ไทยรบพม่า/สงครามครั้งที่ ๒ คราวรบพม่าที่บางกุ้ง ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

จ้าตากตีได้กรุงศรีอยุธยาคืนจากข้าศึก ครั้งนั้นกิตติศัพท์ทราบไปถึงไหน เกียรติยศของพระเจ้าตากก็แพร่หลายตลอดไป ว่าเป็นผู้สามารถกู้แผ่นดินไทยให้พ้นจากอำนาจพม่าข้าศึกได้ เพราะฉะนั้นพวกไพร่บ้าน พลเมืองที่ยังหลบลี้อยู่โดยลำพัง ทั้งที่ในแขวงจังหวัดกรุงฯ และหัวเมืองน้อยใหญ่ก็พากันนิยมยินดี มีผู้คนมาอ่อนน้อมยอมเป็นข้าเจ้าตากเป็นอันมาก ถึงพวกชาวต่างประเทศที่มาค้าขาย คือพวกจีน เป็นต้น เห็นว่าเจ้าตากได้เป็นใหญ่ในราชธานี ก็นับถือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทย เจ้าตากลงมาตั้งอยู่ที่เมืองธนบุรีจึงทำพิธีราชาภิเษกในปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น ประกาศ พระเกียรติยศเป็นเจ้ากรุงศรีอยุธยามหากษัตริย์แทนโบราณราชแต่ก่อน[1] แล้วปูนบำเหน็จนายทัพนายกองที่มีความชอบ ตั้งแต่งให้มียศศักดิ์ตามทำเนียบข้าราชการครั้งกรุงเก่า ครั้งนั้นนายสุจินดาได้เป็นที่พระมหามนตรีเจ้ากรมตำรวจ แล้วไปชวนหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีผู้เป็นพี่ (คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) เข้ามารับราชการก็ได้เป็นที่พระราชรินทร์เจ้ากรมตำรวจด้วย

ราชอาณาเขตของพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อราชาภิเษก มีประมาณสักครึ่งราชอาณาเขตครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หรือถ้ากล่าวโดยนามตามที่กำหนดในปัจจุบันนี้ คือ มณฑลกรุงเทพฯ ๑ มณฑลอยุธยา ๑ มณฑลราชบุรี ๑ มณฑลนครชัยศรี ๑ มณฑลนครสวรรค์ (แต่ปากน้ำโพลงมา) ๑ มณฑลปราจีน ๑ มณฑลจันทบุรี ๑ แต่หัวเมืองทั้ง ๗ มณฑลนี้ ครั้งนั้นนับว่าเป็นปรกติอยู่แต่มณฑลจันทบุรีมณฑลเดียว อีก ๖ มณฑลถูกพม่าย่ำยียับเยินเป็นเมืองร้างอยู่แทบทั้งนั้น เพราะผู้คนพลเมืองที่เหลือพม่ากวาดเอาไป พากันอพยพไปอยู่เสียต่างประเทศและต่างก๊กก็มาก ที่ยังคงอยู่ในถิ่นเดิมก็แตกกระจัดพลัดพรายเที่ยวซุ่มซ่อนอยู่ตามป่าตามดงโดยมาก จะต้องเกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับคืนมา จึงจะยกลับเป็นบ้านเป็นเมืองได้ พระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งเมืองธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแล้วจึงให้เที่ยวเกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับมาอยู่บ้านเมือง ครั้นราษฎรที่เที่ยวแตกฉานอยู่แต่ก่อน พากันกลับเข้าพึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรีมากขึ้น ไม่ช้าก็เกิดอัตคัดเสบียงอาหาร ผู้คนกลับพากันอดอยากด้วยบ้านเมืองมิได้ทำไร่นามาถึง ๒ ปี แต่พระเจ้ากรุงธนมีอุปนิสัยทรงสามารถ ในการแก้ไขความขัดข้องอันเป็นปัจจุบันทันด่วน ดีทั้งในเวลารบพุ่งและเมื่อเข้าที่คับขันในเวลาอื่นดังได้กล่าวมาแล้ว ก็ทรงแก้ทุพภิกขภัยได้ โดยวิธีทำนองเดียวกัน ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า พอทรงทราบว่าเกิดความอดอยากก็ให้จ่ายพระราชทรัพย์ซื้อข้าวสารที่พ่อค้าต่างเมืองเอามาขาย เรียกราคาถึงถังละ ๔ บาท ๕ บาท ก็ยอมซื้อ และซื้อทั้งผ้าพรรณ เครื่องนุ่งห่ม เอามาแจกจ่าย พระราชทานชาวพระนครที่อดอยากและขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม การที่จัดนั้นก็เกิดผลเป็น ๒ สถาน คือ สถาน ๑ พวกชาวต่างเมืองต่างก๊กรู้ว่าขายข้าวของที่กรุงธนบุรีได้ราคาดี ต่างก็บรรทุกข้าวเปลือกข้าวสารและสิ่งของมาขายมากขึ้น ไม่ช้านาน พวกพลเมืองก็หาอาหารได้พอต้องการด้วยของมีขายมากขึ้น ราคาก็ย่อมเยาเบาลงตามธรรมดาค้าขาย อีกสถาน ๑ พวกราษฎรที่แตกฉาดเที่ยวระบาดอยู่ ครั้นทราบว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทำนุบำรุงราษฎรด้วยเมตตาปราณี ต่างก็พากันกลับเข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนาบ้านเมือง เป็นเหตุให้พระเจ้ากรุงธนบุรีมีไพร่บ้านพลเมืองเป็นกำลังขึ้นอีกมาก

ส่วนการปกครองหัวเมืองทั้งปวง ในหนังสือพระราชพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีราชาภิเษกแล้ว ทรงตั้งข้าราชการออกไปรักษาหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง แต่หัวเมืองในสมัยนั้นประมาณดูตามเรื่องราวที่ปรากฏในพงศาวดาร จะมีผู้คนพอรวบรวมตั้งเป็นเมืองได้โดยเร็วเห็นจะมีไม่กี่เมือง ถ้าจะลองคะเนนับดู หัวเมืองข้างเหนือมีกรุงเก่า ๑ เมืองลพบุรี ๑ เมืองอ่างทอง ๑ หัวเมืองข้างตะวันออกมีเมืองฉะเชิงเทรา ๑ เมืองชลบุรี ๑ เมืองระยอง ๑ เมืองจันทบุรี ๑ เมืองตราด ๑ หัวเมืองข้างตะวันตกมีเมืองนครชัยศรี ๑ เมืองสมุทรสงคราม ๑ เมืองเพชรบุรี ๑ รวม ๑๑ เมืองนี้ เห็นจะมีผู้คนเหลืออยู่พอจะตั้งเป็นเมืองได้ ถึงกระนั้นก็จำเป็น ที่จะต้องตั้งผู้ปกครองให้มีดังแต่ก่อนทั่วทุกเมือง เพราะจะต้องเกลี้ยกล่อมพวกพลเมืองที่แตกฉานกระจัดกระจายอยู่ให้รวบรวมกันตั้งเป็นภูมิลำเนา และคอยปราบปรามพวกคนพาลที่ยังตั้งซ่องเป็นโจรผู้ร้ายอยู่ตามหัวเมืองที่ห่างไกลออกไป พระเจ้ากรุงธนบุรีต้องแบ่งทหารให้ออกไปเป็นกำลังตั้งประจำอยู่ตามหัวเมืองหลายแห่ง จะไปตั้งอยู่กี่แห่ง ทราบไม่ได้หมด ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า ให้ทหารจีนไปตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลบางกุ้ง ที่แดนเมืองสมุทรสงคราม ต่อเมืองราชบุรีแห่งหนึ่ง ๑ จึงเชื่อว่าคงจะมีกำลังตั้งรักษาอย่างเดียวกันทางอื่นอีก ดังเช่นกองด่านรักษาปากน้ำและที่ทางต่อแดนกับพวกก๊กอื่นเป็นต้น แต่ไม่มีเหตุผลเหมือนเช่นที่บางกุ้งจึงมิได้กล่าวในหนังสือพระราชพงศาวดาร

ตรงนี้จะย้อนไปกล่าวเป็นข้อวินิจฉัย ถึงเรื่องพม่าตีกรุงศรีอยุธยาอีกสักหน่อย ได้กล่าวมาแต่ก่อนแล้ว ว่าพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งหลังนี้ ประสงค์แต่จะเก็บเอาทรัพย์กับกวาดคนเป็นเชลยไปใช้สอย เมืองพม่าไม่ได้ตั้งใจจะรักษาเมืองไทยไว้เป็นเมืองขึ้นเหมือนเมื่อครั้งพระเจ้าหงสาวดี เข้าใจว่าคงเป็นเพราะพม่าคิดเห็นว่าจะเอาไทยไว้ในอำนาจพม่าไม่ได้ พระเจ้าหงสาวดีพยายามจะเอาไทยไว้ในอำนาจจึงเลยเสียบ้านเสียเมือง ความข้อนี้ปรากฏอยู่ในพงศาวดารพม่า พระเจ้าอังวะจึงคิดจะทำลายเมืองไทยเสียไม่ให้เป็นบ้านเมืองมีกำลังต่อสู้ต่อไปได้ทีเดียว เพราะฉะนั้นเมื่อตีกรุงศรีอยุธยาได้แล้วพม่าจะเลิกทัพกลับไป จึงเป็นเหตุให้สุกี้พระนายกองเป็นแม่ทัพอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ให้คอยค้นคว้าหาทรัพย์สมบัติผู้คนที่ยังตกหล่นส่งตามไปเมืองพม่า หาได้ตั้งผู้หนึ่งผู้ใดให้เป็นเจ้าบ้านผ่านเมือง หรือจัดวางวิธีการปกครอง เมืองที่ตีได้อย่างหนึ่งอย่างใดไม่ สุกี้ตั้งอยู่เหมือนอย่างพม่าตัดหางปล่อยไว้ เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีขึ้นมาตีกรุงศรีอยุธยา ทางเมืองพม่าพระเจ้าอังวะจะได้ทราบข่าวไปจากพวกนายทัพนายกองที่ค่ายโพธิ์สามต้นบ้างหรืออย่างไร ฏ้หาปรากฏไม่มีในพงศาวดารพม่า แต่ว่า เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเมืองเวียงจันทร์ซึ่งฝักใฝ่อยู่กับพม่าในสมัยนั้น บอกไปทูลพระเจ้าอังวะว่า ได้ทราบว่าที่ในเมืองไทยพระยาตากตั้งกำลังเป็นใหญ่กลับตั้งกรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี ฝ่ายพระเจ้าอังวะเวลานั้นกำลังกังวลอยู่ด้วยจะเกิดสงครามกับจีนไม่เชื่อสถานการณ์ทางเมืองไทยจะเป็นการใหญ่โตมากมาย ด้วยเห็นว่าเมืองไทยยับเยินผู้คนพลเมืองก็เหลืออยู่น้อย จึงเป็นแต่ให้มีท้องตรา สั่งแมงกี้มารหญ่าเจ้าเมืองทวายให้คุมกำลังเข้ามาตรวจตราดูในเมืองไทย ว่าจะยังราบคาบอยู่หรืออย่างไร ถ้ามีใครกำเริบตั้งตัวขึ้นก็ให้ปราบปรามเสียให้เรียบร้อย พระยาทวายจึงเกณฑ์กำลังยกมาเป็นกองทัพ[2] เข้ามาทางเมืองไทรโยค เมื่อฤดูแล้งปลายปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐

ขณะนั้นเมืองกาญจนะบุรีและเมืองราชบุรีอันอยู่ในทางพม่าเดินทัพยังร้างอยู่ทั้ง ๒ เมือง เรือรบของพม่ายังอยู่ที่เมืองไทรโยค และค่ายคูของพม่าที่ตั้งริมน้ำเมืองราชบุรีก็ยังไม่มีใครไปรื้อถอน พระทวายก็ยกกองทัพมาตามสบาย ครั้นมาถึงบางกุ้งเห็นค่ายทหารจีนของพระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งอยู่ พระยาทวายก็ให้กองทัพเข้าล้อมไว้ กรมการเมืองสมุทรสงครามบอกเข้ายังกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงทราบก็รีบจัดกองทัพที่ในกรุง ให้พระมหามนตรี (คือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) คุมทัพหน้า พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงคุมทัพหลวงเอง รีบยกเป็นกระบวนทัพเรือออกไปยังเมืองสมุทรสงคราม เมื่อไปถึงได้ทรงทราบว่าค่ายที่บางกุ้งจวนจะเสียแก่ข้าศึกอยู่แล้ว จึงมีรับสั่งให้ทัพหน้ายกเข้าโจมตีข้าศึกในวันนั้นกองทัพหลวงก็ยกตามเข้าไป พวกไทยใช้อาวุธสั้นเข้าไล่ตะลุมบอนฟันแทงข้าศึกล้มตายเป็นอันมาก ที่เหลือตายก็พากันแตกหนี พระยาทวายเห็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้ ก็รวบรวมไพร่พลกลับไปทวายทางด่านเจ้าขว้าว[2] กองทัพไทยได้เรือรบของพม่าทั้งหมด และได้เครื่องศัสตราวุธเสบียงอาหารด้วยเป็นอันมาก

ถึงปีชวด พ.ศ. ๒๓๑๑ พอเข้าฤดูฝน พ้นเวลาที่มีสงครามมาทางเมืองพม่า พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ให้ตระเตรียมเรือรบและรี้พลหมายจะตีเอาเมืองพิษณุโลกในปีนั้น ครั้นถึง (เดือน ๑๑) ฤดูน้ำพระเจ้ากรุงธนบุรีก็เสด็จยกกองทัพเรือขึ้นไปเมืองเหนือ เรื่องพระเจ้ากรุงธนบุรีตีเมืองเหนือคราวนี้ ในหนังสือพระราชพงศาวดารมีรายการแต่ว่า เจ้าพิษณุโลกเรืองทราบข่าวว่ากองทัพกรุงธนบุรียกขึ้นไป จึงให้หลวงโกษา ชื่อ ยัง คุมกองทัพลงมาตั้งรับที่ตำบลเกยชัย กองทัพพระเจ้ากรุงธนบุรียกขึ้นไปถึงได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ ข้าศึกยิงปืนมาถูกที่พระชงฆ์ของพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ถอยทัพกลับคืนมาพระนคร ข้อความกล่าวถึงการรบมีในหนังสือพระราชพงศาวดารเพียงเท่านี้ แต่เมื่อพิเคราะห์โดยภูมิแผนที่ เห็นพอจะคาดเค้า ของการรบครั้งนั้นให้กว้างออกไปได้อีก ด้วยตำบลเกยชัยอยู่ในแขวงเมืองนครสวรรค์ อยู่เหนือปากน้ำโพธิ์ไปไม่มากนัก ในสมัยนั้นลำน้ำแควใหญ่ คือลำน้ำที่ตั้งเมืองพิษณุโลกปากน้ำออกที่ตำบลเกยชัย ถ้าขึ้นไปจากปากน้ำเกยชัยทางลำน้ำแควใหญ่ต้องผ่านแขวงเมืองพิจิตรโดยตลอด แล้วจึงจะเข้าแดนเมืองพิษณุโลก เวลาเดินเรือแต่ตำบลเกยชัยกว่า ๓ วันจึงจะถึงเมืองพิษณุโลก เพราะฉะนั้นตำบลเกยชัยที่รบกันอยู่ปลายแดนทีเดียวที่เจ้าเมืองพิษณุโลกเรืองใหักองทัพลงมารบพุ่งถึงที่ตำบลเกยชัยครั้งนั้น เข้าใจว่าหลวงโกษา ยัง นั้นเห็นจะเป็นเจ้าเมืองพิจิตร หรือมิใช่ก็เป็นนายทหารคนหนึ่งซึ่งเคยมีฝีมือเข้มแข็ง เจ้าพิษณุโลก เรือง ให้คุมกำลังมาอย่างกองโจรคงจะให้ลงมาคอยตีตัดลำเลียงกองทัพพระเจ้ากรุงธนบุรี มิให้ทัพเข้าที่ให้ลงมาคอยสกัดรบพุ่ง เวลานั้นเป็นฤดูน้ำ ๆ ท่วมป่าแถวนั้นหมด พวกกองโจรใช้เรือเพรียว จะแล่นลัดไปมาหรือซุ่มซ่อนอยู่ที่ใดก็สะดวก ทั้งพวกเมืองเหนือชำนาญท้องที่ หลวงโกษา ยัง จึงลงมาดักจนถึงปลายแดน ฝ่ายพวกกองทัพพระเจ้ากรุงธนบุรีไปจากข้างใต้ไม่รู้เบาะแสท้องที่ สำคัญว่ายังห่างไกลบ้านเมืองข้าศึกอยู่มาก ก็ไม่ระมัดระวังตัวในที่เปลี่ยว พวกหลวงโกษา ยัง ได้ทีจึงปล้นทัพ ฝ่ายพระเจ้ากรุงธนบุรีเห็นข้าศึกเข้าปล้นทัพก็เอาพระองค์ออกหน้าเข้ารบพุ่งเองตามเคยจึงได้ถูกลูกปืนข้าศึก เข้าใจว่าการรบกันที่เกยชัยเห็นจะเป็นทำนองที่กล่าวนี้ ฝ่ายข้าศึกเพราะเป็นแต่กองโจร จึงไม่มีกำลังที่จะตีกองทัพพระเจ้ากรุงธนบุรีให้แตกพ่าย ฝ่ายกองทัพกรุงธนบุรีเพราะเจ้านายต้องอาวุธข้าศึก เห็นจะรบพุ่งต่อไปไม่สำเร็จก็ถอยทัพกลับลงมาหาได้รบพุ่งกันถึงขับเคี่ยวอย่างไรไม่

ฝ่ายเจ้าพิษณุโลก เรือง นั้น ทำนองจะหวาดหวั่นมาตั้งแต่ได้ยินว่าพระยาตากตีได้กรุงศรีอยุธยา ครั้นได้ทราบว่ากองทัพของตนมีชัยชนะยิงถูกพระเจ้ากรุงธนบุรี ข้าศึกต้องล่าทัพกลับไปก็ได้ใจด้วยเชื่อว่าปราบศัตรูที่สำคัญพ่ายแพ้แล้ว คงจะได้เป็นใหญ่ทั่วทั้งเมืองไทย จึงตั้งพิธีราชาภิเษกตั้งตัวขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ใช้พระราชโองการเหมือนอย่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินซึ่งครองกรุงศรีอยุธยามาแต่ก่อน พอราชาภิเษกแล้วได้ ๗ วันก็เผอิญเกิดโรคฝีขึ้นในลำคอถึงพิราลัย พระอินทร์อากรเป็นน้องชายเจ้าเมืองพิษณุโลกขึ้นครองเมืองแทน ครั่นคร้ามเกรงจัญไรหาตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าไม่ แต่นั้นมากำลังเมืองพิษณุโลกก็อ่อนแอลง ด้วยพวกไพร่บ้านพลเมืองไม่นิยมนับถือพระอินทร์อากร เหมือนกับเจ้าพิษณุโลก เรือง กิตติศัพท์นั้นทราบไปถึงพระฝางก็ยกกองทัพมาตีเมืองพิษณุโลก ตั้งล้อมเมืองอยู่ ๒ เดือน พอพวกชาวเมืองอดอยากก็เกิดเป็นไส้ศึก เปิดประตูเมืองรับกองทัพพระเจ้าฝางเข้าในเมือง เจ้าพระฝางได้เมืองพิษณุโลก จับพระอินทร์อากรได้ให้ประหารชีวิตเสีย แล้วให้เก็บริบรวบรวมทรัพย์สมบัติบรรดามีในเมืองพิษณุโลก กับทั้งเครื่องศัตราวุธ และกวาดต้อนราษฎรพลเมืองพากลับไปเมืองสวางคบุรี พวกราษฎรชาวเมืองพิษณุโลกและเมืองพิจิตรที่หนีได้ พากันอพยพครอบครัวมาพึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรีครั้งนี้เป็นอันมาก


  1. ในหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาขนานพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชา นับเป็นที่ ๔ แต่ในหนังสือเก่าๆ เรียกว่า "ขุนหลวงตาก" บ้าง "เจ้ากรุงธนบุรี" บ้าง "พระเจ้ากรุงธนบุรี" มีคำกล่าวกันแต่ก่อนมาว่าเมื่อพระเจ้าตากทำพิธีราชาภิเษกหาพราหมณ์พทำพิธีไม่ได้ เห็นเป็นการบกพร่องไม่ต้องตามราชประเพณี จึงไม่ใช้พระราชโองการตลอดราชกาล แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ในหนังสือตั้งเจ้านครฯ ซึ่งพบสำเนาในรัชกาลที่ ๕ ใช้พระนาม สมเด็จพระศรีสรรเพชญ และมีพระราชโองการตามแบบพระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงเก่าหมดทุกอย่าง
  2. 2.0 2.1 ด่านเจ้าขว้าวเป็นด่านเมืองราชบุรี ตั้งอยู่ริมลำน้ำพาชี