สนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นฯ ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2483

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา


ตราพระบรมราชโองการ
ใช้สนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น
ว่าด้วยการจำเริญสัมพันธไมตรีและต่างเคารพ
บูรณภาพและอาณาเขตแห่งกันและกัน

มีพระบรมราชโองการให้ประกาศทราบทั่วกันว่า

โดยที่สัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ว่าด้วยการจำเริญสัมพันธไมตรีและต่างเคารพบูรณภาพอาณาเขตต์แห่งกันและกัน ซึ่งได้ลงนามกัน ณะ กรุงโตกิโอ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๓ มีบทในข้อ ๕ ว่า ให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันแลกเปลี่ยนสัตยาบันเป็นต้นไป และ

โดยที่พระราชสัตยาบันของทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนกัน ณะ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓

ฉะนั้น สนธิสัญญานี้จึ่งเป็นอันใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓ เป็นต้นไป

ประกาศมาณะวันที่ ๒๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓ เป็นปีที่ ๗ ในรัชชกาลปัจจุบัน


  • ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
  • พิบูลสงคราม
  • นายกรัฐมนตรี



สนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น
ว่าด้วยการจำเริญสัมพันธไมตรีและ
ต่างเคารพบูรณภาพอาณาเขตต์
แห่งกันและกัน

สมเด็จพระราชาธิบดีพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย และสมเด็จพระราชาธิบดีพระจักรพรรดิ์แห่งประเทศญี่ปุ่น

มีพระราชประสงค์จริงจังเท่าเทียมกันในอันจะยืนยันและยังความผูกมิตรภาพซึ่งมีสืบเนื่องมาในระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นให้แข็งแรงยิ่งขึ้น และ

ทรงตระหนักว่า สันติภาพและเสถียรภาพแห่งเอเชียตวันออกเป็นกิจเกี่ยวข้องร่วมกันแห่งรัฐทั้งสอง

จึ่งได้ทรงตกลงทำสนธิสัญญา และเพื่อการนี้ ได้ทรงตั้งผู้มีอำนาจเต็ม คือ

ฝ่ายสมเด็จพระราชาธิบดีพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย

พระยาศรีเสนา ประถมาภรณ์มงกุฎไทย อัครราชทูตประจำพระราชสำนักสมเด็จพระราชาธิบดีพระจักรพรรดิ์แห่งประเทศญี่ปุ่น

ฝ่ายสมเด็จพระราชาธิบดีพระจักรพรรดิ์แห่งประเทศญี่ปุ่น

ฮาชิโร อารีตา สโยซันมิ กยอกุยิตซึ ชั้นหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสมเด็จพระราชาธิบดีพระจักรพรรดิ์

ผู้ซึ่ง เมื่อได้ส่งหนังสือมอบอำนาจเต็มของแต่ละฝ่ายให้แก่กันและกัน และได้ตรวจเห็นว่า เป็นไปตามแบบที่ดีและถูกต้องแล้ว ได้ทำความตกลงกันเป็นข้อ ๆ ดั่งต่อไปนี้

อัครภาคีผู้ทำสัญญานี้ต่างจะเคารพบูรณภาพอาณาเขตต์แห่งกันและกัน และในที่นี้ ยืนยันสันติภาพเป็นนิจและมิตรภาพเป็นนิรันดรที่มีอยู่ระหว่างกัน

อัครภาคีผู้ทำสัญญานี้ต่างจะรักษาไว้ซึ่งการติดต่อกันฉันมิตร เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร และปรึกษาหารือกันในปัญหาข้อหนึ่งข้อใด เกี่ยวกับผลประโยชน์ร่วมกันอันจะพึงมีขึ้น

ในกรณีที่อัครภาคีผู้ทำสัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกอานุภาพภายนอกใด ๆ จะเป็นประเทศเดียวหรือหลายประเทศ โจมตี ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งรับรองว่า จะไม่ไห้ความช่วยหรือความช่วยเหลือแก่อานุภาพที่กล่าวนั้นเป็นการปฏิปักษ์ต่อภาคีฝ่ายที่ถูกโจมตี

สนธิสัญญานี้จะได้รับสัตยาบัน และได้แลกเปลี่ยนสัตยาบันกัน ณะ กรุงเทพฯ โดยเร็วที่สุดที่จะเป็นไปได้

สนธิสัญญานี้ให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันแลกเปลี่ยนสัตยาบันเป็นต้นไป และให้คงใช้อยู่เป็นกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่ว่านั้น

ในกรณีที่อัครภาคีผู้ทำสัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้บอกกล่าวเจตนาที่จะเลิกสนธิสัญญาแก่อีกฝ่ายหนึ่งหกเดือนก่อนสิ้นกำหนดเวลาห้าปีดังกล่าวแล้ว สนธิสัญญานี้จะคงใช้อยู่ต่อไปจนกว่าจะสิ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้ให้คำบอกกล่าวเช่นว่านั้น

เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มของแต่ละฝ่ายได้ลงนามและประทับตราสนธิสัญญานี้ไว้เป็นสำคัญ

ทำคู่กันสองฉบับ ณะ กรุงโตกิโอ เมื่อวันที่สิบสอง เดือนที่สาม พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยแปดสิบสาม ตรงกับวันที่สิบสอง เดือนที่หก ปีสโยวาที่สิบห้า และวันที่สิบสอง มิถุนายน คริสตศักราชพันเก้าร้อยสี่สิบ


(ลงนามและประทับตรา) พระยาศรีเสนา
(ลงนามและประทับตรา) ฮาชิโร อารีตา

บรรณานุกรม[แก้ไข]

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะมีลักษณะตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(1)   ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(2)   รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(3)   ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(4)   คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(5)   คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น"