พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความมีโทษสำหรับใช้ไปพลางก่อน รัตนโกสินทรศก ๑๑๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ลง


อารัมภบท
หมวดที่ ๑ ว่าด้วยลักษณะไต่สวนก่อนเวลาพิจารณา
  ห้ามไม่ให้จับกุมกักขังโดยไม่มีหมายจับ ยกเสียแต่จับกุมกำลังทำผิด
  คนต้องจับกุมมาถึงที่ขังแล้ว ต้องจดบาญชีตามเหตุที่ต้องจับนั้น
  ต้องไต่สวนใน ๔๘ ชั่วโมงตั้งแต่จับตัวมา ถ้าไปด้วยเหตุใด ต้องจดหมายไว้ตามเหตุนั้น
  ให้ไต่สวนพิเคราะห์ดูตามถ้อยคำที่สาบานเป็นหลักฐานว่าเป็นพิรุธฤๅไม่
  คู่ความซักพยานได้
  ให้ผู้พิพากษามีคำสั่งตามคำพยานชั้นต้นที่พิรุธฤๅไม่
หมวดที่ ๒ ว่าด้วยการชำระเป็นความแผ่นดิน
  ความหลวงไม่มีโจทก์ ให้ชำระเป็นความแผ่นดินตามคำพยาน
  ให้เจ้าพนักงานกองตระเวนแลกองไต่สวนช่วยเสาะหาพยานให้ชำระ
หมวดที่ ๓ ว่าด้วยลักษณะพิจารณา
  คู่ความแต่งทนายช่วยว่าความได้
๑๐   ถึงกำหนดชำระ โจทก์ไม่มา ก็ให้ยกฟ้องเสียเว้นแต่มีเหตุที่ควรเลื่อนเวลาชำระต่อไป
๑๑   โจทก์หาจำเลยให้การรับแล้ว ให้ตัดสินลงโทษ
๑๒   ถ้าจำเลยไม่รับ ให้ศาลซักไซ้จำเลยแลพยานทั้งสองฝ่าย
๑๓   จำเลยให้การแก้ได้เต็มที่ แลซักถามพยานได้
๑๔   พยานต้องให้การเรียงตัวกันโดยลำดับตามที่ศาลจะบังคับ
๑๕   วิธีสืบพยาน ใช้ตามพระราชบัญญัติลักษณะพยาน ร.ศ. ๑๑๓
๑๖   คู่ความจะขอให้พยานให้การอีกครั้งหนึ่ง ฤๅให้พยานไปจากศาล ศาลก็สั่งได้
๑๗   ให้ศาลพิเคราะห์ดูว่า ควรพิจารณาข้อหาข้อใดก่อนแลหลัง
๑๘   เริ่มชำระแล้ว ก็ให้ชำระต่อไปให้แล้ว อย่าให้ชักช้า
๑๙   เมื่อฟังคำพยานแลคำชี้แจงของคู่ความแล้ว ให้ศาลตัดสิน
หมวดที่ ๔ ว่าด้วยลักษณะพิพากษาตัดสิน
๒๐   เมื่อชำระแล้ว ให้ตัดสินไม่ช้ากว่าสามวัน
๒๑   คำตัดสินต้องเขียน
๒๒
๒๒   คำตัดสินต้องชี้ขาดในข้อต่าง ๆ คือ
๒๒   จำเลยผิดดังฟ้องฤๅไม่
๒๒   จำเลยทำผิดโดยเหตุดังที่หาฤๅที่แก้นั้นฤๅไม่
๒๒   จำเลยทำผิดโดยเหตุดังที่แก้แล้ว มีบทกฎหมายยกเว้นฤๅไม่
๒๒   ถ้าชี้ขาดว่าจำเลยไม่ผิด ก็ให้สั่งปล่อย
๒๒   ถ้าชี้ขาดว่าผิดโดยเหตุอย่างใด ก็ให้วางบทกฎหมายตามเหตุนั้น ให้มีกำหนดโทษด้วย
๒๓   ให้ตัดสินโดยที่เห็นมากกว่า
หมวดที่ ๕ ลักษณะอุทธรณ์
๒๔   คู่ความอุทธรณ์ได้ใน ๑๕ วัน
๒๕   คำฟ้องอุทธรณ์ต้องให้เก็บใจความตามเหตุความจริงแลตามบทกฎหมาย อย่าให้เรียกผู้พิพากษามาเป็นจำเลย
๒๖   ถ้าผู้อุทธรณ์ติดตะรางอยู่ ให้ผู้คุมไปยื่นต่อศาลได้
๒๗   ให้ศาลอันต้องอุทธรณ์ยื่นสำนวนแลคำฟ้องต่อศาลอุทธรณ์ใน ๕ วัน
๒๘   ให้ศาลอุทธรณ์กำหนดวันชำระใน ๑๕ วัน เว้นแต่มีเหตุขัดข้อง แต่อย่าให้ช้าเกินกว่า ๒ เดือน
๒๙   ให้นัดคู่ความก่อน ๕ วัน
๓๐   ชำระความอุทธรณ์นั้น ให้อ่านสำนวนแลฟังคำชี้แจงของคู่ความ
๓๑   ศาลอุทธรณ์ฤๅคู่ความจะเรียกพยานเก่าใหม่สืบก็ได้
๓๒   ความในมาตรา ๑๒, ๑๔, ๑๕, ๑๖ ให้ชำระชั้นอุทธรณ์ด้วย
๓๓   ศาลอุทธรณ์ชำระแล้ว ต้องตัดสินใน ๓ วัน
๓๔   ศาลอุทธรณ์แก้คำตัดสินได้ตามความเห็น
๓๕   ค่าธรรมเนียม
หมวดที่ ๖ ลักษณะโทษตามคำพิพากษาตัดสิน
๓๖   คำตัดสินความมีโทษเป็นที่สุดเมื่อ
๓๖   ศาลชั้นแรกตัดสินแล้วไม่มีอุทธรณ์
๓๖   แลเมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินแล้ว
๓๗   คำตัดสินถึงที่สุดให้ปล่อยแล้ว จะกลับชำระทำโทษอีกไม่ได้
๓๘   คำตัดสินประหารชีวิตศาลใด ๆ ต้องให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนด้วย จึ่งเป็นที่สุด
๓๙   คำตัดสินโทษประหารชีวิต ริบ แลจำคุกจนตาย ต้องทูลเกล้าฯ ถวายพร้อมกับฎีกา
๔๐   กำหนดให้ใช้



ขึ้นสารบัญ



Seal of the Royal Command of Thailand


พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความมีโทษสำหรับใช้ไปพลางก่อน


รัตนโกสินทรศก ๑๑๕[1]





  มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ได้ทรงพระราชดำริเห็นว่า ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีสภาปรึกษากันเรียบเรียงข้อพระราชบัญญัติลักษณะพิจารณาความซึ่งมีโทษขึ้นใหม่ ให้ใช้แทนพระราชกำหนดกฎหมายลักษณะพิจารณาเดิมซึ่งยังคงใช้อยู่ในพระราชอาณาจักรสยามนี้ แต่ว่า การที่จะตรวจตราร่างแต่งพระราชบัญญัติลักษณะพิจารณาความซึ่งมีโทษใหม่นี้ ยังจะต้องช้าอยู่ไม่แล้วทันกับเวลาที่จะใช้พระราชบัญญัตินั้น บัดนี้ มีความอาญาซึ่งมีโทษยังค้างพิจารณาอยู่มากมาย ทั้งความซึ่งจะได้ฟ้องร้องกันขึ้นใหม่อีกในศาลซึ่งชำระความมีโทษเหล่านี้ ควรที่จะชำระให้แล้วเสร็จไปเสียคราวหนึ่งก่อน

  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตราพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความมีโทษสำหรับใช้ไปพลางก่อนนั้นไว้ดังนี้

สารบัญ



หมวดที่ ๑


ว่าด้วยลักษณะไต่สวนก่อนเวลาพิจารณา





มาตรา ๑

ห้ามไม่ให้จับกุมกักขังโดยไม่มีหมายจับ ยกเสียแต่จับกุมกำลังทำผิด   การจับกุมผู้กระทำผิดล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงนั้น ห้ามไม่ให้เกาะกุมจับตัวคนใดคนหนึ่งมา ฤๅจะเอาตัวคนใดคนหนึ่งกักขังไว้ สำหรับที่จะพิจารณาความนั้น โดยที่ผู้พิพากษาผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายไม่ได้ออกหมายให้เกาะกุมจับตัวคนนั้นมา เว้นไว้แต่เมื่อจับกุมคนใดคนหนึ่งกำลังทำการผิดล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงอยู่ก็ดี ฤๅคนใดคนหนึ่งซึ่งมีเหตุสงสัยว่าทำการล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงจะหลบหลีกหนีไปเสียก็ดี จึ่งไม่ต้องออกหมายจับก่อน แลในหมายจับนั้นต้องกล่าวโดยย่อไว้ด้วยว่า คนผู้ต้องจับนั้น เป็นผู้ที่ต้องสงสัยว่ากระทำการผิดล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงอย่างใด เมื่อใด ณ ที่ตำบลใด ๆ นั้นด้วย

สารบัญ


มาตรา ๒

คนต้องจับกุมมาถึงที่ขังแล้ว ต้องจดบาญชีตามเหตุที่ต้องจับนั้น   ถ้าเกาะกุมจับเอาตัวคนใดคนหนึ่งมาได้แล้ว ก็ให้นำตัวมาส่งยังตะรางที่กักขังสำหรับแผ่นดินแล้ว ให้พนักงานจดชื่อของคนผู้ต้องจับนั้นลงไว้ในสมุดบาญชี แลให้จดหมายบันทึกลงไว้ด้วยว่า คนผู้ต้องจับนั้น ต้องหาว่ากระทำการผิดล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงอย่างไร เมื่อใด ณ ที่ตำบลใด กับชื่อของผู้จับ ฤๅชื่อของผู้พิพากษาผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งได้ออกหมายจับนั้น ลงไว้ด้วยจงทุกคราว

สารบัญ


มาตรา ๓

ต้องไต่สวนใน ๔๘ ชั่วโมงตั้งแต่จับตัวมา ถ้าไปด้วยเหตุใด ต้องจดหมายไว้ตามเหตุนั้น   บรรดาคนผู้ต้องจับมาทุก ๆ คนนั้น ถ้าการควรไต่สวนได้ภายใน ๔๘ ชั่วโมงนับแต่เวลาจับเอาตัวมาไว้แล้ว ต้องให้เอาตัวมาให้ผู้พิพากษาไต่สวน คือ

  (๑)   ให้ผู้พิพากษาผู้ออกหมายจับนั้น เอาตัวคนผู้ต้องจับมาไต่สวน ฤๅ

  (๒)   คนผู้ต้องจับมานั้น ต้องจับมาโดยทางอื่นนอกจากที่ได้มีหมายจับ ดังนี้ ก็ให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายเอาตัวคนผู้ต้องจับนั้นมาไต่สวน

  ถ้าในเรื่องใดรายใดต้องไต่สวนช้าไปกว่า ๔๘ ชั่วโมงตั้งแต่จับมาไว้แล้ว ก็ให้ผู้พิพากษาผู้ไต่สวนนั้นจดหมายบันทึกเหตุการที่ต้องชักช้าไปมิได้ไต่สวนในกำหนดนั้นลงไว้ในเรื่องนั้นรายนั้นจงทุกคราว

สารบัญ


มาตรา ๔

ให้ไต่สวนพิเคราะห์ดูตามถ้อยคำที่สาบานเป็นหลักฐานว่าเป็นพิรุธฤๅไม่   เมื่อได้ตัวคนผู้ต้องหามาแล้ว ต้องให้ผู้พิพากษาไต่สวนถามให้ได้ความแน่ว่า ผู้ต้องหาจะให้การแก้คำฟ้องฤๅคำหาว่ากระไร แลให้เอาตัวคนทั้งหลายผู้รู้เหตุการณ์ในคำฟ้องคำหานั้นมาสาบานตัวถามเป็นพยานเอาถ้อยคำเป็นหลักฐานไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วให้ผู้พิพากษาไต่สวนพิเคราะห์ดูถ้อยคำของพยานเหล่านั้นจงถ่องแท้ว่า พอควรจะฟังเอาว่าคนผู้ต้องหาฤๅผู้ต้องกล่าวโทษนั้นมีพิรุธฤๅไม่

สารบัญ


มาตรา ๕

คู่ความซักพยานได้   คู่ความจะซักไซ้ถามพยานคนหนึ่งคนใดตามพระราชบัญญัติลักษณะพยานได้ ทั้งพยานฝ่ายโจทก์ฝ่ายจำเลย แลคำตอบของพยานต่อคำถามเช่นนี้ ต้องให้ฟังเอาเป็นคำพยานด้วย

สารบัญ


มาตรา ๖

ให้ผู้พิพากษามีคำสั่งตามคำพยานชั้นต้นที่พิรุธฤๅไม่   ถ้าผู้พิพากษาพิเคราะห์ดูเหตุผลแลถ้อยคำของพยานทั้งปวงโดยถ่องแท้แล้ว เห็นว่า ถ้อยคำของพยานเหล่านั้นไม่ควรฟังได้ว่าคนผู้ต้องหามีพิรุธประการใด ฤๅถ้อยคำของพยานเหล่านั้นไม่มีมูลพอที่จะสั่งให้เอาตัวคนผู้ต้องหาไว้พิจารณาต่อไป เมื่อวินิจฉัยเห็นแน่ดังนี้แล้ว ก็ให้ผู้พิพากษามีคำสั่งให้ปล่อยคนผู้ต้องหานั้นหลุดพ้นไปทีเดียวไม่เกี่ยวข้องต้องพิพาทด้วยคดีนั้นต่อไป ถ้าผู้พิพากษาไต่สวนพิเคราะห์ดูถ้อยคำของพยานทั้งปวงโดยถ่องแท้แล้ว เห็นว่า ถ้อยคำของพยานเหล่านั้นพอควรฟังได้ว่าคนผู้ต้องหานั้นมีพิรุธบ้างแล้ว แลถ้าผู้พิพากษาศาลไต่สวนนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาความตลอดไปได้ ก็ให้กำหนดนัดวันเวลาที่จะพิจารณาต่อไป แต่ถ้าศาลไต่สวนนั้นไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาความต่อไปได้ ก็ให้ผู้พิพากษากำหนดวันแลเวลาที่จะส่งคดีนั้นไปยังศาลที่สมควรจะชำระกำหนดเวลาพิจารณาต่อไป แลให้ส่งตัวคนผู้ต้องหาไปขังไว้ในตะรางคอยกำหนดวันพิจารณา ฤๅจะอนุญาตให้คนผู้ต้องหามีประกันไปก็ได้ สุดแต่ผู้พิพากษาจะเห็นสมควรแก่รูปความอันมีโทษหนักแลเบา

สารบัญ



หมวดที่ ๒


ว่าด้วยการชำระเป็นความแผ่นดิน





มาตรา ๗

ความหลวงไม่มีโจทก์ ให้ชำระเป็นความแผ่นดินตามคำพยาน   บรรดาความอาญาทั้งปวงซึ่งมีโทษหลวง เช่น ความหาว่าขบถประทุษร้าย หาว่ากระทำการผิดร้ายฆ่าคนตาย หาว่ากระทำโจรกรรมปล้นสะดม หาว่าลอบลักทิ้งไฟ หาว่าฉ้อบังพระราชทรัพย์ หาว่าทำเงินอัฐทองแดงปลอม หาว่ากรรโชกราษฎรกดขี่ด้วยอาญาลงเอาเงินทอง หาว่ารับสินบนฤๅทนสาบาน หาว่าข่มขืนโทรมหญิง หาว่าทำร้ายต่อพระศาสนามีการทำลายพระพุทธรูปพระสถูปเจดีย์ หาว่าภิกษุเป็นปาราชิก แลความอาญาอย่างอื่น บรรดาที่หากันอันมีโทษหลวงตามพระราชกฤษฎีกาเป็นต้นนั้น ในความเหล่านี้ ถ้าไม่มีคนใดคนหนึ่งเป็นโจทก์ฟ้องกล่าวโทษผู้ล่วงละเมิดพระราชอาญาก็ดี ฤๅถ้ามีโจทก์ฟ้องกล่าวโทษผู้ล่วงละเมิดพระราชอาญาอยู่แล้ว แต่ผู้นั้นไม่ติดใจว่าความเรื่องนั้นต่อไปด้วยเหตุประการใด ๆ ก็ดี ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานกรมอัยการแลผู้รักษากฎหมายจะต้องฟ้องกล่าวโทษผู้ล่วงละเมิดพระราชอาญาในความที่ไม่มีคนอื่นเป็นโจทก์ ฤๅจะต้องว่าความเรื่องที่โจทก์เดิมไม่ติดใจว่านั้นต่อไป เมื่อเห็นว่า มีพยานพอที่จะพิสูจน์ให้สมจริงได้ว่า ผู้ล่วงละเมิดพระราชอาญานั้นมีข้อพิรุธกระทำผิดต่อพระราชกำหนดกฎหมาย

สารบัญ


มาตรา ๘

ให้เจ้าพนักงานกองตระเวนแลกองไต่สวนช่วยเสาะหาพยานให้ชำระ   ให้เจ้าพนักงานอำเภอ กำนัน กองตระเวน แลกองไต่สวนโทษหลวง ในกรุงแลหัวเมือง สืบสวนหาคำพยาน ฤๅสิ่งสำคัญอันเป็นหลักฐานใช้เป็นตัวพยาน ฤๅตัวคนผู้ซึ่งควรอ้างเป็นพยานนั้น ส่งมาให้กรมอัยการฤๅเจ้าพนักงานผู้รักษากฎหมายที่จะเป็นผู้ฟ้องคดีนั้นเสมอไป

สารบัญ



หมวดที่ ๓


ว่าด้วยลักษณะพิจารณา





มาตรา ๙

คู่ความแต่งทนายช่วยว่าความได้   ในการพิจารณาความนั้น ให้โจทก์และจำเลยมีอำนาจแต่งทนายช่วยว่าความได้ แต่ต้องทำหนังสือแต่งทนายไว้เป็นสำคัญต่อศาลด้วย แม้ว่าแต่งทนายแล้วก็ดี คู่ความฤๅผู้พิพากษาตระลาการจะให้เอาตัวความมาให้การด้วยก็ได้

สารบัญ


มาตรา ๑๐

ถึงกำหนดชำระ โจทก์ไม่มา ก็ให้ยกฟ้องเสีย เว้นแต่มีเหตุที่ควรเลื่อนเวลาชำระต่อไป   เมื่อถึงกำหนดวันแลเวลานัดพิจารณาแล้ว ถ้าฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลเองก็ดี ฤๅไม่ได้แต่งทนายให้มาแทนตัวก็ดี ก็ให้ศาลไต่สวนดู ถ้าได้ความจริงว่า โจทก์ได้รับหมายนัดรู้วัน แลเวลา แลที่ ที่ได้กำหนดนัดพิจารณาแล้ว ดังนี้ ก็ให้ศาลตัดสินยกฟ้องของโจทก์เสียทีเดียว เว้นไว้แต่ศาลจะดำริดู เห็นมีเหตุสมควรที่จะเลื่อนวันพิจารณาต่อไปใหม่เท่านั้น

สารบัญ


มาตรา ๑๑

โจทก์หาจำเลยให้การรับแล้ว ให้ตัดสินลงโทษ   ถ้าโจทก์ ฤๅทนายของโจทก์ มาศาลตามกำหนดนัด แลได้ตัวจำเลยมาพร้อมแล้ว ก็ให้ศาลพิจารณาต่อไปดังนี้ คือ ให้อ่านคำฟ้องให้จำเลยฟัง ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพจริงตามคำฟ้อง แลไม่ได้ให้การยกเหตุผลขึ้นแก้ตัวต่อสู้คำฟ้อง ฤๅไม่ได้ให้การยกเหตุขอความกรุณาเพื่อให้ศาลลดหย่อนผ่อนโทษมากให้น้อยลง ในการที่ตนกระทำผิดล่วงละเมิดกฎหมายแล้ว ก็ให้ศาลตัดสินลงโทษจำเลยตามพระราชกำหนดกฎหมายเสียทีเดียว

สารบัญ


มาตรา ๑๒

ถ้าจำเลยไม่รับ ให้ศาลซักไซ้จำเลยแลพยานทั้งสองฝ่าย   ถ้าจำเลยไม่ให้การ ฤๅให้การปฏิเสธคำฟ้องแล้ว ก็ให้ศาลถามซักไซ้ไล่เลียงจำเลยตามคำฟ้องก่อน แล้วให้สืบพยานฝ่ายโจทก์หมดแล้ว ถ้าฝ่ายจำเลยมีพยาน ก็ให้สืบพยานฝ่ายจำเลยต่อไป

สารบัญ


มาตรา ๑๓

จำเลยให้การแก้ได้เต็มที่ แลซักถามพยานได้   ศาลต้องยอมให้จำเลยมีโอกาสให้การแก้ตามคำฟ้องได้โดยเต็มทุกประการ แลให้จำเลยซักถามพยานคนใดคนหนึ่งซึ่งต้องอ้างมาให้การยืนยันเอาจำเลยได้ทุกคน

สารบัญ


มาตรา ๑๔

พยานต้องให้การเรียงตัวกันโดยลำดับตามที่ศาลจะบังคับ   บรรดาพยานทุกคนจะต้องให้การแยกกันเรียงตัวกันไปทีละคนโดยลำดับ ให้ผู้พิพากษาวินิจฉัยดูว่า ควรจะเรียกพยานคนใดมาให้การก่อนแลหลัง สุดแต่จะเห็นสมควร

สารบัญ


มาตรา ๑๕

วิธีสืบพยาน ใช้ตามพระราชบัญญัติลักษณะพยาน ร.ศ. ๑๑๓   ข้อบังคับสำหรับการสืบพยานดังมีอยู่ในพระราชบัญญัติลักษณะพยาน ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ร.ศ. ๑๑๓ นั้น ให้เอามาใช้ในการสืบพยานในกระบวนพิจารณาความอาญาซึ่งมีโทษหลวงได้ทุกประการ

สารบัญ


มาตรา ๑๖

คู่ความจะขอให้พยานให้การอีกครั้งหนึ่ง ฤๅให้พยานไปจากศาล ศาลก็สั่งได้   เมื่อพยานให้การเสร็จแล้ว จำเลยจะร้องขอให้พยานบางคนออกไปอยู่เสียภายนอกศาล แล้วขอให้พยานคนหนึ่งฤๅหลายคนมาให้การอีกครั้งหนึ่ง คือ ให้การแยกกันทีละคน ฤๅให้มาให้การยันปากต่อกัน ก็ให้ศาลยอมอนุญาต ฝ่ายผู้พิพากษาจะสั่งให้ถามพยานดังนี้บ้างก็ได้ ฤๅฝ่ายโจทก์จะร้องขอถามพยานดังนี้บ้าง ก็ให้ศาลอนุญาตเหมือนกัน

สารบัญ


มาตรา ๑๗

ให้ศาลพิเคราะห์ดูว่า ควรพิจารณาข้อหาข้อใดก่อนแลหลัง   ในคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งมีจำเลยต้องฟ้องหลายคนแล้ว ก็ให้ผู้พิพากษาพิเคราะห์ดูว่า ควรพิจารณาข้อหาในฟ้องซึ่งกล่าวโทษจำเลยคนใดก่อนคนใดหลัง สุดแต่จะเห็นสมควร

สารบัญ


มาตรา ๑๘

เริ่มชำระแล้ว ก็ให้ชำระต่อไปให้แล้ว อย่าให้ชักช้า   ถ้าคดีเรื่องใดศาลได้ตั้งต้นพิจารณาแล้ว ก็ต้องรีบพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนั้นต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ อย่าให้ต้องหยุดการพิจารณาไว้โดยไม่มีเหตุอันจำเป็นที่จะต้องชักช้าต่อไป

สารบัญ


มาตรา ๑๙

เมื่อฟังคำพยานแลคำชี้แจงของคู่ความแล้ว ให้ศาลตัดสิน   เมื่อผู้พิพากษาได้ฟังคำพยาน แลได้ฟังคำชี้แจงในคำพยาน และในบทกฎหมาย ทั้งฝ่ายโจทก์ฝ่ายจำเลยเสร็จแล้ว ก็ให้พิพากษาตัดสินในที่ประชุมศาล ถ้าเห็นว่า พิจารณาได้ความจริงตามฟ้องแล้ว ก็ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชกำหนดกฎหมาย ถ้าเห็นว่า พิจารณาไม่ได้ความจริงตามฟ้องแล้ว ก็ให้ยกฟ้องเสีย

สารบัญ




หมวดที่ ๔


ว่าด้วยลักษณะพิพากษาตัดสิน






มาตรา ๒๐

เมื่อชำระแล้ว ให้ตัดสินไม่ช้ากว่าสามวัน   การจับกุมผู้กระทำผิดล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงนั้น ห้ามไม่ให้เกาะกุมจับตัวคนใดคนหนึ่งมา ฤๅจะเอาตัวคนใดคนหนึ่งกักขังไว้ สำหรับที่จะพิจารณาความนั้น โดยที่ผู้พิพากษาผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายไม่ได้ออกหมายให้เกาะกุมจับตัวคนนั้นมา เว้นไว้แต่เมื่อจับกุมคนใดคนหนึ่งกำลังทำการผิดล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงอยู่ก็ดี ฤๅคนใดคนหนึ่งซึ่งมีเหตุสงสัยว่าทำการล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงจะหลบหลีกหนีไปเสียก็ดี จึ่งไม่ต้องออกหมายจับก่อน แลในหมายจับนั้นต้องกล่าวโดยย่อไว้ด้วยว่า คนผู้ต้องจับนั้น เป็นผู้ที่ต้องสงสัยว่ากระทำการผิดล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงอย่างใด เมื่อใด ณ ที่ตำบลใด ๆ นั้นด้วย

สารบัญ


มาตรา ๒๑

คำตัดสินต้องเขียน   คำพิพากษาตัดสินนั้น ต้องให้เขียนเป็นตัวอักษร แล้วให้บรรดาผู้พิพากษาทั้งปวงผู้ได้ลงเนื้อเห็นพิพากษาตัดสินคดีเรื่องนั้นเขียนชื่อลงลายมือของตนไว้จงทุกนาย

สารบัญ


มาตรา ๒๒

คำตัดสินต้องชี้ขาดในข้อต่าง ๆ คือ
  ในคำตัดสินนั้น ให้ผู้พิพากษาลงเนื้อเห็นชี้ขาดในข้อซึ่งจะกล่าวไว้ต่อไปนี้ คือ
จำเลยผิดดังฟ้องฤๅไม่
  ข้อ ๑   พิจารณาได้ความจริงว่า จำเลยได้กระทำการผิดล่วงละเมิดกฎหมายตามเช่นกล่าวในฟ้องนั้นฤๅไม่
จำเลยทำผิดโดยเหตุดังที่หาฤๅที่แก้นั้นฤๅไม่
  ข้อ ๒   ถ้าฝ่ายโจทก์ฟ้องหากล่าวว่า จำเลยทำการผิดโดยเหตุต่าง ๆ อันควรทวีโทษให้หนักขึ้นก็ดี ฤๅถ้าฝ่ายจำเลยให้การแก้กล่าวว่า จำเลยทำการผิดโดยมีเหตุต่าง ๆ อันควรจะลดหย่อนผ่อนโทษได้ก็ดี เมื่อฝ่ายโจทก์ฤๅฝ่ายจำเลยกล่าวดังนี้แล้ว ก็ให้ชี้ขาดว่า จำเลยได้ทำการผิดด้วยเหตุต่าง ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งดังเช่นว่ามาแล้วนี้ฤๅไม่
จำเลยทำผิดโดยเหตุดังที่แก้แล้ว มีบทกฎหมายยกเว้นฤๅไม่
  ข้อ ๓   ถ้าฝ่ายจำเลยให้การแก้กล่าวว่า ข้อที่จำเลยทำการผิดนั้น ย่อมไม่มีโทษตามกฎหมาย ดังนี้แล้ว ก็ให้ชี้ขาดว่า

  (๑)   ข้อที่ฝ่ายจำเลยกล่าวแก้นั้น พิจารณาได้สมจริงฤๅไม่ แลถ้าพิจารณาสมจริงแล้ว ก็ให้ชี้ขาดอีกชั้นหนึ่งว่า

  (๒)   ข้อที่ฝ่ายจำเลยกล่าวแก้ แลแลพิจารณาได้สมจริงดังนั้น ย่อมเป็นการไม่มีโทษตามกฎหมายจริงฤๅไม่จริง

ถ้าชี้ขาดว่าจำเลยไม่ผิด ก็ให้สั่งปล่อย
  เมื่อได้ชี้ขาดตามความซึ่งได้กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว เห็นว่า จำเลยไม่ได้กระทำการผิดล่วงละเมิดต่อกฎหมายแล้ว ก็ให้มีคำสั่งเด็ดขาดในคำพิพากษาตัดสินให้ปล่อยจำเลยหลุดพ้นไปทีเดียว
ถ้าชี้ขาดว่าผิดโดยเหตุอย่างใด ก็ให้วางบทกฎหมายตามเหตุนั้น ให้มีกำหนดโทษด้วย
  เมื่อได้ชี้ขาด เห็นว่า จำเลยได้ทำการผิดโดยมีเหตุต่าง ๆ อันควรจะทวีโทษให้หนักฤๅไม่ก็ดี แลกระทำผิดโดยมีเหตุต่าง ๆ อันควรจะลดหย่อนผ่อนโทษได้ฤๅไม่ก็ดี แลการผิดนั้นไม่มีข้อยกเว้นโทษไว้ในกฎหมาย ดังนี้แล้ว ก็ให้ผู้พิพากษาลงเนื้อเห็นชี้ขาดพิพากษาตัดสินว่าโทษจำเลยลงให้ชัดเจนโดยโทษานุโทษตามพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งคงใช้อยู่ในสมัยนั้น

สารบัญ


มาตรา ๒๓

ให้ตัดสินโดยที่เห็นมากกว่า   ในเวลาประชุมพิพากษาตัดสินคดีทุก ๆ เรื่องนั้น ให้อธิบดีผู้พิพากษาถามผู้พิพากษาทั้งปวงผู้นั่งประชุมอยู่ด้วยให้แสดงความเห็นของตนเรียงตัวไปทีละคนในข้อความซึ่งจะต้องวินิจฉัยให้ตกลงเด็ดขาดกันนั้นจงทุก ๆ ข้อ แต่ให้อธิบดีผู้พิพากษาแสดงความเห็นของตนภายหลังผู้พิพากษาทั้งปวง แลให้วินิจฉัยข้อความทุก ๆ ข้อเป็นตกลงกันตามความเห็นของผู้พิพากษาซึ่งมากกว่ากันนั้น

  ถ้าในข้อความอันเดียวกันนั้น มีผู้พิพากษาแสดงความเห็นแตกต่างกันออกไปกว่า ๒ พวกแล้ว แลถ้าจะวินิจฉัยความข้อนั้นเอาเป็นตกลงกันตามความเห็นของผู้พิพากษาซึ่งเห็นมากกว่ากันนั้นไม่ได้แล้ว ดังนี้ ก็ให้ผู้พิพากษาผู้ซึ่งมีความเห็นว่าจำเลยมีพิรุธแรงกว่าผู้พิพากษาคนอื่น ๆ นั้นยอมลงเนื้อเห็นด้วยกับผู้พิพากษาผู้อื่นซึ่งมีความเห็นว่าจำเลยมีพิรุธน้อยกว่าความเห็นนั้น

  ในการลงความเห็นในข้อความที่ควรฟังเอาเป็นจริงฤๅไม่ก็ดี ในข้อบทกฎหมายที่ประกอบใช้นั้นก็ดี ให้ผู้พิพากษาทั้งปวงพิจารณาเอาแต่โดยที่เห็นบริสุทธิ์แก่ใจ แลปราศจากอคติ ๔ ประการ อย่าได้ปล่อยให้จิตของตนลำเอียงไปด้วยความเห็นแก่หน้าบุทคล ฤๅเห็นแก่พวกพ้องฤๅประชุมชนใด ๆ เพื่อว่าคำพิพากษาตัดสินของผู้พิพากษาเหล่านี้จะได้ประกอบไปด้วยความสัตย์แลความยุติธรรมอย่างยิ่งที่จะเป็นไปได้

สารบัญ



หมวดที่ ๕


ลักษณะอุทธรณ์





มาตรา ๒๔

คู่ความอุทธรณ์ได้ใน ๑๕ วัน   การจับกุมผู้กระทำผิดล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงนั้น ห้ามไม่ให้เกาะกุมจับตัวคนใดคนหนึ่งมา ฤๅจะเอาตัวคนใดคนหนึ่งกักขังไว้ สำหรับที่จะพิจารณาความนั้น โดยที่ผู้พิพากษาผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายไม่ได้ออกหมายให้เกาะกุมจับตัวคนนั้นมา เว้นไว้แต่เมื่อจับกุมคนใดคนหนึ่งกำลังทำการผิดล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงอยู่ก็ดี ฤๅคนใดคนหนึ่งซึ่งมีเหตุสงสัยว่าทำการล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงจะหลบหลีกหนีไปเสียก็ดี จึ่งไม่ต้องออกหมายจับก่อน แลในหมายจับนั้นต้องกล่าวโดยย่อไว้ด้วยว่า คนผู้ต้องจับนั้น เป็นผู้ที่ต้องสงสัยว่ากระทำการผิดล่วงละเมิดพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งมีโทษหลวงอย่างใด เมื่อใด ณ ที่ตำบลใด ๆ นั้นด้วย

สารบัญ


มาตรา ๒๕

คำฟ้องอุทธรณ์ต้องให้เก็บใจความตามเหตุความจริงแลตามบทกฎหมาย อย่าให้เรียกผู้พิพากษามาเป็นจำเลย   คำอุทธรณ์นี้ ให้เขียนเป็นฟ้อง แล้วให้ผู้อุทธรณ์ฤๅทนายของตนนำไปยื่นต่อศาลเดิมนั้น แลในฟ้องอุทธรณ์ทุกฉบับต้องรวมใจความเรียงเป็นข้อยกเหตุตามความจริงฤๅตามบทกฎหมายที่เห็นว่าเป็นองค์อุทธรณ์ได้ การอุทธรณ์คำตัดสินอย่างนี้ ห้ามอย่าให้เรียกผู้พิพากษามาเป็นจำเลย ให้เรียกแต่คำตัดสินมาพิจารณา แลให้คู่ความเดิมมาว่าความกันต่อไป ถ้าคู่ความจะฟ้องหาให้เรียกผู้พิพากษามาเป็นจำเลย ก็ต้องให้ฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหากตามความผิดที่จะฟ้องหานั้น

สารบัญ


มาตรา ๒๖

ถ้าผู้อุทธรณ์ติดตะรางอยู่ ให้ผู้คุมไปยื่นต่อศาลได้   ถ้าผู้อุทธรณ์ต้องขังอยู่ในตะรางแล้ว จะส่งฟ้องอุทธรณ์ต่อพนักงานผู้ดูแลรักษาตะรางนั้นใหนำมายื่นต่อศาลแทนตัวก็ได้

สารบัญ


มาตรา ๒๗

ให้ศาลอันต้องอุทธรณ์ยื่นสำนวนแลคำฟ้องต่อศาลอุทธรณ์ใน ๕ วัน   ภายใน ๕ วันนับแต่วันได้รับฟ้องอุทธรณ์ไว้เป็นต้นไปนั้น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลซึ่งได้พิพากษาตัดสินคดีเรื่องที่ต้องอุทธรณ์นั้น ส่งฟ้อง กับคำตัดสิน แลเทียบถ้อยคำสำนวนทั้งปวงในคดีเรื่องนั้น มายังศาลอุทธรณ์

สารบัญ


มาตรา ๒๘

ให้ศาลอุทธรณ์กำหนดวันชำระใน ๑๕ วัน เว้นแต่มีเหตุขัดข้อง แต่อย่าให้ช้าเกินกว่า ๒ เดือน   เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับบรรดาถ้อยคำสำนวนมาหมดแล้ว ก็ให้ศาลอุทธรณ์ออกหมายนัดกำหนดวันแลเวลาที่จะพิจารณาความอุทธรณ์นั้นไปให้คู่ความทราบล่วงหน้าก่อน แลถ้าฝ่ายผู้มิได้อุทธรณ์ร้องขอสำเนาฟ้องอุทธรณ์เมื่อใด ศาลอุทธรณ์ก็ต้องอนุญาตให้สำเนาฟ้องอุทธรณ์ตามความประสงค์

  กำหนดนัดวันแลเวลาที่จะพิจารณาความอุทธรณ์นั้น อย่าให้ช้าเกินไปกว่า ๑๕ วันนับตั้งแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ได้รับบรรดาถ้อยคำสำนวนมา เว้นไว้แต่มีเหตุพิเศษเกิดขึ้น จึ่งให้กำหนดนัดเกินกว่านี้ขึ้นไปได้ แลต้องให้จดหมายบันทึกเหตุพิเศษนั้นลงไว้ด้วยจงทุกคราว แต่อย่างใดก็ดี ห้ามไม่ให้กำหนดนัดเกินกว่า ๒ เดือนขึ้นไปนับแต่วันได้รับบรรดาถ้อยคำสำนวนไว้

สารบัญ


มาตรา ๒๙

ให้นัดคู่ความก่อน ๕ วัน   ศาลอุทธรณ์จะต้องส่งหมายนัดไปยังฝ่ายโจทก์แลฝ่ายจำเลยให้รู้ล่วงหน้าอย่างช้าที่สุดเพียง ๕ วันก่อนถึงวันกำหนดนัดพิจารณาความอุทธรณ์

สารบัญ


มาตรา ๓๐

ชำระความอุทธรณ์นั้น ให้อ่านสำนวนแลฟังคำชี้แจงของคู่ความ   เมื่อถึงวันกำหนดนัดพิจารณาความอุทธรณ์แล้ว ให้ศาลอุทธรณ์อ่านถ้อยคำสำนวนในความเดิมแลฟ้องอุทธรณ์จนจบ แล้วให้ฟังคำชี้แจงมูลคดีของเจ้าพนักงานกรมอัยการผู้รักษากฎหมาย ฤๅถ้าในความเดิมนั้นมีโจทก์ว่ากล่าว ก็ให้ฟังคำชี้แจงของโจทก์แลจำเลยในความเดิม ฤๅคำของทนายฝ่ายโจทก์แลฝ่ายจำเลย

สารบัญ


มาตรา ๓๑

ศาลอุทธรณ์ฤๅคู่ความจะเรียกพยานเก่าใหม่สืบก็ได้   ถ้าศาลอุทธรณ์พิเคราะห์ดู เห็นจำเป็นจะต้องพิจารณาข้อประเด็นข้อใดข้อหนึ่งซึ่งมีอยู่ในฟ้องอุทธรณ์ออกดูให้แจ่มแจ้งแล้ว ก็ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจเรียกพยานซึ่งได้ให้การไว้ในความเดิมนั้นมาสืบอีกครั้งหนึ่งก็ได้ ฤๅให้เรียกคนอื่นฤๅสิ่งสำคัญอื่นมาสืบเป็นพยานใหม่อีกก็ได้ การสืบพยานอีกดังว่ามานี้ ศาลอุทธรณ์ดำริเห็นสมควรให้สืบเองก็ได้ ฤๅฝ่ายโจทก์ฝ่ายจำเลยจะขอให้สืบ ก็ให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตตามความประสงค์ สุดแต่ศาลอุทธรณ์จะดำริเห็นสมควร

สารบัญ


มาตรา ๓๒

ความในมาตรา ๑๒, ๑๔, ๑๕, ๑๖ ให้ชำระชั้นอุทธรณ์ด้วย   ข้อบังคับสำหรับการสืบพยานดังมีอยู่ในมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ แลมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ก็ให้เอามาใช้ในการสืบพยานชั้นพิจารณาความอุทธรณ์ความอาญาซึ่งมีโทษหลวงได้ทุกประการ

สารบัญ


มาตรา ๓๓

ศาลอุทธรณ์ชำระแล้ว ต้องตัดสินใน ๓ วัน   ศาลอุทธรณ์จะต้องพิพากษาตัดสินในวันพิจารณาเสร็จสำนวนแล้ว ฤๅภายในกำหนดสามวันนับตั้งแต่วันพิจารณาเสร็จสำนวนแล้วเป็นต้นไป แต่ศาลอุทธรณ์จะต้องแจ้งความให้ฝ่ายโจทก์แลจำเลยทราบวันแลเวลาที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจะพิพากษาตัดสินด้วย

สารบัญ


มาตรา ๓๔

ศาลอุทธรณ์แก้คำตัดสินได้ตามความเห็น   ในการพิพากษาตัดสินชั้นอุทธรณ์ความอาญาซึ่งมีโทษหลวงนี้ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจเต็มที่จะยกเสีย ฤๅเปลี่ยนแปลง ฤๅแก้ไข ฤๅเอาตามคำวางบทปรับโทษของศาลซึ่งต้องอุทธรณ์ แล้ววางบทปรับโทษในครั้งที่สุดตามแต่ศาลอุทธรณ์จะดำริเห็นว่าศาลเดิมควรต้องวางบทปรับโทษฉะนั้น คือ พิพากษาให้ปล่อยตัวจำเลยหลุด้ำนไป ฤๅพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามความผิด ฤๅลดหย่อนผ่อนโทษ ฤๅทวีโทษขึ้นซึ่งศาลเดิมได้พิพากษาปรับไว้แต่เดิม สุดแต่ะจะเห็นชอบด้วยกฎหมายแลยุติธรรม

สารบัญ


มาตรา ๓๕

ค่าธรรมเนียม   การพิจารณาความตามพระราชบัญญัติ ห้ามอย่าให้เรียกค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งอย่างใด เว้นไว้แต่คดีที่ฟ้องหาเรียกเอาค่าสินไหมเติมกับโทษด้วย จึงให้เรียกค่าธรรมเนียมขึ้นศาลจากโจทก์นั้น

สารบัญ



หมวดที่ ๖


ลักษณะโทษตามคำพิพากษาตัดสิน





มาตรา ๓๖

คำตัดสินความมีโทษเป็นที่สุดเมื่อ   คำตัดสินความมีโทษทั้งปวงย่อมเป็นที่สุด แลจะได้กระทำตามคำตัดสินนั้น คือ
ศาลชั้นแรกตัดสินแล้วไม่มีอุทธรณ์
  ข้อ ๑   เมื่อศาลชั้นแรกได้ตัดสินแล้ว ไม่มีฟ้องอุทธรณ์ภายในกำหนด ฤๅคู่ความทั้งสองฝ่ายลงลายมือยอมตามคำตัดสินอย่างหนึ่ง กับ
แลเมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินแล้ว
  ข้อ ๒   เมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินแล้ว แลไม่มีฎีกา ก็ต้องกระทำโทษตามคำตัดสินนั้น เว้นไว้แต่คำตัดสินโทษประหารชีวิต ฤๅริบทรัพย์สมบัติ จึ่งต้องงดไว้ทำตามความที่ว่าไว้ในมาตรา ๓๙ ต่อไปนี้

สารบัญ


มาตรา ๓๗

คำตัดสินถึงที่สุดให้ปล่อยแล้ว จะกลับชำระทำโทษอีกไม่ได้   เมื่อคำตัดสินได้ถึงที่สุดแล้ว ผู้ต้องหานั้นไม่มีโทษแล้ว ก็ต้องปล่อยตัวเสียทันที แลจะกลับเอาตัวมากักขังฤๅตัดสินลงโทษในคดีอันเดียวกันอีกนั้นไม่ได้

สารบัญ


มาตรา ๓๘

คำตัดสินประหารชีวิตศาลใด ๆ ต้องให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนด้วย จึ่งเป็นที่สุด   เมื่อศาลที่ได้พิจารณาชั้นแรกนั้นได้ตัดสินลงโทษประหารชีวิต ฤๅริบทรัพย์สมบัติ แลจำคุกจนตลอดชีวิตในคดีเรื่องใด ต้องให้ส่งสำนวนคดีเรื่องนั้นมาให้ศาลอุทธรณ์ตรวจก่อนศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนตามนั้นแล้ว จึ่งจะเป็นถึงที่สุดได้

สารบัญ


มาตรา ๓๙

คำตัดสินโทษประหารชีวิต ริบ แลจำคุกจนตาย ต้องทูลเกล้าฯ ถวายพร้อมกับฎีกา   คำตัดสินอันใดอันหนึ่งซึ่งถึงที่สุดแล้ว แลเป็นคำตัดสินมีโทษประหารชีวิต ริบทรัพย์สมบัติ ฤๅจำคุกจนตลอดชีวิตก็ดี ต้องให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมนำคำตัดสินนำคำตัดสินนั้นทูลเกล้าฯ ถวาย ถ้ามีฎีกาของผู้ต้องตัดสินโทษนั้นด้วย ก็ให้ทูลเกล้าฯ ถวายพร้อมกัน เมื่อทราบกระแสพระบรมราชโองการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ฤๅทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้งดเว้นเสียประการใด จึ่งให้กระทำตามพระบรมราชโองการนั้นทุกประการ

สารบัญ


มาตรา ๔๐

กำหนดให้ใช้   พระราชบัญญัตินี้ จะควรใช้ในศาลหัวเมืองมณฑลใด ตั้งแต่เมื่อใด จะได้โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แลให้เจ้ากระทรวงมีสารตราบังคับไปยังหัวเมืองมณฑลนั้น ๆ แต่หัวเมืองมณฑลใดที่ยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้คงปฏิบัติไปตามเดิมก่อน

สารบัญ



  พระราชบัญญัตินี้ ตราไว้แต่วันที่ ๒๗ เมษายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๕ เป็นวันที่ ๑๐๐๓๐ ในรัชกาลปัตยุบันนี้



เชิงอรรถ[แก้ไข]

ร.ศ.๑๑๕ น่าจะเทียบเป็น พ.ศ.๒๔๔๐ ไม่ใช่ ๒๔๑๒ ครับโดยหลักคิดคือ ๑๑๒ + ๒๓๒๕ = ๒๔๔๐

  1. ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓/ตอนที่ ๕/๓ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๑๒)




ขึ้น

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะมีลักษณะตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา ๗ สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(๑)   ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(๒)   รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(๓)   ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(๔)   คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(๕)   คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (๑) ถึง (๔) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น"