ธัมมปทัฏฐกถา ปุปผวรรควรรณนา๓. เรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๓. เรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ(ม. วิฏฏูภวัตถุ.) [๓๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ทรงปรารภพระเจ้า

วิฑูฑภะ พร้อมทั้งบริษัท ซึ่งถูกห้วงน้ำท่วมทับให้สวรรคตแล้ว ตรัส

พระธรรมเทศนานี้ว่า "ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ" เป็นต้น.

อนุปุพพีกถาในเรื่องนั้น ดังต่อไปนี้ :-
สามพระกุมารไปศึกษาศิลปะในกรุงตักกสิลา
พระกุมาร ๓ พระองค์เหล่านั้น คือ " พระราชโอรสของพระเจ้า

มหาโกศล ในพระนครสาวัตถี พระนามว่าปเสนทิกุมาร, พระกุมาร

ของเจ้าลิจฉวี ในพระนครเวสาลี พระนามว่ามหาลิ, โอรสของเจ้า

มัลละ ในพระนครกุสินารา พระนามว่าพันธุละ" เสด็จไปนครตักกสิลา

เพื่อเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มาพบกันที่ศาลานอก

พระนคร ต่างก็ถามถึงเหตุที่มา ตระกูล และพระนามของกันและกัน

แล้ว เป็นพระสหายกัน ร่วมกันเข้าไปหาอาจารย์ ต่อกาลไม่นานนักก็

เรียนศิลปะสำเร็จ จึงกราบอาอาจารย์พร้อมกัน เสด็จออก (จาก

กรุงตักกสิลา) ได้ไปสู่ที่อยู่ของตน ๆ.

สามพระกุมารได้รับตำแหน่งต่างกัน
บรรดาพระกุมารทั้ง ๓ พระองค์นั้น ปเสนทิกุมาร ทรงแสดง

ศิลปะถวายพระชนก อันพระชนกทรงเลื่อมใสแล้ว (จึง) อภิเษกใน

ราชสมบัติ.

มหาลิกุมาร เพื่อจะทรงแสดงศิลปะแก่เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย ก็ทรง

แสดงด้วยความอุตสาหะมาก. พระเนตรของพระองค์ได้แตกไปแล้ว.

พวกเจ้าลิจฉวีปรึกษากันว่า "พุทโธ่เอ๋ย อาจารย์ของพวกเรา ถึงความ

เสียพระเนตรแล้ว, พวกเราจะไม่ทอดทิ้งท่าน, จักบำรุงท่าน" ดังนี้แล้ว

จึงได้ถวายประตู(คำว่า "ประตู" หมายความว่าหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางประตูด้านหนึ่ง. )

ด้านหนึ่ง ซึ่งเก็บส่วยได้วันละแสนแก่มหาลิกุมารนั้น.

พระองค์ทรงอาศัยประตูนั้น ให้โอรสของเจ้าลิจฉวี ๕๐๐ องค์ ทรงศึกษา

ศิลปะ อยู่แล้ว.

(ฝ่าย) พันธุลกุมาร เมื่อพวกตระกูลมัลลราชกล่าวว่า "ขอพันธุล-

กุมารจงฟันไม้ไผ่เหล่านี้" ดังนี้แลั้ว ได้กระโดดขึ้นไปยังอากาศ (สูง)

ถึง ๘๐ ศอก เอาดาบฟันมัดไม้ไผ่ ๖๐ ลำ ที่พวกเจ้ามัลละเอาไม้ไผ่

๖๐ ลำใส่ซี่เหล็กในท่ามกลางแถ้ว ให้ยกขึ้นตั้งไว้ ( ขาดกระเด็น )

ไปแล้ว. พันธุลกุมารนั้นได้ยินเสียงดัง "กริก" ของซี่เหล็กในมัด

สุดท้าย (จึง) ถามว่า " นี่อะไร ? " ได้ยินว่า เขาเอาซี่เหล็กใส่ใน

ไม้ไผ่ทุกมัดแล้ว จึงทิ้งดาบ ร้องไห้พลางพูดว่า "บรรดาญาติและเพื่อน

ของเราประมาณเท่านี้ แม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นผู้มีความสิเนหา (ในเรา)

มิได้บอกเหตุนี้ ( แก่เรา ); ก็หากว่า เราพึงรู้ไซร้, พึงฟันไม่ให้เสียง

ซี่เหล็กดังขึ้นเลย" แล้วทูลแก่พระชนนีและพระชนกว่า "หม่อมฉันจัก

ฆ่าเจ้ามัลละเหล่านี้แม้ทั้งหมดแล้วครองราชสมบัติ" อันพระชนนีและ

พระชนกห้ามแล้ว โดยประการต่าง ๆ เป็นต้นว่า "ลูกเอ๋ย นี้ เป็น

ราชประเพณี, เจ้าไม่ได้เพื่อจะทำอย่างนั้น" จึงทูลว่า " ถ้ากระนั้น

หม่อมฉันจักไปสู่สำนักเพื่อนของหม่อมฉัน" ดังนี้ ได้เสด็จไปเมือง

สาวัตถีแล้ว.

พระเจ้าปเสนทิทรงทราบการเสด็จมาของพันธุละนั้น ก็ทรงต้อนรับ

เชิญให้เสด็จเข้าพระนคร ด้วยสักการะใหญ่แล้ว ทรงตั้งไว้ในตำแหน่ง

เสนาบดี. พันธุลเสนาบดีนั้น ให้เชิญพระชนนีและพระชนกมาพักอาศัย

อยู่ในเมืองสาวัตถีนั้นนั่นแล

พระราชาทรงเลี้ยงภัตตาหารภิกษุเอง
ภายหลังวันหนึ่ง พระราชาประทับยืนอยู่ปราสาทชั้นบน ทอด

พระเนตรไปยังระหว่างถนน เห็นภิกษุหลายพันรูป ซึ่งไปเพื่อต้องการ

ทำภัตกิจ ในคฤหาสน์ของท่านเหล่านั้น คือ "ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

จูฬอนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา นางสุปปวาสา " จึงตรัสถามว่า

พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไปไหนกัน?" เมื่อพวกราชบุรุษทูลว่า " ข้าแต่

สมมติเทพ ภิกษุสองพันรูป ไปเพื่อประโยชน์แก่ภัตทั้งหลายมีนายภัต

สลากภัต และคิลานภัต เป็นต้น ในคฤหาสน์ของอนาบิณฑิกเศรษฐี

ทุก ๆ วัน, ภิกษุ ๕๐๐ รูป ไปคฤหาสน์ของจูฬอนาบิณฑิกเศรษฐี

เป็นนิตย์. ของนางวิสาขา ( และ ) นางสัปปวาสา ก็เช่นเดียวกัน"

ดังนี้แล้ว ทรงพระประสงค์จะบำรุงภิกษุสงฆ์ด้วยพระองค์เองบ้าง จึงเสด็จ

ไปวิหาร ทรงนิมนต์พระศาสดา พร้อมกับภิกษุพันรูป ถวายทานด้วย

พระหัตถ์ (เอง) สิ้น ๗ วัน ในวันที่ ๗ ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว

ทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงรับภิกษาของพระองค์

พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป เป็นนิตย์เถิด."

พระศาสดา. มหาบพิตร ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่

รับภิกษาประจำในที่แห่งเดียว. ประชาชนเป็นจำนวนมาก ย่อมหวัง

เฉพาะการมาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

พระราชา. ถ้ากระนั้น ขอพระองค์ โปรดส่งภิกษุรูปหนึ่งไป

ประจำเถิด

พระศาสดาได้ทรงทำให้เป็นภาระของพระอานนทเถระ.
พระราชาทรงลืมจัดการเลี้ยงภิกษุถึง ๓ วัน
พระราชาไม่ทรงจัด ( เจ้าหน้าที่ ) ไว้ว่า "เมื่อภิกษุสงฆ์มาแล้ว

ชื่อว่าชนเหล่านั้น รับบาตรแล้ว จงอังคาส " ทรงอังคาสด้วยพระองค์เอง

เท่านั้นตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘ ทรงลืมไป จึงได้ทรงกระทำให้เนิ่นช้า

แล้ว.

ก็ธรรมดาในราชตระกูล ชนทั้งหลาย อันพระราชามิได้ทรงสั่ง

แล้ว ย่อมไม่ได้เพื่อปูอาสนะทั้งหลาย นิมนต์พวกภิกษุให้นั่งแล้วอังคาส.

พวกภิกษุ (ก็) คิดกันว่า "เราไม่อาจเพื่อยับยั้งอยู่ในที่นี้ได้" พากัน

หลีกไปเสียหลายรูป. แม้ในวันที่ ๒ พระราชาก็ทรงลืมแล้ว. แม้ใน

วันที่ ๒ ภิกษุเป็นอันมากก็พากันหลีกไป. ถึงในวันที่ ๓ พระราชา

ก็ทรงลืม ในกาลนั้น เว้นพระอานนทเถระองค์เดียวเท่านั้น พวกภิกษุ

ที่เหลือพากันหลีกไป.

คนมีบุญย่อมหนักในเหตุ
ธรรมดาผู้มีบุญทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งเหตุ จึง

รักษาความเลื่อมใสแห่งตระกูลทั้งหลายไว้ได้. ก็สาวกของพระตถาคต

แม้ทั้งหมดที่ถึงฐานันดร ตั้งแต่ชนทั้ง ๘ เหล่านี้ คือ อัครสาวก

๒ รูป คือ พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระ, อัครสาวิกา ๒ รูป

คือ นางเขมา นางอุบลวรรณา, บรรดาอุบาสกทั้งหลาย อุบาสกผู้เป็น

อัครสาวก ๒ คน คือ จิตคคฤหบดี หัคถกอุบาสก ชาวเมืองอาฬวี.

บรรดาอุบาสิกาทั้งหลาย อุบาสิกาผู้เป็นอัครสาวิกา ๒ คน คือ มารดา

ของนันทมาณพ ชื่อเวฬุกัณฎกี นางขุชชุตตรา, (ล้วน) มีบุญมาก

สมบูรณ์ด้วยอภินิหาร เพราะความเป็นผู้บำเพ็ญบารมี๑ ๑๐ โดยเอกเทศ.

พระราชาเสด็จไปกราบทูลพระศาสดา
แม้พระอานนท์เถระ มีบารมีอันบำเพ็ญแล้วตั้งแสนกปะ สมบูรณ์

ด้วยอภินิหาร มีบุญมาก เมื่อจะรักษาความเลื่อมใสของตระกูล จึงได้

ยับยั้งอยู่ เพราะความที่ตนเป็นไปในอำนาจแห่งเหตุ, พวกราชบุรุษ

นิมนต์ท่านรูปเดียวเท่านั้นให้นั่งแล้วอังคาส. พระราชาเสด็จมาในเวลา

ที่พวกภิกษุไปแล้ว ทอดพระเนตรเห็นขาทนียะและโภชนียะตั้งอยู่อย่างนั้น

แหละ จึงตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมิได้มาหรือ ?" ทรงสดับ

ว่า "พระอานนท์เถระมารูปเดียวเท่านั้น พระเจ้าข้า " ทรงพิโรธภิกษุ

ทั้งหลายว่า "พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ได้ทำการตัดขาดต่อเราเพียงเท่านี้

เป็นแน่ จึงเสด็จไปสำนักพระศาสดา กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ ข้าพระองค์จัดแจงภิกษาไว้ เพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป, ทราบว่า

พระอานนทเถระรูปเดียวเท่านั้นมา, ภิกษาที่หม่อมฉันจัดแจงแล้ว ตั้งอยู่

๑. บารมี ๑๐ คือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี

สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี.

อย่างนั้นนั่นเอง ภิกษุ ๕๐๐ รูป ไม่กระทำความสำคัญในพระราชวังของ

หม่อมฉัน ( เลย ). จักมีเหตุอะไรหนอแล ?

ตระกูลที่ภิกษุควรเข้าไปและไม่ควรเข้าไป
พระศาสดาไม่ตรัสโทษของพวกภิกษุ ตรัสว่า " มหาบพิตร สาวก

ทั้งหลายของอาตมภาพ ไม่มีความคุ้นเคยกับพระองค์. เพราะเหตุนั้น

ภิกษุทั้งหลายจักไม่ไปแล้ว เมื่อจะทรงประกาศเหตุแห่งการไม่เข้าไป และ

เหตุแห่งการเข้าไปสู่ตระกูลทั้งหลาย ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ตรัส

พระสูตร(อัง. นวก. ๒๓/๔๐๑. )นี้ว่า :-

"ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ ภิกษุยังไม่เข้า

ไปแล้ว ก็ไม่ควรเข้าไป, และครั้นเข้าไปแล้ว ก็ไม่ควรนั่งใกล้,

ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เป็นไฉน ? ตระกูลที่ประกอบด้วย

องค์ ๙ เหล่านี้; คือ เขาไม่ต้อนรับด้วยความพอใจ, ไม่อภิวาทด้วย

ความพอใจ, ไม่ให้อาสนะด้วยความพอใจ, ซ่อนของที่มีอยู่ของเขา

ไว้, เมื่อของมีอยู่มาก ก็ให้แต่น้อย, เมื่อมีของประณีต ก็ให้ของ

เศร้าหมอง, ให้โดยไม่เคารพ ไม่ให้โดยความเคารพ, ไม่นั่งใกล้เพื่อ

ฟังธรรม, เมื่อกล่าวธรรมอยู่เขาก็ไม่ยินดี ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่

ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่านี้แล ภิกษุยังไม่เข้าไปแล้ว ก็ไม่ควรเข้าไป

และครั้นเข้าไปแล้ว ก็ไม่ควรนั่งใกล้.

ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ ภิกษุยังไม่เข้าไป

ก็ควรเข้าไป และเมื่อเข้าไปแล้ว ก็ควรนั่งใกล้. ตระกูลที่ประกอบ

ด้วยองค์ ๙ เป็นไฉน ? ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่านี้ คือ

เขาต้อนรับด้วยความพอใจ, อภิวาทด้วยความพอใจ, ให้อาสนะด้วย

ความพอใจ, ไม่ซ่อนของที่มีอยู่ของเขาไว้, เมื่อของมีมาก ก็ให้มาก,

เมื่อมีของประณีต ก็ให้ของประณีต, รู้โดยเคารพ ไม่ให้โดย

ไม่เคารพ, เข้าไปนั่งใกล้เพื่อฟังธรรม, เมื่อกล่าวธรรมอยู่ เขาก็ยินดี

ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่านี้แล ภิกษุยังไม่

เข้าไป ก็ควรเข้าไป และครั้นเข้ารูปแล้ว ก็ควรนั่งใกล้" ดังนี้แล้ว

จึงตรัสว่า " มหาบพิตร สาวกของอาตมภาพ เมื่อไม่ได้ความคุ้นเคย

จากสำนักของพระองค์ จึงจักไม่ไป ด้วยประการฉะนี้แล; แท้จริง

โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้เขาบำรุงอยู่ด้วยความเคารพในที่ ๆ ไม่คุ้น

เคย ถึงเวทนาแทบปางตาย ก็ได้ไปสู่ที่ของผู้คุ้นเคยกันเหมือนกัน. อัน

พระราชาทูลถามว่า ในกาลไร ? พระเจ้าข้า " ทรงนำอดีตนิทานมา

( สาธกดังต่อไปนี้ ) :-

เรื่องเกสวดาบส
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติในพระนคร

พาราณสี พระราชาทรงพระนามว่าเกสวะ ทรงสละราชสมบัติผนวชเป็น

ฤาษี. บุรุษ ๕๐๐ คน (ออก) บวชตามพระราชานั้น. ท้าวเธอได้

พระนามว่าเกสวดาบส. อนึ่ง นายภูษามาลาของพระองค์ก็ได้ตามบวช

เป็นอันเตวาสิกนามว่ากัปปกะ เกสวดาบสกับบริษัทอาศัยอยู่ในหิมวันต-

ประเทศสิ้น ๘ เดือน ในฤดูฝน เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว

ไปถึงกรุงพาราณสีแล้ว เข้าไปสู่พระนครเพื่อภิกษา, ลำดับนั้น พระราชา

ทอดพระเนตรเห็นดาบสนั้น ทรงเลื่อมใส. ทรงรับปฏิญญาเพื่อประโยชน์

แก่การอยู่ในสำนักของพระองค์ตลอด ๔ เดือน (นิมนต์) ให้พักอยู่

ในพระราชอุทยาน ย่อมเสด็จไปสู่ที่บำรุงพระดาบสนั้น ทั้งเย็นทั้งเช้า.

พวกดาบสที่เหลือพักอยู่ ๒-๓ วัน รำคาญด้วยเสียงอึงคะนึงต่าง ๆ มีเสียง

ช้างเป็นต้น(อันเสียงทั้งหลายมีเสียงช้างเป็นต้น เบียดเบียนแล้ว.) จึงกล่าวว่า

" ท่านอาจารย์พวกกระผมรำคาญใจ, จะไปละ"

เกสวะ. จะไปไหนกัน ? พ่อ.
อันเตวาสิก. ไปสู่หิมวันตประเทศ ท่านอาจารย์.
เกสวะ. ในวันที่พวกเรามาทีเดียว พระเจ้าแผ่นดินทรงรับปฏิญญา

เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ในที่นี้ตลอด ๔ เดือน, พวกเธอจักไปเสียอย่างไร

เล่า ? พ่อ.

อันเตวาสิกกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ไม่บอกพวกกระผมเสียก่อนแล้ว

จึงถวายปฏิญญา, พวกกระผมไม่สามารถจะอยู่ในที่นี้ได้, จักอยู่ใน

ที่ ๆ (พอ) ฟังความเป็นไปของท่านอาจารย์ได้ ซึ่งไม่ไกลจากที่นี้"

ดังนี้ พากันไหว้พระอาจารย์แล้วหลีกไป. อาจารย์คงอยู่กับอันเตวาสิก

ชื่อกัปปกะ (เท่านั้น).

พระราชาเสด็จมาสู่ที่บำรุง ตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย

ไปไหน ? " เกสวดาบสทูลว่า " มหาบพิตร พวกดาบสเหล่านั้นบอกว่า

' พวกกระผมรำคาญใจ' ดังนี้แล้ว ก็ไปสู่หิมวันตประเทศ"

กาลต่อมาไม่นานนัก แม้กัปปกดาบสก็รำคาญแล้ว แม้ถูกอาจารย์

ห้ามอยู่บ่อย ๆ ก็กล่าวว่า " ไม่อาจ " แล้วก็หลีกไป.

แต่กัปปกดาบสนั้น ไม่ไปสำนักของพวกดาบสนอกนี้ คอยฟังข่าว(ปวตฺตึ.)

ของอาจารย์อยู่ในที่ไม่ไกลนัก.

ในกาลต่อมาเมื่ออาจารย์คิดถึงพวกอันเตวาสิก โรคในท้องก็เกิดขึ้น
พระราชารับสั่งให้แพทย์เยียวยา. โรคก็ไม่สงบได้. พระดาบสจึง

ทูลว่า " มหาบพิตร พระองค์ทรงพระประสงค์จะให้โรคของอาตมภาพ

สงบหรือ ?"

พระราชา ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หากว่าข้าพเจ้าอาจ, ก็พึงทำความ

ผาสุกแก่ท่าน เดี๋ยวนี้แหละ.

ดาบส. มหาบพิตร หากว่า พระองค์ทรงปรารถนาความสุขแก่

อาตมภาพไซร้, โปรดส่งอาตมภาพไปสำนักพวกอันเตวาสิกเถิด.

พระราชาทรงรับว่า "ดีล่ะ ขอรับ" แล้วให้ดาบสนั้นนอน

บนเตียงน้อย ทรงส่งอำมาตย์ (ไป) ๔ นาย มีนารทอำมาตย์เป็น

หัวหน้า ด้วยรับสั่งว่า "พวกท่านทราบข้าวของพระผู้เป็นเจ้าของเรา

แล้ว พึงส่งข่าวถึงเรานะ."

กัปปกอันเตวาสิก ทราบว่าอาจารย์มา ก็ทำการต้อนรับ เมื่ออาจารย์

กล่าวว่า "พวกนอกนี้ไปอยู่ที่ไหนกัน ? " จึงเรียนว่า " ทราบว่าอยู่

ที่โน้น."

อันเตวาสิกแม้เหล่านั้น ทราบว่าอาจารย์มาแล้ว (มา) ประชุม

กัน ณ ที่นั้นนั่นแล ถวายน้ำร้อนแล้ว ได้ถวายผลาผลแก่อาจารย์.

โรคสงบแล้วในขณะนั้นเอง. พระดาบสนั้น มีวรรณะประดุจทองคำโดย

๒-๓ วันเท่านั้น.

ลำดับนั้น นารทอำมาตย์ถามว่า(ขุ. ชา. จตุกก. ๒๗/๑๖๐. อรรถกถา. ๔/๔๐๕.) :-
" ข้าแต่เกสีดาบสผู้มีโชค อย่างไรหนอ ท่านจึง
ละพระราชา ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์ ผู้บันดาลสมบัติ
น่าใคร่ทั้งสิ้นให้สำเร็จเสีย แล้วยินดีในอาศรมของ
กัปปกดาบส."
ท่านตอบว่า :-
" คำไพเราะชวนให้รื่นรมย์มีอยู่, รุกขชาติเป็น
ที่เพลินใจมีอยู่, ดูก่อนนารทะ คำที่กัปปกะกล่าวดี
แล้ว ย่อมให้เรายินดีได้ "
นารทอำมาตย์ถามว่า
" ท่านบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีอันเจือด้วยรส
เนื้อดี ๆ แล้ว, ข้าวฟ่างและลูกเดือย ซึ่งหารสเค็ม
มิได้ จะทำให้ห่านยินดีได้อย่างไร ?"
ท่านตอบว่า
" ผู้คุ้นเคยกันบริโภค(ภุญฺเชยฺย
ในชาดกและบาลีเป็น ภุญฺเช อรรถถาแก้เป็น ภุญฺชิ.)อาหารไม่อร่อยหรืออร่อย
น้อยหรือมากในที่ใด, (อาหารที่บริโภคในที่นั้นก็ให้
สำเร็จประโยชน์ได้) เพราะว่า รสทั้งหลายมีความ
คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง."
พระศาสดาทรงย่อชาดก
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวล

ชาดก ตรัสว่า " พระราชา ในครั้งนั้น ได้เป็นโมคคัลลานะ, นารท-

อำมาตย์ ได้เป็นสารีบุตร, อันเตวาสิกชื่อกัปปกะ ได้เป็นอานนท์,

เกสวดาบส เป็นเราเอง " ดังนี้แล้ว ตรัสว่า อย่างนั้น มหาบพิตร

บัณฑิตในปางก่อน ถึงเวทนาปางตาย ได้ไปสู่ที่คนมีความคุ้นเคยกันแล้ว,

สาวกทั้งหลายของอาตมภาพ ชะรอยจะไม่ได้ความคุ้นเคยในสำนักของ

พระองค์."

พระราชาทรงส่งสาสน์ไปขอธิดาเจ้าศากยะ
พระราชาทรงดำริว่า เราควรจะทำความคุ้นเคยกับภิกษุสงฆ์,

เราจักทำอย่างไรหนอ ?" ดังนี้แล้ว ทรงดำริ ( อีก ) ว่า "ควรทำ

พระธิดาแห่งพระญาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไว้ในพระราชมนเฑียร,

เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกภิกษุหนุ่มและพวกสามเณร ( ก็จะ) คุ้นเคยแล้วมา

ยังสำนักของเราเป็นนิตย์ ด้วยคิดว่า "พระราชาเป็นพระญาติของพระ-

สัมมาสัมพุทธเจ้า" ดังนี้ ส่งพระราชสาสน์ไปสำนักเจ้าศากยะทั้งหลายว่า

" ขอเจ้าศากยะทั้งหลาย จงประทานพระธิดาคนหนึ่ง แก่หม่อมฉัน,"

แล้วรับสั่งบังคับทูตทั้งหลายว่า "พวกท่านพึงถามว่า 'เป็นพระธิดา

แห่งเจ้าศากยะองค์ไหน ?' แล้ว ( จึง ) มา."

เจ้าศากยะให้ธิดานางทาสีแก่พระเจ้าปเสนทิ
พวกทูตไปแล้ว ทูลขอเจ้าหญิง (คนหนึ่ง ) กะเจ้าศากยะทั้งหลาย

เจ้าศากยะเหล่านั้นประชุมกันแล้ว ทรงดำริว่า พระราชาเป็นฝักฝ่ายอื่น;

ผิว่า พวกเราจักไม่ให้ไซร้, ท้าวเธอจักทำให้เราฉิบหาย; ก็ (เมื่อว่า )

โดยสกุล ท้าวเธอไม่เสมอกับเราเลย; พวกเราควรทำอย่างไรกันดี ?"

ท้าวมหานาม ตรัสว่า "ธิดาของหม่อมฉัน ชื่อวาสภขัตติยา เกิด

ในท้องของนางทาสี ถึงความเป็นผู้มีรูปงามเลิศมีอยู่, พวกเราจักให้นาง

นั้น" ดังนี้แล้ว จึงรับสั่งกะพวกทูตว่า "ดีละ พวกเราจักถวายเจ้าหญิง

แด่พระราชา."

ทูต. เป็นพระธิดาของเจ้าศากยะองค์ไหน ?
เจ้าศากยะ. เป็นพระธิดาของท้าวมหานามศากยราช ผู้เป็นพระ

โอรสของพระเจ้าอาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อวาสภขัตติยา.

ทูตเหล่านั้นไปกราบทูลแด่พระราชา (ของตน.) พระราชาตรัส

ว่า " ถ้าอย่างนั้นก็ดีละ, พวกเธอจงรีบนำมาเถิด; ก็ธรรมดาพวกกษัตริย์

มีเล่ห์กลมาก ( จะ ) พึงส่งแม้ลูกสาวของนางทาสีมา (ก็อาจเป็นได้),

พวกท่านจงนำธิดาผู้เสวยอยู่ในภาชนะเดียวกันกับพระบิดามา " ดังนี้แล้ว

ทรงส่งทูตทั้งหลายไป.

พวกเขาไปแล้วกราบทูลว่า "ขอเดชะ พระราชาทรงปรารถนา

พระธิดาผู้เสวยร่วมกับพระองค์" ท้าวมหานามรับสั่งว่า " ได้ซิ พ่อ "

(จึง) ให้ตกแต่งนาง ในเวลาเสวยของพระองค์รับสั่งให้เรียกนางมา

แสดงอาการ (ประหนึ่ง) ร่วมเสวยกับนางแล้วมอบแก่ทูตทั้งหลาย.

พวกเขาพานางไปยังเมืองสาวัตถีแล้ว กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชา.

พระราชาทรงพอพระทัย ตั้งให้นางเป็นใหญ่กว่าสตรี ๕๐๐ คน

อภิเษกไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี. ต่อกาลไม่ช้านัก นาง (ก็) ประสูติ

พระโอรส มีวรรณะเหมือนทองคำ. ต่อมาในวันขนานพระนามพระโอรส

นั้น พระราชาทรงส่งพระราชสาสน์ไปสำนักพระอัยยิกาว่า "พระนาง

วาสภขัตติยา พระธิดาแห่งศากยราช ประสูติพระโอรสแล้ว, จะทรง

ขนานพระนามพระกุมารนั้นว่าอย่างไร ?"

ฝ่ายอำมาตย์ผู้รับพระราชสาสน์นั้นไป ค่อนข้างหูตึง. เขาไปแล้ว

ก็กราบทูลแก่พระอัยยิกาของพระราชา.

พระกุมารได้พระนามว่าวิฑูฑภะ
พระอัยยิกานั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสว่า "พระนางวาสภ-

ขัตติยา แม้ไม่ประสูติพระโอรส ก็ได้ครอบครองชนทั้งหมด, ก็บัดนี้

นางจักเป็นที่โปรดปรานยิ่งของพระราชา."

อำมาตย์หูตึงฟังคำว่า " วัลลภา" ไม่ค่อยชัด เข้าใจว่า "วิฑูฑภะ"

ครั้นเข้าเฝ้าพระราชาแล้ว ก็กราบทูลว่า "ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรง

ขนานพระนามพระกุมารว่า ' วิฑูฑภะ' เถิด."

พระราชาทรงดำริว่า "คำว่า 'วิฑูฑภะ.่ จักเป็นชื่อประจำ

ตระกูลเก่าของเรา" จึงได้ทรงขนานพระนามว่า " วิฑูฑภะ."

วิฑูฑภะเสด็จเยี่ยมศากยสกุล
ต่อมา พระราชาได้พระราชทานดำแหน่งเสนาบดีแก่วิฑูฑภกุมาร

นั้น ในเวลาที่ยังทรงพระเยาว์นั่นแล ด้วยตั้งพระทัยว่า "จะกระทำให้

เป็นที่โปรดปรานของพระศาสดา."

วิฑูฑภะนั้น ทรงเจริญด้วยเครื่องบำรุงสำหรับกุมาร ในเวลามี

พระชนม์ ๗ ขวบ ทรงเห็นของเล่นต่าง ๆ มีรูปช้างและรูปม้าเป็นต้น

ของกุมารเหล่าอื่น อันบุคคลนำมาจากตระกูลยาย จึงถามพระมารดาว่า

" เจ้าแม่ ใคร ๆ เขาก็นำบรรณาการมาจากตระกูลยายเพื่อพวกกุมาร

เหล่าอื่น, พระญาติไร ๆ ย่อมไม่ส่งบรรณาการไร ๆ มาเพื่อหม่อมฉัน

(บ้างเลย). เจ้าแม่ไม่มีพระชนนีพระชนกหรือ ?"

ทีนั้น พระมารดาจึงลวงโอรสนั้นว่า " พ่อ เจ้าศากยะเป็นยาย

ของเจ้ามีอยู่, แต่อยู่ไกล, เหตุนั้น พวกท่าน (จึง ) มิได้ส่งเครื่อง

บรรณาการไร ๆ มาเพื่อเจ้า."

ในเวลามีพระชันษาครบ ๑๖ ปี พระกุมารจึงทูลพระมารดาอีก

ว่า "เจ้าแม่ หม่อมฉันใคร่จะเยี่ยมตระกูลพระเจ้ายาย " แม้ถูกพระมารดา

ห้ามอยู่ว่า "อย่าเลย ลูกเอ๋ย, ลูกจักไปทำอะไรในที่นั้น "ก็ยังอ้อนวอน

ร่ำไป.

ทีนั้น พระมารดาของพระกุมาร ก็ทรงยินยอมว่า " ถ้าอย่างนั้นก็

ไปเถิด."

พวกศากยะต้องรับวิฑูฑภะ'
พระกุมารกราบทูลพระราชบิดาแล้ว เสด็จออกไป พร้อมด้วย

บริวารเป็นอันมาก. พระนางวาสภขัตติยาทรงส่งจดหมายล่วงหน้าไปก่อน

ว่า " หม่อมฉันอยู่ในที่นี้สบายดี, พระญาติทั้งหลายอย่าแสดงโทษไร ๆ

ของพระสวามีแก่พระกุมารนั้นเลย."

เจ้าศากยะทรงทราบว่าวิฑูฑภกุมารเสด็จมา ทรงปรึกษากันว่า

" พวกเราไม่อาจไหว้ (วิฑูฑภกุมาร) ได้" จึงส่งพระกุมารทั้งหลาย

ที่เด็ก ๆ กว่าวิฑูฑภะนั้นไปยังชนบทเสีย, เมื่อวิฑูฑภกุมารนั้นเสด็จถึง

กบิลพัสดุ์บุรี, ก็ประชุมกันในท้องพระโรง. วิฑูฑภกุมารได้เสด็จไป

ประทับอยู่ ณ ที่นั้น.

ลำดับนั้น พวกเจ้าศากยะกล่าวกะพระกุมารนั้นว่า "พ่อ ผู้นี้เป็น

พระเจ้าตาของพ่อ. ผู้นี้เป็นพระเจ้าลุง." วิฑูฑภกุมารนั้น เที่ยวไหว้เจ้า

ศากยะทั้งหมด มิได้เห็นเจ้าศากยะแม้องค์หนึ่งไหว้ตน (จึง) ทูลถามว่า

" ทำไมหนอ จึงไม่มีเจ้าศากยะทั้งหลายไหว้หม่อมฉันบ้าง ?"

พวกเจ้าศากยะตรัสว่า "พ่อ กุมารที่เป็นน้อง ๆ ของพ่อเสด็จไป

ชนบท (เสียหมด) แล้วทรงทำสักการะให้แก่พระกุมารนั้น. พระ-

องค์ประทับอยู่สิ้น ๒-๓ วัน ก็เสด็จออกจากพระนครด้วยบริวารเป็น

อันมาก.

วิฑูฑภะกลับสู่เมืองของตน
ลำดับนั้น นางทาสีคนหนึ่งแช่งด่าว่า "นี้เป็นแผ่นกระดานที่บุตร

ของนางทาสีชื่อวาสภขัตติยานั่ง" ดังนี้แล้ว ล้างแผ่นกระดานที่พระกุมาร

นั้นนั่งในท้องพระโรง ด้วยน้ำเจือด้วยน้ำนม. มหาดเล็กคนหนึ่ง ลืม

อาวุธของตนไว้ กลับไปเอาอาวุธนั้น ได้ยินเสียงด่าวิฑูฑภกุมาร จึงถาม

โทษนั้น ทราบว่า "นางวาสภขัตติยา เกิดในท้องของนางทาสีของท้าว

มหานามศากยะ" ( จึง) บอกกล่าวแก่พวกพล. ได้มีการอื้อฉาวกัน

อย่างขนานใหญ่ว่า "ได้ยินว่า พระนางวาสภขัตติยา เป็นธิดาของ

นางทาสี."

วิฑูฑภะทรงอาฆาตพวกเจ้าศากยะ
เจ้าวิฑูฑภะทรงสดับคำนั้น ตั้งพระหฤทัยไว้ว่า "เจ้าศากยะ

เหล่านั้น จงล้างแผ่นกระดานที่เรานั่งด้วยน้ำเจือด้วยนมก่อน. แต่ใน

กาลที่เราดำรงราชสมบัติแล้ว เราจักเอาเลือดในลำคอของเจ้าศากยะ

เหล่านั้น ล้างแผ่นกระดานที่เรานั่ง" เมื่อพระองค์เสด็จยาตราถึงกรุง

สาวัตถี, พวกอำมาตย์ก็กราบทูลเรื่องทั้งหมดแด่พระราชา.

พระราชาทรงพิโรธเจ้าศากยะว่า " ได้ให้ธิดานางทาสีแก่เรา"

จึงรับสั่งให้ริบเครื่องบริหารที่พระราชทานแก่พระนางวาสภขัตติยาและ

พระโอรสให้พระราชทานเพียงสิ่งของอันผู้เป็นทาสและทาสีพึงได้เท่านั้น.

ต่อมา โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน พระศาสดาเสด็จไปยังพระราช-

นิเวศน์ ประทับนั่งแล้ว. พระราชาเสด็จมาถวายบังคมแล้วทูลว่า "ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ ข่าวลือว่า พวกพระญาติของพระองค์ประทานธิดาแห่ง

นางทาสีแก่หม่อมฉัน . เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงริบเครื่องบริหารของ

นางวาสภขัตติยานั้นพร้อมทั้งบุตร ให้ ๆ เพียงสิงของอันผู้เป็นทาสและ

ทาสีควรได้เท่านั้น."

พระศาสดาตรัสว่า "มหาบพิตร พวกเจ้าศากยะทำกรรมไม่สมควร,

ธรรมดาเมื่อจะให้ ก็ควรให้พระธิดาที่มีชาติเสมอกัน; มหาบพิตร ก็

อาตมภาพขอทูลพระองค์ว่า 'พระนางวาสภขัตติยาเป็นพระธิดาของขัตติย-

ราช ได้อภิเษกในพระราชมนเฑียรของขัตติยราช. ฝ่ายวิฑูฑภกุมาร ก็

ทรงอาศัยขัตติยราชนั่นแลประสูติแล้ว, ธรรมดาว่า โคตรฝ่ายมารดาจัก

ทำอะไร (ได้) โคตรฝ่ายบิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ" ดังนี้แล้ว ตรัสว่า

" โบราณกบัณฑิตทั้งหลายได้พระราชทานตำแหน่งอัครมเหสี แก่หญิงผู้

ยากจนชื่อกัฏฐหาริกา(หญิงหาบฟืน.), และพระกุมารที่เกิดในท้องของนางนั้น (ก็) ถึง

ความเป็นพระราชาในพระนครพาราณสี (อันกว้างใหญ่ไพศาล) ถึง

๑๒ โยชน์ ทรงพระนามว่า " กัฏฐวาหนราช" แล้วตรัสกัฏฐหาริย-

ชาดก(ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๓. อรรถกถา. ๑/๒๐๔. แต่ในที่นั้น เป็น กัฏฐหาริชาดก.).

พระราชาทรงสดับธรรมกถา ทรงยินดีว่า "ทราบว่า โคตรฝ่าย

บิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ " จึงรับสั่งให้พระราชทานเครื่องบริหารเช่นเคยนั่น

แล แก่มารดาและบุตร.

พันธุละพาภรรยาผู้แพ้ท้องอาบน้ำ
ภรรยาแม้ของพันธุลเสนาบดีแล ชื่อมัลลิกา ซึ่งเป็นพระธิดาของ

เจ้ามัลละ ในกุสินารานคร ไม่คลอดบุตรสิ้นกาลนาน.

ต่อมา พันธุลเสนาบดีส่งนางไปว่า "เจ้าจงไปสู่เรือนแห่งตระกูล

ของตนเสียเถิด."

นางคิดว่า "เราจักเฝ้าพระศาสดาแล้วจึงไป" จึงเข้าไปยังพระ-

เชตวัน ยืนถวายบังคนพระตถาคต อันพระตถาคตตรัสถามว่า "เธอ

จะไป ณ ที่ไหน ?" กราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สามีส่งหม่อมฉัน

ไปสู่เรือนแห่งตระกูล."

พระศาสดา. เพราะเหตุไร ?
นาง. นัยว่า หม่อมฉันเป็นหมัน ไม่มีบุตร.
พระศาสดา. ถ้าอย่างนั้น. กิจคือการไปไม่มี, จงกลับเสียเถิด.
นางดีใจ ถวายบังคมพระศาสดา กลับไปสู่นิเวศน์ เมื่อสามีถามว่า

" กลับมาทำไม ?" ตอบว่า "พระทศพลให้ฉันกลับ." พันธุละคิดว่า

" พระทศพลทรงเห็นการณ์ไกล จักเห็นเหตุ ( นี้ ) " จึงรับไว้. ต่อมา

ไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์ เกิดแพ้ท้อง บอกว่า "ความแพ้ท้องเกิด

แก่ฉันแล้ว."

พันธุละ. แพ้ท้องอะไร ?
นาง. นาย ฉันใคร่จะลงอาบแล้ว ดื่มน้ำควรดื่มในสระโบกขรณี

อันเป็นมงคล ในงานอภิเษกแห่งคณะราชตระกูลในนครไพสาลี.

พันธุละกล่าวว่า "ดีละ" แล้วถือธนูอันบุคคลพึงโก่งด้วยเรี่ยวแรง

ของบุรุษพันหนึ่ง อุ้มนางขึ้นรถ ออกจากเมืองสาวัตถี ขับรถเข้าไปสู่

เมืองไพสาลี โดยประตูที่เจ้าลิจฉวีให้แก่มหาลิลิจฉวี.

ก็ที่อยู่อาศัยของเจ้าลิจฉวีนามว่ามหาลิ มีอยู่ ณ ที่ใกล้ประตูนั่นแล.

พอท่านได้ยินเสียงรถกระทบธรณีประตูก็รู้ว่า " เสียงรถของพันธุละ"

จึงกล่าวว่า "วันนี้ ภัยจะเกิดแก่พวกเจ้าลิจฉวี."

การอารักขาสระโบกขรณี แข็งแรงทั้งภายในและภายนอก, เบื้อง

บนเขาขึงข่ายโลหะ, แม้นกก็ไม่มีโอกาส.

ฝ่ายพันธุลเสนาบดีลงจากรถ เฆี่ยนพวกมนุษย์ผู้รักษาด้วยหวายให้

หลบหนีไป แล้วตัดข่ายโลหะ ให้ภริยาอาบแล้ว แม้ตนเองก็อาบใน

ภายในสระโบกขรณีแล้ว อุ้มนางขึ้นรถอีก ออกจากพระนคร ขับไปโดย

ทางที่มาแล้วนั่นแล.

พวกเจ้าลิจฉวีติดตาม
พวกเจ้าหน้าที่ผู้รักษา ทูลเรื่องแก่พวกเจ้าลิจฉวี. พวกเจ้าลิจฉวี

กริ้ว เสด็จขึ้นรถ ๕๐๐ คัน (ขับ) ออกไปด้วยเจตนาว่า "จักจับเจ้า

มัลละชื่อพันธุละ." ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่เจ้ามหาลิ.

เจ้ามหาลิตรัสว่า "พวกท่านอย่าเสด็จไป, เพราะเจ้าพันธุละนั้น

จักฆ่าพวกท่านทั้งหมด." แม้เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นก็ยังตรัสว่า "พวกข้าพเจ้า

จักไปให้ได้." เจ้ามหาลิ ตรัสว่า " ถ้ากระนั้น พวกท่านทรงเห็นที่ ๆ

ล้อรถจมลงไปสู่แผ่นดินจนถึงดุมแล้ว ก็พึงเสด็จกลับ; เมื่อไม่กลับแต่

นั้น จักได้ยินเสียงราวกับสายอสนีบาตข้างหน้า, พึงเสด็จกลับจากที่นั้น;

เมื่อไม่กลับแต่นั้น จักเห็นช่องในแอกรถของพวกท่าน, พึงกลับแต่ที่นั้น

ทีเดียว, อย่าได้เสด็จไปข้างหน้า ( เป็นอันขาด )."

เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ไม่เสด็จกลับตามคำของเจ้ามหาลิ พากันติดตาม

พันธุละเรื่อยไป. นางมัลลิกาเห็นแล้ว จึงกล่าวว่า "นาย รถทั้งหลาย

ย่อมปรากฏ."

พันธุละกล่าวว่า "ถ้ากระนั้น ในเวลารถปรากฏเป็นต้นเดียวกัน

ทีเดียว เจ้าพึงบอก."

ในกาลเมื่อรถทั้งหมดปรากฏดุจเป็นต้นเดียวกัน นางจึงบอกว่า

"นาย งอนรถปรากฏเป็นต้นเดียวกันทีเดียว."

พันธุละกล่าวว่า " ถ้ากระนั้น เจ้าจงจับเชือกเหล่านี้ " แล้วให้

เชือกแก่นาง ยืนตรงอยู่บนรถ โก่งธนูขึ้น. ล้อรถจมลงไปสู่แผ่นดิน

ถึงดุม. เจ้าลิจฉวีทรงเห็นที่นั้นแล้ว ก็ยังไม่เสด็จไป. เจ้าพันธุละนอกนี้

ไปได้หน่อยหนึ่งก็ดีดสายธนู. เสียงสายธนูนั้นได้เป็นประหนึ่งอสนีบาต.

เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นก็ยังไม่เสด็จกลับแม้จากที่นั้น, ยังเสด็จติดตามไปอยู่นั่น

แล.

อำนาจลูกศรของพันธุละ
พันธุละยืนอยู่บนรถนั่นแล ยิงลูกศรไปลูกหนึ่ง ลูกศรนั้น ทำ

งอนรถ ๕๐๐ คันให้เป็นช่องแล้ว แทงทะลุพระราชา ๕๐๐ ในที่ผูกเกราะ

แล้วจมลงไปในแผ่นดิน.

เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ไม่รู้ว่าคนถูกลูกศรแทงแล้วตรัสว่า " เฮ้ย หยุด

ก่อน, เฮ้ย หยุดก่อน" ยังเสด็จติดตามไปนั่นแล. พันธุลเสนาบดี

หยุดรถแล้วกล่าวว่า " พวกท่านเป็นคนตาย. ชื่อว่าการรบของข้าพเจ้า

กับคนตายทั้งหลาย ย่อมไม่มี."

เจ้าลิจฉวี. ชื่อว่าคนตาย ไม่เหมือนเรา.
พันธุละ. ถ้ากระนั้น พวกท่านจงแก้เกราะของคนหลังทั้งหมดดู.
พวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นให้แก้แล้ว. เจ้าลิจฉวีองค์นั้น ล้มลงสิ้น

ชีพิตักษัยในขณะแก้เกราะออกแล้วนั่งเอง.

ทีนั้น พันธุละจึงกล่าวกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า "พวกท่านแม้ทั้งหมด

ก็เหมือนกัน, เสด็จไปเรือนของตน ๆ แล้ว จึงจัดสิ่งที่ควรจัด พร่ำสอน

ลูกเมีย แล้วแก้เกราะออก.

เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น กระทำอย่างนั้นทุก ๆ องค์ ถึงชีพิตักษัยแล้ว.
พันธุละมีบุตร ๓๒ คน
ฝ่ายพันธุละ พานางมัลลิกามายังเมืองสาวัตถี. นางคลอดบุตรเป็น

คู่ ๆ ถึง ๑๖ ครั้ง.

แม้บุตรของนางทั้งหมดได้เป็นผู้แกล้วกล้า ถึงพร้อมด้วยกำลัง, ถึง

ความสำเร็จศิลปะทั้งหมด. คนหนึ่ง ๆ ได้มีบุรุษพันคนเป็นบริวาร. พระ-

ลานหลวงเต็มไปด้วยบุตรเหล่านั้นแล ซึ่งไปราชนิเวศน์กับบิดา.

พันธุละเสนาบดีถูกฆ่าพร้อมทั้งบุตร
อยู่มาวันหนึ่ง พวกมนุษย์แพ้ความด้วยคดีโกงในการวินิจฉัย เห็น

พันธุละกำลังเดินมา ร่ำร้องกันใหญ่ แจ้งการกระทำคดีโกงของพวก

อำมาตย์ผู้วินิจฉัย แก่พันธุละนั้น.

พันธุละไปสู่โรงวินิจฉัย พิจารณาคดีนั้นแล้ว ได้ทำผู้เป็นเจ้าของ

นั่นแล ให้เป็นเจ้าของ. มหาชนให้สาธุการเป็นไปด้วยเสียงอันดัง.

พระราชาทรงสดับเสียงนั้น ตรัสถามว่า " นี่อะไรกัน?" เมื่อทรง

สดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงโสมนัส ให้ถอดพวกอำมาตย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด

ทรงมอบการวินิจฉัยแก่พันธุละเท่านั้น. ตั้งแต่นั้นมา พันธุละก็วินิจฉัย

โดยถูกต้อง. จำเติมตั้งแต่วันนั้นมา พวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัยรุ่นเก่า ไม่

ได้ค่าจ้าง มีรายได้น้อย ยุยงในราชตระกูลว่า " พันธุละปรารถนาเป็น

พระราชา."

พระราชาทรงเชื่อคำของอำมาตย์เหล่านั้น มิได้อาจจะทรงข่มพระ-

หฤทัยได้, ทรงดำริอีกว่า " เมื่อพันธุละถูกฆ่าตายในที่นี้นั้นแล. ความ

ครหาก็จักเกิดแก่เรา" ทรงมีรับสั่งให้บุรุษที่แต่งไว้ โจมตีปัจจันตนคร

แล้วรับสั่งให้หาพันธุละมา ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า "ทราบว่า จังหวัด

ปลายแดน โจรกำเริบขึ้น. ท่านพร้อมทั้งบุตรของท่านจงไปจับโจรมา ,"

แล้วทรงส่งนายทหารผู้ใหญ่ซึ่งสามารถเหล่าอื่น ไปกับพันธุละเสนาบดีนั้น

ด้วยพระดำรัสว่า "พวกท่านจงตัดศีรษะพันธุลเสนาบดีพร้อมทั้งบุตร

๓๒ คน ในที่นั้นแล้วนำมา."

เมื่อพันธุละนั้นพอถึงจังหวัดปลายแดน, พวกโจรที่พระราชาทรง

แต่งไว้ กล่าวกันว่า " ทราบว่า ท่านเสนาบดีมา" แล้วพากันหลบหนี

ไป.

พันธุลเสนาบดีนั้น ยังประเทศนั้นให้สงบราบคาบแล้ว ก็กลับมา.

ลำดับนั้น ทหารเหล่านั้นก็ตัดศีรษะพันธุลเสนาบดีพร้อมกับบุตรทั้งหมด

ในที่ใกล้พระนคร.

นางมัลลิกาเทวีไม่มีความเสียใจ
วันนั้น นางมัลลิกาเทวี นิมนต์พระอัครสาวกทั้งสองพร้อมทั้ง

ภิกษุ ๕๐๐ รูป.

ครั้นในเวลาเช้า พวกคนได้นำหนังสือมาให้นาง เนื้อความว่า

"โจรตัดศีรษะสามีพร้อมทั้งบุตรของท่าน." นางรู้เรื่องนั้นแล้ว ไม่บอก

ใคร ๆ พับหนังสือใส่ไว้ในพกผ้า อังคาสภิกษุสงฆ์เรื่อยไป.

ขณะนั้น สาวใช้ของนางถวายภัตแก่ภิกษุแล้ว นำถาดเนยใสมา

ทำถาดแตกตรงหน้าพระเถระ. พระธรรมเสนาบดีกล่าวว่า " สิ่งของมี

อันแตกเป็นธรรมดา ก็แตกไปแล้ว, ใคร ๆ ไม่ควรคิด."

นางมัลลิกานั้น นำเอาหนังสือออกจากพกผ้า เรียนท่านว่า "เขา

นำหนังสือนี้มาให้แก่ดิฉัน เนื้อความว่า 'พวกโจรตัดศีรษะบิดาพร้อม

ด้วยบุตร ๓๒ คน,' ดิฉันแม้สดับเรื่องนี้แล้ว ก็ยังไม่คิด; เมื่อ (เพียง)

ถาดเนยใสแตก ดิฉันจักคิดอย่างไรเล่า ? เจ้าข้า."

พระธรรมเสนาบดีกล่าวคำเป็นต้นว่า :-
"ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ในโลกนี้ ไม่มีนิมิต
ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ ทั้งฝืดเคือง ทั้งน้อย, และชีวิตนั้น
ซ้ำประกอบด้วยทุกข์."

แสดงธรรมเสร็จแล้ว ลุกจากอาสนะ ได้ไปวิหารแล้ว.

ฝ่ายนางมัลลิกาให้เรียกบุตรสะใภ้ทั้ง ๓๒ คนมาแล้ว สั่งสอนว่า

"สามีของพวกเธอไม่มีความผิด ได้รับผลกรรมในชาติก่อนของตน, เธอ

ทั้งหลายอย่าเศร้าโศก อย่าปริเทวนาการ, อย่าทำการผูกใจแค้นเบื้องบน

พระราชา."

จารบุรุษของพระราชา ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว กราบทูลความที่ชน

เหล่านั้นไม่มีโทษแด่พระราชา. พระราชาทรงถึงความสลดพระหฤทัยเสด็จ

ไปนิเวศน์ของนางมัลลิกานั้น ให้นางมัลลิกาและหญิงสะใภ้ของนางอดโทษ

แล้วได้พระราชทานพรแก่นางมัลลิกา. นางกราบทูลว่า "พรจงเป็นพร

อันหม่อมฉันรับไว้เถิด" เมื่อพระราชานั้นเสด็จไปแล้ว, ถวายภัตเพื่อผู้

ตาย อาบน้ำแล้ว เข้าเฝ้าพระราชา ทูลว่า "ขอเดชะ พระองค์พระ-

ราชทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว, อนึ่ง หม่อมฉันไม่มีความต้องการด้วยของ

อื่น, ขอพระองค์จงทรงอนุญาตให้ลูกสะใภ้ ๓๒ คนของหม่อมฉัน และ

ตัวหม่อมฉัน กลับไปเรือนแห่งตระกูลเถิด."

พระราชาทรงรับแล้ว. นางมัลลิกาส่งหญิงสะใภ้ ๓๒ คนไปสู่ตระกูล

ของตน ๆ ด้วยตนเอง. ส่วนนางได้ไปสู่เรือนแห่งตระกูลของตนใน

กุสินารานคร.

ฝ่ายพระราชา ได้พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่ทีฆการายนะผู้

ซึ่งเป็นหลานพันธุลเสนาบดี.

ก็ทีฆการายนะนั้น เที่ยวแสวงหาโทษของพระราชาด้วยคิดอยู่ว่า

" ลุงของเรา ถูกพระราชาองค์นี้ ให้ตายแล้ว." ข่าวว่า จำเดิมแต่การ

ที่พันธุละผู้ไม่มีความผิดถูกฆ่าแล้ว พระราชาทรงมีวิปฏิสาร ไม่ได้รับ

ความสบายพระหฤทัย ไม่ได้เสวยความสุขในราชสมบัติเลย.

พระราชาสวรรคต
ครั้งนั้น พระศาสดา ทรงอาศัยนิคมชื่อเมทฬุปะของพวกเจ้าศากยะ

ประทับอยู่. พระราชาเสด็จไปที่นั้นแล้ว ทรงให้ตั้งค่ายในที่ไม่ไกลจาก

พระอารามแล้ว เสด็จไปวิหาร ด้วยบริวารเป็นอันมาก ด้วยทรงดำริว่า

" จักถวายบังคมพระศาสดา" พระราชที่เครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕

(เครื่องประดับพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดินมี ๕ อย่าง คือ ๑. แส้จามรี ๒. มงกุฏ

๓. พระขรรค์ ๔. ธาระพระการ ๕. ฉลองพระบาท บางแห่งว่า ๑. พระขรรค์ ๒. เศวตฉัตร

๓. มงกุฏ ๔. ฉลองพระบาท ๕. พัดวาลวิชนี.)

แก่ทีฆการายนะแล้ว พระองค์เดียวเท่านั้น เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี. พึง

ทราบเรื่องทั้งหมดโดยทำนองแห่งธรรมเจติยสูตร( ม. ม. ๑๓/๕๐๖.). เมื่อพระองค์เสด็จเข้า

สู่พระคันธกุฎีแล้ว ทีฆการายนะจึงถือเอาเครื่องราชกกุธภัณฑ์เหล่านั้น ทำ

วิฑูฑภะให้เป็นพระราชา เหลือม้าไว้ตัวหนึ่ง และหญิงผู้เป็นพนักงาน

อุปัฏฐากคนหนึ่ง แล้วได้กลับไปเมืองสาวัตถี.

พระราชาตรัสปิยกถากับพระศาสดาแล้วเสด็จออก ไม่ทรงเห็นเสนา

จึงตรัสถามหญิงนั้น ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงดำริว่า " เราจักพา

หลานไปจับวิฑูฑภะ" ดังนี้แล้ว เสด็จไปกรุงราชคฤห์ เสด็จถึงพระนคร

เมื่อประตู (พระนคร) อันเขาปิดแล้วในเวลาวิกาล บรรทมแล้วในศาลา

แห่งหนึ่ง ทรงเหน็ดเหนื่อยเพราะลมและแดด ได้สวรรคตในที่นั้นนั่งเอง

ในเวลากลางคืน. เมื่อราตรีสว่างแล้ว, ประชาชนได้ยินเสียงหญิงคนนั้น

คร่ำครวญอยู่ว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ผู้จอมแห่งชาวโกศล พระองค์ไม่มี

ที่พึ่งแล้ว" จึงกราบทูลแด่พระราชา. ท้าวเธอ ทรงรับสั่งให้ทำสรีรกิจ

ของพระเจ้าลุง ด้วยสักการะใหญ่.

พระเจ้าวิฑูฑภะเสด็จไปพบพระศาสดา
แม้พระเจ้าวิฑูฑภะ ได้ราชสมบัติแล้ว ทรงระลึกถึงเวรนั้น ทรง

ดำริว่า " เราจักยังเจ้าศากยะแม้ทั้งหมดให้ตาย " ดังนี้แล้ว จึงเสด็จออก

ไปด้วยเสนาใหญ่.

ในวันนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นความ

พินาศแห่งหมู่พระญาติแล้ว ทรงดำริว่า " เราควรกระทำญาติสังคหะ"

ในเวลาเช้า เสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว

ทรงสำเร็จสีหไสยาในพระคันธกุฎี ในเวลาเย็นเสด็จไปทางอากาศ ประทับ

นั่งที่โคนไม้ มีเงาปรุโปร่ง ใกล้เมืองกบิลพัสดุ์.

แต่นั้นไป มีต้นไทรเงาสนิทต้นใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ในรัชสีมาของพระ-

เจ้าวิฑูฑภะ. พระเจ้าวิฑูฑภะทอดพระเนตรเห็นพระศาสดา จึงเสด็จเข้า

ไปเฝ้า ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะ

เหตุไร พระองค์จึงประทับนั่งแล้วที่โคนไม้เงาปรุโปร่งนี้ ในเวลาร้อน

เห็นปานนี้, ขอพระองค์โปรดประทับนั่งที่โคนไทร มีเงาอันสนิทนั่นเถิด

พระเจ้าข้า" เมื่อพระศาสดาตรัสตอบว่า "ช่างเถิด มหาบพิตร, ชื่อว่า

เงาของหมู่พระญาติเป็นของเย็น," จึงทรงดำริว่า "พระศาสดาจักเสด็จ

มาเพื่อทรงประสงค์รักษาหมู่พระญาติ" จึงถวายบังคมพระศาสดา เสด็จ

กลับไปสู่เมืองสาวัตถีนั่นแล. แม้พระศาสดาก็ทรงเหาะไปสู่เชตวันเหมือน

กัน. พระราชาทรงระลึกถึงโทษแห่งพวกเจ้าศากยะ เสด็จออกไปแม้ครั้ง

ที่ ๒ ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาในที่นั้นนั่นแล ก็เสด็จกลับอีก. เสด็จ

ออกไปแม้ครั้งที่ ๓ ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาในที่นั้นนั่นแล ก็เสด็จ

กลับ. แต่เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะนั้นเสด็จออกไปในครั้งที่ ๔, พระศาสดา

ทรงพิจารณาเห็นบุรพกรรมของเจ้าศากยะทั้งหลาย ทรงทราบความที่กรรม

อันลามกคือการโปรยยาพิษ ในแม่น้ำของเจ้าศากยะเหล่านั้น เป็นกรรม

อันใคร ๆ ห้ามไม่ได้ จึงมิได้เสด็จไปในครั้งที่ ๔. พระเจ้าวิฑูฑภะเสด็จ

ออกไปแล้วด้วยพลใหญ่ ด้วยทรงดำริว่า "เราจักฆ่าพวกเจ้าศากยะ."

พระเจ้าวิฑูฑภะฆ่าพวกศากยะ
ก็พระญาติทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธะชื่อว่าไม่ฆ่าสัตว์ แม้จะ

ตายอยู่ก็ไม่ปลงชีวิตของเหล่าสัตว์อื่น.

เจ้าศากยะเหส่านั้นคิดว่า " พวกเราฝึกหัดมือแล้ว มีเครื่องผูกสอด

อันทำแล้ว หัดปรือมาก, แต่พวกเราไม่อาจปลงสัตว์อื่นจากชีวิตได้เลย,

พวกเราจักแสดงกรรมของตนแล้วให้หนีไป." เจ้าศากยะเหล่านั้น ทรงมี

เครื่องผูกสอดอันทำแล้ว จึงเสด็จออกเริ่มการยุทธ. ถูกศรที่เจ้าศากยะ

เหล่านั้นยิงไปไปตามระหว่าง ๆ พวกบุรุษของพระเจ้าวิฑูฑภะ, ออกไป

โดยช่องโล่และช่องหูเป็นต้น. พระเจ้าวิฑูฑภะทอดพระเนตรเห็น, จึง

ตรัสว่า "พนาย พวกเจ้าศากยะย่อมตรัสว่า 'พวกเราเป็นผู้ไม่ฆ่าสัตว์'

มิใช่หรือ ? เมื่อเช่นนี้ ไฉนพวกเจ้าศากยะจึงยิงบุรุษของเราให้ฉิบหาย

เล่า." ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งกราบทูลพระเจ้าวิฑูฑภะนั้นว่า "ข้าแต่

เจ้า พระองค์ตรวจสอบดูแล้วหรือ ?"

พระเจ้าวิฑูฑภะ. พวกเจ้าศากยะ ยังบุรุษของเราให้ฉิบหาย.
บุรุษ. บุรุษไร ๆ ของพระองค์ ชื่อว่าตายแล้ว ย่อมไม่มี, ขอเชิญ

พระองค์จงรับสั่งให้นับบุรุษเหล่านั้นเถิด.

พระเจ้าวิฑูฑภะเมื่อรับสั่งให้นับดู ไม่ทรงเห็นหมดไปแม้คนหนึ่ง.

ท้าวเธอเสด็จกลับจากที่นั้นแล้ว ตรัสว่า " พนาย คนเหล่าใด ๆ บอกว่า

'พวกเราเป็นเจ้าศากยะ' ท่านทั้งหลาย จงฆ่าคนเหล่านั้นทั้งหมด; แต่

จงให้ชีวิต แก่คนที่ยืนอยู่ในสำนักของเจ้าศากยะมหานาม ผู้เป็นพระเจ้าตา

ของเรา.

เจ้าศากยะทั้งหลายไม่เห็นเครื่องถือที่คนพึงถือเอา บางพวกคาบหญ้า

บางพวกถือไม้อ้อ ยืนอยู่, ถูกเขาถามว่า "ท่านเป็นเจ้าศากยะหรือไม่

ใช่ ? เพราะเหตุที่เจ้าศากยะเหล่านั้น แม้จะตายก็ไม่พูดคำเท็จ; พวกที่

ยืนคาบหญ้าอยู่แล้ว จึงกล่าวว่า "ไม่ใช่เจ้าศากยะ, หญ้า." พวกที่ยืน

ถือไม้อ้อก็กล่าวว่า " ไม่ใช่เจ้าศากยะ, ไม้อ้อ." เจ้าศากยะเหล่านั้นและ

เจ้าศากยะที่ยืนอยู่ในสำนักของท้าวมหานาม ได้ชีวิตแล้ว

บรรดาเจ้าศากยะเหล่านั้น เจ้าศากยะที่ยืนคาบหญ้า ชื่อว่าเจ้าศากยะ

หญ้า, พวกที่ยืนถือไม้อ้อ ชื่อว่าเจ้าศากยะไม้อ้อ.

พระเจ้าวิฑูฑภะรับสั่งให้ฆ่าเจ้าศากยะอันเหลือทั้งหลาย ไม่เว้นทารก

แม้ยังดื่มนม ยังแม่น้ำคือโลหิต ให้ไหลไปแล้ว รับสั่งให้ล้างแผ่นกระดาน

ด้วยโลหิตในลำคอของเจ้าศากยะเหล่านั้น.

ศากยวงศ์ อันพระเจ้าวิฑูฑภะเข้าไปตัดแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้.

พระเจ้าวิฑูฑภะนั้น รับสั่งให้จับเจ้าศากยมหานาม เสด็จกลับแล้ว ใน

เวลาเสวยกระยาหารเช้า ทรงดำริว่า " เราจักเสวยอาหารเช้า" ดังนี้แล้ว

ทรงแวะในที่แห่งหนึ่ง, เมื่อโภชนะอันบุคคลนำเข้าไปแล้ว, รับสั่งให้

เรียกพระเจ้าตามา ด้วยพระดำรัสว่า " เราจักเสวยร่วมกัน."

มานะกษัตริย์
แต่กษัตริย์ทั้งหลาย ถึงจะสละชีวิต ก็ไม่ยอมเสวยร่วมกับบุตรนาง

ทาสี; เพราะฉะนั้น ท้าวมหานามทอดพระเนตรเห็นสระ ๆ หนึ่งจึงตรัสว่า

เรามีร่างกายอันสกปรก, พ่อ เราจักอาบน้ำ."

พระเจ้าวิฑูฑภะตรัสว่า " ดีละ พระเจ้าตา เชิญพระเจ้าตาอาบเถิด."

ท้าวมหานามทรงดำริว่า "พระเจ้าวิฑูฑภะนี้ จักฆ่าเราผู้ไม่บริโภคร่วม,

การตายเองของเราเท่านั้น ประเสริฐกว่า" ดังนี้แล้ว จึงทรงสยายผม

สอดหัวแม่เท้าเข้าไปในผม ขอดให้เป็นปมที่ปลาย ดำลงไปในน้ำ.

ด้วยเดชแห่งคุณของท้าวมหานามนั้น นาคภพก็แสดงอาการร้อน.

พระยานาคใคร่ครวญว่า " เรื่องอะไรกันหนอ ?" เห็นแล้วจึงมาสู่สำนัก

ของท้าวมหานามนั้น ให้ท้าวมหานามประทับบนพังพาน แล้วเชิญเสด็จ

เข้าไปสู่นาคภพ. ท้าวมหานามนั้นอยู่ในนาคภพนั้นนั่นแล สิ้น ๑๒ ปี.

ฝ่ายพระเจ้าวิฑูฑภะประทับนั่งคอยอยู่ ด้วยทรงดำริว่า "พระเจ้า

ตาของเราจักมาในบัดนี้ ; เมื่อท้าวมหานามนั้นชักช้าอยู่, จึงรับสั่งให้ค้น

ในสระ. ตรวจดูแม้ระหว่างบุรุษด้วยแสงประทีป ไม่เห็นแล้วก็เสด็จหลีก

ไป ด้วยทรงดำริว่า " พระเจ้าตาจักเสด็จไปแล้ว."

พระเจ้าวิฑูฑภะถูกน้ำท่วมสวรรคต
พระเจ้าวิฑูฑภะนั้น เสด็จถึงแม่น้ำอจิรวดีในเวลาราตรี รับสั่งให้

ตั้งค่าย แล้ว. คนบางพวก นอนแล้วที่หาดทรายภายในแม่น้ำ, บางพวก

นอนบนบกในภายนอก. แม้บรรดาพวกที่นอนแล้วในภายใน พวกที่มี

บาปกรรมอันไม่ได้กระทำแล้วในก่อน มีอยู่. แม้บรรดาพวกที่นอนแล้ว

ในภายนอก ผู้ที่มีบาปกรรมอันได้กระทำแล้วในก่อน มีอยู่, มดแดง

ทั้งหลายตั้งขึ้นแล้ว ในที่ซึ่งคนเหล่านั้นนอนแล้ว.

ชนเหล่านั้น กล่าวกันว่า "มดแดงตั้งขึ้นแล้วในที่เรานอนแล้ว,

มดแดงตั้งขึ้นแล้ว ในที่เรานอนแล้ว" จึงลุกขึ้น, พวกที่มีบาปกรรมอัน

ไม่ได้กระทำแล้ว ลุกขึ้นไปนอนบนบก, พวกมีบาปกรรมอันกระทำแล้ว

ลงไปนอนเหนือหาดทราย.

ขณะนั้น มหาเมฆตั้งขึ้น ยังฝนลูกเห็บให้ตกแล้ว. ห้วงน้ำหลากมา

ยังพระเจ้าวิฑูฑภะพร้อมด้วยบริษัท ให้ถึงสมุทรนั่นแล. ชนทั้งหมด ได้

เป็นเหยื่อแห่งปลาและเต่าในสมุทรนั้นแล้ว. มหาชนยังกถาให้ตั้งขึ้นว่า

" ความตายของเจ้าศากยะทั้งหลายไม่สมควรเลย, ความตายนี่ คือพวกเจ้า

ศากยะ อันพระเจ้าวิฑูฑภะทุบแล้ว ๆ ชื่ออย่างนี้ให้ตาย จึงสมควร.(น่าจะเป็น "จึงไม่สมควร")"

พวกเจ้าศากยะตายสมควรแก่บุรพกรรม
พระศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย, ความ

ตายอย่างนี้ ไม่สมควรแก่เจ้าศากยะทั้งหลายในอัตภาพนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้น

ความตายที่พวกเจ้าศากยะนั่นได้แล้ว ก็ควรโดยแท้ ด้วยสามารถแห่ง

กรรมลามกที่เขาทำไว้ในปางก่อน."

ภิกษุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เจ้าศากยะทั้งหลายนั่น ได้กระทำ

กรรมอะไรไว้ในปางก่อน ?

พระศาสดา. ในปางก่อน พวกเจ้าศากยะนั่น รวมเป็นพวกเดียวกัน

โปรยยาพิษในแม่น้ำ.

ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายยังกถาให้ตั้งขึ้นในโรงธรรมว่า "พระ-

เจ้าวิฑูฑภะ ยังเจ้าศากยะทั้งหลายประมาณเท่านี้ให้ตายแล้ว เสด็จมาอยู่,

เมื่อมโนรถของตนยังไม่ถึงที่สุดนั่นแล, พาชนมีประมาณเท่านั้น (ไป)

เกิดเป็นภักษาแห่งปลาและเต่าในสมุทรแล้ว."

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวก

เธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลว่า "ด้วย

กถาชื่อนี้ " จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมโนรถของสัตว์เหล่านี้ ยัง

ไม่ถึงที่สุดนั่นแล, มัจจุราชตัดชีวิตินทรีย์แล้ว ให้จมลงในสมุทรคือ

อบาย ๔ ประดุจห้วงน้ำใหญ่ ท่วมทับชาวบ้านอันหลับฉะนั้น" ดังนี้

แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๓. ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ นรํ
สุตฺตํ คามํ มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉติ.
"มัจจุ ย่อมพานระผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่าง ๆ
ผู้เลือกเก็บดอกไม้อยู่เที่ยวไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่
พัดชาวบ้านอันหลับแล้วไปฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า พฺยาสตฺตมนสํ นรํ ความ

ว่า ผู้มีใจข้องแล้ว ในอารมณ์อันถึงพร้อมแล้ว หรืออันยังไม่ถึงพร้อม

แล้ว.

พระผู้มีพระภาคตรัสคำอธิบายนี้ไว้ว่า ; นายมาลาการเข้าไปสู่สวน

ดอกไม้ คิดว่า "จักเก็บดอกไม้ทั้งหลาย" แล้วไม่เก็บเอาดอกไม้จาก

ในสวนนั้น ปรารถนากออื่น ๆ ชื่อว่าส่งใจไปในสวนดอกไม้ทั้งสิ้น หรือ

คิดว่า "เราจักเก็บดอกไม้จากกอื่น ๆ แล้วไม่เก็บเอาดอกไม้จากกอนั้น

ย่อมส่งใจไปในที่อื่น เลือกอยู่ซึ่งกอไม้นั้นนั่นเอง ชื่อว่าย่อมถึงความ

ประมาทฉันใด; นระบางคน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน หยั่งลงสู่ท่ามกลาง

กามคุณ ๕ เช่นกันกับสวนดอกไม้ ได้รูปอันชอบใจแล้ว ปรารถนา

กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่ชอบใจอย่างใดอย่างหนึ่ง. หรือได้

บรรดาอารมณ์มีเสียงเป็นต้นเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ยังปรารถนา

อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ( ต่อไป ). หรือได้รูปนั้นแหละ แล้วยัง

ปรารถนาอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ชื่อว่าย่อมยินดีอารมณ์นั้นนั่นแล,

หรือได้บรรดาอารมณ์มีเสียงเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วปรารถนา

อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง (ชื่อว่าย่อมยินดีอารมณ์อันตนได้แล้วนั้น).

ในสวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์ มีโค กระบือ ทาสี ทาส

นา สวน บ้าน นิคมและชนบทเป็นต้น ก็นัยนั้นนั่นแล. ในบริเวณ

วิหารและปัจจัยมีบาตรและจีวรเป็นต้น แม้ของบรรพชิต ก็นัยนั้นเหมือน

กัน; (มัจจุย่อมพา) พระผู้มีใจข้องในกามคุณอันถึงพร้อมแล้ว หรือ

อันยังไม่ถึงพร้อมแล้ว ซึ่งกำลังเลือกเก็บดอกไม้ กล่าวคือกามคุณ ๕

อยู่อย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้ (ไป).

สองบทว่า สุตฺตํ คามํ ความว่า ชื่อว่าการหลับด้วยสามารถแห่ง

การหลับ แห่งทัพพสัมภาระทั้งหลายมีฝาเรือนเป็นต้นแห่งบ้าน ย่อมไม่มี,

แต่บ้านชื่อว่าเป็นอันหลับแล้ว ก็เพราะเปรียบเทียบความที่สัตว์ทั้งหลาย

เป็นผู้ประมาทแล้วเพียงดังว่าหลับแล้ว; มัจจุพา (นระ) ไป ดุจห้วงน้ำ

ใหญ่อันกว้างและลึก ๒-๓ โยชน์ (พัดพา) ชาวบ้านที่หลับแล้วอย่าง

นั้นไปอยู่ฉะนั้น; คือว่า ห้วงน้ำใหญ่นั้น ยังชาวบ้านนั้นทั้งหมด ไม่

ให้สัตว์ไร ๆ ในบรรดาสตรี บุรุษ โค กระบือ และไก่เป็นต้น เหลือ

ไว้ ให้ถึงสมุทรแล้ว ทำให้เป็นภักษาของปลาและเต่าฉันใด; มัจจุราช

คือความตาย พานระผู้มีใจข้องแล้วในอารมณ์ต่าง ๆ คือตัดอินทรีย์คือ

ชีวิตของพระนั้น ให้จมลงในสมุทรคืออบายทั้ง ๔ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-

ปัตติผลเป็นต้นแล้ว, เทศนามีประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.

เรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ จบ.

ดูเพิ่ม[แก้ไข]