ไทยรบพม่า/สงครามครั้งที่ ๑๐ คราวไทยตีเมืองเชียงตุง ตอนที่ ๑

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ตอนที่ ๑ เหตุการณ์ในเมืองพม่า[แก้ไข]

ตั้งแต่ไทยไปช่วยอังกฤษตีเมืองพม่าเมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๖๗ ที่กล่าวมาแล้ว ต่อมาไม่มีเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้นในระหว่างไทยกับพม่า ๒๕ ปี แต่ทางเมืองพม่าเกิดเหตุการณ์หลายอย่าง จะต้องเล่าเรื่องพงศาวดารพม่าในตอนนี้เสียก่อน แล้วจึงจะกล่าวถึงเรื่องสงครามครั้งที่ ๑๐ ต่อไป

จําเดิมแต่พม่าต้องทำหนังสือสัญญายอมแพ้อังกฤษ พระเจ้าอังวะจักกายแมงก็ทรงพระโทมนัสน้อยพระทัยเป็นกำลัง จนเลยเสียพระจริตไม่สามารถจะว่าราชการบ้านเมืองได้ นางอัครมเหสีของพระเจ้าจักกายแมงกับมังขิมราชอนุชา ซึ่งมียศเป็นที่แสรกแมง[1] จึงช่วยกันว่าราชการต่างพระองค์มา โดยหวังว่าอาการของพระเจ้าอังวะจะมีเวลาค่อยคลายขึ้น แต่พระอาการก็หาคลี่คลายขึ้นไม่ ครั้นนานวันเข้านางอัครมเหสี จึงตั้งน้องชายคนหนึ่งชื่อ มังซาคยี เป็นที่ปรึกษาช่วยว่าราชการด้วย ก็เกิดเป็นอริกับแสรกแมงราชอนุชา แสรกแมงไม่พอพระทัยจึงบอกป่วยไปอยู่เสียเมืองมุดโชโบอันเป็นเมืองเดิมของพระเจ้าอลองพญาผู้เป็นปัยกา อยู่มาได้ ๖ ปี ทำนองเมื่อความปรากฏชัดว่า พระเจ้าจักกายแมงคงจะไม่กลับคืนดีได้เป็นแน่แล้ว นางอัครมเหสีสงสัยว่าแสรกแมงจะชิงราชสมบัติจึงปรึกษากับน้องชายคิดกำจัดเสีย แต่ความนั้นรู้ไปถึงแสรกแมงก่อน แสรกแมงจึงรวบรวมกำลังเข้ามาตีเมืองอังวะ ก็ได้เมืองโดยง่าย ให้จับนางอัครมเหสีกับน้องชายจำไว้ แต่ส่วนพระเจ้าจักกายแมงนั้นแสรกแมงได้ทำนุบำรุงไว้มิได้ทำร้าย แล้วแสรกแมงก็ตั้งตัวเป็นรัชทายาทผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ส่วนพระเจ้าจักกายแมงนั้นอยู่มาปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๘๘ จึงประชวรสิ้นพระชนม์พระเจ้าแสรกแมงได้ทำพิธีราชาภิเษกเมื่อใดหากล่าวชัดไม่[2] แต่พม่านับรัชกาลมาแต่ขึ้นครองแผ่นดิน เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๘๐

มื่อพระเจ้าแสรกแมงขึ้นครองราชสมบัตินั้นพม่ากำลังลำบากอยู่ด้วยเรื่องที่ต้องทำตามข้อสัญญายอมแพ้อังกฤษหลายประการ คือ ต้องเสียสินไหมให้อังกฤษถึง ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ รูปีย์ นั้นเป็นต้น พระเจ้าอังวะไม่มีเงินในท้องพระคลังพอที่จะเสีย ก็ต้องให้เที่ยวกะเกณฑ์ขอร้องตามเมืองขึ้น เอาเงินมาผ่อนใช้ให้อังกฤษ ก็เกิดความเดือดร้อนแพร่หลาย ฝ่ายอังกฤษเห็นว่าพม่าไม่ทำได้ดังสัญญา จึงตั้งเฮนรี เบอร์นี ผู้ที่เคยเป็นทูตมาเมืองไทย ไปอยู่ประจำในเมืองพม่าตามข้อสัญญา พระเจ้าแสรกแมงถูกเบอร์นีไปเร่งรัดรบกวน มิรู้ที่จะทำประการใดก็ "เอาข้างเข้าถู" ว่าเบอร์นีเป้นคนรับใช้ของพระเจ้าเมืองบังกล่า มิได้มาแต่ราชสำนักของพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ จะพูดจาโดยฐานเป็นทูตนั้นไม่ได้ ครั้นเบอร์นีอ้างถึงหนังสือสัญญา พระเจ้าแสรกแมงก็ตอบว่าหนังสือสัญญานั้นพระเจ้าแสรกแมงมิได้รู้เห็นด้วย เป็นของพระเจ้าจักกายแมงทำต่างหาก เดี๋ยวนี้พระเจ้าจักกายแมงก็เสียพระจริตเสียแล้วจะทำอย่างไรได้ อังกฤษรู้สึกว่าถ้าจะกวดขันให้พม่าทำสัญญาให้ได้ก็ต้องยกทัพมาอีก เห็นว่าสิ่งสำคัญที่จะได้ในสัญญาคือเมืองขึ้นของพม่าเป็นต้น อังกฤษก็ได้ไปหมดแล้ว ยังค้างส่วนซึ่งเป็นพลความ ประโยชน์ไม่คุ้มทุนที่จะมาทำสงครามอีก อังกฤษจึงให้ทูตกลับไปเสียคราวหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่พม่าเท่าใดนัก ด้วยเหล่าเมืองขึ้นของพม่าที่ถูกเกณฑ์เงินปั่นป่วนรวนเรอยู่แล้ว ในไม่ช้าพวกไทยใหญ่ประเทศราชก็พากันกระด้างกระเดื่องที่ตั้งแข็งเมืองไม่ยอมขึ้นต่อพม่าก็มาก ฝ่ายพระเจ้าแสรกแมงนั้น กล่าวกันว่าแต่เดิมก็เป็นนักเลงสุราอยู่แล้ว ครั้นมาถูกคับแค้นในเวลาว่าราชการแผ่นดินก็เสวยสุราหนักขึ้น จนเลยเสียสติไปอีกองค์ ๑ แต่ไม่ช้าก็ประชวรสิ้น พระชนม์เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๘๙ เสวยราชย์ได้เพียง ๙ ปี มังถ่อง[3] ราชโอรส ซึ่งมียศเป็นภุกามแมง คือเป็นเจ้าเมืองภุกามได้รับราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ ๙ ในราชวงศ์อลองพญาต่อมา


  1. พม่าเรียกว่า สารวดีแมง แปลว่าเจ้าเมืองสารวดี
  2. ข้าพเจ้าเก็บเนื้อความตอนนี้มาจากหนังสือเรื่องราชวงศ์อลองพระ ของนายเชมส์เคร แต่งในภาษาอังกฤษ
  3. อักษรอังกฤษเขียน HTAUNG จะอ่านอย่างไรข้าพเจ้าไม่แน่ใจ