ไทยรบพม่า/สงครามครั้งที่ ๑๒ คราวสมเด็จพระนเรศวรได้หัวเมืองมอญ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๑๓๗

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

มื่อกองทัพไทยไปตีเมืองทวายตะนาวศรี ในคราวที่กล่าวมาแล้ว กองทัพที่หงสาวดีให้ลงมารักษาเมือง เกณฑ์มอญเข้ากองทัพมาโดยมากเพราะเมืองมอญอยู่ใกล้เมืองทวาย เรียกผู้คนได้เร็วกว่าเกณฑ์คนทางอื่น แต่พวกมอญไม่ชอบพม่าคิดหาโอกาสที่จะพ้นจากอำนาจพม่า อยู่เสมอ เมื่อยังไม่พ้นได้ก็ต้องยอมให้พม่าใช้มารบพุ่งกับไทยพากันมาล้มตายได้ความลำบากมากเข้าก็ยิ่งอยากพ้นจากอำนาจพม่ามากขึ้นทุกที ครั้นพวกมอญเห็นกองทัพของพระเจ้าหงสาวดีมาแพ้ไทยไปติด ๆ กัน หลายคราว และที่สุดก็ถึงไทยบุรุกเข้าไปตีเอาเมืองทวายเมืองตะนาวศรีไปได้ทั้ง ๒ เมือง ก็พากันกระด้างกระเดื่อง ไม่เกรงกลัวทัพพม่าเหมือนแต่ก่อน ทำนองพวกนายทัพบกทัพเรือที่ลงมารักษาเมืองทวายเมืองตะนาวศรี และมาเสียทีไทยแตกยับเยินไปจะไปทูลพระเจ้าหงสาวดีว่ามาแพ้เพราะมอญไม่เป็นใจรบพุ่ง หรือมิฉะนั้นเมื่อเสียทีทัพกลับไปแล้ว พวกมอญจะกำเริบขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ความปรากฏในพงศาวดารพม่าว่า พระเจ้าหงสาวดีขัดเคืองพวกมอญ จะได้รบพุ่งกันอย่างไรหาปรากฏไม่ ในพงศาวดารกล่าวแต่ว่า พวกมอญพากันอพยพครัวหนีกองทัพพม่าไปอยู่เมืองยะไข่บ้าง ไปอยู่เมืองเชียงใหม่บ้าง แต่โดยมากนั้นเข้ามาอยู่กับพระนเรศวรที่กรุงศรีอยุธยา ต่อมาพระเจ้าหงสาวดีทรงตั้งขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยคน ๑ ในหนังสือพงศาวดารเรียกชื่อว่า " พระยาลาว "[1] ลงมาเป็นเจ้าเมืองเมาะตะมะ ตำแหน่งเทศาภิบาลมณฑลหัวเมืองมอญข้างฝ่ายใต้

ในเวลานั้นพวกมอญที่อพยพไปอยู่ประเทศอื่นกับพวกญาติพี่น้องซึ่งยังอยู่ในเมืองมอญลอบไปมาสื่อสารกันอยู่เนือง ๆ พวกพระยามอญซึ่งเข้ามาสามิภักดิ์อยู่ในกรุงศรีอยุธยา คงเกลี้ยกล่อมชักชวนเจ้าเมืองมอญจะให้มาเข้ากับไทย ที่เห็นชอบด้วยก็มีที่ยังกลัวพม่าพากันเฉย ๆ อยู่ก็มี ครั้งนั้นเห็นจะมีผู้ร้องฟ้องต่อพระยาลาวเจ้าเมืองเมาะตะมะ ว่าพระยาพะโรเจ้าเมืองเมาะลำเลิง (ที่เรียกภายหลังว่าเมืองมรแมน) มาเข้ากับไทย พระยาลาวจะเอาตัวพระยาเมาะลำเลิงไปชำระโทษ แต่พระยาเมาะลำเลิงรู้ตัวก่อน ด้วยเมืองเมาะลำเลิงตั้งอยู่ฝั่งใต้ลำแม่น้ำสลวินข้ามฟากใกล้กันกับเมืองเมาะตะมะ จึงรวบรวมกำลังตั้งแข็งเมืองแล้วให้ทูตเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ขอสามิภักดิ์เป็นข้าขอบขัณฑเสมา ขอพระราชทานกองทัพออกไปช่วยรักษาเมืองเมาะลำเลิงไว้ สมเด็จพระนเรศวรจึงรับสั่งให้พระยาศรีไสลคุมกองทัพจำนวนพล ๓,๐๐๐ ยกไปช่วยเมืองเมาะลำเลิง[2] พอกองทัพไทยยกไปถึง ข่าวทราบถึงพวกมอญตามหัวเมือง ก็พากันมาเข้ากับไทยเป็นอันมาก จนพม่าที่รักษาเมืองเมาะตะมะต้องทิ้งเมืองหนีไป พระเจ้าหงสาวดีได้ทรงทราบความว่าหัวเมืองมอญเข้ากับไทยกำเริบขึ้นหลายเมือง จึงดำรัสสั่งให้พระเจ้าตองอูยกกองทัพลงมาปราบปรามเสียให้ราบคาบ ทำนองพระเจ้าตองอูจะเข้าพระทัยว่าเป็นแต่พวกเจ้าเมืองกรมการคิดกบฏ ราษฎรโดยมากหาได้เป็นใจด้วยไม่ ยกกองทัพลงมาโดยประมาท กองทัพไทยกับมอญช่วยกันรบพุ่ง ก็ตีกองทัพพระเจ้าตองอูแตกยับเยิน จนพระเจ้าตองอูต้องหนีกลับไปเมือง กองทัพไทยมอญไล่ติดตามขึ้นไปจนถึงเมืองสะโตง แต่กำลังไม่พอจะตีต่อขึ้นไปก็ต้องยกกลับมาเมืองเมาะตะมะ

ตั้งแต่รบกันคราวนี้แล้วหัวเมืองมอญข้างฝ่ายใต้ ตั้งแต่เมืองเมาะตะมะตลอดมาจนต่อกับแดนไทย ก็มาเป็นเมืองขึ้นกรุงศรีอยุธยาหมดทุกเมือง

[แก้ไข]

  1. สันนิษฐานว่าจะเป็นคนเดียวกับที่เรียกในพงศาวดารพม่าว่า " พระยาลอ " ซึ่งปรากฏชื่อในสงครามคราวที่ ๑๐
  2. พิเคราะห์ตามเรื่องเห็นว่า ที่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร กองทัพไทยยกไปคราวนี้ ๓,๐๐๐ น้อยนัก จำนวนพลเห็นจะมากกว่านั้น