แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 1/2551

เรื่อง คำเตือนก่อนเกิดกลียุค
	นับตั้งแต่วันเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา เแม้ว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะได้ประกาศไม่เห็นด้วยกับวิธีการรัฐประหารก็ตาม แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ได้ประกาศยุติบทบาทการชุมนุมอย่างสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ อันเป็นไปตามสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2549 ภายหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
      การชุมนุมตามรัฐธรรมนูญของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เพื่อต่อต้านระบอบทักษิณในเวลานั้นก็เพื่อแสดงพลังของภาคประชาชนบริสุทธิ์ในยามที่ชาติบ้านเมืองเข้าสู่ทางตันอันป็นวิกฤตที่สุดในโลกและเต็มไปด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง การแทรกแซงสื่อสารมวลชน การละเมิดสิทธิมนุษยชน การแทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม การรวบอำนาจผ่านเผด็จการรัฐสภา และการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้แม้จะยังไม่สามารถได้รับการแก้ไขให้เสร็จสิ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการรัฐประหารก็ตาม แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็มิเคยได้รวมตัวกันเพื่อก่อการชุมนุมใดๆ ขึ้นมาอีก ตราบใดที่กระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และปราศจากการแทรกแซง พร้อมๆ กับการให้สื่อสารมวลชนยังคงมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้เป็นปกติ
      ภายหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนทั้งในประเทศและต่างประเทศว่ามีการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตตลอดจนมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งขยายตัวเป็นวงกว้าง เกิดการกระทำในลักษณะการเป็นหุ่นเชิดของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปตามคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 โดยที่คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะนำผู้ที่กระทำความผิดและพรรคการเมืองที่กระทำความผิดมาลงโทษได้ทันท่วงที และหนำซ้ำกรรมการการเลือกตั้งบางคนกลับมีพฤติกรรมแอบแฝงด้วยวาระซ่อนเร้นในการปกป้องระบอบทักษิณอย่างชัดเจน อันเป็นเหตุทำให้เกิดวิกฤตของบ้านเมืองขึ้นมาอีกครั้งด้วย ตัวแทนนักการเมือง และตัวแทนพรรคการเมืองในระบอบทักษิณเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมาก ก่อกำเนิดทำให้มีคณะรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ที่เต็มไปด้วยบุคคลากรทางการเมืองที่ไร้ความสามารถ มีประวัติด่างพร้อย และแต่งตั้งบุคคลที่ทำงานเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่สนใจความรู้สึกของประชาชนแม้แต่น้อย
      แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยังไม่กระทำการชุมนุมใดๆ และยังให้โอกาสรัฐบาลนายสมัครเข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ตราบใดที่รัฐบาลนายสมัครไม่แทรกแซงกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ไม่แทรกแซงหรือคุกคามสื่อสารมวลชนทั้งทางตรงหรือทางอ้อม และไม่กระทำความผิดซ้ำซากเหมือนในยุครัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีการทุจริตอย่างกว้างขวาง แทรกแซงองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม ล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ จนกลายเป็นเงื่อนไขให้ทหารเข้ามายึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญและล้มล้างระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
      บัดนี้ได้ปรากฏเห็นเด่นชัดแล้วว่า รัฐบาลได้มีพฤติการณ์เหิมเกริมแทรกแซงและคุกคามสื่อสารมวลชนผ่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไร้วุฒิภาวะ และยังปล่อยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกระทำการอุกอาจท้าทายประชาชน ด้วยการแทรกแซงและตัดตอนกระบวนการยุติธรรม โดยการย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่กำลังดำเนินคดีสำคัญต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวให้พ้นตำแหน่งอย่างเร่งด่วน แล้วมีการโยกย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ซึ่งมีความใกล้ชิดกับครอบครัวชินวัตร มารักษาการในตำแหน่งอธิดีกรมสวนสวนคดีพิเศษ ก่อนการประกาศกำหนดการกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียง 3 วัน อันเป็นการกระทำเพื่อคนคนเดียว เพื่อครอบครัวเดียว หาได้ทำงานเสียสละเพื่อประชาชนคนไทยทั้ง 63 ล้านคนตามพระบรมราโชวาทเมื่อวันถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ไม่ นี่คือสัญญาณการล้างแค้นต่อข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริตตรงไปตรงมาและยังเป็นความพยายามฟื้นฟูระบอบทักษิณให้กลับคืนมาเหมือนช่วงเวลาวิกฤตที่สุดในโลกดังเช่นในอดีตทุกประการ
      นอกจากนั้นยังมีสัญญาณบ่งชัดว่า รัฐบาลชุดนี้ยังมีความพยายามจะโยกย้ายนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้พ้นจากตำแหน่งอีกด้วย
      รวมทั้งมีความพยายามในการรื้อฟื้นนโยบายการปราบปรามยาเสพติดด้วยวิธีการฆ่าตัดตอน อันขัดต่อหลักนิติธรรม และละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งมีความพยายามจะฟื้นนโยบายรัฐตำรวจให้กลับมาอีกครั้ง
      ดังนั้น จึงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช แท้ที่จริงแล้วก็คือรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยประพฤติปฏิบัติตนจนเสมือนเชื้อเชิญการรัฐประหาร มาบัดนี้ก็ได้มีกระบวนการในการปกป้องผู้กระทำความผิด แทรกแซงองค์กรอิสระ กำจัดขวากหนามในกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ซื้อกระบวนการยุติธรรมเพื่อฟอกตัวทักษิณ แทรกแซงสื่อสารมวลชน แต่งตั้งนอมินี รับคำสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในต่างประเทศ และทำงานรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เว้นแม้แต่ประธานรัฐสภาและรัฐมนตรีอีกหลายคน จึงย่อมเป็นพฤติกรรมเสมือนการเชื้อเชิญทหารเข้ามารัฐประหารอีกเช่นกัน   
      จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่กลียุคอย่างแน่นอน จึงได้มาร่วมประชุมและกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ดังต่อไปนี้
      ประการแรก อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ตัดสินใจมีมติฟื้นสภาพโครงสร้างการบริหารงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นมาอีกครั้งเหมือนดังเดิม เพื่อพร้อมดำเนินการต่อสู้กับพฤติการณ์ของรัฐบาลนายสมัครที่จะทำงานรับใช้ระบอบทักษิณในทุกรูปแบบ
      ประการที่สอง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบทักษิณ แสดงความกล้าหาญ ยุติต้นเหตุวิกฤติของชาติด้วยการสะสางลงโทษผู้กระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง และดำเนินการเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคการเมืองที่เป็นนอมินีให้กับพรรคการเมืองที่ถูกยุบด้วยคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญโดยเร็ว
      ประการที่สาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช แสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ด้วยการกระทำ อย่าให้คนไม่ดีมาปกครองบ้านเมือง ยุติบทบาทการกระทำอันเป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ ประพฤติปฏิบัติเป็นนายกรัฐมนตรีที่เสียสละเพื่อคน 63 ล้านคนอย่างแท้จริง
      ประการที่สี่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้รัฐบาลนายสมัครทบทวนการโยกย้ายข้าราชการเพื่อแก้มลทินให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ให้ยุติความพยายามในการแทรกแซงคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงการโยกย้ายตำรวจเพื่อช่วยเหลือคดีความใดๆ ในระบอบทักษิณ
      ประการที่ห้า ที่ผ่านมา พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคยคัดค้านการกลับเข้าประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ถูกแทรกแซงและเป็นอิสระ แต่เมื่อระบอบทักษิณได้ใช้กระบวนการแทรกแซงและตัดตอนกระบวนการยุติธรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงยังคงเป็นปัญหาของแผ่นดินต่อไป พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงคัดค้านการกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในทุกรูปแบบ ตราบใดที่ยังมีความพยายามที่จะครอบงำและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
      ประการที่หก พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้รัฐบาลนายสมัครดำเนินการยุติความกำเริบเสิบสานในการลิดรอน ข่มขู่ คุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน
      ประการที่เจ็ด พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้พี่น้อง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชน ที่รักชาติบ้านเมืองมาร่วมกันลุกขึ้นมาเกาะกลุ่มรวมตัวเพื่อเฝ้าระวังพฤติการณ์ของนักการเมืองและข้าราชการในระบอบทักษิณอย่างใกล้ชิด และจัดตั้งขยายงานเตรียมพร้อมกับการต่อสู้กับความเลวร้ายของระบอบทักษิณในทุกรูปแบบ อันรวมถึงการเตรียมความพร้อมเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบ เพื่อสร้างสังคมธรรมาภิบาล โดยไม่หวั่นเกรงว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาอันสมควร ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งหนึ่ง
      ด้วยจิตคารวะ
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
















แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 2/2551 เรื่อง “กลียุคมาแล้ว”

      ปรากฏการณ์ภายหลังจากแถลงการณ์ฉบับที่ 1/2551 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2551 การเคลื่อนไหวของรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ได้มีการกระทำที่เสมือนการยั่วยุและดูถูกภาคประชาชนโดยได้ปรากฏพฤติกรรมดังต่อไปนี้
      1. มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และฝ่ายนิติบัญญัติที่มีประวัติด่างพร้อย และมีมลทิน อันเป็นการจงใจหยามเหยียดเกียรติภูมิของประเทศ และดูถูกศักดิ์ศรีของคนในชาติ
      2. มีการเร่งรัดในการโยกย้ายข้าราชการเพื่อแทรกแซงและตัดตอนกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโยกย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษให้พ้นจากคดีความที่มีความเกี่ยวพันกับระบอบทักษิณ
      3. มีการโยกย้ายข้าราชการตำรวจเพื่อล้างแค้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตแกนนำอดีตพรรคไทยรักไทย และแกนนำพรรคพลังประชาชนให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ไม่เว้นแม้แต่ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อันเป็นสัญญาณการสร้าง “รัฐตำรวจ” ให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อปูทางสร้างฐานให้กับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ภรรยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้มาเป็นผู้คุมดูแลรัฐตำรวจในอนาคตอันใกล้
      4. มีการดำเนินการโยกย้ายข้าราชการอย่างอุกอาจสำคัญๆ เช่น เลขาธิการองค์การอาหารและยา (อย.) และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์อย่างไร้เหตุผล อันเป็นการกระทำการโยกย้ายใช้อำนาจแบบเผด็จการทุนนิยมสามานย์อย่างโจ่งแจ้ง ดังที่เคยปรากฏมาแล้วเหมือนในอดีตในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่อดีตนายกรัฐมนตรีกุมอำนาจตัดสินใจสั่งการแต่ผู้เดียว ทำลายระบบคุณธรรม ก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรง บริหาร สั่งราชการ และตัดสินใจในการดำเนินการใดๆ ขึ้นอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแต่เพียงผู้เดียว
      5. มีการแทรกแซงสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี โดยการยิงสัญญาณก่อกวนเพื่อปิดกั้นข้อมูลข่าวสารไม่ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และเป็นลักษณะของการก่อการร้ายสากล และยังให้เคเบิลทีวีท้องถิ่นในหลายพื้นที่งดการถ่ายทอดรายการจากสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวีเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่ตรงไปตรงมา
      6. รัฐบาลได้จุดประเด็นดำเนินนโยบายบ่อนเสรีสร้างอบายมุขเหยียบย่ำศีลธรรม เป็นการจงใจที่จะทำลายรากเหง้าและฐานรากวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงามของสังคมไทยเพื่อแลกกับผลประโยชน์มหาศาลเฉพาะหน้า ทำลายแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญโดยไม่ใส่ใจกับการล่มจมของประเทศชาติสลายในอนาคต
      7. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สื่อสารมวลชนต่างประเทศเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมและมีเป้าหมายกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างชัดเจนตลอดจนมีการพาดพิงไปถึงสถาบันอันสำคัญของประเทศว่าเป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง
      ทั้งหมดนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงอยู่หลังฉากบงการทางการเมืองในพรรคพลังประชาชนต่อไป และเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรยังคงเป็นปัญหาร้ายแรงของแผ่นดินอยู่เช่นเดิม
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคยเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุติบทบาททางการเมือง แต่เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่แทรกแซงและบิดเบือนดังที่กำลังพยายามกระทำอยู่ในปัจจุบัน
      
      
      จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้มาประชุมและเล็งเห็นเป้าหมายของระบอบทักษิณที่ทำให้เกิดกลียุคต่อชาติบ้านเมืองดังต่อไปนี้
      เป้าหมายแรก จะมีกระบวนการยั่วยุทางการเมืองและสังคมให้เพิ่มมากขึ้น และอาศัย พรบ.ความมั่นคง เพื่อโยกย้ายทหารสร้างเงื่อนไขในการรัฐประหารตัวเอง แล้วล้มล้างคำสั่งของ คมช.ทั้งหมด อันจะเป็นผลทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลสถิตยุติธรรมทั้งหมด
      หรือ
      เป้าหมายที่สอง จะมีการแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวไม่ต้องเข้าไปพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรม
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ข้างต้น ดังต่อไปนี้
      1. พันธมิตรฯ ขอให้กระบวนการยุติธรรมใช้ความกล้าหาญและความรวดเร็วในการดำเนินคดีความเพื่อป้องกันมิให้วิกฤตที่สุดในโลกกลับคืนมาสู่ชาติบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง
      2. เรียกร้องให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่าเห็นแก่ลาภสักการะไปรับใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งรวมถึงการโยกย้ายข้าราชการเพื่อลบล้างความผิดคดีความของคนในระบอบทักษิณ ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ได้ดำเนินคดีเอาไว้
      3. เพิ่มบทบาทของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      3.1 ฟื้นการต้านระบอบทักษิณ
      การฟื้นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในสถานการณ์ใหม่ที่สลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความเข้าใจ ความรู้เท่าทันในเครือข่ายพันธมิตรฯ ในขอบเขตทั่วประเทศ ดังนั้นจะมีการสร้างเวทีสื่อสารทำความเข้าใจกันในเครือข่าย ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวในลักษณะใดๆ ก็ยังคงมีความจำเป็นตลอดเวลาเช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพันธมิตรฯ จะแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งหนึ่ง
      ทั้งนี้ ในเบื้องต้น พันธมิตรฯ จะจัดประชุมใหญ่แกนนำพันธมิตรฯ ทุกจังหวัด ทุกเครือข่ายทั่วประเทศในเร็วๆ นี้ เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์และการร่วมกันสร้างพลังถ่วงดุลตรวจสอบและสร้างทางเลือกใหม่ให้สังคมการเมืองไทยต่อไป
      3.2 เดินหน้าสร้างเครือข่าย และขยายแนวร่วม
      พันธมิตรฯ โดย 5 แกนนำจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมหารือร่วมกับองค์กรต่างๆ เพื่อร่วมกันประเมินสถานการณ์ประเทศไทยและการกำหนดบทบาทที่หนุนเสริมซึ่งกันและกันทั้งในภาคประชาชน และสถาบันวิชาการต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ
      ทั้งนี้ เพื่อระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสานต่อภารกิจกู้ชาติ และร่วมกันขับเคลื่อนสังคมใหม่ต่อไป
      3.3 ตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบอำนาจรัฐ
      จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและติดตามการทำงานขององค์กรต่างๆ ในประเด็นสำคัญๆ ดังนี้
      - คณะกรรมการติดตามตรวจสอบความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่าย
      - คณะกรรมการติดตามตรวจสอบการคุกคาม กลั่นแกล้ง และการละเมิดศักดิ์ศรีของข้าราชการ
      - คณะกรรมการติดตามตรวจสอบการจัดระเบียบสื่อสารมวลชน
      - คณะกรรมการติดตามตรวจสอบการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ
      - คณะกรรมการติดตามตรวจสอบการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน
      
      ด้วยจิตคารวะ
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      5 มีนาคม 2551
      
      
















      คำต่อคำ 5 แกนนำพันธมิตรแถลงจุดยืน
      พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
             จากการประชุมคราวที่แล้วเราได้ตอบปัญหาทุกปัญหากับสื่อมวลชน ปัญหาหนึ่งก็คือ ตั้งคำถามว่า ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไปเราจะทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน ขอยืนยันตรงนี้อีกทีหนึ่งนะครับว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นทำตามสถานการณ์ ไม่ได้ทำตามใจ ถ้าทำตามใจเราจะกำหนดไปเลยว่าวันไหน เวลาไหน เราจะทำอะไร แต่นี่เมื่อสถานการณ์เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงไป เราก็เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ เพราะฉะนั้นในวันนี้ก็เช่นกันที่เราได้ออกแถลงการณ์ไปนี้เป็นการทำตามสถานการณ์ และเรายังยืนยันนะครับว่าเราจะต่อต้านทุกรูปแบบที่เราจะร่วมกันกับประชาชนทั่วๆ ไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับบ้านเมือง และเพื่อยุติวิกฤตการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอยู่ในขณะนี้ จึงขอทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่งว่า สาเหตุที่เราไม่ได้บอกตั้งแต่คราวที่แล้วว่าวันไหน เวลาไหน เราจะทำอะไร เพราะว่าเราทำตามสถานการณ์
      จะเห็นชัดนะครับว่าการดำเนินการของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่แล้วๆ มานั้น ต่างคนต่างไปรวบรวมข้อมูลมาและเมื่อถึงวันที่เรานัดประชุมก็มาแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน ว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราจะทำอะไรต่อไป เราจะทำอย่างนี้ทุกครั้งๆ ตลอดไปครับ เพื่อให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราแถลงมานั้นเราได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้ว ไตร่ตรองแล้ว ไม่ใช่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำตามใจเราก็หาไม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญครับ
      สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
      ผมอยากจะกราบเรียนสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่า รัฐบาลของสมัคร สุนทรเวช ได้สมคบกับระบอบทักษิณ แล้วเก็บอาการไม่อยู่ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 176 กำหนดไว้ว่า คณะรัฐมนตรีจะบริหารราชการแผ่นดินได้ก็ต่อเมื่อได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา จากนั้นจึงจะบริหารประเทศชาติบ้านเมืองได้ ปรากฏว่ามีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 18 , 19 , 20 ซึ่งผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ด้วย พอวันรุ่งขึ้นก็ออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายเลย ยังไม่ทันบริหารงานเลย แสดงให้เห็นการลุแก่อำนาจ การบ้าอำนาจของหุ่นเชิดและระบอบทักษิณ และผมอยากจะเรียนว่า ในคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบไปด้วยท่านประธานศาลฎีกา ท่านประธานศาลปกครองสูงสุด และตุลาการอาวุโสทั้งหมด 7 ท่าน รวม 9 ท่าน ได้มีสำนวนในคำวินิจฉัยตอนหนึ่งว่า ขออนุญาตอ่านให้สิ้นกระแสความเลยนะครับเพื่อจะเป็นการลบล้างคนอย่างนายสมัคร สุนทรเวช คนอย่างนายจักรภพ เพ็ญแข ที่บอกว่า ทีรัฐบาลอื่นย้ายข้าราชการสำคัญไป ไม่เห็นพูดอะไรเลย
      ในหน้า 152 ของเอกสารเล่มนี้ เอกสารคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ข้อ ก.กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ คุมอำนาจตัดสินใจสั่งการแต่ผู้เดียว ทำลายระบบคุณธรรม ก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรง เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การบริหารงานของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อำนาจการบริหาร สั่งราชการ และการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายใดๆ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ผู้เดียว รัฐมนตรีของรัฐบาลมีส่วนร่วมในการตัดสินใจน้อยมาก นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคไทยรักไทย เป็นจำนวนเสียงข้างมากโดยเด็ดขาด ก็ตกอยู่ภายใต้การครอบงำสั่งการของ พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้ใกล้ชิด เป็นผู้กำหนดทิศทางและแนวทางในการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนประเด็นเรื่องการทำลายระบบคุณธรรมก็มีผลสืบเนื่องจากพฤติกรรมที่แสดงออกโดยชัดแจ้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ เอง"
      ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญๆ ของกองทัพ ตำรวจ และข้าราชการประจำ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ระบบอุปถัมภ์ ไม่ได้ใช้ระบบคุณธรรม ไม่คำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และอาวุโส เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปในหมู่ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ว่าการจะให้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้ง ให้ได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งสำคัญนั้น ต้องวิ่งเต้นเข้าหาผู้มีอำนาจทางการเมือง โดยอย่างยิ่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ หรือภริยา บรรดาญาติพี่น้องของผู้ใกล้ชิด ของบุคคลทั้งสอง อันเป็นการแสดงให้เห็นพฤติกรรมแห่งการทำลายระบบคุณธรรม คุณงามความดี สร้างความแตกแยกในหมู่ราชการทุกภาคส่วน การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าวนี้มิใช่เป็นการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จแต่อย่างใด"
      สรุป รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช หุ่นเชิดของทุนนิยมสามานย์โดยระบอบทักษิณ ขณะนี้กำลังฟื้นการทำลายศักดิ์ศรีของข้าราชการ ดังเช่นการฟื้นในอดีต ซึ่งคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน เป็นประวัติศาสตร์ของชาติบ้านเมืองแล้ว รัฐบาลชุดนี้กับระบอบทักษิณนี่สามานย์มากครับ
      พิภพ ธงไชย
      สำหรับผมเอง หัวใจในการแถลงในวันนี้ ซึ่งรายละเอียดอยู่ในคำแถลงการณ์ ผมคิดว่าหัวใจสำคัญก็คือ เราทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็จะไม่ยอมขึ้น ถูกขึ้นสู่ศาลยุติธรรมในคดีต่างๆ เพราะฉะนั้นความพยายามต่างๆ ได้เห็นชัดเจน ตั้งแต่การย้ายข้าราชการซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ แต่ที่สำคัญก็คือจะทำในสิ่งซึ่งประชาชนจะคาดไม่ถึง นั่นก็คือ จะหาทางยกเลิกคำสั่งของ คมช.ทั้งหมด เพื่อให้คำสั่งทั้งหมดที่นำตัวคุณทักษิณเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถูกยกเลิกไป นั่นก็คือทำให้มีการยกเลิกคดีต่างๆ เพราะฉะนั้นแผนของคุณทักษิณวันนี้ก็คือ ถ้าสามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ จะแก้ เพื่อมีผลต่อการยกเลิกคำสั่งของ คมช. 2. ถ้าสามารถออกกฎหมายโดยไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยกเลิกคำสั่งของ คมช. เพื่อไม่ให้คุณทักษิณต้องเข้าไปสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณทักษิณบอกว่าต้องการพิสูจน์ตัวในกระบวนการยุติธรรม เพราะเชื่อว่าตัวเองบริสุทธิ์ ไม่เคยฉ้อราษฎร์บังหลวง ดังคำสัมภาษณ์ล่าสุด
      ผมคิดว่าคุณทักษิณก็ต้องให้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ แต่ไม่ใช่พยายามที่จะจัดการทางการเมือง พยายามที่จะออกกฎหมายต่างๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และโดยทางจิตวิทยาก็เป็นที่รู้กันว่า คุณทักษิณคงไม่สามารถควบคุมอารมณ์และจิตใจในการที่จะไปขึ้นศาลในคดีต่างๆ อันนี้ก็สำคัญมาก เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่คุณทักษิณจะขึ้นศาล เพราะฉะนั้นคุณทักษิณอาจจะทำในสิ่งที่ประชาชนคาดหมายไม่ถึง
      ถึงที่สุดแล้ว ในประวัติศาสตร์ของสังคมไทย รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เคยรัฐประหารรัฐบาลของตัวเอง วันนี้จึงอยากจะเตือนเรื่องนี้ว่าโอกาส ถ้าไม่สามารถทำกระบวนการต่างๆ ตามกฎหมายได้ อาจจะถึงขั้นนั้น เพราะฉะนั้นหน้าที่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็คือเตือนเรื่องนี้
      อันที่สอง เราไม่ได้ไปสนับสนุน คมช.หรือคำสั่งของ คมช.ในการตั้ง คตส. ที่เอาคดีความ หาข้อมูลเพื่อนำคุณทักษิณสู่ศาล เพราะว่าความรู้สึกของสังคมและพันธมิตรฯ เอง ในก่อนที่จะมีการรัฐประหาร ได้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว และตัวท่านนายกรัฐมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี มีการกระทำซึ่งส่อไปสู่การผิดกฎหมาย และมีนโยบายที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นการที่ คมช.ได้ตั้ง คตส.ขึ้นมา ซึ่งไม่ได้เป็นองค์กรที่จะตัดสินความถูกผิด แต่เป็นองค์กรที่รวบรวมข้อมูลหลักฐานซึ่งประชาชนรู้สึกอยู่แล้ว ในช่วงที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นเราจึงจะคัดค้านทุกวิถีทาง ถ้าคุณทักษิณพยายามทำสิ่งต่างๆ ที่อาจทั้งเหนือความคาดหมาย หรืออาจจะใช้ระบบรัฐสภา เพื่อนำไปยกเลิกคดีความต่างๆ เพื่อไม่ให้คุณทักษิณเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
      ถึงแม้ว่าคดีบางคดีเข้าสู่ศาลแล้ว ถ้าออกกฎหมายและพระราชบัญญัติใดๆ เพื่อยกเลิกแล้ว ศาลก็จำเป็นจะต้องถอนคดีออก เพราะฉะนั้นวันนี้จึงอยากเรียกร้องให้คุณทักษิณ ซึ่งประกาศอยู่เสมอว่าตัวเองบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่เคยทุจริตคอร์รัปชั่น ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างสง่าผ่าเผย และต่อสู้อย่างชอบธรรมทั้งสองฝ่าย ให้ประชาชนได้รับรู้ ผมคิดว่าถึงเวลานั้นถ้าคุณทักษิณสามารถหลุดจากคดีทั้งหมดโดยไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยไม่มีการออกกฎหมายลบล้างกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่าคุณทักษิณสามารถจะกลับมาเล่นการเมืองได้อย่างสง่าผ่าเผย เพราะฉะนั้นวันนี้จึงอยากจะเตือนว่า ถ้าไปทำลายกระบวนการยุติธรรม สังคมจะเข้าสู่กลียุคจริงๆ ครับ
      สมศักดิ์ โกศัยสุข
      ประเด็นที่สำคัญก็อยากจะเรียกร้องต่อพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนให้เห็นว่า บทบาทหน้าที่สำคัญของประชาชนชาวไทยคือการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ นี่ก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาผมคิดว่า ไม่ว่าจะตามคำแถลงการณ์ หรือสื่อมวลชนหลายฉบับ ก็เห็นชัดว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เข้ามาบริหารประเทศตามที่ได้แถลงนโยบายเอาไว้ และได้เร่งรัดในการที่จะจัดทำเพื่อปกป้อง ฟอกผิด และเพื่อประโยชน์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างชัดเจน เราจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายอะไรที่กล่าวมาแล้ว ฉะนั้นในเหตุการณ์เช่นนี้ก็เป็นตัวยืนยันชัดเจนว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลนอมินีจริงๆ
      ดังนั้นที่สำคัญที่สุด เมื่อเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่จะต้องติดตามเรื่องนี้ จะเห็นเรื่องการเอาบ่อนเสรี เอาหวยบนดินขึ้นมา ไม่ได้มีในนโยบายที่แถลงไว้ว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องจัดทำภายใน 1 ปี ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ และในการที่จะออกมาตรวจสอบเรียกร้องที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็อยากจะเรียกร้องต่อพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มว่า ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของบุคคลใด คณะใดคณะหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน เพราะว่าเรากำลังทำให้มีการเกิดการตรวจสอบที่ถูกต้องเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ของประชาชนทุกคน กับผลประโยชน์ของส่วนบุคคลว่าความถูกผิดนั้นเป็นอย่างไร ฉะนั้นเราก็ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมนั้นปราศจากการแทรกแซง ผมคิดว่าถ้าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศมีความเห็นเรื่องประโยชน์ส่วนรวมร่วมกัน กระบวนการเหล่านี้ก็จะสามารถผลักดันให้เดินไปได้ ที่จะไม่ให้รัฐบาลนอมินีเข้าไปแทรกแซงต่อไปอย่างเด็ดขาดครับ
      สนธิ ลิ้มทองกุล
      ในส่วนของผมนั้น ผมเห็นด้วยและยังยืนยัน ผมขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีการบิดเบือนหรือแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม อยากจะให้มีความกล้าหาญเหมือนที่ผมโดนบ้าง ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ผมโดนระบอบทักษิณดำเนินคดีกับผมในศาลหลายๆ กรณี และผมก็ไม่เคยใช้อภิสิทธิ์ และผมก็เดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรี เมื่อผมแพ้ในศาลขั้นต้นผมก็อุทธรณ์ต่อในศาลอุทธรณ์ และถ้าผมแพ้ในศาลอุทธรณ์ ผมก็จะฎีกาต่อ ถ้าผมแพ้ในศาลฎีกา ผมก็พร้อมจะเดินเชิดหน้าเข้าคุกอย่างสง่าผ่าเผย ผมอยากให้คุณทักษิณ ชินวัตร มีความกล้าหาญ มีความเป็นลูกผู้ชายโดยที่ไม่ต้องมาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใด
      เรื่องที่ 2 ผมอยากจะฝากบอกเพื่อนสื่อมวลชนให้ลองลำดับเหตุการณ์ดูสักนิดหนึ่ง แล้วจะเข้าใจทุกอย่าง กระบวนการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นได้ถูกวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว เริ่มจากการมีกระบวนการ นปก.เพื่อที่จะมารุกไล่ และจาบจ้วง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถึงขั้นที่จะบุกรุกเข้าไปที่หน้าบ้าน แล้วไปก่อเหตุจลาจล หลังจากนั้นก็มีการเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว บางท่านใน กกต.ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสุจริต ซื่อสัตย์ อย่างเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว แม้กระทั่งมีหลักฐานที่แน่ชัด ก็ยังบิดเบือนหลักฐานไป ไปเป็นอีกรูปคดีหนึ่ง เมื่ออำนาจต่างๆ เหล่านี้มาแล้ว เหตุการณ์ก็นำต่อไปสู่กรณีการให้ใบแดงคุณยงยุทธ ติยะไพรัช การให้ใบแดงคุณยงยุทธ ติยะไพรัช นั้นถูกดึงเกมออกไปอย่างน่าเกลียด ทั้งๆ ที่คุณยงยุทธถูกสอบอยู่ในขณะนั้น กกต.ไม่ควรจะรับรอง แต่ก็มีการรับรอง แสดงเจตนารมณ์ถึงต้องการให้คุณยงยุทธ ไปเป็นประธานรัฐสภาอย่างเห็นได้ชัด
      แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วหลักฐานพิสูจน์ชัด ก็ไม่มีทางเลือก ผมอยากให้สื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตสักนิดหนึ่ง วันศุกร์ เป็นวันที่คุณยงยุทธ ในฐานะประธานรัฐสภา และคุณนพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บินไปพบคุณทักษิณ ที่กรุงปักกิ่ง เข้าใจว่าคงจะไปรายงานว่า กรณี กกต.นั้นไม่น่าจะมีปัญหา วันอังคาร กกต.ตัดสินให้ใบแดงด้วยคะแนน 3 ต่อ 2 ทำให้คุณยงยุทธ โดนใบแดง คืนวันอังคารนั้น คุณทักษิณให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส หน้าตาดูออกได้ทันทีเลยว่ามีทุกข์ เพราะไม่ได้คิดว่าคุณยงยุทธจะโดนใบแดง แต่เหตุการณ์นั้นได้ถูกปูพื้นมาเรียบร้อยแล้ว ให้กลับ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องทำเรื่องทำราวให้กลับ ให้ดูยิ่งใหญ่ มหึมา เข้ามาเหยียบแผ่นดินไทยแล้วก็ประกาศว่าไม่เล่นการเมือง
      ในที่สุดแล้ว จากการไม่เล่นการเมืองแต่คุณทักษิณก็ได้ไปให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ซึ่งหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เอามาลง พ่อแม่พี่น้องสื่อมวลชนไปลองอ่านดูสิครับ เมื่อลองอ่านดูแล้ว คุณทักษิณได้พูดถึงสถาบันๆ หนึ่ง ว่าเป็นสุดยอด ยอดสูงสุด เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด อยากจะให้ดูและให้สื่อมวลชนใช้วิจารณญาณดูว่านี่เป็นลักษณะของคนที่เลิกการเมืองหรือไม่ ผมจึงอยากจะเรียกร้องให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนให้รู้ว่า เหมือนอย่างที่คุณพิภพพูด ผมเกรงว่าจะมีการยั่วยุประชาชน แล้วใช้อำนาจ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อที่จะประกาศยึดอำนาจตัวเอง แล้วใช้เวลานั้นเป็นเวลาที่เปลี่ยนและผ่องถ่ายผู้นำกองทัพทั้งหลาย
      แต่ผมจะเรียนให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนทราบ ว่าเรื่องพวกนี้สิ่งซึ่งเราสู้มาตลอด เราไม่ได้รังเกียจคุณทักษิณ คุณทักษิณจะกลับมาประเทศไทย เรายินดี คุณทักษิณอยากจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะคุณทักษิณพูดมาตลอดเวลาว่า คุณทักษิณนั้นบริสุทธิ์ ยินดีต่อสู้คดีในศาล ถ้ายินดีต่อสู้คดีในศาลก็ต้องไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
      ท่านรัฐมนตรีสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ท่านเข้ามายังไม่ได้ทันนั่งบนเก้าอี้ แล้วเรียกประชุมท่านอดีตอธิบดีสุนัย อธิบดีดีเอสไอ ว่างานมีอะไรบ้าง ท่านเซ็นคำสั่งย้ายคุณสุนัยไปทันที เพราะฉะนั้นแล้ว นักการเมืองมีสิทธิโยกย้ายข้าราชการประจำไหม คำตอบว่า มี แต่การโยกย้ายนั้นต้องมีความชอบธรรมและอธิบายได้ กรณีท่านอธิบดีสุนัยนั้นอธิบายไม่ได้ แล้วไปเอา พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง กลับเข้ามา แทนที่จะดันคนซึ่งเป็นรองอธิบดีขึ้นมา โดยอ้างว่ารองอธิบดีนั้นชำนาญเรื่องกฎหมาย อธิบดีดีเอสไอ สมควร หรือไม่สมควร ที่จะรู้เรื่องกฎหมายดี สมควร
      เพราะฉะนั้นการอ้างเช่นนี้ก็ผิดประเด็น แต่ท่านรัฐมนตรีสมพงษ์ ท่านลืมไปว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นั้น ท่านเป็นเพื่อนสนิท เพื่อนนักเรียนตำรวจ รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.กานต์ เจ้าของพรรคพลังประชาชน ซึ่งปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ พ.ต.ท.กานต์ เป็นนายตำรวจรุ่นเดียวกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นรุ่น 37 หรือ 38 เป็นเจ้าของพรรคพลังประชาชน และเอาพรรคพลังประชาชนมอบให้กับอดีตพรรคไทยรักไทยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นความเกี่ยวโยงตรงนี้ก็พิสูจน์ได้ชัด
      และนอกจากท่านอธิบดีสุนัย ท่านได้ทำงานที่ดีเอสไอแล้ว ท่านยังมีคดีค้างอยู่อีกประมาณเกือบ 20 คดี ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนในระบอบทักษิณทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีความที่เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะฉะนั้นแล้วการโยกย้ายอธิบดีสุนัย ให้คำตอบอะไรอย่างอื่นใดไม่ได้ นอกจากเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
      ท่านสื่อมวลชน ผมและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยันว่า ถ้าคุณทักษิณ พร้อมจะเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเปิดเผย สง่าผ่าเผย และสู้คดีด้วยหลักฐาน ด้วยเหตุผล ถ้าคุณทักษิณจำเป็นที่จะต้องโดนอาญาแผ่นดิน ก็เป็นเรื่องที่จะต้องโดน เนื่องจากหลักฐานพิสูจน์ไป แต่ถ้าหลักฐานไปไม่ถึง คุณทักษิณจำเป็นจะต้องถูกยกฟ้อง ก็ให้ยกฟ้องไป แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ต้องไม่มีการแทรกแซงหรือบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม และผมคิดว่านี่คือกลียุคที่เกิดขึ้นแล้ว เหมือนอย่างที่คุณสุริยะใสได้บอก ผมกราบเรียนว่า เรามียุทธวิธีอีกมากมาย ที่เราจะทำ ปรับไปตามสถานการณ์แต่ละสถานการณ์ ผมเปิดเผยได้เพียงเล็กน้อย ว่ารอดูเดือนมีนาคมนี้ เรากำลังจะเตรียมตัวกระทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่กรุณาอย่าถามผมและถามทุกคน เพราะว่าไม่มีใครบอกให้ทราบอย่างแน่นอนที่สุด ขอบคุณครับ
      ช่วงถาม-ตอบ
      ถาม - ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบมีความชัดเจนเมื่อไหร่ มีแนวทางอย่างไรบ้าง
      สุริยะใส - จะเริ่มต้นจากการประชุมเครือข่ายและองค์กรแนวร่วมทั้งหมดอย่างที่เคยเคลื่อนไหวต่อสู้กันมา เร็วๆ นี้ คาดว่าอย่างช้าไม่น่า เดือนมีนาคมน่าจะได้ข้อยุติ หลังรายชื่อบุคคลทั้งองค์กรที่จะเข้าร่วมและรูปแบบการทำงาน เมื่อพร้อมแล้วคงมีการเปิดตัวเป็นทางการ
      ถาม - สถานการณ์ขณะนี้คาดการณ์ได้ไหมว่าจะไปถึงขั้นปฏิวัติตัวเอง
      จำลอง - คาดไม่ได้หรอกครับ ถ้าถามต้องไปถามคนที่เขาคิดจะทำเรื่องนี้ เขาเป็นคนกำหนดไม่ใช่เรากำหนด
      ถาม - แต่มีความเป็นไปได้
      สมเกียรติ - มันมีสาระสำคัญที่ขมวดปมทำให้ต้องกระทำเช่นนั้น เพราะว่าการให้สัมภาษณ์สื่อราว 5 ครั้งของพ.ต.ท.ทักษิร ชินวัตร ก่อนและหลังรัฐประหาร บอกว่า เขาไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นเขาจะไม่เอาตัวเองในการขึ้นศาล การแถลงข่าวทนายของเขาเมื่อ 3 วันก่อน ก็บอกปฏิเสธที่จะไปให้การกับ คตส.เรื่องซุกหุ้นภาค 2 ซึ่งเป็นไม้ตายที่หลักฐานหนักแน่นที่สุด และคนที่ออกหมายจับก็คือดีเอสไอ เพราะฉะนั้นเขาจึงย้ายก่อน ระบอบทักษิณกำลังกลืนกินประเทศรอบสอง แต่ไม่มีวันที่ประชาชนจะยอม ในราวเดือนมีนาคมนี้เราจะประกาศถึงยุทธวิธีอันเหมาะสม ซึ่งตอนนี้ยังพุดไม่ได้เลย แม้จะพยายามถามกี่ครั้งก็ตาม
      ถาม - พันธมิตรฯ จะมีการไปรวมกลุ่ม สปท.
      สุริยะใส - โดยหลักการมีการหารือกันในวันนี้ เราพร้อมสนับสนุนและส่งเสริมการเคลื่อนไหวทุกองค์กรที่มีจุดยืนตรวจสอบรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) คุณไชยวัฒน์ ท่านประสงค์ เครือข่ายนักวิชาการที่ล่ารายชื่อเพื่อคัดค้านการโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม เครือข่ายพันธมิตรฯ พร้อมสนับสนุนทุกองค์กร
      สมศักดิ์ - ในฝ่ายภาคประชาชนต้องการให้เกิดกระบวนการตรวจสอบการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นใครจะมาร่วม ไม่ใช่เป็นเรื่องการผูกขาด แต่กระตุ้นเตือนให้สังคมเห็นว่า เรารักประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ส่วนรวมเหนือกว่าส่วนตน อะไรที่ไม่ถูกต้องต้องช่วยกัน เพราะการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ของประชาชน จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราเห็นว่า เริ่มต้นมาจากกระบวนการประชาชนเสมอ ในการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีมาโดยตลอด ฉะนั้นเราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของประชาชนทุกคน ดังนั้นจึงไม่ใช่ ใครก็ตาม ไม่ใช่เป็นพวก เป็นกลุ่ม แต่เราต้องการให้ยึด ทุกคนเห็นส่วนรวมไหม ถ้าเห็นส่วนรวม ใครเห็นว่าอะไรไม่ถูกก็ทำไป แล้วเราร่วมมือกันได้ในส่วนที่ร่วมมือกันได้
      ถาม - สถานการณ์จริงเราพร้อมจะเคลื่อนไหว
      จำลอง - สถานการณ์นั้นเป็นสถานการณ์โดยทั่วๆ ไปว่ามันจะมีอะไรเสียหายเกิดขึ้นกับบ้านเมืองบ้าง เร่งด่วนแค่ไหน ควรใช้มาตรการอะไร เราพิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องนี้ ในส่วนความพร้อมนั้น เราได้เตือนล่วงหน้าให้กับประชาชนทราบแล้ว ในการประชุมคราวที่แล้วว่า นั่นเป็นคำเตือนว่า กำลังจะเกิดเหตุใหญ่ในบ้านเมือง ขอให้ประชาชนพร้อมเอาไว้ ก็แค่นั้นเองครับ
      ถาม - ที่ผ่านมาท่านจำลองเคยทำจดหมายผ่านไปทางคุณทักษิณ
      จำลอง - คำถามที่ว่า ผมเคยมีจดหมายรักถึง ดร.ทักษิณ แล้วคราวนี้จะทำอีกไหม ในตอนที่ผมทำจดหมายถึงคุณทักษิณ ผมทำเป็นการส่วนตัว ตอนนั้นยังไม่มีการจัดตั้งขบวนการนี้ ยังไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับแรกคือวันที่ 30 มกราคม 2549 ฉบับนั้นออกมาเนื่องจากว่า ทนไม่ได้แล้วที่จะออกไปท้วงติง ดร.ทักษิณ อันเนื่องมาจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้กับเทมาเส็ก สิงคโปร์ ย้อนกลับไปดูอีกทีก็ได้เหตุผลเป็นอย่างไร หลังจากนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งครึ่งเดือนผ่านไป จาก 30 มกราคม มาถึง 19 กุมภาพันธ์ ก็มีสถานการณ์เพิ่มเติมเกิดขึ้นหลายเรื่อง เลยตัดสินใจเขียนในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ส่งถึง ดร.ทักษิณ ว่า ขอให้ดร.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่ง และผมจะไปร่วมชุมนุมวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นี่คือการทำตามสถานการณ์เป็นขั้นเป็นตอนไป เป็นการยืนยันว่าที่แล้วมาเราทำรอบคอบอย่างยิ่ง ไม่ใช่นึกอยากจะทำตามใจก็ทำไปตามนั้น ก็เปล่า ที่ถามคำถามมาก็ดีแล้วครับ เพราะเป็นการยืนยันว่า ที่แล้วมาได้ทำอย่างนี้มาโดยตลอด คราวนี้ไม่จำเป็น นี่คือจดหมายเปิดผนึกของพวกเราทุกคน ถึงประชาชน ถึง ดร.ทักษิณ ถึงใครต่อใครทั้งประเทศเลยครับ ยิ่งดีใหญ่ครับ ไม่ใช่เขียนคนเดียว
      ถาม - จริงหรือไม่ที่ท่านจำลองใช้เวทีพันธมิตรฯ ในการต่อต้านคัดค้านการก่อตั้งกาสิโน
      จำลอง - ผมไม่ได้ใช้เวทีพันธมิตรฯ พันธมิตรฯ แต่ละคนเขาคิดกันเอง วันนี้มีการเอาเรื่องบ่อนเสรี เอาเรื่องการพนันขึ้นมา แล้วเราจะว่าอย่างไร ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เราเห็นด้วยไม่ได้หรอกครับ เราคัดค้านเต็มที่ และปรากฏในแถลงการณ์ด้วยครับ ไม่ใช่ว่าผมเอาเวทีพันธมิตรฯ มาขัดขวาง ผมไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่ผมต้องออกไปขัดขวาง ถ้าบ้านเมืองไม่ได้เสียหายอะไร ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรเรื่องนี้ทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับประชาชน รวมทั้งที่ติดตามข่าวคราวของสื่อมวลชนด้วยว่า ท่านเห็นเป็นอย่างไร เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการสนับสนุนการพนันอย่างโจ่งแจ้งอย่างนี้แล้ว มีใครบ้างครับที่จะมาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะพวกเรา เกิดขึ้นถึงลูกถึงหลานเรา
      ถึงวันนั้นแก้กลับยาก ยังยืนยันเหมือนเดิมนะครับว่า ได้ไม่คุ้มเสีย ถ้าริเริ่มเรื่องนี้ขึ้นมา ผลเสียหายจะมากกว่าผลได้ เป็นการเสียหายอย่างมหาศาล ถามว่าใครรับผิด ใครจะต้องชดใช้ บอกมาซิ นี่คือความคิดเห็นส่วนตัวแล้วก็มาพ้องกันทุกคน ลองถามดูก็ได้ทุกคน แม้กระทั่งคุณสมศักดิ์ ผมยังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยครับ พอคุณสมศักดิ์หยิบยกขึ้นมาว่า เขาจะเอาการพนันมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ก็ถามอาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ บอกมีไหมตำราเศรษฐศาสตร์ในโลก ที่ว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประการหนึ่งคือ เอาการพนันขึ้นมา อาจารย์ยืนยันเลยครับว่า ไม่มี นี่เป็นข้อคิดเห็นคุณสมศักดิ์ ไม่ใช่ข้อคิดเห็นของผม ผมเลยขอออกมาพูดด้วย
      ถาม - ในที่ประชุม 5 แกนนำ หยิบยกเรื่องนี้หรือเปล่า
      สมเกียรติ - อยากให้สื่อมวลชนไปดูมาตรา 83 ของรัฐธรรมนูญ ปรัชญาแนวเศรษฐกิจพอเพียง การเปิดบ่อนอบายมุขเท่ากับไม่ดำเนินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 83 แล้วยังไม่มีนโยบายที่แถลงต่อรัฐบาลด้วย ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 18, 19, 20 ไม่มีสักข้อเลย ดันโผล่ขึ้นมา ไม่รู้ใครสั่ง เป็นนโยบายแหกคอกขึ้นมา แล้วบิดเบือน แล้วตรงกันข้ามกับแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามมาตรา 83 ของรัฐธรรมนูญด้วย
      ถาม - (เสียงไม่ชัดเจน)
      สมเกียรติ - อันนี้เป็นบทวิเคราะห์ของคุณพิภพ ธงไชย ที่ที่ประชุมยอมรับในเหตุผล
      จำลอง - เรื่องนี้ใช้คำว่า "อาจจะ" นะครับ ไม่ใช่ว่าคุณพิภพไปรู้มา หรือไปดูหมอมา แล้วมาบอกกับพวกเราโดยไร้เหตุผล ไม่ใช่นะครับ เป็นการวิเคราะห์ของคุณพิภพเอง
      พิภพ - เคยเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของไทยมีมาแล้วนะครับ เมื่อรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์กับรัฐบาลได้ และไม่สามารถจัดการทางรัฐสภาได้ จัดการทางนิติบัญญัติได้ จอมพลถนอม ก็ได้ปฏิวัติตัวเอง เคยมีมาในอดีตแล้ว และเมื่อกี้ในแถลงการณ์ก็ดี หรือที่ผมอธิบายปูพื้นให้เห็นว่า ในจิตวิทยาคุณทักษิณไม่มีทางที่จะยอมนำตัวไปสู่ศาล เป็นจำเลยในศาล อันนี้เป็นทางจิตวิทยาเลยนะครับ และคุณทักษิณก็มีความเชื่อมั่นว่าตัวเองถูกรังแกและไม่มีความผิด เพราะฉะนั้นเราจึงเรียกร้องว่า สิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำก่อนเกิดการรัฐประหาร และมีคำสั่งให้ตั้ง คตส.
      เราได้ชี้ให้เห็นว่าคุณทักษิณได้มีการทำผิด อาจจะทำผิดอะไรบ้าง มีนโยบายผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรบ้าง เมื่อเกิด คตส.มา คตส.ก็มีหน้าที่แค่รวบรวมข้อมูลหลักฐาน รวมทั้งดีเอสไอ เพราะฉะนั้นคดีก็จะเข้าสู่ศาล แต่คุณทักษิณ ทางจิตวิทยาไม่มีทางยอม เพราะฉะนั้นคุณทักษิณ หรือพรรคพลังประชาชน พรรคร่วมรัฐบาล ก็พยายามจะทำทุกอย่างที่จะไม่ให้คุณทักษิณถูกนำตัวขึ้นสู่ศาล แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ มีประชาชนต่อต้าน
      ในประวัติศาสตร์ไทยในอดีต นี่เปรียบเทียบนะครับ ก็มีการทำรัฐประหารตัวเอง อาจจะมีการประกาศกฎอัยการศึก ประกาศพระราชบัญญัติฉุกเฉิน อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งคุณทักษิณมักจะทำอะไรที่เหนือความคาดหมาย เพราะฉะนั้นวันนี้ติงไว้ก็เพื่อว่า อย่าไปซ้ำรอยประวัติศาสตร์ และคุณทักษิณควรจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างสง่าผ่าเผย และประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่า ศาลจะเป็นคนตัดสินเองว่าผิดหรือถูก เพราะฉะนั้นอยากจะเชิญชวนคุณทักษิณให้ยอมรับ หลังจากนั้นเมื่อเคลียร์ตัวเองบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว ตัวเองจะเล่นการเมืองอย่างไรก็คงไม่มีใครไปขัดขวางได้นะครับ
      ถาม - (เสียงไม่ชัดเจน)
      สมเกียรติ - ประเมินว่า ต้องดูภาวะสุกงอม ต้องมีจังหวะก้าวเคลื่อนไหวด้วยเหตุผล อธิบายต่อสังคมได้ว่าปัญหาของชาติบ้านเมืองเกิดจากระบอบทุนสามานย์ของคนๆ เดียว และคนๆ เดียวนี่เหยียบย่ำประเทศจนสิ้นความอดทน ถึงเวลานั้นประชาชนจะมาบอกพันธมิตรฯ เอง ประชาชนจะเป็นกองหน้า พันธมิตรฯ จะเป็นกองเสริม เดี๋ยวมันก็เกิดขึ้นอีกไม่นาน การตระเตรียมกำลังไม่ใช่ว่ามีสมองฝ่ายเดียว คือฝ่ายทักษิณ พวกเราก็มีสมอง ในการออกแบบวางแผนเช่นกันและอย่าลืมว่า คำเตือนถึงระบอบทักษิณนะ หากมีการโยกย้ายระดับนายพันประมาณ 120 กองพัน ในกองทัพภาค 1 สัญญาณอันตรายจะเกิดขึ้น แล้วขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่สง่าผ่าเผยแล้ว และจุดจบของปฏิวัติตัวเองของถนอมคืออะไรรู้ไหม พลังนักเรียน นิสิต นักศึกษา 8 แสนคน ขับไล่และต้องบวชเป็นเณรกลับมา ผมไม่อยากให้คนๆ นี้บวชเป็นเณรทำลายพุทธศาสนากลับมาอีกคนหนึ่งในประเทศไทย พิภพ ธงไชย จึงเตือนไว้
      
      จำลอง - อ.สมเกียรติ ต้องอธิบายนะครับว่า อ.สมเกียรติ เห็นว่าขณะนี้แม้ก้าวขึ้นสู่ศาลแล้วก็ไม่สง่าผ่าเผยแล้ว เพราะอะไร
      สมเกียรติ - หนึ่ง ไม่เคยให้ความร่วมมือในการให้ปากคำเลย ขนาดมาอยู่ในประเทศยังแถลงว่าไม่ไปให้ปากคำ อันที่สอง โยกย้าย แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหมด ตั้งแต่ดีเอสไอ 20 คดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่หลายคดี โดยเฉพาะคดีของระบอบมาเฟีย 4 คดี ที่บุรีรัมย์ ที่ดินเขากระโดง ที่ดินเขาสตึก เพราะฉะนั้นการขึ้นตอนนี้ก็ไม่สง่างามแล้ว แต่ต้องไปพิสูจน์ ขณะนี้ในแถลงการณ์เราก็ระบุชัดเจนว่า ขอร้องให้กระบวนการตุลาการภิวัตน์ทำงานโดยความกล้าหาญและรวดเร็ว อันนี้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยส่วนของการยุติธรรมเลยครับ
      สมศักดิ์ - เมื่อกี้คำถามว่า เราประเมินไหม เกรงว่าจะเกิดความวุ่นวาย อันนี้ก็อยากจะเรียนว่าความวุ่นวายที่มันเกิด เกิดเพราะฝ่ายรัฐบาลที่ได้ใช้อำนาจกระทำการต่างๆ ในการแทรกแซง หรือเข้าไปกลั่นแกล้งระบบราชการ ต่างๆ ที่เรารู้ นี่คือตัวสร้างความวุ่นวาย แต่ว่าประชาชนนั้นมีหน้าที่ตรวจสอบการกระทำ นี่เป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ และในแถลงการณ์ในข้อที่ 3.2 ก็บอกชัดว่า เราจะทำอะไรนั้นเราจะต้องมีการประชุมร่วมกับเครือข่ายพี่น้องประชาชนที่รักความเป็นธรรมทั้งประเทศ ในการที่จะตัดสินใจเคลื่อนไหวดำเนินการใดๆ ในขั้นต่อไป ที่ทางสุริยะใสก็พูดแล้วว่าคงจะภายในเดือนมีนาคมนี้ เราเคารพเสียงส่วนใหญ่ว่า ถึงสถานการณ์ใดควรจะดำเนินการอย่างไร
      ถาม - (เสียงไม่ชัดเจน)
      สมเกียรติ - คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พูดในนามทั้ง 5 คนแล้วว่า จะเห็นอะไรในเดือนมีนาคมนี้ เราพูดได้แค่นี้ สูงสุดพูดได้แค่นี้ครับ
      จำลอง - มันไม่ใช่สัญญาณบอกว่าจะเกิดเหตุใหญ่ภายในเดือนมีนาคมนี้นะครับ ฟังดีๆ นะครับ เพียงแต่ว่าเราจะมีการย่าง การก้าวเดินไปสู่ขั้นไหนๆ บ้าง ในการดำเนินการของพวกเรา ไม่ใช่ว่าประชุมกันทีก็หายกันไปเลย แล้วคราวหน้ามาประชุมกันใหม่อีกที แล้วก็หายไปอีก แล้วก็มาประชุมกันอีกที อย่างนี้ไม่มีความก้าวหน้าในการดำเนินงานเลย เดี๋ยวจะเข้าใจผิดนะครับไปลงข่าวใหญ่ข่าวโตว่าพันธมิตรฯ บอกว่ามีนาคมนี้จะเกิดเหตุใหญ่แน่ ไม่ใช่นะครับ
      ถาม - (เสียงไม่ชัดเจน)
      จำลอง - คราวนั้นเราได้บอกไว้แล้วใช่ไหมว่ารายต่อไปคือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส แล้วจริงไหมครับ ก็จริงนะครับ นี่เป็นการที่จะออกมาบอกเตือนประชาชนว่าระวังให้ดีนะครับ กระบวนการยุติธรรมกำลังจะถูกแทรกแซงเป็นขั้นเป็นตอนไป








แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 3/2551 เรื่อง “เคลื่อนไหวครั้งที่ 1 : ต้านเผด็จการทุนนิยมสามานย์และรัฐตำรวจ”

      ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2/2551 ลงวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2551 แล้ว ได้ปรากฏว่ารัฐบาลยังคงแสดงพฤติกรรมเหิมเกริม ลุแก่อำนาจ ข่มขู่การเคลื่อนไหวของพี่น้องข้าราชการและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ดังปรากฏพฤติกรรมเป็นหลักฐานดังต่อไปนี้
      ประการแรก รัฐบาลนอมินีได้กระทำการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมก่อนถึงศาลจนได้ปรากฏเป็นที่ชัดเจนว่ากระบวนการยุติธรรมได้ถูกแทรกแซง แทรกซึม และแทรกซื้อ จากอำนาจรัฐชนิดรวบรัดตัดตอนเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการฟอกความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายระบอบทักษิณ โดยเฉพาะการใช้อำนาจรัฐยึดกระบวนการยุติธรรมก่อนถึงศาล ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย และแกนนำพรรคพลังประชาชนให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ดังตัวอย่างที่ปรากฏต่อไปนี้
      1. มีคำสั่งย้าย พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ที่มีความเกี่ยวพันกับการดำเนินคดี นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรในการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งจนอาจเป็นผลทำให้ต้องมีการยุบพรรคพลังประชาชน ให้พ้นจากตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 และกำลังจะโยกย้ายรองผู้บังคับการตำรวจท่านหนึ่งที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช เข้าไปทำหน้าที่แทน
      2. มีคำสั่งย้าย พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้รับผิดชอบในการดำเนินคดีบุกรุกและครอบครองที่ดินกรณีเขากระโดงของการรถไฟแห่งประเทศไทย และที่ดินสาธารณประโยชน์ในอำเภอสตึก ที่เกี่ยวโยงกับคนในครอบครัวชิดชอบบางคน นอกจากนี้ พ.ต.อ.สังวรณ์ยังทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ และกำลังตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บุรีรัมย์ในขณะนี้ ให้ไปช่วยราชการที่กองบังคับการตำรวจภูธร จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551 ในทางตรงกันข้าม กลับมีการโยกย้ายให้ พ.ต.อ.สมบัติ คงพิบูลย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนครที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ “คนในครอบครัวชิดชอบบางคน” ไปช่วยราชการในตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์แทน
      3.มีการเปิดตำแหน่งใหม่ในโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเตรียมโยกย้ายคนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้มาควบคุมดูแลและสถาปนา “รัฐตำรวจ” กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
      4.มีการแทรกแซง และทำลายความชอบธรรมของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และแทรกแซงสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อประโยชน์ต่อคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้องอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเข้าไปแทรกแซงในคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อช่วยเหลือการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งอย่างแจ้งชัด
      เมื่อรวมกับพฤติกรรมของรัฐบาลนอมินี ในการโยกย้ายข้าราชการตามที่ได้มีการแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ ย่อมเป็นการตอกย้ำแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการแทรกแซง ครอบงำ และตัดตอนกระบวนการยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์แล้ว
      กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) สำนักงานอัยการสูงสุด และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถือเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการยุติธรรมก่อนถึงศาล ซึ่งสามารถทำให้พยานและหลักฐานมีน้ำหนักไม่เพียงพอในการลงโทษผู้กระทำความผิดได้
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนไม่เคยปฏิเสธในการโยกย้ายข้าราชการเมื่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หากแต่การโยกย้ายข้าราชการของรัฐบาลชุดนี้กลับเต็มไปด้วยการกระทำที่ไร้ระบบคุณธรรม โดยมุ่งหวังการโยกย้ายข้าราชการเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ตลอดจนพวกพ้อง ให้พ้นจากขั้นตอนการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียว
      ประการที่สอง มีความพยายามฟื้น “รัฐตำรวจ” อันน่าสะพรึงกลัว เหมือนกับเหตุการณ์ร่วมสมัยในยุค พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชน ฆ่าตัดตอน และกลั่นแกล้งคุกคามการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในทุกรูปแบบ
      รัฐบาลนอมินีและพรรคพลังประชาชน มักกล่าวอ้างว่า องค์กรอิสระ หรือข้าราชการที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการกระทำความผิดในช่วงเวลาที่ผ่านนั้นไม่มีความชอบธรรมเพราะมาจากการรัฐประหาร ในขณะที่รัฐบาลนอมินีชุดนี้ก็เข้ามาสู่อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการรัฐประหารเช่นเดียวกัน
      แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลนอมินีเลือกใช้อำนาจทางกฎหมายเฉพาะส่วนที่ตัวเองได้ประโยชน์ ส่วนใดที่เสียประโยชน์ก็จะปฏิเสธกติกานั้นเสีย อันเป็นการกล่าวอ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเท่านั้น
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน จึงได้มาประชุมกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้
      1.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ขอยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นปัญหาของแผ่นดินต่อไป ขอให้พี่น้องประชาชนเตรียมพร้อมเพื่อรับการคุกคามทุกรูปแบบจากรัฐตำรวจที่เกิดขึ้นแล้ว
      เราขอเรียกร้องให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้เป็นน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบกอย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลนอมินีในการสร้างรัฐตำรวจ และใช้รัฐตำรวจในการคุกคามประชาชน
      จึงขอเตือนสติไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ให้ยอมรับธรรมของพระพุทธเจ้าที่ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างมีความไม่เที่ยงแท้ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะไม่มีอะไรที่อยู่คงทนตลอด” ดังนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ จึงควรทำสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม และกล้าหาญ เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ตลอดจนเพื่อเป็นเกียรติแต่วงศ์ตระกูล “วงษ์สุวรรณ”
      2. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบทักษิณ แสดงความกล้าหาญดำเนินการเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคการเมืองที่กระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งและประพฤติตนเป็นนอมินีให้กับพรรคไทยรักไทยโดยเร็วที่สุด
      3. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ขอเรียกร้องต่อพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อพัฒนาไปสู่สังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
      4. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่ายฯ มีมติ “ให้เคลื่อนไหวครั้งที่ 1” โดยมอบหมายให้ให้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินดำเนินการจัดการสัมมนารายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ” ในวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2551 ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น
      เชิญขอเรียนเชิญพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ภาคประชาชนต่อไป ทั้งนี้จะประกาศเปิดตัวคณะกรรมการตรวจสอบอำนาจรัฐทั้ง 5 คณะอย่างเป็นทางการในวันดังกล่าว
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวในขณะนี้ คือ การสร้างเอกภาพ ความรับรู้ อย่างกว้างขวางว่า ปัญหาของชาติขณะนี้เกิดจากความขัดแย้ง 2 กระแส คือ
      1. กระแสฟื้นระบอบเผด็จการทุนนิยมสามานย์ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวแทน
      2. กระแสต่อต้านระบอบเผด็จการทุนนิยมสามานย์ โดยมี พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และภาคประชาชนทั่วประเทศ เป็นตัวแทน
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและองค์กรเครือข่ายพร้อมยืนหยัดอยู่ข้างกระแสต่อต้านระบอบเผด็จการทุนนิยมสามานย์ และพร้อมเคลื่อนไหวในทุก “รูปแบบ” ด้วยสันติวิธีภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ 2550
      
      ด้วยจิตคารวะ
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      12 มีนาคม 2551
      
      














      แกนนำพันธมิตรฯ และองค์กรแนวร่วม แถลงเพิ่มเติม
      สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
      อยากจะกราบเรียนว่าพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่เรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนไหว เราได้จัดการตอบสนองพวกท่านแล้วนะครับ โดยการนัดหมายมาสัมมนาปัญหาหลักของชาติในวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม ที่หอประชุมใหญ่ ธรรมศาสตร์ เราสนใจประเด็นพิเศษของระบอบทักษิณ การฟื้นรัฐตำรวจ และปฏิบัติการของรัฐบาลหุ่นเชิดที่ทำการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น เราอยากจะยกตัวอย่างเดียวของการเลือกใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตน ก็คือว่า ในกรณีของประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ได้ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่ากระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อ คตส. ซึ่งทำหน้าที่ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดและส่งฟ้อง อันนี้เกินชี้มูลความผิดอีกนะ ส่งฟ้อง 47 จำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในกรณีฐานความผิดเรื่องการออกหวยบนดินผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลกลับไม่เลือกใช้กฎหมาย คงปล่อยให้ 3 รัฐมนตรีลอยนวลอยู่ ท้าทายสังคมอย่างเปิดเผย
      เราขอยืนยันว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นปฏิบัติการอยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญดังเช่นระบอบทักษิณเคยทำตัวอยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญมา 5 ปี จึงเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนมาร่วมสัมมนาปัญหาหลักของชาติภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม สันติวิธี และภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ พี่น้องประชาชน เราจะได้พบกันครับ
      วีระ สมความคิด
      พี่น้องสื่อมวลชนที่เคารพนะครับ ก็เป็นครั้งแรกที่เครือข่ายภาคประชาชนได้เข้ามาร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการกำหนดการเคลื่อนไหวภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ในการที่เราจะให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม ก็ขอเชิญชวนพี่น้องพันธมิตรฯ องค์กรประชาชนที่รักความเป็นธรรม มาร่วมกันในวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2551 ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ ก็ขอเชิญนะครับ ในวันนั้นจะเป็นวาระสำคัญ เป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ภาคประชาชน จะถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่เราจะช่วยกันผ่านวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นวิกฤตการณ์สำคัญที่พวกเราประเมินแล้วว่าเขาจะใช้รัฐตำรวจเป็นเครื่องมือในการที่จะทำให้กระบวนการต่างๆ โดยเฉพาะกระบวนการที่จะตรวจสอบ ลงโทษ ผู้ที่ทำการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ โดยเฉพาะคุณทักษิณ และพวกพ้อง อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่พี่น้องประชาชนจะต้องช่วยกันติดตามและตรวจสอบ ก็ขอเชิญนะครับ ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วม
      หนึ่งแก่น บุญรอด
      กราบเรียนพี่น้องสื่อมวลชน และประชาชนที่เคารพยิ่งครับ ผมหนึ่งแก่น บุญรอด สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ที่มีท่านประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธานที่ปรึกษา และท่านไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เป็นเลขาธิการ ผมในฐานะรองเลขาธิการ วันนี้มาร่วมประชุมกัน ก็เห็นด้วยกันทั้งหมด และขอร้องสื่อมวลชนและทุกท่านด้วยว่า วันศุกร์ที่ 28 น่าจะเป็นครั้งแรก ผมคิดว่าวิกนี้คงจะแตกแน่ เพราะว่าพันธมิตรประชาชนฯ และสมาชิกสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย คงจะมาร่วมกันมาก สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย กำลังเตรียมการวางแผนที่จะประชุมแต่ละจังหวัดให้ความรู้ ให้ความถูกต้องกับประชาชนทั่วประเทศ กำลังไล่ตามอยู่ วันนี้ก็มาร่วมประชุมกันครับ ขอบพระคุณครับ
      พิภพ ธงไชย
      พี่น้องสื่อมวลชนครับ เราแถลงการณ์มา 1 และ 2 ฉบับ วันนี้เป็นฉบับที่ 3 ถ้าสื่อมวลชนได้ติดตามก็จะเห็นได้ว่าการแถลงการณ์ของเราได้ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และยุทธวิธีที่กำลังดำเนินตามยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ของคุณทักษิณก็คือจะต้องไม่นำตนเองและครอบครัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเป็นคำอ่อนไปแล้ว แถลงการณ์ฉบับนี้ได้ชี้ให้เห็นว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมก่อนถึงศาลอย่างไร แต่ยุทธศาสตร์หลักของเขาก็คือจะต้องไม่นำตัวขึ้นศาล ดังที่แถลงไปคราวที่แล้ว ได้ชี้ให้เห็นเป็นขั้นตอน แล้ววันนี้ก็ชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์หลัก นอกจากจะไม่นำตัวอดีตนายกรัฐมนตรีขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็ยังมียุทธศาสตร์หลักก็คือฟื้นระบอบทักษิณ หรือระบอบทุนนิยมสามานย์ โดยพรรคที่เป็นรัฐบาล เป็นนอมินีอยู่ในขณะนี้ อันนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ยุทธศาสตร์ที่ 3 ที่เราบอกกับพี่น้องประชาชนวันนี้ก็คือการฟื้นรัฐตำรวจ หรือการทำให้เกิดรัฐตำรวจ ในขั้นตอนนี้อาจจะผ่านการฟื้นไปแล้ว แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดรัฐตำรวจ และเหมือนกับคราวที่แล้ว ที่ผมพูดถึงเรื่องการรัฐประหารตัวเองของรัฐบาลในอดีต ตั้งแต่ 2475 เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ย่อมรู้ว่าประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอย
      การสร้างรัฐตำรวจขึ้นมาก็เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ตั้งแต่ยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เพราะฉะนั้นคนไทยจะต้องสนใจประวัติศาสตร์ แล้วดูประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยอย่างไร และในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ใช้รัฐตำรวจคุกคามประชาชน จนเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน เกิดการฆ่าตัดตอน เกิดการคุกคามภาคประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ซ้ำรอยในประวัติศาสตร์ใกล้ๆ และซ้ำรอยประวัติศาสตร์เมื่อก่อน 2500 อันนี้ก็อยากจะชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เป็นความคุกคาม ถ้ารัฐไหนพยายามที่จะใช้อำนาจของรัฐตำรวจ การคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่าย พยายามจะส่งสัญญาณ พยายามจะบอกไปกับพี่น้องประชาชน ว่าการกระทำ การรื้อฟื้นในสิ่งต่างๆ ใน 3 ยุทธศาสตร์นั้น มันได้ดำเนินการอยู่ และกำลังจะประสบความสำเร็จอย่างเป็นขั้น เพราะฉะนั้นถ้าพี่น้องประชาชนไม่รู้เท่าทัน และไม่ร่วมกัน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Voice หรือออกเสียง ส่งเสียง ให้เห็นว่าเราไม่ต้องการ เราต้องปฏิเสธระบอบทักษิณและทุนนิยมสามานย์ อันนี้ก็จะเห็นชัดเจน
      เราไม่ได้จงเกลียดจงชัง หรือมีความคิดที่ไม่ดีต่อคนที่ยังมีความรักใคร่คุณทักษิณ แต่เราอยากจะเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบว่า จะต้องพิจารณาโดยรวมให้เห็นชัดเจนว่า การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคนอมินีนั้น กำลังนำไปสู่ยุทธศาสตร์ 3 ยุทธศาสตร์ อย่างที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่ายชี้หรือเปล่า ถ้าเห็นพ้องต้องกัน ผมคิดว่าเราจะต้องกลับมาร่วมกันต่อต้านไม่ให้ยุทธศาสตร์ทั้ง 3 ประสบความสำเร็จ และนำประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราขอยืนยันว่าเราจะเคลื่อนไหวอย่างสงบและสันติ เหมือนกับการเคลื่อนไหวในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ปรากฏเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าเป็นการเคลื่อนไหวอย่างสงบและสันติ หรือการใส่ร้าย ให้ร้ายใดๆ ที่จะหาเหตุว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงของการเคลื่อนไหวตามสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 และอย่างสงบสันตินั้น เป็นการต้องการบิดเบือนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนอย่างแท้จริง เราขอยืนยันว่า เราจะดูแลการเคลื่อนไหว การสัมมนา การประชุม ให้อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และขอยืนยันว่า เรามีสิทธิและเสรีภาพที่จะใช้สิทธิเสรีภาพของเราในการเคลื่อนไหวตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และมีธรรมะ สันติวิธี เป็นตัวกำกับ ขอบคุณครับ
      สมศักดิ์ โกศัยสุข
      เรียนพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน อธิบายนิดหนึ่ง คำว่าเผด็จการทุนนิยมสามานย์ ซึ่งอาจจะไม่คุ้นเคย ความจริงเป็นวิธีการเผด็จการพันธุ์ใหม่ของระบบทุนนิยม ที่ฟอกด้วยวิธีการเลือกตั้ง และพวกเผด็จการพันธุ์นี้จะอธิบายว่า ถ้ามาจากการเลือกตั้งก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว และไม่ได้ให้ประชาชนเข้าใจว่า แม้จะมาจากการเลือกตั้ง ถ้าการเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม หรือใช้อาวุธ ใช้เงินเป็นอำนาจ เพื่อให้ได้เข้าสู่อำนาจรัฐ และขั้นที่ 2 ก็ใช้อำนาจรัฐไปโดยที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน แต่เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ อันนี้เป็นเผด็จการที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชน ตามนิยามของระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น ดังนั้นเป็นภารกิจร่วมกันของพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนที่ต้องตื่นตัว ในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศ ผู้เสียภาษี ต้องทำหน้าที่ ใช้สิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกขั้นตอน เพื่อให้การทุจริต การคอร์รัปชั่น ซึ่งองค์การโปร่งใส สุดท้ายจัดลำดับประเทศไทย ในเอเชีย รู้สึกว่าอยู่อันดับที่ 12 หมายความว่าทุจริตมากเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศฟิลิปปินส์ อันนี้ก็เป็นตัวที่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นที่ประจักษ์ของสากลโลกว่าบ้านเมืองนี้มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น ฉะนั้นกระบวนการที่เราต้องการให้ตรวจสอบอดีตนายกรัฐมนตรีและพรรคพวกนั้นไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ผลประโยชน์ที่รัฐตรวจสอบ ยึดกลับคืนมาได้ตกเป็นของชาติของแผ่นดิน เป็นของคนไทยทุกคน ผมย้ำทุกครั้งนะครับ อย่าได้ไปมองว่าเป็นความไม่ถูกกันระหว่างบุคคล มันไม่ใช่ แต่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนฯ และเครือข่าย ยึดประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ เพราะว่าการยึดทรัพย์ หรือผู้ที่ทำผิดลงโทษนั้น เราไม่ได้ประโยชน์ส่วนตัว แต่ชาติ แผ่นดินได้ประโยชน์ แต่อีกฝ่ายหนึ่งนั้นถ้ามีการได้ประโยชน์ ก็เป็นได้ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง อยากให้ชัดเจนนะครับว่านี่เป็นเรื่องของสาธารณะ ส่วนรวม กับเรื่องของกลุ่มบุคคลที่ใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้องมาในอดีต เราอยากจะเห็นกระบวนการตรวจสอบนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรมในทุกกระบวนการ
      เราจะเห็นนะครับว่าการคุกคามเริ่มต้น บางครั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ออกมาบอกว่า ถ้ามีการชุมนุม อะไรเกิดขึ้น ไม่รับผิดชอบนะ อะไรนะ ซึ่งมันเป็นลักษณะของการข่มขู่ ปล่อยข่าว สร้างสถานการณ์ว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ทั้งที่การกระทำใดๆ ของประชาชนที่อยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ มันเป็นสิทธิที่จะทำได้ และการที่จะให้นักวิชาการบางพวก บางคน ออกไปดำเนินการกล่าวหาประชาชนที่เขาใช้สิทธิตรวจสอบตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพลเมืองดีเสียด้วยซ้ำ ที่ควรจะกระทำ ฉะนั้นเราจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องมาเคลื่อนไหวเปิดโปง เผยแพร่ ปอกเปลือก ให้เห็นว่าทุนนิยมสามานย์และรัฐตำรวจนั้น เป็นยุทธวิธี วิธีการที่จะเอามาใช้ในการปราบปรามประชาชน เหมือนกับกรณีที่เคยเกิดขึ้นแล้วในการฆ่าตัดตอน 2 พันกว่าศพ และการหายตัวไปของคุณสมชาย นีละไพจิตร กับอดีต ที่คุณพิภพ ได้พูดให้เห็นในเรื่องสมัยจอมพลเผ่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ห่างไกล แต่กำลังเกิดขึ้นแล้ว และอยากเรียกร้องต่อพี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนได้ช่วยกันตรวจสอบ นี่คือสิ่งที่เราได้แถลงเป็นครั้งที่ 3 เพื่อให้เห็นถึงวิธีการดำเนินการ การเคลื่อนไหวตามลำดับ ขอบคุณครับ
      สนธิ ลิ้มทองกุล
      ท่านสื่อมวลชน และท่านพ่อแม่พี่น้องที่กำลังดูการถ่ายทอดสดข่าวนี้อยู่ ผมอยากจะชี้แจงนิดหนึ่ง เพราะว่ามีความเข้าใจกันอย่างมากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่ว่าพวกเราลุกขึ้นมาสู้เพื่ออะไร เราเป็นคนก่อความวุ่นวายหรือเปล่า ประเด็นนั้นอยู่ในแถลงการณ์หมดแล้ว ว่าเราต้องการให้ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ให้รู้จักผิดชอบชั่วดี เราขอเพียงแค่นี้ เราไม่ได้ขออะไรมากไปกว่านี้ กระบวนการยุติธรรมนั้นเราขอให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีการแทรกแซง หรือว่าแทรกซื้อ แทรกแซงนั้นก็คือโยกย้ายคนที่กำลังทำคดีอยู่ แทรกซื้อคือใช้อามิสสินจ้างให้กับคนบางคนในกระบวนการยุติธรรม
      เรื่องที่ 2 ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดถึงการทำงาน ทันทีที่โยกย้ายอธิบดีดีเอสไอ ก็มีการตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบคดีเพชรซาอุฯ หรือคดีนักธุรกิจซาอุดีอาระเบียที่ถูกลอบสังหารไป จนกระทั่งหาผู้กระทำผิดไม่ได้ วัตถุประสงค์ในการทำเช่นนั้นเพื่อเป็นการเช็กบิล พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม การโยกย้าย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ไปเป็นตำแหน่งประธานที่ปรึกษากลาโหม เพื่อแขวน เหตุผลนั้นก็เพราะว่า พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม เป็นคนซึ่งไปแจ้งความคุณยงยุทธ ติยะไพรัช พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม นั้นเป็นนายตำรวจคนหนึ่งในการสืบสวนสอบสวนคดีกรณีซื้อเสียงในเชียงราย ก็เลยรื้อฟื้นเอาคดีฆ่านักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถูกตั้งคณะกรรมการสอบมาเป็นสิบๆ ชุดแล้ว ก็ไม่มีหลักฐาน คำถามมีอยู่ว่า ทำไมคดีคุณสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งถูกลอบสังหารไปตั้ง 4 ปี หายตัวไป ทำไมดีเอสไอไม่พูดเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว กลับเอาเฉพาะเรื่องนี้ นี่คือการเช็กบิลอย่างเห็นได้ชัด
      ในขณะนี้รัฐตำรวจได้เกิดขึ้นแล้ว มีการดักฟังโทรศัพท์กลับไปเหมือนเดิม ตลอดจนมีการติดตาม ผมเอง และพันธมิตรฯ หลายท่านก็ถูกหน่วยติดตามของทางการ แอบติดตาม ไปไหนมาไหนก็จะมีรถคอยเฝ้าติดตาม มีการถ่ายรูปตลอดเวลา เพราะฉะนั้นรัฐตำรวจได้กลับขึ้นมาอีกครั้งแล้ว เหมือนบรรยากาศเก่าๆ ด้วยเหตุนี้ ผมเป็นห่วง นี่ไม่ใช่วิถีทางอนาคตของประเทศไทยที่เราจะเดินต่อไป นี่ไม่ใช่วิถีทางของการต่อสู้กันในระบอบประชาธิปไตยอย่างเปิดเผย ทั้งๆ ที่เราทำทุกเรื่องอย่างสันติวิธี อย่างที่คุณพิภพ ธงไชย ได้พูด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ปลายปี จนกระทั่งถึงวันรัฐประหาร เราชุมนุมอย่างสงบ อย่างสันติ ตรงกันข้ามกับคนของ นปก. คนของ นปก.เข้ามาประชุมและชุมนุม ชุมนุมอย่างรุนแรง ยั่วยุ หลักฐานมีให้ปรากฏเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นภาพวีซีดี ทุกอย่าง และในการชุมนุมในขณะนั้นก็ชุมนุมเพื่อต่อต้านเผด็จการ แท้ที่จริงแล้วชุมนุมเพื่อที่จะหวังลาภยศกันทั้งสิ้น ลาภสักการะ ดูคนที่เคยอยู่ใน นปก. วันนี้เป็นทั้งรัฐมนตรี คนบางคนโพกหัวแล้วบุกไปที่หน้าบ้านป๋าเปรม ก็ได้เป็นรัฐมนตรี คนบางคนได้รับรางวัลเป็นกรรมการบอร์ด ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคยต่อสู้เพื่อตำแหน่งลาภยศสักการะอะไรทั้งสิ้น เราสู้เพื่อความถูกต้องของสังคม ถ้าสังคมไม่มีความถูกต้อง สังคมไทยจะมีประโยชน์อะไรสำหรับลูกหลานในรุ่นหลังๆ ถ้าเราเน้นความชั่ว ถ้าเราเน้นว่าใครยิ่งทำชั่ว ยิ่งทำมาก ยิ่งได้ดี ผลกรรมอันนี้มันจะส่งผลให้หลายคนเริ่มมาทำความชั่ว เพราะว่ามองว่าทำชั่วได้ตำแหน่ง
      เหมือนคุณเทิดภูมิ ใจดี ได้ไปงานศพของมารดาของคุณเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ พรรคพวกคุณเกรียงกมล บอกคุณเทิดภูมิ ใจดี พูดว่าอย่างไรรู้ไหม พูดบอกว่า เฮ้ย เทิดภูมิ อยู่กับพวกพันธมิตรฯ กับสนธิ มีแต่กินแกลบกินรำนะ อยู่กับทักษิณ มีเงินมีทองใช้ มีอำนาจ มีตำแหน่ง พี่น้องสื่อมวลชน กระบวนทัศน์แบบนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดขึ้นกับคนที่เคยอ้างตัวเองว่าเป็นฝ่ายซ้าย มีอุดมการณ์ ต่อสู้ทั้ง 14 ตุลาฯ ทั้ง 6 ตุลาฯ แต่มาคิดอย่างนี้ว่าต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม กินแกลบกินรำ หลายต่อหลายคนในสายของคุณทักษิณ บอกว่าสนธิมันโง่ พันธมิตรฯ มันโง่ โง่จริงๆ ทำไมวันนี้เขาถึงกลับมามีอำนาจ ทำไมไม่ประนีประนอมเอาเงินเอาทอง เราไม่ได้ทะเลาะอะไรกับเขา เราต้องการที่จะให้เขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้อง เราไม่ได้สนใจ เข้ามาอย่างถูกต้อง ถ้าผิดก็ว่าเป็นผิด ถ้าศาลจะยกฟ้องก็ยกฟ้องไป เราก็ไม่เคยห้าม ไม่ให้เขากลับเข้ามาเล่นการเมือง อยากจะเล่นก็เล่น แต่ขอให้ทำให้ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่เราขอเพียงแค่นี้ แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับมาสร้างรัฐตำรวจ กลับมาตั้งรัฐบาลนอมินี กลับมาใช้อำนาจซึ่งไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นแล้วผมอยากจะยืนยันให้พ่อแม่พี่น้อง และท่านสื่อมวลชนเข้าใจ ว่าจุดยืนของเราพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายภาคประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีทั้งสิ้น เรามีเรื่องอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นเอง คือเรื่องที่ถูกให้ถูก ยืนหยัดในสิ่งที่ถูก แล้วแก้เรื่องที่ผิดให้มันถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เท่านั้นเอง ขอบคุณมากครับ
      ช่วง ถาม-ตอบ
      ถาม – เมื่อวานนี้ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พูดพาดพิงคุณสนธิใช้เงิน 400 ล้านบาทแล้วไปพูดที่อเมริกาว่าใช้เงินส่วนตัว แล้วบอกสื่อมวลชนตรวจสอบเรื่องนี้
      สนธิ - คือจริงๆ ผมไม่อยากจะตอบโต้คุณณัฐวุฒิ เพราะว่าคุณณัฐวุฒิเป็นนอมินีของคุณทักษิณ แต่ผมกราบเรียนสักนิดหนึ่ง ถ้าผมต้องขายสมบัติอะไรต่างๆ ของคนโน้นคนนี้ หรือยืมคนโน้นคนนี้มา เพื่อที่จะทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง มันไม่ได้หนักอะไรใครทั้งสิ้น เพราะว่าผมทำเพื่อชาติบ้านเมือง แล้วผมมีที่มาที่ไป ผมไม่ได้รับเงินรับทองจากท่อน้ำเลี้ยงของใครบางคน ในชีวิตคนบางคนที่ต่อสู้กับพวกเรา บ้านก็ไม่มีสักหลังหนึ่ง แต่พอมาขึ้นเวที นปก.มีรถป้ายแดงใช้ มีบ้านหลังใหม่อยู่ คนพวกนี้น่าจะเป็นคนซึ่งตอบกับจริยธรรมตัวเอง ถ้ายังมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง แต่จริงๆ แล้วผมไม่สนใจหรอกครับ ไม่ว่าคุณเฉลิมจะพูดอย่างไรตอนนี้ คุณณัฐวุฒิจะพูดอย่างไร คุณจักรภพ เพ็ญแข จะพูดอย่างไร เพราะคนพวกนี้คือนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เผื่อแผ่ช่วยเรื่องนี้สินของคนหลายคนที่ออกมาปกป้องให้คุณทักษิณ ตั้งแต่อาจารย์มหาวิทยาลัยไล่ลงไปจนถึงคนที่เคลื่อนไหว บางคนทำธุรกิจล้มเหลวแต่ว่ามีความสามารถในการดึงมวลชน คุณทักษิณ ในอดีตเคยเคลียร์หนี้เคลียร์สินให้ ก็เลยเป็นหนี้บุญคุณกัน พวกนี้เลยยึดถือหนี้บุญคุณส่วนตัวสำคัญมากกว่าหนี้บุญคุณของส่วนรวม สำคัญมากกว่าแผ่นดินที่ให้เขาเกิด
      ถาม - คุณนพดลออกมาบอกว่าพันธมิตรฯ เหมือนอยู่ใต้ประชาธิปัตย์
      สมเกียรติ - พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบัน ตั้งมา 62 ปี แล้วไม่เคยเกี่ยวข้องเรื่องนี้ ผมเคยเป็นพันธมิตรฯ มาก่อนเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ผมเพิ่งเข้าพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2550 ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ไม่เคยไปสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน แล้วพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเปิด ยอมรับความแตกต่าง ขณะเดียวกัน ผมได้ชี้แจงและทำความเข้าใจกับพรรค พรรคมีความเห็นว่า ผมได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง เพราะว่าเป็นการกระทำภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ผมไม่อยากจะโต้ตอบทนายความที่เป็นลิ่วล้อของระบอบทักษิณ เป็นคนโคราชจังหวัดเดียวกัน ซึ่งเราไม่ควรให้ราคามาโต้ตอบมาก และคำถามนี้ก็ถามผมเป็นครั้งที่ 5 และมีสื่อมวลชนบางฉบับที่สนใจเรื่องของพวกลิ่วล้อทักษิณ เพื่อจะให้ผมตอบโต้เหล่านี้ พรรคกับพันธมิตรฯ ไม่เกี่ยวข้องกัน พันธมิตรฯ ยิ่งใหญ่เกรียงไกรอยู่แล้ว เพราะว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน ส่วนพรรคการเมืองไหนที่ทำหน้าที่เป็นแนวร่วมกับภาคประชาชน จะเป็นพรรคที่มีคุณค่าที่สุดของสังคม พรรคไหนที่ปฏิเสธ ซื้อมวลชนมาแล้วไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม พรรคนั้นในที่สุดผู้นำจะกลายเป็นทรราช ผมทำความเข้าใจกับพรรคทั้งเป็นวาจาและลายลักษณ์อักษร พรรคสนับสนุนผมครับ
      ถาม - มี ส.ส.ของพรรคนอกจากอาจารย์เข้ามาร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วย เจ๊หมวย
      สนธิ - เจ๊หมวยเป็นพันธมิตรฯ มาก่อนที่จะเป็น ส.ส. แล้วอีกเรื่องหนึ่งต้องเรียนให้ทราบนิดหนึ่งเดี๋ยวจะโวยวายกัน คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ทำจดหมายไปถึงช่อง 11 เพื่อขอเวลาเท่าเทียมกับคุณสมัคร สุนทรเวช ในเมื่อคุณสมัครมีสิทธิ์ที่จะออกมาพูดให้ประชาชนฟังที่ช่อง 11 คุณอภิสิทธิ์ก็มีสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าฝ่ายค้าน ผมเข้าใจว่าช่อง 11 คงไม่ให้ แต่ช่อง 11 ไม่ให้ ASTV เพื่อความเป็นธรรมในสังคม พร้อมจะให้คุณอภิสิทธิ์ออกรายการสดทุกๆ 1 ชั่วโมง ทุกวันอาทิตย์ ทันทีที่คุณสมัครออกจบ ตอนกลางคืนวันนั้น ASTV จะให้คุณอภิสิทธิ์มีสิทธิ์ที่จะออก 1 ชั่วโมงเช่นกัน เพราะเราเชื่อเรื่องความเป็นธรรมในการเสนอข่าวเช่นกัน อย่างน้อยที่สุด คุณอภิสิทธิ์ในฐานะเป็นพรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ จะมีสิทธิ์มีเสียงในสื่อมวลชนในทีวีเพียงช่องเดียวเท่านั้นเอง ที่กล้าให้เวลาคุณอภิสิทธิ์ หรือคุณสมัครจะมาออก ขอเวลา ASTV เราก็พร้อมจะให้เช่นกัน
      ถาม - การกลับมาเคลื่อนไหวจะทำให้ถูกฟ้อง คือตอนนี้มีการโจมตี พันธมิตรฯ ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย
      พิภพ - อย่างนี้นะครับ รัฐธรรมนูญทุกฉบับของโลกนี้ได้บอกว่า การที่มีผู้แทนจากการเลือกตั้งไม่พอที่ผู้แทนจะรับทราบปัญหาของประชาชน เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญทุกฉบับในโลกนี้จึงได้เขียนไว้ว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะชุมนุมและเดินขบวนอย่างสงบและสันติ ทำไมเขาจึงเขียนไว้ เพราะเขารู้ว่า เมื่อถึงเวลา ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาจะไปติดกับกับอำนาจและผลประโยชน์ที่ได้จากการอยู่ในรัฐบาล เพราะฉะนั้นการที่โต้ตอบบอกว่า เราใช้กฎหมู่ แสดงว่าไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนสามารถรวมตัวกันได้
      อันที่ 2 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่าย เป็นประชาชน ขอย้ำตรงนี้นะครับ เป็นประชาชนทุกคน เมื่อเป็นประชาชนก็พยายามจะเป็นประชาชนซึ่งเป็นพลเมืองที่เอาใจใส่กับการบริหารงานของตัวแทนของเราที่เราเลือกตั้งไปเป็นรัฐบาล การเอาใจใส่ การดูแลตัวแทนของรัฐบาลที่ไปทำงาน ทำได้หลายแบบ เขียนบทความ ให้สัมภาษณ์ ปราศรัย และการแถลงการณ์ร่วมกัน เพราะฉะนั้นไม่ใช่เป็นการใช้กฎหมู่ แต่เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญทุกที่ที่มีบัญญัติไว้ และวันนี้ แถลงการณ์ 3 ฉบับ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพียงแต่เปล่งวาจาและวอยซ์ ออกเสียงออกไปว่า เราเห็นว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ ขณะที่รัฐบาลได้ปิดกั้นสื่อมวลชนไม่ให้ออก ให้พันธมิตรฯ ไปออกรายการชี้แจงได้ เรามีหน้าที่จะต้องบอกสื่อมวลชนในรูปของการแถลงข่าว ในรูปของการสัมมนา นี่เป็นเสียงหนึ่งของประชาชนที่จะบอกกับรัฐบาลว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่ และบอกกับประชาชนให้จับตา ตรวจสอบ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นกฎหมู่
      สมศักดิ์ - ขอเพิ่มเติมนิดนึง อันนี้เป็นวิธีการของเผด็จการทุนนิยมสามาลย์ ที่พอประชาชนจะใช้สิทธิ์ก็กลัว กล่าวหา กลัว และพยายามบิดเบือนว่าเป็นพวกฝ่ายนู้น ฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ ที่จริงต้องดูเนื้อหาว่าเขาเครื่องไหวเรื่องอะไร แล้วคุณต้องตอบ ต้องชี้แจงว่า สิ่งที่เขากล่าวหาเคลื่อนไหวนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปตามทำนองของระบบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิ์จะตรวจสอบ เขาต้องชี้แจงว่าเขาไม่ได้เป็นเพราะเหตุนั้น เหตุนี้อย่างไร แต่ไม่ใช่ไปขัดขวาง ไปกล่าวร้าย ไปโจมตี ไปบิดเบือน เพราะว่าพวกเราทำหน้าที่ในส่วนของประชาชน อันนี้อยากจะให้ผู้สื่อข่าวเห็นว่า คำพูดแบบนี้คุณสมัครเคยพูดมาตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และไม่ใช่พวกนิยมประชาธิปไตย ใช้ภาษาแบบนี้ เพราะถ้าใช้เมื่อไหร่จะละเมิดสิทธิ์ประชาชนเมื่อนั้น เป็นภาษาที่ เก่าโบราณ ไม่น่าจะได้ยินในเหตุการณ์ปัจจุบัน
      สนธิ - ผมว่าเอาเป็นรูปธรรมง่ายๆ ดีกว่าครับ คุณลองเปรียบเทียบการใช้สิทธิเสรีภาพของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อต้นปี 2549 จนกระทั่งถึงวันที่ 19 กันยายน เปรียบเทียบกับการใช้สิทธิการประท้วงตามระบอบ ภายใต้ระบอบเผด็จการที่เขาอ้าง ของ นปก. ความรุนแรง ภาษาที่ใช้ ข้าวของที่เสียหาย เอานี้ไปเปรียบเทียบกันดูจะเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นแล้วคนที่พูด คำพูดว่า เราก่อความวุ่นวาย ให้ดูตัวเองซะก่อน ให้ทำความสะอาดหน้าบ้านตัวเองซะก่อนแล้วค่อยมาเที่ยววิพากษ์วิจารณ์คนอื่นเขา
      สมเกียรติ - ผมขอสั้นๆ หวังว่าทางสื่อมวลชนจะไม่ถามเรื่องประชาธิปัตย์มาหนุนหลัง ประชาธิปัตย์มาเกี่ยวข้องอะไร พันธมิตรฯ เป็นองค์กรภาคประชาชนที่มีเกียรติภูมิสูงยิ่ง ผมกำเนิดจากภาคประชาชนมา ผมต้องไม่ลืมบุญคุณของภาคประชาชน เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่เป็นสถาบันทางการเมืองไป พรรคเข้าใจและสนับสนุนการทำงานของผมภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ก็มีการต่อที่ประชุม ส.ส. 164 คนเรียบร้อยแล้ว พรรคเข้าใจอย่างดีต่อการทำหน้าที่ของผมภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ หวังว่าจะไม่ถามเพื่อ ถามเหมือนกลุ่มคนที่ได้เป็นรัฐมนตรีในสภาอีกนะครับ
      ถาม - เวทีวันที่ 28 แกนนำจะขึ้นทุกคน
      สุริยะใส - ครบทุกคนครับ แล้วเปิดตัวคณะกรรมการทุกคณะที่จะมีการจัดตั้งขึ้น ตอนนี้เราทาบทามไปได้ 30-40 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ว่ารอเปิดตัวพร้อมๆ กัน แต่ละคณะจะมีประธานคณะกรรมการ และรูปแบบการทำงานจะมีความชัดเจนในวันนั้น ซึ่งคณะกรรมการจะมีอิสระในการคิดกิจกรรม ในการเคลื่อนไหว หรือในการสร้างกิจกรรมกับภาคประชาชนส่วนอื่นๆ ด้วย
      ถาม - แนวสัมมนาเป็นอย่างไร
      สุริยะใส - ทุกแนวครับ ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม ให้อิสระในแต่ละคณะเขาไปคิดเอง รอความชัดเจนวันที่ 28 อีกทีหนึ่ง
      ถาม - อนาคตจะมีโอกาสแถลงการณ์ที่สวนลุมฯ หรือลานพระรูป ไหม
      สุริยะใส - ให้สถานการณ์เป็นตัวตัดสินอีกทีหนึ่ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลอย่างที่แถลงการณ์ย้ำ หน้าสุดท้ายว่า ปัจจัยในการกำหนดการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ อยู่ที่ท่าทีของรัฐบาล อยู่ที่การใช้อำนาจของรัฐบาลด้วย ถ้ารัฐบาลนี้มุ่งแก้ปัญหาประเทศโดยสุจริตและโปร่งใส พันธมิตรฯ ไม่มีเหตุที่จะออกมา แต่พอเราออกมา เราเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมเริ่มออกนอกลู่นอกทาง เริ่มแทรกแซง นี้เป็นเหตุที่เราต้องออกมา
      ถาม - การจะให้คุณอภิสิทธิ์ออกตกลงติดต่อคุณอภิสิทธิ์ไว้เรียบร้อย
      สนธิ - ยังคับ คือผมจะรอให้คุณอภิสิทธิ์ได้คำตอบมาจากช่อง 11 เสียก่อน ถ้าช่อง 11 ไม่ให้ ผมคิดว่าในฐานะเป็นสื่อมวลชน เรามีความจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้คุณอภิสิทธิ์ได้แสดงออก เพราะเป็นทางออกทางเดียว อีกเรื่องหนึ่งอยากจะฝากไปที่พี่น้องประชาชนที่จะมาวันที่ 28 ขอยืนยันนะครับ ไม่มี 200 บาท ไม่มี 500 บาทนะครับ นอกจากไม่มีแล้ว อาจจะต้องมาแล้วช่วยบริจาคให้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยครับ เพราะฉะนั้นแล้วไม่มีค่าหัว มาด้วยใจที่ต้องการมา แล้วอาจจะต้องขอร้องให้ช่วยบริจาคให้เราด้วย
      ถาม - เป็นการเตรียมการบริจาคเพื่อมีการเคลื่อนไหวในวันข้างหน้าหรือเปล่า
      สนธิ - ไม่ทราบครับ มันเป็นเรื่อง ค่าใช้จ่ายมีครับ ค่าเช่าหอประชุมก็เป็นแสน ค่าเตรียมการ มันต้องใช้เงินใช้ทอง
      ถาม - พันธมิตรฯ กำหนดอีกทีวันที่ 28 เลยหรือเปล่า
      สุริยะใส - เดี๋ยวแจ้งให้ทราบอีกที ดูเหตุการณ์อีกทีหนึ่ง





แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 4/2551

      “เรื่อง คัดค้านและประณามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อลบล้างความผิดของตนเองและพวกพ้อง”
      ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ทั้ง 3 ฉบับเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนอมินีได้เหิมเกริมในการแทรกแซงการทำงานของสื่อสารมวลชน ตลอดจนแทรกแซงและตัดตอนกระบวนการยุติธรรมก่อนถึงศาลอย่างต่อเนื่อง ดังที่ปรากฏแล้วนั้น
      บัดนี้ เป้าหมายของระบอบทักษิณ ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคยออกแถลงการณ์เอาไว้ล่วงหน้าในฉบับที่ 2/2551 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2551 ว่าจะมีขบวนการของรัฐบาลนอมินีดำเนินการแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรม ได้ปรากฏขึ้นเป็นจริงในวันนี้แล้ว
      รัฐบาลนอมินีได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่าจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ในมาตรา 237 เพื่อหลบเลี่ยงการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การยุบพรรค และจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 เพื่อยุบเลิกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อตัดตอนคดีความทั้งหลายที่กำลังดำเนินต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ครอบครัวและพวกพ้องไม่ให้เข้าสู่การพิจารณาของศาลในทุกวิถีทาง
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเท่านั้น อันแสดงถึงพฤติกรรมที่เหิมเกริม ลุแก่อำนาจ และไร้ยางอาย อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยมีเหตุผลประกอบดังต่อไปนี้
      ประการแรก มาตรา 237 ที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญปี พุทธศักราช 2550 นั้น มีเอาไว้เพื่อป้องกันและลงโทษนักการเมืองมิให้ทุจริตในเลือกตั้ง ป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเจ้าเล่ห์เพทุบายซึ่งใช้เงินเพื่อให้ได้อำนาจมาปกครองบ้านเมือง และให้พรรคการเมืองทุกพรรครับผิดชอบด้วยการสรรหาบุคคลที่จะไม่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาเป็นหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค
      นอกจากมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญจะไม่เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่รัฐบาลนอมินีพยายามบิดเบือนแล้ว ในทางตรงกันข้าม มาตราดังกล่าวยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตยให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ด้วยการกำจัดนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ทำผิดกฎหมายให้พ้นจากวงจรอุบาทว์ทางการเมือง และปกป้องรักษานักการเมืองที่สุจริตให้มีโอกาสเข้ามาบริหารบ้านเมือง
      บุคคลใด หรือพรรคการเมืองใด ที่ต้องการลบล้างบทลงโทษตามมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญ ย่อมเท่ากับเป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยให้อ่อนแอและเสื่อมทรามลงอย่างชัดเจน     
 ประการที่สอง มาตรา 237 ที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ได้ประกาศหลักเกณฑ์และบทลงโทษเอาไว้ล่วงหน้าก่อนมีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองทุกพรรคจึงมีหน้าทีที่ต้องแสดงความรับผิดชอบในการคัดสรรคนดีมาเป็นหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค และหามาตรการป้องกันมิให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในทุกวิถีทาง ตราบใดที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองเหล่านั้นไม่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ย่อมไม่ถูกลงโทษตามมาตราดังกล่าวอย่างแน่นอน
      แต่เมื่อพรรคการเมืองในรัฐบาลนอมินีมีกรรมการบริหารพรรคที่เข้าข่ายการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง แล้วจะใช้วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 237 เพื่อลบล้างความผิดที่ได้ทำสำเร็จไปแล้วนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัวเองและพวกพ้องให้พ้นความผิดอย่างไร้ยางอายเป็นอย่างยิ่ง
      ประการที่สาม ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 309 ของรัฐบาลนอมินีนั้น ก็เพื่อยกเลิกบรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวนั้น มีเป้าหมายสำคัญเพื่อที่จะยกเลิกองค์กรและทำให้การกระทำของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโมฆะ
      การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลนอมินีได้ทำการโยกย้ายตัดตอนข้าราชการที่มีส่วนสำคัญในการดำเนินคดีความกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ครอบครัว และพวกพ้องเพื่อไม่ให้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาลแล้ว เจตนาที่ต้องการแก้ไขมาตรา 309 นั้น ถือเป็นความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่แสดงออกถึงความขลาดกลัวในการพิสูจน์ตัวเอง และหลบหนีการตรวจสอบในชั้นศาลอย่างน่าอัปยศอดสูที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
      ประการที่สี่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันนั้น มาจากการลงประชามติของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ แม้รัฐบาลนอมินีจะมาจากการรวมตัวกันของหลายพรรคการเมือง แต่ทุกพรรคการเมืองก็มิได้ชูนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตน ดังที่พยายามกระทำกันอยู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามอำเภอใจเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองที่กระทำผิดกฎหมายต่อบ้านเมือง จึงถือเป็นการไม่เคารพและไม่ยอมรับประชาชนชาวไทยที่ลงประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญกว่า 14 ล้านเสียง
      จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงได้มาประชุมและกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ดังนี้
      1.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีมติให้คัดค้านและประณามการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้างมลทินของคนในระบอบทักษิณและในรัฐบาลนอมินี ว่าเป็นความไม่ชอบธรรม ขลาดกลัวในการพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล และเป็นเผด็จการรัฐสภาของทุนนิยมสามานย์โดยแท้
      2.เบื้องหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 เพื่อหลบเลี่ยงจากการยุบพรรคก็ดี หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 เพื่อยุบเลิก คตส.ก็ดี ล้วนเป็นไปเพื่อลบล้างความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้องทั้งสิ้น หาได้เป็นการเสียสละเพื่อคนไทยทั้ง 63 ล้านคนไม่ นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นปัญหาที่แท้จริงของแผ่นดินอยู่เช่นเดิม
      3.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอเรียกร้องต่อบุคคลในกระบวนการยุติธรรมทั้งปวงให้ผนึกกำลังกันอย่างมีเอกภาพในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่ฉ้อฉล โดยการพิจารณาคดีความที่เป็นวิกฤติของชาติอย่างรวดเร็ว
      4.ทันทีที่มีการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นผลทำให้เกิดการแก้ไขตัดตอนและลบล้างความผิดของคนในระบอบทักษิณ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อมที่จะเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศมาร่วมกันคัดค้านตามวิถีทางรัฐธรรมนูญอย่างถึงที่สุด
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่รักความถูกต้อง และต้องการให้ความถูกต้องกลับคืนสู่สังคมไทย จงมาร่วมกันแสดงพลังและร่วมแสดงความคิดเห็นในการเข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกัน ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ตั้งแต่เวลา 16.00 น.ถึง 23.00 น.อย่างพร้อมเพรียงกัน
      
      ด้วยจิตคารวะ
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      26 มีนาคม 2551




แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่5/2551 เรื่อง “พร้อมต่อต้านอาชญากรประชาธิปไตยเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญฟอกความผิดให้ตัวเอง”

 	เมื่อเวลา 12.10 น.วันนี้ (2 เม.ย.) ภายหลังการหารือของ 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้ประชุมหารือถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่บ้านพระอาทิตย์แล้ว นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้อ่านแถลงการณ์พันธมิตรฯ ฉบับที่ 5/2551 เรื่อง “พร้อมต่อต้านอาชญากรประชาธิปไตยเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญฟอกความผิดให้ตัวเอง” มีข้อความดังนี้
      ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้จัดการสัมมนารายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ” ในวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2551 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามแถลงการณ์ฉบับที่ 3/2551 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2551 ดังที่ทราบแล้วนั้น
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนเกือบ 2 หมื่นคนที่ได้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้จำนวนมากจนล้นหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งแรงใจจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกกว่า 10 ล้านคนที่ได้เข้าร่วมสัมมนาผ่านการรับชมทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวีอย่างกว้างขวาง ตลอดจนขอขอบพระคุณในความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพี่น้องสื่อสารมวลชนหลายแขนงที่มีการนำเสนอข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ดังกล่าวสู่ประชาชน
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอแสดงความคารวะต่อจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของพี่น้องประชาชนที่ยืนหยัดเข้าร่วมงานสัมมนาด้วยความกล้าหาญนานกว่า 7 ชั่วโมงอย่างไม่ท้อถอย แม้ว่าพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์บางส่วน จะถูกข่มขู่ คุกคาม และถูกทำร้ายร่างกายด้วยการขว้างปาวัตถุของแข็งจากเหล่าอันธพาลที่รับใช้ระบอบทักษิณก็ตาม แต่พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็หาได้แสดงความหวาดหวั่นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ กลับยังคงยึดมั่นในหลักธรรม สันติ สงบ อหิงสาและปราศจากอาวุธ อยู่เช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือว่าความสำเร็จเกินความคาดหมายครั้งนี้ คือการประกาศเจตนารมณ์ของภาคประชาชนผู้บริสุทธิ์เพื่อคัดค้านการกระทำอันเหิมเกริมของรัฐบาลนอมินี ที่แทรกแซงตัดตอนคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ครอบครัว และพวกพ้อง ไม่ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลทุกวิถีทาง
      แต่รัฐบาลนอมินีก็หาได้แสดงความสำนึกไม่ กลับยังคงประกาศเดินหน้าเร่งรัดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 237 เพื่อหลบเลี่ยงบทลงโทษการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การยุบพรรค และมาตรา 309 เพื่อนำไปสู่การขัดขวางหรือยุบเลิกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ต่อไป โดยมีเป้าหมายที่จะตัดตอนคดีความทั้งหลายที่กำลังดำเนินต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ครอบครัว และพวกพ้องไม่ให้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล อันเป็นความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อมุ่งหวังที่จะลบล้างความผิดของตัวเองและพวกพ้องทั้งสิ้น โดยไม่เคารพและยำเกรงต่อประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ที่ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 14 ล้านคนแม้แต่น้อย
      ในขณะเดียวกัน รัฐบาลนอมินีนอกจากจะส่งข้าราชการที่รับใช้ระบอบทักษิณไปบริหารในกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อบิดเบือนและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในการดำเนินคดีความทั้งหลายที่มีต่อคนในระบอบทักษิณแล้ว ยังมีการใช้ข้าราชการจากกรมสอบสวนคดีพิเศษไปเป็นเครื่องมือเพื่อกลั่นแกล้งข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริตและทำลายนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ตลอดจนข่มขู่คุกคามต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งที่กำลังพิจารณาคดียุบพรรคการเมืองอย่างชัดเจน พร้อมๆกับการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงการจัดตั้งงบประมาณและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเข้าไปมีอำนาจและมีอภิสิทธ์เหนือข้าราชการอื่น ไม่เป็นธรรมาภิบาล ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม
      
      พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านักการเมืองในระบอบเผด็จการรัฐสภาโดยทุนนิยมสามานย์ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง มิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติเพื่อให้คนในชาติมีความสุขถ้วนหน้า ดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ฝ่ายบริหารที่ฉ้อฉลได้ร่วมมือกับฝ่ายนิติบัญญัติที่ไร้จริยธรรม ได้กระทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายอำนาจในกระบวนการยุติธรรม มุ่งประสงค์ลบล้างความผิดของตัวเองและพวกพ้องเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศนอกเหนือไปจากครรลองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ นักการเมืองแห่งระบอบเผด็จการรัฐสภาโดยทุนนิยมสามานย์เหล่านี้ จึงไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์และจรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองแก่ระบอบการปกครองของประเทศโดยรวมได้อีกต่อไป
      นอกจากนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์ว่ามีขบวนการที่จะทำการปฏิวัติรัฐประหารจากกลุ่มอำนาจที่ไม่ใช่ฝ่ายกองทัพไทยนั้น อาจตีความได้ว่านายสมัครได้ออกมาเปิดโปงเพื่อทำลายขบวนการยึดอำนาจจากผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงของฝ่ายตนเอง ซึ่งอาจรวมถึงตำรวจ ทหารบางส่วน และมวลชนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อต้องการทำการปฏิวัติรัฐประหารและนำไปสู่การล้มล้างคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ดังที่ได้มีความสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้วางแผนเดินสายหาเสียงสนับสนุนจากมวลชนที่ขาดข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงเอาไว้เป็นการล่วงหน้าแล้วในขณะนี้
      ทั้งหมดนี้เป็นการพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า นายสมัคร สุนทรเวช กำลังหมดอำนาจลง เป็นการวางแผนของระบอบทักษิณเอาไว้ล่วงหน้าเพียงเพื่อยึดอำนาจรัฐ แก้ไขปัญหาตัวตัวเองและพวกพ้อง ตลอดจนการวางแผนรัฐประหารตัวเองและเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ช่อง 11 และเอ็นบีที เพื่อเป็นการเตรียมการล่วงหน้าสำหรับเป็นเครื่องมือสื่อสารมวลชนของฝ่ายรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคยแถลงการณ์เตือนสังคมไทยไว้ล่วงหน้าในฉบับที่ 2/2551 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2551 และแสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นปัญหาวิกฤตของแผ่นดินต่อไป
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงได้มาประชุมกันเพื่อกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นดังต่อไปนี้
      1. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอประกาศจุดยืนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 237 และมาตรา 309 นั้น มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งของตัวเองและพวกพ้อง ตลอดจนทำลายและตัดตอนกระบวนการยุติธรรมเพื่อล้มล้างคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ครอบครัว และพวกพ้องในชั้นศาล อันเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมและความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย มุ่งประสงค์ลบล้างความผิดของตัวเองและพวกพ้องให้มีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีธรรมาภิบาล ทำลายความสมดุลระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านรับรองโดยประชามติจากประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ถือเป็นการกระทำไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชน เป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ เป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง บุคคลใดแก้ไขรัฐธรรมนูญตามอำเภอใจเช่นนี้ถือได้ว่าบุคคลนั้นเป็น “อาชญากรระบอบประชาธิปไตย” เสมือนการปกครองที่เป็นเผด็จการทรราชย์ทางสภาโดยทุนนิยมสามานย์ ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะขัดขวางไม่ให้การกระทำดังกล่าวทุกรูปแบบ เกิดขึ้นโดยเด็ดขาดด้วยวิถีทางตามรัฐธรรมนูญ
      2. ปวงชนชาวไทยมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ในมาตรา 70 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงขอใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา 69
      
      เมื่อปรากฏว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้กระทำไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคแรก
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงขอใช้สิทธิในฐานะผู้ทราบการกระทำดังกล่าวยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว หรือยุบพรรคการเมืองดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสองและวรรคสาม
      3. เนื่องจากมีการกระทำที่ประจักษ์ชัดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมรัฐบาลที่กำลังจะเสียประโยชน์จากรัฐธรรมนูญมาตรา 237 มาตรา 309 และมาตราอื่นๆ อันเป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 122
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีมติใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 164 ในการรณรงค์และรวบรวมรายชื่อประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน เพื่อใช้สิทธิร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา 274 ถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนซึ่งกระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 270 ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้
      4. นอกจากนี้ หากยังมีการดื้อรั้นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในมาตรา 237 และมาตรา 309 เพื่อลบล้างความผิดของตัวเองและพวกพ้องต่อไป หรือการเคลื่อนไหวที่จะล้มล้างรัฐธรรมนูญนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็พร้อมที่จะประกาศเคลื่อนไหวเพื่อเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศมาร่วมกันคัดค้านและการต่อต้านการทำดังกล่าว ทุกรูปแบบ ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญทันที
      5. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพเจตนารมณ์ของประชาชน โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรคการเมืองต่างๆที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ หากไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติที่เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยครั้งนี้ ขอให้ประกาศต่อสาธารณชนในการที่จะถอนตัวออกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฉ้อฉลต่อประชาชนทั้งประเทศทันที
      
      ด้วยจิตคารวะ
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      วันที่ 2 เมษายน 2551
      







      รายละเอียดคำต่อคำพันธมิตรฯแถลง
      สนธิ ลิ้มทองกุล
      พี่น้องสื่อมวลชนครับ ในแถลงการณ์นั้นคงจะพูดครอบคลุมไปหมดแล้ว แต่ผมขออธิบายความเพิ่มเติมสั้นๆ นิดหนึ่งนะครับ คือมาตรการที่เราจะทำนั้นมีอยู่ 3 มาตรการ มาตรการแรก คือ เราในฐานะผู้รับทราบว่ามีการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เราจะเสนอเรื่อง ยื่นเรื่อง ยื่นคำร้องต่ออัยการสูง เพื่อให้อัยการสูงสุดได้ส่งเรื่องต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาว่าการกระทำของพรรคพลังประชาชน หรือพรรคอื่นที่เข้ามาร่วมในเรื่องนี้ เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือเปล่า
      มาตรการที่ 2 คือ เราขอใช้สิทธิ์ของเราตามมาตรา 122 ที่จะเรียกร้องให้มีการลงชื่ออย่างน้อย 20,000 ชื่อ เพื่อจะเอาชื่อนี้ยื่นต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้ถอดถอนบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกๆ ท่านที่ลงชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้
      มาตรการที่ 3 ถ้ารัฐบาลยังดึงดันที่จะแก้ไขต่อโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใดๆ ทั้งสิ้น และใช้เสียงพวกมากลากไป เราก็จะประกาศความเคลื่อนไหวของเราโดยที่เชิญชวนพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนทั่วประเทศไทย เข้ามาร่วมเคลื่อนไหวพร้อมกันกับเรา
      เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก พี่น้องสื่อมวลชน ผมอยากจะทบทวนความจำพี่น้องสื่อมวลชนนิดหนึ่งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่มีกติกา และทุกคนยอมรับตามกติกา ทุกพรรคทราบดีว่าหากทำผิดกฎหมายอะไรก็ตาม ถ้ากรรมการบริหารทำผิดนั้น โทษของการทำผิดนั้นจะถูกโยงไปถึงการถูกพิจารณาให้ยุบพรรค ทุกพรรคทราบดี แต่เมื่อเลือกเข้ามาแล้ว ในการเลือกตั้งนั้นพรรคพลังประชาชนไม่ได้ชูนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 หรือ 309 แต่เมื่อเลือกเข้ามาแล้ว เมื่อตัวพรรคพลังประชาชนมีแนวโน้มจะถูกยุบพรรค ก็เลยชูมาตรา 237 ในการที่จะแก้ไข และพ่วงมาด้วย 309 แต่ผมอยากให้พี่น้องสื่อมวลชนเข้าใจประเด็นนิดหนึ่งนะครับ 237 ยังไม่สำคัญเท่า 309
      309 นั้นคือหัวใจ เพราะว่า 309 เมื่อแก้แล้ว โทษต่างๆ การฟ้องร้องต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ที่ คตส.ทำ หรือขึ้นสู่ศาล ของคุณทักษิณ ชินวัตร ก็จะหมดไปโดยปริยาย 237 นั้น ถึงแม้จะมีการยุบพรรค แต่ด้วยเงินด้วยทองที่มี ด้วยเครือข่ายเก่าๆ ที่มี สามารถตั้งพรรคใหม่ พรรคไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว 309 คือการฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว และมิตรสหายหลายๆ ท่าน ที่ร่วมกันเป็นจำเลยของ คตส. เพราะฉะนั้นแล้วประเด็นอยู่ที่ 309
      อีกข้อหนึ่ง เพื่อความเป็นธรรม และโดยความชอบธรรมของพรรคพลังประชาชน หากมีเจตนารมณ์ที่ต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงๆ พรรคพลังประชาชน สมควรที่จะยุบสภาแล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยชูประเด็นว่า เนื่องจากไม่พอใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่พอใจมาตรา 237 และ 309 เพราะฉะนั้นต้องการให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ว่าถ้าเลือกพรรคพลังประชาชนเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ก็จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 , 309 มิใช่การใช้เสียงมากลากไปเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ และในที่สุดแล้วก็จบลงด้วยการแก้ 309
      237 ไม่แก้ พรรคพลังประชาชนไม่เสียหาย แต่ 309 ไม่แก้ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นบทพิสูจน์อีกบทหนึ่ง ตามแถลงการณ์ที่บอกว่าคุณทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นปัญหาที่แท้จริงของแผ่นดิน ไม่ใช่คนอื่นเลยแม้แต่นิดเดียว การกลับมาของคุณทักษิณ ชินวัตร ครั้งนี้เป็นการกลับมาที่มีนัยที่น่าสนใจมาก ผมอยากให้พี่น้องสื่อมวลชนคอยติดตามไป เหมือนแถลงการณ์ครั้งที่ 2 ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้แถลงว่ากำลังจะมีการกระทำการรัฐประหารตัวเอง และคำพูดของการปฏิวัตินั้นก็ไม่ได้หลุดออกมาจากใคร นอกเหนือจากหลุดออกมาจากปากคุณสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
      และคุณสมัคร สุนทรเวช ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ทำไมถึงโดนคุณกุเทพ ใสกระจ่าง ซึ่งเป็นโฆษกพรรคพลังประชาชน ออกมาดุด่าว่าอย่างสาดเสียเทเสีย ซึ่งผิดวิสัยโครงสร้างของวินัยพรรค แสดงว่าคุณสมัคร สุนทรเวช นั้นได้กระทำอะไรลงไปบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 309 เลยทำให้เจ้าของพรรคที่แท้จริงไม่พอใจ ก็เลยส่งสัญญาณให้คุณกุเทพออกมาด่านายสมัคร
      
      ตั้งแต่ผมอยู่ในวงการเมืองมา ศึกษาการเมือง ทำข่าวเกี่ยวกับการเมือง เพิ่งจะมีครั้งนี้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่โฆษกพรรคออกมาด่าหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นพิสูจน์ชัดเจนว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของพรรคพลังประชาชน อันนี้ก็รวมไปจนถึงบรรดานักการเมืองปากกล้าทั้งหลายของพรรคพลังประชาชน ที่ออกมาด่าว่าพันธมิตรฯ กระแนะกระแหนพันธมิตรฯ ทั้งหมดนี้ก็ทำตามคำสั่งของเจ้าของพรรค
      ด้วยเหตุนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายภาคประชาชนทุกๆ เครือข่าย ขอยืนหยัดและขอยืนยันว่าหากเรายอมให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเช่นนี้ได้ นี่คือการยอมให้ความสามานย์เข้ามาในแผ่นดินไทย และยอมให้ความผิดนั้นปรากฏอยู่ในแผ่นดินไทย โดยที่พวกเราไม่ยอมทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว หากเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นประเทศไทยไม่ใช่ประเทศไทยที่เราเคยรู้จักมาก่อน ประเทศไทยนั้นจะถูกตั้งราคาด้วยเงิน ใครมีเงินมาก คนนั้นก็ซื้อเสียงเข้ามา เมื่อซื้อเสียงเข้ามาแล้วก็สามารถที่จะทำอะไรก็ได้
      อย่างที่ผมเคยเรียนให้ทราบว่า ทำไมโจรต้องติดคุก เหตุผลที่โจรต้องติดคุกนั้นก็เพราะว่าโจรไม่สามารถเข้าสภาเพื่อแก้กฎหมายได้ แต่ว่าทำไมนักการเมืองที่สกปรกและไม่จริงใจต่อชาติบ้านเมืองถึงไม่โดนลงโทษ เพราะนักการเมืองพวกนี้สามารถเข้ามาในสภา แล้วแก้ไขกฎหมาย ทำเรื่องที่ตัวเองทำผิดให้ถูกได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องจิตวิญญาณ เป็นเรื่องความผิดชอบชั่วดี เป็นเรื่องความถูกต้อง และความไม่ถูกต้อง หากสังคมไทยยังปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นต่อไป ความไม่ถูกต้องก็จะมาครอบงำความถูกต้อง และในที่สุดสังคมไทยจะวัดความถูกต้องกันที่ว่า ใครมีเงินมากที่สุด คนนั้นมีความถูกต้อง
      ช่วงถาม-ตอบ
      ถาม - สัปดาห์หน้าจะยื่นญัตติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีกิจกรรมอะไรในสัปดาห์หน้า
      สุริยะใส - ถ้ามีการยื่นญัตติทันทีก็ปรากฏว่าพฤติการณ์ต่อการละเมิดรัฐธรรมนูญ 2 มาตราเกิดขึ้นทันที หมายความว่า 1.ก็คือมาตรา 68 การได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2. มาตรา 122 คือการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ การเริ่มต้นล่า 20,000 รายชื่อเพื่อถอดถอนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็มีความชอบธรรมทันที และมีผลในทางกฎหมายทันที ซึ่งกระบวนการล่ารายชื่อจะแจ้งให้ทราบอีกที ตอนนี้อยู่ระหว่างการยกคำร้อง อาจจะใช้วิธีรณรค์ตามเครือข่ายทั่วประเทศ และในหัวเมืองใหญ่ รวมทั้งในกรุงเทพมหานคร เช่น ไปตั้งโต๊ะในจุดชุมชนสำคัญๆ ซึ่งอันนี้จะเป็นกิจกรรมที่จะแจ้งให้ทราบอีกทีหนึ่ง ทันทีที่ญัตตินี้เข้าสู่สภาอย่างเป็นทางการ
      ถาม - ที่จะส่งให้อัยการต้องรอให้มีญัตติเข้าสู่สภาแล้วเช่นกัน
      สุริยะใส - ส่งได้เลยครับ จริงๆ แล้วที่ประชุมมอบหมายให้ผมไปร่างไว้ แล้วการดำเนินการยื่นคงรอสภาบรรจุญัตติเป็นทางการก่อน เพื่อให้มีผลในทางกฎหมาย
      ถาม - ขอบเขตการเคลื่อนไหวขนาดไหน
      พิภพ - ขอบเขตของการเคลื่อนไหวของเราจะอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ แล้วก็อย่างสงบและสันติ แล้วผมคิดว่าการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญจนอาจจะนำไปสู่การแก้ไขหลักการสำคัญๆ การแก้ไขหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ หรือการแก้ไขในหลักการที่ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มันจะเข้าการกระทำเหมือนกับประวัติศาสตร์โลก ก็คือในสมัยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ใช้เสียงข้างมากเปลี่ยนรัฐธรรมนูญของเยอรมัน จากระบอบประชาธิปไตยเป็นเผด็จการ เพราะฉะนั้นถ้าการแก้ไขหลักการสำคัญๆ จะต้องใช้เสียงประชามติของประชาชนในการลงประชามติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย นอกจากจะใช้วิธีการแบบที่คุณสนธิเสนอ ก็คือว่า ถ้าจะแก้ไขหลักการสำคัญๆ ต้องประกาศให้ประชาชนรับรู้ แล้วก็อะไร ยุบสภาให้เกิดการเลือกตั้งใหม่เพื่อให้ประชาชนรับรองว่า ถ้าจะแก้ไขหลักการสำคัญๆ ของรัฐธรรมนูญนี้ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ เพราะฉะนั้นการต่อสู้ของเราครั้งนี้จะอยู่ การเคลื่อนไหวของเราครั้งนี้จะอยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้
      
      อันที่ 2 ผมคิดว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะไม่ได้ประกอบเฉพาะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น จะเห็นได้ว่าความตื่นตัวในเรื่องการเคลื่อนไหวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลักการสำคัญๆ ได้เกิดองค์กรและกลุ่มต่างๆ ขึ้นมากมาย และได้เคลื่อนไปในหลักการตามกฎหมาย แสดงการไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่พรรคพลังประชาชนพยายามจะหักดิบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักการสำคัญ เช่น มาตรา 309 ก็ดี มาตรา 237 ก็ดี และอาจจะรวมถึงมาตราอื่นๆ โดยไม่เคยประกาศให้ประชาชนได้รับทราบก่อนว่าเมื่อตัวเข้ามาแล้วจะแก้ แล้วเป็นการปรากฏชัดว่า การแก้ไขมาตรา 237 เพื่อหลบเลี่ยงคดีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง หรือการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การแก้ไขมาตรา 309 เพื่อจะยกเลิกการตรวจสอบของ คตส. ที่นำเข้าสู่คดีต่อศาลยุติธรรมของคุณทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งหมด นี่เป็นการแก้ไขหลักการสำคัญ เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวของเรา ที่ต่อต้าน ออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ และเชิญชวนพี่น้องประชาชน เชิญชวนกลุ่มต่างๆ ให้รวมตัวกันแสดงจุดยืนต่อการแก้ไขหลักการสำคัญ จะอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ สงบและสันติ
      ถาม - จากปัญหาเมื่อวันศุกร์ กิจกรรมครั้งต่อไปมีการป้องกันไม่ให้เผชิญหน้ากัน
      จำลอง - แม้ไม่ได้อยู่ในวันที่ 28 ก็ตาม แต่ได้ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด พวกที่ก่อความวุ่นวาย ก่อให้เกิดความปั่นป่วนนั้น เขาต้องการอย่างเดียว คือ ต้องการให้เราท้อ ต้องการให้เราถอย แต่เราไม่ท้อและเราไม่ถอย เพราะเราตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาของบ้านเมือง ถ้าผู้สื่อข่าวย้อนหลังไปในอดีต สิบๆ ร้อยๆ ปี เมื่อใดก็ตามที่บ้านเมืองเกิดภัยพิบัติ จะมีคนหลายกลุ่ม หลายคณะ หลายคน ออกมาช่วยกันเอาภาระ ไม่ได้ปล่อย ไม่ได้วาง ว่าจะปู้ยี่ปู้ยำบ้านเมืองอย่างไรก็ทำไปเถอะ มิเช่นนั้นแล้ว บ้านเมืองเราคงไม่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงทุกวันนี้ ครั้งนี้ก็อีกเช่นกันครับ คนหลายกลุ่ม หลายคณะ ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตามแต่ เห็นพ้องต้องกันว่ามันเกิดวิกฤตแล้ว วิกฤตยิ่งกว่าที่แล้วมา ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมอย่างหนักหน่วง หรือมีการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศ ที่จะทำให้นักการเมืองที่ทำผิดมาแล้วไม่ต้องรับผิด และกฎหมายจะไม่มีผลอย่างใดทั้งสิ้นอย่างที่ผมบอกไปแล้ว อีกหน่อยก็ไม่ต้องมีกฎหมาย แล้วก็ไม่ต้องมี ส.ส. เพราะ ส.ส.มีหน้าที่ออกกฎหมาย
      เพราะฉะนั้นคราวนี้ก็เช่นกัน ประชาชนหลายกลุ่มหลายคณะ จะเรียกชื่ออะไรก็ตามแต่ ก็พร้อมที่จะออกมาช่วยกันปกป้องบ้านเมือง เราขอให้กำลังใจกับเพื่อนตำรวจนะครับว่า ไม่เกินขีดความสามารถของท่าน ท่านได้เคยแสดงให้เราเห็นมาแล้วจากการที่เราได้ร่วมชุมนุมร่วมเดินขบวนต่อเนื่องกันมานับเป็นปี ชุมนุมกลางวันก็มี เดินขบวนกลางวันก็มี กลางคืนก็มี เดินไปแหล่งศูนย์กลางของเศรษฐกิจก็มี ไปแล้วปักหลักพักค้างนับรวมเวลาเป็นเดือนก็มี ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย เพราะว่าตำรวจได้ทำอย่างเต็มที่ ขอให้กำลังใจกับตำรวจนะครับ ไม่เกินขีดความสามารถของท่าน และขอยืนยันกับพี่น้องประชาชน ตำรวจมีอยู่ในประเทศตั้ง 240,000 กว่าคน และรับเงินเดือนในการที่จะรักษาความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเชื่อเหลือเกินว่าคราวต่อไปตำรวจจะช่วยรักษาความสงบและไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่เพ้อฝันนะครับ เพราะว่าในอดีตได้มีตัวอย่างเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ แล้ว ที่เราได้เห็นมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มีอะไรที่เราจะไปกังวล ขัดข้องต่อปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าเรามัวแต่เอาตัวรอด คิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา บ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียว ป่านนี้เมืองไทยมาไม่ได้จนถึงวันนี้ล่ะครับ
      ถาม - วิธีการที่กำหนดทั้งหมดนี่คิดว่าจะสามารถทัดทานการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
      สนธิ - ให้ อ.สมเกียรติ เป็นคนตอบละกันครับ
      สมเกียรติ - ผมอยากจะเรียนว่า คราวนี้พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของพรรคการเมือง และตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ดังนั้นมวลชนส่วนใหญ่จึงไม่ขานรับและสนับสนุน แทบไม่มีองค์กรใดของภาคประชาชนขานรับการแก้ไขปัญหาฟอกตัวเองเลย กลับตรงกันข้าม ได้เกิดองค์กรมากมาย มากกว่า 10 องค์กร และจะมีการปรึกษาหารือกันเป็นการใหญ่ในกลางเดือนเมษายนนี้ เพื่อผนึกกำลังกันที่จะสนับสนุนและหนุนช่วยพันธมิตรฯ รวมทั้งองค์กรเครือข่าย เพื่อยกระดับการต่อสู้เข้าไปสู่การคัดค้าน เมื่อก่อนเราไม่เห็นด้วย แต่นี่เข้าไปสู่ระดับการคัดค้านแล้ว โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 อีก 3 วันข้างหน้านี้ที่สวนลุมพินี เพราะฉะนั้นกระแสนี้เชื่อว่าจะทอนกำลังภัยพิบัติของประเทศชาติ ที่เราเรียกว่า "ภัยพิบัติจากนักการเมือง" ที่มีความรุนแรงทางการเมืองไม่น้อยกว่าสึนามิทางการเมือง และภัยพิบัตินี้เป็นภัยพิบัติที่เป็นพายุร้าย พายุร้ายที่พัดโหมประเทศเพื่อคิดอ่านที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การยืนหยัดครั้งนี้จึงเป็นการยืนหยัดที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 87 มาตรา 87 บอกว่าประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทุกระดับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าประชาชนจะใช้ช่องตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด แม้กระทั่งมาตรา 70 ที่ปกป้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การเข้าชื่อ 20,000 คน เราจะเห็นแนวรบภาคประชาชนในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ โดยเฉพาะการเข้าชื่อ 20,000 คน จะเป็นการโหมกำลังของคนทั้งประเทศ ที่เป็นพลังทางศีลธรรม ตื่นขึ้นโดยมโนธรรมสำนึกของพวกเขาเองที่จะลุกขึ้นมาปกป้องชาติบ้านเมือง ผมประเมินดูว่าการประชุมครั้งแรก การประกาศจัดตั้งพันธมิตรฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล ปลายปี 2548 การเกิดครั้งแรกน้อยกว่าธรรมศาสตร์เป็นสิบๆ เท่านะ การเปิดตัวพันธมิตรฯ มีคนเริ่มต้นเพียง 400 คน แต่การเปิดตัวพันธมิตรฯ ภาค 2 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มากกว่า 20-30 เท่า เราแสดงให้เห็นว่าประชาชนที่นี่ตื่น การเมืองภาคประชาชนได้ถูกยกระดับ ที่จะต่อกรกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นจากนักการเมืองในการล้มล้างการปกครองแล้ว ผมเชื่อว่าไม่เหนือบ่า และไม่สุดความสามารถของพลังการเมืองภาคประชาชนที่จะกระทำได้ครับ
      ถาม - จะป้องกันและดูแลอย่างไรไม่ให้เข้าทางของทางรัฐบาล ที่ทางพันธมิตรฯ เองก็ประเมินว่าเขาตั้งใจที่จะทำรัฐประหารตัวเอง
      สนธิ - ให้คุณสมศักดิ์เป็นคนตอบนะครับ
      สมศักดิ์ - ครับ พวกเราก็อยู่ฝ่ายประชาชน ก็ใช้สิทธิเสรีภาพ เมื่อกี้ก็พูดกันไปหลายท่านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าชื่อ การรวมตัว ที่สำคัญเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ เห็นไหมครับว่าบรรดา ส.ส.ร. นักวิชาการ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคนร่าง เขาย่อมรู้ว่าเจตจำนงของรัฐธรรมนูญจริงๆ คืออะไร เขาทำมาสดๆ ร้อนๆ ใหม่ๆ แล้วก็การที่จะมาแก้ไขอยู่ในระหว่างที่คดีต่างๆ กำลังดำเนินการอยู่ ไม่มีที่ไหนเขาทำ เพราะฉะนั้นการจะแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องมี ส.ส.ร.ซึ่งไม่ใช่นักการเมือง การที่ฝ่ายรัฐบาลได้พยายามส่งคนมาก่อกวนอย่างเที่ยวที่แล้วมา ก็ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ผิด ทั้งที่รัฐบาลควรจะมาช่วยปกป้องคุ้มครอง ดูแลความสงบสุข ที่เอาก้อนหินอะไรมา ตัวน็อต หรือก้อนหิน มาไล่ยิงพี่น้องที่มาจากสันติอโศก นี่ก็ถือว่าเป็นวิธีการที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นวิธีการที่เราไม่ใช้กัน ฉะนั้นในการป้องกันนั้น แน่นอน เราเป็นประชาชน เราก็ต้องขอให้ตำรวจ เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าพิทักษ์สันติราษฎร์โดยตรง มาดูแลความสงบ และเราก็เชื่อว่าตำรวจที่ยังดีๆ อยู่ก็สามารถที่จะมีจิตสำนึกในการดูแลความสงบเรียบร้อย เพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด เราใช้สิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ หรือการใช้สิทธิในการลงนามร่วมกัน เพื่อถอดถอนนักการเมืองที่ใช้สิทธิโดยไม่ชอบตามครรลองและวิถีทางตามรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่านี่เป็นความก้าวหน้า เป็นการพัฒนาของประชาชนอย่างแท้จริง เราจึงไม่วิตกกังวลในเรื่องเหล่านั้น ถ้าอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะว่าการดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
      จำลอง - คำถามที่ว่าจะเข้าทางรัฐบาลไหม เป็นคำถามที่ดีนะครับ คุณสมศักดิ์บอกไปแล้วนะครับ เราทำอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญทุกประการ ด้วยความสงบ ด้วยความสันติ และพิจารณาอย่างรอบคอบ สุขุม แต่จนถึงขณะนี้เราไม่มีทางเลือก เราต้องคัดค้าน เราต้องต่อต้านทุกรูปแบบ ถ้าสื่อมวลชนมีอะไรที่ดีกว่านี้กรุณาบอกมาเดี๋ยวนี้เลยครับว่าเราจะทำอะไรที่มันดีกว่าที่เราจะทำ เรายินดีที่จะปฏิบัติตามนะครับ แต่เราได้พิจารณาแล้วพิจารณาอีกว่ามันไม่มีทางเลือกจริงๆ เราจึงต้องคัดค้าน ต้องต่อต้าน อย่างที่เราได้วางแผนไว้แล้ว ว่าข้อ 1 ทำอะไร ข้อ 2 ทำอะไร ข้อ 3 ทำอะไร ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดมาจากความคิดความอ่านของใครคนเดียวนึกคิดเพ้อฝันแล้วก็ทำออกมา เราประชุมกันแล้วประชุมมกันอีก โดยมีการติดตามสถานการณ์อย่างกระชั้นชิด และเราเชื่อว่าไม่มีทางเลือกจริงๆ ครับ ถ้าเมื่อไรคิดออก ขอเพียงแต่เขียนมานะครับ เขียนมาบอกเรา เราจะได้ทำตาม แต่วันนี้ไม่มีทางเลือกครับมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น ต้องต่อต้านทุกรูปแบบครับ
      
      สนธิ - คือการจะนั่งเฉยๆ และยอมรับความชั่วช้าสามานย์ที่จะเปลี่ยนสถานภาพสังคมไทยไปโดยที่เอาอำนาจที่มีอยู่แล้วแก้อะไรก็ได้ตามที่ตัวเองต้องการ เราทำไม่ได้นะครับ ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ผมขอกราบเรียนพี่น้องสื่อมวลชน และท่านผู้ชมที่ชมอยู่ทางบ้านนิดหนึ่ง ท่านสังเกตให้ดีๆ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ดูให้ลึกๆ แล้ว ถ้าสามารถทำได้ นั่นคือพื้นฐานเงื่อนไขข้อแรกของการนำไปสู่ระบอบประธานาธิบดี
      ถาม - ถาม อ.สมเกียรติ มติของพันธมิตรฯ จะมีการนำเข้าหารือกับพรรคประชาธิปัตย์ไหม
      สมเกียรติ - พรรคประชาธิปัตย์ประชุมแล้วเมื่อวานนี้ครับ เดี๋ยวท่านหัวหน้าพรรคจะแถลงเอง ผมไม่ได้เอาญัตตินี้ไปปนเปกันกับการทำงานของพรรค ผมแยกภาระงานออก อันนั้นในฐานะ ส.ส. อันนี้ในฐานะบุคคล เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมา 30 กว่าปี แยกแยะหน้าที่ไม่ออกก็ไม่ใช่คนแล้วนะครับ แล้วก็กรุณาถามเรื่องนี้ให้น้อยลงนะครับ
      ถาม - ชัดเจนใช่ไหมคะว่าถ้ารัฐบาลยังดึงดันที่จะแก้ไข เราอาจจะเห็นเวทีกลางแจ้งของพันธมิตรฯ อีกครั้งหนึ่ง
      สนธิ - ให้คุณพิภพพูดดีกว่าครับ
      พิภพ - คือสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไป แต่การเปลี่ยนไปนั้นปัญหาหลักยังอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ จะดูให้เหมาะสมกับสถานการณ์และอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ และผมเชื่อว่าคราวนี้ประชาชนที่ไม่เคยร่วมกับพันธมิตรฯ หรือกลุ่มที่ไม่เคยร่วมกับพันธมิตรฯ จะออกมา ไม่ใช่แต่พันธมิตรฯ เท่านั้น เพราะคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเปลี่ยนสถานะของประเทศไทยอย่างที่คุณสนธิว่า และการเปลี่ยนสถานะของประเทศไทยนั้น ประเทศเยอรมนีเคยประสบมาแล้ว ฮิตเลอร์ก็มาจากการเลือกตั้ง และใช้เสียงข้างมากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลักการสำคัญๆ คนไทยก็จะต้องถามว่า เราพร้อมจะให้ประเทศไทยเปลี่ยนสถานะอย่างนั้นหรือไม่ เหมือนที่เยอรมนีประสบและนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และการฆ่าคนเยอรมันเป็นจำนวนหลายแสน รวมทั้งฆ่ายิว 6 ล้าน และทำให้คนในยุโรปตายไปในการเข้าสงคราม รวมทั้งเอเชีย ประมาณ 50 กว่าล้าน การเปลี่ยนสถานะประเทศไทยโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผมคิดว่าประชาชนทุกหมู่เหล่าจะออกมา พันธมิตรฯ แน่นอน เราก็บอกว่าเราจะต่อต้านทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลว่าคราวนี้จะต้องให้พันธมิตรฯ ออกก่อน ผมเชื่อว่าคราวนี้พันธมิตรฯ ไม่ต้องออกก่อนหรอกครับ แต่กลุ่มต่างๆ กำลังจะเกิดขึ้นตามมา และผมคิดว่ากลุ่มต่างๆ นั้นก็จะประกาศการต่อสู้ตามกรอบของรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดไว้ครับ
      จำลอง - คำถามนี้ จำได้ไหมครับในวันที่เราประชุมที่นี่ ครั้งแรกในรอบสองนี้ ผมก็บอกแล้วบอกอีกนะครับ ในฐานะที่เป็นคนที่คุ้นเคยกับการชุมนุมมานักต่อนักแล้ว ว่าการชุมนุมมันไม่ใช่เรื่องน่าสุนทรีย์ มันต้องเป็นด้วยความจำเป็นจริงๆ เราถึงจะออกไป คราวนี้ก็อีกเช่นกันนะครับ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ตั้งหน้าตั้งตาจะไปชุมนุม ตั้งหน้าตั้งตาจะไปเดินขบวน มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ
      สนธิ - ท่านสื่อมวลชนครับ เมื่อกี้นี้ผมได้พูดออกไปประโยคหนึ่งอยากให้ท่านตั้งใจฟังให้ดีๆ นั่นก็คือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีนัยที่ลึกซึ้งมาก มันมีความหมายอยู่มากมายที่เราคาดไม่ถึง คือการแก้รัฐธรรมนูญทำได้ 2 ลักษณะ ที่ถูก ที่ควรจะทำ ก็คือว่า ถามประชาชนก่อน ทดสอบ ตั้งกรรมาธิการ ใช้เวลาพิจารณาดูข้อดีข้อเสีย เท่าที่ผมทราบมา เมื่อวานนี้ พรรคพลังประชาชนมีมติภายในว่าจะทำให้เสร็จภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ เพราะฉะนั้นการกระทำเช่นนี้มีนัยที่น่ากลัวมาก เพราะว่าถ้าสามารถที่จะหักดิบแบบนี้ได้ อีกหน่อยวันดีคืนดีใครก็ตาม เอาเงินมาซื้อเสียง เข้ามามีเสียงข้างมากในสภา อยากจะขอแก้รัฐธรรมนูญหมวดกษัตริย์บ้างล่ะ ก็สามารถทำได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วเนื่องจากไม่เคยฟัง ไม่มีการฟัง ไม่มีการพิจารณา ไม่มีการขอความเห็น ไม่มีการเอาเข้าสภามาถกเถียงกัน จะทำให้เสร็จภายใน 30 วันใครจะทำไม เพราะว่าผมมีเสียงข้างมาก อันตรายมากนะครับ
      อันที่ 2 วันดีคืนดี พอแก้รัฐธรรมนูญนี้เสร็จเรียบร้อย อาจจะแก้ต่อว่า จากนี้ไปให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบประธานาธิบดี ให้เลือกประธานาธิบดีคนเดียวพอ แล้วประธานาธิบดีเข้ามา เอาเสียงข้างมาก รากหญ้าที่ไหน ใครคุมอีสาน ใครคุมเหนือได้ ก็เอาอีสานเครือข่ายลงให้ อาจจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ ถ้าเกิดแกหลุดจากคดีเพราะว่า 309 ไม่มีแล้ว แกก็จะเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศไทย ทุกอย่างมันเป็นไปได้หมด มันเป็นไปได้ตรงที่ว่า เนื่องจากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทุกๆ ครั้งการแก้รัฐธรรมนูญต้องแก้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และการแสดงออกด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้น ต้องมาจากการปรึกษาหารือกับพรรคฝ่ายค้าน แสดงเวทีประชาพิจารณ์ ให้นักวิชาการต่างๆ ได้ออกสื่อมวลชนมาถกเถียงกันเรื่องราวต่างๆ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แล้วค่อยหาข้อยุติ นั่นคือวิถีทางที่เป็นหลักที่ถูกต้อง แต่นี่ไม่ใช่ เมื่อไม่ใช่ก็อดให้เราคิดไม่ได้ว่า อีกหน่อยพวกคุณก็สามารถจะหักดิบแก้หมวดกษัตริย์ได้ แก้ให้ไม่มีนายกรัฐมนตรีแล้วเป็นประธานาธิบดีได้ คุณอาจจะมาโต้เถียง อาจจะใช้คนเก่ง ปากเก่ง เถียงเก่ง แต่ว่าการกระทำมันส่อเจตนาว่า โอกาสคุณจะทำเช่นนั้นก็มีเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วนัยตรงนี้อันตรายมาก ที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า ถ้าปล่อยให้แก้รัฐธรรมนูญได้ นี่คือจุดจบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
      จำลอง - มีหลักคิดง่ายๆ นะครับสำหรับประชาชนทั่วๆ ไป ว่าวันนี้มันได้เกิดเป็น 2 ฝ่ายขึ้นแล้ว คือฝ่ายหนึ่งจะแก้รัฐธรรมนูญมาตราสำคัญๆ กับอีกฝ่ายหนึ่งจะต่อต้านคัดค้าน ประชาชนต้องพิจารณาดูนะครับว่า ใครทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ใครทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เรามั่นใจนะครับว่า ผู้ที่ออกไปคัดค้านไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ชื่อใดก็ตาม ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยแท้ ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เพราะฉะนั้นประชาชนตัดสินใจได้ครับว่าจะอยู่ข้างไหน
      วีระ - วันนี้ผมว่าสังคมไทยคงต้องชัดเจนนะครับว่าเราจะแก้วิกฤตของชาติครั้งนี้ด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรืออีกฝ่ายหนึ่งจะใช้วิธีที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อำนาจเบ็ดเสร็จกลับมา เพื่อมาลบล้างความผิดของตัวเอง ผมว่าพี่น้องประชาชนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองคงได้ประจักษ์ชัดมาโดยตลอด ก็คงต้องขอฝากพี่น้องสื่อมวลชน กรุณานำเสนอข่าวสารทุกด้าน ผมว่าตอนนี้สังคมไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการจะวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง แล้วเมื่อนั้นเมื่อความจริง และความชัดเจนทุกอย่างที่สื่อมวลชนได้กรุณานำเสนอ จะทำให้พี่น้องคนไทยสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ต้องขอฝากพี่น้องสื่อมวลชนด้วยครับ










แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 6/2551 เรื่อง ต่อต้านรัฐประหารเงียบ


      ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5/2551 ลงวันที่ 2 เมษายน 2551 ด้วยการประกาศใช้หลายมาตรการเพื่อตอบโต้การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 237 และมาตรา 309 เพื่อการลบล้างความผิดให้ตนเอง ดังที่ทราบแล้วนั้น
      ภายหลังจากแถลงการณ์ดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนได้ใช้เล่ห์อุบายประกาศเปลี่ยนท่าทีเดิมจากที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงบางมาตรา กลายเป็นจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อแอบอ้างผลประโยชน์ของประชาชน โดยอำพรางเป้าหมายที่แท้จริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มุ่งหวังตัดตอนไม่ให้คดีทุจริตของระบอบทักษิณที่ คตส.กำลังสอบสวนเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนคดีอาญาของนักการเมือง และมาตรา 237 เพื่อตัดตอนและฟอกการทุจริตเลือกตั้งไม่ให้พรรคการเมืองถูกยุบ และผู้บริหารพรรคไม่ต้องรับผิด
      การเร่งรีบเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพราะว่า ทั้งเรื่องคดีทุจริต และเรื่องโกงเลือกตั้งกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
      ดังนั้น การทำให้พ้นจากความผิดทั้งหมด ระบอบทักษิณจึงทำทุกวิถีทาง คือ
      หนึ่ง แก้รัฐธรรมนูญ ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม ไม่ให้คดีความทั้งหลายไม่ว่าคดีทุจริตหรือคดีโกงเลือกตั้งไปถึงศาล เมื่อเป็นเช่นนั้นต่อให้ศาลทรงความยุติธรรมก็คงเอาผิดใครไม่ได้
      หรือ สอง ปฏิวัติรัฐประหารตัวเองแล้วล้มเลิกคดีทั้งหมด และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องอย่างเต็มที่
      เพราะกระบวนการเร่งรีบเช่นนี้จึงทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แปรรูปกลายร่างเป็นว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ โดยจะเอารัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้แทน ดังนั้น สิ่งที่น่าจับตาก็คือ แผนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ที่มุ่งหวังจะทำกันอย่างรวบรัดตัดตอนให้เสร็จภายในไม่ถึงเดือนเท่านั้น โดยเจะเสนอร่างยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้แทน แล้วลงมติรับหลักการและตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาแปรญัตติ จากนั้นก็ทอดเวลาไว้ 15 วัน เพื่อลงมติในวาระที่ 3 อันเป็นการล้างมนทิลให้กับตัวเองและพวกพ้องทั้งสิ้น ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นนี้เป็นการยืนยันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และมาตรา 309 โดยเป็นการฆาตรกรรมอำพรางรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน นี่คือการรัฐประหารเงียบอย่างแท้จริงเพื่อเข้าสู่อำนาจโดยเผด็จการรัฐสภาแห่งทุนนิยมสามานย์
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคยปฏิเสธที่จะให้มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรมและความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่มุ่งประสงค์ลบล้างความผิดของตัวเองและพวกพ้องให้มีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย ไม่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล และไม่ทำลายความสมดุลระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตลอดจนปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ที่จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียเอง
      นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ผ่านความเห็นชอบในการลงประชามติของเสียงส่วนใหญ่มากกว่า 14 ล้านเสียงมาแล้ว ดังนั้น หากจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ ก็ควรจะต้องให้ประชาชนทุกภาคส่วนทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ซึ่งรวมถึง การทำประชาพิจารณ์ ตลอดจนการทำประชามติขอความเห็นชอบจากประชาชนด้วย
      
      อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า รัฐบาลร่างทรงของระบอบทักษิณ ขาดความจริงใจในการทำงานเสียสละเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยทั้ง 63 ล้านคนมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการคัดสรรบุคลากรที่มีอุปนิสัยอันธพาลและมีประวัติด่างพร้อยจำนวนมากมาทำงานทางการเมือง แทรกแซงสื่อสารมวลชน โยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ยึดหลักคุณธรรมเพื่อตัดตอนคดีความของคนในระบอบทักษิณไม่ให้ถึงการพิจารณาในชั้นศาล หรือการโยกย้ายข้าราชการตำรวจเพื่อเตรียมให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์พี่ชายภรรยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมที่โอบอุ้มรัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติก็ดี หรือพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่แสดงออกอย่างไร้ยางอายในการสนับสนุนช่วยเหลือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นอันธพาลทำร้ายร่างกายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกันเอง ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นว่า เป็นกลุ่มนักการเมืองที่ปราศจาก อุดมการณ์และศีลธรรมพื้นฐานที่จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างสรรค์และจรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองแก่ระบอบการปกครองประเทศโดยรวมได้แต่ประการใด
      ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตนเองและพวกพ้อง พร้อมกับการยัดเยียดให้ประชาชนได้รับการฟังข้อมูลเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มพรรคพวกของตนเองผ่านสื่อของรัฐนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้แกนนำของพรรคพลังประชาชนเป็นหุ่นเชิดให้กับพรรคไทยรักไทยอย่างชัดเจน ซึ่งตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเอาไว้ว่าพรรคไทยรักไทยเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง มิได้ให้ความสำคัญหรือเห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้งของประชาชนอันเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และมิได้มีอุดมการณทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติเพื่อให้คนในชาติมีความสุขถ้วนหน้าดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงได้มาประชุมกันเพื่อกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้
      1. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 นั้น ได้ผ่านกระบวนการประชามติให้ความเห็นชอบโดยประชาชนส่วนใหญ่มากกว่า 14 ล้านเสียงของคนในประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ถือเป็นความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามอำเภอใจซึ่งเท่ากับเป็นการทำรัฐประหารเงียบโดยเผด็จการรัฐสภาของระบอบทักษิณ ดังนั้นหากจะมีการแก้ไขจะต้องมีความชอบธรรมด้วยการสอบถามจากประชาชนเจ้าของประเทศทั้งหมดโดยให้มีการลงประชามติก่อนว่า ประชาชนต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่ 
      2. การแถลงการณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และการเคลื่อนไหวขององค์การเครือข่ายและภาคประชาชน เป็นเหตุผลสำคัญทำให้รัฐบาลได้เปลี่ยนท่าทีไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ดังนั้นจึงขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้หลงกลในการอำพรางแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและพวกพ้องเป็นอันขาด 
      3. ไม่ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวนมาตรามากหรือน้อยเท่าใดก็ตาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังคงเจตนารมณ์เดิมที่จะใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรการที่ได้ประกาศเอาไว้ใน แถลงการณ์ ฉบับที่ 5/2551 ลงวันที่ 2 เมษายน 2551 ทุกประการ ทั้งการร้องขอให้ศาลรัฐธรรนูญสั่งให้หยุดการกระทำที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ รณรงค์ให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนที่พบว่ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และพร้อมเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรนูญเพื่อตัวเองและพวกพ้องทุกรูปแบบ ตราบใดที่ยังใช้เล่ห์เพทุบายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ 309 เพื่อหลบหนีบทลงโทษจากการกระทำความผิดของตัวเองและพวกพ้องต่อไป
      4. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่า หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีตัวแทนจากประชาชน นักวิชาการทุกภาคส่วน โดยที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ในฐานะเป็นกลุ่มบุคคลที่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์และมีส่วนได้ ส่วนเสียโดยตรงจะต้องไม่เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง โดยใช้รูปแบบของการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 
      5. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องต่อรัฐบาลและนักการเมืองในระบอบทักษิณ หยุดพฤติกรรมอันธพาลและพูดจาหยาบคายที่กระทำต่อประชาชนผู้ต่อต้านระบอบทักษิณตลอด และขอประณามการโอบอุ้มนักการเมืองอันธพาลที่ใช้คำหยาบคายและทำร้ายร่างกายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกันเอง ว่าเป็นยุคของนักการเมืองที่ไร้ศีลธรรม ไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี และทำลายเกียรติภูมิของสภาผู้แทนราษฎรให้ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
      สุดท้ายนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอเตือนพรรคพลังประชาชนและรัฐบาลหุ่นเชิดว่า ขณะนี้ประชาชนทั่วประเทศเหลืออดต่อพฤติกรรมของรัฐบาลหุ่นเชิดที่ผ่านมาที่ไม่ได้ให้ความสนใจแก้ไขปัญหาของประเทศชาติบ้านเมือง ให้ประชาชนพ้นจากความเดือดร้อนทุกข์ยากแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาข้าวยากหมากแพง ในทางตรงกันข้ามพรรคพลังประชานและรัฐบาลหุ่นเชิดกลับสนใจแต่ที่จะแก้ไขปัญหาของตัวเองและพวกพ้องให้พ้นความผิดในคดีความต่างๆและฟื้นฟูระบอบทักษิณเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
      ดั้งนั้น หากมีอะไรเกิดขึ้นย่อมเป็นปัญหาที่รัฐบาลหุ่นเชิดเป็นผู้ก่อทั้งสิ้น และจะต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่จะตามมาทั้งปวง
      
      ด้วยจิตคารวะ
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      9 เมษายน 2551 
      









      รายละเอียดคำแถลง
      นายพิภพ ธงไชย
      “การแถลงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันนี้ แถลงเพื่อให้สังคมได้รู้เท่าทันการเมือง หรือการแก้เกมทางการเมืองของรัฐบาลหุ่นเชิด ในระบอบทักษิณ ในขณะที่ประชาชนมีความทุกข์ยากในเรื่องข้าวยากหมากแพง ข้าวสารอาจจะไม่พอกิน น้ำมันแพงขึ้นตลอดเวลา และโจรผู้ร้ายชุกชุมขึ้น และมีความรุนแรงในสังคมตามมา รัฐบาลหุ่นเชิดในปัจจุบันนี้กลับไม่สนใจที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว การพูดของนายกรัฐมนตรีทุกสัปดาห์ก็เต็มไปด้วยโวหารที่ไม่มีประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐบาลนี้พยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้คนพ้นผิดจากการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ในมาตรา 237 แก้ไขมาตรา 309 เพื่อไม่ให้คนที่ถูกกล่าวหา หรือนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาในอดีต ที่คณะกรรมการไต่สวน คตส. กำลังทำงานอยู่ และจะนำไปขึ้นสู่ศาลนั้น ก็จะเห็นได้ว่าความพยายามแก้ไขมาตรา 309 นั้น ได้ถูกสังคม ชุมชน นักวิชาการ ผู้อาวุโสทางการเมือง รวมทั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คัดค้านโดยตลอดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ 309 นั้นเป็นไปเพื่อทำให้คนผิดกลายเป็นคนถูก และนอกจากนั้น มาตรา 237 ยังเป็นมาตราที่มุ่งที่จะทำให้ระบอบการเมืองเข้มแข็ง และไม่ทำให้นักการเมืองที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเข้าสู่สภาได้
      เมื่อมีการตรวจสอบพบว่ามีการทำผิดก็จะนำขึ้นสู่ศาลเพื่อให้พิจารณาตัดสินต่อไป แต่รัฐบาลซึ่งมาจากสิ่งที่ประชาชนสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเลือกตั้งเป็นครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง กลับพยายามที่จะขจัดมาตรานี้ออกไป ทั้งๆ ที่มาตรานี้ต้องการมุ่งให้คนดีเข้าสู่การเมือง และทำให้สังคม ประชาธิปไตย และรัฐสภา เข้มแข็งขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อถูกคัดค้านจากกลุ่มชนต่างๆ นักวิชาการ ผู้อาวุโสทางการเมือง รวมทั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มเครือข่ายของประชาชนที่เริ่มแสดงตัวตนมากขึ้นในการคัดค้านรัฐบาล รัฐบาลก็เปลี่ยนเกมทางการเมืองมาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนี้ไม่ปรากฏในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ถึงแม้ว่าจะมีการหาเสียง ก็เป็นหาเสียงว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่ได้เอาการหาเสียงนั้นมาเป็นนโยบายของรัฐบาล และยิ่งมีการรีบเร่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยรัฐบาลไม่ถามประชาชนเลยว่าควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ เพราะฉะนั้นในวันนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงได้ออกมาแสดงจุดยืนว่า การแก้เกมทางการเมืองของรัฐบาล ขณะที่ไม่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความทุกข์ยากของประชาชนนั้น ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน แต่เป็นประโยชน์กับนักการเมืองและอดีตนักการเมืองที่กระทำความผิดในอดีต เพราะฉะนั้นถ้าต้องการที่จะกล่าวว่าตัวเองมีความถูกต้อง และไม่เคยทำผิด ก็น่าจะปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมฟอกความถูกความผิดอย่างสง่าผ่าเผย และในที่สาธารณะ ในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นศาลที่สังคมไทยยอมรับเป็นองค์กรหนึ่ง
      เพราะฉะนั้นในวันนี้เราจึงได้คัดค้านว่าการแก้เกมทางการเมือง จากการแก้ไขมาตรา 237 และ 309 และมาตราอื่นๆ เช่น 190 เปลี่ยนเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนี้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการร่างโดยคนที่ไม่ได้อยู่ในรัฐสภา และนำไปสู่การลงประชามติ เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะต้องถามประชาชนทั้งประเทศอีกครั้งหนึ่งก่อนว่า เห็นสมควรที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ เพราะฉะนั้นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงขอค้านการที่รัฐบาลหุ่นเชิดมุ่งแก้ไขเกมทางการเมืองเพื่อฟอกนักการเมืองในอดีต และนักการเมืองในปัจจุบันที่ทำผิดกฎหมายนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ จึงเรียกร้องต่อสังคมว่าให้สนับสนุนในการที่จะเสนอต่อรัฐบาล ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะต้องมีการลงประชามติ ขอความเห็นชอบจากประชาชนก่อนว่าควรจะแก้ไขทั้งฉบับหรือไม่ หลังจากนั้นจึงจะสามารถดำเนินการได้ มิเช่นนั้นเราจะถือว่าการมุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในเวลาอันรวดเร็วภายใน 1 เดือนนี้ ถือว่าเป็นการรัฐประหารเงียบ โดยระบบรัฐสภาของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะฉะนั้นวันนี้ เราพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงแสดงจุดยืนต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยการไม่ถามประชาชนก่อนว่าสมควรจะแก้ไขหรือไม่ และถือว่านี่เป็นการรัฐประหารเงียบและทำลายกลไกของรัฐสภา และกลไกของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
      ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวทางเคลื่อนไหวคัดค้านฉีกรัฐธรรมนูญ อย่างเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากมาตรการถอดถอน
      พล.ต.จำลอง กล่าวว่า เราได้บอกไปแล้วหลายครั้งนะครับว่า การทำงานของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้ทำตามใจ เราทำตามสถานการณ์ เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้นเราก็มีการประชุมแล้วก็ลงมติกันว่า เราจะเสนอต่อประชาชนอย่างไร ในครั้งนี้ก็อีกเช่นกันครับว่า เราจะทำตามสถานการณ์ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป จากการที่จะแก้รัฐธรรมนูญ 2 มาตรา ที่ อ.พิภพ กล่าวไปแล้ว กลับมาเป็นการรัฐประหารเงียบ เราก็มีการประชุมกัน และเราก็วางแผนเพื่อติดตามสถานการณ์ต่อไป เพราะฉะนั้นตอนนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลว่า เขาจะฟังความเห็นของประชาชนไหม ในเมื่อผ่านการลงประชามติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาแล้วว่า ตอนนั้นมีการถามกันใช่ไหมว่า ประชาชนจะเอาไหม ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ถ้าประชาชนไม่เอาจะกลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 นี่บอกไว้ชัดเลย แล้วประชาชนตัดสินใจแล้วว่าเอามาตราต่างๆ ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2550 คือรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ประชาชนเพิ่งตัดสินใจหยกๆ แล้วตัวเองจะมาแก้ว่า จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มันไม่ได้หรอก ก็ต้องถามอีกทีได้ไหมล่ะ คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบอกไปแล้วว่า เราไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่คุณต้องถามประชามตินะ คราวที่แล้วคุณถามมาแล้ว ถามมาแล้วแล้วคุณจะล้มทั้งฉบับ ก็คือ รัฐประหารเงียบ นั่นเอง ไม่ได้เป็นอย่างอื่นเลย
       ผู้สื่อข่าวถามว่า พันธมิตรฯ สร้างความเข้าใจประชาชนแต่ละพื้นที่ คู่ขนานอย่างไร 
       นายสุริยะใส กล่าวว่า- ผมคิดว่า กรณีช่อง 11 ประชาชนสามารถแยกแยะได้ว่า วันนี้ช่อง 11 ถูกปรับเปลี่ยนไปเพื่ออะไร จริงๆ แล้วหลักการของช่อง 11 คือ ทีวีที่ทำหน้าที่ขยายความนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาล แต่วันนี้ ทีวีช่อง 11 ถูกเปลี่ยนไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มการเมือง อันนี้ผิดเจตนารมณ์ แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้หลายส่วน หลายองค์กรที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะมีการดำเนินคดีความ ส่วนการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ หรือการชี้นำเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าละอาย ถ้ายังทำต่อ ผมเชื่อว่าประชาชนแยกแยะได้
      ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่ารายชื่อ 20,000 รายชื่อ
       นายสุริยะใส กล่าวว่า วันนี้ผมได้ยกร่างแบบถอดถอนและหนังสือ ยื่นให้อัยการสูงสุด ไต่สวนข้อเท็จจริง ที่เราแถลงไปเมื่อครั้งที่แล้ว สอบถามนักกฎหมาย วิธีการดังกล่าวจะเริ่มต้นได้เมื่อ ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาฯ หมายความว่า ต้องรอพฤติกรรมเขาปรากฏก่อน แต่เรายกร่าง ถ้าทันทีที่ข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ ไม่เป็นผล แล้วรัฐบาลนอมินีดื้อรั้น ดันทุรังยื่นญัตติเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะทั้งฉบับหรือเป็นบางมาตราก็ตาม ผมจะแสดงตนต่อประธานวุฒิสภา เพื่อดำเนินการถอดถอนทันที
      ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการลงรายชื่อเพื่อเข้าร่วมถอดถอนบ้างหรือยัง
       นายสุริยะใส กล่าวว่า ยังครับ เพราะว่าสอบถามทางฝ่ายกฎหมายของวุฒิสภา บอกว่า ชื่อที่มีล่าไปก่อน แต่พฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหายังไม่เกิด มันไม่มีผล กรณีนี้คล้ายๆ กรณีถอดถอนคุณไชยา มีกว่า 4,000 ชื่อ ซึ่งทางวุฒิสภาบอกว่า ได้มาโดยมิชอบ เพราะว่ามีการล่าชื่อไปก่อน ก่อนที่แกนนำจะไปแสดงตนต่อประธานวุฒิสภา ฉะนั้นเราคงต้องรอให้ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาฯ เป็นทางการก่อน ดังนั้นนับ 1 ถอดถอนจะดำเนินการตามที่แถลงไว้ทันที รวมทั้งการยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด ซึ่งแกนนำได้ทำความเห็นต่ออัยการสูงสุดไว้เรียบร้อยแล้ว รอความเป็นทางการเท่านั้นเอง
      พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ต่อคำถามแรกที่ว่า พันธมิตรฯ จะทำอะไรนั้น คราวที่แล้วเราแสดงให้ปรากฏแล้วใช่ไหมครับว่า ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างมาก ที่จัดงานที่ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นั่นเราได้บอกกับประชาชนเพื่อเตรียม แล้วประชาชนก็เตรียมจริงๆ พอถึงวันเวลาที่พอเหมาะ เราก็ชักชวนประชาชนว่า เราจะมีการสัมมนาทางวิชาการที่ธรรมศาสตร์นะ ประชาชนไปอย่างเกินความคาดหมาย นี่คือการทำงานของเรา เพื่อแสดงให้เห็นว่า ที่แล้วมาเราทำอย่างนี้ ต่อไปเราก็จะทำอย่างนี้อีก
      
      ผู้สื่อข่าวถามว่า การคัดค้านรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มเคลื่อนไหวหรือไม่ เช่น จัดสัมมนา หรือเดินขบวนคัดค้าน
      นายสนธิ กล่าวว่า ท่าน พล.ต.จำลอง เคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่า การที่เราจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม เราจะทำตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งเราจะวิเคราะห์สถานการณ์ บางครั้งถ้าสถานการณ์เกิดภาวะวิกฤต ที่อาจจะเป็นมูลเหตุที่ทำให้ชาติบ้านเมืองวุ่นวาย การขยับของเราจะเป็นไปตามการรองรับสถานการณ์แต่ละครั้งๆ ผมคงจะบอกไม่ได้ว่าจะมีการเคลื่อนขบวน เดินขบวน หรือชุมนุมกันในกลางแจ้งหรือเปล่า เอาเป็นว่า ถ้าอ่านในแถลงการณ์ย่อหน้าสุดท้าย จะเข้าใจดีว่า เราเตือนรัฐบาล ในขณะนี้เรากำลังเตือนรัฐบาลนะครับว่า อย่าล้อเล่นกับประชาชน อย่าประพฤติตนชั่ว อย่าทำตัวเป็นคนพาล สร้างจริยธรรมในการปกครองบ้านปกครองเมือง และใช้หลักนิติธรรมในการปกครอง แล้วหันเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหาจริงๆ ของชาติบ้านเมือง คือ ปัญหาข้าวยากหมากแพงในขณะนี้ แทนที่จะแก้ปัญหาที่ทำให้ตัวเองและพรรคพวกไม่กี่คนพ้นผิด ถ้าไม่เชื่อเรา ถ้าประชาชนเหลืออดแล้ว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เราต้องถือว่า รัฐบาลเป็นผู้ก่อ แล้วผลที่ตามมานั้นรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ คุณก็อาจจะถามต่อว่า อะไรจะเกิดขึ้น ผมไม่ทราบ แต่รอจนถึงวันนั้นก็แล้วกันนะครับ
      ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายหรือเปล่า
      นายสนธิ กล่าวว่า สุดแล้วแต่จะแปลความหมายกัน อาจจะเตือนครั้งสุดท้าย หรืออาจจะเตือนอีกสัก 1-2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการกระทำของรัฐบาล เพราะว่าเราทราบมาแน่นอนจากการสำรวจของเรา ว่าประชาชนทนไม่ไหวจริงๆ แล้ว ทนไม่ไหวกับสภาวะที่เขาต้องเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ กับราคาแก๊สที่สูงขึ้น กับราคาน้ำมันที่ไม่ลดลง กับข้าวที่แพงขึ้น ชาวนาเห็นราคาข้าวแพงขึ้นแต่จริงๆ แล้วไม่ได้เงินเพิ่มเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะขายข้าวไปนานแล้ว หรือว่าภาวะการตกงานของคนมากขึ้น แล้วยังจะต้องทนต่อความกักขฬะ สามหาว ความหยาบคาย ความถ่อย ของคนซึ่งควรจะเป็นตัวแทนของประชาชนเข้าไปในสภาฯ นั่นยังไม่พอ ยังทนไม่ไหวกับการที่จะไม่ใช้วุฒิภาวะในฐานะที่เป็น ส.ส. ทนไม่ไหวกับการตะแบง ถึงแม้ว่า กฎหมายจะบอกว่า ท่านรัฐมนตรีท่านผิด ท่านควรที่จะมีมารยาทลาออก เหมือนกับสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ท่านรัฐมนตรีสิทธิชัย เมื่อมีปัญหา ป.ป.ช. ท่านแสดงสปิริตลาออก คุณอรนุช โอสถานนท์ ลาออก คุณอารีย์ วงศ์อารยะ ลาออก แต่รัฐมนตรีชุดนี้ คนนี้ กลับเป็นคนพูดว่า เมื่อนักข่าวถามถึงจริยธรรม กลับตอบเฉยๆ ว่า ในกฎหมายไม่ได้ระบุคำว่า จริยธรรมไว้ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ประชาชนเหลืออดเหลือทนกันแล้ว ประชาชนที่มีปัญญา หรือประชาชนที่อยากจะเห็นความผิด ชอบ ชั่ว ดี มันกลับมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เริ่มทนไม่ไหวแล้ว ผมไม่อยากให้รัฐบาลชุดนี้ประมาทประชาชน อย่าคิดว่าตัวเองและพรรคตัวเองสามารถเอาเงินซื้อประชาชนของตัวเอง แล้วจ้างเป็นรายหัวเข้ามาชุมนุมได้ เพราะเมื่อประชาชนที่ทนไม่ไหวนั้นเป็นประชาชนที่ยืนอยุ่บนลำแข้งตัวเอง ที่ไม่ต้องจ้างไม่ต้องวาน คนพวกนี้เขาจะมาด้วยใจ แล้วคนพวกนี้เขาจะมา แล้วเขาต้องการที่จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น แล้วคนพวกนี้ ขอเรียนให้ทราบนะครับ ไม่ได้เป็นคนกลัวการก่อกวนโดยพวกกุ้ย อันธพาลที่ถูกสั่งจ้างมา คนพวกนี้เขาพร้อมจะเผชิญหน้าเพื่อนำความถูกต้อง ผิด ชอบ ชั่ว ดีกลับคืนสู่สังคม
      นายสมศักดิ์กล่าวว่า ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนเพิ่มเติม ก็คือว่า อย่าไปหลงประเด็นว่ารัฐธรรมนูญที่จะแก้ก็เป็นวิธีการที่พยายามหาทางจะแก้ 2 มาตรา เพราะมันเป็นความจำเป็นที่ 2 มาตราออกมาใช้ในช่วงที่เรามีนักการเมืองฉ้อฉลและทุจริต คือ มาตรา 237 และ 309 จะเห็นว่า พรรคการเมืองที่เขาไม่โกง ไม่ทุจริตการเลือกตั้ง เช่น พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคประชาราช พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรเลยใน 2 มาตรานี้ และไม่มีที่ไหนในโลกที่จะไปหาทางแก้กันในช่วงที่ตนเองกำลังถูกดำเนินคดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวกับมาตรา 309 รัฐบาลนี้ ตอนที่แถลงเมื่อวันที่ 18 ผมเรียนซ้ำอีกทีนะครับว่า เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้ไว้ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา 75 เขาบอกว่า อันไหนที่จะทำในรอบ 1 ปีต้องบอกไป นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้ทำตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา
      แล้วอย่างที่รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้บอกว่า เรื่องจริยธรรม คุณธรรมไม่ได้กำหนดไว้ มันน่าเศร้ามากนะครับ ที่ไม่น่าเชื่อ แล้วเป็นการแสดงอาการที่ไม่เคารพต่อกฎหมายสูงสุดของการปกครองประเทศ ในนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินในมาตรา 78 หมวดที่ 5 ส่วนที่ 3 ในรัฐธรรมนูญเขียนชัดว่า ต้องส่งเสริมดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนเป็นสำคัญ ในประเด็นที่ 2 ต้องพัฒนา มุ่งเน้นปฏิบัติคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มเรื่องคุณธรรม จริยธรรมของนักการเมืองไว้ต่างหาก อันนี้ละครับ ซึ่งวันนี้เขาได้กระทำผิด และไม่เคารพต่อรัฐธรรมนูญทุกประการ นัยหลักสังคมประชาธิปไตย ถือว่ารัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปแล้ว ถ้าเอาหลักนิติธรรม หลักกฎหมายสูงสุดเข้าไปตรวจสอบ นี่คือสิ่งที่อยากจะให้พี่น้องประชาชนได้ตื่นขึ้นมา ในฐานะที่เราเป็นประชาชน ได้ใช้สิทธิ์ของเราเหมือนกันในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชน จะได้ก้าวหน้า ยกระดับ และนำไปสู่การแก้ปัญหาการโกง การทุจริต ซึ่งเป็นปัญหาของชาติ ในอนาคตจะได้ลดน้อยลง หรือหมดไปในที่สุดครับ
      นายสมเกียรติ กล่าวว่า ผมขออนุญาต 3 ข้อสั้นๆ ข้อแรก ต้องถามถึงคน 3 คน คือ นายสมัคร สุนทรเวช นายบรรหาร ศิลปอาชา กับนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ว่า 3 ท่านนี้ได้ลงประชามติรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 สิงหาคม หรือไม่ ถ้าเราลงแล้วเสียงข้างมากเขาบอกให้ประกาศใช้ ทั้ง 3 คนยอมรับหรือไม่ จากผลของประชามติ ถ้ายอมรับแล้วมาลงเลือกตั้ง รู้เรื่องกฎหมายดีแล้ว ทำไมเมื่อถึงการจะยุบพรรคจึงออกอาการคุ้มคลั่ง จะเป็นจะตายกัน ถาม 3 คนนี้ อันที่สอง ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ของนายสมัคร สุนทรเวช และคณะ ในวันที่ 18, 19 และ 20 กุมภาพันธ์ 2551 นโยบาย 28 หน้า ไม่มีเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเลย นโยบายเร่งด่วนที่จะทำในปีแรก 19 ข้อไม่มีเรื่องรัฐธรรมนูญเลย ในหน้า 28 มีแต่ว่า จะศึกษาและทบทวน เพราะฉะนั้นรัฐบาลชุดนี้ต้องรับผิดชอบใน มาตรา 76 ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีจะต้องจัดให้มีแผนการตรากฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามนโยบายและแผนบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อไม่มีแล้ว ทำไมไม่ปฏิบัติตามมาตรา 76 ที่ชัดที่สุดคือ มาตรา 178 ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่แถลงไว้ ตามมาตรา 176 และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภา ในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หมายความว่า นโยบาย 28 หน้าที่แถลง ไม่มีเรื่องรัฐธรรมนูญเลย แล้วไปบอกกล่าวหน้าตาเฉยเลย ต่อรัฐสภา สนช.กับสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่รัฐสภา บอกไม่มี แต่ตอนนี้มีต้องรับผิดชอบ อันนี้จะเป็นประเด็นใหญ่ทางข้อกฎหมายที่จะนำไปสู่การดำเนินการตามกฎหมายได้
      แล้วข้อสาม อยากจะเรียนว่า ในวันเสาร์ที่ 19 เมษายนนี้ คุณสุริยะใสจะแถลงข่าวถึงการประชุมคณะกรรมการต่างๆ ที่ได้ประเมินรัฐบาลมาชั่วระยะหนึ่ง เดี๋ยวรายละเอียดจะมีให้เห็น แต่ผมย้ำเตือนนะครับ รัฐบาลชุดนี้ได้เดินทางมาใกล้หุบเหวแห่งความมรณะแล้ว ใกล้ตกเหวหมดแล้ว วันนี้ตกไป 1 คน คือ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ข้อความที่ส่งเข้ามาตะกี้นี้ บอกจะลาออกในวันนี้แล้ว กำลังจะลาออกแล้ว รัฐบาลชุดนี้กำลังใกล้ตกหุบเหวหมดแล้ว แล้วเจ้าของอำนาจตัวจริงมาแล้ว มากำกับแล้ว มาล่วงหน้า รัฐบาลหุ่นเชิดจึงมีราคาน้อยลง จึงทำให้พวกนี้นี่อาการเจ็บป่วยอย่างเห็นได้ชัด เพราะตัวจริงเขามาทวงอำนาจและควบคุมเองแล้ว ขอบคุณครับ
      พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ผู้สื่อข่าวอาจจะลืมไปนะครับ ว่าในการแถลงนโยบายของรัฐบาล 18, 19 และ 20 กุมภาพันธ์ ที่เรายืนยันว่า ไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญในนั้น แล้วปัญหาเร่งด่วนข้อแรกสุดคืออะไร จำได้ไหมครับ สมานฉันท์ แล้ววันนี้ทำหรือเปล่า
      ผู้สื่อข่าวถามว่า คุณสดศรีให้สัมภาษณ์ และค่อนข้างกังวลกับคำทำนายของโหรวารินทร์ และบอกว่าอยากให้ทางพันธมิตรฯ สมานฉันท์กับรัฐบาล
      นายสนธิ กล่าวว่า ผมเสียดายและเสียใจที่คนอย่างคุณสดศรี สัตยธรรม ที่มีวุฒิภาวะ เคยเป็นอดีตผู้พิพากษา เป็นหนึ่งใน กกต. ไปให้ความกังวลกับคำพูดของโหรวารินทร์ ด้วยความเคารพ โหราศาสตร์กับการเมืองไทยนั้นอยู่คู่กันมานานแล้ว แต่ว่าในข้อเท็จจริงแล้วคือพุทธศาสนา กับกฎแห่งกรรม เป็นตัวกำหนดการกระทำของคน เพราะฉะนั้นให้สุดยอดของโหรวารินทร์มาพูด ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ คุณสดศรีแสดงวิสัยทัศน์เรื่องให้พันธมิตรฯ กับอีกฝ่ายหนึ่งสมานฉันท์กัน ผมไม่เข้าใจว่าคุณสดศรีกำลังจะพูดในเรื่องของการเอาความผิดกับความถูกมาผสมกันใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ก็แสดงว่ามาตรฐานที่คุณสดศรี ในฐานะเป็นหนึ่งใน กกต.แล้วตัดสินหลายๆ คดีออกไป นั่นคือมาตรฐานที่คุณสดศรีใช้ มิน่า การเมืองไทยมันถึงวุ่นทุกวันนี้ไง เพราะว่าหน้าที่คุณสดศรี และ กกต.อีก 4 ท่าน รวมเบ็ดเสร็จ 5 ท่าน มีหน้าที่ที่จะชะล้าง สร้างการเมืองให้สะอาด แต่กลับไม่ทำหน้าที่นี้อย่างสมบูรณ์แบบ กลับมาเสนอว่าให้ทางเราซึ่งยืนอยู่บนความถูกต้อง ต้องการให้สังคมยืนอยู่บนความถูกต้อง กับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งต้องการล้างความผิด ให้มาผสมกัน ผมผิดหวังมากกับวิสัยทัศน์ของคนที่เป็น กกต. เพราะ กกต.บางส่วนเป็นเช่นนี้ การเมืองเมืองไทยถึงเน่า คุณสดศรีคือตัวปัญหา และเป็นตัวที่เสริมสร้างให้การเมืองเมืองไทยมีความย่ำแย่และต่ำช้าแบบนี้ คุณสดศรีเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนในการสร้างการเมืองเมืองไทยให้เป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้นแล้วผมตอบได้เพียงแค่นี้ครับ
      พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ชอบพูดกันเรื่องสมานฉันท์นะครับ พวกเราหยุดมาเป็นปี เราไม่ได้ทำอะไรเลย เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราในฐานะที่เป็นนายจ้าง รัฐบาลคือลูกจ้างชั่วคราว เมื่อลูกจ้างชั่วคราวทำผิดเราก็ต้องออกมาต่อว่า ออกมาคัดค้าน ก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อนายจ้างออกมาต่อว่าคัดค้าน ก็บอกว่าไม่มีสมานฉันท์ ทำอย่างนี้ได้ยังไง มันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องนะครับ เมื่อผิดก็ต้องบอกว่าผิด ผิดแล้วบอกว่าอย่าไปยุ่งกับเขา ปล่อยเขาไปเถอะ จะได้สมานฉันท์ บ้านเมืองก็แย่สิครับ
       นายพิภพ กล่าวว่า สั้นๆ นิดเดียวนะครับ ในฐานะเคยเป็นกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ หลักของการสมานฉันท์ ย้ำวันนี้ ซึ่งเคยย้ำมาตลอดว่าการที่จะสมานฉันท์ได้ต้องทำความจริงให้ปรากฏ ทำความถูกผิดให้ชัดเจน ซึ่งคุณสดศรีในฐานะเป็น กกต. มีหน้าที่ทำความจริงให้ปรากฏ ทำความถูกผิดให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นมาตรา 237 เป็นมาตราที่ต้องการทำความจริงให้ปรากฏว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะฉะนั้นอยากจะย้ำตรงนี้เวลาเราพูดความสมานฉันท์ เราลืมพูดเรื่องความจริง ทำความจริงให้ปรากฏ กับทำความถูกผิด และทำความถูกต้องให้เข้าสู่กระบวนการที่สังคมยอมรับ คือกระบวนการยุติธรรม ความสมานฉันท์จะเกิดหลังจากนั้นครับ
      ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเช้านี้ ร.ต.อ.เฉลิม บอกว่าได้ฟ้องหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ กับเอเอสทีวี ซึ่งลงคำสัมภาษณ์ของคุณชนาพัทธ์ ณ นคร ที่บอกว่าคุณเฉลิมแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท
      นายสนธิ กล่าวว่า คุณเฉลิมมีสิทธิ เหมือนกับประชาชนคนไทยอีก 63 ล้านคน ที่อยากจะฟ้องใครก็ฟ้องได้ ถ้าเป็นกรณีที่คุณถาม คุณชนาพัทธ์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ทุกฉบับนะครับ ถ้าการซึ่งหนังสือพิมพ์เอาคำสัมภาษณ์คุณชนาพัทธ์มาลงแล้วจะต้องตกเป็นจำเลย หนังสือพิมพ์ทุกฉบับก็ต้องเป็นจำเลยของคุณเฉลิม หากแต่ว่าถ้าคุณเฉลิมจงใจฟ้องเฉพาะหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ นั่นก็ย่อมส่อเจตนาของการหาเรื่องของคุณเฉลิม กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ถ้าเมื่อฟ้องมาก็ต้องตั้งรับกันไป ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น ก็คุณเฉลิมพูดตลอดเวลาไม่ใช่หรือว่าผมจะต้องติดคุกตลอดชีวิต คุณเฉลิมอาจจะต้องการให้มั่นใจว่าผมจะต้องติดคุกตลอดชีวิตจริงๆ ก็เลยฟ้องมา แต่ถ้าคุณเฉลิมมีจิตใจที่บริสุทธิ์ ถ้าจะต้องการสร้างความยุติธรรม ก็ฟ้องหนังสือพิมพ์ทุกฉบับสิครับที่ลง แต่คุณเฉลิมไม่ เจตนาเพียงแค่นี้ก็ดูออกแล้ว ว่าคุณเฉลิมฟ้องเพื่ออะไร ไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และตัวผม ที่จะถูกฟ้อง แต่ไม่ทราบว่าฟ้องใคร เพราะผมไม่ได้เป็นคนทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หรือเอเอสทีวี ไม่ได้หวั่นไหวนะครับ คนที่นี่ไม่ได้หวั่นไหวเลย ขอบคุณมากครับ
      ผู้สื่อข่าวถามว่า การขู่ว่าทีหลังอย่ามาลงข่าว หรือพาดพิงโจมตี
      นายสนธิ กล่าวว่า คงไม่ขู่อะไรหรอกครับ ผมคิดว่าคุณเฉลิมคงจะพูดด้วยอารมณ์ ทุกวันนี้ผมแผ่เมตตาให้คุณเฉลิมตลอดเวลา ผมหวังว่าเขาคงจะใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ สันติ แล้วก็เข้าใจในธรรม ผมกลัวว่าเขายังจมอยู่ในกองกิเลส เขาเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในโลก ถ้าไม่เชื่อให้จำคำพูดผมวันนี้เอาไว้ อีกไม่นานหรอกครับ แล้วเราจะเตือนความจำเรื่องที่ผมพูดวันนี้กับคุณเฉลิม แล้วค่อยดูกันอีกทีหนึ่งว่าวันข้างหน้านั้นคุณเฉลิม ในสถานภาพข้างหน้า กับคุณเฉลิมวันนี้ เป็นอย่างไร ผมสงสารเขามากครับ และผมสงสารลูกเขาด้วย ผมสงสารครอบครัวเขา เขามีสิทธิที่จะทำให้ชื่อเสียงเกียรติยศวงศ์ตระกูล สามารถจะเจริญรุ่งเรืองได้ แต่เขาพลาดไป คุณเฉลิมเข้าใจตัวเองผิดมาก เข้าใจว่าประชาชนยังหลงใหลและชอบคุณเฉลิมอยู่ คุณเฉลิมยังเล่นการเมืองแบบเดิมๆ คุณเฉลิมไม่เคยเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตเลย ยังเล่นโวหาร ยังพูดจาท้าทาย ยังพูดจาข่มขู่คน ไม่เคยเปลี่ยน คุณเฉลิมไม่รู้หรอกว่าประชาชนตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะแล้ว ประชาชนมีปัญญามากกว่าเก่า ขอบพระคุณมากครับ
      
      นายสมเกียรติ กล่าวว่า ผมขอพูดเรื่องคุณเฉลิมนิดหนึ่งนะครับ คุณเฉลิมได้กรุณาลงหนังสือพิมพ์มติชน ในทำนองสั่งสอนผม ต้องขอขอบคุณ ดร.เฉลิม มากนะครับ สั่งสอนผมว่าถ้าไม่พูดเรื่อง ไอ้ อี กู มึง จะมีเสน่ห์มาก ผมก็อยากจะขอร้องสื่อมวลชนที่ลงเฉลิมว่าผมข้างเดียว โดยเฉพาะมติชนนะครับ ช่วยลงบอกว่าผมไม่เคยใช้ ไอ้ อี เลยนะครับ ผมใช้ตามหลังจาก ดร.เฉลิม ใช้ ว่า "ไอ้ 5 พันธมิตรฯ" 4-5 ครั้ง เราก็บันทึกไว้ เราถึงขออนุญาตคุณเฉลิมใช้ไอ้ กับคุณเฉลิมบ้าง เราใช้ครั้งเดียวก็หายกันไป แล้วผมพูดในสภาด้วย ว่าผมยอมรับว่าใช้ครับ เพราะว่าท่านใช้ก่อน แต่น่าประหลาดใจมาก คุณเฉลิมนี่ใช้ภาษาเดียวกับนายสมัคร สุนทรเวช ที่ว่ากล่าว พล.อ.เปรม ว่า "ไอ้ประธานองคมนตรี" ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2548 ผ่านทีวีช่อง 5 แล้วคุณเฉลิมยังกรุณาแนะนำสั่งสอนผมว่า "ไอ้ 5 พันธมิตรฯ ไม่เรียนกฎหมายมา ท้าทายได้ตลอด" ท้าทายยังไม่ถึง 2 สัปดาห์ ไปอภิปรายในสภาเมื่อวันก่อนว่า ผมมีความรู้พอประมาณนะ เมื่อก่อนผมมีความรู้เก่งกาจมาก สามารถท้าทาย แต่ตอนนี้ลดลงแล้ว "พอประมาณ" ผมได้บันทึกเทปไว้ทั้งหมดนะครับ คุณเฉลิมก็กรุณาไปเอาป้ายที่ติดตามอีสานออกบ้างนะครับ ที่ติดตามสะพาน ตามอะไร จนถึงอีสาน ที่ยกย่องท่าน บ้านเมืองจะได้ดีขึ้นนะครับ ขอบคุณมากนะครับ
      ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นที่คุณทักษิณพูดเมื่อเช้านี้ ที่บอกว่ากลุ่มม็อบ ที่มีการจัดตั้งม็อบกันเป็นพวกกลุ่มที่ไร้ค่า ไร้ประโยชน์ ทางพันธมิตรฯ จะมีการอภิปรายยังไง
      นายสนธิ กล่าวว่า ผมไม่เข้าใจทำไมคุณทักษิณต้องมาว่าตัวเขาเอง
      นายสุริยะใส กล่าวว่า แค่นี้ก่อนนะครับ วันที่ 19 ก็อย่างที่ อ.สมเกียรติ แจ้งไปนะครับ ประชุม 5 แกนนำพันธมิตรฯ กับคณะกรรมการและองค์กรเครือข่าย ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ ทั้งวัน และจะมีการแถลงข่าวช่วง 15.30 น. เริ่มตั้งแต่ 09.00 น.นะครับ เป็นการประชุมภายในเพื่อกำหนดแผนและแนวทางในการเคลื่อนไหว










แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 7/2551 เรื่อง “หยุดล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ 14 ล้านเสียง”


      ตามที่ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้มีการประชุมร่วมกับเครือข่ายประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ คณะกรรมการชุดต่างๆ ตลอดจนองค์กรแนวร่วมภาคประชาชนและนักวิชาการเมื่อวันเสาร์ที่ 19 เมษายน 2551 ที่ผ่านมา
      บัดนี้ พรรคการเมืองในซีกรัฐบาลหุ่นเชิด ได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่าจะดำเนินการล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ทั้งฉบับอย่างรวดเร็ว โดยไม่เคารพและไม่ยำเกรงต่อเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในประเทศกว่า 14 ล้านเสียงซึ่งได้ลงประชามติเห็นชอบให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แต่ประการใด โดยอ้างว่าจะนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาใช้แทน เพียงเพื่ออำพรางวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการที่จะแก้ไขมาตรา 237 เพื่อหลีกหนีคดียุบพรรคการเมืองของตัวเอง และพวกพ้องตามคำสารภาพของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่ได้พูดเอาไว้ในรายการสถานีโทรทัศน์และวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2551 และแก้ไขมาตรา 309 เพื่อที่จะตัดตอนคดีความทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้อง ไม่ให้ถึงขั้นตอนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
      นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนด้วยเล่ห์เพทุบายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มคณะบุคคลซึ่งเป็นพวกพ้องของตัวเอง ให้เข้าไปเป็นคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากเดิมซึ่งมี 9 คน มาเป็น 15 คน พร้อมกับเตรียมการเพื่อกำหนดบทเฉพาะกาลใหม่ ที่จะลดวาระการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดนี้ให้สิ้นสุดลงโดยเร็ว เพื่อให้ฝ่ายการเมืองมีบทบาทในการเปลี่ยนบุคลากรในองค์กรตรวจสอบอิสระให้เป็นคนของตัวเองและพวกพ้อง ตลอดจนจะดำเนินการแก้ไขให้วุฒิสภากลายเป็นองค์กรเครือข่ายของตัวเองและพวกพ้อง ที่ไม่สามารถปฏิบัติงานด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมได้เหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดทางให้ระบอบทักษิณฟื้นกลับคืนมาปกครองประเทศด้วยวิธีการฉ้อฉลดังเดิม
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงได้มาประชุมกันเพื่อกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้
      1.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังคงยืนยันที่จะเคลื่อนไหวครั้งที่ 2 ตามมติที่ประชุมร่วมระหว่าง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับ องค์กรเครือข่ายประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ คณะกรรมการชุดต่างๆ ตลอดจนองค์กรแนวร่วมภาคประชาชนและนักวิชาการเมื่อวันเสาร์ที่ 19 เมษายน 2551 ที่ผ่านมา
      โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและองค์กรเครือข่ายมีมติให้ “มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน” ทำหน้าที่ดำเนินการจัดการสัมมนาทางวิชาการในรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ ครั้งที่ 2” ในวันศุกร์ที่ 25 เมษายน 2551 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น.
      2.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่าย ขอประกาศว่า พฤติกรรมในการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งรัฐบาลหุ่นเชิดของระบอบทักษิณกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญที่มาจากพระบรมราชานุมัติตามมติของมหาชนส่วนใหญ่ในประเทศกว่า 14 ล้านเสียง ซึ่งได้ลงประชามติเห็นชอบให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่าย จึงประกาศยืนเคียงข้างกับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศกว่า 14 ล้านคน และถือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยคณะบุคคลเพียงไม่กี่ร้อยคนที่เข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรด้วยการใช้กลโกงทุจริตการเลือกตั้งสารพัดรูปแบบ เพื่อฟอกความผิดของตัวเองและพวกพ้องนั้น เป็นการดำเนินการที่ดูถูกเหยียดหยามประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ท้าทายกฎหมายสูงสุดของประเทศ และเป็นปรปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างชัดแจ้ง ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นกบฏของแผ่นดิน
      ดังนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่าย จึงยืนยันที่จะต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฉ้อฉลในครั้งนี้ทุกรูปแบบ ตราบใดที่ไม่ได้มีการทำประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้
      3.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่าย จึงประกาศมาตรการเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
      3.1 ขอประกาศใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ในการชุมนุมใหญ่ด้วยสันติวิธี สงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ เพื่อประท้วงและต่อต้านพฤติกรรมลุแก่อำนาจทันที หากมีการนำวาระล้มล้างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติของมหาชนส่วนใหญ่ในประเทศกว่า 14 ล้านเสียง เข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา
      3.2 ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยได้โปรดร่วมมือกันขยายเครือข่ายแนวร่วมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยแต่ละบุคคลขอให้สร้างเครือข่ายแนวร่วมเพิ่มขึ้นอีกคนละไม่ต่ำกว่า 10 คนอย่างเร่งด่วน และให้แนวร่วมใหม่เหล่านี้เร่งขยายเครือข่ายต่อไปอีก 10 คน เพื่อร่วมกันรณรงค์ต่อต้านการล้มล้างรัฐธรรมนูญของประชาชนรวมทั้งเข้าชื่อกันถอดถอนนักการเมืองที่มาแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยที่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ให้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่าย จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่รักชาติ รักประชาธิปไตย ทุกท่าน ได้มาเข้าร่วมสืบสานภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และต่อต้านผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติของมหาชนส่วนใหญ่กว่า 14 ล้านเสียงจนถึงที่สุด
      
      ด้วยจิตคารวะ
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      วันที่ 22 เมษายน 2551
      









      รายละเอียดพันธมิตรฯแถลงข่าว
      พิภพ ธงไชย
      พี่น้องประชาชนครับ และสื่อมวลชน ทำไมเราต้องกลับไปยึดประชามติ 14 ล้านเสียง ในการที่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยหลักการสำคัญๆ ที่ผ่านประชามติจากประชาชน เพราะการลงประชามติ 14 ล้านเสียง เป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนรับรองการร่างรัฐธรรมนูญของ ส.ส.ร. ส.ส.ร.ชุด 2 เองก็ได้เลียนแบบ ส.ส.ร.ชุด 1 มีการโต้กันว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มีรากมาจากเผด็จการ รัฐธรรมนูญ 2540 ก็มีรากมาจากรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยคณะทหารเช่นเดียวกัน แต่เมื่อมีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ก็ใช้กระบวนการประชาธิปไตย โดยให้มี ส.ส.ร. ซึ่งไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการสร้างกติกาของนักการเมือง เพราะสังคมไทยได้ผ่านวัฒนธรรมในการเขียนรัฐธรรมนูญโดยคณะทหาร โดยสมาชิกรัฐสภามาแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย
      เพราะฉะนั้นสังคมไทยจึงได้เคลื่อนตัววัฒนธรรมทางการเมืองมาให้คนนอกเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเมื่อ ส.ส.ร.ชุด 1 เขียนรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 แล้วนำไปเข้าสู่สภา เพื่อให้เห็นชอบโดยไม่มีแก้ไข ซึ่งก็ทราบกันดีว่านักการเมืองส่วนใหญ่ที่เป็นรัฐบาลตอนนั้น ไม่มีความเห็นชอบที่จะผ่านรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 แต่เนื่องจากกระแสของประชาชน กดดันมาก ว่าจะต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 สภาก็จำใจที่ต้องผ่าน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี คุณสมัคร สุนทรเวช ซึ่งตอนนั้นก็เป็นสมาชิกสภา ได้ไม่เห็นชอบในการผ่านรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 อย่างชัดแจ้ง แต่วันนี้กลับมาบอกว่าเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับ 2540
      เมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ถึงแม้ว่าจะมีรากมาจากการรัฐประหาร แต่คณะรัฐประหารก็ไม่กล้าที่จะเขียนรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง จึงได้ตั้งคณะที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เรียกว่า ส.ส.ร.2 เขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา นอกจากนั้น ส.ส.ร.2 และกฎหมายยังเขียนบอกไว้ว่า เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ในระหว่างที่เขียนต้องรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ความคิดเห็นเหมือนกับตอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 กับ 2540 เป็นกระบวนการที่จะเข้าไปยึดโยงกับระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด
      ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ถ้าไม่ผ่านรัฐสภา ก็ต้องนำไปสู่การลงประชามติเช่นเดียวกัน แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ได้ให้ผ่านการพิจารณาของสภา แต่ไม่ต้องมีมติว่าเห็นชอบหรือไม่ ให้นำไปสู่การลงประชามติเลย ซึ่งประชาชนก็ลงประชามติถึง 14 ล้านเสียง เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องถามประชาชน 14 ล้านเสียง เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถึงอย่างไรก็ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยมา เพราะฉะนั้นในการต่อสู้กับเผด็จการ การต่อสู้กับเผด็จการนั้นมี 2 เผด็จการ ก็คือเผด็จการทหาร กับเผด็จการรัฐสภา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2540 นั้นถูกทำลายไปด้วยเผด็จการรัฐสภา นั่นก็คือ ไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา ลากพาไปจนเกิดวิกฤตของประเทศขนาดใหญ่ อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว
      เพราะฉะนั้นวันนี้ ถ้าพรรครัฐบาล ซึ่งทำตัวเป็นเผด็จการรัฐสภา การต่อสู้กับเผด็จการรัฐสภาต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตยต่อสู้ เพราะฉะนั้นกระบวนการประชาธิปไตยด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย คือประชาชนลงประชามติ 14 ล้านเสียง เราจึงเรียกร้องว่า ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจะใช้เผด็จการรัฐสภาไม่ได้ จะต้องนำไปถามประชาชน 14 ล้านเสียงก่อนว่าเห็นชอบหรือไม่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นี่คือการยืนยันของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการใช้กระบวนการทางประชาธิปไตยต่อสู้กับเผด็จการรัฐสภา ส่วนเบื้องหน้าเบื้องหลังในการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีวาระซ่อนเร้นมาตรา 237 และ 309 นั้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงยอมไม่ได้ ขอยืนยัน ณ วันนี้ว่า เราใช้วิธีการทางประชาธิปไตยเพื่อสู้กับเผด็จการรัฐสภา ถ้ารัฐสภาและรัฐบาลไม่ถามเสียงประชาชนก่อนว่าควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ เราก็จะยืนหยัดการต่อสู้เผด็จการรัฐสภาไปถึงที่สุด เพื่อนำประชาธิปไตยกลับคืนมาครับ
      
      ช่วงถาม-ตอบ
      ถาม - เขาก็อ้างว่าเขามีอำนาจ เพราะว่าเขาก็ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน มีอำนาจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเขาเป็นตัวแทนจากประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว
      พิภพ - คืออย่างนี้ครับ ในกระบวนการการเลือกตั้งเพื่อมาบริหารประเทศ แต่เมื่อมาบริหารประเทศแล้วต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตยในการฟังความคิดเห็นของประชาชน จะถือสิทธิ์ว่าตัวเองได้รับการเลือกตั้งมาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ การเลือกตั้งมา แล้วก็จะขอยืนยัน ณ วันนี้ พรรคพลังประชาชนไม่ได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่เพื่อจัดตั้งรัฐบาลนะครับ การจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นจากการหลอกลวงประชาชนของพรรคร่วมรัฐบาล ขอยืนยันตรงนี้ก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นการที่พรรคพลังประชาชนจะอ้างว่าตัวเองได้เสียงส่วนใหญ่แล้วจะมาทำตามอำเภอใจจนให้เกิดรูปเผด็จการรัฐสภานั้น มีบทเรียนมาแล้วจากประเทศเยอรมนี ซึ่งฮิตเลอร์ได้อ้างว่าได้เสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญตามใจตัวเองฉบับไวมาร์ จึงก่อให้เกิดปัญหา
      เพราะฉะนั้นการที่สมาชิกรัฐสภาของพรรคพลังประชาชนอ้างว่าตัวได้รับเสียงมาจากการเลือกตั้ง ก็มีสิทธิ์ที่จะแก้ไขตามอำเภอใจของตัวเอง แต่อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านประชามติ 14 ล้านเสียง เพราะฉะนั้นจะต้องถามจาก 14 ล้านเสียงด้วย การใช้อำนาจตามอำเภอใจจะก่อให้เกิดเผด็จการรัฐสภา และถ้าเขาสามารถทำได้ ต่อไปอาจจะแก้รัฐธรรมนูญโดยที่เรานึกไม่ถึงก็ได้ ตอนนี้เรายังไม่รู้เลยนะครับว่าเนื้อหาในการแก้รัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นอย่างไร ที่เห็นออกมาคือทำลายองค์กรอิสระแน่นอนครับ
      ถาม - การชุมนุมใหญ่จะเกิดขึ้นในวันที่มีการยื่นญัตติทันทีเลยใช่ไหมครับ
      สนธิ - เดี๋ยวผมขออนุญาตตอบทีเดียว ผมขออนุญาตเพิ่มเติมคุณพิภพ ธงไชย นิดหนึ่ง เราต้องเลิกตรรกะตื้นๆ ที่บอกว่าผมได้รับเลือกเข้ามาในสภาแล้ว เพราะฉะนั้นผมเป็นตัวแทนประชาชน ผมมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ การที่ใช้ตรรกะเช่นนี้เป็นการยอมรับว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีเดียวเท่านั้นเองที่จะให้สิทธิ์พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง กลุ่มบุคคล ที่มีเสียงข้างมากที่สุดในสภาสามารถทำอะไรกับประเทศไทยได้ รวมไปจนถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อเป็นผลประโยชน์กับตัวเอง หรือว่าแก้ไขกฎหมายเพื่อไม่ให้ตัวเองนั้นมีปัญหา เช่น การแก้มาตรา 237 หรือการแก้มาตรา 309 การกระทำเช่นนี้ และการใช้ตรรกะเช่นนี้ เป็นการแสดงออกว่าเป็นการยอมรับว่าใครมีเงิน มีอิทธิพลมากกว่า คนนั้นย่อมมีความถูกต้อง
      เป็นที่รู้กันอย่างแจ้งชัดว่า ทุกคะแนนเสียงที่มาจากภาคอีสานและภาคเหนือนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคะแนนเสียงที่ต้องเสียเงินเสียทอง และใช้อำนาจ อิทธิพล กันทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ประเทศไทยความถูกต้องก็ตั้งกันอยู่ที่ตัวเงิน ว่าเงินนั้นตั้งขึ้นมา ใครมีเงินมาก มีทุนมาก คนนั้นก็มีความถูกต้อง ตรงนี้เป็นสิ่งซึ่งเรายอมไม่ได้ อีกประการหนึ่งที่ผม คือสิ่งซึ่งพันธมิตรฯ พยายามต่อสู้คือ เรียกร้องความถูกต้องและความเป็นปกติในกระบวนการการเมืองให้กลับมาสู่สังคมไทย เพื่อให้สังคมไทยมีความโปร่งใส อีกประการหนึ่ง ผมจะเสริมนิดหนึ่งนะครับ รัฐธรรมนูญใดก็ตาม โปรดสังเกต ว่าถ้านักการเมืองไม่ชอบ รัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ให้จำไว้นะครับ รัฐธรรมนูญที่นักการเมืองไม่ชอบ รัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี
      ผมขอเรียนว่า มันหมดยุคแล้วที่นักการเมืองมาร่างรัฐธรรมนูญเอง แล้วมากำหนดกติกาของตัวเอง แล้วมาเลือกตั้ง แล้วมาบริหารจัดการด้วยตัวเอง เปรียบเสมือนว่าประเทศไทยนั้นเป็นของนักการเมืองซึ่งได้เสียงมาจากการซื้อเสียงและการใช้อิทธิพล เพราะฉะนั้นอีกหน่อยใครมีเงินก็ไปซื้อเสียงเข้ามา ก็มาเป็น ส.ส. ก็เข้ามาแก้กฎหมายในสภาได้
      คำถามนี้ผมจะถามกลับไปที่พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน ว่า นี่เป็นการเมืองที่ท่านต้องการหรือ ถ้านี่เป็นการเมืองที่ท่านต้องการ ก็ขอให้อยู่ในสังคมนี้ต่อไป ผมคนหนึ่งจะไม่อยู่ด้วยในสังคมนี้นะครับ คำถามเมื่อกี้ให้ อ.สมเกียรติ ตอบครับ
      สมเกียรติ - ผมอยากเรียนเรื่องคำถามการอ้างอิงเสียงมาแก้รัฐธรรมนูญ ผมต้องยืนยันว่ารัฐบาลหุ่นเชิดสมัครเป็นรัฐบาลเด็กเลี้ยงแกะนะครับ และรัฐมนตรี 2 คน ที่คุมสื่อ อีกคนหนึ่งเป็นอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เป็นกลุ่มเด็กเลี้ยงแกะ เพราะว่าในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 18 , 19 , 20 กุมภาพันธ์ เอกสารแถลงนโยบายทั้ง 28 หน้า ที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ไม่มีนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ ในข้อ 1 ที่มีนโยบายดำเนินในปีแรก มี 19 เรื่องนะครับ ทั้ง 19 เรื่องไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญเลยนะครับ ฉะนั้นรัฐบาลชุดนี้จึงเป็นรัฐบาลโกหก และเด็กเลี้ยงแกะ ตอแหลที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่มีรัฐบาลมา
      ขอให้ท่านทั้งหลายถือว่าการแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้นกระทำตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ระบุว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศได้ก็ต่อเมื่อได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว แล้วยืนยันว่า นโยบายที่แถลงนั้นไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญเลยนะครับ เพราะฉะนั้นกลุ่มพวกนี้กำลังกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดที่กำลังทำตามการออกแบบของผู้มีอำนาจที่แท้จริง ขณะนี้กำลังป้วนเปี้ยนอยู่ตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ผมยืนยันว่ากระบวนการเหล่านี้จะได้รับการต่อต้านจากประชาชนอย่างถึงที่สุด
      แล้วคำถามที่ 2 ที่กรุณาถามเรื่องการชุมนุมใหญ่นะครับ แถลงการณ์ก็บอกแล้วว่า ใกล้เมื่อถึงวันนั้น เพียงแต่ว่าในวันที่ 25 เมษายนนี้ เป็นการสัมมนาวิชาการครั้งสำคัญที่สุด และถึงวันนั้นจะมีการขอประชามติจากประชาชน พี่น้องประชาชนจะเห็นวัฒนธรรม 2 อำนาจ ได้มาปะทะกันอีกรอบหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ผมกับพันธมิตรฯ ได้คุยกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเป็นการสัประยุทธ์กันครั้งสุดท้าย เป็นการยุทธ์ครั้งสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้
      สมศักดิ์ โกศัยสุข
      ย้ำนิดหนึ่งครับว่า จำคุณสมัครพูดเมื่อวันอาทิตย์ได้ไหม บอกว่าที่ขอแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 237 นี้ เพราะว่าจะถูกยุบพรรค นี่เขาสารภาพนะครับ เป็นคำสารภาพที่ชัดเจน ถ้าไม่ถูกยุบพรรคก็จะไม่แก้ ปัญหาก็คือว่า การถูกยุบพรรคหรือไม่ถูกยุบพรรคนั้น มันมีปัญหาว่าได้ใช้สิทธิ ได้มีการเลือกตั้งโดยสุจริตหรือเปล่า เมื่อไม่สุจริต กกต.ก็ให้ใบแดง ก็เป็นไปตามกฎหมาย พรรคที่เขาไม่ทำการทุจริตการเลือกตั้งก็ไม่ได้โดนยุบพรรค
      เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญนี้จึงไม่ได้มีปัญหากับพรรคการเมืองที่ไม่ได้โกง ทุจริต เมื่อทุจริตการเลือกตั้งแล้วก็ไปถอนทุนคืน ซึ่งสื่อมวลชนก็คงจะติดตามข่าวว่าอีก 6 เดือน ก็อาจจะถูกถอนทุนคืน เพราะฉะนั้นเห็นชัดว่าการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อประโยชน์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ และประโยชน์ของนักการเมืองที่กำลังจะถูกยุบพรรค คุณสมัคร ยังพูดอีกว่าเขาไม่เห็นด้วยนะทีแรก กับ 309 แต่เนื่องจากว่ามติของพรรคพลังประชาชนนั้นเห็นด้วยว่าให้แก้ 309
      309 นั้นก็ช่วยไม่ให้คดีต่างๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังถูกดำเนินการอยู่นั้น ไม่ว่าเรื่องที่ถึงศาล หรือว่าถึง ป.ป.ช. หรืออัยการ หรือก่อนกระบวนการยุติธรรมต่างๆ อันนี้ก็ชัดเจน ดังนั้นเห็นชัดเลยครับว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนแน่นอน แต่ว่าเป็นเพื่อคนส่วนน้อย จึงไม่มีความชอบธรรม ดังนั้นเรื่องการชุมนุมใหญ่ แน่นอนว่าวันที่ 25 นี้ เครือข่ายประชาชนทั่วประเทศมา ก็จะเป็นเรื่องที่เราจะขอความเห็นที่นั่นเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
      ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์
      ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ พี่น้องทางอีสานได้มีการรวมตัวกันแน่น วันที่ 25 จะมาร่วม และวันที่ 26 หลังจากกิจกรรมเสร็จแล้วเราจะคุยกันอีกทีหนึ่งในการตัดสินใจตามท่าทีที่พันธมิตรฯ ได้แถลงไว้ ฉะนั้นอยากจะเรียนว่า ที่พี่น้องคนไทยทั้งประเทศเข้าใจว่าคนอีสานทั้งภาคเป็นฐานใหญ่ของกลุ่มรัฐบาล ขอยืนยันว่าไม่จริง ที่คะแนนออกมาผ่านจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นของพรรคร่วมรัฐบาลจริง แต่ถ้าไปดูลึก ประชาชนเพียงแค่ 35 เปอร์เซ็นต์ ลงคะแนนให้ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ นี่ไม่ใช่นะ เพราะฉะนั้นการตีขลุมว่าอีสานกับเหนือเป็นฐานใหญ่ของพรรครัฐบาลและร่วมรัฐบาล ไม่ใช่นะ เพียงแต่ว่าในการลงคะแนนนั้นมีพี่น้องอีสานบางส่วนไม่ไปใช้สิทธิ์ การใช้สิทธิ์อยู่ในระดับประมาณ 60 กว่า ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ โหวตให้พรรครัฐบาล 40 ที่เหลือคะแนนแตก
      ฉะนั้นในการลงประชามติในการรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ บางจังหวัดของอีสานถึงคะแนนเเห็นชอบไง เพราะฉะนั้นขอย้ำกับสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่า เหนือและอีสานไม่ใช่คนส่วนใหญ่เอาด้วยกับรัฐบาล แต่ถ้าบอกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ของเหนือและอีสานน่ะใช่ ฉะนั้น 70 เปอร์เซ็นต์ตอนนี้ยังไม่ใช่ จึงขอยืนยันว่า การที่อ้างว่าจะมี ส.ส.ในสภาเป็นข้างมาก จะทำอะไรก็ได้นั้น ไม่ใช่ ฉะนั้นท่าทีของพันธมิตรฯ ในการที่จะต้องลงประชามติจึงเป็นท่าทีที่ถูกต้องแล้ว
      วีระ สมความคิด
      ผมอยากย้ำนะครับว่า ความไม่ชอบธรรมของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เราต้องไม่ลืมนะครับว่ามันเกิดจากการทุจริตเลือกตั้งนะครับ คือถ้าคุณไม่ทุจริตในการเลือกตั้งจนคุณยงยุทธ ติยะไพรัช ต้องถูกใบแดง มันจะไม่นำมาซึ่งการรีบเร่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่นอนนะครับ ตรงนี้ผมอยากจะย้ำกับพี่น้องประชาชนว่า มันมาจากการทุจริต มันมาจากการที่คุณไปท้าทายกฎหมาย คุณไปละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ อยากให้ประชาชนอย่าลืมประเด็นนี้ และเราก็คงจะยอมรับไม่ได้หรอกครับถ้าคุณยอมเข้าสู่กติกา แล้วคุณไปละเมิดกติกา แต่พอคุณจะถูกลงโทษคุณก็จะมาแก้ไขกติกานี้ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาเลย และนี่ก็คือสิ่งที่เครือข่ายภาคประชาชน และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เราคงยอมไม่ได้นะครับตรงนี้
      ถาม - ในวันที่ 25 นี้ ในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัย ไม่ให้มีการเผชิญหน้ากันระหว่าง 2 กลุ่ม พันธมิตรฯ เตรียมการอย่างไรไว้บ้าง
      สุริยะใส - ก็คงปล่อยให้ตำรวจนะครับ ส่วนของเราก็จะดูแลกันภายใน ไม่ใช่ข้อกังวลอะไร
      ถาม - จะมีการเปลี่ยนมุมไม่ให้มาอยู่ตรงรั้วฝั่งที่เคยเกิดเหตุ เราให้หันไปใช้ทางสนามกีฬา
      สุริยะใส - ให้ตำรวจจัดการนะครับ ส่วนของเราจะดูแลรับผิดชอบเฉพาะในหอประชุมใหญ่ และในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
      ถาม - เป็นห่วงกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
      สุริยะใส - ไม่ห่วง เพราะว่าคนของฝ่ายเรามีวินัย และรับผิดชอบ และเชื่อมั่นสันติวิธี แล้วก็ไม่ได้พูดด้วยปากนะครับ และแสดงเจตนารมณ์ชัดเจน วันที่ 25 มีอะไร ก็เปิดเผยหมดนะครับ ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้น ไม่ได้บอกว่าจะไม่จัดแต่แอบให้ลิ่วล้อคุณมา แล้วก็มาก่อกวน วิธีแบบนี้เราไม่ทำนะครับ
      ถาม - มีการประเมินไหมว่าเสียงต่อต้านการชุมนุมของพันธมิตรฯ จะมีเพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งแรกที่ผ่านมา เพราะว่าขณะนี้รัฐบาลก็ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว ซึ่งมันก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้ประชาชนในพื้นที่ภาคต่างๆ เข้ามาเคลื่อนไหวในกรุงเทพฯ ได้
      สนธิ - คือเรื่องการที่กลุ่มคนมีความเห็นไม่ตรงกันนั้นเป็นธรรมชาติของการปกครองระบอบประชาธิปไตยนะครับ เราไม่เคยกังวลนะครับ ในการต่อสู้ครั้งแรกของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงต้นปี 2549 นั้น ก็อยู่ในระบอบเดียวกัน มีการขนคนมา แล้วมาสิงสู่อยู่ที่สวนจตุจักร หรือว่าขนเจ้าหน้าที่ป่าไม้มารังควานการชุมนุมที่สงบ สันติ ที่สวนลุมพินี ก็เป็นการกระทำประจำอยู่แล้วนะครับ เรามีความเคยชินกับเรื่องนี้ เราเพียงแต่คิดว่าถ้าเขาจะทำก็เป็นสิทธิที่เขาทำได้ เพียงแต่ว่าผมเชื่อว่าประชาชนและสังคมจะมองออกถึงคุณภาพของคน วาจาที่พูด กริยาและมารยาทที่แสดงออก ย่อมส่อสะท้อนถึงรากเหง้า รากฐานของพฤติกรรม และสันดานของคน ก็จะได้รู้เลยว่าฝ่ายหนึ่งสงบ อหิงสา ใช้ปัญญา อีกฝ่ายหนึ่งใช้ความรุนแรงและใช้ความถ่อย เกรงกลัวคงไม่เกรงกลัวล่ะครับ เพราะว่าเราไม่ได้ยกทัพไปปะทะอะไรกับเขา เราอยู่ในที่มั่น และเราก็ไม่ได้ไปหาเรื่องกับใครนะครับ
      ถาม - ขอถามเรื่องกรณีคำสั่งที่นายกฯ ในนามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เซ็นคำสั่งคืนยศให้กับคุณดวงเฉลิม ว่าทาง ผบ.สส.วันนี้ก็บอกว่าอย่าไปคิดอะไรมาก เพราะเขาอยากทำเขาต้องทำ ตรงนี้พันธมิตรฯ มองว่าอย่างไร และคิดว่ามีอะไรแอบแฝง
      สนธิ - เดี๋ยวผมพูดจบแล้วให้ อ.สมเกียรติ เติมนิดนะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก เป็นเรื่องคนที่เป็นลูกของพ่อ แล้วพ่อเผอิญมีอำนาจตอนนี้ ก็อยากจะช่วยลูก ผมว่าอย่าไปใส่ใจดีกว่านะครับ แต่ อ.สมเกียรติ อาจจะมีอีกแง่มุมหนึ่ง ในความเห็นของผมนะครับ คือผมคิดว่าที่สำคัญท่าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ท่านน่าที่จะใส่ใจ ในฐานะผู้ที่ดูแลความสงบของประเทศชาติ รีบๆ สั่งตำรวจ หรือขอให้ตำรวจช่วยดำเนินการรื้อคดีแล้วหาไอ้ปื๊ดให้ได้ดีกว่า นะครับ
      
      ผมคิดว่าถ้าคุณเฉลิมแสดงเจตนารมณ์นี้ เพราะว่าคุณเฉลิมเป็นคนพูดเองว่าไอ้ปื๊ดเป็นคนยิงจ่ายิ้ม ผมคิดว่าถ้าคุณเฉลิมจะแสดงออกสักนิดหนึ่ง เรียกท่านรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ามาพบ และประกาศว่า ผมอึดอัดใจ ไม่สบายใจมาก ตั้งแต่เรื่องราวมันจบไปและไอ้ปื๊ดมันหนีไป นี่เห็นไหม ลูกผมไม่ผิดเพราะไอ้ปื๊ดเป็นคนยิง เพราะฉะนั้นผมจะหาไอ้ปื๊ดให้ได้ ผมอยากจะเห็นมารยาทตรงนี้ของคุณเฉลิมแสดงออก ผมว่าอย่างนี้จะสวยกว่านะครับ ส่วนลูกเขาจะรับราชการแล้วอีกหน่อยไต่เต้าขึ้นไปเป็นถึงผู้บัญชาการทหารบก ก็ถือว่าเป็นบุญเป็นวาสนาของเขาก็แล้วกัน เชิญ อ.สมเกียรติ ครับ
      สมเกียรติ - เรื่องนี้ผมอยากเรียนนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีฯ มหาดไทย ได้ให้เกียรติพวกเรามาก โดยเฉพาะผม ผมถือว่าเป็นบุญคุณของประเทศอย่างใหญ่หลวงที่จะได้รับคนที่มีขีดความสามารถสูงเข้ามารับราชการในประเทศไทยนะครับ เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงมาก และก็เข้าสุภาษิตไทย ดูวัวให้ดูที่หาง ดูนางให้ดูที่แม่ ถ้าให้ดูรัฐมนตรียอดแย่ให้ดูที่ลูกชายนะครับ ขอบคุณมากครับ
      ถาม - ขอย้ำชัดๆ ว่าการชุมนุมใหญ่จะมีการขอประชามติในวันที่ 25 และบอกว่าจะมีการชุมนุมเมื่อวาระของร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของสภา อันนี้ไม่ได้หมายความว่ายื่นญัตติใช่ไหม ยื่นญัตติแต่ยังไม่ชุมนุม?
      สุริยะใส - ความชัดเจนในเรื่องนี้รอปฏิกิริยาจากทางพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งผมเข้าใจว่า 1-2 วัน จะมีความชัดเจนนะครับ หลังจากถ้าเขามีปฏิกิริยากลับมา 1-2 วัน 25 ก็จะมีความชัดเจนจากเรานะครับ เช่น การกำหนดช่วงเวลา ถ้าต้องชุมนุมใหญ่ ก็คงมีความชัดเจนทันทีถ้าทุกอย่างมีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้
      ถาม - สถานที่
      สุริยะใส - เดี๋ยวแจ้งอีกทีหนึ่งดีกว่านะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ











แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 8/2551 เรื่องหยุดสร้างเงื่อนไขรัฐประหาร!

	ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เคยออกแถลงการณ์และเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง ในการต่อต้านการกระทำของรัฐบาลหุ่นเชิด ที่กลั่นแกล้งข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริต โยกย้ายข้าราชการสร้างรัฐตำรวจเพื่อตัดตอนกระบวนการยุติธรรมก่อนถึงศาล แทรกแซงและคุกคามองค์กรอิสระ ครอบงำสื่อสารมวลชน มีพฤติกรรมสนับสนุนการกระทำอันเป็นอันธพาล นำบุคคลที่ไม่เหมาะสมมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนจะดำเนินการถึงขั้นฉีกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่มาจากการลงประชามติขอประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศกว่า 14 ล้าน 7 แสนเสียงเพียงเพื่อตัดตอนให้ตัวเองและพวกพ้องพ้นผิดจากคดีทุจริต และคดียุบพรรคการเมืองเท่านั้น
      บัดนี้ยังได้ปรากฏเหตุการณ์เป็นที่เพิ่มเติมว่า ได้เกิดขบวนการคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่องจนอยู่ในภาวะอันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อสื่อสารมวลชนหลายแขนง และต่อประชาชนโดยทั่วไป ทั้งในรูปแบบของการแสดงออก การให้สัมภาษณ์ การลงข้อความและรูปภาพในเว็บไซต์ ใบปลิว นิตยสาร ซีดี อีกทั้งรัฐบาลชุดนี้กลับปล่อยให้มีรัฐมนตรีบางคนที่มีทัศนคติเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาเข้าร่วมบริหารงานในรัฐบาลหุ่นเชิดชุดนี้อีกด้วย จึงถือเป็นภัยต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างยิ่งที่ปราศจากการเอาใจใส่ในการแก้ไขปัญหาโดยรัฐบาลแม้แต่น้อย อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ในมาตรา 70 ที่บัญญัติเอาไว้ว่า “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้” และกระทำการที่ขัดต่อมาตรา 175 ที่บัญญัติเอาไว้ว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
      ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังปรากฏอีกว่า รัฐบาลหุ่นเชิดของระบอบทักษิณยังปล่อยให้รัฐบาลกัมพูชายื่นเรื่องให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากการเข้าร่วมยื่นบริเวณรอบเขาพระวิหารจากฝ่ายไทย อันเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเสียอธิปไตยของชาติอย่างชัดเจนดังที่เคยเกิดข้อผิดพลาดในการต่อสู้ทางกฎหมายจนประเทศไทยต้องเสียปราสาทเขาพระวิหารมาแล้วในปี พ.ศ.2505
      โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏหลักฐานในสื่อสารมวลชนของกัมพูชาว่านายจาม ประสิทธิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชาให้สัมภาษณ์ว่า “ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายที่พยายามโยงกรณีพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหารเข้ากับผลประโยชน์ทางทะเลในอ่าวไทยระหว่างการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา” หลักฐานดังกล่าวยิ่งทำให้ประชาชนที่รักชาติ รักแผ่นดิน ประจักษ์ชัดว่าขบวนการขายชาติขายแผ่นดินได้เกิดขึ้นจริงแล้ว โดยนักการเมืองใหญ่แห่งระบอบทักษิณอยู่เบื้องหลัง
      ในขณะที่เกิดวิกฤตการณ์ต่ออธิปไตยชาติ และภัยต่อการคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์ ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลหุ่นเชิดนอกจากจะไม่เร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้แล้ว กลับบริหารจัดการเศรษฐกิจของชาติล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงจนประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ทั้งการบริหารจัดการให้ราคาข้าวสารของโรงสีและผู้ส่งออกมีราคาแพงขึ้น ประกาศขึ้นราคาน้ำตาลเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับโรงงานน้ำตาลและนักการเมืองบางคน ราคาน้ำมันแพงขึ้นจนอัตราเงินเฟ้อพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ในขณะที่ชาวนาและเกษตรกรต้องออกมาประท้วงรายวันเพราะผลผลิตที่ขายให้โรงงานและพ่อค้ามีราคาตกต่ำอย่างไร้ซึ่งการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาล
      
      ในสถานการณ์อันเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ค่าแรงขั้นต่ำกลับขึ้นได้เพียงเล็กน้อยไม่สอดคล้องกับภาวะข้าวยากหมากแพงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่ารัฐบาลหุ่นเชิดชุดนี้ไม่ได้ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยทั้ง 63 ล้านคนแต่ประการใด แต่กลับหาผลประโยชน์ให้คนเพียงบางกลุ่มแลกกับความเดือดร้อนของคนไทยทั้งชาติอย่างโหดเหี้ยมและอำมหิต
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงได้มาประชุมกันเพื่อกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้
      1. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอยืนยันเพิ่มเติมว่า
      ปัญหาการเร่งปฏิบัติการของขบวนการคุกคามและบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์โดยรัฐบาลไม่แยแสและไร้จิตสำนึกในความรับผิดชอบก็ดี ปัญหาการขายชาติขายแผ่นดินบริเวณพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารเพื่อแลกผลประโยชนส่วนตัวจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยก็ดี การฉีกรัฐธรรมนูญโดยหยิบยกประเด็นทางศาสนามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองก็ดีและความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงที่มุ่งเน้นประโยชน์ของนายทุนผูกขาดหน้าเลือดจนประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าก็ดี ล้วนแล้วเป็นเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดการรัฐประหารทั้งสิ้น
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีมติ ประณามการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลหุ่นเชิดเหล่านี้ ดังนั้น หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถือว่าเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลหุ่นเชิดทั้งสิ้น และยังคงยืนยันว่า การกระทำของรัฐบาลหุ่นเชิดนั้นก็เพื่อประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้องเพียงไม่กี่คน ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นปัญหาหลักของแผ่นดินไทยต่อไป
      2. การที่เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ผู้บริโภค ผู้ประกอบการรายย่อย ข้าราชการชั้นผู้น้อยและประชาชนผู้ยากไร้ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพราะความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอสนับสนุนอย่างเต็มที่
      บัดนี้ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งบุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 70 ได้เข้าสู่วิกฤต ตกอยู่ในห้วงอันตรายอย่างยิ่งแล้ว อันเป็นการตอกย้ำดังที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคยออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2/2551 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2551 เรื่อง “กลียุคมาแล้ว” อย่างชัดเจน
      
       
      ด้วยจิตคารวะ
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      14 พฤษภาคม 2551





แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 9/2551

      เรื่อง  ชุมนุมใหญ่ต่อต้านการล้มล้างรัฐธรรมนูญ


      ตามที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชาชน จำนวน 117 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 5 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 4 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย 2 คน พรรคประชาราช 1 คน และสมาชิกวุฒิสภาอีกจำนวน 21 คน รวมกันทั้งสิ้น 150 คน ได้ยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพุธที่ 21 พฤษภาคม 2551 เพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ทั้งฉบับที่มาจากการลงประชามติของคนส่วนใหญ่ในประเทศ 14 ล้าน 7 แสนเสียงนั้น
      จากเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นหลักฐานชัดเจนว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ได้ดำเนินการเป็นอันตรายต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนประชาชนอย่างชัดเจนดังต่อไปนี้
      สำหรับอันตรายต่อสถาบันชาตินั้นได้ปรากฏในการล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่า กระทำไปเพื่อลบล้างความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้องไม่ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และช่วยเหลือนักการเมืองให้หลบหนีคดียุบพรรคการเมืองจากกรณีกรรมการบริหารพรรคได้กระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นว่าอำนาจตุลาการกำลังถูกทำลายด้วยฝ่ายนิติบัญญัติที่ไร้จริยธรรม สมคบกับฝ่ายบริหาร ตลอดจนดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อทำให้กระบวนการตรวจสอบนักการเมืองอ่อนแอลง องค์กรตรวจสอบอิสระตามรัฐธรรมนูญอยู่ภายใต้การคัดสรรจากอิทธิพลทางการเมืองจนไม่สามารถตรวจสอบฝ่ายการเมืองได้ และจะนำไปสู่ความล่มจมของชาติดังที่เคยได้เกิดขึ้นมาแล้วในระบอบทักษิณจากการใช้รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540
      เมื่อรวมกับพฤติกรรมก่อนหน้านี้ของรัฐบาลหุ่นเชิด ที่บริหารบ้านเมืองจนเข้าสู่ความสุ่มเสี่ยงต่อการเสียอธิปไตยของชาติ กรณีพื้นที่รอบเขาพระวิหารเพื่อแลกกับผลประโยชน์ของนักการเมืองขายชาติในระบอบทักษิณ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ปล่อยให้คนไม่ดีมาบริหารปกครองบ้านเมือง โอบอุ้มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมอันพาล โยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม ตัดตอนและลดทอนอำนาจในกระบวนการยุติธรรม และวางแผนเฉีกรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองและพวกพ้องอย่างไร้ยางอาย ย่อมเป็นการพิสูจน์ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำพาชาติไปสู่วิกฤตครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
      สำหรับอันตรายต่อสถาบันศาสนานั้น คณะผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญจงใจใช้วิธีสกปรกนำพุทธศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร้จริยธรรม ทำให้เกิดความแตกแยกของศาสนิกชนของคนในชาติอย่างกว้างขวาง
      สำหรับอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น รัฐบาลและรัฐสภาชุดนี้ที่มีพรรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ มิได้มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้นนับตั้งแต่เริ่มมีกระบวนการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวาง ที่มาในหลายรูปแบบ เช่น เว็บไซต์จำนวนมาก สื่อสิ่งพิมพ์ ซีดี แผ่นปลิว ฯลฯ มิหนำซ้ำรัฐมนตรีในรัฐบาลหุ่นเชิดชุดนี้ยังไปบรรยายและพูดจาในที่ต่างๆ ต่างกรรมต่างวาระทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นเนื้อหาจงใจแสดงทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การกระทำต่างๆ เหล่านี้มีมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานแล้ว และหนักข้อ เหิมเกริมยิ่งขึ้นในช่วงรัฐบาลชุดนี้ โดยที่รัฐบาลไม่ใส่ใจทั้งสิ้น อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 175 ที่บัญญัติเอาไว้ว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ “ข้าพพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” การล้มล้างรัฐธรรมนูญอย่างฉ้อฉลครั้งนี้ได้สำเร็จเมื่อใด ก็ย่อมเป็นการพิสูจน์ว่าฝ่ายการเมืองได้แสดงแสนยานุภาพของระบอบเผด็จการรัฐสภาที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อใดก็ได้
      สำหรับอันตรายต่อประชาชน นอกจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่คนไทยทั้งชาติต้องประสบกับปัญหาข้าวยากหมากแพงภายใต้การบริหารของรัฐบาลที่ไร้ความสามารถ จนทำให้เกิดการชุมนุมของเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบการรายย่อยที่เดือดร้อนไปอย่างกว้างขวาง รัฐบาลหุ่นเชิดกลับดำเนินการล้มล้างแนวนโนยายพื้นฐานแห่งรัฐที่จะช่วยเหลือสร้างให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ ลบล้างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงออกจากรัฐธรรมนูญ และลดอำนาจประชาชนในการตรวจสอบฝ่ายการเมือง
      วิกฤตต่อสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชน ดังที่ปรากฏข้างต้นนั้น เป็นเพราะรัฐบาลหุ่นเชิดมุ่งแต่จะหาทางล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดของตัวเองและพวกพ้องโดยไม่สนใจต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น
      แม้ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะกลับลำให้ประธานรัฐสภาชะลอการบรรจุวาระในการล้มล้างรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าจะดำเนินการขอมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ทำประชามติสอบถามประชาชนว่าจะเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งๆ ที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน สามารถสั่งให้ลูกพรรคพลังประชาชนถอนญัตติการล้มล้างรัฐธรรมนูญให้ออกกจากวาระการประชุมได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ แสดงให้เห็นว่านี่คือเล่ห์เพทุบายของฝ่ายบริหารที่ยังสมคบกับฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นพวกเดียวกันเล่นละครสองหน้าตบตาหลอกลวงประชาชน
      การล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ในมาตรา 68 ที่กำหนดเอาไว้ว่า บุคคลจะใช้สิทธิเสรีภาตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า วิกฤตต่อสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชน ตลอดจนการล้มล้างรัฐธรรมนูญได้เกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์แล้ว จึงขอใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตลอดจนการดำเนินตามหน้าที่ของชนชาวไทยในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ตามมาตรา 69 และ 70 ทุกประการ
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีมติดังต่อไปนี้
      1. ให้จัด “ชุมนุมใหญ่” เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2551 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวลา 15.00 น.
      2. ดำเนินการถอดถอนนักการเมืองที่มีพฤติกรรมขัดกันแห่งผลประโยชน์ และอาศัยมาตรา 68 วรรคสองยื่นต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เลิกการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือยุบพรรคการเมืองดังกล่าว และมีมติใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 164 ในการรณรงค์และรวบรวมรายชื่อประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน เพื่อใช้สิทธิร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา 274 ถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อทุกคน ตามมาตรการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคยประกาศเอาไว้แล้วในแถลงการณ์ ฉบับที่ 5/2551 ลงวันที่ 2 เมษายน 2551
      3. ขอให้พี่น้องประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียง พร้อมทั้งเตรียมสำเนาบัตรประชาชนเพื่อถอดถอนนักการเมืองที่ล้มล้างรัฐธรรมนูญดังกล่าวด้วย
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่าย จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่รักชาติ รักประชาธิปไตย และรักประชาชนทุกท่าน ได้มาเข้าร่วมสืบสานภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนถึงที่สุด
      ด้วยจิตคารวะ
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      22 พฤษภาคม 2551
      
      รายละเอียด “พันธมิตรฯ” แถลงจุดยืน
      ช่วงถาม-ตอบ
      ถาม -(เสียงไม่ชัด)
      สนธิ - เพราะว่าเราต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญ เราต่อสู้เพื่อไม่ให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญ ก็เลยตัดสินใจเลือกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นสัญลักษณ์ที่ผมคิดว่าน่าที่จะมีความหมายและนัยที่ทำให้คนที่เข้ามาร่วมได้เข้าใจดี
      ถาม - ทำไมถึงเลือกวันที่ 25
      สนธิ - ก็อาจจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
      ถาม - พันธมิตรฯ ได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องของกรณีที่ก่อนหน้านี้พันธมิตรฯ บอกว่าขอให้ประชาชนได้มีสิทธิมีเสียงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยขอให้มีการลงประชามติ เมื่อรัฐบาล...
      สนธิ - ผมเข้าใจครับ ผมจะชี้แจงนิดหนึ่ง ผมไม่อยากให้สื่อมวลชนหลงประเด็น คือการขอให้มีประชามตินั้นแท้ที่จริงแล้วควรจะมีประชามติก่อนที่จะยื่นสภาฯ ถูกไหม แต่นี่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน และคุณสมัคร ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กลับปล่อยให้ ส.ส.ตัวเองยื่นญัตติเข้าสภา คือการยื่นญัตติเข้าสภาตามกติกาแล้วจะต้องภายใน 15 วัน จะต้องพิจารณาทันที เดี๋ยวผมจะให้ท่าน พล.ต.จำลอง เพิ่มเติม แต่ในขณะเดียวกัน คุณสมัคร ก็มาเล่นเล่ห์เพทุบาย สมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ คือคุณชัย ชิดชอบ พูดง่ายๆ ว่าตัวเองก็ออกมาบอกว่าเดี๋ยวจะทำประชามติ คำถามก็คือว่าเมื่อคุณจะทำประชามติแล้วคุณยื่นทำไม เพราะถ้าคุณยื่นคุณต้องพิจารณาภายใน 15 วัน เพราะฉะนั้นนี่เป็นเล่ห์เพทุบาย การอำพรางให้ประชาชนหลง เชิญ พล.ต.จำลอง ครับ
      จำลอง - ที่คุณสนธิพูดไปก็ครบถ้วนแล้วนะครับ ยังมีเรื่องเพิ่มเติม เราเห็นได้ชัดว่าการที่จะบอกให้ท่านประธานชัย ชิดชอบ ชะลอการพิจารณาไว้ก่อนนั้น ทำไม่ได้ เพราะว่าขัดต่อ ที่จะต้องบรรจุวาระภายใน 15 วัน แล้วข้อที่น่าคิดมากที่สุดคืออะไร ในเมื่อจะบอกกับประธานสภา ซึ่งเป็นคนที่ใหญ่ที่สุดในสภา ให้ทำตามที่ตัวเองต้องการ ทำไมไม่บอกลูกพรรคล่ะ บอกง่ายกว่าด้วย แล้วใช้เวลาไม่นานเท่าไร และไม่ขัดอะไรทั้งสิ้น การที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานฝ่ายบริหาร จะไปสั่งประธานรัฐสภา ทำไม่ได้อยู่แล้ว ก็ต้องอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว คือการเป็นหัวหน้าพรรค และลูกพรรค เมื่ออาศัยความส่วนตัวแล้ว ทางที่ทำได้แน่นอนที่สุดก็คือบอกลูกพรรคให้ถอนญัตติ จบ
      ถาม - พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้านายกฯ ตัดสินใจที่จะทำประชามติไปก่อนหน้านี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะไม่มีการชุมนุมเคลื่อนไหวใหญ่ใช่ไหม การตัดสินใจของท่านนายกฯ ช้าเกินไป หรือมองว่าจริงๆ แล้วเป็นแผน
      สนธิ - เป็นแผน เป็นขบวนการสมรู้ร่วมคิดแล้วสร้างความสับสนให้ประชาชน อย่างที่ผมเรียนให้ทราบตั้งแต่ต้น ถ้ามีเจตนารมณ์ที่จะให้มีประชามติก็ต้องไม่ยื่น ต้องดำเนินการทำประชามติก่อน แต่จู่ๆ ก็ไปยื่น พอไปยื่นแล้วก็ต้องเข้าไปตามกระบวนการรัฐสภา ก็คือเมื่อยื่นแล้วภายใน 15 วัน ต้องพิจารณาทันที ขณะเดียวกัน นายกฯ เองก็กลับมาบอกว่าจะขอ ครม.ทำประชามติ
      สมเกียรติ - ผมอยากยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 ว่าการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบและให้ประชาชนมีส่วนร่วม และให้สัมภาษณ์ว่า ในปีที่ 4 เป็นรัฐบาลมา 4 ปี 3 เดือนสุดท้ายถึงจะแก้ หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีคนนี้ก็กลับลำว่าจะแก้ทันที และก็กล่าวหาประชาชนผู้คัดค้านว่าเป็นพวกดัดจริต ท่านทั้งหลายจำได้ไหมครับ แล้วมาวันนี้ วันนั้นตอนดัดจริตก็บอกว่าจะไม่ถามประชามติทั้งสิ้น จะไม่ถามประชามติ สิ้นเปลืองเงิน นายกรัฐมนตรีพูดแล้ว คราวนี้กลับลำมาจะถามประชามติ แสดงว่านายกรัฐมนตรีโกหกจนกลายเป็นนายกฯ เลี้ยงแกะ เหมือน 6 ตุลา ตาย 1 คน แล้วก็บอกว่าสถาบันการเงินเจ๊ง 3-4 ครั้ง บอกว่าไม่พูด ครั้งนี้มาพูดอีกครั้งหนึ่งเรื่องประชามติ หลังจากว่าไม่ขอทำประชามติในครั้งนั้นและก็กล่าวหาประชาชนเป็นพวกดัดจริต เพราะฉะนั้นคำพูดของนายกฯ เลี้ยงแกะคนนี้เป็นการอำพรางตนเองเพื่อพิทักษ์และปกป้องระบอบทักษิณและพวกพ้องมากกว่า
      สมศักดิ์ - ที่จริงประเด็นที่เขารีบแก้รัฐธรรมนูญก็คือต้องการที่จะไม่ให้ทักษิณและพวกพ้องเข้าสู่ระบบยุติธรรม เพราะว่าเขาต้องเร่ง เพราะว่าถ้าไม่เร่งกระบวนการยุติธรรมหรือศาลก็จะตัดสินไปเรื่อย ฉะนั้นต้องเร่งแก้ก่อน นี่คือปัญหาทั้งหมดทั้งปวงนะครับ ฉะนั้นเราจึงเห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิที่จะมาแก้ในช่วงนี้นะครับ นี่คือเป็นเล่ห์เหลี่ยมของเขาที่เขาต้องการจะให้แก้รัฐธรรมนูญก่อนที่กระบวนการยุติธรรมหรือศาลจะมีคำพิพากษาคดีการทุจริตทรัพย์สินของประเทศชาติและประชาชนร่วมกันทุกคน นี่คือเป้าหมายใหญ่ของเขา
      ถาม - กังวลไหมที่จะมีการมองว่าพันธมิตรฯ เองคือกลุ่มที่ไม่ยอมที่จะจบ หรือไม่ยอมที่จะยุติความแตกแยกในสังคม
      จำลอง - ที่จริงถ้าติดตามเรามาโดยตลอดคงจะเห็นนะครับว่า เรายืนยันว่าเราทำตามสถานการณ์ เราไม่ได้ตั้งใจว่าตรงนั้นจะทำอย่างนี้ เมื่อนี้จะทำอย่างนั้น ไม่มี เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้แล้วเราไม่มีทางเลี่ยงได้ เราไม่ใช่ตัวป่วนนะครับ ต้องพิจารณาดูให้ดีว่าใครเป็นคนป่วนกันแน่ เราอยู่เฉยๆ นะครับ เราอยู่ดีๆ ก็มาแก้รัฐธรรมนูญชนิดที่จะทำให้บ้านเมืองเสียหายอย่างมาก เราไม่มีทางเลี่ยงจริงๆ ผมถามสื่อมวลชนหน่อยว่ามีทางเลี่ยงอื่นไหม ที่ดีกว่านี้ บอกมาเลยครับ เราจะทำทันที เพราะการชุมนุมไม่ใช่เรื่องน่ารื่นรมย์นะครับ แล้วเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราเองหรือหมู่คณะ เราทำเพื่อสังคมส่วนรวมโดยแท้ ไม่มีอะไรแอบแฝงทั้งสิ้น ช่วยบอกมาหน่อยครับว่ามีอะไรดีกว่านี้ไหม ถ้าดีเราทำทันทีครับ
      สนธิ - ขอเพิ่มเติมคำถามเมื่อกี้นิดนะครับ คือมันมีประเด็นที่หลายฝ่ายจะไม่เข้าใจ คือคำพูดที่บอกว่าทำไมพันธมิตรฯ ไม่รู้จักพอเสียที บ้านเมืองวุ่นวายมากแล้ว คำพูดนี้พูดจากคนที่ผมคิดว่าผมเห็นใจ เพราะว่าข้อมูลเขาไม่ครบถ้วน คำถามว่าพอ พอในลักษณะไหน ลักษณะที่พร้อมจะให้สังคมเดินไปในทางที่ผิด ทำคนผิดให้เป็นคนถูก แก้ของผิดให้เป็นถูกโดยการแก้กฎหมาย และในขณะเดียวกันทำทุกอย่างตามใจชอบ คำถามมีอยู่ว่าสังคมไทยต้องการเช่นนั้นหรือเปล่า ถ้าสังคมไทยต้องการเช่นนั้นก็เชิญตามสบาย ไม่ว่ากัน ถ้าอย่างนั้นจากนี้ไป ใครทำผิดก็สามารถแก้กฎหมายได้ นั่นข้อแรก ข้อที่ 2 ถ้าพี่น้องสื่อมวลชนยังจำได้ จุดยืนของเราตั้งแต่ต้น แรกสุด เรายืนยันว่าคุณทักษิณควรจะเข้าสู่ระบอบ กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส ให้คุณทักษิณขึ้นไปโต้กระแสทวน หรือว่าสู้กันในระบอบยุติธรรม ข้อที่ 1 โดยที่ไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม 2 ไม่มีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม แต่ตั้งแต่ต้นแล้ว กระบวนการของพรรคพลังประชาชน ซึ่ง ณ วันนี้เป็นที่ยอมรับกันโดยพฤตินัยแล้ว ทุกคนในสังคมยอมรับว่าเป็นพรรคไทยรักไทยเก่า และคุณทักษิณท่านก็อยู่ข้างหลัง ทั้งหมด ซึ่งจากตอนแรกที่ปฏิเสธว่าไม่ใช่ ตอนนี้กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง ถูกบิดเบือน เข้าถึงขั้นแก้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพี่น้องประชาชน ที่ตามเรา มีจุดยืนที่มั่นคง คือเรายืนอยู่บนหลักจริยธรรม คุณธรรม และศีลธรรม ผมคิดว่าสังคมไทยถ้าไร้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม แล้วเราจะอยู่ไปทำไมล่ะครับสังคมไทย ถ้าอย่างนั้นเราทุกคนก็เป็นโจรกันหมดไม่ดีกว่าเหรอ เพราะฉะนั้นแล้วเราไม่ได้ขึ้นมาปกป้องอะไรทั้งสิ้น แต่เรากำลังบอกว่าเรากำลังทำสิ่งที่สังคมไทยควรจะเป็น เพราะฉะนั้นแล้วใครก็ตามมาบอกว่าเราวุ่นวาย ผมอยากให้คนที่พูดกลับไปทบทวนว่าต้องการสังคมแบบไหน ถ้าอย่างนั้นก็เชิญตามสบายเลยครับ
      จำลอง - คำถามเมื่อกี้เป็นคำถามที่ดีนะครับ ว่าทำไมจึงต้องชุมนุม เรื่องนี้ดูให้ดีนะครับ เราทำหน้าที่ของเรา อยู่ในรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว หน้าที่นี้คือ บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราทำหน้าที่ของเรานะครับ นี่คือมาตรา 70 ตรงเป๊ะเลยครับ เมื่อเรามีหน้าที่แล้วเราไม่ทำสิครับ เราละทิ้งบ้านเมืองเรา อย่างที่คุณสนธิว่า เราจะปล่อยให้บ้านเมืองเราถูกปู้ยี่ปู้ยำยังไงก็ได้ แล้วเราไม่ได้ทำหน้าที่ของเรา แล้วเราจะเกิดมาทำไมครับ
      ถาม - การชุมนุมวันที่ 25 นี้ เป็นการเร่งรีบเกินไปไหมครับ เพราะว่าไม่รอให้เข้าสู่การบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประธานรัฐสภาก่อน
      
      สนธิ - อุปมาอุปไมยเหมือนโจรบุกเข้ามาในบ้านเราครับ ข้ามเข้ารั้วแล้ว สะเดาะกุญแจประตูบ้านเข้ามาแล้ว เราจะรอให้เขาขโมยของก่อนที่เราจะโวยวายหรืออย่างไร กรรมเป็นเครื่องส่อเจตนา การยื่นญัตติเข้าไปนั้นก็เป็นการส่อเจตนาชัดเจนแล้วว่าต้องการแก้นะครับ
      พิภพ - ขอเพิ่มเติมสัก 2-3 ประเด็นนะครับ ซึ่งสื่อมวลชนจะต้องช่วยอธิบายเรื่องนี้ เพราะครั้งนี้เป็นเล่ห์เพทุบายที่ซับซ้อนมาก พอสมาชิกพรรคพลังประชาชนไปยื่น ประธานรัฐสภารับ มันจะเข้ากระบวนการการแก้ไขไปทันทีเลย มันหยุดไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นการที่คุณสมัคร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นฝ่ายบริหาร จะไปสั่งประธานสภาผู้แทนราษฎรนี่ทำไม่ได้นะครับ เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญจะต้องแยกอำนาจกัน นี่ประเด็นที่หนึ่ง ประเด็นที่ 2 การที่นายกรัฐมนตรีมาบอกว่าจะให้มีการลงประชามติ อันนี้ขั้นตอนผิดแล้วครับ เพราะขณะที่จะทำการประชามติ ซึ่งทำหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะดำเนินต่อไปโดยไม่สามารถจะหยุดได้ เพราะฉะนั้นถามว่าประชามติที่จะทำ มันไม่สามารถไปหยุดยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะฉะนั้นคุณสมัคร แทนที่จะทำหน้าที่หัวหน้าพรรคพลังประชาชน สั่งลูกพรรคให้ถอนเรื่องจากการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับไม่ทำในอำนาจหน้าที่ที่ตัวเองมีอยู่ได้ แต่กลับจะไปเสนอ ครม.ตามมาตรา 165 เพื่อลงประชามติ นี่ไม่สามารถจะไปหยุดยั้งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ 2. ในมาตรา 165 ถ้าจะทำประชามติต้องใช้เวลาในการที่จะให้ประชาชนที่จะออกเสียง รับฟังความเห็นทั้งสองด้าน ความเข้าใจในประเด็นที่จะทำประชามติ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเล่ห์เพทุบายครั้งนี้ซับซ้อนมาก แล้วจะมากล่าวหาว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก่อเรื่อง ไม่ใช่นะ เพราะเราพูดไว้แต่ต้นแล้วว่า ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องต่างๆ เมื่อไร โดยเฉพาะประเด็นที่ซ่อนอยู่ ก็คือการนำตัวคุณทักษิณออกจากกระบวนการยุติธรรม เราจะจัดชุมนุมใหญ่ แต่รัฐบาลพยายามจะแก้เกมเพื่อไม่ให้ประชาชนมาร่วมการชุมนุม โดยไปเสนอเรื่องที่ซับซ้อนและเป็นไปไม่ได้ คือการลงประชามติ ขณะที่ควรจะบอกว่า เมื่อตัวเองไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะนำไปสู่ความแตกแยกของสังคม ให้สั่งในฐานะหัวหน้าพรรค ให้ลูกพรรคถอน ง่ายกว่า และดีกว่า แต่ทำไมไม่ทำ ไม่ทำเพื่อที่จะสร้างความสับสนในสังคมให้เกิดขึ้น ในระหว่างเรื่องประชามติกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นไป แล้วยิ่งอ่านเนื้อหาสาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขายื่น ผมคิดว่าหน้าที่ของสื่อมวลชนจะต้องวิเคราะห์ให้ประชาชนเห็นว่าเนื้อหาสาระนี่นำไปสู่อะไร เหมือนกับแถลงการณ์ของพันธมิตรฯ
      ถาม - รูปแบบการชุมนุมครั้งนี้จะเป็นอย่างไร จะเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือยืดเยื้อ
      สมศักดิ์ - การชุมนุมวันที่ 25 ในรายละเอียดจะดำเนินการอย่างไรนั้น เราก็ขึ้นอยู่กับที่ชุมนุมวันนั้นที่จะพูดคุยกันว่าขั้นตอนต่อไปจะดำเนินการอย่างไร เพราะว่าเราต้องฟังเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ เพราะว่าเราใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
      ถาม - เป็นลักษณะการชุมนุมแบบยืดเยื้อไหม หรือเป็นครั้งๆ ไป
      สมศักดิ์ - ก็ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมวันนั้นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็ต้องฟังเสียงพี่น้องที่มาร่วมในวันนั้นด้วย
      ถาม - จะมีการป้องกันกลุ่มที่มาก่อกวนอย่างไร
      สมศักดิ์ - ก็คิดว่าเป็นเรื่องของทางตำรวจ แต่ภายในเราก็ต้องมีบ้าง แต่จริงๆ แล้วตำรวจต้องรักษาความปลอดภัย
      จำลอง - อย่างที่คุณสมศักดิ์พูดนะครับ การป้องกัน ตำรวจเขากินเงินเดือนเรื่องนี้โดยเฉพาะนะครับ เขามีหน้าที่โดยตรง เขามีอาวุธ เขามีอำนาจ มีบทบาทตามหน้าที่ คนอื่นไม่มีหน้าที่เหมือนอย่างเขาหรอกครับ ต้องยกให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ และอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนที่จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวายก็หยุดเสีย ก็อย่ามาทำอะไรที่ทำให้มันเกิดความวุ่นวาย เพราะเราเดินอย่างสงบ อย่างสันติ ไม่มีปัญหาอะไร คราวที่แล้วก็ทำมาแล้วนับรวมกันแล้วเป็นเวลาปีกว่าๆ ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย เพราะตำรวจทำงานอย่างเต็มที่ อีกประการหนึ่ง ไม่มีใครมาสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น
      ถาม - คาดหวังว่าผู้ที่มาร่วมชุมนุมจะมีปริมาณเท่าเดิมเหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมาไหม
      
      สมศักดิ์ - ก็ต้องดูวันนั้นครับ เพราะว่าทุกอย่างก็เป็นไปโดยความสมัครใจ เราไม่ได้ไปกะเกณฑ์อะไรมา จะมากหรือน้อยอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าพี่น้องประชาชนมองว่าการชุมนุมครั้งนี้เราได้ทำหน้าที่ของพลเมืองดีเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมของชาติบ้านเมือง ก็คิดว่าคนก็คงจะไม่น้อย
      ถาม - จะมีการเคลื่อนขบวน
      สมศักดิ์ - ขึ้นอยู่กับที่ประชุมวันนั้นอีกที เพราะว่าเวลาจะไปไหนมาไหนต้องฟังเสียงคนว่าอะไรเป็นอย่างไร
      สนธิ - คือ ภาคประชาชนที่มาร่วมกับเราตั้งแต่ พ.ศ.2549 เป็นภาคประชาชนที่มาด้วยจิตใจ ที่เต็มใจที่จะมา ต่างกับภาคประชาชนอีกภาคหนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้ผมทราบมาว่ามีการเตรียมรถตู้ไว้ 3,000 คันนะครับ โดยที่รถตู้คันหนึ่งต้องนั่งให้ได้อย่างน้อย 15 คน และคนหนึ่งก็ 1,500 บาท ตอนนี้รับก่อน เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ แล้วก็จะได้เพิ่มอีก 1,500 เป็น 3,000 บาท อันนี้ยืนยันได้นะครับ ใครเป็นคนเตรียมก็ไปถามคนที่ไปทุบปราสาทพนมรุ้งดูก็แล้วกันครับ
      ถาม - มีการประสานกับทางตำรวจไว้ก่อนไหมว่าเราจะมีการชุมนุมกันในวันที่ 25
      จำลอง - เรื่องนี้แน่นอนครับ ทางเราจะต้องติดต่อกับตำรวจไว้ เหมือนอย่างที่เราเคยทำมา ถ้าตำรวจเขาทำอย่างเต็มที่ แล้วพวกนั้นเขาไม่มาก่อความวุ่นวาย ก่อความปั่นป่วน มันก็เรียบร้อยเหมือนเดิมทุกประการ เราไม่มีทางอื่นที่มันดีกว่านี้ อย่างที่ผมบอกแล้วไงครับ
      ถาม - มีแผนสำรองไหม ถ้าเกิดเขาไม่อนุญาตให้ใช้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เราจะไปใช้ที่อื่นอย่างไร มีแผนสำรองไว้ไหม
      จำลอง - เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่สามารถที่จะชุมนุมได้อย่างสงบ ก็คราวที่แล้วไงครับ ที่ประชุมกันมาตั้งหลายที อันนี้ไม่ได้เป็นปัญหานะครับ
      ถาม - ดูไปถึงการปิดการจราจรด้วยไหม เพราะตรงนั้นเป็นเส้นทางจราจรที่ค่อนข้างจะหนาแน่น
      จำลอง - ก็เราเลือกเอาวันอาทิตย์ไงครับ
      ถาม - แล้วไม่ทราบว่าเครือข่ายต่างจังหวัดอย่างพันธมิตรฯ ในพื้นที่แต่ละจังหวัดจะมีการเคลื่อนไหวกับเราด้วยไหม
      ไชยวัฒน์ - ต่างจังหวัดจะมีแกนพันธมิตรฯ อยู่แต่ผมต้องคุยกับแกนสมัชชาประชาชนฯ ให้ร่วมกิจกรรมครั้งนี้อย่างเต็มที่
      พิภพ - ผมไปต่างจังหวัดมา ทุกคนพร้อม แล้วยิ่งเห็นเล่ห์เพทุบายของรัฐบาลครั้งนี้ที่เริ่มต้นบอกว่ารัฐบาลจะไม่เป็นเจ้าภาพแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกให้สภาฯ นั่นคือยกให้สมาชิกพรรคพลังประชาชน ผมคิดว่าเลห์เพทุบาย และปัญหาข้าวยากมากแพง ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนและเงินเฟ้อที่พุ่งสูงได้ ผมคิดว่าจะเป็นตัวให้ประชาชนต้องแสดงต่อสาธารณะอย่างสงบและสันติ เพราะฉะนั้นจะไม่ขัดรัฐธรรมนูญใดๆ ไม่ขัดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะรัฐธรรมนูญได้คุ้มครองไว้ว่า ประชาชนสามารถแสดงมติและความคิดเห็นในที่สาธารณะได้อย่างสงบและสันติ และเราได้พิสูจน์มาแล้วว่า ประชาชนที่มาเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ามาร่วมชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นต่างตั้งมั่นที่จะชุมนุมอย่างสันติและสงบ จนพาลูกหลานมาร่วมด้วยได้ การที่พาเด็กมาแสดงว่าเขาเชื่อมั่นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ จะเต็มไปด้วยความสงบและสันติ และดูแลความปลอดภัย หน้าที่สำคัญคือรัฐบาล รัฐบาลอย่ายั่วยุให้เกิดความรุนแรง นี่หน้าที่ของรัฐบาล และรัฐบาลจะต้องป้องกัน
      ถาม - พันธมิตรฯ มองอย่างไรกับ 2 พันล้านบาทที่ต้องเสียไปกับการทำประชามติ
      พิภพ - คนละประเด็นแล้วนะครับ เมื่อกี้อธิบายไปแล้วนะครับ ว่าประชามติที่มาเริ่มโดย ส.ส.พรรคพลังประชาชนไปยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันไม่ใช่แล้ว ถ้าเขาจะทำประชามติ รัฐบาลต้องบอกว่า วันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะรับเป็นเจ้าภาพ ถ้าจริงใจจะทำประชามติ สอบถามก่อนว่าควรจะแก้ไม่แก้อย่างที่พันธมิตรฯ อ้าง แต่เขาไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้ รัฐบาลบอกว่า ไม่รับเป็นเจ้าภาพ และ 2. ประชามติไม่มีผลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเข้าในกระบวนการของรัฐสภาแล้ว ไม่มีผลเลย ไม่ว่าประชามติจะเห็นออกมาไม่ควรแก้ แต่กระบวนการแก้ไปแล้ว ต้องทำ ต้องยุติการที่สั่งให้ ส.ส.ทั้งหมดให้ถอนชื่อ
      
      จำลอง - อย่าหลงประเด็นนะครับ สำหรับกรณีนี้การทำประชามติอย่างที่พวกเราบอกต้องใช้เวลา ทำได้ต้องใช้เวลา เพราะจะต้องมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการแสดงประชามติ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลหรือสภาฯ จะทำจริงต้องเร่งออกอันนี้ออกมา ซึ่งไม่นานเท่าไหร่ ออกมาแล้วต้องทำตามขั้นตอนที่คุณสนธิว่า กว่าจะมาถึงขั้นตอนการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องทำมาแล้ว แต่นี่ไม่ได้ทำ
      สนธิ - ถ้าคุณจำคำพูดของท่านนายกฯ สมัครได้เมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา ท่านบอกว่า ยอมเสียเงิน 2 พันล้านตัดความรำคาญใจ เมื่อนายกฯ สมัคร มีทัศนคติที่มีต่อกรณีประชามติเพื่อตัดความรำคาญใจ ผมคิดว่าประเทศนี้มันไม่มีที่พึ่งแล้ว แต่ประเด็นประชามติอย่าไปหลงนะครับ เพราะประชามติ ประเด็นที่ตั้งมาเป็นประเด็นของเล่ห์อำพราง เพราะว่าถ้าต้องการทำประชามติจริงต้องไม่ยื่นญัตติ ต้องเริ่มที่ประชามติก่อน เมื่อคุณยื่นญัตติแล้วคุณไปทำประชามติไม่มีประโยชน์แล้วเพราะกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญมันเดินหน้าต่อไปเรียบร้อยแล้ว
      สมเกียรติ - ผมอยากเรียนสื่อมวลชนที่ถามเรื่องประชามติ สื่อควรจะวิเคราะห์คำพูดของนายกฯ สมัคร ช่วงวันที่ 20, 21,22 มีนาคม ไม่ยินยอมทำประชามติ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลือง พอเดือนพฤษภาคมบอกว่า จะทำประชามติเพื่อตัดความรำคาญ สื่อต้องไปทบทวนสมองของนายกรัฐมนตรีคนนี้ แล้วการที่เขาเปลี่ยนแบบนี้สะท้อนให้เห็นเลห์อำพรางของการแก้รัฐธรรมนูญที่จะเดินหน้าต่อไป แล้วอันที่ 2 สื่อถามหลายท่านว่า จะไม่เร็วเกินไปหรือที่มีการชุมนุมในวันอาทิตย์นี้ ขอเรียนว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เตือนเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 ก.พ., มี.ค., เม.ย., พ.ค. 3 เดือนเร็วเกินไปไหมครับ 90 วัน ถามสื่อกลับด้วย สื่อมีข้อมูลไหม
      ถาม - ประชา ประสพดี ยืนยันจัดเวทีคู่ขนาน
      สมศักดิ์ - การจัดเวทีของเขาก็จัดไปไม่มาเกี่ยวข้องอะไรกับเรา แต่ถ้าเขาทำอะไรผิดกฎหมาย ตำรวจต้องรับผิดชอบ
      ถาม - ตรงนั้นเป็นพื้นที่เปิดขนาดพื้นที่ปิดอย่างธรรมศาสตร์
      จำลอง - เรื่องนี้ต้องไปถามเขา ไม่ใช่มาถามเรา เพราะเราบอกแล้วว่าเราจะทำอย่างนี้ ต้องดูซิครับว่า ใครเป็นผู้ที่ทำให้เกิดความปั่นป่วน ไม่ใช่เรา









แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 10/2551 เรื่อง "เคลื่อนไหวต่อเนื่องเพื่อกำจัดผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ"


      ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ชุมนุมใหญ่ ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2551 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ตามที่ได้ประกาศเอาไว้ในแถลงการณ์ฉบับที่ 9/2551 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 แล้วนั้น
      บัดนี้การชุมนุมใหญ่ได้เกิดขึ้นแล้วตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ประกาศเอาไว้ทุกประการ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงขอประกาศผลการดำเนินการและกำหนดเป้าหมายต่อไปดังต่อไปนี้
      ประการแรก พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอแถลงผลการดำเนินการว่า การชุมนุมครั้งนี้มีประชาชนผู้รักชาติได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เข้าร่วมชุมนุมจำนวนหลายหมื่นคน ด้วยความสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ แม้ว่าจะถูกอันธพาลที่ถูกจ้างมาจากคนในฝ่ายรัฐบาลทำการยั่วยุ ขว้างปาสิ่งของ และทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็ตาม ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมก็ยังคงมีจิตใจที่มุ่งมั่นแสดงพลังของประชาชนต่อไป เพื่อคัดค้านการทำงานของรัฐบาลที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อวิกฤติการณ์ของ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ จงใจและตั้งใจล้มล้างรัฐธรรมนูญที่มาจากการลงประชามติประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกว่า 14 ล้าน 7 แสนเสียง เพียงเพื่อลบล้างความผิดของตัวเอง ตัดตอนกระบวนการยุติธรรมอย่างไร้จริยธรรม
      ผลของการชุมนุมครั้งนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชน และขอขอบพระคุณและขอคารวะจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของพี่น้องประชาชนที่ได้แสดงพลังเคลื่อนไหวร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่างเข้มแข็งในครั้งนี้
      ประการที่สอง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีมติที่จะเคลื่อนมวลชน ในคืนนี้เวลา 21.00 น. เพื่อเดินทางไปหน้าทำเนียบรัฐบาลและปักหลักพักค้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อเรียกร้องและกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชนและคณะรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบ ต่อความมุ่งหมายที่จะล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดของคนในระบอบทักษิณเพียงอย่างเดียว จนเกิดจากภัยคุกคามต่อ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล้มเหลวต่อการบริหารราชการแผ่นดิน จนเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง จนประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสไปทั่วประเทศ
      ประการที่สาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้มารวมตัวกันเพิ่มมากขึ้น เพื่อไปยื่นหนังสือแจ้งความจำนงต่อประธานวุฒิสภาในการถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ในเช้าวันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม 2551 ในตอนเช้าเวลา 6.00น. ณ หน้าทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้นตัวแทนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะร่วมเดินทางไปพร้อมกันกับพี่น้องประชาชนไปที่หน้ารัฐสภาเวลา 7.00 น.
      จึงเรียนมาเพื่อเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้เข้าร่วมในการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างต่อเนื่องในการต่อสู้เพื่อบรรลุภารกิจในการนำพาชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์ของการบ่อนทำลายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพิทักษ์รักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้จงได้
      ด้วยจิตคารวะ
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      25 พฤษภาคม 2551


แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 11/2551 เรื่อง “โค่นระบอบทักษิณ ไล่รัฐบาลอันธพาลหุ่นเชิด”


      ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้จัดให้มีการชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2551 และมีมติให้เคลื่อนไหวต่อเนื่องตามแถลงการณ์ฉบับที่ 10/2551 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอแจ้งให้ทราบว่า การเคลื่อนไหวตามแถลงการณ์ฉบับที่ 10/2551 ได้ถูกขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมิให้เคลื่อนไหวไปปักหลักพักค้างที่หน้าทำเนียบรัฐบาล จนเป็นสาเหตุที่ทำให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องเปลี่ยนแผนการปักหลักพักค้างมาอยู่ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินนอก และเป็นผลทำให้ต้องปรับเปลี่ยนจากแผนการเดิมในแถลงการณ์ฉบับที่ 10/2551 ที่จะเคลื่อนมวลชนเดินทางไปที่หน้ารัฐสภา มาเป็นใช้วิธีส่งตัวแทนไปยื่นแสดงตนต่อประธานวุฒิสภา เพื่อยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ล้มล้างรัฐธรรมนูญในเช้าวันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม 2551 และตัวแทนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ไปยื่นรายชื่อของประชาชนจำนวน 31,881 รายชื่อต่อประธานวุฒิสภาเพื่อถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ล้มล้างรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เช้าวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2551
      บัดนี้ การปักหลักพักค้างของพี่น้องประชาชนและองค์กรเครือข่ายภาคเอกชน ที่ได้เข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินนอก ได้เข้าสู่คืนที่ 5 ของการชุมนุมใหญ่แล้ว
      ตลอดระยะเวลา 5 วัน 5 คืน ที่ผ่านมา ประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ถูกข่มขู่ ถูกคุกคาม และถูกทำร้ายร่างกายมาโดยตลอด โดยแก๊งอันธพาลที่ได้รับอามิสสินจ้างมาจากนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร้อารยะ
      แผนการที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐบางคนได้ใช้แก๊งอันธพาล ข่มขู่ คุกคาม และการทำร้ายร่างกายพี่น้องประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีและผู้สูงวัยซึ่งไม่มีหนทางในการต่อสู้กับแก๊งอันธพาลเหล่านี้ ก็เพราะต้องการให้เกิดความหวาดกลัวในการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนผู้รักชาติก็หาได้ยอมจำนนพ่ายแพ้ต่อความเลวทราม หยาบช้า ดังกล่าวไม่
      ในทางตรงกันข้าม ประชาชนจำนวนมหาศาลได้เข้าร่วมในการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และยังได้เกิดอาสาสมัครที่มาจากพี่น้องประชาชนผู้รักความเป็นธรรมจำนวนมากเข้าทำหน้าที่พิทักษ์รักษาความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมชุมนุมอย่างกล้าหาญ ในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ยังคงเพิกเฉยไม่ยอมให้ความคุ้มครองในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่มาใช้สิทธิของตนเองในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
      แม้ในคืนวันพุธที่ 28 และคืนวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 จะได้เกิดพายุฝนกระหน่ำอย่างรุนแรงและหนักหน่วง แต่พี่น้องประชาชนผู้รักชาติก็ได้ยืนหยัดเข้าร่วมชุมนุมอย่างไม่ท้อถอย เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพี่น้องประชาชนทั้งหลายมีความมุ่งมั่นในการทำลายล้างระบอบทักษิณด้วยอุดมการณ์อันแน่วแน่อย่างแท้จริง
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงขอประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อบันทึกเป็นประวัติศาสตร์เอาไว้ว่า ค่ำคืนนี้ คืนวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2551 ได้เกิดปรากฏการณ์ที่มีประชาชนมาชุมนุมร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ และถนนราชดำเนินนอก เป็นจำนวนนับแสนคน
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีมติให้ประกาศผลสำเร็จในการชุมนุมตลอด 5 วัน 5 คืนที่ผ่านมา และขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงต่อจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมการต่อสู้ ร่วมกันสร้างภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวข้างต้น
      
      บัดนี้ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เพื่อขอฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชนเรือนแสน ที่เข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ในค่ำคืนนี้ ร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการโค่นล้มระบอบทักษิณและขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดอันธพาลให้สิ้นซาก ด้วยเหตุผลดังนี้
      1.รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำสำคัญ เป็นพรรคการเมืองหุ่นเชิดของพรรคไทยรักไทยภายใต้การชี้นำและบงการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกตลอดเวลา
      โดยตุลาการรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยเอาไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ว่า พรรคไทยรักไทยเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนสมควรจะต้องร่วมมือกันต่อต้านในทุกวิถีทาง
      2.รัฐบาลหุ่นเชิดภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช ยังคงสานต่อพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบต่อจากรัฐบาลในระบอบทักษิณ เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับพวกพ้องของตนเอง
      โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจในภาวะข้าวยากหมากแพงอยู่ในขณะนี้ ด้วยการสมยอมให้กลุ่มธุรกิจผูกขาดน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติสามารถกอบโกยผลกำไรจำนวนมหาศาลด้วยวิธีการฉ้อฉลผู้บริโภคทุกรูปแบบ หลังจากที่รัฐบาลทักษิณได้แปรรูป บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และขายหุ้นส่วนหนึ่งในราคาถูกให้กับพวกพ้องของตัวเองไปแล้ว
      รวมทั้งการขึ้นราคาน้ำตาลด้วยวิธีการทุจริตอย่างอำมหิต โดยไม่แยแสต่อความทุกข์ยากของประชาชน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับโรงงานน้ำตาลและนักการเมือง ตลอดจนบริหารให้ราคาข้าวสารของพ่อค้าส่งออกและโรงสีข้าวกำไรเฉพาะกลุ่ม
      จากความฉ้อฉลดังกล่าวเป็นผลทำให้ผู้ใช้แรงงาน กลุ่มชาวประมง กลุ่มผู้ประกอบการรถร่วมบริการขนส่งมวลชนกรุงเทพ ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้บริโภค และประชาชนทั่วไปเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส
      3.รัฐบาลบริหารล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขปัญหาความยากจน ปล่อยให้มีการกดราคาพืชผลของเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา อย่างไม่เป็นธรรม จนเกิดการชุมนุมประท้วงไปทั่วประเทศ และกดค่าแรงงานขั้นต่ำที่ไม่สอดคล้องกับภาวะข้าวยากหมากแพงในปัจจุบัน
      4.มีพฤติกรรมขัดขวางการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา แทรกแซงการทำงานขององค์การเภสัชกรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทยา ทำร้ายผู้ป่วยในประเทศไทยอย่างไร้มนุษยธรรม
      5.แทรกแซงและตัดตอนกระบวนการยุติธรรม ด้วยการโยกย้ายอธิบดีและข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษและข้าราชการตำรวจจำนวนมาก เพื่อขัดขวางมิให้คดีความของตัวเองและพวกพ้องเข้าสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาล
      ในขณะเดียวกัน ก็ได้ใช้กลไกอำนาจสืบสวนสอบสวนทางราชการที่เป็นพวกพ้องของตัวเอง คุกคาม กลั่นแกล้ง และกดดันองค์กรตรวจสอบอิสระตามรัฐธรรมนูญเพื่อบั่นทอนกระบวนการยุติธรรม
      6.แทรกแซงการทำงานของสื่อสารมวลชน และให้พวกพ้องของตัวเองที่สนับสนุนรัฐบาลเข้าจัดรายการในสื่อของรัฐอย่างฉ้อฉล เพื่อยัดเยียดนำเสนอข้อมูลข่าวสารของตัวเองฝ่ายเดียวให้กับประชาชน ตลอดจนใช้อันธพาล ข่มขู่ คุกคาม การทำงานของสื่อสารมวลชน
      7.ล้มเหลวในการบริหารจัดการเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ล้มเหลวในการแก้ไขความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนบริเวณรอบเขาพระวิหารและน่านน้ำบริเวณอ่าวไทยตกเป็นของชาติอื่น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองในระบอบทักษิณ 
      8.ปล่อยปละละเลยให้คนที่มีมลทินและกระทำผิดกฎหมาย ไร้ซึ่งจริยธรรมให้มาบริหารบ้านเมืองทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ประพฤติปฏิบัติตนเป็นอันธพาล ยั่วยุทำให้ประชาชนเกิดความแตกแยก ปกป้องผู้กระทำความผิดทั้งในทางกฎหมายและในทางจริยธรรมมาปกครองบริหารบ้านเมือง หาได้ปฏิบัติตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนเองไม่
      
      9.รัฐบาลและตำรวจรู้เห็นเป็นใจอยู่เบื้องหลังกระบวนการจัดกลุ่มคนอันธพาลเพื่อก่อความวุ่นวาย ยั่วยุ ข่มขู่ คุกคาม และทำร้ายร่างกายประชาชนที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาชุมนุมอย่างโหดเหี้ยม
      10.เครือข่ายระบอบทักษิณได้อยู่เบื้องหลังขบวนการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีเจตนาปล่อยให้คนที่มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าร่วมบริหารบ้านเมืองมาเป็นเวลานาน ใช้วิธีตัดตอนนักการเมืองบางคนเมื่อถูกประชาชนจับได้ไล่ทัน เพียงเพื่อปกป้องมิให้สาวถึงต้นตอผู้นำความคิดและขบวนการบ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
      11.รัฐบาลหุ่นเชิดได้สมคบกับผู้นำแห่งระบอบทักษิณร่วมมือกับนายทุนต่างชาติ เข้ายึดครองทรัพยากรและผลประโยชน์ของประเทศชาติและสิทธิสัมปทานต่างๆ ในอนาคต จนอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติอย่างมีเงื่อนงำ เช่น กรณีการเปิดโอกาสให้ชาวตะวันออกกลางเข้ามาศึกษาและลงทุนผูกขาดในการทำการขนส่งทางบกเชื่อมต่อระหว่างบริเวณจากชายฝั่งทะเลตะวันออกไปยังชายฝั่งทะเลตะวันตก หรือที่เรียกว่า แลนด์บริดจ์ ตลอดจนการเปิดช่องทางให้ทุนขนาดใหญ่จากประเทศตะวันออกกลางให้เข้ามาทำนาซึ่งเป็นอาชีพสงวนของคนไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ตลอดจนทำธุรกิจข้าวแบบครบวงจรเพื่อครอบงำและเอาเปรียบชาวนาผู้ยากไร้ให้ไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากอีกต่อไป
      12.ใช้อำนาจเผด็จการทางรัฐสภา มุ่งแต่จะดำเนินการล้มล้างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชามติของคนส่วนใหญ่ในประเทศ จนถูกจับได้เป็นหลักฐานจากร่างรัฐธรรมนูญแล้วว่า มีเจตนาที่จะทำไปเพื่อลบล้างความผิดของตัวเองและพวกพ้อง อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อตัดตอนอำนาจตุลาการ ทำลายหลักคุณธรรม หลักจริยธรรม และหลักนิติธรรมของชาติ
      ต่อมาเมื่อประชาชนจับได้ไล่ทันแล้ว นักการเมืองในระบอบทักษิณก็ได้ใช้เล่ห์เพทุบายด้วยการให้สมาชิกรัฐสภาถอนรายชื่อออกจากการล้มล้างรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อลดกระแสความไม่พอใจของประชาชน โดยมุ่งหวังที่จะทำลายสงครามครั้งสุดท้ายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลอกลวงให้ประชาชนตกหลุมพรางหลงประเด็นและยุติการโค่นล้มระบอบทักษิณในที่สุด
      แต่ทว่าเนื้อหาของการเตรียมร่างล้มล้างรัฐธรรมนูญนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงซึ่งเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างชัดเจนแล้ว จนไม่สามารถรับประกันการใช้เล่ห์เพทุบายในวันข้างหน้าเพื่อทำให้ระบอบทักษิณกลับฟื้นคืนมาได้
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่ายจึงมีบทสรุปร่วมกันว่า ปัญหาของแผ่นดินยังคงดำรงอยู่ต่อไปทั้ง 12 ประการ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคผู้ใกล้ชิดบงการอยู่เบื้องหลังนายสมัคร สุนทรเวชและพรรคพลังประชาชนซึ่งมีพฤติกรรมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นหุ่นเชิดของระบอบทักษิณอย่างแท้จริง
      ระบอบทักษิณได้ใช้พรรคการเมืองหุ่นเชิด นักการเมืองหุ่นเชิด เข้าสู่อำนาจรัฐบาลทุนนิยมสามานย์และเผด็จการรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง ขยายอำนาจทุนเพื่อดำรงการสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและพวกพ้อง ใช้อำนาจเงินเข้ายึดอำนาจทหารและตำรวจ ตลอดจนแทรกแซงอำนาจในกระบวนการยุติธรรมอย่างไร้จริยธรรม
      ดังนั้น ภารกิจการโค่นล้มระบอบทักษิณจึงยังไม่เสร็จสิ้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงขอฉันทามติจากพี่น้องประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก ยกระดับของการต่อสู้ไปสู่การขับไล่รัฐบาลทุนนิยมสามานย์ ขับไล่เผด็จการรัฐสภา ตลอดจนล้มล้างระบอบทักษิณ ณ บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงที่สุด
      หากพี่น้องเห็นพ้องต้องกันว่าการแก้วิกฤติการณ์ในครั้งนี้จะบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อจะต้องโค่นล้มระบอบทักษิณและขับไล่รัฐบาลอันธพาลหุ่นเชิดแล้ว
      
      ขอเชิญชวนพี่น้องมวลมหาประชาชน ณ ที่แห่งนี้ รวมถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศไทยและทั่วโลกได้โปรดลุกขึ้นยืนแสดงฉันทมติเห็นชอบเคลื่อนไหวตามรัฐธรรมนูญเพื่อโค่นล้มรัฐบาลและขับไล่รัฐบาลอันธพาล อย่างพร้อมเพรียงกัน
      ด้วยจิตคารวะ
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      30 พฤษภาคม 2551”
      















แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 12/2551

      เรื่อง   ประกาศจุดยืนต่อกรณีรัฐบาลจะสลายการชุมนุม
	ตามที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลหุ่นเชิดได้ออกอากาศรายการพิเศษผ่านทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเมื่อวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2551 ในเวลา 09.00 น. ประกาศและข่มขู่ว่าจะดำเนินการขั้นแตกหัก เพื่อสลายการชุมนุมของประชาชนที่เข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภายในวันนี้
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอประกาศอย่างเป็นทางการต่อท่าทีดังกล่าวต่อไปนี้
      1. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยืนยันว่า การชุมนุมของประชาชนในครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 69 และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทยในมาตรา 70 ในการปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้
      ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ดำเนินไปด้วยความ สงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ อันเป็นสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ที่บัญญัติเอาไว้ว่า:
      มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
      การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
      การสลายการชุมนุมเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่มีกฎหมายและสภาวการณ์รองรับ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ ดังที่ได้เคยมีตัวอย่างคำพิพากษาศาลปกครองสงขลาคดีหมายเลขแดงที่ 51/2549 ความตอนหนึ่งว่า :
      “ถึงแม้เจ้าหน้าที่รัฐจะมีอำนาจกีดขวางการชุมนุมได้ตามกฎหมาย แต่ต้องเป็นช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงคราม หรือมีการประกาศกฎอัยการศึก แต่ในช่วงที่มีการสลายการชุมนุมนั้นบ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม หรือมีการประกาศกฎอัยการศึก แต่ในช่วงที่มีการสลายชุมนุมนั้นบ้านเมืองไม่ได้อยู่ในสภาวะดังกล่าว การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด”
      2. เนื่องจากการชุมนุมโดยสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธของประชาชน ได้ปฏิบัติตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากเจ้าหน้าที่รัฐต้องการที่จะใช้กำลังในสลายการชุมนุมจะต้องอยู่ภายใต้การรองรับของกฎหมายเท่านั้น หาไม่แล้วพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะไม่สามารถยินยอมให้ใช้กำลังสลายการชุมนุมได้
      3. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สวมเครื่องแบบที่ครบถ้วนสมบูรณ์เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่การชุมนุมได้โดยไม่ขัดขวางใดๆ ทั้งสิ้น
      4. ในภาวะที่ไม่มีกฎหมายรองรับในการสลายการชุมนุม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะไม่ยินยอมให้ทำร้ายร่างกายผู้ชุมนุม ไม่ยินยอมให้เคลื่อนย้ายหรือทำลายทรัพย์สินใดๆออกจากการสถานที่การชุมนุม และพร้อมใช้สิทธิปกป้องรักษาชีวิตและทรัพย์สินตามสมควรแก่เหตุ
      5. หากรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน หรือประกาศกฎอัยการศึก พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบ
      6. หากมีการสลายการชุมนุมที่มิชอบโดยกฎหมาย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันต่อสู้กับความไม่ถูกต้องต่อไป และดำเนินภารกิจศักดิ์สิทธิ์ในการขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดให้สำเร็จจนถึงที่สุด หากมีการจับกุมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็จะมีตัวแทนแกนนำประชาชนเพื่อสานต่อภารกิจในการต่อสู้ต่อไป
      
      ด้วยจิตคารวะ
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      31 พฤษภาคม 2551
















แถลงการณ์  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ฉบับที่ 13/2551

      เรื่อง   การประณามนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด
      
      ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 12/2551 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2551 เรื่องประกาศจุดยืนต่อกรณีรัฐบาลจะสลายการชุมนุมดังที่ทราบแล้วนั้น
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่า การที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด ได้ประกาศผ่านรายการพิเศษในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 หรือเอ็นบีที เมื่อเวลา 09.00 น.ของวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2551 ด้วยท่าทีแข็งกร้าวว่าจะดำเนินการถึงขั้นแตกหัก เพื่อให้ทหารและตำรวจที่ได้เตรียมการเอาไว้แล้ว เข้าไปสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายในวันเดียวกันนั้น ซึ่งเป็นการส่อทัศนคติที่เป็นอาชญากรรม และไม่แตกต่างกับความโหดเหี้ยมของนายสมัคร สุนทรเวช ที่ได้เคยจัดรายการวิทยุบิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ จนไปนำไปสู่เหตุการณ์โศกนาฏกรรม การสังหารหมู่นิสิต นักศึกษา และประชาชน มาแล้ว เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519
      ภายหลังจากที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด ได้ประกาศแสดงความโหดเหี้ยมดังกล่าวได้ไม่นาน ก็ได้เกิดปรากฏการณ์ที่มีพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วทุกสารทิศ ได้เดินทางมาชุมนุมร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทันทีเป็นจำนวนนับแสนคน ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินนอก เพื่อต่อต้านประกาศดังกล่าวและขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิด
      จากพลังบริสุทธิ์ของประชาชนจำนวนมหาศาลที่ไม่แสดงความหวาดกลัวต่อการคุกคามของรัฐบาล ตลอดจนสื่อสารมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่างได้ให้การสนับสนุนในการนำเสนอภาพให้กับประชาชนทั่วโลกได้รับทราบข้อเท็จจริง ด้วยปัจจัยเหล่านี้เป็นผลทำให้คำประกาศ และแผนการชั่วร้ายของรัฐบาลหุ่นเชิดต้องล้มเหลวในที่สุด
      นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด จึงจำเป็นต้องออกรายการที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 หรือ เอ็นบีที อีกครั้งหนี่งในเช้าวันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน 2551 ด้วยการกลับลำแก้ตัวอ้างว่า จะใช้วิธีเจรจาก่อน หากไม่สำเร็จ จึงจะให้เจ้าหน้ารัฐ ไปจัดการย้ายอุปกรณ์ทรัพย์สินในการชุมนุม อีกทั้งยังคงให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวยืนยันว่า จะเข้าสลายการชุมนุมในวันใดวันหนึ่งในช่วงเวลาที่จำนวนประชาชนที่ชุมนุมอยู่เหลืออยู่ไม่มากนัก
      นอกจากนั้น นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด ก็ได้ใช้วิธีดึงฟ้าต่ำ พูดจาแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เพื่อมาโจมตีผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี เพราะมากีดขวางเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีมติให้ประกาศจุดยืนดังต่อไปนี้
      1.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอกราบขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั่วทุกสารทิศนับแสนคน ที่ได้หลั่งไหลเข้ามาร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด้วยจิตใจ ที่มุ่งมั่น และ กล้าหาญ เพื่อมาปกป้องภารกิจศักดิ์สิทธิ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อโค่นระบอบทักษิณและขับไล่รัฐบาลอันธพาลหุ่นเชิด และขอกราบขอบพระคุณสื่อสารมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่นำเสนอข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รอดพ้นจากความป่าเถื่อนในการสลายการชุมนุมของนายกรัฐมนตรีในที่สุด
      2.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอประณามการกระทำของ นายสมัคร สุนทรเวช ว่า ได้หมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะได้ใช้วาจาที่ส่อให้เห็นถึงเจตนาที่จะใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ใช้สิทธิในฐานะคนไทยที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 69 และทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามมาตรา 70 เพื่อปกป้องรักษา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงเรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยทันที
      3.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอประณาม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด ที่ได้พูดจาแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อมาโจมตีผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดีเพราะมากีดขวางเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินนั้น เป็นความชั่วร้ายที่อาจทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้เสื่อมเสียต่อพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอกราบเรียนให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนและสื่อสารมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทราบว่า การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น มีวัตถุประสงค์ในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้พ้นภัยจากอริราชศัตรู จึงย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ชุมนุมจะไม่มีความจงรักภักดีตามที่นายกรัฐมนตรีได้พยายามบิดเบือนแต่ประการใด
      สาเหตุการชุมนุมที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์นั้นเกิดขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้รัฐบาลชุดนี้เป็นฝ่ายที่ได้นำเครื่องกีดขวางการจราจรมาขัดขวางมิให้กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเดินทางไปยังที่ทำเนียบรัฐบาลตามแถลงการณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 11/2551 กลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นต้องชุมนุมปักหลักพักค้าง ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งเท่ากับว่าตำรวจเป็นฝ่ายเลือกพื้นที่การชุมนุมให้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเอง
      นอกจากนั้น หากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ทราบว่า จะมีขบวนเสด็จฯ ผ่านมายังสถานที่ชุมนุมเมื่อใด กลุ่มผู้ชุมนุมก็พร้อมจะเปิดเส้นทางโดยทันที และแปรขบวนเป็นพสกนิกรที่จะคอยต้อนรับเสด็จฯ ด้วยความจงรักภักดีสูงสุด ดังที่ได้เคยปฏิบัติมาแล้วในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสี่แยกมิสกวัน ถนนราชดำเนิน เมื่อปี พ.ศ.2549 
      4.จากพฤติกรรมและทัศนคติที่เป็นอาชญากรรมของนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด ด้วยการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อทำลายการชุมนุมของประชาชนที่จงรักภักดีนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงขอกราบเรียนวิงวอน ให้พรรคร่วมรัฐบาล ได้โปรดแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนและประเทศชาติ ด้วยการหยุดให้การสนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลโดยทันที
      5.ตลอดเวลาการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี 2549 นั้นได้พิสูจน์แล้วว่า มีแต่ความสงบ สันติ อหิงสา และปราศจากอาวุธมาโดยตลอด ไม่เคยก่อความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นหากมีแผนการใดๆ จากฝ่ายรัฐบาลหุ่นเชิด ทั้งที่มาจากเจ้าหน้าที่รัฐนอกเครื่องแบบ หรือกลุ่มอันธพาลรับจ้าง ที่จะเข้ามาแทรกซึมในหมู่พี่น้องประชาชนที่มาชุมนุม แล้วสร้างความวุ่นวายหรือก่อเหตุรุนแรง เพื่อแอบอ้างเป็นสาเหตุในการสลายการชุมนุมนั้น ต้องถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว
      6.ความยืนหยัดและเด็ดเดี่ยวของพ่อแม่พี่น้องประชาชนตลอดระยะเวลา 8 วัน 8 คืนที่ผ่านมา ในการเข้าร่วมทำภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นวีรกรรมที่สมควรแก่การยกย่องของวิญญูชนทั่วโลก ไม่ว่าจะมองจากมาตรฐานใดๆ ดังนั้น จึงขอให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนและเพื่อนร่วมชาติทุกท่าน ได้โปรดยืนหยัดและเด็ดเดี่ยวอย่างหาญกล้า เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของพวกเราทุกคน เพื่อบรรลุชัยชนะในการโค่นล้มระบอบทักษิณ และขับไล่รัฐบาลอันพาลหุ่นเชิดให้จงได้ ในเร็ววันนี้
      
       
      ด้วยจิตคารวะ
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      1 มิถุนายน 2551


แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 14/2551

      เรื่อง  ธำรงความสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ


      ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลให้หยุดการล้มล้างรัฐธรรมนูญ หันมาแก้ปัญหาของประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาปากท้องของประชาชน ครั้นเวลาผ่านไปนาน รัฐบาลหุ่นเชิดกลับทำสิ่งที่ตรงกันข้าม เดินหน้าล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองและพวกพ้อง ไม่ให้พิสูจน์ตัวเองในการพิจารณาของชั้นศาล ไม่แก้ปัญหาของประเทศชาติ และประชาชน ทำให้ประชาชนได้เกิดความไม่พอใจต่อการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเดือดร้อนจากปัญหาข้าวยากหมากแพง
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 11/2551 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 เพื่อเรียกร้องให้หยุดล้มล้างรัฐธรรมนูญ พร้อมๆ กับการประกาศขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิด เพราะรัฐบาลได้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติแล้ว
      การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ได้ใช้วิถีทางบริหารจัดการที่เป็นประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากการประชุมในระดับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแล้ว แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังได้มีการสอบถามความเห็นต่อหน้ามวลมหาประชาชนที่เข้ามาร่วมชุมนุมโดยตลอด
      การชุมนุมโดยสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ และไล่รัฐบาลหุ่นเชิดนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถือเป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องประชาชนด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
      1. ปฏิบัติภารกิจศักดิ์สิทธิ์เพราะถือว่าเป็นการ “ทำหน้าที่”
      2. ปฏิบัติภารกิจศักดิ์สิทธิ์เพราะถือว่าเป็นการ “ใช้หนี้แผ่นดิน”
      3. ปฏิบัติภารกิจศักดิ์สิทธิ์เพราะถือว่าเป็นการ “ทำบุญ”
      การปฏิบัติภารกิจศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการ “ทำหน้าที่” เพราะตามมาตรา 70 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติเอาไว้ว่าปวงชนชาวไทยมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงอาศัยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 69 และใช้เสรีภาพตามมาตรา 63 ในการชุมนุมโดยสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ ในการปฏิบัติตาม “หน้าที่” นี้
      การปฏิบัติภารกิจศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการ “ใช้หนี้แผ่นดิน” เพราะเมื่อเกิดมาเป็นคนไทยแล้วทุกคนย่อมเป็นหนี้ต่อแผ่นดินกันทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อบ้านเมืองมีปัญหาวิกฤตร้ายแรงดังเช่นปัจจุบัน ประชาชนจึงต้องมาร่วมกันใช้หนี้ต่อแผ่นดิน
      การปฏิบัติภารกิจศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ ถือเป็นการ “ทำบุญ” ดังกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานไว้เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2530 เนื่องในปีมหามงคลในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษาว่า “การสร้างประโยชน์ ก็คือการทำบุญ” โดยให้ช่วยกันพัฒนาบึงมักกะสันเพื่อเป็นการทำบุญเนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา
      
      บัดนี้ พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ได้เข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ชุมนุมถึง 27 วัน 27 คืนแล้ว รัฐบาลก็ไม่ได้ดำเนินการหยุดล้มล้างรัฐธรรมนูญและลาออกไปแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนจึงต้องแสดงพลังประชาชนครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเคลื่อนการชุมนุมไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยืนยันในเจตนารมณ์อย่างแรงกล้าของประชาชนในวันนี้
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอย้ำในแนวทางที่ยึดมั่นอีกครั้งหนึ่งว่า การเคลื่อนการชุมนุมไปยังทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะไม่เข้าไม่บุกรุก ไม่เข้ายึด ไม่เข้าไปในทำเนียบรัฐบาล แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดประตูทำเนียบรัฐบาล พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็จะไม่มีเป้าประสงค์เพื่อเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลแต่ประการใด
      การเคลื่อนการชุมนุมในครั้งนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอประกาศให้ทราบว่า จะเป็นไปด้วยความสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ เช่นเดิมซึ่งเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เสมือนรูปแบบการเดินเพื่อการกุศล
      ดังนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอประกาศจุดยืนให้ทราบโดยทั่วกันเป็นการล่วงหน้าว่า หากการเคลื่อนขบวนนั้นได้ติดอุปสรรคกีดขวางโดยเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มผู้ชุมนุมก็จะแสดงไมตรีด้วยรอยยิ้ม ไม่ด่าทอ ไม่ยั่วยุ และปราศจากอาวุธทุกประเภท ไม่ใช้ก้อนหิน ไม่พกด้ามเหล็ก ไม่พกไม้เบสบอล และไม่ใช้อุปกรณ์หนังสติ๊ก
      อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเดินขบวนครั้งนี้ ได้มีผู้ไม่หวังดีและอันธพาลในฝ่ายรัฐบาลต้องการสร้างความวุ่นวายและใส่ร้ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยการปะปนเข้ามาในการชุมนุม แม้จะไม่มีเครื่องแบบเพื่อแบ่งแยกผู้ชุมนุมได้ แต่ระยะเวลาตลอด 2 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าการชุมนุม ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นมีแต่ความสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ โดยที่ไม่เคยเกิดเหตุวุ่นวายแม้แต่ครั้งเดียว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงถือว่าใครก็ตามที่ไม่ทำตามจุดยืนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามที่ได้แถลงการณ์มาข้างต้น ถือเป็นกลุ่มอันธพาลนรกป่วนกรุงในฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการจะก่อความวุ่นวายบ้านเมืองด้วยการ พกพาอาวุธ ด่าว่ายั่วยุเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดการทะเลาะวิวาท ให้ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการอย่างเด็ดขาด
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้วางแแผนในการปฏิบัติครั้งนี้ด้วยความอหิงสาและเรียบร้อย ดังนั้น ไม่ว่าจะเคลื่อนย้ายไปทางใดหรือไม่ และไปได้ใกล้ไกลแค่ไหนอย่างไร ก็ถือเป็นชัยชนะสำหรับการชุมนุมในวันนี้ที่ได้แสดงเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างหาญกล้าแล้ว
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอประกาศแจ้งให้ทราบว่า ตลอดระยะเวลาการชุมนุมที่ สะพานมัฆวานฯ ถนนราชดำเนินนอกนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำเป็นต้องสะสมไม้เบสบอล ท่อนเหล็ก ท่อนไม้ ที่ประชาชนบริจาคเอาไว้ให้ ก็เพื่อไว้ป้องกันชีวิตของผู้ชุมนุม เนื่องจากกลุ่มอันธพาลในฝ่ายรัฐบาลได้พยายามเข้ามาทำร้ายร่างกายผู้ชุมนุมตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหวังพึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้เลย ดังที่ได้เคยเกิดเหตุการณ์การชุมนุมใหญ่ และเคลื่อนการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาแล้วเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 ที่ประชาชนของผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ถูกทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยมโดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับเพิกเฉยเสมือนสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มอันธพาลดังกล่าวอีกด้วย
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมุ่งมั่นธำรงความสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ ต่อไป
      ด้วยจิตคารวะและสันติ
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      20 มิถุนายน 2551


แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 15/2551

      เรื่อง  ประกาศผลสำเร็จการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล


      ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 14/2551 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2551 เรื่องธำรงความสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ โดยสามารถนำประชาชนเดินทางเข้ามาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จด้วยความเรียบร้อยตามเจตนารมณ์ที่ได้แถลงการณ์ไว้เป็นคำมั่นทุกประการ
      ตลอดการชุมนุม 3 วัน 3 คืนที่หน้าทำเนียบรัฐบาลนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอประกาศอย่างเป็นทางการว่ามีประชาชนมาร่วมชุมนุมหลายแสนคน นับเป็นการชุมนุมของประชาชนร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
      บัดนี้การชุมนุมได้ดำเนินมาเป็นเวลา 30 วัน 30 คืนแล้ว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอคารวะและกราบขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมด้วยความสงบ อหิงสา ปราศจากอาวุธ และมีวินัยสูงเป็นอย่างยิ่ง
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า จะยังคงยืนยันในการชุมนุมด้วยความสงบ อหิงสา ปราศจากอาวุธต่อไป โดยจะไม่มีการบุกรุก ปิดกั้นประตูทางเข้าออกทำเนียบ หรือบุกเข้ายึดทำเนียบแต่ประการใด ดังนั้นหากมีการนำอันธพาลฝ่ายรัฐบาลมาปะปนกับผู้ชุมนุม เพื่อสร้างสถานการณ์ในการบุกรุกทำเนียบรัฐบาล ให้ถือเป็นความรับผิดชอบต่อรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว
      สุดท้ายนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมได้มีความเชื่อมั่นในแนวทางอหิงสา ยืนหยัดในสันติวิธีเพื่อร่วมต่อสู้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างถึงที่สุด และชัยชนะของประเทศชาติจะต้องมาถึงในระยะเวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน
      
      ด้วยจิตคารวะและสันติ
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      22 มิถุนายน 2551
      





แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 16/2551

      เรื่อง  ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
      
      เนื่องในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551 จะเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ดังนี้
      1.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตมีมติให้จัดงานเทิดพระเกียรติและร่วมกันแสดงความจงรักภักดีถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร
      2.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอเชิญชวนพ่อแม่ พี่น้องประชาชน ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานของรัฐ เข้าร่วมงานดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้ขอให้พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมงานดังกล่าวได้สวมเสื้อสีเหลือง หรือ สีฟ้า และขอให้เตรียมเทียนเพื่อจุดถวายพระพรชัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในเวลากลางคืนด้วย
      3.หากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ทราบข้อเท็จจริงว่า จะมีขบวนเสด็จฯ ผ่านมายังสถานที่ชุมนุมเมื่อใด กลุ่มผู้ชุมนุมก็พร้อมจะเปิดเส้นทางโดยทันที และแปรขบวนเป็นพสกนิกรที่จะคอยต้อนรับเสด็จฯ ด้วยความจงรักภักดีสูงสุด ดังที่ได้เคยปฏิบัติมาแล้วในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสี่แยกมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก เมื่อปี พ.ศ.2549
      
       
      ด้วยจิตคารวะ
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย







แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 172551

      เรื่อง ประณามรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ ที่ส่งกลุ่มอันธพาลของรัฐบาล ทำร้ายร่างกายและพยายามฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยม
      
      ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ใช้สิทธิในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญอย่างสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ เพื่อทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญในการปกป้อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่มาจากมติของมวลมหาประชาชนส่วนใหญ่ของคนในประเทศกว่า 14 ล้าน 7 แสนคน และยกระดับมาเป็นการโค่นล้มระบอบทักษิณ และขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดนั้น
      ตลอดระยะเวลากว่า 61 วัน 61 คืน ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ใช้สิทธิในการชุมนุมอย่างต่อเนื่องโดยสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธนั้น ได้ปรากฏว่า รัฐบาลได้ใช้วิธีการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนักการเมืองท้องถิ่น ตลอดจนแนวร่วมที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนจัดกลุ่มอันธพาลของรัฐบาล เพื่อไล่ทุบตี ทำร้ายร่างกาย และพยายามฆ่าประชาชนที่มาร่วมชุมนุมบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตลอดจนทำลายทรัพย์สินที่ใช้จัดเวทีด้วยอาวุธหลากหลายชนิด อาทิเช่น มีด ขวาน ค้อน ไม้หน้าสามตอกตะปูโผล่ปลายแหลม ท่อนเหล็ก ก้อนหิน และลูกหิน ทั้งในกรุงเทพมหานครและในจังหวัดต่างๆ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและข้าราชการฝ่ายปกครองได้สมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจปล่อยให้ผู้ปราศรัยบนเวทีและประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกอันธพาลของรัฐบาลทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยมซึ่งหน้า ซึ่งเกิดขึ้นในหลายจังหวัดในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน เช่น กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น เชียงใหม่ เชียงราย สกลนคร มหาสารคาม ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุดรธานี ฯลฯ
      การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่เหี้ยมโหด ทารุณ ป่าเถื่อน โดยรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐคอยบงการ และสนับสนุนในการทำร้ายประชาชน
      บัดนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสในการที่อันธพาลของรัฐบาลได้บุกทำร้ายร่างกาย และพยายามฆ่าพี่น้องประชาชนที่จังหวัดอุดรธานี 
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงเห็นควรแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้
      1.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอแสดงความเสียใจและให้กำลังใจผู้ที่ถูกทำร้ายร่างกายในการชุมนุมที่ผ่านมา
      2.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอให้กำลังใจกับพี่น้องประชาชนที่ยืนหยัดอย่างกล้าหาญในการจัดเวที และขอให้ปฏิบัติตามประกาศของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 6/2551 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2551 ที่ให้พี่น้องประชาชนดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งหน้าหรือสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลจนถึงที่สุด และแนะนำให้พี่น้องประชาชนงดจัดเวทีเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่สามารถพึ่งพาเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการให้ความปลอดภัยตามกฎหมายได้ และขอให้เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่กรุงเทพมหานครแทน
      หากพี่น้องประชาชนในจังหวัดใด มีความประสงค์ที่จะจัดเวทีของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอให้ส่งตัวแทนเข้ามาประสานงาน และรับคำแนะนำจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยส่วนกลาง เพื่อร่วมกันประเมินสถานการณ์ รับทราบผล และสรุปสถานการณ์ โดยที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยส่วนกลางจะสามารถให้ข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์ในการเสนอแนะในการจัดชุมนุมได้
      3.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอประณามรัฐบาล
      หุ่นเชิดขายชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ให้กลุ่มสมุนบริวารส่งอันธพาลของรัฐบาลมาทำร้ายร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และข้าราชการฝ่ายปกครองนอกจากไม่คุ้มครองความปลอดภัยแล้ว ยังรู้เห็นเป็นใจที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ว่า เป็นการกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ไม่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ทำผิดกฎหมายอาญาให้เกิดขึ้นไปทั่วสารทิศ จนกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไม่เป็นที่ยอมรับในสากล จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้ทราบถึงความชั่วช้าสามานย์ของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติชุดนี้
      4.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอเรียกร้องต่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยรักษาความมั่นคงภายใน ได้แสดงความรับผิดชอบมากกว่าการวางเฉย เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะเกิดการนองเลือดทั่วประเทศกระทบต่อความมั่นคงภายใน เพราะฝ่ายที่ถูกกระทำอาจจะต้องลุกขึ้นสู้ในที่สุด และในเวลานั้นก็ใกล้จะมาถึงแล้ว
      5.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยัน และสนับสนุนในทุกวิถีทางเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีความกับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกๆคน ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในทุกๆกรณี นอกจากนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีมติให้ยื่นฟ้องร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติต่อไป
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะหยุดยั้งการคุกคามและการก่อความรุนแรงกับประชาชน ตลอดจนดำเนินคดีกับกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับทุกคน ซึ่งมาจากการวางแผนของรัฐบาล อันเนื่องมาจากรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติอยู่ในภาวะจนตรอกนั่นเอง
      
                                                  ด้วยจิตคารวะ
                                  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
                                          วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
      
      









      รวมกรณีที่รัฐบาลได้ส่งอันธพาลมาทำร้ายประชาชน
      วันที่ 28 มีนาคม 2551 (กรุงเทพมหานคร)
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดงานสัมนา “ยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ” ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
      กลุ่มอันธพาลของรัฐบาลฝั่งสนามหลวงได้ยิงน๊อตและลูกแก้วเข้ามาในมหาวิทยาลัยจนผู้ที่เข้ามารับฟังได้รับบาดเจ็บหลายคน
      ภายหลังจบการสัมนา รถบัสของกองทัพธรรมที่เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 40 คนได้ถูกกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ ประมาณ 50 คนลอบทำร้าย โดยการขว้างปาก้อนหิน ขวด และภาชนะบรรจุน้ำปัสสาวะขึ้นมาบนรถซึ่งมีแต่ผู้หญิง คนแก่และเด็ก จนได้รับบาดเจ็บประมาณ 7 - 8 คน น.ส.พนมธรรม นาวาบุญนิยม อาการหนักที่สุดเพราะถูกปาก้อนหินโดนคางจนแตก ตำรวจไม่สามารถจับคนร้ายได้
      วันที่ 25 เมษายน 2551 (กรุงเทพมหานคร)
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้จัดสัมมนาครั้งที่สอง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มอันพาลของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ ได้ขว้างปาข้าวของ ขวดน้ำ ก้อนหิน เข้ามาในมหาวิทยาลัย นายเสรี อูมา ช่างภาพช่อง 7 ได้ถูกม็อบปาหินโดนบริเวณคิ้วจนแตกเลือดไหลอาบเต็มหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมหรือควบคุมสถานการณ์ได้
      วันที่ 25 พฤษภาคม 2551 (กรุงเทพมหานคร)
      พันธมิตรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้จัดชุมนุมใหญ่ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมถูกกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ เข้าทำร้ายรางกายขณะเดินทางกลับ โดยน.ส.ระรินทิพย์ ฐิตานุวงศ์ โดนตบที่หน้าและหลานที่จะเข้ามาช่วยเหลือถูกกลุ่มต่อต้านกว่า 10 คน เตรียมเข้าทำร้าย โดยตำรวจไม่เข้ามาช่วยเหลือใดๆ
      วันเดียวกัน ท้ายขบวนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกกลุ่มอันธพาของรัฐบาล ลอบโจมตีด้วยการขว้างปาสิ่งของ ก้องอิฐ ขวดน้ำส้มสายชู น้ำปลาร้า ที่เตรียมมาเข้าใส่ท้ายขบวน รวมทั้งได้เข้าไปกระโดดถีบผู้ร่วมขบวน โดยที่ไม่มีตำรวจเข้าไปดูแล จนกระทั่ง นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที ถูกขว้างปาจนโหนกแก้มแตก นายศุภชัย ตระกูลรังสี การ์ดกลุ่มพันธมิตร ถูกกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลใช้ไม้หน้าสามรุมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาข้างซ้ายหัก และยังมีผู้บาดเจ็บฝ่ายพันธมิตรที่ถูกทำร้ายไม่สาหัสอีกประมาณ 10 คน
      เวลา 00.30 น. บริเวณสี่แยกจปร.รถขนของของกองทัพธรรมถูกกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลขว้างปาสิ่งของต่างๆเข้าใส่ ทั้ง ก้อนหิน ขวด และไม้ พร้อมตะโกนด่าเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นนอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะยืนเฉยไม่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้ว ยังไม่ปรากฏว่าได้มีความคืบหน้าในการดำเนินคดีความอาญากับกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลแต่ประการใด
      วันที่ 27 มิถุนายน 2551 (อุดรธานี)
      กลุ่ม นปก. กลุ่มคนรักอุดร และกลุ่มคนรักทักษิณ ซึ่งเป็นกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลประมาณ 200 คน นำโดย นายขวัญชัย ไพรพนา ทำการด่าทอ ปาข้าวของใส่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยการเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่รัฐ
      วันที่ 11 กรกฎาคม 2551 (สกลนคร)
      กลุ่มอันธพาลของรัฐบาลประมาณ 400 คน ใช้หนังสติ๊ก ถุงปัสสาวะ ก้อนหิน ขวดกระทิงแดงขว้างใส่เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมิได้ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น


      วันที่ 13 กรกฎาคม 2551 (เชียงใหม่)
      เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เชียงใหม่ กลุ่มอันธพาลของรัฐบาล นำโดย นายเพชรวัฒน์ พัฒนศิริกุล ประธานสภาประชาชนภาคเหนือ นายอัครเดช สุขลักษณ์ แกนนำเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน และ นายวิทยา ตันติภูวนาท หรือ แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย โดยอันธพาลของรัฐบาล ได้ปาไข่เน่าใส่ไข่เน่าเข้าใส่พระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ที่ติดตั้งไว้บริเวณหน้าโรงยิมฯ 3 จนทำให้พระฉายาลักษณ์เปื้อนไข่เน่า โดยเฉพาะบริเวณพระพักต์ หลังการปราศรัยของพันธมิตรจบลงกลุ่มต่อต้านได้เข้าปิดล้อมโรงยิมและขว้าง ไข่เน่า ถุงแกงบูด ถุงฉี่ ขวดน้ำ ก้อนหิน เข้าใส่ประชาชนที่เดินทางออกจากโรงยิมโดยไม่สนใจว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง พระสงฆ์ หรือผู้สูงอายุใดๆ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถจับกุมกลุ่มอันธพาลนี้ได้แต่อย่างใด
      วันที่ 17 กรกฎาคม 2551 (ศรีสะเกษ)
      นายวีระ สมความคิด ที่เดินทางไปอุทยานเขาพระวิหาร ได้ถูกขัดขวางโดยตำรวจและอันธพาลของรัฐบาลที่สั่งการโดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้ปิดถนน หลังจากนั้นกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลได้ขว้างปาท่อนไม้ และนำท่อนไม้เข้าตีกลุ่มพันธมิตร จนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้รับบาดเจ็บหลายสิบราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ดำเนินคดีกับกลุ่มอันธพาลดังกล่าวแต่ประการใด
      วันที่ 19 กรกฎาคม 2551 (เชียงราย)
      กลุ่มอันธพาลของรัฐบาลในนาม เครือข่าย "คนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย" ประมาณ 1,000 คน ยกขบวนปิดทางเข้าสนาบบินเชียงรายเพื่อตรวจหากลุ่มพันธมิตร ทางกลุ่มต่อต้านยังได้แยกย้ายค้นตามสถานที่ต่างๆอย่างอุกอาจเช่น สำนักงานมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ชุมชนป่างิ้ว เทศบาลนครเชียงราย ซึ่งเป็นสำนักงานของนางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีต ส.ว. เชียงราย โดยได้ข้าวปาสิ่งของเข้าใส่สำนักงาน ยิงหนังสติ๊กใส่ , ปิดล้อมบ้านของ นายผ้าง พลชัย เจ้าของวิทยุชุมชนห้วยไคร้ 107.5 เมกะเฮิร์ตซ์ แกนนำพันธมิตร จ.เชียงราย และได้ทำลายหม้อแปลงไฟหน้าบ้าน ทุบหลังคาบ้าน โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการใดๆ
      วันที่ 23 กรกฎาคม 2551 (มหาสารคาม)
      กลุ่มอันธพาลของรัฐบาล 400 คน บุกรื้อเวทีพันธมิตร จนเกิดการจลาจล หลังเหตุการณ์สงบ พบว่า นายการุณ ใสงาม ถูกปาด้วยอิฐและหนังสติ๊กยิงที่สีข้างและศีรษะและได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องเข้าโรงพยาบาล โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น
      วันที่ 24 กรกฎาคม 2551 (บุรีรัมย์)
      กลุ่มอันธพาลของรัฐบาลได้นำก้อนหิน ท่อนเหล็กบรรจุปูน ทำลายเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทุบทำลายลำโพง และทรัพย์สิน ทางราชการ และขว้างปาด้วยก้อนหินและของแข็งใส่ผู้ชุมนุม
      วันที่ 24 กรกฎาคม 2551 (อุดรธานี)
      กลุ่มอันธพาลของรัฐบาล ในนามกลุ่มคนรักอุดร นำโดย ขวัญชัย ไพรพนา และ น้องชาย ธีระชัย แสนแก้ว ซึ่งเป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้นำอาวุธมีด ขวาน ไม้หน้าสามติดตะปู ลูกหิน ลุยทำร้ายพันธมิตรฯ พร้อมเผารื้อทำลายเวที ส่งผลพันธมิตรฯ บาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัสรวม 20 ราย 
      รายละเอียดแกนนำพันธมิตรฯ แถลงประณาม "ม็อบถ่อย" จ.อุดรธานี
      สนธิ - จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้านักการเมืองท้องถิ่นและพรรคการเมืองที่มีอำนาจรัฐอยู่ไม่ให้การสนับสนุน ที่สำคัญที่สุด ไม่ว่ากระทรวงมหาดไทย หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องรับผิดชอบอย่างที่สุด เพราะจากวิดีโอก็จะเห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่รัฐนั้นทำทีห้ามแบบขอไปที ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะมาปกป้องหรือป้องกันประชาชน ทั้งๆ ที่กลุ่มผู้ที่มาชุมนุมที่อุดรธานีนั้น เป็นการชุมนุมเพื่อปราศรัย ของเราชุมนุมมา 61 วัน 31 คืน เราไม่เคยทำร้ายสิ่งของ ทำลายสิ่งของ เราชุมนุมด้วยความสงบ อหิงา เราถูกกลั่นแกล้งตลอดเวลา นี่เป็นผลงานของอันธพาลที่รัฐบาลให้การสนับสนุน
      อุดรธานี ชัดเจน นายขวัญชัย ไพรพนา เป็นคนของพรรคพลังประชาชน เป็นดีเจ ที่โจมตีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาตลอด และกลุ่มชาวบ้านก็นำมาโดยน้องชายนายธีระชัย แสนแก้ว ซึ่งเป็นรัฐมนตรีอยู่ในรัฐบาลชุดนี้ ทุกอย่าง นายธีระชัย แสนแก้ว ก็ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ต้องรับผิดชอบในฐานะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ออกมาปฏิเสธอย่างน่าอับอายขายหน้าที่สุดว่าไม่เกี่ยวกัน
      การคุกคามเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และกำลังก่อให้เกิดชนวนที่อาจจะก่อให้เกิดการนองเลือดได้ เพราะฝ่ายประชาชนที่ถูกกระทำนั้น อาจจะต้องหันเข้าหาวิธีการที่ต้องป้องกันตัวเอง และเมื่อวิธีการที่ต้องป้องกันตัวเองแล้ว ประชาชนที่ถูกกระทำที่มีความคั่งแค้นอยู่ทั่วประเทศไทย ถ้าพร้อมใจกันลุกฮือกันทั่วประเทศ ประเทศไทยจะต้องนองเลือดแน่ และการนองเลือดครั้งนี้ ถ้าเกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลชุดนายสมัคร สุนทรเวช พรรคพลังประชาชน และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้ที่ทำให้เกิดการนองเลือดขึ้นมา
      จำลอง - ผมขอพูดเพิ่มเติมว่าการจัดการชุมนุมของพันธมิตรฯ ในต่างจังหวัดนั้น พันธมิตรฯ ที่อยู่ในต่างจังหวัดเขาคิดริเริ่มขึ้นเอง รวบรวมสมัครผู้คนขึ้นเอง โดยที่พันธมิตรฯ ส่วนกลางไม่ได้เข้าไปจัดการแต่อย่างใด แต่เนื่องจากพันธมิตรฯ พวกเราก็ทราบอยู่แล้วว่ามีจำนวนมากมายก่ายกอง เราไม่มีการจดลงทะเบียน มีรายชื่อ มีบัตรประจำตัว เราทำไม่ได้เพราะมีเป็นแสนๆ ล้านๆ คน เพราะงั้นใครก็ตามที่มีความเห็นตรงกันว่าในยุคนี้ ยามนี้ บ้านเมืองเกิดปัญหา เราควรจะใช้การชุมนุมอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ เราก็จัดให้มีกันขึ้น จะเห็นได้ชัดว่าเมื่อวานซืนนี้ อ.สมเกียรติ เพิ่งอ่านประกาศของพันธมิตรฯ ไป ว่าพื้นที่ไหนที่สุ่มเสี่ยง ที่เราไม่สามารถจะพึ่งพาตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองความปลอดภัยเราตามกฎหมายได้ ก็อย่าจัด ให้มาจัดที่กรุงเทพฯ และวันนี้ที่คุณสนธิอ่านไปก็เพิ่มเติมมาอีกว่า ถ้าจะจัดก็ขอให้มาปรึกษาหารือกันก่อน ในฐานะที่เรามีประสบการณ์มายาวนาน ว่าการจัดควรจะเป็นอย่างไร จะได้ไม่พลาดต่อไปอีก
      จะเห็นชัดว่าพันธมิตรฯ ส่วนกลางนั้นไม่สามารถจะไปควบคุมบังคับบัญชา สั่งห้ามเขาได้ ถ้าเขาจะจัด มันเป็นความริเริ่มซึ่งน่าดีใจ เพราะว่าเขาจัดนี่เขาก็เสีย เสียเงิน เสียแรง เสียเวลา เสียทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะไปห้ามเขาก็ไม่ได้ เราได้แต่เพียงให้คำแนะนำเขาแล้วก็บอกกล่าวเขาไป มีการประกาศเป็นทางการไปเมื่อวานซืนนี้ก็ทำ แล้ววันนี้ก็มีประกาศเพิ่มเติมอีกว่า ยังไงก็ตามถ้ายังยืนยันว่าจะจัดอยู่ ก็ขอให้มา ส่งคนมาประสานงานกับเรา เพื่อเราจะได้ให้คำแนะนำไปว่าควรจะจัดอย่างไร ในฐานะมีประสบการณ์มากกว่า นี่คือสิ่งที่อยากจะเพิ่มเติมไป แล้วเราก็ไม่ปฏิเสธว่ามาจากพันธมิตรฯ เพราะว่าพันธมิตรฯ ก็เป็นกันได้ทั้งนั้น เป็นแสนๆ ล้านๆ คน แต่เราไม่ได้ลงมือไปทำเอง แล้วเราก็เห็นด้วยที่เขาจะทำ แต่เขาจะต้องดูจังหวะ จะต้องดูพื้นที่ ว่ามั่นใจได้หรือเปล่าว่าทางจังหวัด แล้วก็ทางตำรวจสามารถที่จะใช้กฎหมายมาคุ้มครองเรา เพราะอีกฝ่ายหนึ่งทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่มาตีกันเองนะ ผู้สื่อข่าวหลายต่อหลายแห่งลงข่าวไปในทำนองว่าตีกัน มันไม่ใช่ เราอยู่เฉยๆ แล้วเขามาตีเรา เขาผิดนะ ไม่ใช่เราผิด
      สนธิ - คือ ประชาชนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่จะชุมนุมโดยสงบและสันติ เหมือนกับกลุ่ม นปก.อยากจะชุมนุมที่สนามหลวงก็ชุมนุมได้ ทุกๆ แห่งที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมนั้น เราใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ สงบ สันติ แต่เราจะโดนกลุ่มซึ่งเป็นกุ๊ยอันธพาลของรัฐบาลยกพวกมา โดยความร่วมมือ ต้องระวังคำพูดนี้ ผมขอเน้นนะ "โดยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐ" เพิกเฉย ละเลย ปล่อยให้พวกนี้เอาอาวุธมาทำร้ายประชาชน ก็อุปมาอุปไมยเหมือนกลุ่ม นปก.ที่ชุมนุมอยู่ที่สนามหลวง เมื่อกินเหล้าได้ที่แล้วก็ยกขบวนมาระรานการชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ เป็นครั้งๆ ไป ด้วยอาวุธเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ลักษณะแบบนี้ เจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ควรจะต้องปฏิบัติ ผมเกรงว่าวันหนึ่งข้างหน้าประชาชนจะติดอาวุธและป้องกันตนเอง และเมื่อนั้น ผมเกรงว่าจะห้ามอะไรไม่อยู่แล้วนะครับ
      
      ช่วงถาม-ตอบ
      ถาม (เสียงไม่ชัดเจน)
      สนธิ - ท่านเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ท่านสามารถที่จะเรียกทหารออกมาป้องกัน ท่านไม่ได้ไปจับกุมใคร แต่ท่านสามารถจะป้องกันไม่ให้เหตุเกิดได้ เพราะว่านี่คือส่วนหนึ่งของความมั่นคงภายใน
      สมเกียรติ - ผมอยากจะเรียนว่า รัฐบาลชุดนี้ได้สะท้อนภาพของการสนับสนุนแก๊งอันธพาลทางการเมือง ถ้าเราไม่ปฏิเสธเลย นายกรัฐมนตรีสมัคร ไม่เกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับเหตุการณ์หฤโหดถึง 3 ครั้ง ในประเทศไทย ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์แรกก็คือเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2516 ซึ่งคุณสมัครเกี่ยวข้องในหน่วยโฆษณาการ ในวิทยุยานเกราะ ที่ปลุกระดมมวลชนให้ประชาชนลุกขึ้นฆ่ากัน และครั้งที่ 2 ในการขับไล่โดยสมาพันธ์ประชาธิปไตย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และคณะ ในช่วงนั้นรัฐบาลเผด็จการ รสช. สุจินดา คราประยูร ก็มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วครั้งนี้ตัวเขาได้อำนาจในฐานะรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ มาเป็นนายกรัฐมนตรีเอง และที่สำคัญที่ต้องเน้นเป็นพิเศษก็คือว่า เป็นประธานกรรมการตำรวจแห่งชาติ ที่อยู่หลังฉากของการฟ้องร้องแกนนำพันธมิตรฯ และที่ร้ายกาจที่สุดก็คือว่า ไม่สามารถปกครองและคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนได้ ตามที่รัฐบาลต้องทำหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และในขณะเดียวกันยังมีท่าทีของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ ทั้งตัวนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเชิงที่ไม่ห้ามปราม และสนับสนุนด้วย
      บัญชีเลือด 3 ครั้งนี้ ประชาชนก็มีความรู้สึกเดือดแค้นเป็นธรรมดา แม้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะยืนหยัดในเรื่องอหิงสา การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่พวกเขาก็มีจิตวิญญาณของนักต่อสู้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการกระทำเลยเถิดในลักษณะที่หฤโหดและป่าเถื่อนนี้ ไม่รู้จะยับยั้งพลังของผู้รักชาติและประชาธิปไตย เทิดทูนสถาบัน ได้แค่ไหน อันนี้เป็นภาวการณ์ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เรากำลังจับตามองสิ่งที่อยากจะพูดต่อไปนี้ว่า เฝ้าดูองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่ามีปฏิกิริยาเช่นใด เพราะองค์กรนี้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่มี ศ.เสน่ห์ จามริก เป็นประธานอยู่ในขณะนี้ เข้าใจว่าคงจะต้องมีปฏิกิริยาอะไรต่อพฤติกรรมอันอุกอาจ โหดร้าย ป่าเถื่อน ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
      กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำเป็นต้องเสนอภาพนี้ให้แก่องค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยเฉพาะองค์กรในระดับสากล รับทราบว่าการต่อสู้ของเรารัฐบาลกำลังเข้าสู่ภาวะสุนัขจนตรอก แล้วใช้กลุ่มอันธพาลเป็นฐานที่มั่นสุดท้าย เพราะขณะนี้เขาไม่สามารถครองใจประชาชนอยู่ได้แล้ว เขาไม่สามารถบริหารประเทศได้อีกแล้ว เขาเหลือกลุ่มเดียวคืออันธพาลทางการเมืองที่เขาจัดตั้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นอันธพาลทางการเมืองมักจะเกิดขึ้นยุคแล้วยุคเล่า และก็สูญหายไปในที่สุด เมื่อสภาพการจ้างวานและรางวัลของอันธพาลทางการเมืองก็คือการถูกกฎหมายเล่นงานอย่างถึงที่สุด ซึ่งในครั้งนี้เราก็จะดำเนินการเหมือน "โอ๋ สืบ 6" เราดำเนินการทั้งคดีอาญา ในมาตรา 157 ที่ศาลอาญา และก็ดำเนินการที่ ป.ป.ช.ด้วย ในกรณีที่ โอ๋ สืบ 6 ปล่อยให้ประชาชนทำร้ายร่างกายที่สยามพารากอน เมื่อ 2 ปีก่อน
      จำลอง - ผมเติมอีกนิดหนึ่ง เมื่อกี้ผู้สื่อข่าวได้เห็นว่าเป็นการทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยม ขนาดล้มไปแล้ว ฟุบไปแล้ว ยังกระหน่ำอีก ซึ่งไม่มีที่ไหนใครเขาทำกัน แม้ในสนามรบก็ไม่ทำ นี่ทำกันถึงขนาดนี้ แล้วถ้าตำรวจซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการใช้กฎหมาย ป้องกันไม่ให้คนร้ายมาทำลายคนดี แล้วไม่ทำตามหน้าที่ ซึ่งมันจะนำไปสู่การนองเลือดในอนาคตได้ มันไม่ใช่พูดเกินเลยนะครับ เมื่อตำรวจไม่ทำแล้วถามว่าใครจะมาช่วย ก็มีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน เพราะนี่เป็นการกระทบต่อความมั่นคงภายในอย่างชัดเจนเลย เราถึงมีอยู่ข้อหนึ่งขอให้ พล.อ.อนุพงษ์ อย่าวางเฉย เพราะเป็นหน้าที่ของท่าน เมื่อตำรวจไม่ทำท่านก็ต้องทำ เพราะอะไร เพราะตำรวจกับทหารเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือถืออาวุธได้โดยเปิดเผย ใช้อาวุธได้ คนอื่นเขาไม่มีสิทธินะ ข้าราชการที่อื่น หน่วยงานอื่น ไม่มีสิทธิ เมื่อหน่วยงานหนึ่งที่มีทั้งคน ทั้งอาวุธ ไม่จัดการให้เกิดความสงบเรียบร้อย มันก็ต้องมาเป็นหน้าที่ของทหาร ในนามของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ก็ต้องทำอยู่แล้ว นี่ชัดเจนมากปฏิเสธไม่ได้
      
      สนธิ - ขอเพิ่มเติมนิดก่อนมอบให้คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข เมื่อเช้านี้นายขวัญชัย ไพรพนา ได้ออกโทรทัศน์ช่อง 3 พร้อมกับนายเจริญ ซึ่งเป็นผู้จัดเวที นายขวัญชัย ได้ยอมรับต่อหน้าพิธีกร และออกโทรทัศน์ทั่วประเทศ ว่าตัวเองเป็นคนสั่งการ เพราะตัวเองพูดว่า ก็สั่งไม่ให้จัดแล้วยังมาจัด ผมก็ต้องสั่งลุย นะครับ อันนี้เห็นชัด แต่ตำรวจก็ยังนั่งเฉย เพราะฉะนั้นอีกหน่อยสังคมไทยจะอยู่ในยุคที่เรียกว่า ใครเป็นลูกน้องคนมีอำนาจ ก็สั่งทำร้ายคนได้ สั่งฆ่าได้ มาออกทีวีรับต่อหน้า รับต่อหน้า ตำรวจก็ยังนิ่งเฉย แล้วนี่คือคำตอบครับท่านสื่อมวลชน พอจะได้คำตอบหรือยังว่าทำไมพวกผมถึงต้องลุกขึ้นสู้
      จำลอง - น่าคิดนะ รับต่อหน้านั่นแสดงว่าเขาเป็นเจ้าของจังหวัดใช่หรือเปล่า
      สนธิ - เขาทำตัวเป็นเจ้าของจังหวัด
      จำลอง - เขาทำยังกับเจ้าของบ้าน บอกไม่ให้เข้ามา ยังเข้ามาอีก
      สนธิ - ไม่ให้เข้ามา ยังเข้ามา
      จำลอง - อันนี้ไม่ใช่นะ จังหวัดไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ไม่มีใครเป็นเจ้าของจังหวัด แม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดก็เป็นเจ้าของจังหวัดไม่ได้ เขาเหิมเกริมถึงขนาดนั้นนะ
      สนธิ - ตอนนี้เป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าทำไมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องลุกขึ้นมาสู้
      สมเกียรติ - ผมอยากให้ข้อมูลเพิ่มเติม นายขวัญชัย ไพรพนา ขอให้สื่อมวลชนทั้งหลายไปตรวจสอบว่า รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้แต่งตั้งเขาเป็นประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับเงินเดือน 40,000 กว่าบาทหรือไม่ เป็นข้าราชการการเมืองหรือไม่ ที่ปูนบำเหน็จก่อนหน้านี้ ขอให้ไปตรวจสอบดู แล้วพฤติกรรมเหิมเกริมเหล่านี้ ถ้าเราอ่านแถลงการณ์ในข้อ 3 เราจะเห็นว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของนายกรัฐมนตรี รู้เห็นเป็นใจ ก็เท่ากับ ถ้าเราดูภาพที่ปรากฏก็คือว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวกให้คนฆ่ากัน ให้ฝ่ายหนึ่ง แล้วสื่อมวลชนจำพวกหนึ่งก็ลงว่าตีกัน ทั้งๆ ที่ไม่ดูว่าผู้บาดเจ็บคือใครเลย ผู้บาดเจ็บคือพันธมิตรฯ ทั้งหมด แต่ก็บิดเบือนข้อเท็จจริง ไปลงว่าตีกัน จำนวนมาก ซึ่งเราได้กรองข่าวแล้วนะครับ
      สมศักดิ์ - ตอนที่แถลงการณ์พันธมิตรฯ ฉบับที่ 3 ที่เราบอกว่ารัฐบาลนี้จะสร้างรัฐตำรวจ แล้วตอนนั้นมีสื่อบางคนก็บอกว่าจะเป็นไปได้ยังไง วันนี้เราจะเห็นว่า เมื่อหลังจากที่เขาปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ก็เปลี่ยนมา แล้วก็ถูกรังแกมาเป็นลำดับ แล้วที่อยากจะให้ผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว คุณสมัคร สุนทรเวช มาพูดรายการสนทนาประสาสมัคร ว่า เขาจะต้องฆ่าคืน แต่ว่าพันธมิตรฯ ดำเนินการกับเขาในแง่ของเหตุผลว่าเขากระทำผิดอะไรในฐานะเป็นรัฐบาล ไม่ว่าเรื่องเขาพระวิหาร ซึ่งมีศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นศาลสูงสุด ตัดสินว่าเขาผิดแล้ว ซึ่งไม่มีรัฐบาลที่ไหนในโลกจะบริหารประเทศต่อไปได้ ที่ทำผิดกฎหมายโดยคำสั่งคำพิพากษาของศาลสูงสุด ที่ผูกพันกับองค์กรของรัฐบาลด้วย ฉะนั้นหลังจากที่คุณสมัครพูด กับคุณขวัญชัยนี่ก็รู้อยู่แล้ว เมื่อกี้ อ.สมเกียรติ ก็พูด เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน แล้วก็เกิดเหตุการณ์รุนแรง
      ซึ่งเราเห็นในภาพแล้ว ซึ่งเรียกว่าป่าเถื่อนมาก ฉะนั้นผมอยากจะให้พี่น้องสื่อมวลชนได้ตั้งข้อสังเกตว่า การใช้ความรุนแรงนั้นไม่เคยเริ่มต้นจากฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเราใช้สันติวิธีโดยตลอด การชุมนุมโดยสงบ โดยเปิดเผย โดยปราศจากอาวุธ ทั่วโลก รัฐธรรมนูญไทยจะเขียนหรือไม่เขียนก็ไม่สำคัญ ทุกคนมีสิทธิ์ แต่รัฐธรรมนูญไทยก็เขียนเอาไว้ และเราชุมนุมโดยสงบในสิทธิ์ของเรา สังเกตไม่เคยมีเรื่อง จะมีเรื่องก็แต่มีคนอื่นเข้ามาก่อกวน ซึ่งอันนี้ล่ะถือว่าเป็นรัฐบาลที่หมดความชอบธรรม เป็นรัฐบาลอันธพาล ที่เลี้ยงอันธพาลไว้ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งอยากจะให้สื่อมวลชนได้เข้าใจว่า เมื่อเสรีภาพของประชาชน เมื่อรัฐบาลทำไม่ถูก แล้วเราก็ใช้สิทธิ์ทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองดี ในการปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย และการเปิดโปงการโกง การทุจริต การคอร์รัปชั่น ซึ่งก็ถูกเปิดเผยมาเป็นลำดับๆๆ ซึ่งสิ่งที่ทำไปก็เป็นประโยชน์กับประชาชนทุกคน ดังนั้นระหว่างรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบรักษาประโยชน์ของประเทศกลับไม่ได้ทำ แต่กลับไปรับผิดชอบพวกกันเอง แล้วก็ตั้งอันธพาลกวนเมืองกันขึ้นมา
      
      ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ที่บอกว่าทางฝ่ายความมั่นคง หรือฝ่ายทหาร ต้องคิด เพราะว่าบัดนี้ตำรวจนั้นได้แสดงหลายครั้งหลายหนแล้วว่า ไม่ได้รับผิดชอบหน้าที่ในการดูแลความสงบสุขและเรียบร้อยของประชาชน ดังเหตุป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นที่ จ.อุดรฯ อันนั้นมันถึงคราวที่จะต้องเข้ามาคลี่คลายเข้ามาแก้ไขปัญหา และแน่นอนนะครับ ผู้ที่ชุมนุมเอง โดยหลักแล้วก็ต้องมีสิทธิ์ในการป้องกันตัวเอง ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา ก็ให้สิทธิ์ในการที่เมื่อใครมารังแกเราจะป้องกันตัวเองได้ ซึ่งอย่าไปลงลักษณะที่บอกว่า ไปตีอะไรกัน ซึ่งพวกเรายืนยันตลอดว่าสันติวิธีในการต่อสู้ของเรา เพื่อใช้เหตุใช้ผล ให้ประชาชนได้ตื่น ได้เรียนรู้เรื่องความสกปรก ความไม่ถูกต้อง แล้วก็ได้มีจุดยืนอยู่กับผลประโยชน์ของคนส่วนรวม
      ดังนั้นก็ขอให้พี่น้องสื่อมวลชนได้เห็นว่าใครป่าเถื่อน ไม่ป่าเถื่อน แล้วก็อย่าเอาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไปลงว่ามาตี มาทะเลาะกัน ซึ่งเราไม่ใช่ประเภทอย่างนั้น ซึ่งเราพูดเปิดโปงความชั่วร้ายของนักการเมืองมาตลอด เพื่อให้ประชาชนได้ติดตามและเป็นประโยชน์กับประชาชน กับประเทศชาติมาโดยตลอด
      พิภพ - ผมมี 2-3 ประเด็น ในฐานะที่เป็นผู้มีประสบการณ์จากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และพฤษภาฯ อย่างที่ อ.สมเกียรติ ได้นำไปแล้ว ว่า เราตอนนี้ สื่อมวลชน และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรสิทธิมนุษยชน ต้องร่วมมือกันระงับความรุนแรงอันนี้ สำหรับสื่อมวลชนนี่คือการเสนอข่าว ถ้าสื่อมวลชนเสนอข่าวพลาด จะทำให้รัฐบาลได้ใจในการที่จะเป็นคนวางแผนการใช้ความรุนแรง คำว่าเสนอข่าวพลาดก็คืออะไร แทนที่จะเสนอข่าวว่า ฝ่ายรัฐเป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงเข้าไปกระทำกับพันธมิตรฯ ที่กำลังชุมนุมอยู่ แต่กลับไปเสนอข่าวเหมือนว่า พันธมิตรฯ ในจังหวัดต่างๆ กำลังปะทะกับฝ่ายนั้น คือถ้ามีการสื่อความหมายอย่างนี้จะเป็นการส่งเสริมให้ฝ่ายรัฐได้ใจ อันนี้ข้อ 1 ฉะนั้นถ้าไม่มีการเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ผมคิดว่าความรุนแรงก็จะขยายตัวไปจังหวัดต่างๆ อันที่ 2 ชัดเจนว่าสื่อมวลชนต้องเปิดโปงในเรื่องแผนของรัฐ วางแผนในการใช้ความรุนแรง เป็นตามลำดับมาอย่างที่คุณสนธิได้ลำดับความ รวมทั้งในซีดีด้วย อันนี้จะต้องให้เห็น ถ้าไม่ทำตรงนี้ให้เห็น จะยับยั้งรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้
      อันที่ 3 ต้องยอมรับกันว่านายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช มีความเกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงมา 2 เหตุการณ์ และกำลังสร้างเหตุความรุนแรงในครั้งสุดท้าย ก็คือในสมัยที่ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้จะต้องระวัง ว่าเรากำลังมีนายกรัฐมนตรีที่ผ่านการสนับสนุนการใช้ความรุนแรงในประวัติศาสตร์มาแล้ว และกำลังเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้ายของเขาในจุดจบของเขา อันนี้จะต้องระมัดระวัง อันที่ 3 ที่จะเรียกร้อง พล.อ.อนุพงษ์ อันนี้ก็จะต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้เรียกร้องทหารนะ เมื่อแนวโน้มความรุนแรงมันรุนแรงขึ้น แล้วตำรวจไม่สามารถปฏิบัติการได้ ไม่ใช่ไม่สามารถปฏิบัติการได้ สามารถปฏิบัติการระงับความรุนแรงได้ แต่ไม่กระทำ ดังในรูปก็เห็นแล้ว ผมว่าเป็นประเด็นซึ่งผู้อำนวยการรักษาความสงบภายใน จะต้องออกมาดูแลเรื่องนี้ ถ้าความรุนแรงบานปลายไปจนกระทั่งถึงควบคุมไม่ได้ จะเกิดมิคสัญญี อันนี้ก็อยากจะให้ถือเป็นความร่วมมือกัน
      สมศักดิ์ - เพราะว่าผู้ว่าราชการจังหวัดก็ขึ้นกับมหาดไทย กับเฉลิม ตำรวจนี่ก็ขึ้นกับนายกรัฐมนตรี คุณสมัคร เราก็จะเห็นว่าสองอย่างนี้จะไปในทางเดียวกันตลอด ที่ก่อให้เกิดความรุนแรง และมาละเมิดสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนที่เขาใช้สิทธิ์โดยสงบ ตามระบอบประชาธิปไตย
      ถาม -(เสียงไม่ชัดเจน)
      สนธิ - ผมคิดว่าเขามารักษาความปลอดภัยให้ประชาชน เพื่อประชาชนได้มีสิทธิในการแสดงออก อันนั้นเป็นจุดแรกที่เขาสามารถทำได้ แต่ถ้าเขาจะรอให้มีการนองเลือดเพื่อออกนั้น ผมคิดว่าก็เป็นความคิดที่ชั่วร้าย
      ถาม - (เสียงไม่ชัดเจน)
      สนธิ - ผมชี้แจงให้ฟังแล้วนะทหารอาจจะไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะไปจับกุมใคร แต่ทหารมีอำนาจที่จะมารักษาความปลอดภัยได้ แล้วคุณสมศักดิ์ได้พูดไปชัดเจนแล้ว เมื่อกลไกของรัฐ คือตำรวจ และฝ่ายปกครอง ไม่ทำหน้าที่นี้ ทหารจะนั่งอยู่นิ่งเฉยหรือ ในฐานะตัวเองก็เป็น กอ.รมน. ผอ.กอ.รมน. ซึ่งชื่อก็บอกบ่งชัดอยู่แล้วเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงภายใน
      
      สมเกียรติ - ผมพูดเรื่องทหาร 2 ข้อนะครับ ความจริงท่านจำลองอาจจะพูดได้ดีกว่าผม แต่ว่าเรื่องแรกก็คือ ทหารจะปล่อยให้ประชาชนเจ็บและตายมากกว่านี้หรือ ถึงจะออกมา ท่านทนอยู่ในกองทัพได้อย่างไร ในเมื่อรัฐตำรวจได้เป็นของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติแล้ว กระทรวงมหาดไทย กลไกผู้ว่าฯ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ได้เป็นของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติแล้ว มันไม่มีองค์กรใดๆ ที่จะมารักษาความปลอดภัยของประชาชนได้แล้ว อันที่ 2 หากทหารกรุณาไปอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 รัฐต้องจัดให้มีกำลังทหารเพื่อรักษาความปลอดภัยของชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นทหารจะปฏิเสธรัฐธรรมนูญได้หรือ ในขณะนี้กองทัพเป็นฐานที่มั่นเดียวก่อนจะถึงสถาบันสำคัญของชาติ เพราะฉะนั้นความจำเป็นนี้จึงเป็นความจำเป็นที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
      ถาม -(เสียงไม่ชัดเจน)
      สนธิ - เราจะรวบรวมหลักฐาน ตอนนี้ผมเข้าใจว่าสภาทนายความกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ จะต้องเข้ามาช่วย เราจะทำทันทีที่มีโอกาสทันทีเลยครับ แล้วก็ยื่นกับ ป.ป.ช.
      ถาม - (เสียงไม่ชัดเจน)
      สนธิ - เราจะเอาประชาชนเข้ามาเป็นโจทก์ แต่ว่าเราจะช่วยจัดหาทนายและดำเนินการให้ แล้วยื่น ป.ป.ช.ให้หมดทุกๆ จังหวัดที่สามารถจะหาผู้ที่เข้าข่าย 157 ได้หมด รวมไปจนถึงยัง อุดรธานี ชัดเจน อุดรธานี นี่ตั้งแต่ผู้บังคับการตำรวจจังหวัด ผู้กำกับเขตอำเภอเมือง และภาพตำรวจบางคนที่อยู่ในท้องที่ และคนที่เกี่ยวข้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องโดนด้วย โยงไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายกรัฐมนตรีด้วย











แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 18/2551

      เรื่อง  ประท้วงและประณามกัมพูชากรณีรุกล้ำอธิปไตยบริเวณเขาพระวิหาร
      
      ตามที่ ภริยานายกรัฐมนตรีฮุนเซนแห่งกัมพูชา และคณะ ได้เดินทางบุกรุกล้ำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยบริเวณเขาพระวิหาร เพื่อไปทำพิธีกรรมทางศาสนาที่วัดสิขาคีรีศวร ในวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2551 นั้น
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในฐานะองค์กรประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นผู้แทนประชาชนส่วนใหญ่ของราชอาณาจักรไทย ขอแถลงการณ์ให้ทราบทั่วกันดังต่อไปนี้
      ข้อ 1.เราประณามภริยานายกรัฐมนตรีฮุนเซน พร้อมคณะ รวมทั้งรัฐบาลกัมพูชาที่สมคบกับยั่วยุ และรุกล้ำอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย ในการบุกรุกเข้ามาทำพิธีกรรมในเขตแดนของราชอาณาจักรไทยบริเวณเขาพระวิหาร และเรียกร้องให้ยุติการยั่วยุในทันที
      เรายืนยันว่า วัดสิขาคีรีศวร และพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร และพื้นที่รอบนอกทั้งหมดเป็นดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ ผู้บุกรุกทั้งหมดจะต้องออกไปจากดินแดนของราชอาณาจักรไทย
      เราขอถือเอาแถลงการณ์นี้ เป็นการประท้วงในนามของราชอาณาจักรไทยและประชาชนชาวไทยต่อการยั่วยุ และรุกล้ำอธิปไตยของราชอาณาจักรไทยดังกล่าว แม้ว่ารัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติของไทยจะเพิกเฉยเพราะสมคบกันฉ้อฉลปล้นชาติขายแผ่นดินก็ตาม เพราะเราถือว่ารัฐบาลหุ่นเชิดขายชาตินี้ไม่ใช่รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ใช่ตัวแทนราชอาณาจักรไทยและ 
      ข้อ 2.เพื่อประโยชน์ในการพิทักษ์รักษาและสงวนไว้ซึ่งสิทธิแห่งราชอาณาจักรไทย เรายังคงเรียกร้องให้รัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติยื่นคำประท้วงอย่างเป็นทางการต่อการรุกล้ำอธิปไตยของราชอาณาจักรไทยดังกล่าว และเร่งผลักดันบรรดาผู้บุกรุกชาวกัมพูชาทั้งหมดออกไปจากดินแดนของราชอาณาจักรไทย
      เราเรียกร้องให้รัฐบาลไทย และกระทรวงการต่างประเทศ แสดงจุดยืนและปฏิบัติการในการรักษาสิทธิและอธิปไตยในพื้นที่ดังกล่าวอย่างแจ้งชัดโดยพลัน ด้วยการยื่นประท้วงรัฐบาลกัมพูชาที่ยั่วยุและบุกรุกราชอาณาจักรไทยโดยพลันด้วย มิฉะนั้นแล้ว เราจำเป็นต้องประณามว่ารัฐบาลไทยและกระทรวงการต่างประเทศ ก็คือ ลิ่วล้อของหุ่นเชิดขายชาติที่สมยอมให้ราชอาณาจักรไทยเสียดินแดนแก่กัมพูชาโดยฉ้อฉลปล้นแผ่นดินนั่นเอง
      ข้อ 3.เราเรียกร้องให้กองทัพไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดำเนินการผลักดันชาวกัมพูชาผู้บุกรุกอธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทยออกไปจากเขตแดนของประเทศไทยโดยเร็ว การถอนทหารหรือปรับกำลังทหารหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ เพราะปัญหาสำคัญคือ ดินแดนและอธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทยกำลังถูกรุกล้ำ และหมายจะยึดเอาเป็นดินแดนของกัมพูชา และนี่คือ หน้าที่โดยตรงของกองทัพไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
      ข้อ 4.โดยแถลงการณ์นี้ เราขอให้เลขาธิการสหประชาชาติ และบรรดาสมาชิกสหประชาชาติ ได้รับทราบการสงวนสิทธิ์การประท้วง และการประณามดังกล่าวของประชาชนชาวไทย เพื่อประโยชน์แห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป
      
                                             ด้วยจิตคารวะ
      
                               พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
                                        วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2551


แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ฉบับที่ 19/2551

      เรื่อง  ผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดิน
      
      ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ชุมนุมปักหลักพักค้างมาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2551 เพื่อหยุดยั้งการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และยกระดับการต่อสู้มาเป็นการโค่นล้มระบอบทักษิณ ขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดตามเหตุผลในแถลงการณ์ ฉบับที่ 11/2551 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2551 และนำเสนอการเมืองใหม่ ดังที่ทราบแล้วนั้น
      ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการจัดชุมนุมอย่างสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ เข้ารวบรวมรายชื่อร่วมกับประชาชนเพื่อถอดถอนนักการเมืองที่กระทำความผิดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ใช้เวทีปราศรัยบนเวทีเพื่อเปิดโปงข้อมูลและขบวนการให้ประชาชนได้รับทราบความจริง และดำเนินร้องเรียนต่อองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนฟ้องร้องต่อศาลสถิตยุติธรรมในกรณีที่ข้าราชการและนักการเมืองกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง
      จากการดำเนินการดังกล่าวตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้การล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกไม่สำเร็จ ซึ่งส่งผลอย่างใหญ่หลวงทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และทำให้การกระทำความผิดต่อกฎหมายของนักการเมืองในระบอบทักษิณต้องหยุดชะงักลงในที่สุด
      อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2551 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มารายงานตัวเพื่อให้การนัดสุดท้ายต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีการซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร พร้อมๆ กับการออกแถลงการณ์ยืนยันการหลบหนีศาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัว ซึ่งในแถลงการณ์ดังกล่าวนั้นได้มีการใส่ร้ายประเทศไทยและกระบวนการยุติธรรมว่าเป็นประเทศที่ไม่มีความปลอดภัยและกระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซงไม่สามารถไว้วางใจได้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความเท็จที่ใช้เป็นข้ออ้างในการหลบหนีทั้งสิ้น และในวันเดียวกันนั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ออกหมายจับเป็นทีเรียบร้อยแล้ว
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรแนวร่วม จึงได้มาประชุมกันเพื่อกำหนดจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้
      1. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรแนวร่วมถือว่าโดยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิใช่ “ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” แต่เป็น “ผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดิน” 
      2. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือว่าการหลบหนีอาญาแผ่นดิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัว ก็คือการพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหาในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นมีมูลความจริง เราจึงขอเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แสดงความกล้าหาญด้วยการกลับมาประเทศไทยเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและชดใช้ผลกรรมของตัวเอง
      3. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอเรียกร้องให้อัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการในทุกวิถีทางอย่างเข้มแข็งในการที่จะนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดินกลับมาดำเนินคดีความในประเทศไทยอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ กระทรวงการต่างประเทศ ยกเลิก “หนังสือเดินทางทุกประเภท” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิฉะนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะดำเนินการทางกฎหมายให้ลงโทษกับผู้ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนถึงที่สุด
      4. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถือว่าการหลบหนีอาญาแผ่นดินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวนั้น ไม่ทำให้ภารกิจของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหมดสิ้นลง ทั้งนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงธำรงความมุ่งหมายเดิมที่จะบรรลุภารกิจศักดิ์สิทธิ์ในการหยุดยั้งการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โค่นล้มระบอบทักษิณ ขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ และสร้างการเมืองใหม่ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจนถึงที่สุด
      5. เพื่อเป็นการรักษาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างประชาชนชาวไทย และประชาชนชาวอังกฤษ ตลอดจนธุรกิจและการลงทุนของชาวอังกฤษที่อยู่ในประเทศไทย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลอังกฤษยุติการให้ที่พักพิงต่อผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดิน และขอให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยโดยเร็วที่สุด อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยไปสำแดงพลังด้วยการเดินทางไปที่สถานทูตอังกฤษ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยกำหนดนัดหมายในเช้าวันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2551 เวลา 10.00 น. ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซา สี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริ กรุงเทพมหานคร
      6. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอยืนยันว่า การปล่อยปละละเลยขบวนการของรัฐบาลที่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ การวางเพลิงบ้านพักของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา การส่งขบวนการจักรยานยนต์เพื่อมาก่อกวนการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในคืนที่จัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ฯลฯ การกระทำดังกล่าว ล้วนแล้วแต่เป็นการตอกย้ำความป่าเถื่อนของรัฐบาลซึ่งเกิดขึ้นอย่างซ้ำซากไม่รู้จบสิ้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงถือว่า รัฐบาลได้หมดความชอบธรรมทั้งในทางศีลธรรม และทางนิติธรรมที่จะบริหารประเทศชาติไปนานแล้ว และขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกทั้งคณะอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
      7. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอให้รัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติยุติการทุจริตอย่างหนักหน่วงในโครงการขนาดใหญ่จำนวนมากอยู่ในขณะนี้โดยทันที มิเช่นนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะดำเนินคดีความต่อนักการเมือง ข้าราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในการประพฤติมิชอบจนถึงที่สุด พร้อมกันนั้นขอให้ยุติการย้ายโรงเรียนโยธินบูรณะเพื่อเร่งสร้างที่ประชุมรัฐสภาอย่างไร้เหตุผลโดยทันที โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงในยุคนี้
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย ไปสำแดงพลังให้กำลังใจให้กับผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะ ด้วยการเดินทางไปที่โยธินบูรณะเพื่อแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยกำหนดนัดหมายในเช้าวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2551 เวลา 10.00 น. ณ หน้าโรงเรียนโยธินบูรณะ สี่แยกเกียกกาย ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร
      8. ถ้าหากแผนการฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพวกเกิดขึ้นเมื่อใด ไม่ว่าจะเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือการออกกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพวก หรือการรัฐประหารเพื่อล้างความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพวก พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอยืนยันว่าจะร่วมกับประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าเพื่อการคัดค้านและต่อสู้ในทุกรูปแบบภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จนถึงที่สุด
      9. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอยืนยันว่าพร้อมที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมือง หรือการแก่งแย่งชิงอำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอำนาจนั้นโดยเด็ดขาด และจะต่อต้านจนถึงที่สุด
      ด้วยจิตคารวะ
      
      พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2551
      ณ บ้านพระอาทิตย์
      


      คำต่อคำ แกนนำพันธมิตรฯ ตอบคำถาม
      สนธิ - เพื่อความรวดเร็วใครอยากจะถามคำถามอะไร ถามได้เลยนะฮะ
      ถาม - แสดงว่าทางพันธมิตรฯ มีข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนขั้วอำนาจหรือ หมายถึงในข้อสุดท้าย
      สมศักดิ์ - ในเรื่องแบบนี้ จากเหตุการณ์ที่เคยผ่านมา เมื่อวันที่ 19 ก็เป็นบทเรียนว่ามีการยึดอำนาจแล้วไม่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ แล้วเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจ ซึ่งเราเห็นว่าเมื่อเหตุการณ์วันที่ 19 กันยาฯ ที่ผ่านมานั้น ควรจะเป็นบทเรียน ดังนั้นเรา ถ้ามีการกระทำอย่างนั้น เราถือว่าเป็นการทำรัฐประหารที่ไม่เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เราก็ต่อต้าน ซึ่งข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยจำได้ไหมว่า ผบ.สูงสุด ก็มีการพูดออกมาว่า ยังมีบางกลุ่มที่จะพยายามที่จะทำรัฐประหารในลักษณะแบบนั้น ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท และแสดงจุดยืนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เราจึงแถลงการณ์ ประกาศอย่างโจ่งแจ้งเปิดเผยให้ทราบว่า เราไม่สนับสนุนการรัฐประหารแบบแย่งอำนาจ โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และไม่คำนึงถึงการจัดการกับพวกทุจริต ขายชาติ จาบจ้วงสถาบัน หรือขายอำนาจอธิปไตยมาลงโทษ ตามกฎหมายของบ้านเมือง
      พิภพ - การเปลี่ยนขั้วอำนาจไม่ได้หมายถึงการทำรัฐประหารเท่านั้น แต่การเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองตอนนี้กำลังเกิดขึ้น ลักษณะของขั้วอำนาจเก่าก็คือคุณทักษิณ เป็นลักษณะของการใช้อำนาจและการทุจริตคอร์รัปชั่นในแบบที่มีบริษัทและกิจการของตัว และเครือข่ายในทางธุรกิจ ในคณะรัฐบาลพรรคไทยรักไทยในอดีตรองรับ เพราะฉะนั้นการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการใช้อำนาจ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จะมีอีกลักษณะหนึ่ง เมื่อคุณทักษิณมีอันต้องเป็นไปในเรื่องคดีความ ก็เกิดช่องว่างลักษณะการเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ ตอนนี้รัฐบาลสมัคร กับคุณเนวิน ชิดชอบ กำลังร่วมมือกันที่จะสร้างขั้วอำนาจ ในการที่จะทุจริตคอร์รัปชั่น และหากินกับโครงการใหญ่ๆ โดยไม่มีองค์กรทางธุรกิจรองรับ ก็ใช้วิธีการใช้เมกะโปรเจกต์ หรือโครงการใหญ่ๆ เปิดขึ้นมา เพื่อจะอาศัยการประมูลงานหรือการดำเนินงานโปรเจกต์ใหญ่ๆ นั้นได้สินบาทคาดสินบน ในรูปแบบที่ไม่เหมือนกับรูปแบบของคุณทักษิณ
      สนธิ - ผมขอเสริมคุณพิภพ นิดหนึ่งนะครับ ข้อแตกต่างระหว่างสมัยคุณทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี กับคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ต่างกันตรงที่ว่าสมัยคุณทักษิณนั้น คุณทักษิณมีเครือข่ายทางธุรกิจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจทางด้านโทรคมนาคม ธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นเครือข่ายรองรับในการแก้กฎหมาย สร้างนโยบายเพื่อเอื้อให้เครือข่ายตัวเองนั้นได้ผลประโยชน์ แต่มาถึงยุครัฐบาลที่กำลังจะเปลี่ยนขั้วอำนาจ ซึ่งมีคุณสมัคร จับมือกับคุณเนวิน แล้วก็จับมือกับหลายๆ คนตามที่เราทราบข่าวนั้น คนพวกนี้ไม่มีเครือข่ายทางธุรกิจรองรับ แต่ความต้องการที่จะได้รับผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน ก็เลยมีการคิดค้นโครงการก่อสร้างมากมาย แต่ละอย่างไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นล้าน เป็นแสนล้านก็มี ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ 6 พันคัน การขุดท่อส่งน้ำจากลาวส่งข้ามแม่น้ำโขงมาจำนวนแสนกว่าล้าน การสร้างถนนอีก 170,000 ล้านบาท แต่ละโครงการนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหมื่นๆ ล้าน แสนๆ ล้าน หรือยกตัวอย่าง การที่จู่ๆ มีการตั้งงบประมาณการทำโทรศัพท์มือถือรุ่นระบบ 3G ซึ่งสมัยรัฐมนตรีสิทธิชัย โภไคยอุดม ตั้งไว้แค่ 15,000 ล้าน ครอบคลุมหมด ปรากฏว่ามาถึงรัฐบาลชุดนี้กลับตั้งงบประมาณเพิ่มในเครือข่ายอันเดียวกัน เป็น 29,000 ล้าน เพิ่มขึ้นมาอีก 14,000 ล้าน ลักษณะแบบนี้เป็นลักษณะแบบไอ้เสืออาวา ปล้นกลางแดด เพราะว่าคนพวกนี้ไม่เหมือนระบอบทักษิณเก่าที่ใส่สูท แล้วก็หลอกพวกเรา แล้วก็มาล้วงกระเป๋าเราไป แต่ว่าพวกนี้เขาเรียกว่าปล้นซึ่งหน้า เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ชัด รวมไปจนถึงโครงการรัฐสภา ซึ่งผมคิดว่า อ.สมเกียรติ คงจะเล่ารายละเอียดให้ฟังได้อย่างชัด ว่าการที่ทำไมจะทำที่ที่ทหาร ก็เพื่อที่จะให้ทหารนั้นอนุมัติ เพราะตัวเองเป็นรัฐมนตรีกลาโหม เสนอนายกฯ ได้ทันที แล้วนี่ก็คือเป็นประเด็นที่ผมคิดว่า ผบ.ทบ.เองไม่ได้แสดงจุดยืนหรือวุฒิภาวะของความเป็นผู้บัญชาการทหารบก ที่จะต้องดูแลลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างจริงจัง จริงๆ แล้วการที่จะไปตั้งรัฐสภาที่เกียกกายนั้น น่าที่จะถูกคัดค้านโดยผู้บัญชาการทหารบก โดยเสนอว่าน่าจะไปทำที่อื่น เพราะว่าการที่จะยุบโรงเรียนถึง 2 โรงเรียน โรงเรียนช่างกล ขส.ทบ. ตลอดจนโรงเรียนโยธินบูรณะ นั้นเป็นผลกระทบต่อครอบครัวของประชาชน ครอบครัวของทหาร เป็นพันๆ ครอบครัว เพียงเพื่อตอบสนองให้กับนักการเมืองได้มีงบประมาณมาที่จะทำการคอร์รัปชั่นได้ เชิญ อ.สมเกียรติ ครับ
      สมเกียรติ - ผมอยากจะเรียนข้อมูลที่ได้รับมอบหมายให้รวบรวมโครงการโกงกินขนาดใหญ่ ที่เรียกว่าเมกะโปรเจกต์ รัฐบาลชุดนี้เท่าที่ผมรวบรวมได้ ขณะนี้มีโครงการเมกะโปรเจกต์ที่แถลงผ่านสื่อมวลชนและไม่แถลง ประมาณ 14 แสนล้าน โดยเฉพาะโครงการผันน้ำขนาดใหญ่ ที่อีสานกำลังท่วมนี่วางไว้ถึง 7 แสนล้าน ทางหลวงพิเศษอีก 1.7 แสนล้านบาท เป็นอย่างน้อย และก็โครงการรถไฟฟ้าอะไรต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่าในช่วงเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้สนใจปัญหาปากท้องของประชาชนเลย กลับไปเพิ่มมูลค่าทางการตลาด และกำไรให้แก่ ปตท. ซึ่งเป็นองค์กรขูดรีดของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างถ้วนทั่ว และในขณะเดียวกันก็ละเลยปัญหาภาคใต้ ไม่ใยดีเลย ไม่ใยดีเลย ปล่อยให้เป็นกลไกของเจ้าหน้าที่ตามลำพัง และประชาชนอยู่อย่างไร้อนาคต และมีชะตากรรมอันมืดมน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ได้สนใจอะไร นอกจากการเดินจ่ายตลาด นั่งในส้วม แล้วก็ทำรายการอาหาร ส่วนใหญ่วิถีชีวิตเขาจะหมกมุ่นอยู่อย่างนั้นแล้วก็ไปดูตัวเงินตัวทองกัน พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการเอาพวกนี้มากลบ โดยเฉพาะการสร้างรัฐสภาที่คุณสนธิให้ผมพูดถึง เพราะว่าผมเป็นคนเปิดประเด็นคนแรกที่เวทีที่มัฆวานฯ ก็เนื่องจากว่า โครงการนี้ เล็งเห็นว่ามีงบประมาณที่คณะกรรมาธิการตัดออกมาเป็นจำนวนนับหมื่นล้าน ก็เลยร่วมคิดกันระหว่างนายกรัฐมนตรี กับประธานรัฐสภา 2 ท่าน โดยไม่ได้มีการปรึกษาอะไรเลย ทั้งๆ ที่คณะกรรมาธิการเรื่องติดตามการใช้งบประมาณเล็งเห็นว่าควรจะสร้างที่อื่น เช่น นนทบุรี ปทุมธานี หรือที่อื่นที่เขาเสนอมา 2 คนนี้กลับหักดิบเอาเลย บอกว่าสร้างตรงนี้แหล่ะ สร้างตรงนี้ แล้วการสร้างก็ไม่มีแบบแปลนแผนผังอะไรเลย ท่ามกลางสภาพปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า และ GDP ที่ไม่มีวันกระเตื้องขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ที่เราเรียกรวมๆ ว่าข้าวยากหมากแพง ขณะนี้แบบก็ยังไม่มี คิดได้อย่างเดียวก็คือว่า เอา สร้างตรงนี้แหล่ะ สร้างตรงนี้แล้วก็สั่งให้ย้ายโรงเรียน ย้ายกลุ่มแม่บ้านของทหารไป ทหารบกไป แล้วในขณะเดียวกัน ก็เป็นงบประมาณก้อนงามที่จะชดเชยให้ทหาร ทำให้ทหารได้รับการปูนรางวัลถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกนี่ซื้ออาวุธ โดยเฉพาะซื้ออาวุธจากเหล่าทัพ แล้วลือลั่นที่สุดก็คือที่ยูเครน แล้วครั้งที่ 2 ก็เป็นเรื่องการชดเชยที่ดิน ทั้งๆ ที่คณะกรรมาธิการที่ คนที่เป็นประธานก็คือประธานชมรมคนรักทักษิณ เป็น ส.ส.ที่ร้อยเอ็ดท่านหนึ่ง ไปดูสถานที่ที่สร้างสภาอีกที่หนึ่ง แต่ 2 คนนี้กลับเอาอีกที่หนึ่งเนี่ย ก็แสดงว่าเป็นวาระที่เป็นฟาสต์ฟู้ด หรือแดกด่วนทางงบประมาณ เป็นภาวะฟาสต์ฟู้ดทางงบประมาณว่า ก่อนที่อายุขัยของรัฐบาลจะสิ้นสุดลงใน 1-2 เดือนข้างหน้านี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เราเห็นใจลูกหลานของเรานะ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องของนักเรียนที่มาพบเราหลังเวที 2 ครั้ง ก็ได้เรียกร้องให้ 5 แกนนำพันธมิตรฯ โดยเฉพาะลุงจำลองของเด็กๆ บอกว่าไปช่วยดูแลลูกหลานด้วย ในวันนี้เราก็เลยมีมติว่า จะไปให้กำลังใจลูกหลานของเรา ที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าระดับโรงเรียนมัธยมมีจิตสำนึกแบบนี้ ระดับโรงเรียนมัธยมนะ ม.ต้น ม.ปลาย มีจิตสำนึกแบบนี้ แล้วมากันเอง ครูเขาไม่กล้ามานะ มาพบประธานรัฐสภา ก็ร้องไห้ร้องห่มกัน ในขณะที่กลุ่มแม่บ้านทหารบกบอกว่าให้อยู่เงียบๆ ไม่งั้นจะกระทบสามีของคุณที่รับราชการทหารอยู่ เราจึงเล็งเห็นว่า การไปให้กำลังใจลูกหลานเยาวชนของเรานี่คือการแตกหน่ออ่อนของระบอบประชาธิปไตยที่หวงแหนผลประโยชน์ของชาติ ผมก็เลยเรียกร้องทางลุงจำลองของเด็กๆ ให้นำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมของ 5 แกนนำ ในที่สุดก็เกิดความเห็นพ้องต้องกัน ครับ ลุงพูดหน่อยนะ
      จำลอง - บอกกับพวกเราไปแล้วนะครับว่า การทำงานของพันธมิตรฯ นั้น ดำรงความมุ่งหมายเดิม แล้วก็ทำตามสถานการณ์ คือมีอะไรเกิดขึ้นเราก็ประชุมกัน ผู้แทนของนักเรียนได้ไปพบผมในที่ชุมนุมด้วยนะ นอกจากจะไปพบที่หลังเวทีแล้ว ไปพบเมื่อวานซืนนี้ แล้วแกก็ไปชี้แจงว่าแกกำลังเดือดร้อน รวมถึงครอบครัวทหารบกที่อยู่บริเวณเกียกกายนั้น โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมมีความเห็นว่า เราน่าจะสนับสนุนการคัดค้านของนักเรียน ครู และแม่บ้านทหารบกอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากว่าเราทำงานตามระบอบประชาธิปไตย เราก็ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมในวันนี้ พวกเราคงทราบว่าการประชุมรัฐสภา แรกเริ่มเดิมทีก็คงใช้พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเราไม่ทัน ผมเองก็ไม่ทัน ผมเข้าไปเป็นสมาชิกจากการแต่งตั้ง คือสมาชิกวุฒิสภา เมื่อ 29 ปีที่แล้ว ซึ่งมีการสร้างอาคารหลังใหม่แล้ว ผมก็เห็นว่ามันกว้างขวางดี ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร ต่อมาก็มีการสร้างอาคาร 2 อีก แล้วก็มีการสร้างที่ทำงาน ซึ่งเป็นตึก 3-4 ชั้น อยู่ข้างหลังอีก มันก็พร้อมพรั่งอยู่แล้ว ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการสร้างสภาในตอนที่เรากำลังข้าวยากหมากแพงอย่างนี้ เออ ถ้าบ้านเมืองเรา เศรษฐกิจอุดมสมบูรณ์ ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว มาทำสภาให้มันใหญ่ขึ้น สวยงามขึ้น มันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ว่าในตอนที่ข้าวยากหมากแพง คนส่วนใหญ่ของทั้งประเทศกำลังยากจนข้นแค้น แล้วควักเอาเงินเป็นจำนวนพันๆ ล้าน หลายพันล้าน หรือเป็นหมื่นล้านก็ว่าได้
      สนธิ - 3 หมื่นกว่าล้าน
      จำลอง - 3 หมื่นกว่าล้าน มันเหมาะสมที่ไหนครับ เออ ถ้าเป็นเงินของพวกคุณก็ไปอย่าง นักการเมืองคุณเฉลี่ยกันมาแล้วคุณมาสร้างอะไรก็ได้ คุณก็ทำของคุณไป แต่นี่มันไม่ได้นะ ความจำเป็นมันไม่มีที่จะต้องมาสร้างใหม่ในตอนนี้ เอาไว้ตอนที่เราอยู่ดีมีสุขก่อนได้มั้ย เศรษฐกิจฟูฟ่องถึงขนาดว่าไม่รู้จะเอาไปทำอะไรแล้ว มาสร้างสภาใหม่ มันก็ยังใช้ได้ แต่นี่มันไม่มีเหตุผลเลย นอกเสียจากว่า อยากจะทำเสียอย่างใครจะว่ายังไง ด้วยรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ใครจะคัดค้านอะไรก็ไม่ฟัง จะทำเสียอย่าง ก็สามารถทำได้ เนื่องจากว่ามีเสียงข้างมากในสภา ซึ่งเราเห็นว่าเราต้องคัดค้าน เพราะฉะนั้นในวันศุกร์นี้เราจะเดินขบวน เราจะจัดดาวกระจายไปให้กำลังใจกับโรงเรียนโยธินบูรณะ เพื่อให้เขาคัดค้านต่อ แล้วเราจะเป็นกำลังที่คอยหนุนอยู่ เพราะเราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
      สมเกียรติ - ผมจะให้คุณสุริยะใสพูดถึงเวลาและเนื้อหาที่จะไปสถานทูตอังกฤษ ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ใจความ ว่าเราจะไปมีแถลงการณ์อะไรยังไง เป็นสาระหลักที่พี่น้องประชาชนเรียกร้องมานาน เชิญผู้ประสานงานครับ
      สุริยะใส - นัดหมายกัน 10 โมงเช้านะครับ ที่สี่แยกราชประสงค์ หน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และก็ตั้งขบวนเดินไปที่สถานทูตอังกฤษ จุดมุ่งหมายสำคัญก็เพื่อที่จะแปลคำพิพากษาเป็นภาษาต่างประเทศให้กับทางผู้แทนสถานทูตอังกฤษ และก็ชี้แจงถึงความจำเป็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของประเทศ แล้วก็อธิบายให้เห็นถึงข้อเท็จจริงถึงสถานการณ์การเมืองไทยว่าไม่ได้มีเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องลี้ภัย หรืออ้างความไม่ปลอดภัยใดๆ เพราะว่าเป็นสถานการณ์ปกติ มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีกระบวนการยุติธรรมที่กำลังทำงานอย่างจริงจัง เข้มข้น เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง และคุณทักษิณ ก็เป็นบุคคลธรรมดาในขณะนี้ ไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองที่จะต้องใช้อภิสิทธิ์ หรือใช้สิทธิพิเศษทางการทูตใดๆ อันนี้เราก็ถือว่าเราต้องทำหน้าที่แทนคนไทยทั้งประเทศ เพราะว่ารัฐบาลละเลย และยังไปสนับสนุนเห็นดีเห็นงามกับการโจมตีกระบวนการยุติธรรมของคุณทักษิณ อีก นี่เป็นการทำหน้าที่ในภาวะที่รัฐบาลไม่ได้ปกป้องกระบวนการยุติธรรม แต่กลับเห็นดีเห็นงามกับผู้ร้ายที่หนีอาญาแผ่นดิน อันนี้เป็นจุดยืนของพันธมิตรฯ นะครับ
      ถาม - ทางพันธมิตรฯ มีการคิดไว้ล่วงหน้ามั้ยเกี่ยวกับสถานการณ์หากมีการยุบสภา ถึงแม้ว่าล่าสุดนายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะไม่มีการยุบสภา
      จำลอง - เรื่องนี้เราได้บอกมานานแล้วว่า สำหรับเรื่องการยุบสภานั้น ถ้าเขาจะมีการยุบจริงๆ เราจะประชุมกันอีกทีว่าเราจะทำอย่างไร แต่ตอนนี้ปัญหาอย่างอื่นมันยังมีมากมายอยู่ เราก็ทำไปตามขั้นตอนก็แล้วกัน โดยที่เราก็ไม่ได้สนับสนุนให้มีการยุบสภานะ อย่างที่บอกไปแล้ว พอยุบสภามันก็เหมือนเก่าอีก มันเป็นการเมืองแบบเก่า ไม่ใช่การเมืองแบบใหม่ เพียงแต่เปลี่ยนตัวเท่านั้นเอง
      สุริยะใส - เรื่องการยุบสภาเพิ่มเติม คือสถานการณ์ในขณะนี้ปัญหามันอยู่ที่ความไม่เอาไหนของรัฐบาล การยุบสภาก็เท่ากับว่าไปโยนบาปให้สภาต้องรับผิดชอบ มันจะซ้ำรอยคล้ายๆ กับการยุบสภาของคุณทักษิณ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองตามมา ไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
      จำลอง - และข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือเสียตังค์นะ ไม่ใช่ไม่เสียตังค์ ครั้งละ 2,500 ล้าน ประมาณนั้น บ้านเมืองตังค์ก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว หาเรื่องใช้ตังค์อยู่เรื่อย
      ถาม - ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ เมื่อไรจะได้ข้อสรุป
      
      จำลอง - เรากำลังทำข้อสรุปออกมา แล้วการเมืองใหม่นี้ที่จริงเข้าใจไม่ยากเลย มันเป็นการแก้ไขปัญหาการเมืองเก่าที่เราเห็นอยู่กับตาแล้วว่ามันมีปัญหาใหญ่จริงๆ ถ้าไม่สามารถแก้ตอนนี้ได้ แล้วบ้านเมืองมันไปไม่ได้นะ เสียหายนะ ใครๆ ก็คิดออกนะครับว่าการเมืองเก่าเป็นอะไร การเมืองเก่าก็คือการเมืองที่ระดมการซื้อเสียงเข้ามาอย่างมโหฬาร แล้วก็มายึดสภา แล้วก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วก็มาทำอะไรก็ได้อย่างที่ตัวเองต้องการจะทำ อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้เห็นมั้ยครับ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้อยากถามประชาชนว่าคุณต้องการหรือเปล่า จะให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน ก็บ้านเมืองก็พังแน่ๆ เพราะฉะนั้นมันจะต้องมีการเมืองใหม่ซึ่งสามารถทำได้ มันไม่ใช่เรื่องที่เลิศเลออะไร อยู่บนตู้บนหิ้งๆ ก็ตาม เป็นการเมืองใหม่ที่สามารถทำได้ ยกเว้นแต่ว่าจะทำหรือไม่เท่านั้นเอง ฉะนั้นใครๆ ก็คิดกัน เดี๋ยวนี้ก็มีหลายๆ คนที่เสนอมายังกองอำนวยการที่เราจัดการชุมนุมที่มัฆวาน ก็มีแนวความคิดอะไรเยอะแยะ อยู่ในแนวเดียวกันนะ เพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองเก่า
      สมศักดิ์ - ในหลักการ ในคำแถลงการณ์นี้ก็มีนะ คือเป็นการเมืองที่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชน และก็เน้นหนักในเรื่องการตรวจสอบการโกง การทุจริต การคอร์รัปชั่น ส่วนรูปแบบ วิธีการนั้น กำลังรวบรวมข้อเสนอต่างๆ ที่จะต่อยอดกันอย่างไร ซึ่งมันไม่ได้ยากเย็น แต่ว่าถ้าออกไปตอนนี้มันต้องจัดการกับรัฐบาลที่โกงกิน ทุจริต หุ่นเชิด ออกไปเสียก่อน แล้วเมื่อนั้นถึงจะได้มาพูดถึงรูปแบบ วิธีการ แต่เนื้อหาสาระพูดได้เลยว่า เป็นการเมืองที่ไม่มีการโกง การกิน การทุจริต ผู้ที่มาบริหารประเทศจะต้องเป็นคนที่สะอาด บริสุทธิ์ ไม่ยึดประโยชน์ส่วนตน ไม่มีบริษัทห้างร้านอะไรที่เกี่ยวข้องในขณะที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และคนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ส่วนรูปแบบวิธีการมันมีหลายรูปแบบ สามารถที่จะต่อยอดไปได้ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันทำได้เยอะแยะ ตอนนี้ก็กำลังรวบรวมข้อเสนอ เขาส่งมาให้เยอะ วิธีการนะครับ แต่เรียนเป้าหมายไปก่อน ถ้ารัฐบาลที่เราต้องการขับไล่ออกไปเมื่อไร เมื่อนั้นจะประกาศให้ชัดเจนตามที่พี่จำลองบอกแล้วว่า เมื่อสถานการณ์ถึงตรงนั้นเราก็จะนำเสนอเรื่องแต่ละเรื่องให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
      จำลอง - สิ่งหนึ่งซึ่งต้องยืนยันก็คือ เป็นการเมืองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงนี้มีเรื่อยๆ นะครับ เพราะเราเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีระบบการเมืองแบบนี้ แต่เป็นการเมืองใหม่ เก่า เขาก็บอกว่าใช่ เป็นการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เขาไปเน้นในเรื่องการเลือกตั้งเสียเต็มที่เลยว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง การเลือกตั้งคือประชาธิปไตย เราเลยพลาดในประเด็นลักษณะนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการเมืองใหม่จะไม่มีการเลือกตั้งนะ ไม่ใช่ แต่ไม่ใช่ไปเน้นหนักตรงนั้นว่า ประชาธิปไตยต้องการเลือกตั้งแบบนั้น ก็เปล่า
      สมเกียรติ - ได้รับมอบหมายให้พูดเรื่องสนทนาประสาสมัคร วันนี้ที่บอกว่าพันธมิตรฯ เป็นกลุ่มหยิบมือเดียว แต่คนส่วนใหญ่เข้าข้างรัฐบาล คนส่วนใหญ่ยังเข้าข้างรัฐบาลอยู่ ก็อยากจะเรียนว่า ในเดือนมีนาคม 2549 ทักษิณก็พูดแบบเดียวกันว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเรื่องของคนหยิบมือเดียว จากนั้นเขาก็กะเกณฑ์คนมาที่ท้องสนามหลวงราวๆ แสนกว่าคน หลังจากนั้นเขาก็เกิดอาการไฟธาตุแตก ตายเรียบเลย ระบอบทักษิณ นี่ก็คืออาการสุดท้ายของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ สมัคร สุนทรเวช เพราะในวันที่ 26 - 27 สิงหาคมนี้ เขาจะต้องไปตรวจดูพยานหลักฐานเอกสารสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องชิมไปบ่นไป แล้ว ในรายการนี้เขายังไปพูดกระแนะกระแหนเมื่อ 2 วันก่อน ในการอภิปรายที่เมืองทอง ที่พิธีเปิดงานอันยิ่งใหญ่ของเขาว่า รายการชิมไปบ่นไป จะเอากันให้เป็นตายให้ตายก็ให้มันรู้ไปสิ อะไรทำนองนี้ เพราะเขาเกิดอาการไฟธาตุแรก วันนี้เขาเลยพูดว่าพันธมิตรฯ เป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อย แต่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าข้างขึ้น ก็อยากะเรียนว่า ใกล้แล้วฮะ ใกล้ถึงจุดจบของระบอบสมุนทรราชแล้ว ที่เราเรียกว่ารัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ เพราะอาการเหล่านี้มันจะอาการจิตแปรปรวน มองเห็นภาพการต่างของตนข้างหน้า จึงออกอากาศว่าคนส่วใหญ่ยังอุดหนุนเขา และพันธมิตรฯ เป็นพวกหยิบมือเดียว และท่านผู้ชมก็คงจะทราบดีว่าพันธมิตรฯ เป็นพวกหยิบมือเดียวจริงมั้ย ตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมาตั้ง 800 ปี เคยเห็นเวทีทำต่างจังหวัดไหม ที่มันเกิดการลุกฮือขึ้นของมวลชน และการชุมนุมที่จะเข้าหลัก 90 วันแล้ว ที่ไม่ลดลละแม้จะมีข้อเสนอหลายฝ่ายให้หยุดยั้งก็ตาม แต่พันธมิตรฯ มีเจตนารมณ์อันแรงกล้า ตามที่แถลงการณ์ที่ผ่านมาถึง 18 ฉบับแล้ว อันนี้ก็ย้ำอีกทีนะหครับ "สมัคร อาการไฟธาตุใกฃ้แตกแล้วครับ"
      
      สมศักดิ์ - คือคำพูดแบบนี้มันเป็นคำพูดของเผด็จการนะ ตั้งแต่ถนอม ประภาษ สุจินดา สมัคร แล้วก็ทักษิณ ที่หนีเป็นผู้ร้ายไปแล้วก็จะพูดอย่างนี้ คนที่มาชุมนุมหยิบมือเดียว แต่ว่าในสังคมประชาธิปไตย นักการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเมื่อมีผู้คนมาชุมนุมเป็นเรือนแสนเรือนล้านอย่างนี้ เขาต้องพิจารณาตัวเองแล้ว ในโลกนี้ แล้วไม่มีรัฐบาลไหนที่จะกฎหมายผิดกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เท่ากับรัฐบาลสมัครกรณีเขาพระวิหาร มาตรา 191 และยังหน้าด้านอยู่ นี่คือธาตุแท้และบุลคลิกภาคของเขา มันไม่ใช่เป็นเรื่องความจริง แค่เข้ามาวันแรกคนก็บอกว่าขี้เหร่แล้ว มีรัฐบาลชุดไหนมั้ยที่คนเบื่อหน่ายที่สุด สอบคะแนนทุกมิติ ไม่ว่าทางด้านไหน ไม่เคยได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเทียบก็คือเกรดของเด็กชั้นประถม ไม่ใช่เกรดของอุดมศึกษา มันต้อง 60 อันนี้ โลว์เกรดมาโดยตลอด แต่นั่นเป็นความรู้สึกของเขา กับสิ่งแวดล้อมในก๊วน ในแก๊ง ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะหาประโยชน์โกงกิน เพื่อตนเองต่อไป