คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๗๘ พ.ศ. ๒๔๘๒

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๗๘ พ.ศ. ๒๔๘๒ ระหว่าง กระทรวงการคลัง โจทก์
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จำเลยที่ ๑
กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จำเลยที่ ๒
เรื่อง คำสั่งลงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒
ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๔๘๒

โดย: ศาลอุทธรณ์




คำพิพากษา
ตราครุฑ
คดีดำที่ ๑๙๗ พ.ศ. ๒๔๘๒
คดีแดงที่ ๒๗๘ พ.ศ. ๒๔๘๒

ศาลอุทธรณ์


วันที่ ๒๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒


ความแพ่ง



{{{3}}}px กระทรวงการคลัง โจทก์
{{{3}}}px
ในระหว่าง {{{3}}}px
{{{3}}}px สมเด็จพระปกเกล้าฯ   ที่ ๑ จำเลย
{{{3}}}px สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี   ที่ ๒


คำสั่งลงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒



ผู้พิพากษาซึ่งมีนามต่อไปข้างท้ายนี้ได้พร้อมกันตรวจสำนวนคดีเรื่องนี้แล้วจึ่งพิพากษาเด็ดขาดดั่งจะกล่าวต่อไปนี้

คดีนี้ โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ มีใจความว่า จำเลยได้โอนทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลย โจทก์จึ่งฟ้องเรียกเงินรวมทั้งดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง เป็นเงินหกล้านสองแสนเจ็ดหมื่นสองพันเจ็ดร้อยสิบสองบาท เก้าสิบสามสตางค์

ในวันเดียวกันนั้นเอง โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยได้ทั้งหมด รวมทั้งทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลยด้วย และโดยที่กรณีมีเหตุฉุกเฉิน จึ่งขอให้ศาลมีคำสั่งจัดให้มีวิธีคุ้มครองตามคำขอโดยไม่ชักช้า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๒ และ ๒๖๗

ศาลแพ่งได้ทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งในวันนั้นเอง ให้ยกคำร้องของโจทก์เสีย คำสั่งนี้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๗

ในวันที่ ๒๐ เดือนเดียวกัน โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอใหม่ตามความในมาตรา ๒๖๗ วรรค ๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ในคำร้องฉบับหลังนี้ โจทก์คงขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยได้ทั้งหมด รวมทั้งทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลยด้วย เช่นเดียวกับคำขอในคำร้องฉบับแรก โดยอ้างเหตุว่า เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ จำเลยที่ ๑ ได้โอนขายที่ดินโฉนดที่ ๕๕๓๒ ของจำเลยที่ ๑ ให้แก่หม่อมเจ้ารัตยากรวิสุทธิ์ไปเป็นเงินห้าพันบาท และในวันที่ ๑๒ เดือนเดียวกัน จำเลยที่ ๑ ได้ให้ผู้แทนมาขอต่อเจ้าพนักงานทะเบียนที่ดินและโลหกิจ จังหวัดพระนครและธนบุรี เพื่อนำนิติกรรมโอนขายที่ดินอีกแปดแปลงตามบัญชีท้ายคำร้องให้แก่หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล เป็นราคาหนึ่งแสนสองหมื่นแปดพันสามร้อยยี่สิบบาท การกระทำของจำเลยที่ ๑ ดั่งกล่าวมานี้เป็นการที่จำเลยตั้งใจจะโอนขายทรัพย์สินของจำเลยไปให้พ้นอำนาจศาลซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลยและเพื่อฉ้อโกงโจทก์ และนอกจากนั้น ตัวจำเลยอยู่นอกอำนาจศาลด้วย

ศาลแพ่งได้ไต่สวนคำร้องฉบับนี้แล้วมีคำสั่งให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อมา

คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาแล้ว

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๕ การที่ศาลจะอนุญาตตามคำขอของโจทก์ ศาลจะต้องพอใจจากพยานที่โจทก์นำมาสืบหรือที่ศาลได้เรียกมาสืบว่า

(๑)   คำฟ้องที่ผู้ขอยื่นและในโอกาสที่ยื่นคำขอนั้นมีเหตุสมควร และ

(๒)   มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ กล่าวคือ

(๒)   (ก)   จำเลยตั้งใจจะโอนขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของตนเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือยักย้ายไปเสียให้พ้นจากอำนาจศาล เพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับอย่างใดซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลย หรือเพื่อจะฉ้อโกงโจทก์ หรือ

(๒)   (ข)   มีเหตุอื่นใดในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น ตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร

ในข้อ (๑) นั้น โจทก์ได้นำหลวงกาจสงคราม[1] ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานในคณะกรรมการตรวจรับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เมื่อประมาณห้าเดือนมานี้ และหลวงดำริอิศรานุวรรต[2] ซึ่งเป็นกรรมการร่วมอยู่ในขณะนี้ และเป็นประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีหน้าที่ตรวจบัญชีของสำนักงานพระคลังข้างที่ มาเบิกความเป็นพยาน ได้ความว่า ในการตรวจรับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ปรากฏตามบัญชีว่า จำเลยได้โอนทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยเป็นจำนวนดั่งที่โจทก์กล่าวไว้ในฟ้อง การที่พยานยืนยันว่าเป็นทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ก็โดยพยานตรวจทราบจากบัญชีของสำนักงานพระคลังข้างที่ เพราะมีการแยกบัญชีไว้เป็นสองประเภท คือ ประเภทหนึ่ง ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ อีกประเภทหนึ่ง ทรัพย์สินส่วนพระองค์ เงินที่จ่ายและโอนไปนั้นจ่ายและโอนไปจากบัญชีทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น

อนึ่ง หลวงกาจสงครามได้เบิกความด้วยว่า ได้ตรวจพบเอกสารซึ่งจำเลยที่ ๑ สั่งให้กรมพระกำแพงเพ็ชรฯ[3] เสนอโครงการส่งเงินทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ไปต่างประเทศ โครงการที่เสนอมานั้นมีหลายวิธี การประกันชีวิตเป็นวิธีหนึ่งในโครงการที่เสนอ และจำเลยได้จ่ายเงินทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ไปในการประกันชีวิตของจำเลยกับบริษัทที่อยู่ในต่างประเทศ การส่งเงินไปประกันชีวิตนั้นเป็นเวลาติด ๆ กับที่กรมพระกำแพงเพ็ชร์ฯ เสนอโครงการ

ศาลแพ่งเห็นว่า ตามคำพยานโจทก์ดั่งกล่าวนี้ คดียังไม่พอฟังเป็นมูลได้ว่า จำเลยได้โอนและจ่ายเงินทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลย พอแก่การที่จะออกคำสั่งก่อนคำพิพากษาให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยตามคำขอของโจทก์ เพราะโจทก์มิได้นำบัญชีแม้แต่แผ่นเดียวหรือหนังสือสั่งการของจำเลยที่ ๑ แม้แต่ชิ้นเดียวมาแสดง พยานสองปากนี้ทราบเป็นข้อเท็จจริงมาได้ก็โดยตรวจพบจากเอกสารต่าง ๆ จึ่งมีค่าเสมือนพยานบอกเล่า โจทก์หาได้นำพยานที่รู้เรื่องเดิมแม้แต่ปากเดียวมาสืบประกอบไม่

ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วยกับความเห็นนี้ บทบัญญัติในมาตรา ๒๕๕ อนุมาตรา (๑) มีแต่เพียงว่า คำฟ้องที่ผู้ขอยื่นและในโอกาสที่ยื่นคำขอนั้นมีเหตุสมควรเท่านั้น กฎหมายไม่ประสงค์ถึงกับว่า ศาลต้องพอใจจากพยานที่โจทก์นำมาสืบหรือที่ศาลได้เรียกมาสืบว่า คดีของโจทก์มีพยานหลักฐานมั่นคง เมื่อฟังได้ว่า คดีของโจทก์มีเค้ามูลควรเชื่อว่าเป็นความจริงก็เพียงพอแล้ว ยิ่งในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ศาลอาจมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ก่อนคำพิพากษาโดยเพียงแต่ฟังจากคำแถลงของโจทก์เท่านั้น ดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๗ วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ในเรื่องนี้ โจทก์ได้นำหลวงการสงครามและหลวงดำริอิศรานุวรรตซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ราชการดั่งกล่าวแล้วมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยได้โอนทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยดั่งคำฟ้องของโจทก์ นับว่า โจทก์ได้นำพยานมาสืบเป็นที่พอใจของศาลแล้ว ตามมาตรา ๒๕๕ อนุมาตรา (๑)

ในข้อ (๒) นั้น โจทก์ได้นำหลวงสารสินทะเบียนสิษฐ์ นายวินิต นาวิกบุตร์ และนายเฉลียว ปทุมรส มาเบิกความฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ จำเลยที่ ๑ ได้โอนขายที่ดินตำบลสวนดุสิตหนึ่งแปลงให้แก่หม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ เป็นราคาห้าพันบาท ครั้นวันที่ ๑๒ เดือนเดียวกัน ผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ได้มาขอทำนิติกรรม ณ หอทะเบียนที่ดินเพื่อขายที่ดินอีกแปดแปลง ราคาหนึ่งแสนสองหมื่นแปดพันสามร้อยยี่สิบบาท ให้แก่บุคคลคนเดียว คือ หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล ที่ดินรายแรกที่จำเลยขายให้แก่หม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ์นั้น ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ หม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ ได้โอนขายให้แก่หม่อมเจ้าหญิงอุไรวรรณ ทองใหญ่ เป็นราคาสี่พันบาท หม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ และหม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล มิใช่เป็นคนอื่นไกล แต่เป็นคนที่อยู่ในวังศุโขทัยซึ่งเคยเป็นที่ประทับของจำเลยและในบัดนี้อยู่ในความครอบครองของจำเลย และบุคคลทั้งสองนี้เป็นผู้ที่จำเลยที่ ๑ เคยอุปการะมา นอกจากนั้น หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล ก็เป็นน้องชายของหม่อมเจ้าอุปลีสาณ ชุมพล ซึ่งเป็นตัวแทนจัดการทรัพย์สมบัติของจำเลยที่ ๑ ด้วย อนึ่ง หม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ ไม่มีฐานะพอที่จะซื้อที่ดินราคาตั้งห้าพันบาทได้

ศาลแพ่งเห็นว่า ไม่มีเหตุผลจะฟังได้ว่า จำเลยตั้งใจจะโอนขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยไปให้พ้นอำนาจศาลซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลยและเพื่อฉ้อโกงโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ได้สืบว่า จำเลยรู้ถึงการเรียกทรัพย์สินเหล่านั้นคืน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำธรรมดาของบุคคลในการดำเนินอาชีพ และฐานะหม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ ก็ดี การที่หม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ ได้โอนที่ดินที่ได้รับซื้อไว้ต่อไปก็ดี เป็นเรื่องส่วนตัวของหม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ ไม่ปรากฏว่า จำเลยได้รู้เห็นด้วยอย่างไร ทั้งเป็นจำนวนเงินที่น้อยเมื่อเทียบกับทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องและทรัพย์สินที่จำเลยมีอยู่

ความเห็นของศาลแพ่งในข้อนี้ ศาลอุทธรณ์ก็ไม่เห็นพ้องด้วยอีก เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตามที่โจทก์ได้นำพยานมาสืบประกอบกันเข้าแล้ว จะเห็นได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเป็นที่เสียหายแก่โจทก์ อันเป็นเนื้อแท้ของบทบัญญัติในมาตรา ๒๕๕ (๒) (ก) ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น การที่หม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ อาศัยอยู่ในวังศุโขทัยก็ดี ได้เคยรับความอุปการะจากจำเลยก็ดี ตลอดจนไม่มีฐานะพอที่จะซื้อที่ดินราคาตั้งห้าพันบาทได้นั้น ส่อให้เห็นว่า จำเลยไม่ได้กระทำไปอย่างธรรมดาของบุคคลในการดำเนินอาชีพ ยิ่งกว่านี้ ต่อมาอีกเพียงสี่วัน หม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ ได้โอนขายที่รายนั้นให้แก่หม่อมเจ้าหญิงอุไรวรรณ ทองใหญ่ ไปเพียงราคาสี่พันบาท ยอดขาดทุนถึงหนึ่งพันบาทชั่วเวลาสี่วัน ในแง่กฎหมาย การที่หม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ โอนขายที่รายนั้นไปอีกต่อหนึ่งเช่นนี้ อาจเป็นผลให้โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้จำเลยเสื่อมเสียสิทธิยิ่งขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘ การที่จะหาพยานหลักฐานโดยตรงมาแสดงให้ศาลเห็นว่า จำเลยได้รู้เห็นด้วยกับหม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ ถ้าไม่พ้นวิสัยก็เห็นจะไม่ง่ายนัก แต่ศาลย่อมสันนิษฐานเอาได้ตามพฤติการณ์นั้น

นอกจากนี้ โจทก์ยังได้นำสืบอีกว่า เมื่อได้โอนขายที่ดินให้หม่อมเจ้ารัตยากร วิสุทธิ แล้ว ต่อมาอีกสองวัน ผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ยังได้มาขอทำนิติกรรม ณ หอทะเบียนที่ดินเพื่อโอนขายที่ดินอีกแปดแปลง ราคาหนึ่งแสนสองหมื่นแปดพันสามร้อยยี่สิบบาท ให้แก่หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล ซึ่งเป็นคนอยู่ในวังศุโขทัยนั้นเอง และเป็นน้องชายหม่อมเจ้าอุปลีสาณ ชุมพล ซึ่งเป็นตัวแทนจัดการทรัพย์สมบัติของจำเลยที่ ๑

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ได้สืบเป็นที่พอใจของศาลในข้อนี้แล้ว อันที่จริง เพียงแต่สืบว่า จำเลยตั้งใจจะโอนขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยก็พอกับที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๕ (๒) (ก) ที่กล่าวมาแล้ว แต่ในคดีนี้ โจทก์ได้สืบไปถึงว่า จำเลยได้โอนขายไปเสียซ้ำไป และเมื่อตั้งใจจะโอนขายหรือจำหน่ายเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับอย่างใดซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลยหรือเพื่อจะฉ้อโกงโจทก์แม้เพียงเล็กน้อยเท่าใด ก็ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายที่กล่าวแล้ว

อย่างไรก็ดี บทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๓ ได้ระวังความเสียหายของจำเลยอยู่แล้ว ฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น จึ่งพิพากษากลับคำสั่งศาลแพ่ง ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องเรียกเงินจากจำเลยถึงหกล้านสองแสนเจ็ดหมื่นสองพันเจ็ดร้อยสิบสองบาท เก้าสิบสามสตางค์ แต่ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ เท่าที่โจทก์ได้สอบสวนมานั้น ตามบัญชีปรากฏว่า มีราคาต่ำกว่าจำนวนที่โจทก์ฟ้อง จึ่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งไว้ก่อนพิพากษา รวมจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลยตามความในมาตรา ๒๕๔ อนุมาตรา (๑) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และโดยเหตุที่โจทก์เป็นองค์การส่วนใหญ่ในระเบียบราชการบริหารของประเทศ จึ่งไม่จำเป็นที่จะสั่งให้โจทก์นำเงินมาวางศาลเพื่อเป็นประกันสำหรับค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยอาจได้รับก่อนศาลจะออกหมายยึดหรืออายัด ค่าธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ผู้แพ้คดีในที่สุดเสีย



มนูเวทย์วิมลนาถ[4]


พิจารณาปรีชามาตย์


เลขวณิชธรรมวิทักษ์[5]






การติดต่อกับสำนักงานจัดการผลประโยชน์ของสมเด็จพระปกเกล้า





เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของสมเด็จพระปกเกล้าฯ และพระนางเจ้ารำไพพรรณี จำเลยทั้งสอง ทั้งหมดไว้ก่อนคำพิพากษา รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลยแล้ว

จึ่งขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่า บัดนี้ สำนักงานจัดการผลประโยชน์ของสมเด็จพระปกเกล้าฯ คงดำเนินการไปตามเดิมภายใต้ความควบคุมของคณะกรรมการตรวจรับทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ เจ้าหน้าที่แห่งสำนักงานจัดการผลประโยชน์นี้ก็คือเจ้าหน้าที่เดิมนั้นเอง ฉะนั้น ขอให้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานนี้มาชำระหนี้สินและติดต่อตามเคย



สำนักงานจัดการผลประโยชน์สมเด็จพระปกเกล้าฯ

วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๔๘๒



สำนักงานโฆษณาการ
๒๕ สิงหาคม ๒๔๘๒



เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. พลอากาศโท หลวงกาจสงคราม (กาจ กาจสงคราม)
  2. หลวงดำริอิศรานุวรรค (หม่อมหลวงดำริ อิศรางกูร ณ อยุธยา)
  3. พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน
  4. พระมนูเวทย์วิมลนาถ (เบี๋ยน สุมาวงศ์)
  5. พระยาเลขวณิชธรรมวิทักษ์มนูญประจักษ์ภักดีสภา (เหยียน เลขะวนิช)




ขึ้น

PD-icon.svg งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ ตามมาตรา ๗ แห่ง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ เนื่องจากงานนี้เป็น
  • (๑) ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
  • (๒) รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
  • (๓) ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
  • (๔) คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
  • (๕) คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (๑) ถึง (๔) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น
Thai government Garuda emblem (Version 2).svg