พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรค นานาติตถิยสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค - เทวปุตตสังยุต - นานาติตถิยวรรค - ๑๐. นานาติตถิยสูตร

[พระไตรปิฎก ฉบับธรรมทาน]

นานาติตถิยสูตรที่ ๑๐
ว่าด้วยพวกเทวบุตรสาวกของเดียรถีย์
[๓๑๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ให้ เหยื่อแก่กระแต

เขตพระนครราชคฤห์ ณ กาลครั้งหนึ่ง เมื่อปฐมยามล่วงแล้ว พวกเทพบุตรผู้เป็นสาวกเดียรถีย์

ต่างๆ เป็นอันมาก คือ อสมเทพบุตร สหลี เทพบุตร นิกเทพบุตร กาโกฏกเทพบุตร

เวฏัมพรีเทพบุตร มาณวคามิยเทพบุตร มีวรรณงามยิ่ง ยังพระวิหารเวฬุวันทั้งสิ้นให้

สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผูมีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืน

อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

[๓๑๔] อสมเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ส่วนที่ควรข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถานี้ใน

สำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึงท่านปูรณะกัสสปว่า

ครูปูรณะกัสสป เพียงแต่มองไม่เห็นบาปหรือบุญของตน ในเพราะเหตุที่

สัตว์ถูกฟัน ถูกฆ่า ถูกโบย ถูกข่มเหง ในโลกนี้เท่านั้น ท่านบอกให้

วางใจเสีย ท่านย่อมควรที่จะยกย่องว่าเป็นศาสดา ฯ

[๓๑๕] สหลีเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภ ถึงท่าน

มักขลิโคศาล ต่อไปว่า

ครูมักขลิโคศาล สำรวมตนดีแล้ว เพราะรังเกียจบาปด้วยตบะ ละวาจา

ที่ก่อให้เกิดความทะเลาะกับคนเสีย เป็นผู้สม่ำเสมองดเว้นจากสิ่ง

ที่มีโทษ พูดจริง ท่านมักขลิโคศาล จัดว่าเป็นผู้คงที่ ไม่กระทำบาป

โดยแท้ ฯ

[๓๑๖] นิกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึงท่านนิครนถ์

นาฏบุตรต่อไปว่า

ครูนิครนถ์ นาฏบุตร เป็นผู้เกลียดบาป มีปัญญารักษาตัวรอดเห็นภัย

ในสงสาร เป็นผู้ระมัดระวังทั้ง ๔ ยาม เปิดเผยสิ่งที่ตนเห็นแล้วและ

ฟังแล้ว น่าจะไม่ใช่ผู้หยาบช้าโดยแท้ ฯ

[๓๑๗] อาโกฏกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึงพวกเดียรถีย์

ต่างๆ ต่อไปอีกว่า

ท่านปกุธะ กัจจายนะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร และพวกท่านมักขลิโคศาล

ท่านปูรณะกัสสปเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นศาสดาของหมู่ บรรลุถึงที่สุดใน

สมณธรรมแล้ว ท่านเหล่านั้นคงเป็นผู้ไม่ไกลไปจากสัตบุรุษแน่นอน ฯ

[๓๑๘] เวฏัมพรีเทพบุตร ได้กล่าวตอบอาโกฏกเทพบุตรด้วยคาถาว่า

สุนัขจิ้งจอกสัตว์เลวๆ ใคร่จะตีตนเสมอราชสีห์ แม้จะไม่ใช่สัตว์

ขี้เรื้อน แต่ก็มีบางคราวที่ทำตนเทียมราชสีห์ ฯ

ครูของหมู่บำเพ็ญตัวเป็นคนแนะหนทาง แต่พูดคำเท็จ มีมรรยาท

น่ารังเกียจ จะเทียบกับสัตบุรุษไม่ได้ ฯ

[๓๑๙] ลำดับนั้น มารผู้ลามกเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้วได้กล่าวคาถานี้ใน

สำนักพระผู้มีพระภาคว่า

สัตว์เหล่าใด ประกอบแล้ว ในความเกลียดบาปด้วยตบะรักษาความ

สงบสงัดอยู่ ติดอยู่ในรูป ปรารถนาเทวโลก สัตว์เหล่านั้น ย่อม

สั่งสอนชอบ เพื่อปรโลกโดยแท้ ฯ

[๓๒๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี้เป็นมารตัวร้ายกาจ จึงได้ทรงภาษิตคาถา

ตอบมารผู้ลามกว่า

รูปใดๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกหน้า และจะอยู่ในอากาศ มีรัศมี

รุ่งเรืองก็ตามที รูปทั้งหมดเหล่านั้น อันมารสรรเสริญแล้ว วางดักสัตว์

ไว้แล้ว เหมือนเขาเอาเหยื่อล่อเพื่อฆ่าปลาฉะนั้น ฯ

[๓๒๑] ลำดับนั้น มาณวคามิยเทพบุตร ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาค
ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคว่า

ภูเขาวิปุละ เขากล่าวกันว่า เป็นสูงเยี่ยมกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในพระนคร

ราชคฤห์ เสตบรรพตเป็นเลิศกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่าหิมวันต์ พระอาทิตย์

เป็นเลิศกว่าสิ่งที่ไปในอากาศ มหาสมุทรเป็นเลิศกว่าห้วงน้ำทั้งหลาย

พระจันทร์เป็นเลิศกว่าดวงดาวทั้งหลาย พระพุทธเจ้าโลกกล่าวว่าเป็น

เลิศกว่าประชุมชนทั้งโลก พร้อมทั้งเทวโลก ฯ

จบ นานาติตถิยวรรค ที่ ๓
_______________________________________________
รวมพระสูตรในนานาติตถิยวรรคที่ ๓ นี้ มี ๑๐ สูตร คือ สิวสูตรที่ ๑ เขมสูตรที่ ๒

เสรีสูตรที่ ๓ ฆฏิการสูตรที่ ๔ ชันตุสูตรที่ ๕ โรหิตัสสสูตรที่ ๖ นันทสูตรที่ ๗ นันทิวิสาล

สูตรที่ ๘ สุสิมสูตรที่ ๙ และนานาติตถิยสูตรที่ ๑๐ ฯ

จบ เทวปุตตสังยุต
___________________________________

ดูเพิ่ม[แก้ไข]