมืองสุพรรณบุรี พระมหาอุปราชาเห็นว่ากำลังไทยที่ยกไปน้อยกว่า จึงหาที่มั่นตั้งรับเปนน่ากระดาน หมายว่าเมืองไทยยกเข้ารบจะตีโอบล้อมกองทัพไทยให้ได้ ข้างสมเด็จพระนเรศวรทรงสังเกตเห็นกระบวนข้าศึกตั้ง รู้ท่วงทีข้าศึก ไม่ยกเข้าตีตรงน่าอย่างข้าศึกคาด เห็นว่าข้างปีกขวาข้าศึกมีกำลังอ่อน ยกกองทัพไทยเข้าทุมเทตีปีกขวาฝ่ายเดียว ปีกขวาแตกแล้ว ตีกองกลางแตกอิกกอง ๑ แต่ปีกซ้ายได้ไชยภูมิ์ที่ตั้งมั่น สมเด็จพระนเรศวรไม่เข้าตี พม่าเสียช้างม้ารี้พลเปนอันมาก กองทัพพม่ารีบหนี ไทยติดตามจับตัวเจ้าเมืองภุกามแลเจ้าเมืองพสิมแม่ทัพพม่าได้ที่บ้านจรเข้สามพัน (ใกล้เมืองอู่ทอง) แต่พระมหาอุปราชานั้นหนีกลับไปได้

สงครามครั้งที่ ๑๐ คราวชนช้าง[แก้ไข]

เรื่องศึกครั้งนี้ หนังสือพงษาวดารพม่ากับพระราชพงษาวดารยุติต้องกันว่า ตั้งแต่พระมหาอุปราชาแตกทัพกลับไป พระเจ้าหงษาวดีน้อยพระไทยที่ไม่สามารถจะปราบปรามเอากรุงศรีอยุทยาไว้ในอำนาจได้ วัน ๑ ในเดือนอ้ายปีมะโรงจุลศักราช ๙๕๔ พ,ศ, ๒๑๓๕ รับสั่งให้หาพระมหาอุปราชากับบรรดาพระราชบุตร์มาประชุมพร้อมด้วยเสนาข้าราชการ พระเจ้าหงษาวดีตรัสตัดพ้อว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาโอรสทำการสงคราม พระราชบิดาไม่ต้องพักสั่ง แต่ฝ่ายข้างหงษาวดีทั้งเจ้าทั้งขุนนางไม่มีใครเจ็บร้อนช่วยทำราชการสงครามให้สมที่ได้ชุบเลี้ยงให้มียศบรรดาศักดิ์ พากันอ่อนแอเสียหมด ด้วยเหตุนี้จึงทำสงครามไม่ชนะกรุงศรีอยุทธยา ถ้าตั้งใจทำราชการให้พรักพร้อมกันแล้ว ทำไมกับพระนเรศวรไม่เท่าใดก็จะจับได้ มีขุนนางคน ๑ ชื่อพระยาลอกราบทูลว่า การรบพุ่งกับกรุงศรีอยุทธยา ที่จริงไพร่พลกรุงศรีอยุทธยาน้อยกว่า หงษาวดีหลายเท่า แต่พวกไทยกลัวเกรงสมเด็จพระนเรศวรเสียยิ่งกว่ากลัวตาย เวลาเข้ารบพุ่งไพร่พลของสมเด็จพระนเรศวรไม่รู้จักเสียดายชีวิตร์ ข้าศึกจึงกล้าแขงนัก ถ้าจะเอาไชยชนะสมเด็จพระนเรศวรให้ได้ เห็นว่าควรจะทรงเลือกสรรเจ้านายในพระราชวงษ์ที่อาจหาญการสงครามหลาย ๆ องค์ด้วยกัน คุมพลไปช่วยกันทำศึกกับสมเด็จพระนเรศวร จึงจะเอาไชยชนะได้ พระเจ้าหงษาวดีเห็นชอบด้วย จึงให้พระมหาอุปราชาองค์ ๑ ลูกเธอที่เปนพระเจ้าแปรองค์ ๑ นัตจินหน่องราชภาคคิไนย ซึ่งเปนโอรสของพระเจ้าตองอูองค์ ๑ ยกกองทัพใหญ่รวมจำนวนพล ๒๔๐,๐๐๐ เข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยา และสั่งให้พระเจ้าเชียงใหม่ยกกองทัพเมืองเชียงใหม่ ลงมาสมทบด้วยอิกทาง ๑ กองทัพยกจากเมืองหงษาวดี เมื่อ ณวัน ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๙๕๔ พ,ศ, ๒๑๓๕ เดินทัพเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ มาตั้งประชุมพลที่บ้านกะพังกรุ แขวงเมืองสุพรรณบุรี (เดี๋ยวนี้อยู่ในแขวงกาญจนบุรี)

ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุทธยา เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงทราบว่า พระมหาอุปราชายกกองทัพพม่าเข้ามาอิก เปนกองทัพใหญ่มีกำลังมากกว่าคราวก่อน จึงโปรดให้ประชุมปฤกษาการศึก ปฤกษาเห็นพร้อมกันว่า วิธีต่อสู้ที่พระนครปล่อยให้ข้าศึกเข้ามาถึงชานเมืองเปนการลำบากเดือดร้อนแก่ราษฎรนัก ถึงจะรบพุ่งมีไชยชนะ บ้านเมืองที่ข้าศึกเข้ามาเหยียบย่ำแล้วก็ต้องยับเยิน เห็นว่าฝ่ายไทยได้เคยรบพุ่งมีไชยชนะหลายคราว ชำนาญการศึกแลรู้ความสามารถของพวกหงษาวดีอยู่แล้ว เห็นพอจะต่อสู้เอาไชยชนะในหัวเมืองได้ สมเด็จพระนเรศวรจึงดำรัสสั่งให้เตรียมกองทัพหลวงจะเสด็จออกไปต่อสู้ข้าศึกที่เมืองสุพรรณบุรี เสด็จยกกองทัพหลวงออกจากกรุงศรีอยุทธยาเมื่อณวัน ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๘๕๔ พ,ศ, ๒๑๓๕ ไปตั้งประชุมพลที่ตำบลป่าโมกข์ พอจัดทัพบกเสร็จแล้ว ก็ยกกองทัพหลวงขึ้นไปตั้งที่ค่ายหนองสาหร่าย (อยู่ริมลำน้ำบ้านคอย แขวงสุพรรณบุรี) เห็นจะเสด็จถึงหนองสาหร่ายราววัน ๑๔ ฯ  ค่ำ เวลานั้นพระมหาอุปราชาเห็นจะเดิรทัพเข้ามาตั้งค่ายบ้านโข้ง ห่างหนองสาหร่ายทางประมาณ ๖๐๐ เส้น มีรอบค่ายกองทัพน่าอยู่ที่ดอนระฆังเหนือบ้านโข้งทางราว ๓๐๐ เส้น สมเด็จพระนเรศวรดำรัสสั่งให้กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์กับพระยาราชฤทธานนท์ออกไปสอดแนม ทรงทราบขบวนของข้าศึกที่ยกมาแล้ว จึงทรงจัดขบวนทัพที่จะยกเข้ารบข้าศึก หนังสือพระราชพงษาวดารว่า จัดเปนขบวนเบ็ญจเสนา คือจัดเปน ๕ กองทัพ กองทัพที่ ๑ กองทัพน่า พระยาสีหราชเดโชไชยเปนนายทัพ พระยาพิไชยชาญฤทธิ์เปนปีกขวา พระยาวิชิตณรงค์เปนปีกซ้าย กองทัพที่ ๒ พระยาเทพอรชุนเกียกกายเปนนายทัพ พระยาพิไชยสงครามเปนปีกขวา พระยารามกำแหงเปนปีกซ้าย กองทัพที่ ๓ ทัพหลวง สมเด็จพระนเศวรเปนจอมพล เสด็จกับสมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าพระยามหาเสนาเปนปีกขวา เจ้าพระยาจักรีเปนปีกซ้าย กองทัพที่ ๔ พระยาพระคลังยกรบัตร์เปนนายทัพ พระยาราชสงครามเปนปีกขวา พระยารามรณภพเปนปีกซ้าย กองทัพที่ ๕ ทัพหลัง พระยาท้ายเปนนายทัพ หลวงหฤไทยเปนปีกขวา หลวงอภัยสุรินทร์เปนปีกซ้าย

ณวัน ค่ำ เวลาเช้า พอกองทัพน่ายกไปไม่ห่างทัพหลวงเท่าไร ก็ประทะกองทัพน่าข้าศึกที่ยกมา กองทัพน่าไทยกำลังไม่พอต้านทานข้าศึก ต้องรบพลางถอยพลาง ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเสด็จอยู่ที่หนองสาหร่าย ได้ยินเสียงปืนแลได้รับรายงานทรงทราบขบวนทัพของข้าศึกที่ยกมาในเช้าวันนั้น ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า จะส่งกำลังไปหนุนกองทัพน่าซึ่งข้าศึกกำลังตีถอยลงมาจะรับไม่อยู่ จึงสั่งขึ้นไปให้กองน่าถอยล่อข้าศึกที่ติดตาม ให้หลงว่ากองทัพไทยแตกเสียขบวน ส่วนกองทัพหลวงตั้งซุ่มไว้จนข้าศึกไล่ถลำเข้ามาจึงยกตีโอบข้าศึก กองทัพใหญ่ได้รบกันตั้งแต่เวลา ๕ โมงเช้าจนถึงตลุมบอน พอข้าศึกแตกพ่าย ช้างพระที่นั่งก็เรียกมันลุยไล่ข้าศึกเข้าไป ที่หนังสือพระราชพงษาวดารกล่าวว่า ช้างพระที่นั่งเรียกมันลุยไล่ข้าศึกเข้าไปนั้น ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่อย่างม้าพาห้อ วิไสยช้างโดยปรกติผู้ขี่ต้องขับให้ถึงขนาดจึงจะเข้ารบข้าศึก แต่วันนั้นช้างพระที่นั่งเกิดตกน้ำมัน เห็นข้าศึกแตกพ่ายก็วิ่งไล่ไปโดยลำภัง ไม่ต้องขับไส หมายความเท่านี้เอง

ในเวลานั้นกองทัพไทยกำลังรบพุ่งข้าศึกเปนโกลาหลผงคลีกลุ้มตระหลบแลไม่เห็นว่าใครเปนใคร ช้างพระที่นั่งสมเด็จพระนเรศวรไล่เข้าไปในกองทัพข้าศึก มีติดตามเสด็จไปทันแต่ช้างพระที่นั่งสมเด็จพระเอกาทศรถราชอนุชา กับพวกองครักษ์เดินท้าววิ่งตามไปทันไม่กี่มากน้อย นายมหานุภาพนายท้ายช้างพระที่นั่งสมเด็จพระนเรศวร หมื่นภักดีศวรกลางช้างสมเด็จพระเอกาทศรถ ถูกปืนข้าศึกตาย สมเด็จพระนเรศวรก็ถูกปืนข้าศึกที่พระหัตถ์หน่อยหนึ่ง พอผงคลีที่กลุ้มตระหลบจางลง ช้างพระที่นั่งสมเด็จพระนเรศวรก็เข้าไปถึงที่พระมหาอุปราชายืนช้างอยู่ในกองทัพหลวงข้าศึก สมเด็จพระนเรศวรก็ไม่หวาดหวั่น เห็นได้ช่องในเชิงสงครามจึงตรัสท้าพระมหาอุปราชาให้ทำยุทธหัตถี คือชนช้างสู้กันตัวต่อตัว ด้วยเปนลักษณยุทธการที่ถือกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ว่าเปนเกียรติยศอย่างสำคัญ แลในสมัยนั้นคงกำลังเลื่องลือเกียรติยศของพระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์ที่ได้ชนช้างชนะพระเจ้าอังวะ พระมหาอุปราชาได้ยินสมเด็จพระนเรศวรชวนชนช้าง จะไม่ชนก็เสียเกียรติยศมีความละอาย จึงเข้าชนช้างด้วยสมเด็จพระนเรศวร ทีแรกช้างพระที่นั่งสมเด็จพระนเรศวรเสียที พระมหาอุปราชาฟันด้วยของ้าว สมเด็จพระนเรศวรหลบทัน ถูกแต่พระมาลาบิ่นไป พอช้างพระที่นั่งสมเด็จพระนเรศวรกลับได้ที ชนช้างที่นั่งพระมหาอุปราชาเบนไป สมเด็จพระนเรศวรฟันด้วยพระแสงของ้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่าย ถูกพระมหาอุปราชาทิวงคตบนคอช้าง ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถนั้นชนช้างกับเจ้าเมืองจาปโร (พระราชพงษาวดารเรียกว่ามังจาชโรพี่เลี้ยง) ฟันเจ้าเมืองจาปโรตาย พอสมเด็จพระนเรศวรชนะยุทธหัตถี ก็พอพวกทหารไทยตามเสด็จเข้าไปถึง แต่ไม่พอเปนกำลังที่จะตีข้าศึกให้แตกยับเยินไปได้ สมเด็จพระนเรศวรต้องถอยกลับออกมา พวกข้าศึกจึงรวบรวมกันพาศพพระมหาอุปราชากลับไปเมืองหงษาวดี ไม่แตกยับเยินไปเหมือนอย่างคราวก่อน

ความปรากฏในหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับหลวงประเสริฐว่า ต่อเมื่อชนะศึกคราวยุทธหัตถีนี้แล้ว สมเด็จพระนเรศวรจึงเฉลิมพระราชมณเฑียร แลกลับตั้งหัวเมืองเหนือขึ้นดังแต่ก่อน

สงครามครั้งที่ ๑๑ คราวไทยตีเมืองทวายแลเมืองตะนาวศรี[แก้ไข]

เมื่อชนะศึกคราวชนช้าง สมเด็จพระนเรศวรทรงพระพิโรธแม่ทัพนายกองที่ไม่ตามเสด็จเข้าไปให้ทันเวลาทำยุทธหัตถี ไม่ได้กำลังพอที่จะซ้ำเติมข้าศึกให้แตกยับเยินไป จะให้ลงพระราชอาญาประหารชีวิตร์แม่ทัพนายกองที่มีความผิดตามพระอัยการศึก สมเด็จพระวันรัตน์ทูลขอโทษไว้ จึงดำรัสให้พวกแม่ทัพนายกองเหล่านั้น คือ เจ้าพระยาจักรี ๑ พระยาพระคลัง ๑ พระยาศรีไทยณรงค์ ๑ พระยาเทพอรชุน ๑ พระยาพิไชยสงคราม ๑ พระยารามกำแหง ๑ ทั้ง ๖ คนนี้ไปทำการแก้ตัว ให้ยกกองทัพไปตีเมืองทวายเมืองตนาวศรี ซึ่งพระเจ้าหงษาวดีตีชิงเอาไปจากไทยแต่ก่อน ฝ่ายข้างพระเจ้าหงษาวดีก็ทรงพระพิโรธพวกแม่ทัพนายกองที่มาเสียทีไทย ให้ลงมาทำการแก้ตัวรักษาเมืองทวายแลเมืองตนาวศรี กองทัพไทยตีกองทัพพม่าแตกไป ได้เมืองทวายแลเมืองตนาวศรี กลับมาเปนของกรุงศรีอยุทธยาทั้ง ๒ เมือง

มีความปรากฏในพงษาวดารพม่าว่า ในคราวเมื่อไทยออกไปตีเมืองทวายเมืองตนาวศรี ครั้งนั้นพระเจ้าหงษาวดีสงไสยว่ามอญเอาใจออกหากมาเข้ากับไทย ให้จับพวกมอญฆ่าฟัน พวกมอญพากันอพยพหนีเข้ามาพึ่งกรุงศรีอยุทธยามาก ที่ไปอยู่เมืองเชียงใหม่ก็มี

สงครามครั้งที่ ๑๒ คราวรบพม่าที่เมืองเมาะลำเลิง[แก้ไข]

สงครามคราวนี้มีเรื่องราวในหนังสือพงษาวดารพม่ากับหนังสือพระราชพงษาวดารประกอบกัน ได้ความดังนี้ว่า เมื่อปีมะเมีย จุลศักราช ๘๕๖ พ,ศ, ๒๑๓๗ มอญเจ้าเมืองเมาะลำเลีง (คือที่เรียกทุกวันนี้ว่า เมืองมรแมน) ขอสามิภักดิ์ขึ้นกรุงศรีอยุทธยา ด้วยเหตุเจ้าเมืองเมาะตมะ ทำนองจะเปนเจ้าเมืองใหมที่พม่าตั้งลงมา จะยกมาตีเมืองเมาะลำเลีง ขอกำลังกองทัพไทยไปช่วย สมเด็จพระนเศวรโปรดให้กองทัพไทยยกไป แต่ผู้ใดจะเปนแม่ทัพหาปรากฏไม่ ทางโน้นเมื่อพระเจ้าหงษาวดีได้ทราบความว่า พระยาเมาะลำเลีงมาเข้ากับไทย จึงให้พระเจ้าตองอูยกกองทัพลงมา พอกองทัพไทยขึ้นไปถึงได้สู้รบกัน กองทัพไทยตีกองทัพพระเจ้าตองอูแตก แลติดตามขึ้นไปจนถึงเมืองสะโตง แต่นั้นก็ได้เมืองเมาะตมะแลเมืองเมาะลำเลีงมาขึ้นกรุงศรีอยุทธยา

สงครามครั้งที่ ๑๓ คราวสมเด็จพระนเรศวรตีเมืองหงษาวดีครั้งที่ ๑[แก้ไข]

สงครามคราวนี้มีเรื่องราวในพระราชพงษาวดารฉบับหลวงประเสริฐกับพงษาวดารพม่าประกอบกันเปนยุติว่า เมื่อณวัน ปีมะแมจุลศักราช ๙๕๓ พ,ศ, ๒๑๓๘ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงไปตีเมืองหงษาวดี ตั้งล้อมเมืองหงษาวดีอยู่ ๔ เดือน ตียังไม่ได้ สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบว่า กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ พระเจ้าตองอู พระเจ้าแปร ยกมาช่วยพระเจ้าหงษาวดี จึงถอยทัพกลับคืนพระนคร

การสงครามที่สมเด็จพระนเรศวรยกไปตีเมืองหงสาวดีครั้งนี้มีผลมาก เหตุด้วยพวกเจ้านายประเทศราชญาติวงษ์ของพระเจ้าหงษาวดีไม่เข้ากันอยู่แล้ว เมื่อพระเจ้าแปรกับพระเจ้าตองอูยกมาช่วยเมืองหงษาวดีนั้น พระเจ้าตองอูยกมาก่อน พระเจ้าแปรยกมาทีหลัง พระเจ้าแปรมาทราบความกลางทางว่า สมเด็จพระนเรศวรถอยทัพกลับแล้ว เห็นเปนทีจึงเลยยกทัพไปตีเมืองตองอู แต่ตีไม่ได้ต้องถอยกลับไปเมือง พระเจ้าหงษาวดีเห็นจะขัดเคืองพระเจ้าแปรด้วยเรื่องนี้ จึงตั้งลูกเธออิกองค์ ๑ ซึ่งครองเมืองอังวะให้เปนพระมหาอุปราชา แทนพระมหาอุปราชาที่มาขาดคอช้าง พระเจ้าแปรมีความโทรมนัศ ก็เลยตั้งแขงเมืองไม่ยอมขึ้นต่อพระเจ้าหงษาวดีผู้เปนพระราชบิดา เลยเปนเหตุให้พระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์เกิดระแวงเจ้าประเทศราชญาติวงษ์ยิ่งขึ้น จนถึงสั่งให้ส่งบุตร์แลนัดดาเข้าไปอยู่เปนตัวจำนำที่เมืองหงษาวดี พระเจ้าเชียงใหม่นรธาช่อมีความโทมนัศในเรื่องนี้ ประกอบกับมีเหตุด้วยพวกท้าวพระยาชาวเมืองเชียงใหม่เห็นว่าอำนาจพม่าหย่อนลงพากันกระด้างกระเดื่องขึ้น พวกเมืองล้านช้างก็จะยกมาตีเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่นรธาช่อจึงมาสามิภักดิ์ขอขึ้นต่อกรุงศรีอยุทธยา พวกไทยใหญ่แลพวกลื้อ ซึ่งอยู่เหนือเมืองเชียงใหม่ขึ้นไป เมื่อทราบว่าสมเด็จพระนเรศวรมีอานุภาพถึงไปตีเมืองหงษาวดี ก็เอาใจออกหากจากพม่า มาขอขึ้นกรุงศรีอยุทธยาแต่ครั้นนั้นเปนหลายเมือง

สงครามครั้งที่ ๑๔ คราวสมเด็จพระนเรศวรตีเมืองหงษาวดีครั้งที่ ๒[แก้ไข]

สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไปตีเมืองหงษาวดีครั้งที่ ๒ เมื่อณวัน ๑๑ ฯ  ค่ำปีกุญ จุลศักราช ๙๖๑ พ,ศ, ๒๑๔๒ เรื่องการสงครามคราวนี้ สมเด็จพระนเรศวรทรงพระราชดำริห์ว่า คราวก่อนยกจู่ขึ้นไปตีเมืองหงษาวดีไม่สำเร็จ คราวนี้จะคิดทำการแรมปี จึงให้เจ้าพระยาจักรียกล่วงน่าไปตั้งทำนาสะสมเสบียงอาหารไว้ที่เมืองเมาะตมะปี ๑ ก่อน ในระหว่างนั้นให้เจ้าพระยาจักรีเกลี้ยกล่อมหัวเมืองมอญทั้งปวงไปด้วย ความปรากฏในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า หัวเมืองมอญข้างใต้ มายอมสามิภักดิ์เข้ากับไทยโดยมาก มีเมืองที่สำคัญนอกจากหัวเมืองมอญ ๒ เมือง คือ เมืองตองอูแลเมืองยะไข่ ทั้ง ๒ เมืองนี้มีเรื่องราวต่างกัน พระเจ้าตองอูเปนน้องยาเธอของพระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์ คิดจะตั้งตัวเปนใหญ่แต่ไม่ออกหน้า ไม่แข็งเมืองเอาพระเจ้าหงษาวดี เปนแต่ลอบมาบอกสามิภักดิ์ต่อไทย ส่วนเมืองยะไข่นั้นเปนเมืองต่างชาติต่างภาษาอยู่ริมทเลข้างฝ่ายใต้ เวลานั้นเห็นพระเจ้าหงษาวดีหมดอำนาจลง พระเจ้ายะไข่ให้มายึดเอาเมืองซีเรียม ซึ่งอยู่ปากน้ำเอราวดีข้างตวันตกไว้ หมายจะชิงเอาอาณาเขตร์ของพระเจ้าหงษาวดีเหมือนกัน แต่เมื่อได้ข่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรจะยกกองทัพหลวงขึ้นไปเกรงพระเดชานุภาพจึงให้เข้ามาบอกสามิภักดิ์ ไม่เปนการสามิภักดิ์โดยสุจริตทั้งพระเจ้าตองอูแลพระเจ้ายะไข่ คราวนั้นเจ้าพระยาจักรีไปทำให้เกิดเหตุขึ้น ด้วยบังคับบัญชามอญไม่ดี พวกมอญที่ถูกกะเกณฑ์ทำไร่นาเปนขบถขึ้น สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงออกไป ต้องไปจัดการปราบปรามพวกมอญเสียเวลาอยู่เกือบ ๖ เดือน ทางโน้นเมื่อพระเจ้ายะไข่รู้ว่าสมเด็จพระนเรศวรยังยกขึ้นไปเมืองหงษาวดีไม่ได้ จึงลอบจู่ขึ้นไปจะชิงปล้นเมืองหงษาวดีเสียก่อน ข้างพระเจ้าตองอูในหนังสือพระราชพงษาวดารกล่าวว่า ได้ความคิดของพระมหาเถรเสียมเพรียม ยกกองทัพมาช่วยรักษาเมืองหงษาวดีในเวลาเมื่อกองทัพเมืองตองอูกับเมืองยะไข่ไปถึงเมืองหงษาวดี ก็ได้ข่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพหลวงขึ้นไปจากเมืองเมาะตมะ พระเจ้าตองอูกับพระเจ้ายะไข่จึงคบคิดสมยอมกัน ข้างพระเจ้าตองอูคิดจะกวาดต้อนพลเมืองพงษาวดี แลจะพาเอาพระเจ้าหงษาวดีไปไว้ในเงื้อมมือที่เมืองตองอู ด้วยประสงค์จะอ้างรับสั่งเปนอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองอื่น ๆ ให้ยำเกรงยอมอยู่ในอำนาจ ยอมให้พวกยะไข่เก็บทรัพย์สมบัติในเมืองหงษาวดีเอาตามชอบใจ ถ้าหากว่าสมเด็จพระนเรศวรจะยกตามไปตีเมืองตองอู ให้พวกเมืองยะไข่คอยสะกัดตัดลำเลียงอยู่ทางข้างหลัง เมื่อตกลงกันอย่างนี้แล้ว พระเจ้าตองอูจึงเข้าไปขู่พระเจ้าหงษาวดีว่าจะอยู่สู้รบสมเด็จพระนเรศวรที่เมืองหงษาวดีนั้น เห็นจะสู้ไม่ได้ ขอเชิญเสด็จทิ้งเมืองหงษาวดีไปอยู่เมืองตองอู พระเจ้าหงษาวดีกำลังกลัวสมเด็จพระนเรศวรก็บัญชาตาม พระเจ้าตองอูจึงพาพระเจ้าหงษาวดีแลกวาดต้อนผู้คนเมืองไปเมืองตองอู ข้างพวกยะไข่ก็เข้าค้นปล้นเก็บทรัพย์สมบัติบรรดามีในเมืองได้แล้ว เอาไฟเผาเมืองหงษาวดีไหม้หมดทั้งปราสาทราชมณเฑียร สมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพหลวงขึ้นไปถึงเมืองหงษาวดี เห็นแต่เมืองร้างเปล่า จึงมีรับสั่งให้ไปถามพระเจ้าตองอูว่าคิดอ่านอย่างไร พระเจ้าตองอูมีราชสาส์นส่งบรรณาการมาถวาย ว่าจะอ่อนน้อมยอมส่งพระเจ้าหงษาวดีแต่อุบายขอผัดเพี้ยนไป สมเด็จพระนเรศวรทรงพระราชดำริห์เห็นพระเจ้าตองอูไม่สามิภักดิ์โดยสุจริต จึงเสด็จยกกองทัพหลวงตามไปถึงเมืองตองอู เมื่อณวัน ๑๐ ฯ  ค่ำ ล้อมเมืองไว้ได้ ๒ เดือน ขาดเสบียงอาหาร ด้วยทางที่จะส่งเสบียงอาหารขึ้นไปจากเมืองเมาะตมะเปนทางไกล พวกยะไข่คอยตีตัดกองลำเลียงเสีย จึงต้องถอยทัพกลับคืนพระนคร แต่ได้หัวเมืองมอญในลุ่มแม่น้ำสะโตงใต้เมืองหงษาวดีมาเปนเมืองขึ้นกรุงศรีอยุทธยาในครั้งนั้นทั้งสิ้น สมเด็จพระนเรศวรทรงตั้งพระยามอญคน ๑ ซึ่งทรงไว้วางพระราชหฤไทยเปนพระยาทละอยู่ที่เมืองเมาะตมะ เปนผู้ปกครองหัวเมืองมอญต่างพระเนตร์พระกรรณต่อมา

สงครามครั้งที่ ๑๕ คราวสมเด็จพระนเรศวรตีเมืองอังวะ[แก้ไข]

คราวนี้จะเรียกว่าสงครามไม่ได้แท้นัก ด้วยไม่ได้รบกัน แต่เปนเรื่องสำคัญของตำนานการสงครามในยุคนั้น มีเนื้อความ ปรากฏในพงษาวดารพม่าว่า เมื่อพระเจ้าตองอูได้พระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์ไว้ในเงื้อมมือแล้ว พระเจ้าตองอูก็อ้างรับสั่งบังคับบัญชาการหัวเมืองที่ยังขึ้นอยู่กับพระเจ้าหงษาวดีตามอำเภอใจต่อ มา บางเมืองเชื่อถือยอมอยู่ในอำนาจพระเจ้าตองอู บางเมืองสงไสยว่า พระเจ้าตองอูคิดร้ายต่อพระเจ้าหงษาวดี พวกนี้ชวนกันยกกองทัพขึ้นไปล้อมเมืองตองอูไว้ แลว่ากล่าวจะให้พระเจ้าตองอูส่งพระเจ้าหงษาวดีให้ พระเจ้าตองอูคิดอ่านบังคับพระเจ้าหงษาวดีให้มีหนังสือรับสั่ง ตั้งกระทู้ถามเจ้าเมืองเหล่านั้นว่า จะเปนขบถหรือ พวกหัวเมืองที่ยกไปเห็นสำคัญมั่นคงว่าเปนหนังสือรับสั่งของพระเจ้าหงษาวดี ต่างก็เกรงพระราชอาญา ยกทัพกลับไป ไม่กล้าเข้าตีเมืองตองอู เมื่อพวกหัวเมืองกลับไปแล้ว นัตจินหน่อง ในหนังสือพระราชพงษาวดารเรียกว่า นักสร้าง โอรสพระเจ้าตองอูมาคิดว่า พระเจ้าหงษาวดีเปนต้นเหตุทำความเดือดร้อนให้แก่เมืองตองอูมากนัก ตั้งแต่เปนเหตุให้สมเด็จพระนเรศวรยกไปล้อมเมือง แล้วไม่ช้าพวกเจ้าเมืองก็พากันไปล้อมเมืองอิก ต่อไปจะมีศึกเสือมาทางไหนอิกก็ไม่รู้ คิดดังนี้แล้ว จึงลอบใส่ยาพิศม์ในกระยาหาร พระเจ้าหงษาวดีไชยสิงห์เสวยเข้าไปสิ้นพระชนม์ที่เมืองตองอู พระเจ้าตองอูจึงจำเปนประกาศตั้งตนเปนผู้รับราชสมบัติเปนพระเจ้าหงษาวดี แต่พวกประเทศราชแลหัวเมืองที่ไกล ก็ไม่มีผู้ใดนับถือยำเกรง

ในขณะนั้นลูกเธอของพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนององค์ ๑ ครองเมืองนยองยานอยู่แต่ก่อน เห็นเปนโอกาศจึงเข้ายึดเอาเมืองอังวะซึ่งยังว่างเจ้าปกครองมาตั้งแต่ครั้งพระเจ้าหงษาวดีตั้งพระเจ้าอังวะองค์ก่อนเปนพระมหาอุปราชา ประกาศตั้งตัวเปนอิศระขึ้นที่เมืองอังวะ ฝ่ายพระเจ้าแปรกับพระเจ้าตองอูเห็นว่า ถ้าพระเจ้าอังวะองค์ใหม่ตั้งตัวได้ ก็จะยกลงมาตีเมืองแปรแลเมืองตองอู จึงชวนกันยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองอังวะ กองทัพเมืองตองอูยกไปก่อน ครั้นเมื่อพระเจ้าแปรจะยกกองทัพพเอินมีคนจะทำร้าย พระเจ้าแปรหนีคนร้ายตกน้ำพิราไลย ฝ่ายพระเจ้าตองอูเห็นเปนที กลับสั่งกองทัพให้ไปตีเมืองแปร ตีไม่ได้ เมืองแปรกับเมืองตองอูจึงเกิดแตกกันขึ้นอีก ข้างพระเจ้าอังวะได้โอกาศจึงขยายอำนาจออกมาทางหัวเมืองไทยใหญ่ ได้จนถึงเมืองแสนหวี เวลานั้นเมืองแสนหวีขึ้นกรุงศรีอยุทธยา สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงทราบ เห็นว่าพระเจ้าอังวะจะคิดตั้งตัวเปนใหญ่ ต่อไปคงจะเปนสัตรู จึงเสด็จยกกองทัพหลวงจากกรุงศรีอยุทธยา เมื่อณวัน ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๙๖๖ พ,ศ, ๒๑๔๗ ขึ้นทางเมืองเชียงใหม่จะไปตีเมืองอังวะ เสด็จไปถึงเมืองห้างหลวงริมแม่น้ำสละวิน ซึ่งเรียกว่าเมืองหางทุกวันนี้ ประชวรสวรรคตณวัน ค่ำ ปีมะเส็งจุลศักราช ๙๖๗ พ,ศ, ๒๑๔๘ กองทัพไทยจึงต้องเลิกกลับคืนพระนคร

สงครามครั้งที่ ๑๖ คราวพม่าตีเมืองทวายเมืองตนาวศรี[แก้ไข]

สมเด็จพระเอกาทศรถผ่านพิภพเมื่อปีมะเสง จุลศักราช ๙๖๗ พ,ศ, ๒๑๔๘ ในหนังสือพระราชพงษาวดารไม่ปรากฏว่ามีสงครามในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ แต่มีเรื่องราวในพงษาวดารพม่า แลมีจดหมายเหตูของฝรั่งซึ่งเริ่มเข้ามาค้าขายอยู่ในเมืองไทยในเวลานั้น ได้ความว่ามูลเหตุที่ไทยรบกับพม่าในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถนั้น เนื่องในเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองพม่าที่กล่าวมาในการสงครามครั้งที่ ๑๕ คือ เมื่อในปลายรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น พระเจ้าตองอูกับพระเจ้ายะไข่ยังเปนไมตรีกันสนิทต่อมาแต่งทูตไปมาถึงกันเนือง ๆ ในเวลานั้นอาณาจักร์หงษาวดีแต่ก่อนแยกกันเปนหลายเจ้าของ ข้างเหนือพระเจ้าอังวะก็ตั้งเปนอิศระ ต่อลงมาทางตวันตกพระเจ้าแปรก็ตั้งเปนอิศระ หัวเมืองข้างใต้เมืองหงษาวดีแถบตวันออกก็เปนอาณาเขตร์ของกรุงศรีอยุทธยา พระเจ้าตองอูซึ่งตั้งตัวเปนพระเจ้าหงษาวดีคงมีอาณาเขตร์แต่ตอนกลางลงไปทางตวันตกเฉียงใต้ ด้วยเหตุนี้ ทูตของพระเจ้าตองอูแลพระเจ้ายะไข่ที่ไปมาทางแม่น้ำเอราวดีจึงถูกสลัดแลผู้ร้ายปล้นหลายคราว พระเจ้ายะไข่จึงให้โปตุเกตุคน ๑ ชื่อฟิลิบเดอบริโต ซึ่งฝากตัวอยู่กับพระเจ้ายะไข่ มาอยู่รักษาเมืองซีเรียม พิลิปเดอบริโต ชักชวนพวกโปตุเกตมาอยู่ด้วยมากขึ้น แต่แรกทำการปราบปรามโจรผู้ร้ายแลเก็บส่วยส่งพระเจ้าแลพระเจ้าตองอูโดยซื่อตรง แลตั้งประกอบการค้าขายของตนเองด้วย ครั้นได้กำไรมีกำลังมากขึ้น ก็คิดจะตั้งตัวเปนใหญ่ ในพงษาวดารพม่ากล่าวว่า มาเปนไมตรีกับพระยาทละ น่าเข้าใจว่าเห็นจะเข้ามาสวามิภักดิ์ขอขึ้นต่อกรุงศรีอยุทธยา ด้วยพระยาทละเปนผู้ปกครองหัวเมืองมอญซึ่งขึ้นกรุงศรีอยุทธยาในเวลานั้น ฟิลิปเดอบริโตได้กำลังพระยาทละอุดหนุนจึงตั้งแข็งเมือง ไม่ยอมขึ้นพระเจ้ายะไข่แลพระเจ้าตองอู พระเจ้ายะไข่กับพระเจ้าตองอูให้พระมหาอุปราชาทั้ง ๒ เมืองยกกองทัพลงมาตีเมืองซีเรียม มาแพ้ฟิลิปเดอบริโต ๆ จับพระมหาอุปราชาเมืองยะไข่ได้ พระเจ้ายะไข่กับพระเจ้าตองอูจึงต้องยอมหย่าทัพ ปล่อยให้ฟิลิปเดอบริโตครองเมืองซีเรียมต่อมา

ฝ่ายข้างเมืองอังวะ พระเจ้าอังวะราชบุตร์ของพระเจ้าบุเรงนองที่ไปตีเมืองแสนหวีนั้นสิ้นพระชนม์ในปีเดียวกับสมเด็จพระนเรศวร ราชโอรสได้เปนพระเจ้าอังวะแทน พระเจ้าอังวะองค์นี้เข้มแขงในการสงคราม ต่อมาไม่ช้าก็ตีเมืองแปรเมืองตองอูได้ เมื่อได้เมืองแปรเมืองตองอูแล้ว จึงรวบรวมกำลังลงมาตีได้เมืองซีเรียมแล้ว จะยกมาตีเมืองเมาะตะมะ ความปรากฏในพงษาวดารพม่าว่า พระยาทละเห็นจะสู้พระเจ้าอังวะไม่ได้ ก็ยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าอังวะ พระเจ้าอังวะให้พระยาทละครองเมืองเมาะตมะอยู่อย่างเดิม แต่เอาพระยาพระรามลูกพระยาทละ ซึ่งครองเมืองเยอยู่แต่ก่อนไปไว้เปนตัวจำนำ ให้จักกายแมงน้องยาเธอองค์ ๑ ของพระเจ้าอังวะมารักษาเมืองเย ในพงษาวดารพม่าว่า เมื่อปีฉลู จุลศักราช ๙๗๕ พ,ศ,๒๑๕๖ สมเด็จพระเอกาทศรถให้เจ้าเมืองทวายยกกองทัพไปตีเมืองเย จับจักกายแมงได้ส่งเข้ามากรุงศรีอยุทธยา พระเจ้าอังวะในเวลานั้นลงมาตั้งเมืองหงษาวดีเปนราชธานีอย่างแต่ก่อนแล้ว จึงยกกองทัพหลวงลงมาเมืองเมาะตมะ แต่งกองทัพมีจำนวน พล ๔๐,๐๐๐ ให้ยกลงมาตีเมืองทวาย ตีเมืองทวายได้แล้วให้ลงมา ตีเมืองตนาวศรี กองทัพไทยยกออกไป ผู้ที่เปนแม่ทัพพม่าเรียกออกญาวิน ๑ พญาอู ๑ (ทั้ง ๒ นี้เห็นจะเปนเจ้าพระยาพิศณุโลก กับพระยาศุโขไทย) ออกญาสวรรคโลก ๑ ออกญาพิไชย ๑ กองทัพไทยตีกองทัพพม่าต้องถอยมาจากเมืองตนาวศรี แล้วกองทัพไทยติดตามตีต่อไปทางเมืองเมาะตมะ พม่าสู้รบกองทัพไทยต้องถอยกลับมา

สงครามครั้งที่ ๑๗ คราวพม่าตีเมืองเชียงใหม่[แก้ไข]

พระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาช่อถึงพิราไลยในต้นแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ พงษาวดารพม่ากล่าวว่าพระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาช่อได้ถวายราชธิดาแด่สมเด็จ (พระเอกาทศรถ) พระเจ้ากรุงสยามองค์ ๑ แลถวายราชโอรสชื่อพระทุลองลงมาทำราชการอยู่ที่กรุงศรีอยุทธยา ว่ามาได้เปนราชบุตร์เขยของสมเด็จพระเอกาทศรถ ราชบุตร์ของพระเจ้าเชียงใหม่น้องพระทุลองยังมีอีก ๒ องค์ ชื่อพระไชยทิพย์องค์ ๑ พม่าเรียกว่าสะโด๊ะกะยอองค์ ๑ เมื่อพระเจ้าเชียงใหม่พิราไลยสมเด็จพระเอกาทศรถโปรดให้พระทุลองกลับขึ้นไปครองเมืองเชียงใหม่ แต่บังเอิญพอไปถึงเมืองพระทุลองไปป่วยเจ็บสิ้นชีพ ไม่ทันจะได้ครองเมือง พวกท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่จึงยกพระไชยทิพย์ขึ้นเปนพระเจ้าเชียงใหม่ แต่ครองเมืองอยู่ไม่เปนปรกติ เกิดเหตุผิดใจกับท้างพระยาผู้ใหญ่ พวกท้าวพระยาจึงบังคับให้พระไชยทิพย์ออกบวช ยกสะโด๊ะกะยอน้องคนเล็กขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ ในเวลาที่เกิดเหตุอันนี้ พระเจ้าอังวะอยู่ที่เมืองเมาะตมะ ทราบข่าวว่าเกิดเกี่ยงแย่งกันขึ้นในเมืองเชียงใหม่ พอรบไทยทางเมืองตนาวศรีแล้ว พระเจ้าอังวะก็ยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อปีขาล จุลศักราช ๙๗๖ พ,ศ, ๒๑๕๗ พวกเมืองเชียงใหม่ต่อสู้ พระเจ้าอังวะตั้งล้อมเมืองลครลำปางไว้ ยังตีไม่ได้ พระเจ้าอังวะขัดสนเสบียงอาหารลงจะเลิกทัพอยู่แล้ว พอเจ้าเมืองน่านมาเข้าด้วย ได้อาไศรยเสบียงเมืองนานจึงตั้งล้อมเมืองต่อไป ในเวลาพระเจ้าอังวะตั้งล้อมเมืองนครลำปางอยู่นั้น เผอิญพระเจ้าเชียงใหม่สะโด๊ะกะยอป่วยเจ็บพิราไลย ท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่ไม่มีผู้ใดเปนเจ้านาย จึงมายอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าอังวะ พระเจ้าอังวะตั้งให้พระยาน่านครองเมืองเชียงใหม่ แล้วเลิกทัพกลับไป เนื้อความในพงษาวดารพม่าไม่ปรากฏว่าไทยได้ช่วยเหลือเมืองเชียงใหม่อย่างไร แต่มีในจดหมายเหตุของฝรั่งว่า เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถนั้น ไทยกับพม่ารบกันอยู่ ๖ ปี แล้วเปนไมตรีหย่าสงครามกัน ด้วยพม่ายอมคืนเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองขึ้นของไทยที่พม่าตีไปได้ให้แก่ไทยทั้งหมด ข้าพเจ้าจึงสันนิษฐานว่าไทยคงได้เมืองเชียงใหม่กับเมืองทวายคืนมา แต่หัวเมืองมอญตอนเมืองเมาะตะมะ เห็นจะกลับไปเปนของพระเจ้าอังวะแต่ครั้งนั้น ด้วยเนื้อความสมกับเรื่องราวที่มีต่อมาในพระราชพงษาวดาร

สงครามครั้งที่ ๑๘ คราวพม่าตีเมืองทวาย[แก้ไข]

สมเด็จพระเอกาทสรถสวรรคตเมื่อปีวอก จุลศักราช ๙๘๒ พ,ศ, ๒๑๖๓ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ครองราชสมบัติอยู่ไม่ถึงปี สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมก็ได้ราชสมบัติ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนั้น มีในหนังสือพระราชพงษาวดารพม่าว่า พม่ายกกองทัพมาตีเมืองตนาวศรี กองทัพไทยยกออกไปช่วยไม่ทัน พม่าจึงได้เมืองตนาวศรีไปในครั้งนั้น ความจริงมีจดหมายเหตุในครั้งนั้นปรากฏอยู่แน่นอนว่า เมืองตนาวศรีเปนของไทยอยู่ตลอดแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เพราะฉนั้นจึงเข้าใจว่าเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมพม่าตีได้คืนไปแต่เมืองทวาย หาได้ ๆ เมืองตนาวศรีไม่ แต่สงครามครั้งนี้ไม่มี ปรากฏในหนังสือพงษาวดารพม่า ส่วนเมืองเชียงใหม่นั้นพม่าได้กลับไปเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมหรือเมื่อต้นแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททองไทยกับ พม่าหาได้รบพุ่งกันไม่ ดีกันตลอดมาจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงเกิดรบกับพม่าขึ้นอีก

สงครามครั้งที่ ๑๙ คราวไทยรบพม่าที่เมืองเชียงใหม่[แก้ไข]

เหตุที่จะเกิดรบกับพม่าในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ด้วยจีนยกกองทัพลงมาตีเมืองอังวะ สมัยนั้นพม่าตั้งเมืองหงษาวดีเปนราชธานีดังแต่ก่อน เมืองเชียงใหม่ได้ข่าวว่าจีนจะลงมาตีเมืองเชียงใหม่ด้วย เห็นว่าพม่าจะช่วยไม่ได้ จึงแต่งทูตม้า มาขอสามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุทธยา เมื่อปีชวด จุลศักราช ๑๐๒๒ พ,ศ, ๒๒๐๓ ขอกองทัพไทยขึ้นไปช่วยป้องกันเมืองเชียงใหม่ เวลานั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสวยราชย์ได้ ๔ ปี จึงโปรดให้จัดกองทัพพระยารามเดโชคุมพล ๑๐๐๐ พระยาท้ายน้ำคุมพล ๔๐๐๐ สองกองให้นี้ยกล่วงน่าขึ้นไปกับทูตเชียงใหม่เมื่อเดือน ๑๒ ครั้นถึงเดือนอ้าย สมเด็จพระนารายน์มหาราชเสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไปตั้งอยู่ที่เมืองพิศณุโลก จัดกองทัพเพิ่มเติมขึ้นไปอิก ๕ กอง คือ พระยากระลาโหมถือพล ๕๐๐๐ กอง ๑ พระยานครราชสิมาถือพล ๒๐๐๐ กอง ๑ พระยายมราชถือพล ๑๐๐๐ กอง ๑ พระยาราชบังสรรถือ พล ๓๐๐๐ กอง ๑ พระยาพิไชยสงครามถือพล ๕๐๐ กอง ๑ ขึ้นไปช่วยเมืองเชียงใหม่ ในเวลาเมื่อกองทัพไทยยกขึ้นไป ข้างเชียงใหม่ได้ความว่ากองทัพจีนที่มาตีเมืองอังวะเลิกถอยไปแล้ว ก็กลับใจลอบให้คนมาบอกทูตที่นำทัพให้หลบหนีไปเสีย สมเด็จพระนารายน์มหาราชทรงทราบทรงพระพิโรธ จึงดำรัสสั่งให้กองทัพไทยทั้งปวงนั้นยกเลยขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ แลเสด็จยกกองทัพหลวงมาตั้งอยู่ที่เมืองศุโขทัย ครั้งนั้นตามความเห็นที่กล่าวในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า กองทัพไทยตีได้เมืองนครลำปาง แล้วแยกย้ายกันไปเที่ยวตีหัวเมืองละว้าที่เปนเมืองขึ้นเชียงใหม่อยู่ระหว่างแดนพม่าได้มาเปนเมืองขึ้นกรุงศรีอยุทธยาเปนอันมาก แต่ไม่ได้เมืองเชียงใหม่ แต่ข้างพงษาวดารพม่ากล่าวว่า เมื่อจีนถอยทัพกลับไปแล้ว พระเจ้าหงษาวดีให้กองทัพพม่าเข้ามาช่วยรักษาเมืองเชียงใหม่ กองทัพพม่าเข้ามาไม่ทัน ไทยได้เมืองเชียงใหม่เสียแต่เมื่อณวัน ค่ำ ปีขาล จุลศักราช ๑๐๒๔ พ,ศ,๒๒๐๕ (ที่จริงน่าจะเปนปีฉลู) กองทัพพม่ายกเข้ามาถึง ไทยตีกองทัพพม่าแตกกลับออกไป แลว่าไทยรักษาเมืองเชียงใหม่ต่อมาอิกหลายปี พวกเมืองเชียงใหม่เอาใจออกหาก ไทยปราบปรามไม่อยู่จึงได้ทิ้งเมืองเชียงใหม่เสีย

สงครามครั้งที่ ๒๐ คราวรบพม่าที่เมืองไทรโยก[แก้ไข]

เหตุสงครามคราวนี้เนื่องต่อคราวที่ ๑๙ ที่กล่าวมาแล้ว เรื่องปรากฏในพระราชพงษาวดารว่า เมื่อจีนยกกองทัพมาติดเมืองอังวะ พระเจ้าหงษาวดีให้มังนันทมิตร์พม่า ซึ่งเปนอาว์ของพระเจ้าหงษาวดีลงมาครองเมืองเมาะตะมะ ให้เกณฑ์กองทัพมอญขึ้นไปช่วยรักษาบ้านเมืองอังวะ พวกมอญเปนขบถขึ้น พากันจับมังนันทมิตร์แล้วอพยพครอบครัวมอญเปนจำนวนคนหมื่นเศษ เข้ามาสามิภักดิ์สมเด็จพระนารายน์มหาราช มีรับสั่งให้แต่งกองทัพออกไปรับครอบครัวมอญเข้ามากรุงศรีอยุทธยา ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สามโคกบ้าง ที่คลองคูจาม แลที่ริมวัดตองปุ จังหวัดพระนครบ้าง พระเจ้าหงษาวดีได้ทราบว่ามอญเมาะตะมะเปนขบถ จึงจัดกองทัพให้มังสุระราชาคุมพล ๓๐,๐๐๐ ยกเข้ามาติดตามครัวมอญ มังสุระราชามีหนังสือเข้ามาถึงเมืองกาญจนบุรีว่าให้ส่งครัวมอญไปให้โดยดี ถ้าไม่ส่งจะยกกองทัพเข้ามาชิงเอาครัวมอญไปให้จงได้ สมเด็จพระนารายน์มหาราชจึงดำรัสส่งให้จัดกองทัพ มีจำนวนพล ๕๐,๐๐๐ ให้เจ้าพระยาโกษาธิบดีขุนเหล็กเปนแม่ทัพ ยกออกไปต่อสู้พม่า แลให้มีตราให้หากองทัพที่ตั้งอยู่ทางเมืองเชียงใหม่ให้ยกลงมาบรรจบรบพม่าด้วย กองทัพพม่ายกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ประทะทัพเจ้าพระยาโกษา ฯ ขุนเหล็กที่ท่าดินแดง แขวงเมืองไทรโยก รบพุ่งติดพันกันอยู่ พอกองทัพไทยฝ่ายเหนือยกลงมาถึง เข้าตีโอบทัพพม่าข้าศึกแตกพ่ายยับเยินกลับไป

สงครามคราวนี้ในพงษาวดารพม่ากล่าวแต่ว่ามอญเปนขบถ หาได้กล่าวถึงที่กองทัพพม่ายกเข้ามาในเมืองไทยไม่ ในหนังสือพระราชพงษาวดารก็ไม่ลงศักราชสงครามคราวนี้ไว้ให้ปรากฏ แต่ประมาณดูจะอยู่ราวปีขาล จุลศักราช ๑๐๒๔ พ,ศ, ๒๒๐๕

สงครามครั้งที่ ๒๑ คราวเจ้าพระยาโกษาฯ ขุนเหล็กตีเมืองพม่า[แก้ไข]

เรื่องสงครามคราวนี้ในพงษาวดารพม่ากับหนังสือพระราชพงษาวดารมีเนื้อความยุติต้องกันเพียงว่า ไทยได้ยกกองทัพออกไปตีเมืองพม่า แต่ผิดกันในข้อสำคัญ ในพระราชพงษาวดารว่า เจ้าพระยาโกษา ฯ ขุนเหล็ก ได้เมืองย่างกุ้ง เมืองแปรเมือง ตองอู เมืองหงษาวดี แล้วขึ้นไปล้อมเมืองอังวะ ขาดเสบียงอาหาร จึงต้องยกกลับมา ฝ่ายข้างพงษาวดารพม่าว่าไทยยกไปตีเพียงเมืองเมาะตะมะกับเมืองทวายไปเสียทีต้องเลิกทัพกลับมา พิเคราะห์ดูแผนที่เห็นว่าความจริงเห็นจะไม่ได้ขึ้นไปถึงเมืองอังวะ ด้วยเวลานั้นเมืองหงษาวดียังเปนราชธานีของพม่า มิใช่เมืองอังวะเปนราชธานีดังกล่าวในพระราชพงษาวดาร ที่จะเดิรทัพทางลุ่มแม่น้ำเอราวดีขึ้นไปถึงเมืองอังวะทางไกลมาก แลจะต้องผ่านแดนข้าศึกที่เปนเมืองใหญ่ไปหลายเมือง แม้เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรจะเสด็จไปตีเมืองอังวะ ยังเดิรกองทัพหลวงทางเมืองเชียงใหม่ไปทางเมืองหาง เพื่อจะเดิรในแดนข้าศึกให้ใกล้ กองทัพเจ้าพระยาโกษา ฯ ขุนเหล็ก เปนแต่ทัพขุนนาง เห็นจะเดิรทางลุ่ม แม่น้ำเอราวดีตั้งแต่เมืองเมาะตะมะขึ้นไปถึงเมืองอังวะไม่ได้ ความข้อนี้ผู้ศึกษาโบราณคดี ก็มีความสงไสยกันอยู่แต่ก่อนแล้ว

เหตุที่เกิดสงครามคราวนี้ก็เนื่องกับสงครามคราวที่ ๒๐ คือ เมื่อกองทัพพม่าที่เข้ามารบกับเจ้าพระยาโกษา ฯ ขุนเหล็กที่ไทรโยกแตกยับเยินออกไปแล้ว สมเด็จพระนารายน์มหาราชทรงพระราชดำริห์เห็นการสงครามเปนที ด้วยพวกมอญเปนใจเข้ากับไทยแลพม่าก็แพ้ไป จึงโปรดให้เจ้าพระยาโกษา ฯ ขุนเหล็กยกกองทัพจำนวนพล ๙๐,๐๐๐ ออกไปตีเมืองพม่า ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า ครั้งนั้นกองทัพไทยเดิรออกไปหลายทาง ไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์บ้าง ทางด่านเขาปูนบ้าง ด่านสลักพระ แขวงเมืองอุไทยธานีบ้าง ด่านเขาสูงทางเมือง ทวายบ้าง เดิรทางด่านแม่สอดเมืองตากบ้างไปตั้งล้อมเมืองอยู่ แต่ไปขัดเสบียงอาหารต้องถอยทัพกลับมา การสงครามครั้งนี้ในหนังสือพระราชพงษาวดารลงศักราชไว้ว่าปีขาล จุลศักราช ๑๐๒๔ พ,ศ, ๒๒๐๕

พม่ากับไทยรบกันคราวนี้แล้วก็เลิกสงครามต่อกันมาช้านานเกือบร้อยปี ด้วยในระหว่างนั้นพม่าเสื่อมอำนาจถอยกำลังลงจนมิอาจกลับตั้งตัวเปนอิศระได้ ในที่สุดพวกมอญจับพระเจ้าแผ่นดินพม่าได้ สิ้นเชื้อสายเจ้าแผ่นดินพม่าที่สืบวงษ์ของพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนอง นายบ้านพม่าชื่องอองจัยยะ จึงตั้งตัวเปนใหญ่ รบพุ่งชนะมอญรวมอาณาจักร์มอญพม่าเข้าได้ดังแต่ก่อน ตั้งตัวเปนพระเจ้าอลองพญาที่ไทยเราเรียกว่าพระเจ้ามังลอง ครองเมืองรัตนสิงห์เปนราชธานี พม่าจึงเกิดสงครามขึ้นกับไทยอีก

สงครามครั้งที่ ๒๒ คราวพระเจ้าอลองพญาล้อมกรุง[แก้ไข]

เหตุที่จะเกิดสงครามคราวนี้ เดิมเมื่อพระเจ้าอลองพญาตั้งตัวเปนใหญ่ขึ้นในเมืองพม่าแล้วยกกองทัพมาปราบปรามหัวเมืองมอญ พวกมอญที่พ่ายแพ้พากันอพยพหลบหนีเข้ามาในราชอาณาเขตร์กรุงศรีอยุทธยามาก เมืองทวายก็มาขอขึ้นกรุงศรีอยุทธาด้วยกลัวอำนาจพม่า พระเจ้าอลองพญามีไชยชนะมอญจับได้พระยาหงษาวดีแลได้หัวเมืองมอญไว้ในอำนาจ แต่การยังไม่เป็นปรกติดี ด้วยยังมีพวกแม่ทัพนายกองของพระยาหงษาวดีที่แตกฉานไปเที่ยวหลบหลีกอยู่หลายแห่ง พระเจ้าอลองพญายกกองทัพหลวงกลับขึ้นไปตีพวกกระแซทางเมืองมณีบุระ ทางข้างเมืองมอญมีแม่ทัพมอญซึ่งหลบหนีอยู่ ๑ คน รวบรวมกำลังจู่โจมเจ้าตีได้เมืองซีเรียม ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลริมแม่น้ำเอราวดีข้างตะวันตก กองทัพพวกพม่าที่อยู่รักษาเมืองมอญคุมกำลังไปตีเมืองซีเรียม พระยามอญรักษาเมืองซีเรียมไว้ไม่ได้ จึงอพยพครอบครัวขนเอาทรัพย์สินลงเรือกำปั่นของฝรั่งเศสซึ่งไปค้าขายอยู่ที่เมืองซีเรียมแล่นออกทะเลจะไปอาศัยอยู่หัวเมืองของฝรั่งเศสในอินเดีย เรือนั้นถูกพายุพัดซัดมาทางตะวันออก ต้องเข้าไปอาศัยซ่อมแซมในอ่าวเมืองมฤทซึ่งเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าอลองพญาให้มาขอตัวพระยามอญกับทั้งเรือกำปั่นที่พระยามอญเอามา ข้างกรุงศรีอยุธยาตอบไปว่า เรือกำปั่นเป็นเรือของฝรั่งเศส ถูกพายุเข้าไปอาศัยซ่อมแซมในอ่าวเมืองมฤท ไม่มีเหตุอะไรที่ไทยจะจับกุมไว้ เมื่อซ่อมแซมแล้วจึงปล่อยให้กลับไป พระเจ้าอลองพญาขัดเคืองด้วยเรื่องนี้ ครั้นตีเมืองกระแซได้แล้ว พระเจ้าอลองพญายกกองทัพลงมาฉลองพระเกษธาตุที่เมืองย่างกุ้ง ซึ่งปฏิสังขรณ์สำเร็จเมื่อปีเถาะ จุลศักราช ๑๑๒๑ พ,ศ,๒๓๐๒ ครั้นฉลองพระเกษธาตุแล้ว พระเจ้าอลองพญาจึงจัดกองทัพยกทัพเรือเป็นจำนวนพล ๘,๐๐๐ ให้มังระราชโอรส กับมังฆ้องนรธา (ในพระราชพงษาวดารเรียกว่าแมงละแมงข้อง) ยกลงมาตีเมืองทวาย เมื่อตีเมืองทวายได้แล้ว ได้ข่าวว่าเรือค้าขายทั้งที่มาจากประเทศอื่นแลที่หลบหนีไปจากเมืองทวาย ไปอาไศรยอยู่ในเขตร์แดนไทยที่เมืองตนาวศรีแลเมืองมฤทมาก พระเจ้าอลองพญาจะใคร่ได้เรือแลทรัพย์สิ่งของ จึงยกเหตุข้อที่ไทยขาดทางไมตรีด้วยไม่ยอมส่งพระยามอญให้กองทัพพม่า ยกเลยมาตีเมืองตนาวศรีแลเมืองมฤท จะเปนด้วยไทยไม่ได้คาดว่าพม่าจะมาตีหรือจะเปนด้วยความอ่อนแอของไทยในเวลานั้นเองอย่างใดอย่างหนึ่งนี้ พม่าตีเมืองตนาวศรีแลเมืองมฤทได้โดยง่าย จนพม่าเองก็ปลาดใจว่าเหตุไรไทยจึงต่อสู้จนอ่อนแอนัก พม่าได้ใจจึงให้ยกกองทัพข้ามแหลมมลายู เข้ามาทางด่านสิงขร ข้างหลังเกาะหลัก ประสงค์จะลองเที่ยวตีปล้นหาเชลยแลทรัพย์สมบัติต่อเข้ามาในแดนไทย แล้วแต่จะมาได้เพียงไร ถ้ามาติดเพียงไหนก็จะกลับไป ไม่ได้เข้าใจว่าจะเข้ามาได้จนถึงกรุงศรี อยุทธยาในคราวนั้น จริงอยู่ผู้แต่งพงษาวดารพม่ากล่าวว่า พระเจ้าอลองพญาตั้งพระไทยจะเข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยา ซึ่งควรเชื่อว่าเปนความประสงค์ของพระเจ้าอลองพญาเหมือนกับพระเจ้าแผ่นดินพม่าองค์ก่อน ๆ ถ้าองค์ใดได้อาณาจักร์พม่ามอญกระแซแลยะไข่รวมอยู่ในอำนาจแล้ว ก็เปนเกิดความประสงค์ที่จะตีเมืองไทยต่อมาทุกคราว แต่ที่เห็นได้ว่าพม่าไม่ได้ตั้งใจจะตีเข้ามาถึงกรุงศรีอยุทธยาในคราวที่กล่าวนี้นั้น ด้วยเดิรกองทัพเข้ามาทางด่านสิงขร อันเปนทางไกลแลเปนทางที่เสียเปรียบไทยในกระบวนยุทธมากนัก เพราะต้องเดิรเข้ามาในทางแคบมีเขา ข้าง ๑ ทเลข้าง ๑ ข้างไทยอาจจะต่อสู้ทำอันตรายได้ทั้งทางบกแลทางน้ำ ถ้าไทยต่อสู้จริง ๆ ยากที่จะมาถึงกรุงศรีอยุทธยาได้ ที่พม่าเคยตีกรุงศรีอยุทธยามาแต่ก่อนหรือในคราวหลัง ๆ ต่อคราวนี้ไป เดิรแต่ทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์กับด่านแม่สอด ไม่ได้เดิรทางด่านสิงขร เลยสักคราวเดียว

ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุทธยาในสมัยนั้นเปนเวลากำลังเสื่อมทรามด้วยเหตุหลายอย่าง ว่าโดยย่อคือ

๑ เกิดเหตุที่รบพุ่งกันเองในการแย่งชิงราชสมบัติมาหลายครั้งหลายคราว ข้าราชการที่เข้มแขงทัพศึกหรือรอบรู้ราชการบ้านเมืองถูกฆ่าฟันล้มตายเสียมาก ตัวคนที่เข้ามามีตำแหน่งในราชการโดยมากสำส่อน ไม่ชำนิชำนาญการงาน

๒ เปนเวลาที่ปราศจากความสามัคคีต่อกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ มีลูกเธอเปนเจ้าฟ้าชาย ๓ พระองค์ คือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบสร์เปนพระองค์ใหญ่ ได้เปนพระมหาอุปราช สิ้นพระชนม์ไปเสีย พระองค์ที่ ๒ เจ้าฟ้าเอกทัศเปนกรมขุนอนุรักษ์มนตรี พระราชบิดารับสั่งว่าโง่เขลาไม่ควรจะครองราชสมบัติ จึงต้องออกทรงผนวชเสีย ทรงตั้งเจ้าฟ้าพระองค์น้อย คือเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพินิต เปนพระมหาอุปราช สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ยังมีพระองค์เจ้าชายลูกเธอ ๔ พระองค์เปนกรมหมื่นเทพพิพิธองค์ ๑ กรมหมื่นจิตร์สุนทรองค์ ๑ กรมหมื่นสุนทรเทพองค์ ๑ กรมหมื่นเสพภักดีองค์ ๑ ทั้ง ๔ องค์ นี้ พระชัณษาเปนผู้ใหญ่กว่าเจ้าฟ้าอุทุมพรพระมหาอุปราชมาก กรมหมื่นเทพพิพิธชอบกับเจ้าฟ้าอุทุมพร แต่อีก ๓ องค์ไม่เข้ากัน เปนอริมาแต่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์สวรรคตเมื่อปีขาล จุลศักราช ๑๑๒๐ พ,ศ, ๒๓๐๑ เจ้าฟ้าอุทุมพรพระมหาอุปราชได้ราชสมบัติ มีเหตุเกิดระแวงกันขึ้นกับเจ้า ๓ กรม คือ กรมหมื่นจิตร์สุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี ให้จับสำเร็จโทษเสียทั้ง ๓ องค์แล้ว เชิญเจ้าฟ้าเอกทัศกรมขุนอนุรักษ์มนตรีลาผนวชให้มาช่วยคิดอ่านราชการ เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี เข้ามาอยู่ด้วยในพระราชวัง แล้วเข้าเกี่ยวข้องหมองยุ่งในราชการต่าง ๆ จนสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรมีความรำคาญมิรู้ที่จะทำ ประการใด ด้วยร่วมพระอุทรเดียวกัน เกรงจะเกิดเปนปรปักษ์กันขึ้น จึงถวายราชสมบัติแก่เจ้าฟ้าเอกทัศกรมขุนอนุรักษ์มนตรีแล้ว ขึ้นครองราชสมบัติ ความเกี่ยวแย่งก็เกิดขึ้นในหมู่ข้าราชการ มีขุนนางพวก ๑ เปนขบถคิดจะปลงพระเจ้าเอกทัศลงจากราชสมบัติ พวกนี้ไปปฤกษากับกรมหมื่นเทพพิพิธ ความทราบถึงสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ด้วยพวกขบถไปทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรให้ครองราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ทูลความให้สมเด็จพระเชษฐาธิราชทราบ แต่ทูลขออย่าให้ประหารชีวิตร์พวกขบถ ด้วยพระองค์ผู้ทูลความเปนสมณะ เกรงจะมัวหมองทางพระวินัย สมเด็จพระเอกทัศจึงให้จับหัวน่าพวกขบถจำไว้ ส่วนกรมหมื่นเทพพิพิธนั้นให้ฝากเรือกำปั่นไปปล่อยเสียสังกาทวีป ด้วยทรงผนวชเปนภิกษุภาวนาอยู่ ในเวลากำลังยุ่งกันอยู่อย่างนี้ ศึกพม่าก็มีเข้ามาเมื่อปีเถาะ จุลศักราช ๑๑๒๑ พ,ศ, ๒๓๐๒

ตามความที่ผู้หลักผู้ใหญ่เล่าสืบต่อกันมา ยุติต้องกับจดหมายเหตุครั้งนั้น เช่นหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่าแลรายการที่ปรากฏในพระราชพงษาวดาร ตลอดจนพงษาวดารพม่า แลจดหมายเหตุของพวกบาตหลวงที่อยู่ในกรุงศรีอยุทธยาเวลานั้นว่า กำลังผู้คนสะเบียงอาหารแลเครื่องสาตราวุธทั้งปวง กรุงศรีอยุทธยา มีบริบูรณ์ทุกอย่าง ครั้งนั้นขาดแต่ผู้ที่มีความสามารถจะคิดอ่านแลบัญชาการศึก ไม่ได้สืบสวนว่าข้าศึกจะมาทางไหนบ้าง แลกำลังข้าศึกมากน้อยเท่าใด ได้ข่าวหัวเมืองบอกเข้ามาว่า สืบสวนได้ความว่าข้าศึกจะยกเข้ามาทางไหน ก็แต่งกองทัพออกไปคอยต่อสู้ข้าศึกทางนั้น มีจำนวนกองทัพปรากฏในคำให้การชาวกรุงเก่าว่า ให้พระยารัตนาธิเบศร์ผู้ว่าที่ธรรมา ฯ ยกไปคอยต่อสู้พม่าที่มาทางเมืองตนาวศรีทัพ ๑ ให้พระยาพระคลังยกไปตั้งที่เมืองราชบุรีทัพ ๑ ให้พระยาสีหราชเดโชไชยยกไปคอยต่อสู้พม่าที่จะมาทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์ แขวงกาญจนบุรีทัพ ๑ ให้เจ้าพระยาอภัยราชายกไปคอยต่อสู้พม่าที่ จะยกมาทางด่านแม่สอดทัพ ๑ แต่ที่จริงคราวนั้นพม่ายกมาจากทางเมืองตนาวศรีทางเดียว

เมื่อพระเจ้าอลองพญาเห็นว่าตีเมืองมฤทเมืองตนาวศรีได้โดยง่ายดาย สั่งให้กองทัพน่ายกเลยเข้ามาแล้ว พระเจ้าอลองพญาจึงตกลงยกทัพหลวงตามมาทีหลัง กองทัพไทยที่ไปต่อสู้ทางนี้ พระยายมราชถือพล ๓,๐๐๐ ไปตั้งอยู่ที่แก่งตุ่มใต้เมืองกุย กองทัพพระยารัตนาธิเบศร์ตั้งอยู่ที่เมืองกุย พม่าตีกองทัพพระยา ยมราชแตกในเวลาเดียว พระยารัตนาธิเบศร์รู้ว่าทัพพระยายมราชแตก ให้ขุนรองปลัดชูซึ่งคุมกองทัพอาศาสมทบลงไปจากกรุงศรีอยุทธยา ด้วยทำนองเชื่อกันว่าเปนผู้มีความรู้วิชาดี คุมกองอาสา ๕๐๐ ไปต่อสู้พม่า ได้สู้รบกันที่ตำบลหว้าขาวริมชายทเล พวกขุนรองปลัดชูฆ่าฟันพม่าล้มตายมาก แต่ไทยน้อยตัว ลงปลายก็เหลือกำลังต้องแตกพ่าย พระยารัตนาธิเบศร์พอรู้ว่าขุนรองปลัดชูแตกอีกกอง ๑ ก็ไม่รออยู่ต่อสู้พม่า รีบหนีเข้ามากรุงศรีอยุทธยากับพระยายมราชด้วยกัน พม่าก็ตีเมืองกุย เมืองปราณ เมืองเพ็ชร์บุรีเมืองราชบุรี แลเมืองสุพรรณบุรีได้สดวกโดยลำดับมา ด้วยไม่มีผู้ใดต่อสู้จนกองทัพพระเจ้าอลองพญาเข้ามาตั้งอยู่ที่เมืองสุพรรณ์บุรี ข้างในกรุงจึงตกใจกันขึ้น พวกข้าราชการพากันไปทูลวิงวอนสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรให้ลาผนวชออกมาบัญชาการรักษาพระนคร จึงตระเตรียมเอาพระนครเปนที่มั่นตั้งต่อสู้พม่า ให้ก่อกำแพงเมืองข้างด้านเหนือซึ่งใกล้พระราชวัง ขยายต่อออกไปข้างริมน้ำอิกชั้น ๑ ต้อนคนเข้าในพระนครให้ขึ้นรักษาน่าที่เชิงเทิน แล้วแต่งกองทัพให้เจ้าพระยามหาเสนาเปนแม่ทัพ กับพระยารัตนาธิเบศร์ พระยายมราช พระยาราช บังสรรคุมพล ๒๐๐๐๐ เศษ ไปตั้งรับทัพพม่าที่ลำน้ำเอกราช คือที่เรียกว่าลำน้ำปากไห่ตาลานทุกวันนี้ พม่ายกเข้ามาจากเมืองสุพรรณ์ ตีกำองทัพไทยที่ตั้งที่ลำน้ำเอกราช พงษาวดารพม่ากล่าวว่า เมื่อพม่าข้ามน้ำเข้าตีค่ายไทยตรงนี้ ไทยรบพุ่งฆ่าฟันพม่าล้มตายลงเปนอันมาก กองทัพน่าพม่าขยั้นอยู่ จนกองทัพหลวงพระเจ้าอลองพญายกมาถึงจึงรดมตีกองทัพไทยแตกมาทุกกอง เจ้าพระยามหาเสนา พระยายมราช ถูกอาวุธข้าศึกตาย หนีมาได้แต่พระยารัตนาธิเบศร์กับพระยาราชบังสรร พม่าตีกองทัพไทยที่ลำน้ำเอกราชแตกแล้ว พระเจ้าอลองพญาก็ยกกองทัพหลวงเข้ามาตั้ง ณ ทุ่งบางกุ่มบ้านกระเดื่องข้างเหนือพระนคร กองทัพน่าเข้ามาตั้งที่โพธิ์ ๓ ต้น ข้างในกรุงแต่งกองทัพไทยจีนออกไปรบ พม่าก็ตีแตกมา พม่าจึงเข้ามาตั้งถึงพะเนียดแล วัดสามวิหารแล้ว เอาปืนใหญ่เข้ามาตั้งที่วัดราชพรี วัดกระษัตริยายิงเข้าไปในพระนคร ข้างไทยยิงโต้ตอบพม่าจะเข้าไม่ได้ทางนั้น จึงเอาปืนใหญ่ไปตั้งที่วัดน่าพระเมรุยิงเข้าไปในพระราชวัง ในขณะที่พม่าเอาปืนใหญ่มาตั้งยิงพระนครนั้น พระเจ้าอลองพญามาตรวจตราการยิงปืนใหญ่เอง เมื่อวันมายิงพระราชวัง ปืนพม่าแตก ไฟลวกเอาพระเจ้าอลองพญาประชวรอาการมาก พม่าจึงเลิกกองทัพกลับไปเมื่อวันขึ้น ๒ ค่ำเดือน ๖ ปีมโรง จุลศักราช ๑๑๒๒ พ,ศ, ๒๓๐๓ กองทัพพม่าเดินกลับไปทางเมืองตาก ยังไม่ทันออกจากแดนไทย พระเจ้าอลองพญาก็สิ้นพระชนม์ พม่ายกกลับไปคราวนี้ ปรากฏทั้งในพงษาวดารพม่าแลพระราชพงษาวดารว่าไทยได้แต่งกองทัพยกออกติดตาม ข้างพม่าว่าพม่าตีกองทัพไทยแตกกลับมา แต่ข้างพระราชพงษาวดารว่าไทยตามไปไม่ทัน ข้าพเจ้าเห็นว่าจะจริงข้างไปไม่ทัน

สงครามครั้งที่ ๒๓ คราวพม่าตีหัวเมืองปักษ์ใต้[แก้ไข]

เมื่อพระเจ้าอลองพญาสิ้นพระชนม์ในปีมะโรง จุลศักราช ๑๑๒๒ พ,ศ, ๒๓๐๓ มังลอกราชโอรสองค์ใหญ่ได้ครองราชสมบัติเมืองพม่ารามัญกลับมีเหตุต้องรบพุ่งกันเองอิก ด้วยมังฆ้องนรธาแม่ทัพคน ๑ ซึ่งเข้ามาตีเมืองไทยกับพระเจ้าอลองพญา กลับไปตั้งแขงเมืองที่เมืองอังวะ แล้วสะโต๊ะมหาสุริยอุจนาเจ้า เมืองตองอูผู้เปนอาว์ของพระเจ้ามังลอก ตั้งแขงเมืองขึ้นที่เมืองตองอูอิกแห่ง ๑ พวกกระแซแลพวกมอญก็พากันกระด้างกระเดื่องขึ้นด้วย พระเจ้ามังลอกต้องทำการปราบปรามเสี้ยนศึกภายใน อยู่ ๒ ปี ในเวลาเมื่อเมืองพม่าเกิดรบพุ่งกันเองนั้น ขุนนางทวายเก่าคน ๑ ชื่อหุยตองจา คุมสมัครพรรคพวกเข้าชิงเมืองทวายได้จากพม่าซึ่งพระเจ้าอลองพญาตั้งให้ลงมาเปนเจ้าเมือง พอการรบพุ่งกันทางเมืองพม่าสงบลง หุยตองจากลัวพระเจ้ามังลอกะยกมาตีเมืองทวาย จึงให้ทูตคุมเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวายสมเด็จพระเจ้าเอกทัศสามิภักดิ์ขอขึ้นต่อกรุงศรีอยุทธยา

ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุทธยาตั้งแต่พม่าเลิกทัพกลับไป มีเนื้อความปรากฏในจดหมายเหตุของพวกบาตหลวงว่า ได้ปฤกษาจัดการแก้ไขกระบวนป้องกันพระนคร แลปรากฏในพระราชพงษาวดารว่า ได้สร้างสมเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์บ้าง แต่ไม่ปรากฏว่าความสามัคคีดีขึ้นอย่างไร เปนต้นว่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรที่ลาผนวชออก มาช่วยบัญชาการครั้งพม่าเข้ามาล้อมกรุง เมื่อพม่ากลับไปแล้ว ก็เกิดไม่ถูกพระไทยกับสมเด็จพระเชษฐาธิราช เลยทูลลาอกทรงผนวชเสียอิก ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพิธ ที่ถูกไปปล่อยเมืองลังกา เมื่อพระเจ้าอลองพญาเข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยา ได้ข่าวออกไปว่าเสียกรุงแก่พม่าก็กลับมา เห็นจะมาทั้งเปนพระ มาขึ้นที่เมืองมฤทเมื่อพม่ายกทัพกลับไปแล้ว ความทราบถึงกรุงศรีอยุทธยา มีรับสั่งให้คุมกรมหมื่นเทพพิพิธไว้ ที่เมืองมฤท ในสมัยเมื่อว่างสงครามอยู่ ๓ ปีนั้น ทำนองข้างกรุงศรีอยุทธยาตั้งแต่ได้ข่าวว่าพม่าเกิดรบพุ่งกันขึ้นเอง เห็นจะเข้าใจกันว่า พม่าสิ้นพระเจ้าอลองพญาแล้ว คงจะหย่อนกำลังลงเปนอย่างเมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ คงจะไม่มีศึกพม่าเข้ามาอิก หรือถ้าหากจะมีมาก็คงสู้ได้ไม่ยาก จึงไม่ใคร่ร้อนรนขนขวายอะไรนัก

มีเนื้อความปรากฏในจดหมายเหตุของบาตหลวงที่อยู่กรุงศรีอยุทธยาในครั้งนี้ว่า เมื่อทูตทวายเข้ามา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศให้เสนาบดีประชุมปฤกษากันว่า จะควรรับเมืองทวายไว้เปนเมืองขึ้นหรือไม่ มีข้าราชการพวก ๑ ว่าไม่ควรจะรับ ด้วยเห็นว่า ถ้ารับเมืองทวายอาจจะเปนเหตุให้เกิดสงครามกับพม่าอิก แต่ข้าราชการโดยมากเห็นว่าควรจะรับ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศจึงรับเมืองทวายไว้เปนเมืองขึ้นกรุงศรีอยุทธยา

ฝ่ายข้างเมืองพม่า พระเจ้ามังลอกปราบปรามพม่ามอญลงได้เรียบร้อยแล้ว จึงให้อภัยคามณี (เรียกในพงษาวดาร ว่าอาปะระกามณี) เปนแม่ทัพคุมพล ๗,๕๐๐ เข้ามาตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๒๔ พ,ศ, ๒๓๐๕ ปรากฏในพระราชพงษาวดารว่า พระยาจันทร์เจ้าเมืองเชียงใหม่ให้มาสามิภักดิ์ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศก็รับเมืองเชียงใหม่ไว้เปนเมืองขึ้น แล้วดำรัสสั่งให้เจ้าพระยาพิศณุโลกกองทัพขึ้นไปช่วยป้องกันเมืองเชียงใหม่ แต่กองทัพเมืองพิศณุโลกไม่ทันยกไป พม่าตีได้เมืองเชียงใหม่เสียก่อน จับพระยาจันทร์และท้าวพระยาผู้ใหญ่ ไปไว้เมืองพม่า พระเจ้ามังลอกจึงตั้งให้อภัยคามณีเปนเจ้าเมืองเชียงใหม่แต่นั้นมา พระเจ้ามังลอกครองราชสมบัติอยู่ ๓ ปียังไม่ทันให้ลงมาตีเมืองทวายก็สิ้นพระชนม์ในปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๒๔ นั้น พระเจ้ามังระราชอนุชาได้ราชสมบัติ ทางเมืองเชียงใหม่พม่ายังปราบปรามไม่ได้เรียบร้อย ด้วยพวกท้าวพระยาที่เปนเจ้าเมืองต่าง ๆ ในลานนาคบคิดกับเจ้านครหลวงพระบางจะตีเอาเมืองเชียงใหม่คืนจากพม่า พระเจ้ามังระจึงให้เนเมียวสีหบดีเปนแม่ทัพ คุมพล ๒๐,๐๐ ยกไปปราบปรามพวกขบถทางเมืองเชียงใหม่ เมื่อปลายปีมะแม จุลศักราช ๑๑๒๕ พ,ศ, ๑๓๐๖ ทาง ๑ ให้ มังมหานรธาเปนแม่ทัพคุมพล ๒๐,๐๐๐ ลงมาตีเมืองทวายอิกทาง ๑ ส่วนพระเจ้ามังระเองยกกองทัพขึ้นไปปราบปรามพวกกระแซทางเมืองมณีบุระ

กองทัพมังมหานรธายกลงมาตีเมืองทวายเมื่อเดือนอ้าย ปีวอก จุลศักราช ๑๑๒๖ พ,ศ, ๒๓๐๗ หุยตองจาเจ้าเมืองทวายต่อสู้พม่าไม่ได้ จึงลงเรือหนีมาอาไศรยอยู่เมืองมฤทในอาณาเขตร์ไทย พม่าจะให้ไทยส่งตัวหุยตาจองให้ ไทยไม่ยอมส่ง พม่าได้เมืองทวายแล้ว ก็ยกกองทัพเรือ มีจำนวนเรือรบ ๖๐ ลำ ตามลงมาตีเมืองมฤท เมื่อเดือนยี่ปีวอก ผู้คนพลเมืองพากันหนีเข้าป่า ไม่มีผู้ใดต่อสู้ หุยตองจากับกรมหมื่นเทพพิพิธหนีลงมาเมืองกระบุรี ส่วนกองทัพมังมหานรธายกกลับไปเมืองตนาวศรี ก็ได้เมืองโดยง่าย ด้วยไม่มีผู้ใดต่อสู้อิก พม่าเก็บริบทรัพย์จับคนเปนเชลยได้พอแล้ว ก็ให้เผาเมืองเสียเมืองมฤทแลเมืองตนาวศรี ส่วนพม่าพวกที่ยกลงมาเมืองกระบุรีก็ทำอย่างเดียวกัน เที่ยวตีปล้นริบทรัพย์จับเชลยแจกจ่ายกันเรื่อยมาด้วยไม่มีผู้ใดต่อสู้ พม่าก็ได้ใจเลยเดินข้ามจากเมืองกระบุรีเข้ามาตีได้เมืองชุมพรเมืองไชยา แล้วย้อนขึ้นมาตีเมืองปทิว เมืองบางตะพานทางริมทเลข้างน่าใน จนเมืองกุยเมืองปราณ ทำนองจะได้ข่าวว่ากองทัพกรุงยกลงไปถึงเมืองเพ็ชร์บุรี พม่าก็พากัยกกลับออกไปเมืองทวายทางด่านสิงขร หุยตองจาทวายกับกรมหมื่นเทพพิพิธ หนีพม่าขึ้นมาที่เมืองเพ็ชร์บุรี ข้างกรุงศรีอยุทธยาให้ข้าหลวงเอาหุยจองตาไปคุมไว้ที่เมืองชลบุรี กรมหมื่นเทพพิพิธนั้นให้ไปคุมไว้ที่เมืองจันทบุรี ที่จริงพม่าที่เข้ามาถึงหัวเมืองชายทเลน่าในครั้งนั้น เปนแต่กองทัพน่าจู่เข้ามาเที่ยวเผาบ้านเรือนปล้นเก็บทรัพย์ จับผู้คนไปเปนเชลยอย่างขะโมยกองใหญ่ ๆ หากไม่มีใครต่อสู้จึงทำได้ตามชอบใจ แต่ตัวมังมหานรธาแม่ทัพนั้นกลับไปตั้งอยู่ที่เมืองทวาย หาได้ยกเข้ามาไม่ พม่ายกมาคราวนี้ มีเนื้อความปรากฏในคำให้การพวกกรุงเก่าว่า ที่กรุงศรีอยุทธยาให้กองทัพยกออกไปช่วยรักษาเมืองตนาวศรี พระยาพิพัฒนโกษาเปนแม่ทัพ พระเจ้ากรุงธนบุรีในหนังสือนั้นเรียกว่า "พระยาตากสิน" ก็ไปในกองทัพนั้นด้วย แต่ไม่ปรากฏในที่ใด ๆ ว่ากองทัพไทยได้รบกับพม่าที่ยกมาคราวนี้ จึงเข้าใจว่า ยกไปไม่ทัน เห็นจะไปถึงราวเมืองเพ็ชร์บุรี ได้ข่าวว่าพม่ายกกลับไปหมดแล้ว ก็ให้หากองทัพกลับเพียงนั้น

พม่ายกมาคราวนี้ ในหนังสือพงษาวดารพม่ากล่าวว่า เมื่อมังมหานรธาตีได้หัวเมืองข้างใต้แล้วก็ยกเลยขึ้นมากรุงศรีอยุทธยา ผิดกับที่กล่าวในหนังสือพระราชพงษาวดาร ข้าพเจ้าเห็นว่าความจริงถูกอย่างพระราชพงษาวดาร ๆ เปนแต่ลงศักราชผิดอยู่แห่ง ๑ ดังจะปรากฏต่อไปข้างน่า ด้วยตามความที่พม่ากล่าวพิเคราะห์ทางแผนที่เลอะเทอะ ว่ายกจากเมืองทวายมาตีเมืองปราณ เมืองเพ็ชร์บุรีได้แล้วก็ตีเมืองชุมพรไชยาต่อขึ้นมาจนถึงกรุงศรีอยุทธยา ดังนี้จะเชื่อว่าเปนความจริงไม่ได้ แต่ฝ่ายข้างพระราชพงษาวดารเอาสงคราม นี้ไปเชื่อมต่อเปนคราวเดียวกับที่พม่าเข้ามาตีกรุงครั้งหลัง ข้าพเจ้าพิจารณาดูรายการที่ปรากฏในเรื่องการรบเห็นเปนคนละคราว ถึงระยะเวลาไม่สู้ห่างกันนัก ก็มีระยะหยุดการสงครามแล้วตั้งต้นใหม่ ข้าพเจ้าจึงกำหนดสงครามนี้แยกออกเปนคราว ๑ ต่างหาก

สงครามครั้งที่ ๒๔ คราวเสียกรุงครั้งหลัง[แก้ไข]

ที่จะเกิดสงครามคราวนี้ ไม่ปรากฏเหตุอย่างอื่นนอกจากพม่าเห็นว่าไทยอ่อนแอปลกเปลี้ยจะทำร้ายได้ ก็ยกเข้ามา แลความตั้งใจที่ยกเข้ามานั้น ทั้งในหนังสือพระราชพงษาวดาร แลพงษาวดารพม่ากล่าวว่า ตั้งใจจะเข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยา แต่เมื่อพิเคราะห์ดูรายการสงคราม ประกอบกับวิธีที่พม่ายกเข้ามารบพุ่งในชั้นแรก ข้าพเจ้าสงไสยว่าต่อเมื่อเสียกรุงแล้ว จึงกล่าวกันว่าพม่าตั้งใจจะตีกรุงศรีอยุทธยามาแต่แรก ที่จริงนั้น เมื่อแรกยกเข้าน่าจะตั้งใจเพียงเข้ามาปล้นบ้านเมือง เอาทรัพย์สมบัติแลจับคนไปเปนเชลย (ที่เรียกในภาษาอังกฤษว่าเรด) แล้วแต่จะได้เท่าใดก็เอาเท่านั้น ถ้าเห็นจะทำต่อไปไม่ได้เมื่อใด ก็จะยกกลับไป อย่างเดียวกับที่พม่าตีหัวเมืองปักษ์ใต้ที่กล่าวมาแล้วในสงครามคราวที่ ๒๓ ครั้นเห็นทำการได้สดวก ด้วยไทยอ่อนแอเสียเต็มที พม่าได้ใจ จึงเลยเข้าตีเอาราชธานี

พม่ายกมาคราวหลังนี้จัดเปน ๒ กองทัพ กองทัพข้างใต้ให้มังมหานรธายกเปนแม่ทัพ เข้ามาทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์ กองทัพข้างเหนือให้เนเมียวสีหบดี (ในพระราชพงษาวดารเรียก [ต้นฉบับเดิมพิมพ์ตก] เชียงใหม่แลเมืองหลวงพระบางได้ราบคาบแล้วนั้น ยกลงมา ทางข้างเหนืออิกทาง ๑ ตามรายการที่ปรากฏในหนังสือต่าง ๆ สอบสวนได้ความว่า ทั้งมังมหานรธาแลเนเมียวสีหบดีให้กองทัพน่า มีจำนวนพลฝ่ายละ ๕,๐๐๐ ยกเข้ามาในแดนไทย เมื่อเดือน ๗ ปีระกาจุลศักราช ๑๑๒๗ พ,ศ, ๒๓๐๘

วิธีพม่ายกเข้ามาครั้งนั้น ปรากฏในพงษาวดารพม่าว่า กำหนดเปนอุบายไว้อย่าง ๑ คือ ถ้าเมืองไหน หรือแม้แต่ตำบลบ้านไหนต่อสู้ พม่าตีได้แล้ว เก็บริบทรัพย์สมบัติเอาจนหมด ผู้คนก็จับเปนเชลยส่งไปเมืองพม่า แล้วให้เผาบ้านช่องเสียไม่ให้เหลือ ถ้าบ้านไหนเมืองไหนเข้าอ่อนน้อมต่อพม่าโดยดี พม่าให้กระทำสัตย์แล้ว ไม่ปล้นสดมภ์เก็บริบทรัพย์สมบัติ เปนแต่เรียกเอาเสบียงอาหารผู้คนพาหนะมาใช้สรอยการทัพตามแต่จะต้องการ ด้วยเหตุนี้ตามหัวเมืองรายทางที่พม่ายกผ่านเข้ามา ปรากฏในพงษาวดารพม่าว่า บางแห่งก็สู้รบ บางแห่งก็เข้าอ่อนน้อมต่อพม่าโดยดี กองทัพพม่าที่ยกลงมาทางเหนือต้องตีเมืองตาก เมื่อได้เมืองตากแล้ว บ้านระแหงเมืองกำแพงเพ็ชร์ (เวลานั้นว่างเจ้าเมือง พระยาตากสินเข้ามารับตำแหน่งเปนพระยากำแพงเพ็ชร์ ยังอยู่ในกรุง) แลเมืองนครสวรรค์ก็ยอมอ่อนน้อมโดยดี กองน่าพม่าที่ยกลงมาทางเหนือ จึงลงมาตั้งรวบรวมเสบียงอาหารแลพาหนะอยู่ที่เมืองกำแพงเพ็ชร์กอง ๑ อยู่ที่เมือง นครสวรรค์กอง ๑

ได้ความตามจดหมายเหตุของพวกบาตหลวงว่า ในปีวอก พ,ศ, ๒๓๐๘ เมื่อพม่ายกมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ (คราวที่ ๒๓) นั้น ที่กรุงศรีอยุทธยาได้กะเกณฑ์เตรียมกองทัพหลายกอง แต่เมื่อพม่าเลิกทัพกลับไปเมืองทวาย ไทยสำคัญว่าสิ้นสงคราม จึงปล่อยคนเลิกการเกณฑ์ใหม่ ทำนองจะรีบรวบรวมพลพอเข้ากองทัพได้กอง ๑ ปรากฏในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า ให้พระพิเรนทรเทพคุมพล ๓,๐๐๐ ออกไปต่อสู้พม่ายกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์ ได้รบกันที่เมืองกาญจนบุรีเก่าที่เขาชนไก่ พม่ามากกว่า ตีกองทัพพระพิเรนทรเทพแตกยับเยินมา พม่ากองนั้นจึงตามเข้ามาจนถึงแม่น้ำราชบุรี มาตั้งค่ายอยู่ที่ ตำบลลูกแกแห่ง ๑ ตำบลตอกระออมแห่ง ๑ ที่ดงรังหนองขาวแห่ง ๑ ในคราวเดียวกับพม่าที่ยกลงมาทางเหนือมาตั้งที่ เมืองนครสวรรค์แห่ง ๑ ที่เมืองกำแพงเพ็ชร์แห่ง ๑ ดังกล่าวมาแล้วนั้น ไม่ปรากฏว่ามีกองทัพไทยไปต่อสู้ในตอนนี้ทั้ง ๒ ทาง ได้ความแต่ว่า โปรดให้เจ้าพระยาพิศณุโลกขึ้นไปบัญชาการต่อสู้รักษาหัวเมืองเหนือ ส่วนที่กรุงดูเหมือนจะกะเกณฑ์กองทัพกันอยู่สัก ๓ เดือน ในระหว่างนั้นกองทัพน่าพม่า ทั้งกองที่มาตั้งอยู่ข้างเหนือแลที่มาตั้งอยู่ในแขวงราชบุรี ก็เที่ยวปล้นสดมภ์เสบียงอาหารแลพาหนะมาสะสม ที่ไหนใครต่อสู้ก็ เผาบ้านเรือนเก็บทรัพย์จับผู้คนเปนเชลยส่งตัวไปเมืองพม่า ที่ใครยอมอ่อนน้อม ก็เอาไว้ใช้สรอยในกองทัพ ผู้คนพลเมืองแตกฉานซ่านเซ็นไม่มีผู้ใดต่อสู้ พม่าจึงได้ใจ พวกกองใต้ยกไปปล้นได้เมืองราชบุรี เมืองเพ็ชร์บุรีเก็บทรัพย์จับผู้คนได้แล้ว ก็กลับมาอยู่ที่ค่ายเดิม พวกพม่าทางข้างเหนือก็ทำอย่างเดียวกันลงมาจนเมืองอ่างทอง

ถึงเดือน ๑๐ ปีระกา จึงปรากฏว่ามีกองทัพไทยยกออกไปต่อสู้พม่า กล่าวในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า เกณฑ์คนหัวเมืองปักษ์ใต้เข้ากองทัพจะเปนจำนวนพลเท่าใด แลใครเปนแม่ทัพ หาปรากฏไม่ จัดเปนทัพเรือทัพ ๑ ทัพบกทัพ ๑ ทัพบกไปตั้งอยู่ตำบลบำหรุใต้เมืองราชบุรี ทัพเรือตั้งอยู่ที่บางกุ้งใต้เมืองราชบุรีเหมือนกัน อิกทัพ ๑ ให้พระยารัตนาธิเบศร์คุมพลเมืองนครราชสิมาลงมารักษาเมืองธนบุรี อิกทัพ ๑ ให้พระยายมราชคุมพลหัวเมืองอื่นรวมกัน ลงมารักษาเมืองนนทบุรี ทางนครสวรรค์นั้น ปรากฏในคำให้การชาวกรุงเก่าว่าแต่งกองทัพขึ้นไป ๓ ทัพ จำนวนพลเท่าใด ใครเปนแม่ทัพ แลไปตั้งที่ไหนบ้างไม่ ได้ความแน่ ด้วยหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่าเดิมแต่งเปนภาษาพม่าเรียกชื่อเสียงไทยไม่ใคร่ถูก ส่วนจำนวนคนแลกระบวรรบสู้ไทยไปให้การก็อยู่ข้างจะแรง จึงเอารายการเปนยุติไม่ได้

พอกองทัพไทยยกออกไปถึงเมืองราชบุรี พวกพม่าที่ดงรังหนองขาวก็ยกลงมารบในเดือนนั้น ตีทัพไทยแตกเข้ามาทั้ง ๒ ทัพพม่าเห็นได้ทีก็ยกติดตามเข้ามาตีเมืองธนบุรี พระยารัตนาธิเบศร์ (ผู้อ่านหนังสือเรื่องนี้ควรจะสังเกตว่าท่านผู้นี้เปนตัวอุบาทว์มาตั้งแต่รบพม่าคราวแรก แลยังจะปรากฏต่อไปข้างน่าอิก) ไม่ต่อสู้หนีกลับขึ้นมากรุง พวกกองทัพนครราชสิมาก็พากันกลับไปเมือง พม่าได้เมืองธนบุรีรักษาเมืองไม่ได้ ด้วยกำลังที่ยกไปเปนแต่อย่างกองโจร ครั้นปล้นทรัพย์สมบัติชาวบ้านได้พอแล้วก็กลับไปค่ายดงรักหนองขาว การที่รบพุ่งกันตามที่กล่าวมานี้ เปนแต่รบพุ่งกับทัพน่าของพม่าที่ยกมาทางเมืองกาญจนบุรี ๕,๐๐๐ กับที่ยกลงมาอยู่เมืองนครสวรรค์เมืองกำแพงเพ็ชร์อิก ๕,๐๐๐

เนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่ทัพเหนือคุมพล (พม่าว่า) ทั้ง กองทัพพม่าแลชาวล้านช้างลานนารวมกัน ๔๐,๐๐๐ ยกลงมาจากเมืองเชียงใหม่เมื่อเดือน ๑๑ ปีระกา เดินทัพทางเมืองสวรรคโลก ศุขโขไทย ตีได้หัวเมืองรายทางเปนระยะเข้ามา ได้ทั้งเมืองสวรรคโลก เมืองศุขโขไทย เมืองพิไชย เมืองพิจิตร์ แต่ทำนองเจ้าพระยาพิศณุโลกจะเปนคนเข้มแข็ง จึงรักษาเมืองพิศณุโลกไว้ได้ แต่ก็ไม่ได้มาช่วยสู้รบที่อื่นให้เปนประโยชน์ ด้วยไพร่พลที่ถูกเกณฑ์คราวพม่าตีเมืองปักษ์ใต้ ยังค้างอยู่ที่กรุงศรีอยุทธยา ต้องรักษาพระนครข้างด้านเหนือ อีกประการ ๑ เมื่อเจ้าพระยาพิศณุโลกยกไปช่วยเมืองศุโขไทย ทางข้างเมืองพิศณุโลก เจ้าฟ้าจิดไทยด้วยกันเองแอบเข้าไปปล้นทรัพย์สมบัติของเจ้าพระยาพิศณุโลก เห็นจะมีเหตุห่วงหลังจึงตั้งรักษาเมืองพิศณุโลกมั่นไว้ ไม่ได้เสียแก่พม่าในคราวนั้น (ทั้งพม่ากล่าวว่าได้เมืองพิศณุโลกด้วย)

ฝ่ายทางข้างใต้ มังมหานรธาแม่ทัพใหญ่ก็ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์เมื่อเดือน ๑๒ ปีระกา (พม่าว่า) กำลังกองทัพนี้ทั้งพม่ามอญทวายรวมกัน ๓๐,๐๐๐ คน ความคิดของมังมหานรธาจะตีตัดทางข้างใต้ เอาทางไปมาในแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ในอำนาจ ไม่ให้กรุงศรีอยุทธยาหาเครื่องสาตตราวุธแลเสบียงอาหารมาเพิ่มเติมได้ดังเคยมาแต่ก่อน พอมังมหานรธายกเข้ามาถึงราชบุรี ก็ให้กองทัพน่าเข้ามาตีเมืองธนบุรีอีก ในเวลานั้นมีเรือกำปั่นพ่อค้าอังกฤษเข้ามากรุงศรีอยุทธยา นายเรือรับอาศาจะลาดตระเวณตามลำน้ำ ด้วยวิธีเอาปืนใหญ่ลงในเรือกำปั่น แลมีเรือช่วงบรรทุกไพร่พลไปเที่ยวรบ พม่ายกเข้ามาถึงเมืองธนบุรีครั้งหลัง ไม่เห็นผู้ใดอยู่รักษาเมืองธนบุรี ก็เข้ายึดป้อมวิไชยประสิทธิ์ เอาปืนใหญ่บนป้อมยิงโต้ตอบกับเรือกำปั่นอังกฤษ ทางปืนป้อมได้เปรียบปืนเรือกำปั่น อังกฤษจึงถอยเรือกำปั่นกลับขึ้นไปทอดอยู่เหนือเมืองนนทบุรี พระยายมราชซึ่งรักษาเมืองนนทบุรีเห็นเรือกำปั่นอังกฤษถอยหนีข้าศึก ก็เลยหนีขึ้นไปกรุงไม่ได้อยู่ต่อสู้ พม่าจึงยกขึ้นไปรักษาค่ายที่เมืองนนท์ไว้ทั้ง ๒ ฟาก อังกฤษถอยเรือกำปั่นไปยิงค่ายพม่า พม่าอยู่ไม่ได้ต้องหลบหนีไปคราวหนึ่ง ทีหลังพม่าคิดอุบายซุ่มคนไว้ข้างหลังค่าย แต่งกองล่อ ล่อให้อังกฤษไปยิงแล้วให้พวกนั้นทำแตกหนี พวกอังกฤษสำคัญ ก็กรูกันเข้าห้อมล้อมหันล้าตาอังกฤษตายคน ๑ แลฆ่าฟันพวกพลที่ไปกับอังกฤษล้มตายหลายคน พวกอังกฤษแตกหนีไป อังกฤษช่วยสู้รบอยู่หน่อยหนึ่ง ก็แล่นเรือออกอ่าวไปเสียจากเมืองไทย กองทัพมังมหานรธาจึงยกเข้ามาทางเมืองสุพรรณบุรีมาตั้งค่ายที่ ตำบลสีกุก ให้กองทัพเรือมาตั้งที่แม่น้ำ ๓ แยกตรงบางไทร ฝ่ายกองทัพเนเมียวสีหบดีก็ลงมาจากทางข้างเหนือ มาตั้งค่ายใหญ่อยู่ที่วัดป่าฝ้ายปากน้ำประสบในคราวเดียวกัน เมื่อเดือน ๓ ปีระกา จุลศักราช ๑๑๒๗ พ,ศ, ๒๓๐๘ ในตอนนี้เห็นได้ว่าพม่าตั้งใจจะตีพระนคร ทำนองแม่ทัพพม่าที่ยกเข้ามาจะเห็นกำลังยังไม่พอที่จะตีกรุงศรีอยุทธยาได้ จึงบอกขอกำลังเพิ่มเติมออกไปยังเมืองอังวะ ความปรากฏว่าพระเจ้าอังวะส่งกองทัพพม่ามอญเพิ่มเติมมาอีก กองทัพมังมหานรธาได้กำลังเพิ่มเติม จึงให้กองทัพน่าเลื่อนขึ้นไปตั้งอยู่ที่วัดโปรดสัตว์

มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นในตอนนี้ ปรากฏในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า มีพวกราษฎรเมืองอ่างทอง เมืองสิงห์ เมือง สรรค์มีความเจ็บแค้น คบคิดกันจะต่อสู้พม่า ผู้ที่เปนหัวน่า ในชั้นแรก ๖ คน ชื่อ นายแท่น ๑ นายโชต ๑ นายอิน ๑ นายเมือง ๑ สี่คนนี้เปนชาวบ้านสีบัวทองแขวงสิงห์บุรี นายดอกบ้านกรับ ๑ นายทองแก้วบ้านโพธิ์ทเล ๑ สองคนนี้เข้าใจว่าชาวอ่างทอง พวกนี้คุมสมัคพรรคพวกไปฆ่าฟันพม่าที่ไปเที่ยวเลือกหาผู้หญิงตายสัก ๒๐ คน แล้วพากันไปหาพระธรรมโชตวัดเขานางบวชแขวงสุพรรณบุรี ซึ่งนับถือกันว่าเปนผู้มีวิชาความรู้ดี เชิญพระธรรมโชตเปนอาจารย์ พากันมาประชุมอยู่ที่บ้านบางระจันในแขวงสิงห์บุรี เกลี้ยกล่อมชาวบ้านเปนสมัคพรรคพวกได้ประมาณ ๔๐๐ ตั้งค่ายมั่นไว้ ๒ ค่าย คอยสืบสวนได้ความว่าพม่าไปทางแถวนั้นเมื่อใด ก็คุมกันออกรบพุ่งฆ่าฟันข้างเหนือ จึงให้กองทหารออกไปปราบปรามพวกบ้านบางระจันออกไปทีไร พวกบางระจันก็รบพุ่งตีพม่าแตกเข้ามา ไทยจึงพากันได้ใจมีคนเข้าไปเปนสมัคพรรคพวกมากขึ้น แลมีคนสำคัญเข้มแขงในการรบพุ่งปรากฏขึ้นในพวกบางระจันอีกหลายคน คือ นายแท่น นายทองเหมน ๑ พันเรืองกำนัน ๑ ขุนสรรค์ ๑ นายจันหนวดเขี้ยว ๑ นายทองแสงใหญ่ ๑ คนเหล่านี้จะเปนชาวบ้านไหนหาปรากฏไม่ แต่แรกพม่าสำคัญว่าเปนแต่อย่างกองโจร ส่งแต่กองทหารน้อย ๆ ออกไปปราบปราม ครั้นพม่า ล้มตายแตกพ่ายมาหลายครั้งเข้า เนเมียวสีหบดีจึงจัดเปนกองทัพให้สุรินทรจอข่องเปนนายทัพยกไปตีค่ายบางระจันเปนครั้งที่ ๔ พวกบ้านบางระจันก็จัดกันเปนกองทัพออกสู้รบด้วยรบพุ่งมาจนชำนาญ ใช้แต่อาวุธสั้นฆ่าฟันพม่าล้มตายเปนอันมาก สุรินทจอข่องนายทัพก็ถูกอาวุธตายในที่รบ แต่เนเมียวสีหบดีจัดกองทัพ ยกไปตีค่ายบางระจันรวมเบ็ตเสร็จถึง ๗ ครั้ง พวกบางระจันก็ตีพม่าแตกยับเยินมาทุกที จนแม่ทัพพม่าหวาดหวั่นขยั้นอยู่ ด้วยจะหาผู้อาศาไปรบพวกบางระจันไม่ได้

ฝ่ายข้างในกรุงเมื่อได้ทราบว่าพวกราษฎรบ้านบางระจันควบคุมกันเปนกองทัพตั้งต่อสู้มีไชยชนะพม่าหลายคราวก็มีใจ จึงเกณฑ์คนหัวเมืองที่เข้ามาอยู่รักษาพระนครสมทบกันจัดเปนกองทัพจำนวนพล ๑๐,๐๐๐ ให้พระยาพระคลังเปนแม่ทัพกับข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยอิกหลายคน ยกออกไปตีค่ายเนเมียวสีหบดีที่ตั้งอยู่ที่ปากน้ำประสบ วันแรกรบกันไม่แพ้ไม่ชนะ กองทัพไทยถอยมา อิก ๒-๓ วันรับสั่งให้ยกตีค่ายพม่าที่ปากน้ำประส อิก คราวหลังนี้ในหนังสือพระราชพงษาดารกล่าวว่า พวกชาวเมืองทั้งพระแลคฤหัสถ์ที่ไม่เคยเห็นเขารบกันมาแต่ก่อน ทำนองจะมั่นใจด้วยเห็นว่ากองทัพไทยไม่แพ้พม่ามาคราว ๑ พากันตาม กองทัพออกไปดูรบพม่าเปนอันมาก พม่าทำกลอุบายให้กองทัพไทยเห็นว่าเหมือนหนึ่งจะแตกหนี กองทัพไทยไล่ถลำเข้าไป พม่าตีโอบหลังกองทัพไทยแตกยับเยิน พวกแม่ทัพนายกองพากันหนีพม่า มีแต่พระยาตาก (สิน) คือ พระเจ้ากรุงธนบุรีที่รอรบอยู่และค่อยถอยมาต่อภายหลัง ครั้งนั้นพม่าฆ่าฟันพวกพลทหารที่ยกไปรบ กับทั้งพวกชาวเมืองที่ตามออกไปดูรบล้มตายเปนอันมาก ต่อนี้มาปรากฏในพงษาวดารพม่าว่า ไทยแต่ง กองทัพ ๒ กอง ให้พระยาตากทำนองจะเปนพระเจ้ากรุงธนบุรี เปนนายทัพกอง ๑ พระยาสรรค์เปนนายทัพกอง ๑ ยกลงไปตีค่ายพม่าข้างใต้ เห็นจะเปนที่วัดโปรดสัตว์ ได้รบพุ่งกันเปนสามารถ ไทยตีกองทัพน่าพม่าแตก ชิงได้ค่ายพม่า ครั้นมังมหานรธายกกองทัพใหญ่ขึ้นมาช่วย ไทยรักษาค่ายไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับคืนเข้าพระนคร

ฝ่ายเนเมียวสีหบดีแม่ทัพฝ่ายเหนือ เมื่อตีกองทัพไทยแตกกลับเข้ากรุงศรีอยุทธยาแล้ว จึงคิดอ่านจะตีค่ายพวกราษฎรที่บ้านบางระจันต่อไป เนเมียวสีหยดีได้มอญคน ๑ เปนคนอยู่ในเมืองไทยมาแต่ก่อน ไปเข้าเกลี้ยกล่อมพม่ารบพุ่งมีฝีมือเข้มแขง รับอาศาพม่าจะตีค่ายบางระจัน พม่าตั้งมอญคนนี้เปนที่สุกี้ แปลเปนภาษาไทยว่า พระนายกอง (พระนายกองนี้ จะปรากฏชื่อต่อไปข้างน่าอิก) แล้วให้เปนแม่ทัพ คุมพลพม่ารามัญ ๒๐๐๐ คน ยกไปตีค่ายบางระจันเปนครั้งที่ ๘ วิธีพม่า ยกไปรบพวกบางระจันคราวนี้ ไม่ได้ประมาทดังคราวก่อน ๆ ยกไปถึงไหนก็ตั้งค่ายมั่นไปทุกระยะ ค่อยเดินทัพไปช้า ๆ โดยกระบวนอย่างนี้ ครึ่งเดือนจึงใกล้จะถึงบ้านบางระจัน พวกไทย บ้านบางระจันออกรบหลายครั้ง พม่าก็ต่อสู้อยู่แต่ในค่าย พวกไทยไม่มีเครื่องสาสตราวุธที่จะทำลายค่ายพม่า ให้เข้าขอปืนใหญ่ที่ในกรุงก็ไม่ได้ออกไป ด้วยข้างในกรุงเกรงว่า ถ้าเสียค่ายบางระจันปืนใหญ่จะตกไปเปนกำลังของข้าศึก พม่าจึงตรงค่ายเข้าประชิตค่ายไทยพวกบางระจันได้ เพราะพม่ามีเครื่องสาตราวุธดีกว่าชาวบ้านบางระจัน รบพุ่งกันไปก็ฆ่าฟันพวกไทยล้มตายเปลืองไปทุกที แต่พวกบางระจันตั้งสู้พม่าอยู่ถึง ๕ เดือน ตั้งแต่เดือน ๔ ปีระกา จนถึงณวัน ค่ ปีจอ จุลศักราช ๑๑๒๘ พ,ศ, ๒๓๐๙ จึงเสียค่ายแก่พม่า พวกราษฎรที่เหลือตาย ต่างก็แตกหนีไป

ครั้นพม่าได้ค่ายบางระจันแล้วก็ยกเข้ามาตั้งค่ายรายล้อมกรุง กองทัพเนเมียวสีหบดีตั้งล้อมด้านเหนือกับด้านตวันออก กองทัพมังมหานรธาล้อมด้านใต้กันด้านตวันตก ส่วนข้างในกรุงก็ให้กวาดต้อนผู้คนไว้ในพระนคร สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงผนวชอยู่วัดประดู่ ก็เสด็จเข้ามาอยู่ที่วัดราชประดิษฐาน ข้าราชการแลราษฎรพากันมาเชิญเสด็จให้ลาผนวชออกบัญชาการต่อสู้ข้าศึกอิก ก็ไม่ยอมลาผนวช ในตอนนี้ตามเนื้อความที่ปรากฏในจดหมายเหตุบาตหลวงก็ว่า พม่ายังไม่รีบร้อนที่จะตีพระนคร เปนแต่ให้เที่ยวปล้นเผาหมู่บ้านในชานพระนคร เช่นบ้านวิลันดา บ้านโปตุเกตอยู่แถวเหนือครองตะเคียนเปนต้น ค่อยรุกกระชั้นเข้าไปโดยลำดับ พม่าตั้งค่ายล้อมพระนครเสร็จแล้ว ปรากฏในหนังสือพงษาดารพม่าว่า แต่งกองทัพยกเข้าตีปล้นพระนครหลายครั้งก็เข้าไม่ได้ ด้วยการป้องกันพระนครแขงแรง แลยกเข้าตียากเพราะมีลำน้ำติดกันอยู่ทุกด้าน กำแพงพระนครก็แขงแรงมั่นคง พม่าตั้งล้อมอยู่จนถึงปีจอจุลศักราช ๑๑๒๘ พ,ศ, ๒๓๐๙ เข้าฤดูฝน พวกนายทัพนายกองไปร้องต่อมังมหานรธาว่า ถึงน่าฝนแล้วไม่ช้าน้ำเหนือจะหลากลงมาท่วมทุ่งรบพุ่งยาก ขอให้ถอยกองทัพไปเสียสักคราว ๑ เมื่อตกแล้งจึงยกกลับมาใหม่ แต่มังมหานรธาไม่ยอมถอย ว่าทำการร่วมเข้ามาจนถึงได้เข้าล้อมกรุงศรีอยุทธยาไว้แล้ว ถ้าล้อมไว้ยิ่งช้าวันไปนับวันแต่ไทยจะบอบช้ำอดอยากลงทุกที ถ้าเลิกทัพกลับไปเสียคราว ๑ ไทยก็จะมีช่องหาเสบียงอาหารทั้งกำลังแลเครื่องสาตราวุธมาเพิ่มเติม จะกลับมาตีอิกก็คงลำบาก มังมหานธาจึงให้ไปเที่ยวหาที่ดอนตามโคกวัดเปนต้น ซึ่งมีรายรอบพระนคร ทำเปนที่ตั้งค่ายแลแบ่งกำลังกองทัพกองทัพออกทำไร่นา ครั้นถึงฤดูน้ำเหนือหลากลงมาในปีจอ จุลศักราช ๑๑๒๘ พ,ศ, ๒๓๐๙ มังมหานรธาให้เอาช้างม้าออกไปเลี้ยงไว้ตามหัวเมืองดอน ค่ายพม่าที่ตั้งล้อมกรุงอยู่นั้น ให้ปลูกหอรบรายถึงกันตามคลองน้ำ แล้วจัดเรือรบไว้ลาดตระเวรตามลำน้ำ บรรจบถึงกันตลอดรอบพระนคร ในฤดูน้ำปีจอนั้น ปรากฏในพงษาวดารพม่าว่า ไทยแต่งกองทัพเรือออกไปตีพม่า ๓ ครั้ง พม่าก็ตีแตกกลับเข้ามาทุกคราว

ครั้นน้ำลดแผ่นดินแห้ง พม่ากลับเข้าตั้งล้อมพระนครดังแต่ก่อน ปรากฏในพงษาวดารพม่าว่าไทย แต่งกองทัพออกไปตีค่ายพม่าอิก ๒ ครั้ง ตีด้านตวันตก ครั้ง ๑ ด้านตวันออกครั้ง ๑ พม่าก็ตีแตกกลับเข้ามา พม่าจึงคิดการจะตีพระนคร ให้ทำป้อมสูงสำหรับตั้งปืนใหญ่รายรอบพระนคร ข้างด้านเหนือ ๕ ป้อม ด้านตวันออก ๕ ป้อม ด้านใต้ ๙ ป้อม ด้านตวันตก ๖ ป้อม

ข้าพเจ้าได้พยายามจะสอบหาตำบลที่พม่าตั้งค่ายแลตั้งป้อมล้อมกรุงในคราวนี้ ในพงษาวดารพม่าบอกแต่ชื่อนายทัพนายกองที่สร้างป้อม ในหนังสือพระราชพงษาวดารแลคำให้การชาวกรุงเก่าบอกชื่อตำบลที่พม่าตั้งค่ายตั้งป้อมแต่น้อยแห่ง ครั้นสอบกับแผนที่ ก็เห็นอยู่ไกลบ้าง ใกล้บ้าง เข้าใจได้ว่าเปนการ ตั้งหลายคราวในเวลาที่ล้อมรุกเข้ามาโดยลำดับ จะเอาสายใดสายหนึ่งให้ได้ความแน่นอนไม่ได้ จึงไม่ได้ลงชื่อตำบลไว้ ในเวลาพม่ากำลังทำป้อมเหล่านี้ กรมหมื่นเทพพิพิธก็ยกเข้ามาที่เมืองปราจิณบุรี แต่ในพงษาวดารพม่าสำคัญผิดไปว่าเปนกองทัพหัวเมืองไทยฝ่ายเหนือ

ความปรากฏในพระราชพงษาวดารว่า กรมหมื่นเทพพิพิธ ซึ่งถูกคุมอยู่ที่เมืองจันทบุรีนั้น ครั้นได้ข่าวว่าพม่ายกเข้าล้อมกรุง จึง (ลาผนวช) ชักชวนเจ้าเมืองกรมการแลราษฎรทางหัวเมืองฝ่ายตวันออกให้มาช่วยรบพม่า เมื่อคนทั้งหลายทราบว่ากรมหมื่นเทพพิพิธจะยกเข้ามาช่วยกรุงศรีอยุทธยา ก็นิยมด้วยเห็นเปนเจ้านาย พากันมาเข้ากองทัพกรมหมื่นเทพพิพิธ ๆ ได้ผู้คนหลายพัน ยกเข้ามาตั้งอยู่ที่เมืองปราจิณบุรี ให้กองทัพน่ามาตั้งอยู่ที่ปากน้ำโยทกา แล้วแต่งคนลอบเข้ามารับครอบครัวของกรมหมื่นเทพพิพิธ ครั้นกิติศัพท์ปรากฏขึ้นในกรุงว่ากรมหมื่นเทพพิพิธยกกองทัพเข้ามา ก็มีคนนิยมพากันลอบหนีออกไปกับครอบครัวกรมหมื่นเทพพิพิธเปนอันมาก พระยารัตนาธิเบศร์ก็พาสมัคพรรคพวก หนีออกไปอยู่กับกรมหมื่นเทพพิพิธด้วย ด้วยในเวลานั้นข้างในกรุงอดอยากเสบียงอาหาร จนเปนเหตุให้เกิดโจรผู้ร้ายชุกชุม แล้วซ้ำเกิดไฟไหม้ใหญ่โต บ้านเรือนไหม้เสียกว่าหมื่นหลัง การบังคับบัญชาทัพศึกก็รวนเร มีคนหลบหนีออกไปจากพระนครอยู่เสมอ ฝ่ายพม่าทราบว่ากรมหมื่นเทพพิพิธยกกองทัพมา ก็ให้กองทัพพม่ายกออกไปตีกองทัพน่าของกรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งมาตั้งอยู่ปากน้ำโยทกาแตกพ่าย กรมหมื่นเทพพิพิธกับพระยารัตนาธิเบศร์ ทราบว่ากองทัพน่าแตกแล้ว ก็ไม่อยู่ต่อสู้พม่าต่อไป พาครอบครัวแลสมัคพรรคพวกพวกหลบหนีขึ้นไปอาไศรยอยู่เมืองนครราชสีมา ไพร่พลที่สมัคมาเข้าด้วยก็กระจัดกระจายไปตามภูมิ์ลำเนาเดิม

เมื่อพม่าเข้าล้อมชิดพระนคร มีเหตุเกิดขึ้นทางทัพพม่าด้วยมังมหานรธาแม่ทัพข้างใต้ตาย แต่เหตุที่มังมหานรธาตายนี้กลับเปนโทษแก่ไทย ด้วยแต่ก่อนมาเนเมียวสีหบดีกับมังมหานรธามีอำนาจเสมอกัน กองทัพพม่า ๒ กองไม่สู้กลมเกลียวกันนัก ครั้นมังมหานรธาตาย เนเมียวสีหบดีมีอำนาจบังคับบัญชากองทัพพม่าทั้งสิ้นแต่คนเดียว การรบพุ่งของพม่าจึงพรักพร้อมแขงแรงขึ้นกว่าแต่ก่อน

เมื่อพม่าทำป้อมรอบกรุงเสร็จแล้ว เอาปืนใหญ่ขึ้นป้อม ยิงระดมเข้าไปพระนคร ถูกผู้คนล้มตายทุก ๆ วัน ราษฎรก็ได้ความอดอยาก ถึงกับหนีออกไปให้พม่าจับก็มี สมเด็จพระเจ้าเอกทัศกับข้าราชการปฤกษากันเห็นว่าจะต่อสู้ไม่ไหว จึงให้ออกไปพูดกับพม่าขอหย่าทัพ จะยอมเปนประเทศราชขึ้นเมืองอังวะ พม่าก็ไม่ยอมจึงรบกันต่อมา พม่ายังตีกรุงไม่ได้ จึงตั้งป้อมรุกเข้ามาทางหัวรอ แล้วให้ทำสะพานเรือกจะข้ามเข้ามาถึงเชิงกำแพงพระนคร ไทยเห็นพม่ากระชั้นเข้ามาจวนตัว จึงจัดกองทัพให้จมื่นศรีสรรักษ์ (ฉิม คนที่เปนน้องของเจ้าจอมเพ็งพระสนมเอก) เปนนายทัพยกไปตีค่ายพม่า ในพงษาดารพม่ากล่าวว่า ไทยยกออกไป คราวนั้นรบพุ่งแขงแรงมาก ตีเข้าไปได้จนได้จนในค่ายพม่า แต่คนน้อยต้องแพ้พม่ากลับมา แต่นั้นไทยก็ไม่ได้ออกสู้รบ เปนแต่ทำพิพิธโดยทางวิทยาคมเพื่อจะป้องกันอันตราย พม่าจึงยกข้ามคูพระนครเข้ามา ขุดอุโมงค์รวงเข้ามาจนถึงรากกำแพงที่ตรงหัวรอริมป้อมมหาไชย เอาไฟสุมจนกำแพงซุดลง ครั้น ณ วัน ค่ำ ปีกุญ จุลศักราช ๑๑๒๙ พ,ศ, ๒๓๑๐ พม่าให้เอาปืนใหญ่ระดมยิงเข้าไปในพระนครทุกด้าน ยิงอยู่วันยังค่ำ พอค่ำมือพม่าก็พร้อมกัน เข้าปล้นพระนคร เข้าได้เวลา ๒ ทุ่ม นับเวลาตั้งแต่พม่าเข้ามา ตั้งล้อมไทยต่อสู้อยู่ ๑๔ เดือน ก็เสียพระนครศรีอยุทธยาแก่ข้าศึก

พม่าได้กรุงศรีอยุทธยาแล้ว ไมได้ตั้งใจที่จะเหลืออะไรไว้ เก็บริบรวมทรัพย์สมบัติ จับผู้คนชายหญิงเด็กผู้ใหญ่เอาไปเปนเชลยทั้งสิ้น สิ่งใดที่เอาไปไม่ได้ก็ให้เผาไฟแลทำลายเสีย พม่าตั้งให้พระนายกองเปนหัวน่าอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น คอยรวบรวมผู้คนทรัพย์สมบัติที่ยังเก็บไม่ได้ แลให้นายทองอินมอญที่ไปเข้ากับพม่า อิกคน ๑ ลงมารักษาอยู่เมืองธนบุรี แล้วก็เลิกทัพกลับไป