พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

สารบัญ[แก้ไข]



พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕
คำปรารภ
วรรค    กรณีทั่วไป
วรรค    กรณีกษัตริย์ไม่ลงนาม
สมัยที่ ๑
สมัยที่ ๒
ผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑
ผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒
สมัยที่ ๓
วรรค    ผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑ และ ๒
วรรค    ผู้แทนราษฎรในสมัยที่ ๓
วรรค    เวรตำแหน่งผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑
วรรค    การเลือกผู้แทนราษฎรคนใหม่เมื่อคนเดิมออกจากตำแหน่งตามเวร
วรรค    คุณสมบัติของราษฎรที่มีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนหมู่บ้าน
วรรค    คุณสมบัติของผู้แทนหมู่บ้านและผู้แทนตำบล
วรรค    ประชุมปรกติ
วรรค    ประชุมพิเศษ
วรรค    การตั้ง
วรรค    อำนาจและเอกสิทธิ์
วรรค    องค์ประชุม
วรรค    ความรับผิดชอบของเสนาบดี
วรรค    บทควบคุมการกระทำของเสนาบดี
วรรค    ขาดคุณสมบัติ ตาย
วรรค    สภาผู้แทนราษฎรหมดอายุ
วรรค    การเจรจาการเมืองกับต่างประเทศ
วรรค    สิทธิของกษัตริย์ที่จะได้ทราบการเจรจา
วรรค    การให้สัตยาบันแก่สัญญาทางพระราชไมตรี
วันประกาศ วันเริ่มใช้บังคับ
พระบรมนามาภิธัย


พระราชบัญญัติ[แก้ไข]



ตราพระบรมราชโองการ
พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว
พุทธศักราช ๒๔๗๕



พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า

โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และ

โดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร

จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยมาตราต่อไปนี้




 มาตรา    

 มาตรา    

  กษัตริย์
  สภาผู้แทนราษฎร
  คณะกรรมการราษฎร
  ศาล




 มาตรา    

 มาตรา    

 มาตรา    

 มาตรา    

 มาตรา    






 มาตรา    

 (ถ้ากษัตริย์มิได้ประกาศให้ใช้พระราชบัญญัตินั้นภายในกำหนด ๗ วันนับแต่วันที่ได้รับพระราชบัญญัตินั้นจากสภา โดยแสดงเหตุผลที่ไม่ยอมทรงลงพระนาม ก็มีอำนาจส่งพระราชบัญญัตินั้นคืนมายังสภา เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ถ้าสภาลงมติยืนตามมติเดิม กษัตริย์ไม่เห็นพ้องด้วย สภามีอำนาจออกประกาศพระราชบัญญัตินั้นใช้บังคับเป็นกฎหมายได้)  

 มาตรา    




 มาตรา   ๑๐  

สมัยที่ ๑

นับแต่วันใช้ธรรมนูญนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะถึงเวลาที่สมาชิกในสมัยที่ ๒ จะเข้ารับตำแหน่ง ให้คณะราษฎร ซึ่งมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจแทน จัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นเป็นจำนวน ๗๐ นายเป็นสมาชิกในสภา

สมัยที่ ๒

ภายในเวลา ๖ เดือน หรือจนกว่าการจัดประเทศเป็นปกติเรียบร้อย สมาชิกในสภาจะต้องมีบุคคล ๒ ประเภททำกิจการร่วมกัน คือ

ประเภทที่ ๑   ผู้แทนซึ่งราษฎรจะได้เลือกขึ้นจังหวัดละ ๑ นาย ถ้าจังหวัดใดมีสมาชิกเกินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ให้จังหวัดนั้นเลือกผู้แทนเพิ่มขึ้นอีก ๑ นายทุก ๆ ๑๐๐,๐๐๐ นั้น เศษของ ๑๐๐,๐๐๐ ถ้าเกินกว่าครึ่ง ให้นับเพิ่มขึ้นอีก ๑

ประเภทที่ ๒   ผู้เป็นสมาชิกอยู่แล้วในสมัยที่ ๑ มีจำนวนเท่ากับสมาชิกประเภทที่ ๑ ถ้าจำนวนเกิน ให้เลือกกันเองว่า ผู้ใดจะคงเป็นสมาชิกต่อไป ถ้าจำนวนขาด ให้ผู้ที่มีตัวอยู่เลือกบุคคลใด ๆ เข้าแทนจนครบ

สมัยที่ ๓

เมื่อจำนวนราษฎรทั่วพระราชอาณาเขตต์ได้สอบไล่วิชชาปถมศึกษาได้เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่ง และอย่างช้าต้องไม่เกิน ๑๐ ปีนับแต่วันใช้ธรรมนูญนี้ สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นผู้ที่ราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นเองทั้งสิ้น สมาชิกประเภทที่ ๒ เป็นอันไม่มีอีกต่อไป

 มาตรา   ๑๑  

  สอบไล่วิชชาการเมืองได้ตามหลักสูตร์ซึ่งสภาจะได้ตั้งขึ้นไว้
  มีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์
  ไม่เป็นผู้ไร้หรือเสมือนไร้ความสามารถ
  ไม่ถูกศาลพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิในการรับเลือก
  ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมาย
  ฉะเพาะผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้แทนประเภทที่ ๑ ในสมัยที่ ๒ จะต้องได้รับความเห็นชอบของสมาชิกในสมัยที่ ๑ เสียก่อนว่า เป็นผู้ที่ไม่ควรสงสัยว่า จะนำมาซึ่งความไม่เรียบร้อย

 มาตรา   ๑๒  

๑.   ราษฎรในหมู่บ้านเลือกผู้แทนเพื่อออกเสียงตั้งผู้แทนตำบล
๒.   ผู้แทนหมู่บ้านเลือกผู้แทนตำบล
๓.   ผู้แทนตำบลเป็นผู้เลือกตั้งสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร

 (การเลือกตั้งสมาชิกในสมัยที่ ๓ จะมีกฎหมายบัญญัติภายหลัง โดยจะดำเนิรวิธีการที่ให้สมาชิกได้เลือกตั้งผู้แทนในสภาโดยตรง)  

 มาตรา   ๑๓  

 (ถ้าตำแหน่งผู้แทนว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามเวร ให้สมาชิกเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นใหม่ให้เต็มที่ว่าง แต่ผู้แทนใหม่มีเวลาอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาที่ผู้ออกไปนั้นชอบที่จะอยู่ได้)  

 มาตรา   ๑๔  

๑.   มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์
๒.   ไม่เป็นผู้ไร้หรือเสมือนไร้ความสามารถ
๓.   ไม่ถูกศาลพิพากษาให้เสียสิทธิในการออกเสียง
๔.   ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมาย

 (คุณสมบัติของผู้แทนหมู่บ้านและผู้แทนตำบล ให้เป็นไปเหมือนดั่งมาตรา ๑๑)  

 มาตรา   ๑๕  

 มาตรา   ๑๖  

 มาตรา   ๑๗  




 มาตรา   ๑๘  

 มาตรา   ๑๙  

 มาตรา   ๒๐  

 มาตรา   ๒๑  

 (การประชุมพิเศษจะมีได้ต่อเมื่อสมาชิกมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่า ๑๕ คนได้ร้องขอ หรือคณะกรรมการราษฎรได้ร้องขอให้เรียกประชุม การนัดประชุมพิเศษ ประธานหรือผู้ทำการแทนประธานเป็นผู้สั่งนัด)  

 มาตรา   ๒๒  

 มาตรา   ๒๓  

 มาตรา   ๒๔  

 มาตรา   ๒๕  

 มาตรา   ๒๖  

 (อนุกรรมการมีอำนาจเชิญบุคคลใด ๆ มาชี้แจงแสดงความเห็นได้ อนุกรรมการและผู้ที่เชิญมาได้รับสิทธิในการแสดงความเห็นตามมาตรา ๒๔)  

 (ในการประชุมอนุกรรมการนั้น ต้องมีอนุกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า ๓ นาย จึ่งจะเป็นองค์ประชุมปรึกษาการได้ เว้นแต่อนุกรรมการนั้นจะมีจำนวนตั้งขึ้นเพียง ๓ คน เมื่อมาประชุมแต่ ๒ คน ก็ให้นับว่า เป็นองค์ประชุมได้)  

 มาตรา   ๒๗  






 มาตรา   ๒๘  

 มาตรา   ๒๙  

 มาตรา   ๓๐  

 มาตรา   ๓๑  

 (สิ่งใดซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อคำสั่งหรือระเบียบการของคณะกรรมการราษฎร หรือกระทำไปโดยธรรมนูญไม่อนุญาตให้ทำได้ ให้ถือว่า การนั้นเป็นโมฆะ)  




 มาตรา   ๓๒  

 มาตรา   ๓๓  

 มาตรา   ๓๔  

 (ในเมื่อสภาได้เลือกตั้งกรรมการแล้ว สภาชุดนั้นหมดกำหนดอายุตำแหน่งเมื่อใด ให้ถือว่า กรรมการชุดนั้นย่อมหมดกำหนดอายุตำแหน่งด้วย)  

 มาตรา   ๓๕  

 มาตรา   ๓๖  

 (การเจรจาได้ดำเนิรไปประการใด ให้กรรมการรายงานกราบบังคมทูลกษัตริย์ทรงทราบ)  

 (การให้สัตยาบันสัญญาทางพระราชไมตรี เป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์ แต่จะทรงใช้พระราชอำนาจนี้ตามคำแนะนำของกรรมการราษฎร)  

 มาตรา   ๓๗  




 มาตรา   ๓๘  




 มาตรา   ๓๙  

ประกาศมา ณ วันที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ และให้ใช้บังคับได้แต่บัดนี้เป็นต้นไป


(พระบรมนามาภิธัย) ประชาธิปก ป.ร.


บรรณานุกรม[แก้ไข]

สัญญาอนุญาต[แก้ไข]

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะมีลักษณะตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา ๗ สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(๑)   ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(๒)   รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(๓)   ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(๔)   คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(๕)   คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (๑) ถึง (๔) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น"