ลิลิตโองการแช่งน้ำ

จาก วิกิซอร์ซ

ลิลิตโองการแช่งน้ำ

ลง




Thailand Fine Arts Dept Seal.svg


วรรณกรรมสมัยอยุธยา


เล่ม ๑






กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่


พุทธศักราช ๒๕๔๐



หน้า (๑)–(๑๓) ขึ้นลง



คำนำ




หนังสือวรรณคดีกวีนิพนธ์เป็นหนังสือมีค่ายิ่งแก่การศึกษาค้นคว้า เนื่องจากเป็นเรื่องราวบรรยายความสะเทือนอารมณ์และความซาบซึ้งใจของกวีที่สะท้อนเหตุการณ์ในอดีตให้เราได้ทราบ วรรณกรรมเก่า ๆ ให้ความรู้แก่คนปัจจุบันอย่างมากในแง่ปรัชญาสังคม นอกจากนี้ ยังเป็นแบบอย่างการใช้ภาษาที่ดีถึงขั้นวรรณศิลป์ ความงามของวรรณกรรมเหล่านี้อาจพิสูจน์โดยมีกาลเวลาเป็นเครื่องชี้ เพราะหากไม่ดีงามซาบซึ้งใจแล้ว คงพ้นไปจากความทรงจำในเวลาไม่ช้านัก วรรณกรรมเก่าที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้จึงเป็นของมีคุณค่าควรแก่การรวบรวมเผยแพร่

การตรวจสอบชำระวรรณกรรมและจัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อการสืบต่ออายุหรือสงวนรักษาต้นฉบับเป็นงานที่กรมศิลปากรปฏิบัติอยู่เสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วรรณกรรมชิ้นสำคัญของชาติที่อยู่ในความนิยมของผู้อ่าน อย่างไรก็ดี หนังสือที่มีคุณสมบัติดีงามเหล่านี้ก็ยังเป็นที่ต้องการและควรแก่การรวบรวมตามยุคสมัย ซึ่งกรมศิลปากรเห็นว่า เมื่อจัดพิมพ์ขึ้นแล้ว จักเป็นคุณประโยชน์แก่ความเจริญทางสติปัญญาของชนในชาติ เพราะอาจใช้เป็นคู่มือของผู้ต้องการค้นคว้า วิจารณ์ และศึกษาเปรียบเทียบได้อย่างดียิ่ง

เพื่อเสริมสร้างความนิยมในการอ่านวรรณคดีไทยและการศึกษาเปรียบเทียบดังกล่าว กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร จึงดำเนินการตรวจสอบหนังสือวรรณกรรมตามยุคสมัยจัดพิมพ์เผยแพร่ตามลำดับ เริ่มตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ทั้งนี้ ได้อาศัยข้อสันนิษฐานที่ปรากฏในหนังสือประวัติวรรณคดีไทยของผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น นายเปลื้อง ณ นคร ศาสตราจารย์เจือ สตะเวทิน เป็นหลักเกณฑ์ในการจัดยุคสมัยแห่งวรรณกรรม

วรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม ๑ นี้ เป็นหนังสือที่รวมพิมพ์วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น มีห้าเรื่อง คือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ มหาชาติคำหลวง ลิลิตยวนพ่าย ลิลิตพระลอ และกาพย์มหาชาติ


ลิลิตโองการแช่งน้ำ หรือ ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า


เป็นวรรณคดีเก่าแก่ที่สันนิษฐานว่าแต่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา มีลักษณะเป็นลิลิต ซึ่งประกอบด้วยร่ายดั้น และโคลงห้าหรือมณฑกคติ จัดเป็นหนังสือที่อ่านเข้าใจยากมาก เนื่องจากถ้อยคำสำนนเป็นคำภาษาไทยโบราณ บางตอนแต่งเป็นคำอรรถคำสวดลึกซึ้งหนักแน่น เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ บางตอนใช้ถ้อยคำแข็งกร้าว ทำให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์สะเทือนใจหวาดหวั่นพรั่นพรึงขนพองสยองเกล้าได้ จึงนับได้ว่า ลิลิตเรื่องนี้แต่งได้เหมาะสมกับความมุ่งหมาย คือ เพื่อใช้อ่านหรือสวดในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เนื้อความหลักของลิลิตโองการแช่งน้ำเริ่มด้วยร่ายสามบท เป็นคำสรรเสริญพระนารายณ์ พระอิศวร และพระพรหม ตอนต่อมาเป็นโคลงและร่าย เนื้อความว่าด้วยการสร้างโลกตามคติไตรภูมิ แล้วอัญเชิญพระรัตนตรัย ผีสางเทวดา และผู้มีฤทธานุภาพทั้งหลายมาชุมนุมเพื่อเป็นพยานในพิธี แล้วจึงเป็นคำสาปแช่งให้ผู้คิดร้ายไม่ซื่อต่อสมเด็จพระรามาธิบดีต้องประสบภัยพิบัตินานัปการ และอวยพรผู้ที่ซื่อตรงจงรักภักดีให้มีความสุขและลาภยศ


มหาชาติคำหลวง


เป็นหนังสือคำหลวงเล่มแรกที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ ให้กวีนักปราชญ์ราชบัณฑิตหลายคนช่วยกันแต่งแปลคาถาบาลีเป็นคำประพันธ์ไทยหลายอย่าง มีทั้งโคลง ร่าย กาพย์ และฉันท์ นอกจากจะมีสำนวนโวหารและถ้อยคำไพเราะเต็มไปด้วยรสวรรณคดี เช่น ความโศก ความงามตามธรรมชาติ เป็นต้น แล้ว ยังให้ความรู้ด้านภาษาเกี่ยวกับคำโบราณ คำแผลง และคำเขมรอีกด้วย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์อธิบายไว้ในฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๖๐ ว่า

"หนังสือเรื่องมหาชาติคำหลวงนี้ กรมการหอพระสมุดฯ มีปรารถนาใคร่พิมพ์มาช้านาน ถึงผู้ที่เป็นนักเรียนชั้นสูงก็อยากได้ พากันมาถามกรรมการหอพระสมุดอยู่ไม่ขาดว่า เมื่อไรจะพิมพ์หนังสือมหาชาติคำหลวง ที่ยังพิมพ์ไม่ได้เพราะยังหาฉบับไม่ได้ครบสิบสามกัณฑ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ได้ทรงพยายามรวบรวมฉบับมหาชาติคำหลวง ด้วยมีพระประสงค์จะให้หนังสือเรื่องนี้ได้ขึ้นสู่พิมพ์ ทรงพยายามรวบรวมอยู่กว่าสิบปี ที่สุด ได้ฉบับกัณฑ์อื่น ๆ หมด ยังขาดแก่สักรบรรพกัณฑ์เดียว จึงต้องรอมาจนตลอดพระชนมายุของกรมพระสมมตอมรพันธุ์ เมื่อจัดตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนคร หาหนังสือมหาชาติคำหลวงได้อีกหลายฉบับ บางกัณฑ์ก็มีถึงสองความสามความต่างกัน แต่กัณฑ์สักรบรรพยังหาไม่ได้ จนหม่อมเจ้าปิยภักดีนารถ กรรมการหอพระสมุดฯ ไปเสาะหาฉบับกัณฑ์สักรบรรพมาให้หอพระสมุดฯ ได้เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๙๕ นี้ จึงเป็นโอกาสที่จะพิมพ์หนังสือมหาชาติคำหลวงได้บริบูรณ์

"หนังสือมหาชาติมีหลายอย่างหลายสำนวนด้วยกัน อย่างอื่น เช่น กาพย์มหาชาติ มหาชาติกลอนเทศน์ หอพระสมุดฯ ได้ให้พิมพ์บ้างแล้ว ข้าพเจ้าเคยได้แสดงเรื่องตำนานและประวัติของหนังสือมหาชาติไว้ที่อื่นหลายแห่ง เห็นควรจะรวมเรื่องตำนานมหาชาติมากล่าวไว้ในคำนำมหาชาติคำหลวงนี้ด้วย ด้วยหนังสือมหาชาติคำหลวงนี้นับว่าเป็นหลักหนังสือมหาชาติอย่างอื่น จะว่าด้วยตำนานเทศน์มหาชาติก่อน

"ตำนานเทศน์มหาชาติ

"พุทธศาสนิกชนในสยามประเทศนี้ตลอดจนประเทศที่ใกล้เคียงนับถือกันมาแต่โบราณว่า เรื่องมหาเวสสันดรชาดกสำคัญกว่าชาดกเรื่องอื่น ๆ ด้วยปรากฏบารมีของพระโพธิสัตว์บริบูรณ์ ในเรื่องมหาเวสสันดรชาดกทั้งสิบอย่าง จึงเรียกว่า มหาชาติ แลถือว่า ถ้าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติแล้วก็ได้ผลานิสงส์มาก จึงเกิดเป็นประเพณีมีการประชุมกันฟังเทศน์มหาชาติทุก ๆ ปี ทำเป็นพิธีการอย่างหนึ่งด้วย หนังสือมหาเวสสันดรชาดก แม้ตัวคาถาที่แต่งภาษามคธยาวถึงสิบสามกัณฑ์ ต้องเทศน์หลายชั่วโมงจึงจบ ถือกันว่าต้องฟังให้จบในวันเดียว จึงจะมีอานิสงส์กล้า ถ้าได้ทำพิธีเทศน์มหาชาติสำเร็จ นิยมกันว่าเป็นสิริมงคล น้ำที่ตั้งไว้ในมณฑลก็เป็นน้ำมนต์ อาจจะบำบัดเสนียดจัญไรได้ ประเพณีอันนี้เห็นจะมีมาในเมืองไทยตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระร่วงครองพระนครสุโขทัยเป็นปฐม แล้วมีติดต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

"ตำนานหนังสือมหาชาติ

"หนังสือมหาชาติ เดิมแต่งในภาษามคธ ใครแต่งหาปรากฏไม่ น่าจะได้แปลเป็นภาษาไทยตั้งแต่ครั้งพระนครสุโขทัย แต่หากฉบับสูญไปเสีย หนังสือมหาชาติแปลเป็นภาษาไทยเก่าที่สุดที่มีอยู่ในเวลานี้คือมหาชาติคำหลวงที่พิมพ์ในเล่มนี้ มีจดหมายเหตุปรากฏว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีรับสั่งให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตในกรุงศรีอยุธยาแปลแต่เมื่อปีขาล จุลศักราช ๘๔๔ พ.ศ. ๒๐๒๕ คือว่า ตั้งแต่แต่งนับได้สี่ร้อยสามสิบห้าปีมาจนบัดนี้[ก] เรียกชื่อว่า มหาชาติคำหลวง เข้าใจว่า หมายความในครั้งนั้นอย่างเราเรียกกันในชั้นหลังว่าพระราชนิพนธ์มหาชาติ วิธีแต่งเอาภาษามคธเดิมตั้งบาทหนึ่ง แปลแต่งเป็นกาพย์ภาษาไทยวรรคหนึ่ง สลับกันไป บางแห่งภาษาไทยแต่งเป็นฉันท์บ้าง เป็นโคลงบ้าง ตามความถนัดของนักปราชญ์ผู้แต่ง คงจะเป็นการแต่งประกวดกันให้ไพเราะแลให้ความใกล้กับภาษามคธเดิมอย่างที่สุดที่จะเป็นได้ทั้งสิบสามกัณฑ์ จึงเป็นหนังสือซึ่งนับถือว่าแต่งดีอย่างเอกมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า แม้หนังสือจินดามณีซึ่งพระโหราแต่งเป็นแบบเรียนแต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ยกเอากลอนในหนังสือมหาชาติคำหลวงนี้มาเป็นตัวอย่างในตำราเรียน เช่นว่า

"'ครั้นเช้าก็หิ้วเช้า ชายป่าเต้าไปตามชาย
ลูกไม้บทันงาย จำงายราชอดยืน
"'เป็นใดจึงมาค่ำ อยู่จรหล่ำต่อกลางคืน
เห็นกูนี้โหดหืน มาดูแคลนนี้เพื่อใด'

"กลอนนี้ยกมาจากกัณฑ์มัทรี[ข]

"หนังสือมหาชาติคำหลวงไม่ได้แต่งสำหรับพระเทศน์ แต่งสำหรับนักสวดสวดให้อุบาสกอุบาสิกาฟังเวลาไปอยู่บำเพ็ญการกุศลที่ในวัด ประเพณีอันนี้ยังมีมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ เวลานักขัตฤกษ์ เช่น เข้าพรรษา ยังเป็นหน้าที่ขุนทินบรรณาการ ขุนธารกำนัล กับผู้ช่วยอีกสองคน ขึ้นนั่งเตียงสวดในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สวดมหาชาติโดยทำนองอย่างเก่าเวลาถวายเสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศล

"หนังสือมหาชาติคำหลวงที่แต่งครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ฉบับจะเสียหายเมื่อครั้งกรุงเก่า และจะได้แต่งขึ้นแทนในชั้นกรุงเก่าที่กัณฑ์ ข้อนี้ทราบไม่ได้ มีจดหมายเหตุปรากฏว่า เมื่อกรุงเสียแก่พม่าข้าศึกนั้น ต้นฉบับหนังสือมหาชาติคำหลวงสูญเสียหกกัณฑ์ คือ กัณฑ์หิมพานต์ ๑ ทานกัณฑ์ ๑ จุลพน ๑ มัทรี ๑ สักรบรรพ ๑ ฉกษัตริย์ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตในกรุงรัตนโกสินทร์แต่งกัณฑ์ที่ขาดขึ้นใหม่เมื่อปีจอ จุลศักราช ๑๑๗๖ พ.ศ. ๒๓๕๘ จึงมีฉบับบริบูรณ์มาจนทุกวันนี้[1] แต่ที่หอพระสมุดสำหรับพระนครหาฉบับมาได้มีบางกัณฑ์ที่ได้มาหลายความ เข้าใจว่า ฉบับความครั้งกรุงเก่าที่ว่าสูญเมื่อในรัชกาลที่ ๒ ดูเหมือนจะมาปรากฏอยู่อีกบ้าง ยกตัวอย่างดังกัณฑ์มัทรีที่หอพระสมุดฯ มีอยู่ถึงสามความ เลือกเอาความซึ่งเห็นว่าเก่าที่สุดพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ เสียดายที่ขาดอยู่หน่อยหนึ่ง แต่เห็นว่าดีกว่าเอาฉบับความใหม่ ด้วยผู้ที่อ่านหนังสือมหาชาติคำหลวงนี้คงจะอ่านหาความรู้ในทางภาษามากกว่าที่จะอ่านเพื่อให้รู้เรื่อง

"นอกจากมหาชาติคำหลวง ยังมีกาพย์มหาชาติอีกอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าเข้าใจว่าแต่งขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งเสวยราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยาเมื่อปีขาล จุลศักราช ๙๖๔ พ.ศ. ๒๑๔๕ ด้วยมีเนื้อความปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งมหาชาติคำหลวง แลมีหนังสือกาพย์มหาชาติสำนวนเก่าถึงชั้นนั้นปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้บางกัณฑ์ กาพย์มหาชาติมีศัพท์มคธน้อย เป็นกาพย์ภาษาไทยมาก สันนิษฐานว่า จะแต่งสำหรับพระเทศน์ให้สัปบุรุษเข้าใจเรื่องง่ายขึ้นกว่ามหาชาติคำหลวง การที่พระเทศน์มหาชาติเป็นทำนองต่าง ๆ ก็เห็นจะมาจากเทศน์กาพย์มหาชาตินี้ด้วยอนุโลมจากลักษณะสวดมหาชาติคำหลวง แต่สังเกตดูเรื่องยาว คงจะเทศน์ไม่จบได้ทั้งสิบสามกัณฑ์ในวันเดียว จึงเป็นปัจจัยให้เกิดมหาชาติกลอนเทศน์

"หนังสือมหาชาติกลอนเทศน์นั้น คือ ว่าคาถาภาษามคธแหล่หนึ่ง แล้วเอาความแปลภาษาไทยแต่งเป็นกาพย์เข้าต่อไปทุก ๆ ตอน แต่งภาษาไทยให้สั้นกว่ากาพย์มหาชาติที่กล่าวมาแล้วสำหรับพระเทศน์ ด้วยประสงค์จะให้มีทั้งภาษามคธทั้งภาษาไทยแลให้จบทั้งสิบสามกัณฑ์ในวันเดียว เพื่อให้เป็นสวัสดิมงคลแก่การพิธี ด้วยเหตุนี้จึงใช้หนังสือมหาชาติกลอนเทศน์กันแพร่หลายไปในพื้นเมืองยิ่งกว่าอย่างอื่น

"นอกจากมหาชาติกลอนเทศน์ ยังมีกวีได้เอาเรื่องมหาชาติมาแต่งเป็นฉันท์เป็นลิลิตอีกก็หลายอย่าง เรื่องมหาชาติจึงเป็นเรื่องที่มีหนังสือแต่งกระบวนต่าง ๆ มากยิ่งกว่าเรื่องอื่น ๆ ทั้งสิ้น"

อนึ่ง ในการพิมพ์ครั้งนี้ ได้ตีพิมพ์รูปภาพแทรกไว้ในเรื่องด้วย รูปภาพเหล่านี้เป็นภาพถ่ายจิตรกรรมฝาผนังจากภาพเขียนเรื่องเวสสันดรชาดก และได้ทำการตรวจสอบชำระต้นฉบับกับสมุดไทยซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติโดยยึดถืออักขรวิธีตามแบบเดิม


ลิลิตยวนพ่าย


เป็นวรรณคดีที่แต่งเป็นลิลิต ประกอบด้วยร่ายดั้น สลับกับโคลงดั้นบาทกุญชร มีถ้อยคำสำนวนลึกซึ้งเข้าใจยาก อีกทั้งคำโบราณ และภาษาสันสกฤตก็ปะปนอยู่มาก นอกจากเป็นหนังสือที่ใช้บทพรรณนาโวหารได้ละเอียดไพเราะงดงามแล้ว ยังให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอย่างมากแก่ผู้อ่านอีกด้วย ประวัติและความสำคัญของหนังสือเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในคำอธิบายพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในฉบับพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพรหมวรานุรักษ์ โปรดให้พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ว่า

"หนังสือยวนพ่ายนี้นับอยู่ในหนังสือซึ่งแต่งดีอย่างเอกในภาษาไทยเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องพงศาวดารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ครั้งเมื่อพระเจ้าติโลกราชเมืองเชียงใหม่ลงมาชิงหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทรงพยายามทำสงคราม จนมีชัยชนะ เอาหัวเมืองเหล่านั้นคืนมาได้ จึงเรียกชื่อเรื่องว่า ยวนพ่าย มีมาแต่เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มาในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงแต่งลิลิตพงศาวดารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชครั้งทรงทำยุทธหัตถีมีชัยชนะพระมหาอุปราชหงสาวดีอีกเรื่องหนึ่ง จึงทรงเรียกชื่อเรื่องว่า เตลงพ่าย ให้เป็นคู่กัน

"หนังสือยวนพ่ายนี้ แต่งเมื่อศักราชใด และใครเป็นผู้แต่ง หาปรากฏไม่ สังเกตดูโดยทางสำนวนดูเป็นสำนวนเก่ามาก ทั้งความรู้เรื่องพงศาวดารในตอนที่แต่งนั้นก็รู้ถ้วนถี่กว่าที่ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารและหนังสือพงศาวดารเชียงใหม่ เพราะฉะนั้น น่าจะแต่งในเวลาใกล้กับเหตุการณ์ที่กล่าวถึง จึงยังสามารถรู้เรื่องได้ถ้วนถี่ สันนิษฐานว่า เห็นจะแต่งในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งเป็นพระราชโอรสสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เสวยราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๓๒ จน พ.ศ. ๒๐๗๒ แต่สังเกตโดยทางสำนวน รู้ได้แน่อย่างหนึ่งว่า ผู้แต่งลิลิตเรื่องยวนพ่ายนี้เป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในทางภาษาและแบบแผนขนบธรรมเนียมราชการ คงเป็นกวีคนสำคัญในสมัยเมื่อแต่งหนังสือเรื่องนี้ หนังสือเรื่องยวนพ่ายจึงเป็นที่นับถือกันว่า เป็นตำราเรื่องหนึ่งทุกสมัยสืบมาจนกาลบัดนี้

"แต่หนังสือเรื่องยวนพ่าย ถ้าจะกล่าวแล้ว เป็นหนังสืออาภัพผิดกับกลอนตำราเรื่องอื่น เช่น ลิลิตพระลอ และเตลงพ่าย เป็นต้น เพราะมิใคร่จะมีใครอ่าน เหตุด้วยในคำนมัสการและคำยอพระเกียรติตอนต้นยวนพ่าย ผู้แต่งใช้ศัพท์และแสดงอรรถอันลึกซึ้งเข้าใจยาก ผู้อ่านแต่ต้นไปไม่ได้เท่าใดก็มักฉงนสนเท่ห์แล้ว เลยเบื่อหน่ายปิดหนังสือทิ้งเสียไปอ่านไปจนถึงเรื่องพงศาวดาร เป็นดังนี้โดยมาก เห็นจะเป็นมาช้านาน จึงมีผู้รู้ แต่จะเป็นผู้ใดหาทราบไม่ อุตส่าห์แปลอรรถในหนังสือยวนพ่ายเขียนบอกไว้ในต้นฉบับอันหนึ่งซึ่งหอพระสมุดฯ ได้มา เป็นฝีมืออาลักษณ์ครั้งรัชกาลที่ ๒ เขียน จึงเข้าใจว่าจะเป็นฉบับซึ่งคัดไว้ในหอหลวง หาปรากฏว่ามีที่อื่นอีกไม่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพรหมวรานุรักษ์ ทรงพระดำริเห็นว่า ถ้าพิมพ์หนังสือยวนพ่ายฉบับนี้ให้แพร่หลาย คงจะเป็นประโยชน์แก่นักเรียน ทั้งในความรู้วรรณคดีและความรู้พงศาวดาร จึงโปรดให้พิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในสมุดเล่มนี้"

อนึ่ง ในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ ได้ทำการตรวจสอบโดยยึดถือต้นฉบับสมุดไทยซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติเป็นหลัก แต่ได้แก้ไขอักขรวิธีที่ยังลักลั่นกันอยู่บ้างให้เป็นแบบเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นร่องรอยของภาษาโบราณ


ลิลิตพระลอ


เป็นลิลิตเรื่องเอกที่แต่งเป็นลิลิตสุภาพ มีร่ายสุภาพและโคลงสุภาพเป็นส่วนใหญ่ บางบทเป็นร่ายโบราณและร่ายดั้น วรรณคดีสโมสรยกให้เป็นยอดลิลิต อีกทั้งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นตำราของหนังสือลิลิตในยุคต่อมาอีกด้วย ปัจจุบัน ในมหาวิทยาลัยกำหนดให้นิสิตนักศึกษาเรียนวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอด้วย สมเด็จกรมดำรงราชานุภาพได้ประทานอธิบายเกี่ยวกับหนังสือลิลิตพระลอไว้ในหนังสือบันทึกสมาคมวรรณคดี ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๕ วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่าดังนี้

"หนังสือลิลิตมีมากเรื่องก็จริง แต่ที่นับถือกันว่าเป็นตำรามาแต่โบราณกาลจนบัดนี้มีสามเรื่องเท่านั้น คือ

"๑.   เรื่องยวนพ่าย แต่งในสมัยอยุธยา เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

"๒.   เรื่องพระลอ แต่งในสมัยอยุธยาเหมือนกัน เป็นนิทานเรื่องทางอาณาเขตล้านนา (คือ มณฑลพายัพ) ดูเหมือนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่งทรงพระราชนิพนธ์แต่ในเวลาเมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระราชโอรส

"๓.   เรื่องเตลงพ่าย สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (เมื่อยังดำรงพระยศเป็น กรมหมื่นนุชิตชิโนรส) ทรงพระนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทร์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

"หนังสือลิลิตสามเรื่องนี้ จะตัดสินว่าสำนวนเรื่องไหนแต่งดีหรือเลวกว่ากันนั้นไม่ได้ เพราะแต่งต่างสมัยกัน และกระบวนกลอนที่แต่งก็ต่างกัน เพราะแต่งตามนิยมในสมัยที่แต่งนั้น ควรยกย่องว่าแต่งดีอย่างยอดเยี่ยมทั้งสามเรื่อง ถ้าหากอุปมาว่ามีผู้ส่งของรางวัลมาสิ่งเดียว และขอให้เราเลือกเรื่องหนึ่งเรื่องใดในสามเรื่องนั้นรับรางวัล ก็จะต้องหาเกณฑ์อย่างอื่นมาประกอบกับสำนวนที่แต่งให้เป็นหลักตัดสิน ก็ธรรมดา การแต่งหนังสือนั้นย่อมอาศัยปัจจัยสองอย่าง คือ สำนวนที่แต่ง อย่างหนึ่ง กับเรื่องที่แต่ง อีกอย่างหนึ่ง ข้อนี้จะยอกอุทาหรณ์ดังเช่นหนังสือกลอนนิราศภูเขาทอง กับบทเสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร สุนทรภู่แต่งสองเรื่อง แต่ใครอ่านก็ต้องชอบนิราศภูเขายิ่งกว่าเรื่องพระราชพงศาวดาร เพราะนิราศภูเขาทองตัวเรื่องไม่บังคับ สุนทรภู่จะว่าอย่างไรก็ว่าได้ แต่บทเสภานั้นเรื่องพระราชพงศาวดารบังคับอยู่ จะแต่งให้หรูหราออกไปนอกเรื่องไม่ได้ ตัวอย่างที่ยกมาแสดงนี้ฉันใด หนังสือที่แต่ง ไม่ว่าประเภทใดหรือใครแต่ง ก็เป็นทำนองเดียวกัน ในลิลิตสามเรื่องที่กล่าวมา เรื่องยวนพ่ายกับเรื่องเตลงพ่าย ตัวเรื่องเป็นพงศาวดาร การแต่งมีบังคับ เสียเปรียบเรื่องพระลอซึ่งเป็นนิทาน ผู้แต่งมีช่องที่จะกล่าวความให้จับใจได้กว้างขวางกว่ากัน เพราะฉะนั้น จึงนับถือกันมาว่าเรื่องพระลอวิเศษกว่าลิลิตเรื่องอื่น ถึงยกย่องเป็นตำรามาแต่โบราณ แม้หนังสือเรื่องจินดามณีซึ่งพระโหราฯ แต่งเป็นตำราเรียนภาษาไทยเมื่อรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็คัดโคลงในเรื่องพระลอมาใช้เป็นแบบในหนังสือนั้น ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงพระนิพนธ์ลิลิตเรื่องเตลงพ่ายขึ้น และคนทั้งหลายนับถือว่าแต่งดีอย่างยิ่งอีกเรื่องหนึ่ง ถึงกระนั้น ก็ไม่ทำให้ลดความนับถือเรื่องพระลอลงกว่าแต่ก่อน อาศัยเหตุทั้งปวงดังกล่าวมา ถ้าจำต้องตัดสินเอาเรื่องใดเป็นเอกในลิลิตสามเรื่องนั้นไซร้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ควรจะเอาเรื่องพระลอ และเชื่อว่าคงจะมีผู้เห็นพ้องกับข้าพเจ้าไม่น้อย

"ใครเป็นผู้แต่งลิลิตพระลอ และแต่งเมื่อไร ปัญหานี้ดูเหมือนจะยังไม่เคยวินิจฉัยกันให้ถ้วนถี่ ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องพระลออีกครั้งหนึ่งเมื่อจะแต่งคำวินิจฉัยนี้ ขอเสนอความเห็นแก่ท่านทั้งหลายด้วย คือ ข้างท้ายลิลิตมีโคลงบอกชื่อผู้แต่งอยู่สองบท บทหนึ่งว่า 'มหาราชเจ้า นิพนธ์' หมายความว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงแต่ง แต่อีกบทหนึ่งว่า 'เยาวราชเจ้า บรรจง' หมายความว่า พระราชบุตรของพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่ง[ค] ที่บอกแย้งกันดังนี้ส่อให้เห็นว่า ผู้แต่งโคลงสองบทนั้นเป็นสองคน และมิใช่ตัวผู้แต่งลิลิตพระลอ โคลงสองบทเป็นของแต่งเพิ่มขึ้นภายหลัง ส่วนผู้แต่งลิลิตเองได้กล่าวไว้ในโคลงบานแผนกข้างต้นเรื่องว่า

"'เกลากลอนกล่าวกลการ กลกล่อม ใจนา
ถวายบำเรอท้าวไท้ ธิราชผู้มีบุญ'

"หมายความว่า ผู้อื่นแต่งถวายพระเจ้าแผ่นดิน มิใช่พระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งเอง เหตุใดผู้แต่งโคลงสองบทข้างท้ายลิลิตจึงอ้างว่าพระเจ้าแผ่นดินและพระเยาวราชทรงแต่ง จะลงเนื้อเห็นว่าอ้างโดยไม่มีมูลก็กระไรอยู่ พิจารณาสำนวนที่แต่งก็เห็นได้ ผู้แต่งลิลิตพระลอเป็นผู้รู้ราชประเพณีและการเมือง ต้องเป็นบุคคลชั้นสูงอยู่ในราชสำนัก ประกอบทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญอักษรศาสตร์ ผู้ที่ทรงความสามารถถึงปานนั้นมักเป็นเจ้านาย จะยกตัวอย่างเช่น เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร และสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นต้น จึงสันนิษฐานว่า ผู้แต่งลิลิตพระลอนั้น เมื่อแต่ง ยังเป็นพระราชโอรส และต่อมาได้รับรัชทายาทเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โคลงข้างท้ายลิลิตบทที่ว่า 'เยาวราช เจ้าบรรจง' แต่งก่อนโคลงบทที่ว่า 'มหาราชเจ้า นิพนธ์' แต่งเมื่อภายหลัง เดิมก็เห็นจะแต่งเขียนลงในหนังสือพระลอฉบับของผู้แต่งโคลงนั้น ครั้นเมื่อรวบรวมฉบับชำระหนังสือเรื่องพระลอในกาลครั้งใดครั้งหนึ่ง (อาจจะเป็นเมื่อแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้) พบโคลงสองบทนั้น จึงรวมเขียนลงไว้ในฉบับชำระใหม่ด้วย ก็เลยติดอยู่

"ปัญหาข้อที่ว่า หนังสือลิลิตพระลอแต่งเมื่อไร ข้อนี้ตัดสินใจได้ทันทีว่า แต่งก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะหนังสือจินดามณีที่พระโหราฯ แต่งในรัชกาลนั้นได้คัดเอาลิลิตพระลอ คือ บทที่ว่า

"'เสียงฦๅเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตืน ฤๅพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ'

"มาใช้เป็นแบบโคลงสี่ เพราะเอกโทตรงตามตำราหมดทุกแห่ง นอกจากหนังสือจินดามณี ยังมีเค้าเงื่อนอย่างอื่นเป็นที่สังเกต คือ หนังสือบทกลอนแต่งครั้งกรุงศรีอยุธยา (ว่าตามตัวอย่างที่ยังมีอยู่) ต่างกันเป็นสามตอน ตอนต้น นับแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมา ชอบแต่งลิลิตกันเป็นพื้น มีลิลิตโองการแช่งน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ลิลิตเรื่องยวนพ่าย และลิลิตเรื่องพระลอ เป็นตัวอย่างสำนวน ทันเวลากันทั้งสามเรื่อง พึงเห็นได้ว่า ในสมัยนั้นยังไม่สู้ถือว่าคณะและเอกโทเป็นสำคัญเท่ากับคำ มาตอนกลาง นับตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมา ชอบแต่งโคลงกำสรวลกับทั้งโคลงเบ็ดเตล็ดเป็นตัวอย่าง ส่วนฉันท์ก็มีเรื่องสมุทรโฆษและเรื่องอนิรุทธเป็นตัวอย่าง ถึงตอนปลาย นับตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าบรมโกศ ชอบแต่งกลอนเพลงยาวกันเป็นพื้น ซึ่งตัวอย่างมีอยู่มาก ในกรุงศรีอยุธยาตอนกลางและตอนปลาย หาปรากฏว่าแต่งลิลิตเรื่องใดไม่

"จึงเห็นว่า ควรถือเป็นยุติไว้ว่า ลิลิตเรื่องพระลอนั้นแต่งในกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ราวในระหว่าง พ.ศ. ๑๙๙๑ จนถึง พ.ศ. ๒๐๒๖ ส่วนผู้แต่งนั้นจะว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด ยากอยู่ ด้วยจะเป็นสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรพระองค์ใดพระองค์หนึ่งก็ได้ทั้งนั้น เป็นอันรู้ไม่ได้แน่"

ลิลิตพระลอนี้ ฉบับเก่าที่สุดที่พบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอักษรสาสนโสภณ จัดพิมพ์ขึ้นที่โรงพิมพ์หลวง ไม่ปรากฏ พ.ศ. ที่พิมพ์ ต่อมา หอสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครได้ให้ตีพิมพ์เผยแพร่ตามฉบับโรงพิมพ์หลวงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ ที่โรงพิมพ์ไทย ต่อมาได้พิมพ์อีกหลายครั้ง การพิมพ์ครั้งนี้ได้แก้ไขตัวสะกดการันต์ให้ถูกต้องตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ อนึ่ง ในการพิมพ์ตามฉบับโรงพิมพ์หลวง และฉบับพิมพ์ต่อมาทุกครั้ง เขียนชื่อเมืองของพระเพื่อนพระแพงเป็นสองอย่าง คือ ตอนแรกเขียนว่า "เมืองสรวง" (ซ้ำกับชื่อเมืองของพระลอ) ดังนี้ "มีพระยาตนหนึ่งใหญ่ ธ ไซร้ทรงนามกร พิมพิสาครราช พระบาทเจ้าเมืองสรวง สมบัติหลวงสองราชา มีมหิมาเสมอกัน" แต่ในตอนหลัง ๆ เขียนว่า "เมืองสอง" หรือ "สรอง" ตลอด ในคราวพิมพ์คราวนี้ได้ลองตรวจดูในฉบับเขียนในสมุดดำอันมีอยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณ ปรากฏว่า ตอนที่ฉบับพิมพ์ทั้งสองเขียนว่า "เมืองสรวง" นั้น ในสมุดดำได้ตรวจดูถึงเจ็ดฉบับ เขียนว่า "เมืองสรอง" ดังนี้ "มีพระยาตนหนึ่งใหญ่ ธ ไซร้ทรงนามกร พิมพิสาครราช พระบาทเจ้าเมืองสรอง สมบัติสองราชา มีมหิมาเสมอกัน" และต่อ ๆ ไปก็เขียนว่า "เมืองสรอง" ทุกแห่ง อนึ่ง โคลงบทสุดท้ายในเรื่องพระลอนี้ ที่ว่ามีผู้แต่งเพิ่มเติมขึ้นภายหลังนั้น โคลงบาทที่หนึ่งในฉบับพิมพ์ทั้งสองเล่มเขียนว่า "จบเสร็จเยาวราชเจ้า บรรจง" แต่ฉบับเขียนในสมุดดำที่ได้ตรวจดูเจ็ดฉบับนั้น เขียนว่า "จบเสร็จมหาราชเจ้า บรรจง" เหมือนกันทุกฉบับ หามีฉบับใดเขียนว่า "...เยาวราชเจ้า..." ไม่เลยสักฉบับเดียว อันนี้จึงเป็นปัญหาใหม่ที่นักศึกษาวรรณคดีจะต้องวินิจฉัยต่อไป


กาพย์มหาชาติ


เป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนา โบราณเรียกว่า "กลอนสวด" เนื่องจากใช้สวดเป็นทำนองต่าง ๆ ตามวิหารหรือศาลารายรอบพระอุโบสถ เรียกอย่างหนึ่งว่า "สวดโอ้เอ้วิหารราย" มีทำนองการแต่งเป็นร่ายยาวด้วยภาษาง่าย ๆ ไม่มีคำศัพท์โบราณ ทำให้กาพย์มหาชาติน่าอ่านน่าฟังมากกว่ามหาชาติคำหลวง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงให้ความเห็นเกี่ยวกับหนังสือนี้ว่า "ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งขึ้นเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๔๕ จนถึง พ.ศ. ๒๑๗๐ ด้วยมีเนื้อความในหนังสือพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า ในแผ่นดินนั้น ได้แต่งมหาชาติคำหลวงอีกครั้งหนึ่ง กาพย์มหาชาตินี้ ฉบับเดิมเห็นจะสูญหายมากกว่ามหาชาติคำหลวง" หนังสือกาพย์มหาชาติเท่าที่ค้นพบมีเพียงสามกัณฑ์ คือ กัณฑ์ประเวศน์ กัณฑ์กุมาร และกัณฑ์สักรบรรพ ส่วนกัณฑ์ที่เหลือนอกจากนี้ น่าจะสูญหายไปครั้งเสียกรุง

เรื่องมหาชาติ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มหาเวสสันดรชาดกนั้น เป็นที่ยอมรับนับถือของพุทธศาสนิกชนมาแต่โบราณว่าดีกว่าชาดกเรื่องอื่น ๆ เพราะได้ประมวลพระบารมีทั้งสิบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ในเรื่องเดียวกัน เช่น ทานบารมี ด้วยการบริจาคสิ่งของต่าง ๆ ตลอดถึงบุตรและภริยา ขันติบารมี ด้วยการอดทนต่อถ้อยคำเสียดสีและการโบยตีชาลีกัณหาต่อหน้าของชูชก และในขณะเดียวกัน ยังได้สอนให้มีคุณธรรมในด้านต่าง ๆ สอนลูกให้มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ และแสดงให้เห็นว่า พ่อแม่มีแต่หวังดีต่อลูก ความจงรักภักดีซื่อสัตย์ต่อกันระหว่างสามีภรรยา การเสียสละความสุขของตนเพื่อผู้อื่นด้วยการไม่เห็นแก่ตน เป็นต้น การเทศน์มหาชาตินั้น มีความเชื่อมาแต่โบราณว่า ถ้าเทศน์และฟังให้จบในวันเดียวทั้งสิบสามกัณฑ์จะมีผลานิสงส์มาก และเป็นอุดมมงคลอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายของพุทธศาสนิกชนมาจนถึงปัจจุบัน

กรมศิลปากรหวังว่า หนังสือ วรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม ๑ ซึ่งกรมศิลปากรนำมาจัดพิมพ์ครั้งที่ ๒ นี้ คงจะอำนวยประโยชน์แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจตามควรทั่วกัน




สมคิด โชติกวณิชย์
อธิบดีกรมศิลปากร



กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
๓๑ มกราคม ๒๕๔๐



หน้า ๓–๖ ขึ้นลง



คำอธิบาย




จุดมุ่งหมายของการแต่งลิลิตโองการแช่งน้ำในครั้งแรก คงมิได้มุ่งหวังจะให้เป็นวรรณคดีที่ใช้อ่านกันทั่ว ๆ ไป แต่ต้องการจะให้เป็นลงโทษทางใจ ที่พราหมณ์ใช้อ่านในพระราชพิธีศรีสัจปานกาล (พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา หรือน้ำพระพิพัทธสัจจา) ซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญในสมัยโบราณ มีหลักฐานกล่าวไว้ชัดเจนในกฎมนเทียรบาลตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาว่า[2]

"อนึ่ง ลูกขุนผู้ใดขาดถือน้ำพระพิพัท โทษถึงตาย ถ้าบอกป่วย คุ้ม[โทษ] ถ้าลูกขุนผู้ถือน้ำพิพัท ห้ามถือแหวนนากแหวนทองแลกินเข้ากินปลากินน้ำยาแลเข้ายาคูก่อนน้ำพระพิพัท ถ้ากินน้ำพระพิพัทจอกหนึ่ง แลยื่นให้แก่กันกิน กินแล้วมิได้ใส่ผม เหลือนั้นล้างเสีย โทษเท่านี้ในระวางกระบถ"[ง]

ครั้นมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็ยังคงมีพระราชพิธีนี้สืบต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ตอนที่กล่าวถึงพระราชพิธีเดือนห้า ว่าด้วยพระราชพิธีศรีสัจปานกาล ว่า การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในกรุงเทพฯ นี้มีอยู่ห้าอย่าง คือ[3]

๑.   ถือน้ำเมื่อแรกพระเจ้าแผ่นดินขึ้นเสวยราชสมบัติ

๒.   ถือน้ำปรกติสำหรับข้าราชการ ปีละสองครั้ง คือ ในวันขึ้นสามค่ำ เดือนห้า กับวันขึ้นสิบสามค่ำ เดือนสิบ

๓.   ถือน้ำสำหรับผู้ซึ่งมาแต่เมืองปัจจามิตรเข้ามาสู่พระบรมโพธิสมภาร

๔.   ถือน้ำทุกเดือนสำหรับทหารซึ่งเป็นผู้ถืออาวุธอยู่เสมอ

๕.   ถือน้ำแรกเข้ารับตำแหน่งของผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาราชการ

การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาทั้งห้าอย่างนี้ จะต้องมีการอ่านคำสาบานตลอดทั่วหน้า ไม่ยกเว้น และคำสาบานแช่งน้ำนี้ก็ใช้ต่อ ๆ กันมาโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใด คงจะเนื่องมาจากเป็นโองการอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถือปฏิบัติในการพระราชพิธี อีกทั้งเนื้อความในโองการแช่งน้ำนี้มีการกล่าวถึงพระนามสมเด็จพระรามาธิบดี ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นพระนามของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา จึงไม่น่าจะมีผู้คิดดัดแปลงแก้ไข ดังพระราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อแรกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พ.ศ. ๒๓๙๔ ว่า "...(สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์) ได้กราบทูลพระกรุณาว่า คำแช่งน้ำพระพิพัฒน์ที่พราหมณ์อ่านนั้น ออกพระนามสมเด็จพระรามาธิบดีอยู่ แล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สั่งว่า อย่าให้เปลี่ยนเลย คงไว้ตามเดิม ด้วยคำแช่งนี้เป็นคำของเก่า สำหรับกรุงเทพฯ ให้ยืนอยู่ตามชื่อศรีอยุธยาที่อาลักษณ์อ่านนั้นเป็นของใหม่ ควรจะเปลี่ยนพระนามตามแผ่นดินปัจจุบัน..."[4]

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้รวมพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ (เถลิงสงกรานต์) และพระราชพิธีศรีสัจปานกาลถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเข้าด้วยกัน เรียกว่า พระราชพิธีตรุษสงกรานต์ ซึ่งเริ่มจากวันที่ ๒๔ มีนาคม ถึงวันที่ ๓ เมษายน โดยถือเอาวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ และพระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยให้แก้ไขดัดแปลงโองการแช่งน้ำหลายประการ

การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยายกเลิกไปเมื่อหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชย์ ก็มิได้มีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา คณะรัฐมนตรีเพียงแต่กล่าวคำปฏิญาณตนที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ รัฐบาลมีนโยบายฟื้นฟูพระราชพิธีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผนวกพระราชพิธีนี้ในพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีแก่ทหารตำรวจผู้ปราบปรามจลาจล ซึ่งจะกระทำทุกสองปีหรือสามปี ส่วนโองการแช่งน้ำที่ใช้ในปัจจุบัน สำนักพระราชวังได้ตัดทอนและดัดแปลงแก้ไขจากของเดิมให้เนื้อความเหมาะสมกับสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น

การตรวจสอบชำระวรรณคดีลิลิตโองการแช่งน้ำในครั้งนี้ ต้นฉบับที่นำมาตรวจสอบ เป็นสมุดไทย อักษรไทย จำนวนแปดฉบับ ซึ่งทั้งหมดนี้เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ พิจารณาตามลักษณะตัวอักษรและทะเบียนประวัติสมุดไทยเหล่านี้แล้ว ปรากฏว่า ทั้งหมดเป็นฉบับที่คัดลอกในสมัยรัตนโกสินทร์ เนื้อความถ้อยคำไม่มีที่แตกต่างกันเท่าใดนัก นอกจากอักขรวิธีปลีกย่อยตามความนิยมของอาลักษณ์แต่ละคน ถ้อยคำหรือเนื้อความตอนใดที่แตกต่างกัน ก็ได้พิจารณาตามหลักภาษาไทย และค้นหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีประกอบ แล้วจึงเลือกใช้คำที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นคำที่ถูกต้องมาแต่เดิม ถ้อยคำหรือเนื้อความที่ต่างไปจากต้นฉบับที่ใช้ในการตรวจสอบครั้งนี้ จะคงมีเชิงอรรถไว้ และพยายามรักษาอักขรวิธีให้ใกล้เคียงของเดิมในสมุดไทยมากที่สุด คำใดที่ลักลั่นกันหรือแน่ใจว่าเป็นความผิดพลาดเนื่องมาจากการคัดลอก ก็ได้แก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง เช่น คำว่า เจ็ต-เจ็ด กัน-กัลป์ นอกจากนี้ คำที่ใช้อักษร ฃ และ ฅ ได้เปลี่ยนเป็น ข และ ค ทั้งหมด

แม้ว่าผู้ตรวจสอบจะได้ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างระมัดระวังแล้ว ก็คาดว่า จะยังมีข้อผิดพลาดขาดตกบกพร่องอยู่บ้าง เนื่องจากต้นฉบับสมุดไทยทั้งหมดที่มีอยู่เป็นฉบับคัดลอกในสมัยหลังทั้งสิ้น เนื้อความและการจัดเรียงบรรทัดวรรคตอนแทบไม่ต่างกันเลย เข้าใจว่า สมุดไทยเหล่านี้คงจะใช้คัดลอกวนเวียนกันมา ลักษณะดังกล่าวทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อความที่คิดว่าน่าจะผิดหรือตกหล่น รวมทั้งไม่ช่วยขจัดปัญหาให้ศึกษาฉันทลักษณ์ของโคลงห้าได้

ดังนั้น ในการพิมพ์ครั้งนี้ จึงยังไม่สามารถปรับปรุงวรรคตอนให้เป็นคณะแบบโคลงประเภทใดประเภทหนึ่ง เพราะทำให้ไม่กลมกลืนกันตลอดทั้งเรื่อง คงเรียงไว้แบบเดิมก่อน แต่เนื่องจากมีผู้รู้หลายท่านได้เคยศึกษาเกี่ยวกับลักษณะคำประพันธ์ของลิลิตโองการแช่งน้ำ พร้อมทั้งเสนอแนวคิดไว้ต่าง ๆ กันอย่างน่าสนใจ จึงได้สรุปข้อเสนอแนะของแต่ละท่านไว้ในภาคผนวก ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักศึกษาและผู้ที่สนใจวรรณคดีเรื่องนี้ และจะเป็นแนวทางให้มีผู้ศึกษาวิเคราะห์ฉันทลักษณ์ของลิลิตโองการแช่งน้ำได้กระจ่างแจ้งถูกต้องต่อไป



หน้า ๗–๑๑ ขึ้นลง



ลิลิตโองการแช่งน้ำ หรือ


ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า




โอมสิทธิสรวงศรีแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเป็นแท่น แกว่นกลืนฟ้ากลืนดิน บินเอาครุฑมาขี่ สี่มือถือสังข์จักรคธาธรณี ภีรุอวตาร[5] อสูรแลงลาญทัก ททัคนิจรนาย (แทงพระแสงศรปลัยวาต)

โอมบรเมศวราย ผายผาหลวงอะคร้าว ท้าวเสด็จเหนือวัวเผือก เอาเงือกเกี้ยวข้าง อ้างทัดจันทร์เป็นปิ่น ทรงอินทรชฎา สามตาพระแพร่ง แกว่งเพชรกล้า ฆ่าพิฆนจัญไร (แทงพระแสงศรอัคนิวาต)

โอมชัยชัยไขโสฬสพรหมญาณ บานเศียรเกล้า เจ้าคลี่บัวทอง ผยองเหนือขุนห่าน ท่านรังก่อดินก่อฟ้า หน้าจตุรทิศ ไทมิตรดา[6] มหากฤตราไตร อมไตยโลเกศ จงตรีศักดิท่าน พิญาณปรมาธิเบศ ไทธเรศสุรสิทธิพ่อ เสวยพรหมาณฑ์ใช่น้อย ประถมบุญภารดิเรก บูรภพบรู้กี่ร้อย ก่อมา (แทงพระแสงศรพรหมาศ)

นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์ จักร่ำจักราพาฬเมื่อไหม้
กล่าวถึงตระวันเจ็ดอันพลุ่ง น้ำแล้งไข้ขอดหาย
เจ็ดปลามันพุ่งหล้าเป็นไฟ วาบจัตุราบายแผ่นขว้ำ
ชักไตรตรึงษ์เป็นเผ้า แลบล้ำสีลอง
มรรถญาณคร[7] เพราะเกล้าครองพรหม ฝูงเทพนองบนปานเบียดแป้ง
สรลมเต็มพระสุธาวาสแห่งหั้น ฟ้าแจ้งจอดนิโรโธ
กล่าวถึงน้ำฟ้าฟาดฟองหาว ดับเดโชฉ่ำหล้า
ปลาดิน[8] ดาวเดือนแอ่น ลมกล้าป่วนไปมา
แลเป็นแผ่นเมืองอินทร์ เมืองธาดาแรกตั้ง
ขุนแผนแรกเอาดินดูที่ ทุกยั้งฟ้าก่อคืน
แลเป็นสี่ปวงดิน เป็นเขายืนทรง้ำหล้า
เป็นเรือนอินทร์ถาเถือก เป็นสร้อยฟ้าคลี่จึ่งบาน
๑๐ จึ่งเจ้าตั้งผาเผือกผาเยอ ผาหอมหวานจึ่งขึ้น
หอมอายดินเลอก่อน สรดึ้นหมู่แมนมา
๑๑ ตนเขาเรืองร่อนหล้าเลอหาว หาวันคืนไป่ได้
จ้าว[9] ชิมดินแสงหล่น เพียงดับไต้มืดมูล
๑๒ ว่นว่นตาขอเรือง เป็นพระสูรย์ส่องหล้า
เป็นเดือนดาวเมืองฉ่ำ เห็นฟ้าเห็นแผ่นดิน
๑๓ แลมีค่ำมีวัน กินสาลีเปลือกปล้อน
บมีผู้ต้อนแต่งบรรณา เลือกผู้ยิ่งยศเปนราชาอะคร้าว
เรียกนามสมมติราชเจ้า จึ่งตั้งท้าวเจ้าแผ่นดิน
๑๔ สมมติแกล้วตั้งอาทิตย์เดิมกัลป์ สายท่านทรงธรณินทร์เรื่อยหล้า
วันเสาร์วันอังคารวันไอยอาทิ์[10] กลอยแรกตั้งฟ้ากล่าวแช่งผี
๑๕ เชือกบาศด้วยชันรอง ชื่อพระกำปู่เจ้า[11]
ท่านรังผยองมาแขก แรกตั้งขวัญเข้าธูปเทียน
๑๖ เหล็กกล้าหญ้าแพรกบั้นใบตูม เชียรเชียรใบบาตรน้ำ
โอมโอมภูมิเทเวศ สืบค้ำฟ้าเที่ยงเฮยย่ำเฮย
๑๗ ผู้ใดเภทจงคด พาจกจากซึ่งหน้า
ถือขันสรดใบพลูตานเสียด หว้ายชั้นฟ้าคู่แมน
๑๘ มารเฟียดไททศพลช่วยดู ไตรแดนจักอยู่ค้อย[12]
ธรรมมารคปรตเยกช่วยดู ห้าร้อยเฑียรแมนเดียว
๑๙ อเนกถ่องพระสงฆ์ช่วยดู เขียวจรรยายิ่งได้
ขุนหงส์ทองเกล้าสี่ช่วยดู ชรอ่ำฟ้าใต้แผ่นหงาย
๒๐ ฟ้าฟัดพรีใจยังช่วยดู ใจตายตนบใกล้
สี่ปวงผีหาวแห่งช่วยดู พื้นใต้ชื่อกามภูมิ
๒๑ ฟ้าชรแร่งหกคลองช่วยดู ครูมคลองแผ่นช้างเผือก
ผีกลางหาวหารแอ่นช่วยดู เสียงเงือกงูวางขึ้นลง
๒๒ ฟ้ากระแฉ่นเรือนผยองช่วยดู เอาธงเป็นหมอกหว้าย[13]
เจ้าผาดำสามเส้าช่วยดู แสนผีพึงยอมท้าว
๒๓ เจ้าผาดำผาเผือกช่วยดู หันเหย้าวปู่สมิงพราย
เจ้าผาหลวงผากลายช่วยดู
๒๔ ดีร้ายบอกคนจำ ผีพรายผีชรหมื่นดำช่วยดู
กำรูคลื่นเป็นเปลว[14] บซื่อน้ำตัดคอ
๒๕ ตัดคอเร็วให้ขาด บซื่อมล้างออเอาใส่เล้า
บซื่อน้ำหยาดท้องเป็นรุ้ง บซื่อแร้งกาเต้าแตกตา
๒๖ เจาะเพาะพุงใบแบ่ง บซื่อหมาหมีเสือเข่นเขี้ยว
เขี้ยวชาชแวงยายี ยมราชเกี้ยวตาตาวช่วยดู
๒๗ ชื่อทุณพีตัวโตรด ลมฝนฉาวทั่วฟ้าช่วยดู
ฟ้าจรโลดลิวขวาน ขุนกล้าแกล้วขี่ยูงช่วยดู
๒๘ เคล้าฟ้าเคลือกเปลวลาม สิบหน้าเจ้าอสูรช่วยดู
พระรามพระลักษณชวักอร แผนทูลเขาเงือกปล้ำช่วยดู

๒๙ ปล้ำเงี้ยวรอนราญรงค์ ผีดงผีหมื่นถ้ำ ล้ำหมื่นผา มาหนน้ำหนบก ตกนอกขอกฟ้าแมน แดนฟ้าตั้งฟ้าต่อ หล่อหลวงเต้า ทั้งเหง้าภูติพนัสบดี ศรีพรหมรักษ์ยักษ์กุมาร หลายบ้านหลายท่า ล้วนผีห่าผีเหว เร็วยิ่งลมบ้า หน้าเท่าแผง แรงไกยเอาขวัญ[15] ครั้นมาถึงถับเสียงเยียชระแรงชระแรง แฝงข่าวยินเยียรชรรางชรราง รางชางจุบปาก เยียจะเจียวจะเจียว เขี้ยวสรคาน อานมลิ้น เยียละลายละลาย ตราบมีในฟ้าในดิน บินมาเยียพพลุ่ง จุ่งมาสูบเอา เขาผู้บซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถเกียจกาย วายกระทู้ฟาดฟัด ควานแควนมัดศอก หอกดิ้นเด้าเท้าถก หลกเท้าให้ไปมิทันตาย หงายระงมระงม ยมบาลลากไป ไฟนรกปลาบปลิ้นดิ้นพลาง เขาวางเหนืออพิจี ผู้บดีบซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถแก่เจ้า ผู้ผ่านเกล้าอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิศร ราชาธิราช ท่านมีอำนาจมีบุญ คุณอเนกา อันอาศัยร่ม แลอาจข่มชัก หักกิ่งฆ่า อาจถอนด้วยฤทธานุภาพ บาปเบียนตน พันธุ์พวกพ้อง ญาติกามาไสร้ ไขว้ใจจอด ทอดใจรัก ชักเกลอสหาย ตนทั้งหลายมาเพื่อจำทำขบถ ทดโทรห แก่เจ้าตนไสร้ จงเทพยุดา ฝูงนี้ให้ตายในสามวัน อย่าให้ทันในสามเดือน อย่าให้เคลื่อนในสามปี อย่าให้มีสุขสวัสดีเมื่อใด อย่ากินเข้าเพื่อไฟจนตาย

๓๐ จงไปเป็นเปลวปล่อง อย่าอาศัยแก่น้ำจนตาย
น้ำคลองกลอกเป็นพิษ นอนเรือนคำรนคาจนตาย
๓๑ คาบิดเป็นตาวงุ้ม ลืมตาหงายสู่ฟ้าจนตาย
ฟ้ากระทุ่มทับลง ก้มหน้าลงแผ่นดินจนตาย
แล่งแผ่นดินปลงเอาชีพไป สีลองกินไฟต่างง้วน

๓๒ จรเข้ริบเสือฟัด หมีแรดถวัดแสนงขนาย หอกปืนปลายปักครอบ ใครต้องจอบจงตาย งูเงี้ยวพิษทั้งหลายลุ้มฟ้า ตายต่ำหน้ายังดิน นรินทร[16] หยาบหลายหล้า ใครกวินซื่อแท้ผ่านฟ้า ป่าวอวยพร

๓๓ อำนาจแปล้เมือแมนอำมรสิทธิ มีศรีบุญพ่อก่อเศกเหง้า
ยศท้าวตริไตรจักร ใครซื่อเจ้าเติมนาง
๓๔ มิ่งเมืองบุญศักดิ์แพร่ ใครซื่อรางควายทอง
เพิ่มช้างม้าแผ่วัวควาย ใครซื่อฟ้าสองย้าวเร่งยิน
๓๕ เพรงรัตนพรายพรรณยื่น ใครซื่อสินเภตรา
เพิ่มเขาหมื่นมหาไชย ใครซื่อใครรักเจ้าจงยศ
๓๖ กลืนชนมาให้ยืนยิ่ง เทพายศล่มฟ้า
อย่ารู้ว่าอันตราย ได้ใจกล้าดังเพชร

๓๗ ขจายขจรอเนกบุญ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรบรมมหา จักรพรรดิศรราชเรื่อยหล้า สุขผ่านฟ้าเบิกสมบูรณ์พ่อสมบูรณ์



หน้า ๑๕–๒๓ ขึ้นลง



ภาคผนวก


การศึกษาลักษณะคำประพันธ์ของลิลิตโองการแช่งน้ำ




ลักษณะคำประพันธ์ของโคลงห้าในลิลิตโองการแช่งน้ำนี้ มีผู้ศึกษาค้นคว้ากันอยู่หลายท่าน แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยุติว่าลักษณะบังคับเอกโท คณะ วรรคตอน ของโคลงห้าควรจะเป็นเช่นใด

แบบเรียนหนังสือไทยเล่มแรก คือ จินดามณี ได้แสดงตัวอย่างลักษณะของโคลงชนิดต่าง ๆ ไว้ โดยมีโคลงชื่อ "มณฑกคติโคลงห้า" และ โคลง "อย่างโคลงแช่งน้ำพระพัฒน์" ซึ่งมีลักษณะดังนี้[17]


มณฑกคติโคลงห้า


น้ำจะคล้ายคลาดิน ปลาดีนี้กินดี
ม้ำดำน้ำลงดาล ไปกลางน้ำฝากน้ำ
จักจากริลรักมา นกจีนี้จิวจี่
จะนอนนานสั่งชู้ ไว้กับเข้าแก่เข้า


อย่างโคลงแช่งน้ำพระพัฒน์


กาบใจว่าต้นทอง พายผินแผนแต่งส้า
อย่าปองผีเมือเถื่อน รบศึกข้าบาดปืน
จักรพรรดิภูเบศแม้น มนมท
หลานเทพศรีเสาคต แก่นไท้
จตุรรัษฐีกะลาบท สบสารท
พระรามอรรถมวนไว้ แว่นแจ้งใจตรัส
จึ่งจะสอนสยามภาษาพู้น อักษร
ตราประสงค์เกลากลอน เรียบร้อย
ควรเป็นปิ่นอาภรณ์ กระวิกาพย์
ทูลเศียรสนองสร้อย แง่งาม
ท่านเกลากลอนเกลี้ยงราบ เรียงสนธิ์
ตัวไต่ตามสวรพยญชน ถี่ถ้อง
เอาออาทิอนนต์ ยาชาด
ในที่สวรต้องตั้ง แต่งตรา
เอาพยัญชนกอาทิ หอวสาน
ภูลพรรคพรรคานตยา คลาศแคล้ว
ในพรรคแบ่งพรรคคานต์ เป็นภาค
ใช่ที่ควรอย่าแล้ว ใส่ลง
ฯลฯ

จากตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ในสมัยที่แต่งจินดามณีนั้น ผู้แต่งไม่รู้จักชนิดคำประพันธ์ของโคลงในโองการแช่งน้ำ จึงได้รวบรวมตัวอย่างไว้ แล้วให้ชื่อว่า "อย่างโคลงแช่งน้ำพระพัฒน์" และตัวอย่างโคลงบทแรกเพียงบทเดียวมีลักษณะแตกต่างไปจากโคลงอีกสิบบทที่ตามมาซึ่งลักษณะใกล้เคียงโคลงสินธุมาลีและโคลงมหาสินธุมาลีมากกว่า ข้อควรสังเกตประการหนึ่ง คือ ลักษณะร่วมกันของโคลงมณฑกคติโคลงห้าและโคลงอย่างโคลงแช่งน้ำพระพัฒน์ซึ่งมีจำนวนคำวรรคละห้าคำ

เนื่องจากปัญหาดังกล่าว จึงมีนักวรรณคดีหลายท่านศึกษาค้นคว้าและเสนอความเห็นอันแตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ดังต่อไปนี้


๑. พระบรมราชวินิจฉัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว[18]


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณาโองการแช่งน้ำตอนแรก คือ บทที่กล่าวถึงการสร้างโลก และทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า ลักษณะคำประพันธ์เป็นโคลงดั้นจิตรลดากลบท ตามพระราชนิพนธ์ดังนี้

"...ตอนนี้ตามที่เคยได้ยินกล่าวกันมานั้นว่าเป็นโคลง แต่ขาด ๆ พร่อง ๆ อีกนัยหนึ่งว่าไม่ใช่โคลง หากจะเป็นกาพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าได้พิจารณาดูเทียบกับแบบโคลงฉันท์กาพย์กลอนในวรรณพฤติ มาตราพฤติ และกาพยสารวิลาสินีสามแห่งแล้ว เห็นว่า ดูใกล้จะเป็นโคลงดั้น เรียกว่า จิตรลดา ดังมีแบบในกาพยสารวิลาสินีภาณดังนี้

"'พระจันทร์เพงแผ้ว สรัทกาล
ช่วงโชติพรายงาม รุ่งฟ้า
ให้ชนชื่อบานนิตย ทุกหมู่
รัศมีเรืองหล้าแหล่ง เวหา'

"ส่วนข้อที่ถ้อยคำขาดหรือตกไปนั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่า คงจะไม่ตกหาย หากแต่โคลงนั้นเป็นโคลงกลบท..."

แล้วทรงจัดโคลงโองการแช่งน้ำตามความที่ทรงสันนิษฐาน โดยมีบางบทเป็นโคลงสาม และโคลงสามดั้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้

"นานาอเนกน้าว เดิมกัลป์
จักร่ำจักราพาฬ เมื่อไหม้
กล่าวถึงตระวันเจ็ด อันพลุ่ง
อันพลุ่งน้ำแล้งไข้ ขอดหาย
"เจ็ดปลามันพุ่งหล้า เป็นไฟ
วาบจัตุราบาย แผ่นขว้ำ
แผ่นขว้ำชักไตรตรึงษ์ เป็นเผ้า
เป็นเผ้าแลบล้ำ สีลอง"
ฯลฯ
"แลมีค่ำมีวัน กินสาลีเปลือกปล้อน
บมีผู้ต้อนแต่ง บรรณา
"เลือกผู้ยิ่งยศ (า) เป็นราชาอะคร้าว
เรียกนามสมมตราชจ้าว จึงตั้งท้าวเจ้าแผ่นดิน"

ส่วนเนื้อความตอนที่เป็นคำแช่ง และมีลักษณะคำประพันธ์เป็นร่าย ตั้งแต่ "ผู้ใดเภทจงคด พาจกจากซึ่งหน้า" จนถึง "แผนทูลเขาเงือกปล้ำช่วยดู ปล้ำเงี้ยวรอญราญรงค์" ทรงจัดรูปคำประพันธ์ใหม่ให้เข้าสัมผัส และทรงเห็นว่า จะทำให้อ่านได้เนื้อความเข้าใจยิ่งขึ้น ดังนี้

"ผู้ใดเภทจงคด ถือขันสรดตานเสียด มารเฟียดไทยทศพล ช่วยดู ธรรมาระคนปรตเยก ช่วยดู อเนกถ่องพระสงฆ์ ช่วยดู ขุนหงส์ทองเกล้าสี่ ช่วยดู สี่ปวงผีหาวแห่ง ช่วยดู ฟ้าชรแร่งหกคลอง ช่วยดู ผีกลางหาวหารแอ่น ช่วยดู เจ้าผาดำสามเส้า ช่วยดู แสนผีพึงยอมเท้า เจ้าผาดำผาเผือก ช่วยดู พาจกจากซึ่งหน้า หว้ายชั้นฟ้าคู่แมน..."

และตอนสุดท้าย ตั้งแต่ "ผีดงผีหมื่นถ้ำ" ไปจนจบ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า เป็นร่ายโบราณที่ไม่เคร่งครัดเรื่องจำนวนคำในแต่ละวรรค


๒. ความเห็นของ พ.ณ. ประมวญมารค[19]


พ.ณ. ประมวญมารคได้วิเคราะห์ลักษณะคำประพันธ์ของโองการช่างน้ำ โดยมีความเห็นว่า ร่ายสามท่อนแรกเป็นร่ายกาพย์ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

ส่วนต่อมา ตั้งแต่ "นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์" จนถึง "โอมโอมภูมิเทเวศ สืบค้ำฟ้าเที่ยงเฮยย่ำเฮย" พ.ณ. ประมวญมารคได้จักเรียงใหม่ตามแบบโคลง "อย่างแช่งน้ำพระพัฒน์" ในจินดามณี แล้วสรุปว่า โคลงนี้มีอักขรวิธีผิดเพี้ยนตกหล่นมาก คงจะเนื่องจากพราหมณ์พิธีผู้รักษาต้นฉบับไม่รู้ภาษาไทยดีนัก

ตัวอย่างของโคลงที่ พ.ณ. ประมวญมารคจัดไว้ เป็นดังนี้

"นานาอเนกน้าว เดิมกัลป์
จักร่ำจักราพาฬ เมื่อไหม้
กล่าวถึงตระวันเจ็ด อันพลุ่ง
(ตก) (ตก) น้ำแล้งไข้ ขอดหาย
"เจ็ดปลามันพุ่งหล้า เป็นไฟ วาบ (แฮ)
(ตก) จัตุราบาย แผ่นขว้ำ
(ตก) (ตก) ชักไตรตรึงษ์ เป็นเผ้า
(ตก) (ตก) แลบล้ำ สีลอง"
ฯลฯ

ตอนต่อไป ตั้งแต่ "ผู้ใดเภทจงคด พาจกจากซึ่งหน้า" จนถึง "แผนทูลเขาเงือกปล้ำช่วยดู ปล้ำเงี้ยวรอนราญรงค์" เป็นร่ายสั้นเรียงตามสัมผัส คล้ายกับพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และในช่วงสุดท้าย ตั้งแต่ "ผีดงผีหมื่นถ้ำล้ำหมื่นผา" เป็นร่ายเรียงตามลำดับบรรทัดไปจนจบบท และได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า โคลงในโองการแช่งน้ำอาจจะเป็นโคลงดั้นบาทกุญชร


๓. ความเห็นของพระยาอุปกิตศิลปสาร[20]


พระยาอุปกิตศิลปสาร[จ] ได้กล่าวถึงลักษณะโคลงมณฑกคติโคลงห้าว่า มีสี่บาท บาทละห้าคำ เติมสร้อยท้ายบาทได้สองคำทั้งสี่บาท และมีสัมผัสแบบโคลงบาทกุญชร

พระยาอุปกิตศิลปสารได้นำตัวอย่างโองการแช่งน้ำมาจัดรูปเสียใหม่ดังนี้

"นานาอเนกน้าว เดิมกัลป์ (มีสร้อย)
จักร่ำจักราพาฬ เมื่อไหม้ (มีสร้อย)
กล่าวถึงตระวันเจ็ด อันพลุ่ง (มีสร้อย)
น้ำแล้งไข้ขอดหาย
"เจ็ดปลามันพุ่งหล้า เป็นไฟ
วาบจัตุราบาย แผ่นขว้ำ
ชักไตรตรึงษ์เป็นเผ้า แลบล้ำสีลอง"

แต่พระยาอุปกิตศิลปสารก็ยังมีความเห็นว่า โองการแช่งน้ำคงจะมีการคัดลอกตกหล่นและคลาดเคลื่อน บางบทจึงมีเพียงสามวรรค และสัมผัสไม่ตรง บางแห่งวรรคตอนคลาดเคลื่อน ควรนำสร้อยมาไว้ต้นบาทดังนี้

"มารเฟียดไททศพล
ช่วยดูไตรแดนจัก อยู่ค้อย
ธรรมาครปรตเยก
ช่วยดูห้าร้อยเฑียร แมนเดียว
"อเนกถ่องพระสงฆ์
ช่วยดูเขียวจรรยา ยิ่งได้
ขุนหงส์ทองเกล้าสี่
ช่วยดูชรอ่ำฟ้าใต้ แผ่นหงาย"


๔. ความเห็นของจิตร ภูมิศักดิ์[21]


จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักวิชาการซึ่งศึกษาโองการแช่งน้ำทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และวรรณคดี โดยเสนอความเห็นว่า วรรณคดีเรื่องนี้มีความเก่าแก่มาก น่าจะแต่งขึ้นก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเต็มไปด้วยถ้อยคำสำนวนเก่าแบบไทยโบราณ ส่วนลักษณะคำประพันธ์นั้นเป็นร่าย และโคลงห้า ซึ่งมีลักษณะเป็นโคลงดั้นชนิดหนึ่ง เรียกชื่อตามจำนวนคำที่มีบาทละห้าคำ มีการเพิ่มคำลงในหน้าบาทได้ ลดจำนวนวรรคลงเป็นบทละสามหรือสองวรรคได้ โคลงชนิดนี้เคยนิยมแต่งในอาณาจักรลาวล้านช้าง มีวรรณคดีโบราณที่บางส่วนของเรื่องแต่งเป็นโคลงห้า คือ เรื่องท้าวฮุ่งหรือเจือง ตัวอย่างโคลงห้าจากวรรณคดีดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

ขอบน้องเบ่า เสียสัตย์
สารเป็น ที่หมั้น
ดัดดัดถวาย ใจจอด
ชั้นฟ้าพี่ เมือไกล
อยู่เยอ ยอดมิ่งค้อม คำคาด เชียงเครือ
บังบาไท ที่เหง้า
จักเมือพี่ ลาเจ้า
เจ้าช่างอยู่ สองนอน

และตัวอย่างโคลงห้าดัดวรรคเหลือสามวรรคและสองวรรค เช่น

ด้านแม่นถ้อย พอหู
อรชรใจ ต่ำคล้อย
คำน้อยใผ บ่เห็น
จักปากรือ ว่าได้
เยียวท่อไท้ ลือชา

จิตร ภูมิศักดิ์ ได้จัดเรียงโองการแช่งน้ำ โดยศึกษาแบบจากโคลงห้าแบบโคลงลาว แล้วเสนอออกมาเป็นผังและตัวอย่างดังนี้


Khlong ha - chit phumisak - 001.jpg


(สัมผัสแบบโคลงดั้นบาทกุญชร)


"นานา อเนกน้าว เดิมกัลป์
จักร่ำ จักราพาฬ เมื่อไหม้
กล่าวถึง ตระวันเจ็ด อันพลุ่ง
น้ำแล้งไข้ ขอดหาย
"เจ็ดปลา มันพลุ่งหล้า เป็นไฟ
วะวาบ จัตุราบาย แผ่นขว้ำ
ชักไตรตรึงษ์ เป็นเผ้า
แลบล้ำ สีลอง
"สามรรถ ญาณครอบเกล้า ครองพรหม
ฝูงเทพ นองบนปาน เบียดแป้ง
สรลมเต็มพระ สุธาวาส แห่งนั้น
ฟ้าแจ้งจอด นิโรโธ
"พระรามพระลักษณ์ ชวักอร
แผนทูลเขา เงือกปล้ำ ช่วยดู
ปล้ำเงี้ยวรอน ราญรงค์
ผีดง ผีหมื่นถ้ำล้ำ หมื่นผา

"มาหนน้ำหนบก ตกนอกขอกฟ้าแมน แดนฟ้าตั้งฟ้าต่อ หล่อหลวงเต้า ทั้งเหง้าภูติพนัสบดี ศรีพรหมรักษ์ ยักษ์กุมาร หลายบ้านหลายท่า ล้วนผีห่าผีเหว เร็วยิ่งลมบ้า..."


สรุป


ความคิดเห็นของท่านผู้รู้ต่าง ๆ ที่ศึกษาลิลิตโองการแช่งน้ำแล้วปรากฏว่า ข้อที่มีปัญหาขัดแย้งกันมาก คือ ลักษณะคำประพันธ์ บางท่านพยายามศึกษาในลักษณะของโคลงห้า ซึ่งนอกจากโองการแช่งน้ำแล้วก็ไม่มีวรรณคดีเรื่องอื่น ๆ ที่ใช้คำประพันธ์โคลงห้านี้อีกเลย ส่วนบางท่านเห็นว่า โคลงในโองการแช่งน้ำก็คือโคลงสี่บางชนิดนั่นเอง

ในส่วนร่ายนั้น ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า เป็นร่ายโบราณที่ยังไม่เคร่งครัดในฉันทลักษณ์ อย่างไรก็ตาม วรรณคดีไทยยังเป็นศาสตร์ที่เป็นให้ทุกคนที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา ในอนาคตอาจจะมีผู้ค้นพบต้นฉบับโองการแช่งน้ำที่เก่ากว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือมีผู้ศึกษาวิเคราะห์วรรณคดีเรื่องนี้ได้ข้อมูลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่วงการวรรณคดีของชาติเป็นอย่างยิ่ง



หน้า ๕๕๒ ขึ้น






Ong Kan Kha Khong Khurusapha seal - 001.jpg พิมพ์ที่โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว นายสมมาตร์ มีศิลป์ ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๔๐




เชิงอรรถ[แก้ไข]

เชิงอรรถดั้งเดิม[แก้ไข]

  1. สมเด็จกรมดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกอธิบายไว้ในหนังสือ บันทึกสมาคมวรรณคดี พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่า "หนังสือมหาชาติคำหลวงสำนวนเดิม (ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) สูญหายเสียแล้วหลายกัณฑ์ ฉบับที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ เชื่อได้ว่าเป็นสำนวนเดิมแต่กัณฑ์ทศพร"
  2. กฎหมายตราสามดวง เล่ม ๑. พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา. ๒๕๐๕. หน้า ๑๐๔.
  3. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระราชพิธีสิบสองเดือน. พระนคร: สำนักพิมพ์บรรณาคาร. ๒๔๙๕. หน้า ๒๒๗-๒๒๙.
  4. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระราชกรัณยานุสร, "ตอนว่าด้วยพระราชพิธีศรีสัจปานกาล". พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าจอมมารดามรกฎ รัชกาลที่ ๕. พระนคร: โรงพิมพ์ไทย. ๒๔๖๓. หน้า ๖๕-๖๖.
  5. บางฉบับเป็น "ผีรว้าอาธาร" และ "ผิรุอวตาร"
  6. บางฉบับเป็น "ไภยมิตรดา"
  7. บางฉบับเป็น "สามัถยาณพร"
  8. บางฉบับเป็น "ปลาดิ้นดาวเดือนแอ่น"
  9. บางฉบับเป็น "จาวชิมดินแสงหล่น"
  10. บางฉบับเป็น "วันเสาร์วันอังคารวันอัยอาจ"
  11. ในสมุดไทย มีฉบับเดียวเป็น "ชื่อพระกรรมบดีปู่เจ้า" แต่คำว่า "พระกรรมบดี" จะได้สัมผัสกับคำว่า "ผี" ในบทก่อน
  12. บางฉบับเป็น "ไตรแดนจักอยู่ด้วย"
  13. บางฉบับเป็น "เอาธงเป็นหมอกห้อย"
  14. บางฉบับเป็น "กรรมรู้คลื่นเป็นเปลว"
  15. บางฉบับเป็น "แรงไก่เอาขวัญ" มีผู้อธิบายว่า อาจหมายถึงประเพณีของชาวบ้านที่ฆ่าไก่เพื่อการสังเวย
  16. บางฉบับเป็น "อรินทรหยาบหลายหล้า"
  17. จินดามณี เล่ม ๑-๒. พระนคร: สำนักพิมพ์บรรณาคาร. ๒๕๑๔. หน้า ๔๐-๔๓.
  18. "พระราชวินิจฉัยในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง โองการแช่งน้ำ". วารสารศิลปากร, ปีที่ ๗. แพร่พิทยา. ๒๕๐๒. หน้า ๔๖๐-๔๘๖.
  19. "กบเต้นเป็นคำโคลง". กำสรวลศรีปราชญ์-นิราศนรินทร์. รวบรวมโดย พ.ณ. ประมวญมารค. พระนคร: แพร่พิทยา. ๒๕๐๕. หน้า ๔๖๐-๕๘๖.
  20. พระยาอุปกิตศิลปะสาร. หลักภาษาไทย. พระนคร: ไทยวัฒนาพานิช. ๒๕๑๔. หน้า ๔๑๒-๔๑๖.
  21. จิตร ภูมิศักดิ์. โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา. กรุงเทพฯ: ดวงกมล. ๒๕๒๔.

เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

เชิงอรรถ

  "บัดนี้" หมายถึง พ.ศ. ๒๔๖๐

  กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงใช้ถ้อยคำแบบนั้น แต่ในจินดามณีจริง ๆ ใช้ถ้อยคำต่างออกไปว่า (กรมศิลปากร, ๒๕๔๐: ๒๓๒)

"ครั้นเช้าก็หิ้วเช้า ชายป่าเต้าไปตามชาย
ลูกไม้จึ่งครันงาย จำงายราชอดยืน
"เป็นใดจึ่งมาค่ำ อยู่จรหล่ำต่อกลางคืน
เห็นกูนี้โหดหืน มาดูแคลนนี้เพื่อใด"

 ส่วนมหาชาติคำหลวง กัณฑ์มัทรี (กรมศิลปากร, ๒๕๔๐: ๒๓๒) ใช้ถ้อยคำดังนี้ (เขียนสะกดแบบปัจจุบัน)

"ครั้นเช้าก็หิ้วกรันเช้า ชายป่าเต้าไปหาชาย
ลูกไม้บทันงาย จำงายราชอดยืน แม่ฮา
"คิดใดคืนมาค่ำ อยู่จรหล่ำต่อกลางคืน
เพราะเห็นกูโหดหืน แลดูแคลนกูกลใด ดั่งนี้"

  ใน พ.ศ. ๒๕๔๐ กรมศิลปากรตรวจสอบสมุดไทยที่จารลิลิตพระลอไว้ถึงเจ็ดฉบับ พบว่า ไม่มีฉบับใดเลยที่เขียนว่า "จบเสร็จเยาวราชเจ้า บรรจง" ทุกฉบับใช้ว่า "จบเสร็จมหาราชเจ้า บรรจง" นอกจากนี้ มีแต่ฉบับซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงจัดพิมพ์ที่ใช้ว่า "จบเสร็จเยาวราชเจ้า บรรจง" ดังกรมศิลปากรระบุไว้ต่อไปในคำนำนั้น

  ต้นฉบับของกรมศิลปากรว่า

 "อนึ่ง ลูกขุนผู้ใดขาดถือน้ำพระพิพัท โทษถึงตาย ถ้าบอกป่วย คุ้ม ถ้าลูกขุนผู้ถือน้ำพิพัท ห้ามถือแหวนนาก แหวนทอง แลกินเข้า กินปลา กินน้ำยาแลเข้ายาคูก่อนน้ำพระพิพัท ถ้ากินน้ำพระพิพัทจอกหนึ่ง แลยื่นให้แก่กันกิน กินแล้วมิได้ใส่ผม เหลือนั้นล้างเสีย โทษเท่านี้ในระวางกระบถ"

 วิกิซอร์ซได้ตรวจกับฉบับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (กฎหมายตรา ๓ ดวง เล่ม ๑ฯ, ๒๕๔๘: ๗๖) แล้ว พบว่า ของกรมศิลปากรตกหล่นบ้าง จึงแก้ให้เป็นไปตามฉบับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ บทบัญญัตินี้เป็นมาตรา ๕๑ แห่งกฎมณเทิยรบาล

  นิ่ม กาญจนาชีวะ

รายการอ้างอิง
  • กฎหมายตรา ๓ ดวง เล่ม ๑ ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง. (๒๕๔๘). กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ. ISBN 9744096527.
  • กรมศิลปากร. (๒๕๔๐). วรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม ๑. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. ISBN 9744190825.




ขึ้น

PD-icon.svg งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะการคุ้มครองลิขสิทธิ์หมดอายุลงแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่ง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งว่า

"มาตรา ๑๙

  "ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย

  "ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย

  "ถ้าผู้สร้างสรรค์ หรือผู้สร้างสรรค์ร่วม ทุกคนถึงแก่ความตาย ก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

"มาตรา ๒๐

  "งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น โดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝง หรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

Flag of Thailand.svg