แม่แบบ:จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ/๔๔

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เตรียมการพระราชพิธี




วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๘ (วันพุธ แรมหกค่ำ เดือนสาม ปีฉลู) กำหนดสวดมนต์จารึกพระสุพรณรบัฏในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งโต๊ะจำลักลายปิดทองบนธรรมาสน์ศิลาหน้าบุษบกพระมหามณีรัตนปฏิมาประดิษฐานแผ่นทองคำสำหรับจารึกพระสุพรณบัฏบรมนามาภิธัย และแผ่นทองคำที่จะจารึกดวงพระชนมพรรษา และงากลึงสำหรับแกะพระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดิน ประดิษฐานบนพานทองสองชั้นสำรับใหญ่ตั้งบนโต๊ะนั้น มีเครื่องนมัสการทองใหญ่ กับพระแท่นทรงกราบตรงหน้าธรรมาสน์ศิลาออกมา และตั้งอาสน์สงฆ์ข้างผนังด้านเหนือในพระอุโบสถ ที่ชาลาหน้าพระอุโบสถตั้งศาลบูชาเทวดาคู่หนึ่ง เวลา ๕ ล.ท. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา เสด็จยังในพระอุโบสถ ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการแทนพระองค์ พระสงฆ์ราชาคณะสิบรูป มีพระธรรมวโรดม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน เป็นประธาน เจริญพระพุทธมนต์ โหรบูชาเทวดา

วันรุ่งขึ้น เจ้าพนักงานได้ตั้งโต๊ะจำลักลายปิดทองตรงประตูกลาง ในพระอุโบสถตั้งบายศรีแก้ว ทอง เงินสำรับใหญ่ พร้อมด้วยเครื่องสำหรับเวียนเทียนสมโภช และบายศรีตองลองทองขาวขวาซ้ายคู่หนึ่ง กับมะพร้าวอ่อน ศีรษะสุกรซ้ายขวาคู่หนึ่งสำหรับบูชาพระฤกษ์ เวลา ๑๐ ก.ท. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา เสด็จมาทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการ พระราชาสิบรูปถวายพรพระ ครั้นเวลาใกล้พระฤกษ์ ทรงจุดเทียนทองธูปเงินที่โต๊ะทองสำหรับจารึกซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าอาสน์สงฆ์ตอนต้นเรียงกันอยู่สามโต๊ะ โต๊ะสำหรับจารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมนามาภิธัยอยู่กลาง โต๊ะสำหรับจารึกพระดวงพระชนมพรรษาอยู่ด้านเหนือต่อหน้าอาสน์สงฆ์ โต๊ะสำหรับแกะพระราชลัญจกรอยู่ข้างด้านทักษิณ ผู้จารึกแต่งตัวนุ่งห่มขาว ห่มผ้าเฉียงบ่า นมัสการพระมหามณีรัตนปฏิมา แล้วบ่ายหน้ากราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วพาดด้ายสายสิญจน์คล้องคอ ผันหน้าสู่มงคลทิศอีสาน โหรบูชาพระฤกษ์ ถึงเวลาพระฤกษ์ ๑๐:๓๔ ก.ท. พระยาโหราธิบดีลั่นฆ้องชัย พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์เป่าสังข์ พนักงานประโคมแตรสังข์ดุริยางคดนตรี จางวางโท พระยามหานามราช (หม่อมราชวงศ์จำนง นพวงศ์ ณ อยุธยา) เปรียญ ปลัดพระมุรธาธร ในหน้าที่สมุกพระอาลักษณ์ จารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมนามาภิไธยลงในแผ่นทองคำเนื้อแปด กว้าง ๑๕.๒๔ เซนติเมตร ยาว ๔๐.๖๔ เซนติเมตร ทองหนักสามตำลึง สามบาท สี่สิบหกกรัม อำมาตย์ตรี พระญาณวิจิตร (สิทธิ์ โลจนานนท์) เปรียญ ราชบัณฑิต จารึกดวงพระชะตาพระชนมพรรษาลงในแผ่นทองคำเนื้อแปด กว้าง ๑๕.๒ เซนติเมตร ยาว ๓๐.๔๘ เซนติเมตร หนักสามตำลึงถ้วน ว่าที่รองเสวกตรี จำรัส ทิพโยธา ช่างแกะกรมศิลปากร แกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล เมื่อจารึกและแกะเสร็จแล้ว กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชาทรงประเคนอาหารภัตเลี้ยงพระสงฆ์ เสวกโท พระยาโหราธิบดี (แหยม วัชรโชติ) เสวกตรี พระญาณเวท (ศุข ศุขโชติ) โหร ถวายเจิมจุรณ พราหมณ์ มหาเสวกตรี พระราชครูวามเทพมุนี (หว่าง รังสิพราหมณกุล) เสวกเอก พระสิทธิชัยบดี (อิน ศิริพราหมณกุล) หลั่งน้ำสังข์ที่พระสุพรรณบัฏและแผ่นทองคำจารึกพระดวงพระชนมพรรษา และที่พระราชลัญจกร จึงพระราชครูวามเทพมุนี พราหมณ์พิธี ม้วนแผ่นพระสุพรรณบัฏพันไหมเบญจพรรณและพันผ้าแพรแดง พระยาโหราธิบดีม้วนแผ่นทองจารึกดวงพระชาตาพระชนมพรรษา พันด้วยไหมเบญจพรรณและพันผ้าแพรแดง เชิญถวายกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชาทรงรับบรรจุในพระราชกรัณฑ์ทองคำจำลักลายลงยาราชาวดีทั้งสองนั้น แล้วเชิญลงรวมในพระหีบทองคำลงยาสวมถุงโหมดผูกประจำตราไว้ แล้วเชิญประดิษฐานบนพานทองสองชั้นสำหรับใหญ่ปิดคลุมพื้นตาดปักดิ้นเลื่อม พระยาอุทัยธรรม ภูษามาลา เชิญขึ้นประดิษฐานบนโต๊ะจำลักปิดทองเหนือธรรมาสน์ศิลา กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชาทรงประเคนเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์สิบรูปถวายอนุโมทนากลับไป พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียน ข้าทูลละอองธุลีพระบาทรับแว่นเวียนเทียนสมโภชและเจิมจุรณแล้ว คงประดิษฐานพระสุพรรณบัฏและดวงพระชนมพรรษาไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๘ นี้ ที่หัวเมืองมณฑลต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรได้ตั้งพิธีเสกน้ำมูรธาภิเษก คือ

๑.   มณฑลอยุธยา ตั้งที่พระพุทธบาท

๒.   มณฑลพิษณุโลก ตั้งที่วิหารพระพุทธชินราช วัดพระมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก แห่งหนึ่ง ที่วัดพระมหาธาตุ จังหวัดสวรรคโลก อีกแห่งหนึ่ง

๓.   มณฑลนครชัยศรี ตั้งที่พระปฐมเจดีย์

๔.   มณฑลนครศรีธรรมราช ตั้งที่พระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช

๕.   มณฑลพายัพ ตั้งที่พระธาตุหริภุญชัย วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครลำพูน

๖.   มณฑลอุดร ตั้งที่พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

๗.   มณฑลมหาราษฎร์ ตั้งที่พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่

๘.   มณฑลร้อยเอ็ด ตั้งที่บึงพระลานชัย จังหวัดร้อยเอ็ด

๙.   มณฑลราชบุรี ตั้งที่วัดพระมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี

๑๐.   มณฑลนครสวรรค์ ตั้งที่วัดพระบรมธาตุ จังหวัดชัยนาท

๑๑.   มณฑลปราจีน ตั้งที่วัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา

๑๒.   มณฑลนครราชสีมา ตั้งที่วัดกลาง จังหวัดนครราชสีมา

๑๓.   มณฑลอุบล ตั้งที่วัดศรีทอง จังหวัดอุบลราชธานี

๑๔.   มณฑลจันทบุรี ตั้งที่วัดพลับ จังหวัดจันทบุรี

๑๕.   มณฑลสุราษฎร์ ตั้งที่วัดพระมหาธาตุ จังหวัดไชยา

๑๖.   มณฑลปัตตานี ตั้งที่วัดตานีนรสโมสร จังหวัดปัตตานี

๑๗.   มณฑลภูเก็ต ตั้งที่วัดพระทอง จังหวัดถลาง

รวมสิบเจ็ดมณฑล สิบแปดแห่ง ในวันนี้ได้มีประชุม สงฆนายกในมณฑลนั้นเป็นประธาน พร้อมด้วยอุปราชสมหุเทศาภิบาลในมณฑลนั้น ๆ และข้าราชการทุกหมู่เหล่าแต่งกายด้วยเครื่องเต็มยศขาว พระสังฆนายกประกาศเทวดาแล้วจุดเทียนชัย พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และสวดภาณวารจนเสร็จการพระราชพิธี

ครั้นรุ่งขึ้น เลี้ยงอาหารภัตแก่พระสงฆ์ พระสังฆานุนายกดับเทียนชัย พระสังฆนายกในมณฑลนั้น ๆ เสกน้ำพระพุทธมนต์เจือลงในน้ำที่เข้าพระราชพิธีด้วยอีกครั้งหนึ่ง แล้วมอบให้ผู้เป็นประธานในมณฑลนั้นจัดการเวียนเทียนสมโภชอีกตอนหนึ่ง เสร็จแล้ว จัดให้ข้าราชการเชิญน้ำพระพุทธมนต์เข้ามากรุงเทพพระมหานครรอคอยวันพระราชพิธี

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ เวลา ๕ นาฬิกา ๓๐ นาที หลังเที่ยง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องขาวก่อนเสด็จออกพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลประจำวันตามราชประเพณี เสด็จพระราชดำเนิน ณ หอพระธาตุมนเทียร ทรงจุดเทียนทองเงิน มีพานทองประดับดอกไม้สดด้วยหกสำรับ กราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสามรัชกาลต้นและพระราชินี กับพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกด้วย เป็นการเคารพในการที่จะเสด็จเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แล้วเสด็จเข้าสู่พระวิมานในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทซึ่งประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช สมเด็จพระบรมชนกนาถ และพระราชินีทั้งสองรัชกาล ทรงสักการะเช่นเดียวกัน แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ทรงจุดเทียนทองเงิน มีพานดอกไม้สด กราบถวายบังคมพระบรมศพอีกเป็นพิเศษเพื่อเคารพในการที่จะเสด็จเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสร็จแล้วเสด็จกลับ