นิราศลอนดอน

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

นิราศเมืองลอนดอน[แก้ไข]

๏ ลอนดอน นัคเรศเจ้า จอมอนงค์
นิราศ นาฎนวลผจง จากห้อง
วายสวาท ขาดเคียงองค์ อรแอบ อกเอย
นานนัก รักแรมน้อง นิ่มเนื้อเคยถนอม ฯ

๏ นิราศเรื่องเมืองลอนดอนอาวรณ์ถวิล จำจากมิตรขนิษฐายุพาพิน เพียงจะสิ้นชีวาด้วยอาลัย ถ้าแม้ผิดมิใช่กิจนรินทร์ราช ไม่คลาคลาศคลายชิดพิสมัย โดยภักดีมีประสงค์จำนงใน อาสาไทจอมจักรหลักนคร มะเสงศุกรเดือนเก้าขึ้นสามค่ำ แสนระกำด้วยจะไปไกลสมร เข้าชิดโฉมโลมลาพงางอน กล่าวสุนทรปลอบน้องอย่าหมองนวล ค่อยอยู่เถิดนงเยาว์ลำเพาพักตร์จะร้างรักแรมชมภิรมย์สงวน ใช่แกล้งหน่ายแหนงขวัญให้รัญจวนอย่าคร่ำครวญโศกสร้อยน้อยฤทัย ครั้นเสร็จสั่งยอดมิ่งทุกสิ่งสรรพ์ ก็ผายผันมายังท่าชลาไหล ลงเรือเร่งรีบร้อนจรครรไล ล่องลงไปจอดนาวาท่าขุนนาง เข้าประตูศรีสุนทรสท้อนจิตต์ ให้หวนคิดหวังสวาทไม่ขาดหมาง เดินเข้าในราชฐานพระลานกลาง ดูสล้างเกณฑ์แห่แลวิไล ใส่เสื้อหมวกแดงดีสีสอาด เดียรดาษธงทิวปลิวไสว พระที่นั่งตั้งประทับกับเกยไชย จะคอยใส่ราชสาส์นพานสุวรรณ ฯ

๏ ท่านพระยามนตรีสุริยวงศ์ เปนเอกองค์ราชทูตสุดขยัน อุปทูตที่สองรองถัดนั้น เจ้าหมื่นสรรพ์เพ็ธภักดีผู้ปรีชา อันทูตตรีนี้จมื่นมณเฑียรพิทักษ์ ปรัศรักษาเทพตำรวจหน้า แต่ตัวเราต้องเปนล่ามตามบัญชา ส่งภาษาทูลอนงค์องค์พระนาง จมื่นราชามาตย์นายพิจารณ์ บาญชีชาญเจนจัดไม่ขัดขวาง ได้กำกับบรรณาการโดยด่านทาง ต่างคนต่างมาพร้อมนั่งล้อมกัน คอยพระจอมจักรพงศ์ดำรงราษฎร์ ทูลลานาถหน่อนารายน์รีบผายผัน ความภักดีบาทบงสุ์พระทรงธรรม์ ตั้งกตัญญูต่อไม่ท้อใจ พอบ่ายห้าโมงเศษเสด็จออก พระโรงนอกอมรินทร์วินิจฉัย หมู่อำมาตย์มาตยาเสนาใน บังคมไทนฤเบศร์เกศนิกร พระทรงจิ้มจันทน์เฉลิมเจิมวิลาศ แล้วผูกคาดด้ายขวัญรำพรรณสอน เสร็จดำรัสตรัสอำนวยอวยพระพร จงถาวรเรืองยศหมดทุกคน ซึ่งโรคันอันตรายอย่ากรายใกล้ ให้สุขใสอิ่มอาบทั้งลาภผล แม้เข้าเฝ้าองค์กวินปิ่นสกล พอได้ยลให้มีจิตต์คิดเมตตา สมถวิลภิญโญสโมสร รับพระพรแหวกวางหว่างเกศา ศิโรราบกราบก้มบังคมลา แล้วคลานคล้อยถอยมาทั้งหกนาย จวนเวลามหาพิชัยฤกษ์ เอิกเกริกแซ่เสียงสำเนียงหลาย ดูคนอื่นรื่นเริงเชิงสบาย แต่ข้างฝ่ายพวกเราเศร้าอุรา แล้วแต่งกายพรายพรรณสุวรรณมาศ ล้วนพระราชทานหมดเครื่องยศถา เจ้าคุณราชทูตใหญ่ใส่มาลา คนทั้งห้าทรงประพาศสอาดงาม เสื้อเข้มขาบชั้นในใส่อย่างน้อย เข็มขัดพลอยต่างต่างอย่างสยาม บ้างฝังเพ็ชรเม็ดพราววับวาววาม ประคตหนามขนุนคาดประหลาดดี เสื้อยี่ปุ่นทับนอกดอกวิเศษ ล้วนทองเทศงามงดดูสดสี นุ่งยกทองทำมาแต่ตานี ครั้นครบที่ตามยศหมดด้วยกัน ให้เคลื่อนพระยานมาศราชสาส์น ประโคมขานสังข์แตรแซ่สนั่น อภิรุมชุมสายดูพรายพรรณ ทานตวันพัดโบกระบายลม ลงมาถึงท่าพระหยุดประทับ ก็คั่งคับเรือเรียงเสียงขรม เปนสง่างามกระบวนควรจะชม ทุกสิ่งสมสารพัดไม่ขัดตา ที่นั่งชลพิมานชัยวิไลล้ำ ปิดทองคำเพริศพรายลายเลขา ใส่ลิขิตอิศเรศเกศประชา พร้อมนาวาแห่แหนออกแน่นธาร พวกทูตานุทูตนั้นสำปั้นเก๋ง ก็แซ่เซ็งพายแซงแข่งขนาน ถึงวัดประทุมคงคาเวลากาล สุริฉานสิ้นแสงแฝงคิรี จึงชวนกันกลับบ้านสถานถิ่น ไม่เสื่อมสิ้นตรมตรองหมองฉวี ดูจ๋อยจิ๋วผิดเผือดเลือดไม่มี ช่างเสียศรีเศร้าสลดหมดทุกนาย ฯ

๏ แต่ตัวเรามิได้เบาบางวิตก คิดชนกชนนีมิรู้หาย ทั้งพันธุ์พงศ์วงศ์ญาติจะคลาศคลาย อิกมิ่งมิตรชิดกายต้องห่างกร นิจาเอ๋ยพึ่งได้เชยประคองชื่น แรกรักรื่นจำไปไกลสมร จะก่นกินแต่น้ำตาอนาทร ทั้งนั่งนอนไหนจะสุขทุกทิวา แล้วห้ามใจอย่าพะวงหลงสวาท ควรบำราศพุ่มพวงดวงยิหวา ด้วยพระจอมจักรพรรดิขัติยา มีบัญชาเจาะจงที่ตรงเรา ควรอาสาฝ่าลอองฉลองบาท จึงสมชาติเชื้อชายไม่อายเขา อิ่มอุราปรารภไม่ซบเซา ค่อยก้มเกล้ากราบกรานคุณมารดร ได้เวลานาฬิกาก็เจ็ดทุ่ม ท้องฟ้าคลุ้มเดือนดับลับศิงขร สู้ปลิดรักหักใจครรไลจร ถึงหน้าวังยอกรบังคมคัล ทูลลาองค์บิตุรงค์บังเกิดเกล้า ลงนาเวศเร่งฝีพายรีบผายผัน แต่ถิ่นฐานบ้านบางทางจรัล จะรำพรรณเรื่องนิพนธ์ก็จนใจ ด้วยสิ้นแสงภานุมาศอนาถเนตร สุดสังเกตมืดค่ำจำไม่ได้ ทั้งน้ำเชี่ยวเรือฉิวลิ่วลงไป พอจวนใกล้รุ่งรางสว่างวรรณ ฯ

๏ ถึงเมืองสมุทปราการที่ด่านพัก จอดสำนักประเดี๋ยวใจก็ไก่ขัน ไม่มีมุ้งยุงชุมต้องสุมควัน จนสุริยันเรืองรองผ่องอำไพ บ้างเสพย์ภักษ์โภชนากระยาหาร เสร็จสำราญเร่งกันเสียงหวั่นไหว ขนเข้าของบรรทุกท้องเรือกลไฟ ล่องครรไลลีลาพ้นหน้าเมือง ออกปากอ่าวเปล่าว่างทางวิถี สุริย์ศรีแสงแผดดูแดดเหลือง ยิ่งร้อนรุ่มกลุ้มใจเหมือนไฟเรือง จะปลดเปลื้องความกำสรดไม่หมดเลย ค่อยเสื่อมส่างแล้วกลับหมางกระมลหมอง คิดตรึกตรองตรอมอุรานิจจาเอ๋ย หวนคำนึงถึงมิตรที่ชิดเชย ยังไม่เคยพลัดพรากไปจากกัน เรือสยามใช้จักรมาพักหนึ่ง ก็พอถึงที่จอดทอดกำปั่น เห็นเรือรบใหญ่กว้างสำอางครัน นายท้ายหันรอเรียงเข้าเคียงลำ อังกฤษโยนเชือกให้พวกไทยรับ บ้างฉวยจับฉุดลากถลากถลำ คลื่นกระแทกแดกระดมล้มคะมำ สาวกระหน่ำเข้าไปเทียบพอเรียบดี ที่เมาคลื่นรีบขึ้นกำปั่นใหญ่ ตัวเราได้เชิญบรมสาส์นศรี จมื่นมณเฑียรพิทักษ์เปนทูตตรี ต้องตามที่เชิญอักษรบวรวัง ฯ

๏ ฝ่ายกัปตันบัญชาสั่งทหาร ให้ตั้งการคอยคำนับอยู่คับคั่ง แล้วสลูตปืนตึงเสียงปึงปัง สนั่นดังลั่นเลื่อนสเทือนเรือ สิบเก้านัดยัดยิงถ้วนคำรบ ควันออกกลบกลุ้มตัวน่ากลัวเหลือ โอ้อกเรียมเกรียมใจเหมือนไฟเจือ เหื่อเปียกเสื้อซึมโซมชะโลมกาย ทำหน้าชื่นฝืนจิตต์คิดมานะ กลับปะทะทุกข์หนักไม่หักหาย สู้ดำรงกายเดินดำเนินกราย เข้าห้องท้ายที่ประทับเขารับรอง ลุดเตนนันต์เร่งกันอึกกระทึก ดูคักคึกอลวนขนเข้าของ บ้างยกหีบห่อผ้าขึ้นมากอง ที่ในห้องแน่นยัดอัตนัง พระที่นั่งกลไฟที่ไปส่ง สิ้นประสงค์เสร็จสรรพก็กลับหลัง พี่เปล่าอกเพียงอุระนี้จะพัง เฝ้าแต่ตั้งตาแลชะแง้ตาม ประเดี๋ยวเลี้ยวแหลมวับก็ลับเนตร แสนเทวศนึกอนาถให้หวาดหวาม แต่นี้นับวันไกลอาลัยงาม จะแจ้งความทุกข์พี่ก็มิทัน ฯ

๏ ตวันชายบ่ายประมาณสักโมงเศษ จำจากเขตรกรุงไทยมไหศวรรย์ ฝ่ายอังกฤษตัวดีที่กัปตัน ให้ช่วยกันถอนสมอจะจรลี เอนชะเนียนายจักรก็ศักดิ์สิทธิ์ ใส่ไฟติดน้ำพลั่งดังฉี่ฉี่ สะกรูหันผันพัดในนัที เรือก็รี่เร็วคว้างไปกลางชล ประเดี๋ยวใจไกลฝั่งออกลิบลับ ฤทัยวับอ้างว้างอยู่กลางหน เห็นแต่ฟ้ากับมหาทเลวน ประจวบจนพระอาทิตย์ลงมิดดวง พมุ่งมองตามช่องหน้าต่างท้าย เห็นน้ำพรายเปนละลอกกระฉอกช่วง คิดถึงแหวนเนื่องน้องยิ่งหมองทรวง ดูรุ้งร่วงเงางามอร่ามเรือง ร้อนรำพึงถึงสมรนอนไม่หลับ จนดาวดับลับหล้าขอบฟ้าเหลือง เปนเปลวปลาบราวกับทาบทองประเทือง พินิจเบื้องบูรทิศวิจิตรงาม กำปั่นแล่นเลยมาถึงหน้าเขา สล้างเสลาแลหลากเหมือนขวากหนาม คนรู้จักจึงแสดงให้แจ้งความ ว่าชื่อสามร้อยยอดตลอดแล อยู่ฟากฝั่งข้างฝ่ายปัจจิมทิศ ดูเต็มติดเรียดรายชายกระแส ช่างเบียดเสียดเยียดยัดกันอัดแอ แต่ล้วนแต่ยอดเขาลำเนาเนิน จะชมเล่นก็ไม่เห็นสนัดเนตร สุดสังเกตทัศนาภูผาเผิน เปนจำจนมิได้ยลให้เพลิดเพลิน เรือก็เดินล่วงมาในสาคร แสนสงสารคุณพิจารณ์สรรพกิจ เมื่อจากมิตรเขาเซาซบสยบสยอน พลอยเมาคลื่นเกลือกกลิ้งลงนิ่งนอน เรือขย่อนไปมาเฝ้าอาเจียน ใครอย่าว่าเสียให้ยากไม่หยากลุก ระทมทุกข์ถอนสอื้นทั้งคลื่นเหียน หมอบกระแตแน่นิ่งวิงวิงเวียน สอิดสเอียนอาหารไม่พานฅอ สุริยงลงลับคิรีศรี ได้ลมดีเร็วจริงเรือวิ่งปร๋อ จนมืดมนท์สนธยาไม่รารอ แล่นมาพอตรงลเมาะเกาะอ่างทอง ดูรุบหรู่หมู่ไม้ไศลล้วน ไม่เห็นถ้วนถี่ทั่วยิ่งมัวหมอง โอ้ไกลเกาะไกลเรือนเพื่อนประคอง ไกลพวกพ้องพงศาต้องมาไกล นั่งรำฦกนึงถึงคนึงโฉม ยิ่งทุกข์โทมนัศน่าน้ำตาไหล คืนเข้าห้องไสยาศน์อนาถใจ จนอุทัยยส่องศรีรวีวรรณ ตื่นขึ้นมาล้างหน้าที่บนท้าย ไม่เว้นวายว่างวิโยคโศกกระศัลย์ ถึงประเทศเขตรจำเพาะเกาะพะงัน เขาพูดกันว่าที่นี่มีทองคำ ฝ่ายเจ้าเมืองไชยาให้มาขุด ชมพูนุทสุดดีสีสุกก่ำ เขาขีดหินตับเป็ดเนื้อเจ็ดน้ำ แล้วจึงนำเข้าน้อมจอมโมฬี ครั้นพ้นเกาะเลาะลิบละลิ่วแล่น มาตามแผนที่ทางหว่างวิถี พอถึงแหลมตะลุมพุกทุกข์ทวี ทรวงเหมือนตีทุบทุ่มตะลุมพุก เจ็บระบมตรมในมิใคร่หาย เจียนจะวายชีวีไม่มีสุข ลงนอนนิ่งก็ไม่หลับแล้วกลับลุก เฝ้าแต่ทุกข์ทับถมอารมณ์ตรอม ถึงอ่าวยาวคิดระคางด้วยยางรัก ช่างเหนียวหนักหน่วงใจจนไผ่ผอม สุดจะคิดปลิดปลดสู้อดออม เห็นคงงอมเสียเพราะงามเมื่อยามครวญ ถึงหน้าเมืองตานีบุรีแขก เพียงทรวงแยกยับเยินเกินกำสรวญ ครั้งอิเหนาคราวนั้นเธอรัญจวน เมื่อจากนวลนิ่มนุชบุษบา ไม่ทุกข์เท่าเราร้างห่างสมร ต้องมานอนอยู่คนเดียวเปลี่ยวนักหนา ระเด่นร้างก็มีนางชเลยมา พอค่อยพาใจปลื้มลืมคนึง แต่เราร้างไม่มีนางมาแนบชิด จึงต้องคิดแดดิ้นถวิลถึง ในทรวงกลุ้มเหมือนหนึ่งรุมด้วยไฟรึง นอนรำพึงมิรู้คลายวายอาวรณ์ ถึงหน้าเมืองกะลันตันอั้นอุระ แต่นี้จะตันใจด้วยไกลสมร มาอ้างว้างอาทวาในสาคร จะผันผ่อนพึ่งที่ไหนก็ไร้ร้าง อยู่ถึงท้องกระแสใสทั้งไกลฝั่ง สุดประทังสุดทนกระมลหมาง สุดค้นคว้าหานุชสุดหนทาง สุดอ้างว้างสุดจนพ้นปัญญา ถึงหน้าเมืองตรังกานูดูลิบลิ่ว เห็นแต่ทิวไม้หมู่บนภูผา คิดก็แค้นแสนเวทนาตา ถึงมีมามีเสียเปล่าไม่เข้าการ ดูอะไรไม่เห็นชัดถนัดแน่ ได้ดูแต่น้ำกับฟ้าน่าสงสาร โอ้ขัดข้องหมองจิตต์คิดรำคาญ มาทรมานอยู่ในเรือเห็นเหลือทน นั่งคนึงพอมาถึงที่เกาะฝ้าย ยิ่งหมองหมายหม่นไหม้ใจฉงน ฝ้ายที่ทำนวมนุ่มคลุมสกนธ์ อุ่นแต่กายใจจนไม่อุ่นเลย ยามสงวนเนื้อนวลสนิทแนบ ได้อิงแอบอุ่นอุรานิจาเอ๋ย อุ่นทั้งนอกทั้งในใจเสบย เมื่อละเลยจากเจ้าพี่หนาวทรวง ลมก็จัดพัดหวนทวนข้างหน้า โอ้เวราสิ่งไรนี้ใหญ่หลวง ต้องทุเรศเวทนาน้ำตาตวง อยู่ในห้วงมหรณพนั่งซบเซา ฯ

๏ มาถึงเกาะตังโกรันกัปตันสั่ง ให้กางใบพร้อมพรั่งสิ้นทุกเสา ลมยิ่งแรงพัดผันไม่บันเทา เรือเขย่าคนขย่อนนอนอาเจียน กัปตันโอแกแลแฮนแสนฉลาด เห็นไทยดาษนอนดื่นบ้างคลื่นเหียน จึงทำกลจะให้คลายหายวิงเวียน ช่างแนบเนียนแสนสนิทความคิดดี ร้องเรียกเหล่าล้วนทหารชำนาญศึก อึกกระทึกถ้วนหน้ากระลาสี ถืออาวุธทำท่าจะราวี กับไพรีดัษกรเข้ารอนราญ ยิงปืนใหญ่ปังปึงเสียงผึงโผง ควันโขมงกลุ้มทั่วตัวทหาร ขนกระสุนดินดำทำอาการ จะต่อต้านข้าศึกไม่นึกกลัว บ้างฉวยดาบจับหอกออกสพรั่ง ดาประดังชิงชัยมิใช่ชั่ว แรงเริงร่านราญรบไม่หลบตัว ชิดกระชั้นพันพัวเข้าต่อตี แต่บรรดาพวกเราที่เมาคลื่น เห็นครึกครื้นทั้งกำปั่นสนั่นมี่ ต่างลุกขึ้นพร้อมกันมาทันที ดูราวีอย่างทหารชาญทเล ค่อยเหือดห่างบางเบาบันเทาทุกข์ แสนสนุกชักชวนกันสรวลเส ที่ชอบใจพูดจาเสียงฮาเฮ จนถึงเวลาเลิกกินเข้าปลา สุริยงลงลับเหลี่ยมไศล ศศิใสส่องสว่างกลางเวหา ถึงแว่นแคว้นแดนปะหังไม่รั้งรา รีบลีลาล่วงทางไปกลางคืน พอรุ่งแจ้งถึงจำเพาะตรงเกาะหม้อ ฤทัยท้อทุกข์ทวีไม่มีชื่น คิดหม้อน้องทำของให้กล้ำกลืน กลัวคนอื่นมันจะหมิ่นมากินแทน ถึงเกาะนาคหลากล้ำซ้ำสงสัย นาคอันใดนึกหลากหรือนากแหวน จะขอชมต่างงามเมื่อยามแคลน เรือก็แล่นรับลเมาะพ้นเกาะเกิน ฯ

๏ มาถึงที่แถวถิ่นเรียกหินขาว ระยะยาวในชลาล้วนผาเผิน บ้างผุดพ้นชลาธารเปนน่านเนิน กำปั่นเดินเต็มทีที่สำคัญ ใครเข้าออกย่อมขยาดไม่อาจชิด กลัวเรือติดแตกปรุทลุลั่น ล้วนศิลาดาระดะครุคระครัน เมื่อก่อนนั้นโดนจมล่มหลายลำ มาภายหลังอังกฤษจึงคิดอ่าน ทำเหมือนด่านไว้ตรงนั้นดูขันขำ มีหอคอยลอยโพยมโคมประจำ เวลาค่ำจะได้เห็นเปนสัญญา ค่อยหลีกแล่นแสนยากลำบากจิตต์ จนอาทิตย์ส่องแสงแจ้งเวหา สักสี่โมงเศษสายได้เวลา ก็ถึงหน้าเมืองมิ่งสิงคโปร์ ให้เรือรอปล่อยสมอลงน้ำโพล่ง เสียงโกร่งโกร่งกร่างกร่างวางสายโซ่ ฝ่ายเจ้าเมืองข้างอังกฤษอิศโร ก็แต่งโฮเต็ลประทับไว้รับรอง ให้ขุนนางที่สามมาถามไถ่ ว่าผ่องใสอยู่ทุกคนหรือหม่นหมอง แล้วจัดเรือโบตงามตามทำนอง โดยเพศของข้างอังกฤษประดิษฐดี ให้มารับทูตไทยไปทั้งสาม ข้าหลวงล่ามพร้อมถ้วนจำนวนที่ ขึ้นอาศรัยพักอยู่ในบุรี จะได้มีความสุขสนุกสบาย ฯ

๏ ฝ่ายพวกเรายินดีเปนที่ยิ่ง ด้วยสมสิ่งซึ่งประสงค์จำนงหมาย จึงชวนกันจัดแจงตกแต่งกาย แล้วนวดกรายลงนาวาเข้าธานี ถึงหน้าท่าจอดประทับกับตลิ่ง ทั้งชายหญิงยัดเยียดเบียดเสียดสี แขกชวามลายูชาวบุรี เสียงอึงมี่โจษจรรสนั่นไป เจ้าเมืองใหญ่ให้ขุนนางอยู่คอยรับ ต่างคำนับพูดจาอัชฌาศัย ได้พาทีโต้ตอบตามชอบใจ ไม่ทันไรนายทหารชำนาญรบ เป่าแตรบอกให้สลูตทูตสยาม เคารพตามเยี่ยงอย่างข้างยุหรป สิบเก้านัดยิงถ้วนจำนวนครบ ควันตลบมืดมนท์อนธการ พวกสิป่ายรายยืนปืนปรายหอก มีแตรบอกสำหรับฝ่ายนายทหาร เสียงปี่เฉื่อยฉาบดังก้องกังวาน กลองประสานรัวเร่งตะรังตัง พวกทูตไทยจรดลขึ้นบนรถ ม้าพยศว่องไวเหมือนใจหวัง สารถีตีขวับขับประดัง ทหารแห่ตามหลังมาโฮเต็ล ถึงประทับกับบันไดเข้าในตึก ดูพิลึกแลวิไลพึ่งได้เห็น ครั้นบ่ายแสงสุริยาเวลาเย็น ไปเที่ยวเล่นซื้อของที่ต้องการ แล้วกลับมาที่สำนักหยุดพักผ่อน ค่อยคลายร้อนปรีดิ์เปรมเกษมสานต์ อันตรายราคีไม่มีพาน พวกทหารพร้อมพรั่งระวังภัย อังกฤษนายฝ่ายขุนนางต่างมาเยี่ยม แต่งตัวเอี่ยมโอ่งามตามวิสัย บ้างพูดเล่นเจรจาประสาใจ บ้างถามไถ่โดยคดีมีเนื้อความ พระพิเทศพานิชสนิทนัก สามิภักดิ์จอมนรินทร์ปิ่นสยาม ภูวนาถโปรดปรานประทานนาม ตั้งแต่งตามยศอย่างขุนนางไทย มาเชื้อเชิญให้ไปบ้านสถานถิ่น ด้วยความยินดีจิตต์พิสมัย แล้วเลี้ยงดูโดยที่มีน้ำใจ หมั่นมาไปเยี่ยมเยียนเวียนทุกวัน ได้กินโต๊ะตามสบายเปนหลายแห่ง เขาตกแต่งต้อนรับดูขับขัน วันหนึ่งสายแสงศรีรวีวรรณ แมกเนียนั้นมาหาแล้วว่าเชิญ ให้ไปบ้านเจ้าเมืองอันเรื่องยศ บนบรรพตแนวลำเนาภูเขาเขิน ต่างขึ้นรถรีบมาตามหน้าเนิน พินิจเพลินรุกขชาติดาษเดียร ปลูกต้นจันทน์กานพลูดูระดะ เปนจังหวะแลไสวเหมือนไม้เขียน แถวถนนคนกวาดสอาดเตียน ทำทางเวียนคดค้อมอ้อมขึ้นไป ครั้นถึงเขตรเคหาสารถี หยุดพาชีรถเรียงเคียงไสว ทหารปืนยืนคำนับรับทูตไทย ริมบันไดสองข้างที่ทางจร คนหนึ่งถือกล้องส่องคอยมองหมาย มีเหตุร้ายขุกเข็ญได้เห็นก่อน อิกเภตราในมหาชโลทร ถึงนครรู้ตรงธงสำคัญ ได้ดูถ้วนด่วนเดินนำเนินนาด แลประหลาดตึกรามงามขยัน แล้วหยุดนั่งบนที่เก้าอี้พลัน เจ้าเมืองนั้นปรีดาออกมารับ ก้มศีร์ษะโดยอย่างทางนับถือ แล้วยื่นมือมาให้พวกไทยจับ ธรรมเนียมนอกบอกสำคัญการคำนับ ครั้นเสร็จสรรพสนทนาก็ลาจร ได้เที่ยวชมเมืองบ้านสำราญรื่น ค่อยแช่มชื่นภิญโญสโมสร แต่สำนักพักอยู่เจ็ดทิวากร รวิวรเบี่ยงบ่ายได้เวลา ก็ชวนกันผันผายออกจากที่ จรลีลงกำปั่นไม่หรรษา จะเสื่อมสุขทุกข์สท้อนอ่อนอุรา อนิจจาจำใจต้องไกลเมือง แต่จากบ้านแสนกันดารได้ความยาก ยังมิหนำซ้ำจากเจ้าเนื้อเหลือง พี่ห่างแหแดดาลรำคาญเคือง ไม่เปล่าเปลืองปลิดปลดรทดทวี โศกกำสรวญจนจวนประจุสมัย สกุณไก่ก้องสำเนียงเสียงปักษี ดาวก็เลื่อนเดือนก็ลับเหลี่ยมคีรี กัปตันตื่นจากที่ไสยามา ฯ

๏ ให้ใส่ไฟใช้จักรชักสมอ เปิดหลอดฝอไอฟู่เสียงซู่ซ่า จักรก็หมุนเฉื่อยฉุยพุ้ยคงคา กำปั่นคลาเคลื่อนที่เร็วรี่ไป เข้าอ่าวเรียวเหลียวชายดูซ้ายขวา มีเกาะแก่งในมหาชลาไหล แต่ชื่อเสียงเรียกยากลำบากใจ ด้วยมิได้ต้องนามตามข้างเรา มาสี่วันบรรลุถึงแหลมด่าน เปนเมืองบ้านพันธุ์พงศ์องค์อิเหนา ชื่อบุรียะกะตราชวาเนา แต่ยอมเข้าเคียมคัลวิลันดา กัปตันให้ทอดสมอแล้วรอจักร เข้าสำนักหน้าด่านกะหลาป๋า จึงชักธงขึ้นพลันเปนสัญญา ฝ่ายเจ้าท่ารู้แจ้งไม่แคลงใจ ก็ลงมาหากัปตันฉันท์คำนับ ยิงปืนรับตอบกันเสียงหวั่นไหว แล้วจัดเรือเชื้อเชิญพวกทูตไทย ให้ขึ้นไปบนบ้านด่านบุรี ก็พร้อมกันลีลาลงนาเวศ เที่ยวชมเขตรนิคมคามตามวิถี มีโรงหนึ่งขึงขังหลังนที น้ำนั้นดีใสสอาดทั้งหยาดเย็น แวะสนานธารสบายให้หายร้อน ที่อกอ่อนค่อยบันเทาทุเลาเข็ญ ทำหน้าชื่นใจช้ำต้องจำเปน เลยไปเล่นเรือนเจ้าท่าพูดจากัน ครั้นสิ้นแสงสุริไสครรไลลับ ก็ลากลับลงเรือเหลือกระศัลย์ เข้าที่นอนทุกข์ถอนฤทัยครัน จนรุ่งแรงแสงสุวรรณอร่ามพราย เห็นเรือแพแซ่ประสานขนานเนื่อง ล้วนชาวเมืองมีของมาร้องขาย ผลาผลต่างต่างเอาวางราย ดูหลากหลายผักปลาสารพัด กะลาสีซื้อหาคว้ากันวุ่น ไว้เปนทุนกินไปได้ถนัด บ้างเอาเชือกผูกแขวนออกแน่นยัด เผื่อเมื่อขัดในระหว่างกลางทเล แต่ประหลาดสิว่าชาติแขกอิเหนา ไฉนเล่าคนผู้ดูขี้เหร่ นางสาวสาวไม่สำอางร่างเกเร ทำโมเยหน้ายู่ใบหูยาน บุษบาแสนสวยสำรวยเรี่ยม ใครจะเทียมทรวดทรงส่งสัณฐาน อิเหนาจากจินตะหรายุพาพาน อาลัยลานด้วยเห็นโฉมประโลมใจ แม้ผู้หญิงเมืองนี้จะมีเหมือน พี่ไม่เชือนชมชิดพิสมัย ขอคงเคียงเนื้อเหลืองอยู่เมืองไทย ถึงยากไร้จะอุส่าห์พยายาม นี่จนจิตต์กิจราชการหลวง จึงไกลดวงเนตรนางห่างสยาม ถึงสุดแสนรักใคร่อาลัยงาม ไม่เท่าความกตัญญูพระภูธร แต่ตรึกตราจนเวลาสี่โมงเช้า ยิ่งสร้อยเศร้ามิได้หมดกำสรดสมร จะจากเกาะกะหลาป๋าลีลาจร เขาเร่งถอนสมอชักให้จักรเดิน กำปั่นเลื่อนเคลื่อนคลาพ้นหน้าด่าน จนสุริฉานบังเงาภูเขาเขิน ยังไม่สิ้นถิ่นเกาะชวาเกิน เห็นแนวเนินสุมาตราอยู่ขวามือ อังกฤษกล่าวเล่ายุบลคนที่นั่น ใจฉกรรจ์ร้ายกาจประดาษดื้อ ฆ่ามนุษย์กินเนืองเนืองออกเลื่องลือ มันนับถือดีเหลือกว่าเนื้อทราย พ้นประเทศเขตรแขวงตำแหน่งนั้น แสนกะสันคิดไปแล้วใจหาย มาลับฝั่งทั้งลเมาะแก่งเกาะราย เห็นแต่ฝ่ายฟากฟ้ากับสาคร นิจาเอ๋ยเมือไรเลยจะถึงที่ ในทรงพี่หมองไหม้ฤทัยถอน ไหนจะทุกข์ถึงสวาทอนาถนอน ทุเรศร้อนอ้างว้างกลางทเล ต้องไอแดดแผดระงมลมก็จัด ซ้ำคลื่นซัดสุดทนระหนระเห ละลอกใหญ่ใส่ฮุมกระทุ่มเท คนเดินเซล้มลุกลงคลุกคลาน ฯ

๏ มาสิบวันต้นหนคนฉลาด เขาสามารถรู้สิ้นทุกถิ่นฐาน ก็วัดแดดโดยตำราวิชาการ เชิงชำนาญเจนแจ้งไม่แคลงใจ แล้วบอกเล่าว่าเรามาเดี๋ยวนี้ ตรงลังกาธานีเปนเกาะใหญ่ แลไม่เห็นฟากฝั่งเพราะทางไกล ก็ใช้ใบเลยแล่นตามแผนทาง ไปแนวนอกออกลึกนึกอนาถ กำปั่นฟาดฟันละลอกกระฉอกผาง ลูกคลื่นใหญ่ดังจะทับให้อับปาง แทบวายวางชีวันอันตราย ถึงยามกินก็ได้ยากลำบากครบ คลื่นกระทบเรือโครงจานโจงหาย ถ้วยแก้วตกโต๊ะแตกแหลกกระจาย ของทั้งหลายล้มคว่ำคะมำไป ยามไสยาศน์ขาดสุขทุกข์สท้อน เรือขย้อนตัวเขยื้อนเลื่อนไถล ศีร์ษะพลัดจากหมอนถอนฤทัย มิใคร่ได้นิทราอุรารึง หลายทิวามากลางทางทุเรศ จนสิ้นเขตรนกกามาไม่ถึง ด้วยแถวท้องพระสมุทนั้นสุดซึ้ง จะผ่อนพึ่งพักที่ไหนก็ไม่มี ทั้งหาเหยื่อเหลือลำบากไม่หยากได้ สัตว์อะไรฤๅจะกล้ามาถึงนี่ ครั้นวันหนึ่งเวลาเปนราตรี เกิดกุลีลมกล้าสลาตัน เสียงพิฦกฮึดฮือกระพือหวน กำปั่นป่วนเอียงกะเท่หัวเหหัน ลมยิ่งจัดไปจนแจ้งแสงตวัน ต้นหนนั้นเจนทางกลางคงคา ว่าพรุ่งนี้รุ่งรางสว่างไข เราจะได้เห็นฝั่งอยู่ข้างหน้า คือแหลมใหญ่ฝ่ายแอฟริกา แจ้งกิจจาพี่ค่อยคลายวายอาวรณ์ คอยดูดวงสุริยงจนลงลับ เจียนระงับงีบหลับอยู่กับหมอน จนแสงทองรองเรืองเหลืองอำพร ทินกรผุดพ้นชลธี ก็เห็นฝั่งดังยุบลต้นหนว่า อิ่มอุราปรีดิ์เปรมเกษมศรี ครั้งนี้เราคงตลอดรอดชีวี มาถึงนี่แล้วเห็นไม่เปนไร แต่พายุยังจัดพัดกระโชก เรือโขยกฝ่าคลื่นฝืนไม่ไหว เต็มกำลังลมกล้าต้องซาใบ แล่นต่อไปอิกสักหน่อยจึงค่อยคลาย ละลอกเรียบเปรียบกระแสในแม่น้ำ ประหลาดล้ำลมล่อยก็พลอยหาย ต้องใส่ไฟใช้จักรพักเดียวดาย ไม่ว่างวายวันวิโยกที่โศกทรวง ได้เดือนเศษทุเรศร้างมาห่างบ้าน ข้อรำคาญขุ่นใจนี้ใหญ่หลวง โอ้จำทนทรมาน้ำตาตวง คิดถึงพวงพุ่มผกาสุมามาลย์ ฯ

๏ ถึงหน้าเมืองเอเดนแลเห็นป้อม กำแพงล้อมเขตรคิรีมีทหาร เปนเมืองขึ้นของอังกฤษเขาคิดการ เอาไว้ถ่านหินใช้เรือไฟจร ให้แวะจอดทอดสมอรอเอาถ่าน ที่ท้องธารเด็กแซ่แลสลอน มันว่ายน้ำราวกับปลาในสาคร ไม่เหนื่อยอ่อนทนทานนานสุดใจ พวกเราหยิบเบี้ยทองแดงแล้วแกล้งทิ้ง ก็ฉวยชิงด้นดำด้วยน้ำใส ลืมตาแจ่มเห็นกระจ่างสว่างไสว คว้าเอาได้ทุกเบี้ยไม่เสียที เพราะขัดสนจนยากลำบากเหลือ สู้ฝ่าเฝือชุ่มแช่กระแสศรี ไม่กลัวสัตว์มัจฉาในวารี เอาชีวีออกมาแลกแทบแหลกราญ ทั้งเนื้อตัวมัวคล้ำดำมิดหมี ดูเต็มทีอนิจจาน่าสงสาร พี่เทถุงเบี้ยไปให้เปนทาน ต่างทยานเสือกแซงเข้าแย่งกัน เวลาบ่ายไทยพากันคลาคลาศ เที่ยวประพาศชมประเทศเขื่อนเขตรขัณฑ์ ล้วนคนดำมุทลุดึงดุดัน เผ้าผมนั้นหยิกยุ่งพะรุงพะรัง ถ้าใครออกนอกทวารปราการนั้น อ้ายพวกมันเข้าประดาล้อมหน้าหลัง ปล้นเอาของเสื้อผ้าฆ่าชีวัง ฝ่ายฝรั่งคิดการจะราญรอน มันขยาดไม่อาจออกต่อต้าน ก็เพ่นพ่านอพยพสยบสยอน ดูดังหนูหนีวิฬาเข้าป่าดอน พอเรื่องร้อนเงียบระงับจึงกลับมา เที่ยวฟันแทงแย่งปล้นคนค้าขาย เห็นวุ่นวายวิ่งพรูไม่สู้หน้า พวกอังกฤษเปนอันจนพ้นปัญญา ต้องรักษานิ่งไว้ในกำแพง เมืองเหล่านั้นผิดกันกับเมืองอื่น ไม่ชุ่มชื่นโดยแดดเธอแผดแสง ทุกถิ่นแถวเนื่องแนวทเลแดง ฟ้าฝนแล้งกว่าจะตกแทบหกปี ต้นพฤกษาหญ้าเตียนหดเหี้ยนหาย มีแต่ทรายร้อนแรงด้วยแสงศรี หาที่ร่มพออาศรัยก็ไม่มี ช่างเต็มทีเหลือทนพ้นประมาณ กำปั่นจอดทอดอยู่ที่เมืองนั้น ได้สองวันเสร็จสรรพพอรับถ่าน แล้วใช้จักรมากลางทางกันดาร ค่อยสำราญอารมณ์นั่งชมปลา ฯ

๏ เห็นฉลามตามท้ายว่ายเปนหมู่ ปลาราหูหน้าสั้นขันนักหนา ถ้านิ่มนุชนงรามเจ้าตามมา จะวอนว่าไต่ถามนามกร ฝูงกะโห้โลมาปลายี่สน บ้างดำด้นชลสายว่ายสลอน พิมทองท่องฟ่องฟูเปนคู่จร เที่ยวตามต้อนหมู่แมงกงขมงโกรย เหมือนพี่ตามทรามสวาทอนาถนึก หวนรำฦกแล้วไม่วายกระหายโหย มัจฉาโดดดังยุพินแม่ดิ้นโดย ยิ่งกอบโกยกองทุกข์ฉุกคนึง ปลาวาฬใหญ่ว่ายแซงเข้าแข่งคู่ เหมือนพี่อยู่เคียงมิตรยิ่งคิดถึง โอ้แต่ปลาดีกว่าเราได้เคล้าคลึง นึกอ้ำอึ้งอ้นอั้นตันฤทัย เห็นฉนากปากขันอย่างฟันเลื่อย ช่างยาวเฟื้อยชอบกลพ้นวิสัย ปลาอื่นหนีลี้เลี่ยงหลบหลีกไกล กลัวมันไล่ฟันฟาดเอาขาดกลาง ปลาพยุนเขี้ยวขาวขึ้นยาวโง้ง งับเหยื่อโผงผุดผันเหหันหาง ในกระแสแลหลามตามหนทาง ลอยสล้างเหลือล้นคณนา นกออกเฉี่ยวเหยี่ยวแย่งพอแพลงพลัด ก็ดำดัดดั้นด้นพ้นปักษา นกพรรณหนึ่งเที่ยวท่องท้องชลา อังกฤษว่าบูบีปีกษีบอ บ้างบินว่อนร่อนราถาบถาโถม จับกระโจมลงริมคนชอบกลหนอ ไม่ครั่นคร้ามขามขยาดประหลาดพอ เอี่ยมละออเหมือนเช่นอย่างนกนางนวล ได้ดูเล่นมากมายหลายชนิด ยิ่งขุ่นคิดตรอมตรมอารมณ์หวน แม้แก้วตามาด้วยพี่จะชี้ชวน ทำยียวนหยอกเย้าให้เจ้าเพลิน พายุพัดฮือหวนทวนข้าหน้า กระพือพาใบสบัดขาดตะเพิ่น เชือกระยางใหญ่น้อยย่อยยับเยิน เหตุพเอิญจะให้ช้าเวลานาน ทั้งถ่านท่อยพลอยหมดระทดจิตต์ ดังเพลิงพิษร้อนเร่ามาเผาผลาญ ฝ่ายกัปตันจึงปรึกษาบัญชาการ ให้แวะเข้าเหล่าบ้านชานบุรี ก็หมายเข็มเล็มแล่นมาใกล้ฝั่ง เห็นเรือนตั้งตามแควกระแสศรี ชื่อบ้านเวชเขตรแพนกแขกอัปรี ช่างเต็มทีทรพลล้วนคนโซ เที่ยวถามซื้อถ่านศิลาหาไม่ได้ มีแต่ไม้หักหักอยู่อักโข ไว้ทำฟืนใส่ไฟไม่ใหญ่โต แกล้งพาโลขายคว้าราคาแพง มาปะคราวขัดสนต้องทนซื้อ ลูกเรือรื้อขนเลี่ยนเตียนทุกแห่ง แล้วคืนหลังรีบรัดเร่งจัดแจง ใส่ไฟแรงเรือแล่นแสนสำราญ ฯ

๏ ถึงหน้าเมืองโกไซให้เข้าจอด พอพักทอดสักเวลาซื้อหาถ่าน พี่หมกมุ่นขุ่นข้องหมองรำคาญ กลัวจะนานเนิ่นนักพะวักพะวน กัปตันสั่งให้ขุนนางไปเที่ยวหา ถ่านศิลาในตำแหน่งทุกแห่งหน ขายมิขายคงเอาด้วยคราวจน จะรีบขนแต่ราคาว่าพอควร ขุนนางรับคำนับนายแล้วผายผัน เข้าเขตรขัณฑ์แจ้งคดีโดยถี่ถ้วน เจ้าเมืองนั้นครั่นคร้ามไม่ลามลวน รับประมาญเปนธุระทุกประการ ต่างสลูตโต้ตอบตามชอบชิด ประสามิตรผูกรักสมัคสมาน ให้เชิญทูตหกนายชายชำนาญ ไปรับประทานโต๊ะแต่งแกล้งบรรจง ครั้นเสร็จสรรพกลับลาแล้วคลาคลาศ ชมตลาดตึกรามตามประสงค์ ไม่มีหลังคาใส่แต่ไม้ดง เอาเสื่อดาษลาดลงข้างเบื้องบน พอบังลมร่มแดดที่แผดเผา ผิดกับเราเมืองนี้ไม่มีฝน เขาคิดทำไร่นาประสาจน อาศรัยชลห้วยลหานธารคิรี เปนเชื้อชาติตุรเกียมีเมียหลาย มิให้ชายอื่นยลวิมลฉวี แม้บุรุษเห็นกายฝ่ายสตรี ย่อมราคีบาปนักต้องรักตัว จะออกนอกเคหาเอาผ้าหุ้ม ช่างห่อคลุมตั้งแต่ตีนตลอดหัว สาสนาหึงส์ห้ามเขาคร้ามกลัว แต่ลูกผัวถึงจะเห็นไม่เปนไร เที่ยวชมทั่วแถววิถีธานีน้อย แล้วคลาศคล้อยกลับมานาวาใหญ่ บรรทุกถ่านอยู่สองวันจึงครรไล จากโกไซรีบรุดไม่หยุดพัก ฯ

๏ ไปตามทางทเลแดงแล้งตลอด ระทมทอดทุกข์ถอนทั้งร้อนหนัก ไม่นั่งติดจิตต์เต้นอยู่ทึกทัก ประหนึ่งจักคลั่งคลุ้มกลุ้มวิญญา สามราตรีถึงที่เมืองสุเอศ อยู่ริมเขตรวารินเปนถิ่นท่า ให้ชักธงจอมจักรนัครา ขึ้นเสาหน้าบอกความตามสำคัญ เขาแจ้งว่าทูตานั้นมาถึง สักครู่หนึ่งเรือไฟก็ผายผัน มารับพวกทูตไทยขึ้นไปพลัน อิกเครื่องบรรณาการกับสาส์นทรง ทั้งสองข้างยิงปืนเสียครื้นครั่น บันฦๅลั่นในชลาป่ารหง ยี่สิบเอ็ดเสร็จสรรพคำนับธง ธรรมเนียมตรงบอกเบื้องเมืองไมตรี แล้วกัปตันสั่งฝ่ายนายทหาร เคยรอนราญรุกรบไม่หลบหนี ให้สลูตส่งทูตสิบเก้าที ก็พร้อมกันจรลีลงเรือน้อย นั่งพินิจพิศเพลินตามชายหาด เดียรดาษแลดูล้วนปูหอย นกยางย่องจ้องจับขยับคอย ลิงเข้าพลอยไล่สพัดสังกัดกิน นกอ้ายงั่วตัวดีไม่มีอด เที่ยวเลี้ยวลดในมหาชลาสินธุ์ เห็นปลาร้ายว่ายมาผวาบิน รู้ปล้อนปลิ้นเล็ดลอดรอดชีวี ตะกรุมชั่วหัวล้านกระบานใส นกจัญไรถ่อยทมิฬมันกินผี กระทุงทองล่องลัดในนัที ฉลาดดีเอาปากลงลากอวน ถ้าแม้สัตว์พลัดไพล่เข้าในเหนียง ก็กินเกลี้ยงกลืนหมดไม่อดอ้วน ริมแฉวแลสล้างล้วนนางนวล นับไม่ถ้วนมิใช่น้อยลงลอยแพ เห็นเรือไฟไคลคลาเข้ามาใกล้ ก็ตกใจบินบากจากกระแส ฝูงดอกบัวยั้วยัดกันอัดแอ ก๋อยก๋อยแซ่เสียงอ้ายก๋อยต้อยตีวิด นั่งนึกนึกนิ่งดูหมู่ปักษา ไม่เคลื่อนคลาดคลาดชมสมสนิท แต่พวกเรามาทั้งนี้ไม่มีมิตร โอ้คิดคิดอายนกอกระอา ฯ

๏ แกล้งเมินเฉยเลยล่วงลีลาศเลี้ยว มาครู่เดียวพักหนึ่งก็ถึงท่า ชวนกันรีบจรลีด้วยปรีดา เขานำหน้าตรงโร่ไปโฮเต็ล พวกชาวเมืองยืนดูอยู่ออกดื่น ช่างแตกตื่นกะไรเลยไม่เคยเห็น บ้างถุ้งเถียงด่าทอฅอเปนเอ็น บ้างพูดเล่นเจรจาภาษากัน ถึงตึกโตโอฬาร์น่าสนุก เปนที่สุขสารพัดเขาจัดสรรค์ ถ้าไม้ใครไคลคลามาทางนั้น ได้ผ่อนผันเช่าพักสำนักกิน มีที่นอนหมอนมุ้งโต๊ะเตียงตั้ง จะยับยั้งหรือจะไปตามใจถวิล หมั่นระวังทุกเวลาเปนอาจิณ อันราคินข้อไรมิให้มี แต่ต้องเสียค่าเช่าให้เขาบ้าง ตามเยี่ยงอย่างกินอยู่ไม่จู้จี้ พอทูตถึงที่พลันในทันที ของดีดีพร้อมสรรพให้รับประทาน สำเร็จกิจชวนกันจะผันผาย พอเบี่ยงบ่ายแสงศรีพระสุริฉาน มาขึ้นรถเทียมม้าอาชาชาญ ขับทยานควบห้อไม่รอรั้ง แต่ของเข้านั้นเอาบรรทุกอูฐ แล้วตามทูตจรลีต่อทีหลัง เสียงกงลั่นกำเลื่อนสเทือนกัง คนที่นั่งโงกเงกโยกเยกโย้ ถึงเรือนผ้าในระหว่างทางวิถี แต่ไกลที่ตึกพักมาอักโข เหมือนโรงรียาวใหญ่ไอ้กะโต กัปตันโอแกแลแฮนก็แสนดี พาพวกเราเข้าไปข้างในนั้น ให้จัดสรรค์หวานคาวเข้าบุหรี่ กล้วยขนมหลากหลากล้วนมากมี ตั้งบนที่เชิญให้พวกไทยกิน จนเย็นย่ำสนธยาภานุมาศ ล่วงลีลาศลับไม้ในไพรสิณฑ์ ต้องลมว่าวหนาวชาทั้งกายิน เทวศถวิลอ้างว้างไม่วางวาย แม้พุ่มพวงดวงชีวาแม่มาด้วย ถึงลมชวยชิดเจ้าหนาวคงหาย พี่เหินห่างมาอยู่กลางทเลทราย ใครจะแอบแนบกายให้อุ่นกร เห็นแต่แพรสีทองที่น้องห่ม ให้มาชมตามทางต่างสมร เอาคลี่คลุมพอค่อยคลายวายอาวรณ์ นึกสท้อนนิ่งสถิตย์พินิจนาน ดูว้าเหว่กลางทเลเปนทรายสิ้น ไม่มีดินแดนน้ำลำลหาน เมื่อพ้นจากวังวนชลธาร ก็เห็นการคงตลอดไม่วอดวาย หรือเราทำกรรมเวรเปนเกณฑ์เคราะห์ เหลือจะเลาะลัดลี้หลีกหนีหาย มาพ้นน้ำซ้ำพบประสบทราย ถึงมิตายก็คางเหลืองเหมือนเรื่องราว ว่าหนีศึกวิ่งเซ่อมาเจอเสือ ขึ้นจากเรือหนีกุมภาทำตาขาว กลับพบงูใหญ่แท้แม่ตะงาว โอ้เปนคราวครั้งยากลำบากครัน ดูทิวแถวแนวไม้มิได้เห็น ยิ่งเยือกเย็นหวั่นไหวใจกระศัลย์ มีแต่ฟ้ากับทรายหมายสำคัญ ก็มุ่งมั่นเหมือนทำนองท้องสาคร ปราศจากก้านกิ่งสิ่งอาศรัย นึกนึกไปแล้วระทดสยดสยอน เศร้าอารมณ์ล้มเอกเขนกนอน สักยามเศษจึงได้จรขึ้นรถไฟ เสียงหลอดกู่หวูหวอลูกล้อหมุน เหมือนมีบุญเหาะลิ่วปลิวไปได้ ช่างรวดเร็วยวดยิ่งวิ่งสุดใจ เห็นอะไรวับวู่ดูไม่ทัน ฯ

๏ ท้องฟ้าสลัวมัวคลุ้มห้าทุ่มเศษ ถึงขอบเขตรเมืองหนึ่งทำขึงขัน ชื่อไกโรโตใหญ่วิไลยครัน ธานีนั้นมั่งมีบริบูรณ์ ที่ดำรงองค์มหาอุปราช ดูโอภาษโภไคทั้งไอศูรย์ ตุรเกียเกิดก่อต่อตระกูล ดูมากมูลพลไพร่ในบุรี พอรถไฟไปกระทั่งก็ยั้งหยุด อุดตลุดอื้ออึงคนึงมี่ เจ้าเมืองนั้นช่างกะไรน้ำใจดี ให้เสนีมาคำนับคอยรับรอง ทั้งรัถาพอชีคนขี่ขับ โคมสำหรับนำหน้าพาผยอง ตำรวจถือคบไฟไม้ตะบอง เคียงประคองข้างรถบทจร บ้างไล่คนตามถนนให้หลีกหนี จนถึงที่ตึกโตสโมสร กำลังเหน็ดเหนื่อยหนาวทั้งหาวนอน ขึ้นบรรจถรณ์ล้มหลับระงับกาย ไม่กระดิกพลิกตนตลอดรุ่ง ตื่นสดุ้งลืมตาเวลาสาย เห็นผู้คนคับคั่งมานั่งราย ขุนนางนายจึงแจ้งแสดงการ ว่าองค์เจ้าไกโรภิญโญยศ ให้เอารถมาเรียงเคียงขนาน ขอเชิญท่านทั้งหมดบทมาลย์ ชมสถานวงวัดจังหวัดวัง ต่างจัดแจงแต่งตัวไม่มัวหมอง ล้วนเครื่องทองแลวิไลยเหมือนใจหวัง มาขึ้นรถม้าพยศผยองปัง ไม่รอรั้งควบแข่งแซงกันไป ครั้นถึงโบสถ์แลลาดสอาดเลี่ยน ดูแนบเนียนงดงามตามวิสัย ศิลาลายคล้ายโมราฝาข้างใน เสาใหญ่ใหญ่ยาวโตหินโมรา แต่โบสถ์นั้นท่าทางเปนอย่างแขก ตามที่แปลกเชื้อชาติสาสนา พอแดดชายบ่ายสามนาฬิกา ก็รีบมาเข้าเฝ้าเจ้าไกโร ในทวารมีทหารถือกระบี่ ล้วนเคียงขี่ม้าเทศวิเศษโส ดังเรืองอิทธิ์ฤทธิ์แรงแผลงเดโช ประตูโทถัดนั้นทหารปืน ล้วนปลายหอกบอกปรีเซนเปนคำนับ พวกเราจับหมวกตอบให้ชอบชื่น ปี่พาทย์ตีมีสำหรับกำกับยืน ที่พ่างพื้นสนามในปืนใหญ่ล้อ ทหารม้ายี่สิบสี่ขับขี่ชัก ช่างพร้อมพรักเร็วจริงวิ่งออกปร๋อ หกกระบอกม้าลากก็มากพอ ร้อยสี่สิบเศษต่ออิกสี่ตัว ปี่พาทย์เร่งเพลงฝรั่งดังหนักหนา ผิดภาษาแต่ว่าฟังก็ยังชั่ว ขลุ่ยที่เป่าเข้าทำนองกับกลองรัว ไม่พันพัวไพเราะเสนาะดี รถประทับอัฑฒจันท์ชั้นเฉลียง ก็เดินเคียงครรไลเข้าในที่ เห็นเจ้าเมืองนั่งอยู่นอกออกเสนี เธอพาทีจับมือไม่ถือยศ ให้นั่งอาสน์เดียวกันเปนฉันท์มิตร โดยสนิทเสนหาเห็นปรากฏ แต่พูดจาจวนตวันลับบรรพต ก็พร้อมหมดอำลาจะคลาไคล เจ้าไกโรให้เสนาพาไปสวน แล้วเชิญชวนชมบรรดาพฤกษาไสว แดดก็ร่มลมชายสบายใจ มีมิ่งไม้หลายอย่างล้วนต่างพรรณ กรรณิกาการเกดพิกุลแก้ว โสกซ้องแมวสุกรมนมสวรรค์ พุมเรียงรงโรกรักลักจั่น ขนุนขนันเนียมหนาดลางสาดทราง มลุลีมลิลากับกาหลง รำดวนดงดกดอกออกสล้าง สละเสลาลางลิงมะปริงปราง ข่อยแคคางคูนเคี่ยมแมงคุดคำ คัดเค้าขาวสาวหยุดบานเย็นแย้ม ยี่สุ่นแซมรศสุคนธ์ต้นต่ำต่ำ ลำไยย้อยร้อยลิ้นอินทผาลำ มะเกลือกล่ำกล้วยกล้ายหิ่งหายดง ยี่เข่งเข็มเคียงเคียงกับคำฝอย ชุมเห็ดหอยโยทกามหาหงส์ กุ่มกอกกักแกมมะก่อยอมะยง โลดทนงน้อยหน่าส้มซ่าซาม หางนกยูงกำมะหยี่หญ้าฝรั่น แจงจุหลันกุหลาบแลล้วนแต่หนาม มะเดื่อดูกลูกมะงั่วนมวัวงาม ม่วงมะขามขานางกรวยกร่างไกร เกดเมืองโมกมากมายมีหลายอย่าง เล็บมือนางนมพิจิตรติดไสว ชะเอมอ้อยอินเอื้องมะเฟืองไฟ เถาแตงไทยทองทับทิมแถวริมทาง บ้างผลิดอกออกผลหล่นผอยผอย เกสรสร้อยโรยรายลงพรายพร่าง เมื่อยามเย็นถูกลอองต้องน้ำค้าง กลีบกระจ่างกลิ่นขจรภมรเมา แมลงภู่เชยซาบสิ้นแล้วบินหนี เหมือนตัวพี่พิสมัยแล้วไกลเจ้า ภุมรินแกล้งร้างใช่อย่างเรา เรียมคลาศเคล้างามขำเพราะจำใจ แล้วทำเฉยเลยชมสระสนาน ชลธารน่าเล่นช่างเย็นใส ที่ตรงกลางหว่างเกาะเหมาะกะไร ปลูกต้นไม้เขียวชอุ่มเปนพุ่มชัฏ มีเก๋งก่อพอพักสำนักนั่ง กระถางตั้งรอบรายใส่ไม้ดัด ดูชุ่มชลรื่นร่มทั้งลมพัด เห็นหมู่มัจฉาว่ายสายสาคร ปลาแก้มช้ำช้ำไฉนผู้ใดต้อง แต่แก้มน้องช้ำเพราะชมภิรมย์สมร ปลาคางเบือนเหมือนแม่เบือนทำเงื่อนงอน ปลากรายว่ายคล้ายกรเจ้ากรีดกราย ตะเพียนทองดังพี่ปองไปเพียรพาก สุดแสนยากกว่าจะสมอารมณ์หมาย ปลานวลจันทร์แลล้วนนวลทั้งกาย ยังไม่คล้ายงามสงวนนวลละออง ปลาเทพาเหมือนพี่พาเจ้ามาไว้ กระแหแหห่างให้ฤทัยหมอง ปลาเนื้ออ่อนอ่อนแต่นามตามทำนอง อันเนื้อน้องอ่อนอิ่มนิ่มดังนวม เห็นคล้ายคล้ายว่ายสลับกันสับสน บ้างหนีคนดำปุดบ้างผุดบ๋วม บ้างเคียงคู่คุมควบอยู่รวบรวม บ้างโดดต๋วมตกใจปลาใหญ่มา เขาก่อหินกันดินตามข้างข้าง มีลำรางร่องน้ำงามหนักหนา สลักรูปหอยปูเงือกงูปลา ถัดออกมาทำระเบียงเฉลียงราย มีมุขกลางกว้างรีทั้งสี่ทิศ ดูวิจิตรท่วงทีดีใจหาย จัดเปนที่นั่งนอนผ่อนสบาย ทำลวดลายเลขาก็น่าชม สำหรับเจ้านัครามาประพาส สำราญอาตม์ปรีดิ์เปรมเกษมสม พี่เดินเที่ยวทัศนายิ่งปรารมภ์ ในอกตรมมิได้คลายวายอาวรณ์ แล้วพากันกลับหลังมายังตึก อนาถนึกนิ่งคนึงถึงสมร โอ้วันไรชิดชื่นคืนนคร ที่โรคร้อนจึงจะดับระงับเย็น แม้หยุดอยู่หรือว่าไปยังไม่กลับ อันทุกข์ทับไหนจะเบาบันเทาเข็ญ ชลไนยคงเปนเลือดเดือดกระเด็น ด้วยห่างเห็นห่างห้องห่างน้องนานฯ

๏ ครั้นรุ่งเช้าชวนกันจะผันผาย เคลื่อนคลาดคลายจากบุรีที่สถาน ต่างจัดแจงแต่งกายสบายบาน แสนสำราญพร้อมหมดขึ้นรถไฟ เวลาบ่ายชายแสงพระสุริศรี ก็ลุที่ริมแควกระแสไหล เขาบอกแจ้งแห่งนามแม่น้ำไนล์ เห็นแพใหญ่จอดท่าหน้าสพาน แต่แพนั้นเหมือนถังที่ขังน้ำ ไม่รั่วล้ำเหล็กหล่อห่อประสาน ไว้สำหรับจรดลในชลธาร เคียงขนานเข้าจดรับรถไฟ แล้วชักข้ามไปตามสายโซ่ขึง พอแพถึงรถกระทั่งกับฝั่งได้ ค่อยเคลื่อนลากจากแพให้พ้นไป รถก็ไวว่องวิ่งยิ่งกว่าบิน ตวันรอนอ่อนอับลงลับฟ้า มาถึงท่าที่ตำบลชลสินธุ์ ริมฝั่งฟากวารีมีบุรินทร์ เปนธานินทร์ขึ้นไกโรมโหฬาร อันเมืองนี้ตั้งสำหรับรบรับศึก ผู้คนคึกเรี่ยวแรงกำแหงหาญ ได้ฝึกหัดจัดเจนชำนาญชาญ เคยรอนราญไพรีไม่มีกลัว เขาเชิญราชทูตไทยไปสำนัก เข้าผ่อนพักอยู่ในวังพอยังชั่ว แต่ไม่วายตรมตรองขุ่นหมองมัว คิดถึงตัวจะต้องไปยังไกลครัน ขึ้นบนบกแล้วจะวกลงน้ำเล่า ธุระเรานี้ไม่หมดกำสรดศัลย์ สุดเศร้าสร้อยอยู่จนม่อยหลับไปพลัน นิมิตรฝันว่าขนิษฐมาติดตาม ตื่นผวาหานางเห็นสางแสง กระจ่างแจ้งแจ่มจบพิภพสาม ให้อั้นอัดชลไนยหลั่งไหลลาม เสียดายงามเหงาง่วงเพียงทรวงพัง ทำไฉนจึงจะลืมปลื้มสวาท มิได้ขาดห่วงใยอาลัยหลัง สู้กลืนแกล้งแขงอารมณ์ไปชมวัง ซึ่งแต่งตั้งขึ้นใหม่ชายทเล เดินเข้าในวงนิเวศน์เขตรจังหวัด แล้วหลีกลัดเลี่ยงไถลหลบไพล่เผล ด้วยความทุกข์กลัดกลุ้มทับทุ่มเท เขาฮาเฮข้างเราโหยโดยอาดูร ได้ดูทั่วคืนหลังยังวังเก่า ยิ่งร้อนเร่าหวังสวาทไม่ขาดสูญ เข้าในห้องนองเนตรเทวศพูน จนจำรูญรุ่งรางสว่างวรรณ์ เขาตกแต่งโภชนาเอามาเลี้ยง บนโต๊ะเรียงเป็ดไก่สุกรหัน ทั้งต้มแกงกุ้งปลาสารพัน แกล้งจัดสรรค์ตามทำนองของดีดี ครั้นกินอยู่สรรพเสร็จสำเร็จแล้ว จะคลาศแคล้วบ่ายบากออกจากที่ พอกัปตันขึ้นมาจึงพาที เชิญให้รีบจรลีลงนาวา ฯ

๏ ต่างคนต่างเตรียมกายแล้วผายผัน ถึงกำปั่นแสนโสมนัสา ก็ใช้ไฟหมายแล่นตามแผนมา ห้าทิวาถึงจำเพาะเกาะบุรี เรียกชื่อเมืองมอลตาเปนท่าพัก ได้สำนักหยุดยั้งกลางวิถี ให้แวะจอดทอดสมอรอนาวี เจ้าเมืองแจ้งแห่งคดีมาทักทาย แล้วเชื้อเชิญจรดลขึ้นบนบ้าน แสนสำราญเรือนตึกพิลึกหลาย นั่งพูดจาเล่นตามความสบาย แล้วหกนายต่างพากันลาจร ไปเที่ยวชมห้างรายเขาขายของ ให้คลายหมองที่คำนึงถึงสมร อยู่สามวันจึงครรไลไกลนคร ไปในท้องชโลทรทางกันดาร ถึงปากช่องสองข้างมีเขาใหญ่ อังกฤษไว้หมู่พหลพลทหาร รวงคิรีเอาเปนจอมป้อมปราการ สูงตระหง่านดูพิฦกข้าศึกเกรง แต่ภูเขาเขายังคิดประดิษฐได้ ช่างกะไรเพียรเจาะจนเหมาะเหม็ง ถ้าใครขืนรบรับคงยับเอง ต้องยำเยงย่นหยอนอ่อนระอา กัปตันให้เรือรอสมอทอด ประทับจอดหน้าเมืองข้างเบื้องขวา แล้วชักธงจอมนรินทร์ปิ่นนรา บอกสัญญาให้เจ้าเมืองรู้เรื่องการ ฝ่ายผู้รั้งเห็นแจ้งไม่แคลงจิตต์ ประกาศิตสั่งเหล่าชาวทหาร ให้ยิงปืนครื้นครั่นมิทันนาน คำนับธงพระผู้ผ่านพิภพไทย ยี่สิบเอ็ดเสร็จถ้วนคำรบครบ ควันตระหลบดินดาลสท้านไหว แล้วเชิญพวกข้าหลวงทั้งปวงไป อยู่อาศรัยแรมร้อนดังก่อนมา เขาดูแลสารพัดไม่ขัดขวาง ค่อยเสื่อมสร่างโศกสร้อยละห้อยหา ตัวเจ้าเมืองรักใคร่หมั่นไคลคลา ได้พูดจาชอบชิดเปนมิตร์กัน พักอยู่สามราตรีค่อยมีสุข แล้วกลับทุกข์ที่จะพรากจากเขตรขัณฑ์ ต้องไปในชลสายอีกหลายวัน ทั้งทางนั้นคลื่นจัดลมพัดแรง นึกคนึงถึงกายไม่วายหมอง จนเรืองรองรุ่งอุทัยเธอไขแสง ต่างคนต่างรีบรัดเร่งจัดแจง บ้างตกแต่งตัวงามตามข้างไทย ครั้นพร้อมเสร็จขนรถหมดทั้งนั้น ก็ผายผันมายังท่าชลาไหล กัปตันนายฝ่ายอังกฤษให้ติดไฟ แล้วคลาไคลออกจากปากทเล ฯ

๏ แสนสงสารทรวงเราเศร้าสลด ทุกข์ระทดอยู่ในชลระหนระเห ไม่เห็นฝั่งกลางสมุทสุดคเน ให้ว้าเหว่หวิวหวาดอนาถนึก คลื่นระดมลมกล้าประดาเสีย นอนละเหี่ยละห้อยไห้ใจตึกตึก กำปั่นแล่นไปกลางหนทางลึก จนยามดึกลมจัดพัดกระพือ กระทบเชือกสายระยางฟังเสนาะ ช่างไพเราะราวกับซอหวีดหวอหวือ คลื่นกระแทกเรือนจักรก็หักฮือ เสียงบันลือลั่นเลื่อนสเทื้อนเรือ แต่อังกฤษติดชำนาญการกำปั่น ทั้งกัปตันกะลาสีก็ดีเหลือ ล้วนตัวเก่งเร่งไฟซ้ำใบเจือ จนข้อเสือก้านจักรหักออกไป ข้างพวกเราคิดพรั่นให้หวั่นจิตต์ แต่อังกฤษถ้วนทั่วหากลัวไม่ เอาโซ่พันขันมัดรัดเข้าไว้ ก็แล่นได้เรียบร้อยค่อยสบาย ฯ

๏ มาถึงเมืองไวโคโปตุเกศ อยู่ริมเขตรวังวนชลสาย คลื่นระดมลมกำลังยังไม่วาย จึงให้บ่ายเรือเข้าท่าหน้าบุรี ฝ่ายเจ้าเมืองกับขุนนางข้างฝรั่ง ก็พร้อมพรั่งปรีดิ์เปรมเกษมศรี มาเยี่ยมเยือนทูตไทยด้วยไมตรี ต่างยินดีปราไสกันไปมา บ้างขอดูของเครื่องเมืองสยาม ชมว่างามผิดอย่างต่างภาษา บ้างชมเม็ดเพ็ชร์ช่วงดวงจินดา บ้างชมผ้าเสื้อแสงที่แต่งกาย เขาผูกรักชักชิดสนิทสนม ชวนไปชมเย่าเรือนเหมือนสหาย อยู่เมืองนั้นสองวันก็คลาศคลาย ไปในสายชลธีที่สำคัญ ฯ

๏ จะข้ามอ่าวบิศเนทเลร้าย ยิ่งหมองหม้ายเศร้าจิตต์คิดกระศัลย์ ด้วยแจ้งข่าวอ่าวนี้ทุกวี่วัน พายุนั้นสามารถทายาดพอ แต่อังกฤษตัวกล้าเหมือนปลาใหญ่ ยังตกใจขวัญหนีแทบดีฝ่อ เช่นพวกเราไม่พักบอกคงกรอกฅอ คลื่นมันยอก็จะโยกลงโงกงอม พี่ยกหัตถ์อัธิฐานขอพระเดช จอมนรินทร์ปิ่นนเรศร์พิทักษ์ถนอม เหมือนข่ายเพ็ชรเจ็ดชั้นช่วยกันล้อม ปกกระหม่อมป้องกันสรรพภัย เห็นพระคุณบุญฤทธิ์ประสิทธิ ปรกติไปโดยสดวกได้ ก็แล่นล่วงมาในห้วงชลาลัย เห็นเกาะใหญ่อิงแคลนแสนสำราญ คือกรุงไกรฝ่ายเบื้องเมืองอังกฤษ ที่สถิตย์เอกอนงค์ดำรงสถาน เปนเวลาสุริยนอนธการ ราวประมาณยามหนึ่งก็ถึงพลัน ให้เรือรอทอดสมออยู่ห่างห่าง แลสล้างนับไม่ถ้วนล้วนกำปั่น ระดาษดื่นหมื่นแสนแน่นอนันต์ โคมสำคัญจุดประจำทุกลำไป ดูสว่างกลางมหาชลาสินธุ์ เปนที่ถิ่นเมืองท่าเรืออาศรัย ชื่อบุรีปอตสมัทเขาจัดไว้ รับทูตไทยขึ้นที่นั่นดังสัญญา ครั้นอุทัยไขแสงแจ้งกระจ่าง พื้นนภางค์แผ้วผ่องห้องเวหา ให้ชักธงจอมโมฬิศอิศรา โดยถานายศใหญ่ไว้เสากลาง ธงนรินทร์ปิ่นเกล้าอยู่เสาหน้า ตามตำราแจ้งกระจัดไม่ขัดขวาง ข้างเสาท้ายฝ่ายธงอนงค์นาง แลสล้างทั้งสามงามวิไล ฝ่ายแม่ทัพที่กำกับกำปั่นรบ ครั้นเห็นครบสามธงไม่สงสัย ก็เร่งรัดรีบร้อนไม่นอนใจ มาถามไถ่ทักทายเราะรายดี แล้วแถลงแจ้งความไปตามเรื่อง พระมิ่งเมืองจอมนางสำอางศรี มีประสาสน์พระราชเสาวนี ว่าครั้งนี้ทูตไทยได้ออกมา เธอสุดแสนยินดีเปนที่ยิ่ง พร้อมทุกสิ่งรถรัถให้จัดหา ไว้สำหรับรับราชสารา กับทูตานุทูตถ้วนล้วนบรรจง จะได้เปนเกียรติยศปรากฏไป ว่ากรุงไกรสองสนิทพิศวง เหมือนเชษฐากับขนิษฐจิตต์จำนง ร่วมพระวงศ์เดียวกันไม่ฉันทา แต่เครื่องแห่สารพัดจะจัดสรรค์ ไม่เหมือนกันผิดอย่างต่างภาษา จะต้องทำตามตำหรับเคยรับมา มิให้ถอยน้อยหน้าทูตทุกเมือง แล้วเล่าความตามรับสั่งตั้งประกาศ ว่าของดีที่ประหลาดเขาลือเลื่อง สิ่งใดใดมีในบุรีเรือง แม้แขกเมืองหมายใจจะใคร่ยล อย่าขัดข้องป้องกันเปนอันขาด อนุญาตตามตำแหน่งทุกแห่งหน ทั้งกินอยู่หมดประมวญถ้วนทุกคน เงินของตนบอกเลิกให้เบิกคลัง แจ้งคดีถี่ถ้วนชักชวนชื่น แล้วลาคืนกลับไปดังใจหวัง กัปตันให้ถอนสมอไม่รอรั้ง เข้าเทียบฝั่งเคียงติดชิดสพาน ที่บนป้อมพร้อมพรั่งออกคั่งคับ แลสลับน่าดูหมู่ทหาร ยิงปืนลั่นควันกลบตระหลบธาร แผ่นดินดาลเลื่อนลั่นสนั่นดัง ครั้นสลูตทูตถ้วนสิบเก้านัด ก็แออัดสับสนคนสพรั่ง มาเบียดเสียดเยียดยัดอัตนัง บ้างยืนนั่งแน่นอยู่คอยดูไทย เขาจัดแจงแต่งสพานกระดานทอด มีราวสอดเหมาะมั่นไม่หวั่นไหว แล้วปูผ้าแดงเรี่ยมเอี่ยมวิไล ตลอดไปจนรถช่างงดงาม สี่โมงเศษจึงได้เชิญพระราชสาส์น พระผู้ผ่านภพแผ่นแดนสยาม พร้อมคณาข้าหลวงทั้งปวงตาม ก็แลหลามจากกำปั่นแล้วครรไล แอดมิรัลนายทหารชาญสมุท ฤทธิรุทลือเลื่องกระเดื่องไหว สั่งให้ยิงสลูตธงพระทรงชัย ผู้บำรุงกรุงไทยทั้งสององค์ ทหารรับจับเชือกกระชากปราด พอนกฉาดปืนลั่นควันขมง ยี่สิบเอ็ดเสร็จถ้วนจำนวนตรง คำนับธงแทนนาถบาทยุคล แล้วหกนายนาดกรายมาขึ้นรถ ม้าพยศวิ่งวางกลางถนน ไม่หยุดยั้งรั้งรอจรดล ประจวบจนที่สถานบ้านแม่ทัพ สารถีเหนี่ยวสายถือสองมือชัก ม้าชะงักยืนเผ่นเต้นหรับหรับ แอดมิรัลยิ้มยืนยื่นมือรับ ประคองประคับเคียงเดินเชิญขึ้นจวน ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงดูอยู่จนบ่าย ชวนภิปรายปรีดาพากันสรวล แต่นั่งสนทนาเล่นเห็นพอควร ก็ชักชวนกันลากลับมาพลัน ฯ

๏ ถึงโฮเต็ลเปนที่หยุดสำนัก เข้าผ่อนพักปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ จนภานุมาศโอภาษขึ้นพรายพรรณ สายตวันเวลาสักห้าโมง เขาเชิญให้ไปที่รถไฟพัก ต้องเตือนตักทุ่มเถียงเสียงออกโผง บ้างหิ้วหีบห่อผ้าพาตะโกรง ไปถึงโรงที่ประทับก็ยับยั้ง สักครู่ใหญ่ได้เวลาจะคลาเคลื่อน กระดิ่งเตือนรัวเร่งเหง่งเหง่งหงั่ง ต่างวิ่งแซงแข่งหน้าดาประดัง ขึ้นไปนั่งในรถหมดทุกคน พอหลอดกู่หวูหวอลูกล้อเคลื่อน ดูดูเหมือนเหาะเหินเดินเวหน จนแดดชายบ่ายเยื้องถึงเมืองบน เห็นผู้คนคั่งคับคอยรับรอง มีทหารถือกระบี่เปนทีท่า ล้วนขี่ม้าดำนิลสิ้นทั้งผอง งามอาชาร่าเริงเชิงลำพอง สามสิบสองคู่เคียงเรียงกันไป อีกรัถาห้าเล่มเต็มวิเศษ เทียมม้าเทศสูงสง่าจะหาไหน เรียงประทับคอยรับพวกทูตไทย ต่างคลาไคลขึ้นรถหมดทุกคน พาชีชาญพวกทหารหกสิบสี่ เดินตามที่เปนลำดับไม่สับสน ล้วนเสื้อแดงแต่งตัวไม่มัวมล ใส่หมวกขนปักภู่ดูตระการ ถึงกลาริชโฮเต็ลเห็นพิลึก ทำเปนตึกใหญ่โตระโหฐาน ทั้งสี่ชั้นช่างประดิษฐพิศดาร โอฬาลานทีท่าน่าสบาย ทหารม้ากลับหน้ามาคำนับ รถประทับนายทวารเปิดบานผาย ผู้เจ้าของโฮเต็ลที่เปนนาย มาทักทายเชื้อเชิญดำเนินจร แล้วนำหน้าพาเที่ยวดูห้องหับ ของสำหรับสารพัดปัจฐรณ์ เก้าอี้โต๊ะเตียงตั้งที่นั่งนอน มีฟูกหมอนครบถ้วนจำนวนคน จะกินอยู่ดูแลเอาใจใส่ คนรับใช้เจนจัดไม่ขัดสน เรียกอะไรได้ทุกสิ่งวิ่งออกลน ไม่เกียจกลการงานขยันจริง เขาช่างฝึกสอนไว้มิใช่ชั่ว รู้ฝากตัวกลัวนายทั้งชายหญิง ไม่เงอแงแง่งอนทำค้อนติง เสร็จทุกสิ่งมิให้พักต้องตักเตือน แต่กระนั้นพี่ไม่วายระคายคิด ถึงอังกฤษดีแสนไม่แม้นเหมือน เมื่อเรียมคงเคียงคู่อยู่กับเรือน เจ้าผู้เพื่อนร่วมรักก็ภักดี ปรนิบัติเชษฐาอัชฌาสัย สู้ตั้งใจมิได้เบือนแชเชือนหนี ถึงยามกินยามนอนรู้ผ่อนที นั่งพัดวีนวดฟั้นหมั่นระวัง เมื่อยามแนบแอบอิงแม่มิ่งมิตร เชยชมชิดนิ่มนุชช่วยจุดหลัง นึกนึกมาน่าวิตกเพียงอกพัง จนระฆังขานก้องถึงสองยาม ก็ม่อยหลับกับที่ไสยาอาสน์ ภานุมาศแจ่มจบภพทั้งสาม ตื่นผวาหวาดพะวงว่านงราม ละเมอตามมองเขม้นไม่เห็นนาง ยิ่งโศกแสนแน่นอุราเพียงอาสัญ สู้กลืนกลั้นทุกข์ทนกระมลหมาง เอาพระเดชจอมจักรหักระคาง ว่าอย่าเศร้าเลยจงสร่างกำสรดโทรม เรามาด้วยราชการพระผ่านเกล้า ไม่ควรเร่าร้อนรำพึงคนึงโฉม พอคิดได้ค่อยเปนสุขสิ้นทุกข์โทม ก็แสนโสมนัศมาล้างหน้าพลัน แต่วิสัยใจบุถุชนนี้ ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้ายหมายกระสัน หักลงไปได้เท่านี้ก็ดีครัน ทีหลังนั้นคงจะแปรไม่แน่นอน อันหักห้ามความสวาทให้ขาดวิ่น ไหนจะสิ้นเสื่อมสุดจนหลุดถอน วายถวิลเพียงเวลาทิพากร คงจะย้อนโหยหาเมื่อราตรี แล้วดำเนินเดินออกมานอกห้อง เห็นพวกพ้องปรีดิ์เปรมเกษมศรี ก็พูดจาปราไสใจยินดี บ้างเซ้าซี้สัพยอกเย้าหยอกกัน ฯ

๏ จนอัษฎงค์ลงลับภูเขาเขิน มิศเฟาล์เข้ามาเชิญให้ผายผัน ไปดูละคอนฟ้องรำระบำบรรพ์ ต่างก็หรรษาสมอารมณ์ปอง ออกจากตึกที่พักพรักพร้อมหน้า ขึ้นรัถาจรจรัลผันผยอง อาชาชาติผาดโผนโจนลำพอง ช่างไวว่องพักหนึ่งก็ถึงพลัน เข้าในโรงที่เล่นเห็นพิลึก ทำเปนตึกใหญ่กว้างช่างสร้างสรรค์ แสงประทีปส่องสว่างดังกลางวัน มีช่องชั้นห้องหับสำหรับดู แต่ห้องหนึ่งนั้นดีเปนที่หลวง ห้องทั้งปวงไม่มีที่จะสู้ ผนังพนักสักหลาดเอาลาดปู ให้พวกเราเข้าอยู่ทั้งหกนาย ดูละคอนเขาเล่นเห็นวิเศษ แต่งตามเพศงามสอาดประหลาดหลาย จับเรื่องเมืองแขกขุ่นเกิดวุ่นวาย เข้าทำร้ายรบอังกฤษไม่คิดเกรง ด้วยขัดข้องหมองใจนายทหาร บังคับการข่มขี่ทีข่มเหง ข้างพวกแจกคนดำไม่ยำเกรง คุมกันเองฆ่าอังกฤษชีวิตวาย ฝ่ายอังกฤษไม่รู้ตัวมัวนอนหลับ ก็ยุบยับเสียทีต้องหนีหาย ลูกเล็กเล็กเด็กน้อยก็พลอยตาย ทั้งหญิงชายสิ้นชีวงลงเปนเบือ ฝ่ายเจ้าเมืองบั้งกะหล่าปรีชาชาญ เคยรอนราญเหี้ยมห้าวราวกับเสือ ให้เกณฑ์ทัพทั้งบกยกทั้งเรือ ข้างแขกเหลือรบรับก็อัปรา พวกอังกฤษกลับได้ชัยชนะ ไม่ลดละฟอนฟันบั่นเกศา ยิงระดมล้มระดะดาษดา คนที่นั่งทัศนาก็ดีใจ เห็นแขกพ่ายตายกลาดไม่อาจหือ ต่างตบมือพร้อมกันสนั่นไหว เปนสิ้นเรื่องราวรบจบลงไว้ ครั้นต่อไปมีสตรีขี่สินธพ แต่แรกนั่งภายหลังขึ้นยืนห้อ ออกปรึงปร๋อขับเคี่ยวเลี้ยวตระหลบ ถอดเสื้อเก่าเอาเสื้อใหม่ใส่จนครบ แล้วเต้นหรบรำเท้าก้าวตามเพลง บางทีเบนยืนเอนเอียงข้างข้าง ทำท่าทางน่าหัวเราะช่างเหมาะเหม็ง แล้วยืนแต่ตีนเดียวเอี้ยวตัวเอง ไม่กริ่งเกรงว่าจะตกหกคะมำ แกล้งยักเยื้องแยบคายหลากหลายท่า บนหลังม้าห้อไม่หยุดสุดจะร่ำ สิ้นกระบวนถ้วนสิ่งที่หญิงทำ ก็ร่ารำเริงรื่นคืนกลับไป ยังมีชายปรีชาขี่ม้าอื่น ออกมายืนพูดจาอัชฌาสัย ส่งให้ม้ารำเท้าก้าวครรไล ก็ทำได้เหมือนอย่างคนชอบกลพอ ผู้ที่ขี่ก้มหน้าม้าก็ก้ม รู้ประสมให้เหมือนกันขันจริงหนอ ถ้าแม้คนเลยหน้าม้าแหงนฅอ คนเอนขวาม้าย่อเอนตัวตาม ครั้นเอนซ้ายม้าย้ายเอนไปบ้าง ถูกแบบอย่างเพลงทำนองหนึ่งสองสาม ทีบิดเบือนเหมือนหมดดูงดงาม สิ้นเนื้อความคนขี่นี้เพียงนั้น จึงคืนคงลงจากพาชีชาติ ม้าก็ผาดเผ่นโผนโจนผายผัน มีสองชายยกไม้ขึ้นขวางพลัน หวังจะกันกีดไว้มิให้จร ม้ากระโดดโลดข้ามได้ตามจิตต์ ไปสถิตย์อยู่ยังที่ดังกี้ก่อน แล้วนารีขี่ควบอัศดร ออกมาฟ้อนรำร่ายหลายกระบวน แต่แรกนั่งภายหลังขึ้นยืนหยัด เขาช่างหัดฝึกดีได้ถี่ถ้วน ทำแยบคายหลายบทหมดประมวญ ก็หันหวนกลับคืนเข้ายืนโรง ฯ

๏ ยังมีชายสองคนไม่ย่นย่อ ขี่ม้าห้อผกเผ่นแล้วเต้นโหยง ยึดมือกำรำเท้าก้าวตะโกรง ควบตะโพงขับตะพัดฉวัดวง บางทีขี่คนเดียวทั้งสองม้า ยืนแยกขาทำตามความประสงค์ คนหนึ่งโจนขึ้นไหล่ดังใจจง เอาหัวลงจดศีร์ษะหกคะเมน สองเท้าชี้ดีกะไรมิใช่ชั่ว เลือดลงหัวดูหน้าเหมือนทาเสน บางทีขึ้นเหยียบเข่าน้าวตัวเอน ไม่โงนเงนแขงข้อห้อตะบัน บางทีขี่ทั้งสองวิ่งซนเสือก กระโดดเฮือกไปตัวโน้นโจนถลัน กลับไถลมาตัวนี้ขี่ด้วยกัน พัลวันไวว่องทั้งสองนาย ครั้นสำเร็จเสร็จสรรพก็กลับหลัง คืนเข้ายังโรงในเหมือนใจหมาย ขณะนั้นทันทีมีผู้ชาย ก็ผันผายขับอาชาออกมาพลัน เอาเท้าซ้ายกรายเหยียบศีร์ษะม้า ข้างเท้าขวาเหยียบไหล่ไว้ได้มั่น แล้วปล่อยห้อเร็วรวดกวดเก่งครัน ช่างไม่พรั่นจิตต์ใจไฉนนา อีกคนหนงวิ่งพวยฉวยได้บ่วง กลับทลวงกั้นกางเข้าขวางหน้า ฝ่ายว่าชายตัวดีที่ขี่ม้า โดดลอดมายืนหลังเหมือนอย่างเดิม แล้วถือแพรยืนขวางกลางสนาม ก็โจนข้าได้ดังนึกยิ่งฮึกเหิม แล้วถือผืนอื่นทำแกล้งแสร้งซ้ำเติม ทวีเพิ่มพอให้ยากลำบากใจ ถึงสามชั้นคนนั้นไม่เข็ดขาม กระโดดข้ามทุกตำบลพ้นไปได้ ทำแยบคายหลายอย่างต่างต่างไป แล้วเข้าในโรงหายชายอื่นมา ฯ

๏ แต่คนนี้คมสันขยันหยด ดูหมดจดท่วงทีดีหนักหนา ชอมิศกุกเจนจัดหัดอาชา มือถือแซ่นำหน้าม้าเดินตาม แล้วให้ม้าเดินสองเท้าก้าวกุบกับ ประเดี๋ยวกลับให้ลงนั่งกลางสนาม สารพันกัณฐัศว์ไม่ขัดความ คำรบสามสั่งว่าให้ม้านอน พาชีชาติชาญฉลาดลงนอนนิ่ง ไม่ไหวติงรู้ทำเหมือนคำสอน ชายตลกยกเท้าอัศดร ให้กอดกายหงายนอนหว่างอุรา ม้าก็ทำตามใจมิได้ขัด สารพัดน่าเอนดูรู้ภาษา บัดเดี๋ยวดลคนตลกลุกไคลคลา แต่อาชานอนนิ่งไม่ติงกาย มิศกุกจึงว่าลุกขึ้นเถิดหนา ฝ่ายมิ่งม้าลุกไวเหมือนใจหมาย ตลกจึงกล่าวคำทำภิปราย นี่แน่นายผู้สันทัดอัศดร ถ้าดีจริงจงว่าม้าของเจ้า ให้กลับเข้าคืนหลังเหมือนอย่างสอน เราจะห้ามปรามไว้มิให้จร อย่าเกี่ยงงอนดูข้างไหนใครจะดี มิศกุกรับคำทำเปนว่า มาเถิดมาม้าเราเข้ามานี่ แล้วลูบหน้าลูบหลังสั่งพาชี จงคืนที่เคยสถิตย์อย่าบิดเบือน สินธพฟังสั่งสรรพก็กลับวิ่ง ช่างรู้จริงหาไหนจะได้เหมือน ตลกยืนยิ้มแต้ไม่แชเชือน แล้วแย้มเยือนร้องว่าอย่าเข้าไป ม้าชะงักเงยชะแง้ทำแปรผัน ขยาดยั่นยืนเซาเข้าไม่ได้ มิศกุกเรียกกลับมาฉับไว ลูบหลังไหล่หน้าตาแล้วพาที จงคืนไปโรงในอิกเถิดหนา ฝ่ายอาชารู้จริงออกวิ่งจี๋ คนตลกจึงว่าแก่พาชี หยุดอยู่นี่เราไซ้มิให้จร ม้าก็ยั้งฟังห้ามตามตลก สองสามยกคลาศเคลื่อนไม่เหมือนสอน ตลกเคาะเยาะเย้ากล่าวสุนทร จงวิงวอนม้าให้ไปเถิดนาย ทีนี้เรามิได้ห้ามตามประสงค์ โดยจำนงคงจะสมอารมณ์หมาย มิศกุกนายม้าปรีชาชาย ต้องอับอายแก่ตลกหลายยกเจียว แล้วจึงสั่งอาชาให้คืนหลัง ม้าได้ฟังเร็วแร่ไม่แลเหลียว ควบตะบึงบากหน้าไปท่าเดียว สักประเดี๋ยวถึงโรงตรงเข้าใน คนมาดูอยู่ที่นั่นสนั่นอื้อ ก็ตบมือพร้อมกันเสียงหวั่นไหว คือบอกแจ้งแห่งระบอบว่าชอบใจ ขอหยุดไว้เปนสงบจบเพียงนั้น ฯ

๏ เมืองลอนดอนมีละคอนอยู่หลายแห่ง เขาตกแต่งตามเพศวิเศษสรรพ์ เอานารีรูปร่างสำอางครัน เปนเทวัญเหาะปลิวลิ่วครรไล แต่ประหลาดหลากจิตต์พิศไม่เห็น ช่างซ่อนเส้นสายสนคนอาศรัย ฉลาดทำแยบยนต์เปนกลไก ดังเหาะได้จริงจังลำพังตน บางทีผุดผายผันจากบรรพต เห็นปรากฏแก่ตาน่าฉงน บางทีขึ้นจากพื้นภูวดล แต่ไม่ยลรอยระวางหนทางจร คนที่เปนเทวดามาทั้งนี้ รัศมีแจ่มจำรัสประภัศร ช่างงามล้วนนวลผ่องลอองอร ดูละคอนจนเวลากว่าสองยาม เขาเลิกแล้วลีลาพากันกลับ คืนประทับที่สถิตย์จิตต์หวาดหวาม คิดคู่เชยเคยสบายเสียดายงาม ถึงยามสามพอผอยม่อยหลับไป ฯ

๏ จนแสงทองส่องฟ้านภากาศ ภานุมาศแจ้งกระจ่างสว่างไสว มิศเฟาล์ที่สำหรับอยู่กับไทย จัดรถให้ห้ารถบทจร ทั้งนายไพร่นำไปเที่ยวชมสวน ประหลาดล้วนสัตว์แซ่แลสลอน เขาเลี้ยงขังหวังปองเอาทองปอนด์ ราษฎรเสียให้จึงได้ดู มีพร้อมหมดจัตุบททวิบาท สิงหราชกรินีทั้งหมีหมู อิกโคถึกเถื่อนกะทิงวิ่งออกพรู ทำคอกอยู่มิให้ปนระคนกัน แรดแรงร้ายม้าลายมหิงษา พยัคฆาหมูละมั่งกวางสมัน ฟานกระจงเลียงผาสารพัน จิ้งจอกคั่นไว้ต่างหากสุนัขใน กระต่ายตุ่นวุ่นวนวิ่งซนซอก ข้างอ้นออกจากช่องปล่องอาศรัย อ้ายแมวป่ากาจเก่งเสงสุดใจ ดุกะไรกว่าเสือช่างเหลือเปรียว เข้าไปยืนห่างสักศอกริมคอกขัง ก็ผึงผังโผนมาทำตาเขียว ขู่คำรามคึกคักหนักจริงเจียว ไปป่าเปลี่ยวปะมันเปนอันตราย มีทั้งเม่นเห็นคนทำขนแขง เปรียบอย่างแปรงชี้ชันขันใจหาย เหมือนไม้เสี้ยมปักแซมแหลมข้างปลาย ใครกล้ำกรายสบัดขนปักคนคา ทั้งลิงค่างบ่างชนีมีจนครบ คางคกกบตุกแกแย้กิ้งก่า จรเข้หอยปูงูเต่าปลา สกุณาหลายอย่างต่างต่างกัน ทั้งสัตว์บกสัตว์น้ำเขาทำที่ เลี้ยงไว้ดีเปนแพนกไม่แผกผัน แลหลากหลากมากมายเปนหลายพรรณ บางอย่างนั้นแปลกชนิดผิดข้างไทย ถ้าสัตว์ร้ายขังคงในกรงเหล็ก ซีกไม่เล็กแขงขันตันไม่ไหว แม้สัตว์เชื่องพอเห็นไม่เปนไร ใส่กรงไม้มิให้เปนระคนคละ จิ้งเหลนงูใส่ตู้กระจกกระจ่าง แล้วมีอ่างแก้วตั้งเปนจังหวะ ใส่หอยปูต่างต่างวางระยะ ที่ในสระใส่กุมภาปลาโตโต ถ้านกใหญ่อ้ายตะกรุมกะเรียนแร้ง อยู่กลางแจ้งเดินโทงทำโกงโก้ สัตว์ที่เลี้ยงมากหมดไม่อดโซ กินเนื้อโคเข้าปลาสารพัน เขาหาทำน้ำหญ้าผลาหาร ไม่กันดารดีจริงทุกสิ่งสรรพ์ แต่พวกเราเที่ยวดูอยู่ด้วยกัน จนตวันเลี้ยวลับจึงกลับมา ฯ

๏ ครั้นรุ่งเช้ามิศเฟาล์พาผายผัน ดูกำปั่นกลไฟใหญ่หนักหนา ยาวไม่น้อยถึงร้อยกับหกวา เปนมหานาเวศวิเศษนัก ประหลาดหนอต่อด้วยเหล็กใช่เล็กน้อย แต่ว่าลอยน้ำดูไม่สู้หนัก ไว้ให้งามบ้านเมืองช่างเยื้องยัก คิดใส่จักรท้ายข้างสองอย่างดี ที่ในลำทำห้องเปนช่องชั้น เขียนสุวรรณลวดลายระบายสี มีอุโมงค์ยาวยืดมืดเต็มที ตั้งแต่ที่ท้ายทอดตลอดลำ ห้องหนึ่งยาวราวสักเส้นเปนตลาด ระดะดาษคนผู้ดูออกส่ำ ตั้งร้านเคียงเรียงรายขายประจำ เขาหาทำของเข้าเอามาไว้ ดาดฟ้ามีสี่ชั้นล้วนกั้นห้อง แล้วเปิดช่องให้เปนทางสว่างไสว เสากระโดงหกเสาพร้อมเพลาใบ ใส่ท่อไฟห้าแห่งพอแรงการ บรรทุกคนที่จะไปได้ถึงหมื่น แม้ถูกคลื่นไม่สเทือนเหมือนเรือนบ้าน เปนเรือใช้รับจ้างทางกันดาร ใครโดยสารเงินให้ได้สบาย ฯ

๏ ชมกำปั่นแล้วพากันมาหมด ขึ้นสู่รถรีบไปดังใจหมาย ถึงอุโมงค์ใต้น้ำทำแยบคาย ลงทางฝ่ายฟากข้างนี้เดินลีลา ไปทลุขึ้นทางฟากข้างโน้น ไม่มีโคลนมีดินล้วนหินผา ใส่ใบสอก่อนกั้นกันคงคา ถือปูนยามิดชิดสนิทเนียน ที่ในนั้นจุดไฟไสวสว่าง พื้นหนทางแผ้วกวาดดูลาดเลี่ยน เขาขายของเหมือนตลาดดาษเดียร เที่ยวเดินเวียนซื้อหาสารพัด อยู่ในนั้นเรือไฟครรไลล่อง ตามแถวท้องวารินยินถนัด เสียงน้ำดังอู้อู้จึงรู้ชัด ด้วยจักรวัดวิดวักควักวารี อุโมงค์ยาวกล่าวไว้มิใช่เล่น โดยได้เห็นจดหมายรายแผนที่ สิบห้าเส้นเจ็ดวากว่ายังมี เศษศอกหนึ่งกับสี่นิ้วข้างไทย เปนทางตรงโล่งลิ่วแลตลอด ช่างขุดลอดใต้ลำแม่น้ำไหล พี่เที่ยวเล่นอยู่จนเย็นลงไรไร ก็คลาไคลกลับหลังไม่รั้งรอ ฯ

๏ ถึงโฮเต็ลเอนกายให้หายเมื่อย ช่างเหน็ดเหนื่อยอ่อนใจกะไรหนอ ขุนนางหนึ่งสมญาลอร์ดมายอ เขามาขอเชิญทูตทั้งสามคน ไปกินโต๊ะที่บ้านเปนการใหญ่ ตามน้ำใจผูกรักเปนพักผล ถึงเวลาจัดแจงแต่งสกนธ์ ขึ้นนั่งบนรัถาแล้วคลาไคล กินสำเร็จเสร็จสรรพก็กลับหลัง คืนมายังโฮเต็ลที่อาศรัย มิศเฟาล์จึงแสดงให้แจ้งใจ กำหนดในที่จะเฝ้าเจ้าแผ่นดิน อีกสี่วันนอมันขุนนางหนุ่ม มาควบคุมของขนไปจนสิ้น บรรณาเนื่องเครื่องทรงองค์นรินทร์ ที่ภูมินทร์โปรดปรานประทานมา แล้วท่านทูตสามนายก็ผายผัน กับตัวฉันด้วยเปนผู้รู้ภาษา อีกขุนจรล่ามฉลาดปราชญ์ปรีชา ขึ้นไปหาผู้สำหรับรับแขกเมือง ได้ไต่ถามตามคดีที่จะเฝ้า พระนางเจ้าจอมนรินทร์ดินกระเดื่อง อันปรากฏยศฟุ้งย่อมรุ่งเรือง ดังประทีปที่ประเทืองสว่างวรรณ ฝ่ายขุนนางกรมท่าพระยาใหญ่ ก็แจ้งใจโดยจริงทุกสิ่งสรรพ์ ซึ่งเอกองค์อัคเรศผ่านเขตรคัน มีพระบัญชาตรัสดำรัสการ ว่าแต่ก่อนกรุงไทยไม่สามารถ ให้มีราชทูตจำทูลพระราชสาส์น ด้วยทเลลึกกว้างทางกันดาร ไม่อาจหาญมาถึงที่ธานีเรา ในครั้งนี้จอมนรินทร์ปิ่นพิภพ ทรงปรารภเรื่องไมตรีมิให้เศร้า จึงส่งบรรณาการสาส์นสำเนา มาตามเลาราวเรื่องเมืองไมตรี เธอชื่นชอบขอบใจในพระบาท ไทธิราชผู้บำรุงซึ่งกรุงศรี หยากจะใคร่ได้ดูหมู่เสนี อัญชลีทรงธรรม์นั้นฉันใด ขอทูตานุทูตถ้วนจำนวนเฝ้า จงก้มเกล้าน้อมประนมบังคมไหว้ เหมือนคำนับบาทบงสุ์พระทรงชัย ผู้ผ่านไอศูรย์สยามตามทำนอง ราชทูตรับว่าอย่าปรารภ จะนอบนบโดยดังรับสั่งสนอง แล้วคืนหลังยังตึกคิดตรึกตรอง ที่จะเฝ้าฝ่าลอองเอกอนงค์ ฯ

๏ ครั้นสิ้นแสงสุริยาภานุมาศ ล่วงลีลาศลับไม้ไพรระหง เขามาแจ้งเรื่องร้อนอักษรทรง ว่าพระวงศาสวัสดิ์กษัตรีย์ ประชวรลมครู่หนึ่งถึงชีวิต พระนางคิดเศร้าสลดกำสรดศรี แสนวิโยคโศกศัลย์พันทวี ในการที่รับทูตขอหยุดไว้ อีกสักแปดราตรีพอมีสุข ค่อยเสื่อมทุกข์คลายจิตต์พิสมัย ได้ทราบสารอนุสนธิ์เปนจนใจ ต้องรอไปป่วยการนานเวลา ในทรวงพี่ร้อนเริงดังเพลิงผลาญ ให้แดดาลโดยดิ้นถวิลหา เฝ้ากลุ้มกลัดขัดสนพ้นปัญญา กลัวจะช้าวันเนิ่นไปเกินปี แม้ยังไม่กลับบ้านสถานถิ่น ก็ไม่สิ้นตรมตรองที่หมองศรี คงจะมอดม้วยมุดสุดชีวี แต่อย่างนี้แล้วเห็นมิเปนการ ฯ

๏ มิศเฟาล์เขามาชวนให้ผายผัน ดูเขตรขัณฑ์ธานินทร์ถิ่นสถาน ต่างมาขึ้นรัถาอาชาชาญ ควบทยานพักหนึ่งก็ถึงพลัน ลงจากรถคลาไคลเข้าในตึก แลพิลึกยวดยิ่งทุกสิ่งสรรพ์ สำหรับให้คนดูรู้สำคัญ ว่าเมืองนั้นท่าทางเปนอย่างไร ประเดี๋ยวหนึ่งจึงนายฝ่ายเจ้าของ มารับรองพูดจาอัชฌาสัย แล้วเดินนำพวกเรานี้เข้าไป ให้นั่งในที่ปล่องช่องชอบกล ก็หันจักรชักฉิวละลิ่วเลื่อน ดูดูเหมือนเหาะเหินดำเนินหน สักสิบวาสูงครันถึงชั้นบน แล้วต่างคนจากที่เดินลีลา เที่ยวดูตามแถวระเบียงเฉลียงรอย เห็นคันขอบกรุงไกรใหญ่หนักหนา มีบ้านเรือนเรียงรายสุดสายตา ลำคงคาเรือแพออกแจจรร ดูโคมแดงแสงไฟไสวสว่าง ทุกทิศทางเหนือใต้ในกำปั่น ฝ่ายอากาศวิถีมีพระจันทร์ อเนกนันต์ด้วยคณาดาราราย รัศมีแววแวมแจ่มกระจ่าง พื้นนภางค์โอภาษประลาดหลาย แม้ไม่มีใครแสดงแจ้งภิปราย คนคงหมายจิตต์ปองว่าของจริง ด้วยแลเห็นดินฟ้าชลาไหล ทั้งเขาไม้เย่าเรือนเหมือนทุกสิ่ง ไม่มีข้อสงสัยใจประวิง ช่างยวดยิ่งเกินปัญญาวิชาทำ ครั้นดูทั่วกลับหลังเข้านั่งที่ จักรก็รี่เรื่อยคืนถึงพื้นต่ำ ฝ่ายอังกฤษมิศเฟาล์เขาจึงนำ ไปดูหนังฟังคำบทเจรจา อันรูปหนังดูงามตามวิสัย เมื่อแลไปคล้ายคนชอบกลหนา มีเรือนบ้านร้านตลาดดาษดา บรรพตาต้นไม้ล้วนใหญ่ครัน ทีจะเปลี่ยนตัวหนังคอยนั่งพิศ ไม่แจ้งจิตต์หลากล้ำทำขันขัน ตัวนี้หายกลายเห็นเปนตัวนั้น ช่างเปลี่ยนกันแยบยนต์พ้นความคิด ได้ดูเล่นมากมายเปนหลายอย่าง ค่อยเสื่อมสร่างโศกเศร้าบันเทาจิตต์ อยู่โฮเต็ลทุกข์ประเทืองขึ้นเนืองนิตย์ ด้วยห่างชิดเชยชมมานมนาน ครั้นสี่ทุ่มหนังเลิกก็ผายผัน จรจัลกลับหลังยังสถาน ถึงที่นอนถอนฤทัยอาลัยลาน เพียงทรวงรานแรงรักหนักในทรวง ฯ

๏ จนดาวดับลับหล้าเวหาหน สุริยนเยี่ยมยอดไศลหลวง ยังนิ่งนอนร้อนรุ่มถึงพุ่มพวง ให้เหงาง่วงหงิมเงียบระเยียบเย็น เขามาชวนไปยังที่วังแก้ว ก็ผ่องแผ้วดีใจจะใคร่เห็น ถึงแสนเศร้าคราวระกำต้องจำเปน ไปเที่ยวเล่นพอให้หายวายอาวรณ์ มาขึ้นรถหมดทุกนายแล้วคลายคลาศ อาชาชาติเร็วรีบเร่งถีบถอน ครั้นถึงวังรัตนาพากันจร เดินยอกย้อนลดเลี้ยวเที่ยวครรไล ดูวิจิตรพิศดารตระการแก้ว วับวามแววแสงสว่างกระจ่างใส ทั้งหลังคาฝาผนังช่างกะไร ตลอดไปหมดสิ้นล้วนจินดา สูงตระหง่านยาวกว่าสิบห้าเส้น เขาทำเปนสี่ชั้นขันหนักหนา ข้างในนั้นน่าเพลินเจริญตา ปลูกพฤกษาต่างต่างสล้างราย มีดอกผลหล่นกลาดออกดาษดื่น ไว้ชมชื่นชอบจิตต์ไม่คิดขาย แล้วทำรูปสัตว์สิงห์คนหญิงชายประหลาดหลายหลากหลากมากประมวญ แต่ละรูปราวกับเปนเห็นประจักษ์ ช่างน่ารักวางไว้ที่ในสวน รูปคนป่าราษีไม่มีนวล ทำกระบวนรู้อายใบไม้บัง แล้วมีเครื่องกลไฟทั้งใหญ่น้อย ทำเรียบร้อยไว้เปนอย่างเอาวางตั้ง แต่พวกทูตเที่ยวดูอยู่ในวัง จนย่ำค่ำแล้วยังไม่หมดเลย มิศเฟาล์เล่าก็ดีเปนที่สุด ช่างรีบรุดเร็วจริงไม่นิ่งเฉย ให้จัดแจงโต๊ะตั้งเหมือนอย่างเคย แล้วภิเปรยชวนให้พวกไทยกิน ครั้นอิ่มหนำสำเร็จเสร็จธุระ หวังว่าจะดูอะไรเสียให้สิ้น ด้วยสิ่งของควรชมนิยมยิน แต่พิรุณจวนรินโรยลออง ต้องกลับหลังยังสถานรำคาญคิด คนึงมิตรมิได้วายหม่นหมายหมอง เศร้าฤทัยไสยาน้ำตานอง พอพวกพ้องที่รักมาชักชวน ไปชมชาวสาวสำอางนางอังกฤษ ต้องจำจิตต์รับคำทั้งกำสรวญ จึงจัดแจงแปลงกายย้ายกระบวน แต่งแต่ล้วนเครื่องอังกฤษติดครังเครา แล้วออกจากโฮเต็ลเขม่นมุ่ง เห็นคนมุงเดินไพล่ไปกับเขา ถ้าแสงไฟไหนแจ้งก็แฝงเงา ไถลเข้าบังตัวด้วยกลัวอาย จนถึงตึกที่สถิตย์ขนิษฐน้อย ล้วนเรียบร้อยรุ่นรามงามใจหาย ใส่เสื้อแพรแลสอาดช่างนาดกราย เมียงชะม้ายแย้มเยื้อนแล้วเชือนเชิญ พี่ชวนกันคลาไคลเข้าไปนั่ง เขาหันหลังเอื้อนอายระคายเขิน ดูจริตกิริยาก็น่าเพลิน ดูเมื่อเดินงามดีทีทำนอง ดูสะสวยมวยผมช่างสมหน้า ดูพักตราราษีไม่มีหมอง ดูเนื้อเต่งเปล่งล้วนนวลลออง ดูเข้าของแต่งกายก็พรายพรรณ ทั้งห้องหับหลับนอนบรรจ์ฐรณ์ที่ ม่านมู่ลี่สารพัดช่างจัดสรรค์ เก้าอี้โต๊ะตู้เตียงตั้งเรียงกัน เปนช่องชั้นน่าชมภิรมย์ใจ ฯ

๏ ชมสำเร็จเสร็จสรรพแล้วกลับหลัง มายับยั้งไสยาที่อาศรัย จนรุ่งแจ้งแจ่มฟ้านภาลัย พวกทูตไทยพร้อมพรักเขาชักชวน ไปดูรูปต่างต่างที่ช่างปั้น สารพันเหมือนจริงทุกสิ่งถ้วน รูปพระยอดยุพยงอนงค์นวล ทีสำรวลมิได้ผิดจริตนาง ทั้งรูปราชสามีเปนที่รัก วิไลยลักษณ์ยืนเรียงอยู่เคียงข้าง กับลูกเธอเก้าองค์ทรงสำอาง แลสล้างล้อมขนานพระมารดร รูปมนุษย์ต่างชาติประหลาดหลาย ทำแยบคายยืนนั่งตั้งสลอน มีคนดำน้ำอดบทจร ในสาครทนจมอยู่นมนาน แสนสบายหายใจก็ได้คล่อง ลงเดินเที่ยวเลี้ยวล่องที่สระสนาน ต่างหยิบเงินทิ้งขว้างไปกลางธาร วิ่งทยานโผนพวยเข้าฉวยเอา อันเรื่องราวพรรณาไม่น่าเชื่อ ฉันก็เบื่อคิดระคายนึกอายเขา แต่การจริงจำแสดงแต่งสำเนา เห็นลาดเลาคงมีที่ระแวง ถ้าผู้ฟังทั้งผู้อ่านท่านสงสัย ดีฉันได้อธิบายจะหายแหนง ด้วยวาจาค่อยกระจ่างไม่คลางแคลง ครั้นจะแต่งกลอนกล่าวก็ยาวนัก ฯ

๏ วันพฤหัสบดิ์เดือนอ้ายขึ้นสามค่ำ กำหนดนำเฝ้าอนงค์อันทรงศักดิ์ สองอังกฤษติดภักดีเปนที่รัก มาชวนชักให้สนานสำราญกาย ต่างสวมใส่สนับเพลาพรายเพราเพริศ วิไลเลิศแลอร่ามงามใจหาย เลื่อมสลับปีกแมงทับติดเชิงชาย ดูแยบคายเอกเอี่ยมธรรมเนียมไทย นุ่งยกนอกดอกวิเศษเกล็ดพิมเสน โจงกระเบนประคตคาดไม่หวาดไหว บ้างใส่เสื้อส้าระบับเข้มขาบใน ข้างนอกใส่กรุยกรองทองสำรด ธำมรงค์รังแตนเปนแหวนเพ็ชร แต่ละเม็ดแวววาวราวจะหยด ทับทิมแดงแสงวามช่างงามงด มรกดไพฑูรย์จำรูญราย เข็มขัดแน่นแขวนกระบี่ทีทหาร หมวกประทานครบถ้วนจำนวนหมาย สอดถุงเท้าเกือกบางแล้วย่างกราย ทั้งแปดนายไคลคลาออกมาพลัน ขึ้นบนรถรีบรุดไม่หยุดพัก ถึงสำนักรถไฟจะผายผัน พอประสพพบเห็นเยนเนอรัล ก็ชวนกันขึ้นรถไฟครรไลจร หนทางนั้นพันสามสิบห้าเส้น ได้รู้เห็นตามฉลากมีอักษร ถึงที่หยุดเกือบกระทั่ววังบวร ก็ผันผ่อนเข้าประทับเขารับรอง อยู่ครู่หนึ่งจึงพากันคลาคลาศ เชิญพระราชสาส์นสวัสดิ์กษัตริย์สอง ขึ้นรัถาโอฬารล้วนพานทอง ทูตประคองเคียงตั้งระวังดู อันรถชัยซึ่งใส่พระราชสาส์น ทำวิตถารท่วงทีไม่มีสู้ ทั้งกำกงเหนาะมั่นขันสะกรู แปรกชูเฉิดฉายที่ปลายงอน กระจกหน้าฝาข้างช่างวิจิตร ประไพพิศแจ่มจำรัสประภัศร กระหนกนอกดอกช่ออรชร ทองแก่อ่อนเงาด้านประสานลาย เทียมพาชีสีผ่องทั้งสองคู่ ช่างเสนรู้พอสายถือมือขยาย ก็ผกเผ่นผาดโผนโจนตะกาย พักเดียวดายควบตะบึงจนถึงวัง ทหารคู่ขี่ม้านำหน้ารถ ก็เลี้ยวลดพาไปเหมือนใจหวัง ริมถนนคนผู้ดูประดัง ยืนสพรั่งหมวกชูร้องฮูโร ตามวิสัยให้พรถาวรสวัสดิ์ ภัยพิบัติเบาทุกข์เปนสุโข น่าชื่นชอบขอบใจเขาใหญ่โต ไม่เฉโกหยามหยาบสุภาพครัน บ้างเดาทายว่าคนนั้นเปนท่านทูต บ้างก็พูดชักชวนกันสรวลสันต์ ที่สาวแส้แลสบหลบเมียงมัน ทำเชิงชั้นแยบยนต์ชอบกลดี แต่ตัวฉันแก่เถ้าเขาไม่รัก ต้องเมินพักตร์เจียมจิตต์คิดบัดสี จะล่อแก่คราวกับตัวกลัวผัวมี ถ้าเสียทีสิช้ำระยำมัง ฯ

๏ ต้องทำเบือนเชือนเฉยจนเลยเลี้ยว ประเดี๋ยวเดียวรัถามากระทั่ง ประทับแทบอัฑฒจันท์ทวารวัง ทหารตั้งถือปืนยืนคำนับ ได้ระเบียบเรียบงามสักสามร้อย ปี่พาทย์คอยบรรเลงเพลงสดับ เสียงปี่ตอดแตรต่อสีซอรับ กลองขยับมือถี่ตีออกรัว เยนเนอรัลกัศฝ่ายนายทหาร เชิงชำนาญว่องไวมิใช่ชั่ว ดังเชื้อชาติพยัคฆีไม่มีกลัว ในฝูงวัวแรงร้ายที่หมายชน เชิญพวกทูตจากรถบทบาท ดูเลี่ยนลาดลานแหล่งทุกแห่งหน ให้พักพาอาศรัยในตำบล เปรียบเหมือนมณเฑียรว่าภาษาไทย ชื่อวิน์เซอเธออยู่ฤดูหนาว ถึงลมว่าพัดกล้าอย่าสงสัย จัดเท่าจัดก็ไม่พัดเข้าไปใน กระจกใส่ช่องชิดสนิทดี เยนเนอรัลกับพวกทูตพูดกันเล่น ค่อยวายเว้นตรึกตรองหม่นหมองศรี ดูเข้าของต่างต่างทุกอย่างมี ควรเปนที่สบายวายอาวรณ์ บ่ายโมงหนึ่งจึงได้ยินเสียงพิณพาทย์ ประโคมนาถนารินทร์ปิ่นอับศร แล้วขุนนางออกมาแจ้งแห่งสุนทร เชิญทูตจรเฝ้าองค์อนงค์นาง เยนเนอรัลนำหน้าลีลาล่วง ถึงห้องหลวงเบิกบานทวารกว้าง ทหารยืนซ้ายขวาทำท่าทาง เสื้อสำอางปักกรองล้วนทองพัน ถือขวานด้ามยาวกรายปลายเปนกฤช คอยสถิตย์ทุกประตูดูขยัน ท่านทูตเชิญราชสาส์นลานสุวรรณ พานเดียวกันรวมรองทั้งสองราย ครั้นเข้าไปในทวารที่ชั้นสาม ก็คลานตามลดหลั่นค่อยผันผาย เจ้าคุณถือพานเดินดำเนินกราย แต่เจ็ดนายกรายก้มประนมกร ครบสามครั้งคุณพระนายชายฉลาด ก็คลานผาดคลาไคลเข้าไปก่อน คุณมณเฑียรที่สามก็ตามจร พี่จึงผ่อนเรียงรอต่อกันไป แล้วคุณราชามาตย์ชาติทหาร คุณพิจารณ์สรรพกิจพิศผ่องใส แล้วขุนจรเจนมหาชลาลัย ขุนปรีชาล่ามในบวรวัง ทั้งเจ็ดนายคลานตามดูงามงด เปนหลั่นลดกันลงมาอยู่หน้าหลัง ถึงที่เฝ้าหมอบเมียงเคียงประดัง จะคอยฟังเสาวนีมีบัญชา ฝ่ายเจ้าคุณมนตรีสุริยวงศ์ ก็เชิญพานสาส์นทรงลายเลขา ตั้งบนโต๊ะไว้วางสำอางตา อยู่ตรงหน้าพระที่นั่งโธรนใน แล้วคลานคล้อยถอยมาตำแหน่งเฝ้า ก็ก้มเกล้านอบน้อมพร้อมไสว ท่านจึงทูลเบิกตามเนื้อความไทย เปนข้อไขคำแจ้งแสดงนาม ราชทูตที่หนึ่งแล้วถึงสอง ถัดไปรองทูตตรีอยู่ที่สาม รับพระราชโองการบรรหารความ จอมสยามธิบดินทร์ปิ่นโมฬี ให้เชิญราชสาราบรรณาเนื่อง มาสู่เบื้องบาทลอองทั้งสองศรี โดยสนิทพิสมัยเปนไมตรี ร่วมสุวรรณปัถพีแผ่นเดียวกัน จบข้างเรามิศเฟาล์ก็อ่านไข ที่แปลไทยเปนอังกฤษไม่ผิดผัน สิ้นสำเร็จเสร็จก้มศิโรคัล ข้างพวกทูตอภิวันทนาการ อันเจ้าคุณมนตรีเปนที่หนึ่ง คลานไปถึงแทบอาสน์พระราชสาส์น แล้วยื่นหัตถ์ไปสัมผัสประคองพาน ดูอาจหาญเชิดเชิญดำเนินกราย ครั้นถึงหน้าพระที่นั่งบัลลังก์ระหง จึงนั่งลงชูพานสาส์นถวาย พระยุพินเหยียดกรมาช้อนชาย วางไว้ฝ่ายขวาองค์ของนงคราญ ทูตก็เลื่อนเคลื่อนคล้อยคลานถอยหลัง พร้อมสพรั่งนบนอบหมอบขนาน ฝ่ายพระมิ่งมณฑลวิมลมาลย์ จึงทรงอ่านข้อตอบขอบพระทัย ในเรื่องราวกล่าวคำที่ร่ำว่า เราปรีดาโดยจิตต์พิสมัย ได้รับทูตสององค์พระทรงชัย ก็หมายใจคิดหวังคงยั่งยืน ด้วยเราเห็นทูตาที่มานั้น เหมือนสำคัญว่ามิคลายกลายเปนอื่น เปนมิตรมุ่งบำรุงราษฎร์ไม่ขาดคืน จะครึกครื้นวัฒนายิ่งกว่าเดิม จึงแปลงเปลี่ยนอักขราสัญญาใหม่ เห็นข้อไหนเกิดคุณให้พูนเพิ่ม ก็ซ้ำแซกใส่แซมต่อแต้มเติม จะส่งเสริมความสวาทราชไมตรี ทั้งปรากฏยศถากว่าแต่ก่อน สองนครปรีดิ์เปรมเกษมศรี พวกพานิชลูกค้าประชาชี ได้ไปที่ค้าขายสบายบาน อนึ่งเรายินดีพ้นที่อ้าง ด้วยขุนนางตัวนายฝ่ายทหาร ไปรับทูตข้ามวนชลธาร ทางกันดารตั้งใจระไวระวัง ได้ความสุขถ้วนหน้าสถาผล ตลอดจนกรุงอังกฤษดังจิตต์หวัง โดยระบอบชอบธรรมตามกำลัง เสร็จรับสั่งสิ้นสุดก็หยุดไว้ ส่งประทานให้ท่านลอร์ดกรมท่า กลับออกมาชี้แจงแถลงไข ว่าพระนางยินดีมีพระทัย ที่ตรงได้รับสาราบรรณาการ สองพระองค์อันดำรงอยุธเยศ กระเดื่องเดชเลิศลบจบสถาน ขอบพระคุณเหลือล้นพ้นประมาณ แล้วส่งอักษรที่ประทานให้ทูตไทย ค่อยกระซิบบอกว่าเวลานี้ พระเทพีรับท่านเปนการใหญ่ ให้ลือเลื่องเรืองยศปรากฏไป ธุระไรอย่าเพ่อทูลมูลความ ทีหลังคงให้หาเข้ามาเฝ้า จึงก้มเกล้ากล่าวไขมิได้ห้าม จะคายคมสมควรไม่ลวนลาม เวลานี้จงประณามประนมลา ราชทูตฟังชัดไม่ขัดข้อง ทั้งพวกพ้องพรั่งพร้อมน้อมเกศา คลานถอยหลังจนกระทั่งทวารา เยนเนอรัลนั้นพาเที่ยวเวียนวง ฯ

๏ ขอยกเรื่องเทพินนรินท์ราช เถลิงอาสน์ออกแขกเมืองเรืองระหง อันอาภรณ์เครื่องประดับสำหรับทรง ทั้งพระองค์แต่ล้วนเพ็ชรเม็ดไม่เบา ที่เม็ดใหญ่คนระบือเล่าลือเลื่อง แลประเทืองเรืองรองทองเนื้อเก้า ใส่สายสร้อยห้อยพระศอละออเพรา ช่างงามเงาย้อยหยาดเพียงบาดตา ริมพระกรรณเสียบใส่ดอกไม้เพ็ชร ดูตรัดเตร็จพรรณรายทั้งซ้ายขวา ระย้าย้อยพร้อยพราวยาวลงมา ถึงอังษาฉลององค์นั้นทรงดำ ยามวิโยคโศกคนึงถึงพระญาติ เพ่งพินิจพิศผาดยังคมขำ ถ้าเสื่อมสร่างทางทุกข์สุขประจำ จะเลิศล้ำเอี่ยมสอ้านสักปานใด เมื่อพระองค์ทรงสถิตย์พระโรงราช หมู่อำมาตย์กับสตรีที่ศรีใส มายืนเฝ้าเรียงบำเรอเสนอใน ประมาณได้สามสิบพอดิบดี อันองค์เจ้าอาลเบิตประเสริฐศักดิ์ ที่ร่วมรักชิดชมประสมศรี สวยสอาดเปนพระราชสามี แต่งอินทรีย์พริ้งพร้อมอย่างจอมทัพ ทรงกังเกงสีแดงดังแสงชาด เข็มขัดคาดขึงขำเสื้อดำขลับ อินท์ธนูภู่สุวรรณเปนมันยับ ขัดกระบี่ทีขยับเยื้องทยาน ยืนอยู่ริมพระที่นั่งข้างฝ่ายซ้าย โดยเบื้องแบบแยบคายนายทหาร สารพัดเครื่องราชบรรณาการ พนักงานวางถวายไว้รายเรียง ฯ

๏ เมื่อพวกไทยออกไปจากที่เฝ้า สุริฉายบ่ายเงาชายเฉลียง เขานำหน้ามายังที่เก้าอี้เคียง ก็พร้อมเพรียงเสพย์รสโภชนา อังกฤษไทยยี่สิบเจ็ดเสร็จทั้งนั้น กินด้วยกันรอบรายตามซ้ายขวา ประมาณโต๊ะยาวเสร็จสักเจ็ดวา ใช้จานฝาโถเถาเปนเงางาม บ้างเปนเงินเกลี้ยงเกลาขาวสอาด บ้างเปนชาติทองแท้แลอร่าม ดูขวดเฟืองเครื่องแก้ววับแวววาม ที่เปนหนามเจียรไนคล้ายทุเรียน ฯ

๏ อิ่มสำเร็จเสร็จสบายก็ผายผัน เยนเนอรัลพาลัดฉวัดเฉวียน ลงชั้นล่างทางใส่บันไดเวียน ชมศัสตราดาเดียรดาษดู อันปืนผาอาวุธสุดจะร่ำ รายประจำตามผนังวางเปนคู่ มีทุกสิ่งสารพันชั้นธนู ไว้ในตู้แต่งประดับสำหรับวัง เดินดูของมาถึงห้องที่เคยพัก หยุดสำนักบนที่เก้าอี้นั่ง เขาจัดแจงมโหรีมีให้ฟัง เสนาะดังวังเวงบรรเลงลาน สุริฉายบ่ายคล้อยค่อยลีลาศ ยุรยาตรคืนหลังยังสถาน ถึงโฮเต็ลเอนกายสบายบาน แสนสำราญหลับเรื่อยด้วยเหนื่อยมา ฯ

๏ จนรุ่งแจ้งแสงหิรัญสุวรรณมาศ ผ่องโอภาศพรรณรายชายเวหา เสียงม้ารถอึงอัดรัถยา พลิกผวาหวาดตื่นก็ฟื้นกาย ชำระพักตร์หยิบสบู่มาถูล้าง เสร็จสำอางคลาไคลเหมือนใจหมาย เที่ยวชมแนวแถวทางมีห้างราย เขาซื้อขายเข้าของเงินทองรวย แล้วไปหาเจ้านายก็หลายแห่ง ช่างตกแต่งตึกรามงดงามสวย สารพัดจัดบรรจงน่างงงวย อุดมด้วยโภคาวัตถาภรณ์ ฯ

๏ อยู่สี่วันแซลบันขุนนางใหญ่ บัญชาให้คนขำนำอักษร มาถึงทูตแจ้งความตามสุนทร ว่าองค์อรจักรพรรดิกษัตรีย์ จะเลี้ยงโต๊ะในวังดังประสงค์ พร้อมพระวงศ์ที่รักมีศักดิ์ศรี ให้เชิญทูตทั้งสามตามคดี กับตัวพี่คลาไคลไปด้วยกัน จะร่วมที่โต๊ะตั้งนั่งเสวย เหมือนคุ้นเคยไม่รังเกียจคิดเดียจฉัน ต่างยิ้มย่องผ่องใสดีใจครัน จนถึงวันนัดกำหนดก็บทจร ขึ้นรถไฟไปถึงวังวินด์เซอสถาน สุริฉานลับเงาเขาศิงขร เข้าสู่ราชนิเวศน์เขตรนคร ได้พักผ่อนตามที่ทั้งสี่นาย จวนเวลานารินทร์ปิ่นอับศร เสด็จจรจากอาสน์ผาดผันผาย มิศเฟาล์เฝ้าเตือนให้เคลื่อนคลาย เจ้าคุณฝ่ายทูตใหญ่ก็ไคลคลา คุณพระนายคุณมณเฑียรทั้งตัวพี่ ขุนจรที่ล่ามจัดชัดภาษา ต่างดำเนินเดินด่วนลีลามา หยุดคอยท่าอยู่ในห้องช่องหนทาง พอสองทุ่มอัคเรศเกศสมร เหมือนจันทรนวลอองไม่หมองหมาง พร้อมพระขัติยวงศ์อนงค์นาง แลสล้างดังคณาดาราราย เสด็จออกจากทวารวิมานรัตน์ เห็นขนัดทูตเฝ้าเปนเหล่าหลาย จึงก้มเกศน้อมนอบยอบพระกาย บรรดาฝ่ายพวกเราเหล่าขุนนาง ก็ก้มรับเหมือนกับบังคมบาท แล้วลีลาศเยื้องย่องไปห้องขวาง เสด็จนั่งอยู่ยังที่เก้าอี้กลาง ให้ปรากฏยศอย่างตรงทูตไทย ต่อไปซ้ายฝ่ายลอร์ดกรมท่า นั่งตรงหน้าราชบุตรเขยองค์ใหญ่ อุปทูตที่สองรองลงไป เขาจัดให้นั่งตรงองค์บุตรี แล้วเทียบแถวแนวเนื่องข้างเบื้องขวา ให้ทูตาที่สามนั่งตามที่ ตรงกับอาสน์เจ้าราชสามี แต่ตัวพี่นี้อยู่ตรงองค์มารดา อันขุนจรเจนทเลได้เรียนรู้ ให้คอยอยู่หลังทูตพูดภาษา เมื่อขณะเสพย์รสโภชนา นางพระยามิได้ตรัสดำรัสเลย จนสำเร็จก็เสด็จดำเนินาฎ ลุกจากอาสน์พระเก้าอี้ที่เสวย ไปประทับยับยั้งเหมือนอย่างเคย โปรดภิเปรยให้หาบรรดาไทย ครั้นทูตถึงจึงพร้อมน้อมศิโรตม์ ด้วยมาโนชยินดีจะมีไหน ฝ่ายนงลักเลิศลบภพไตร มายืนใกล้พวกเรากล่าวสุนทร ทั้งสี่นายนอบกายแล้วน้อมเกศ ต่างทูลเหตุเอกอนงค์องค์สมร เสาวนีตรัสเสร็จเสด็จจร ดังจันทรเลื่อนลับกลับวิมาน พระสามีที่สนิทพิศวาท งามสอาดโอ่อ่าดูกล้าหาญ จึงแย้มเยื้อนเอื้อนโอฐด้วยโปรดปราน แล้วประทานหัตถ์ให้จับรับทุกนาย เสร็จดำรัสตรัสถามตามประสงค์ ก็เคลื่อนองค์ห่างหันกลับผันผาย ราชบุตรสุดสวาทจึงนาดกราย มาทักทายพูดจาแล้วลาไป เจ้าวิลเลียมเรืองยศโอรสเขย จึงเฉลยพจนาอัชฌาสัย เสร็จยุบลสนทนาก็คลาไคล ประทับในห้องหนึ่งจึงบัญชา ดำรัสเรียกพวกไทยเข้าไปเฝ้า ต่างน้อมเกล้าพร้อมกันด้วยหรรษา โปรดให้นั่งบนเก้าอี้มีน้ำชา อีกทั้งกาแฟใส่ถ้วยลายทอง กินร่วมโต๊ะที่เสวยคุ้นเคยชิด เธอผูกมิตรไมตรีไม่มีหมอง ได้ตอบต่อข้อไขในทำนอง แล้วเลื่อยร้องมโหรีมีให้ฟัง พระบุตราบุตรีสามีราช มารดานาฎนวลหงส์มาทรงนั่ง บ้างซักไซ้ไต่ถามตามลำพัง จนห้าทุ่มเสียงระฆังขนานตี นางพระยาเห็นเวลานั้นดึกดื่น เสด็จคืนคลาไคลเข้าในที่ ข้างพวกเราทั้งสิ้นสุดยินดี ก็จรลีคืนกลับมาหลับนอน ต้องอยู่ค้างในวังวินเซอสถาน โปรดประทานฟูกเบาะมุ้งเมาะหมอน คนละห้องไสยาสถาวร จนทินกรแจ่มจบภพไตร ฝ่ายองค์เจ้าอาลเบิตเลิศวิลาศ เปนพระราชสามิศพิสมัย ก็พาเจ้าลูกเธอเสมอใจ พิศประไพผ่องลำเภาทั้งเก้าองค์ มารับของภูบาลผ่านพิภพ ที่ปรารภตั้งพระทัยหมายประสงค์ ให้ทูตนำไปประสาทญาติวงศ์ ปิ่นอนงค์นางกษัตริย์ขัติยา ต่างยิ้มย่องผ่องใสขอบใจนัก เห็นประจักษ์เชิงชั้นดูหรรษา ทั้งสองข้างต่างคนสนทนา แล้วเสด็จเสร็จพากันกลับไป พนักงานจัดแจงแต่งอาหาร ล้วนตระการตั้งเรียงเคียงไสว ให้พวกทูตรับประทานสำราญใจ จนสี่โมงเศษได้เวลาจร ก็จากวังขึ้นรถไฟครรไลกลับ ถึงประทับโฮเต็ลเช่นแต่ก่อน พี่ครุ่นครวญหวนสวาทอนาถนอน นึกสท้อนหนาวสท้านรำคาญคิด นิจาเอ๋ยจากเชยไปไกลโฉม มีแต่โทมนัศร่ำระกำจิตต์ เราเคยอยู่สู่สมภิรมย์ชิด แนบสนิทเนื้อลมุนอุ่นอุรา กำลังเศร้ายังไม่วายระคายขุ่น พอเจ้าคุณทูตใหญ่ให้มาหา แล้วเสสวรลชวนพี่นี้ลีลา ไปชมโรงแพทยารักษาคน ต้องคำนับรับคำด้วยจำจิตต์ แต่หวนคิดมิได้วายกระหายหน ทำเริงรื่นขืนมานะจรดล ขึ้นนั่งบนรัถาแล้วคลาไคล ฯ

๏ ถึงทวารโรงหมอก็รอรถ พร้อมกันหมดเดินเรียงเคียงไสว ยุรยาตรเยื้องย่างเข้าข้างใน ตึกนั้นใหญ่กว้างรีสูงสี่ชั้น มีกระดูกคนตายทั้งชายหญิง ประหลาดจริงหลากล้ำทำขันขัน อิกกระดูกคนบุราณที่นานครัน ดูยืนยันเหมือนอย่างเปรตสังเวชใจ ตั้งแต่หัวตลอดเท้าราวแปดศอก ศีร์ษะออกตลุ่มปุ่มเท่าตุ่มไห ในตากลมกลวงโหวโตกะไร ปากอ้าได้ดูขันมีฟันฟาง กระดูกสัตว์จัดเรียงเปนรูปไว้ น่าเบื่อใจเต็มทีล้วนผีสาง ไม่คิดกลัวหลอนหลอกช่างนอกทาง ออกเก้งก้างล้วนกระดูกลวดผูกพัน บางทีเอาทารกเมื่อแรกคลอด แล้วม้วยมอดชีวาสิ้นอาสัญ หมอเขาเห็นวิปลาศอัศจรรย์ ด้วยรูปนั้นผิดมนุษย์บุถุชน จึงแช่เหล้าเอาใส่ในขวดแก้ว พี่เห็นแล้วผมพองสยองขน อนิจจาเกิดมาไม่เหมือนคน ช่างพิกลต่างต่างทุกอย่างไป บางทีเอาสัตว์ชาติอุบาทว์เกิด แปลกกำเนิดเชื้อชนิดผิดวิสัย ตัวเปนนั้นหัวเปนนี่ที่จัญไร ก็แช่ใส่ขวดวางสล้างราย บางทีของเกิดในกายแห่งชายหญิง แต่เปนสิ่งวิปลาศประหลาดหลาย ก็แช่เหล้าไว้หลากหลากดูมากมาย ให้หญิงชายทัศนาบรรดามี ขวดที่แช่ของนั้นหลายพันหมื่น ช่างชมชื่นชอบแลล้วนแต่ผี ถ้าแม้อยู่เมืองไทยไม่ไยดี ดูเต็มทีเหลืออาลัยใครจะยล แต่เที่ยวเดินจนรอบขอบจังหวัด ได้เห็นชัดจะแจ้งทุกแห่งหน ก็ออกจากโรงหมอจรดล ไปตำบลที่ทำเงินค่อยเพลินใจ ฯ

๏ ดูรวดเร็วเรียบร้อยน้อยหรือนั่น ฉลาดครันช่างประดิษฐคิดไฉน วิเศษนักใช้จักรเครื่องกลไฟ ทำสิ่งใดสารพัดไม่ขัดที ทั้งแผ่นตัดตอกตราวิชาช่าง ครบทุกอย่างตามกระบวนถูกถ้วนถี่ ไม่ต้องยากแก่มนุษย์นั้นสุดดี เหมือนกับมีบุญฤทธิ์นิมิตรการ ฯ

๏ แล้วชวนกันกลับหลังมาพรั่งพร้อม ไปดูป้อมที่ใหญ่ไว้ทหาร ในนั้นมีตึกโตมโหฬาร สูงตระหง่านแน่นหนาศิลาทำ รูปทหารหล่อไว้มิใช่เล็ก ใส่เกราะเหล็กขี่สินธพทีขบขำ ถืออาวุธศัสตราเปนท่ารำ ล้วนต่างต่างวางประจำอยู่เรียงราย มีเครื่องครั้งอย่างบุราณผลาญชีวิต คนที่คิดทรยศผิดกฎหมาย เครื่องจำจองหลากหลากก็มากมาย อีกห้องขังเจ้านายต้องโทษทัณฑ์ แล้วขึ้นไปชั้นบนเครื่องต้นตั้ง ดูเปล่งปลั่งทองเพ็ชรวิเศษสรรพ์ มงกุฎทรงองค์สุดาวิลาวรรณ สารพันอาภรณ์บวรรัตน์ มีเพ็ชรใหญ่เท่าไข่นกพิราบ วับวาววาบแววแวมแจ่มจรส รัศมีรุ้งร่วงโชติช่วงชัด ช่างเทียมทัดแพรวพราวราวกับไฟฯ

๏ ชมสำเร็จเสร็จสรรพแล้วกลับหลัง คืนมายังที่สำนักพักอาศรัย ครั้นรุ่งเช้ามิศเฟาล์พาครรไล ไปดูในวังนิเวศน์เขตรมณเฑียร ที่พระนางเธออยู่ฤดูร้อน สโมสรสำราญจิตต์สถิตย์เสถียร หน้าพระลานแลสอ้านสอาดเตียน ศิลาเลี่ยนลาดลื่นในพื้นวัง ตำหนักนั้นยาวรีสูงสี่ชั้น เปนลดหลั่นแยบคายไม่หลายหลัง เห็นทวารบานปิดมิดกำบัง ก็พักนั่งหยุดหย่อนผ่อนสำราญ ประเดี๋ยวใจจึงมีสตรีหนึ่ง ออกมาถึงกล่าวแจ้งแถลงสาร เชิญพวกทูตจรจรัลมิทันนาน ชมสถานไพชยนต์พระมณเฑียร เปนชั้นช่องห้องหับที่ลับลี้ จรลีเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน ลงข้างล่างวางขึ้นบนเที่ยววนเวียน ดูแนบเนียนหมดจดช่างงดงาม มีห้องใหญ่ห้องน้อยสักร้อยกว่า แต่ทีท่าผิดเบื้องเมืองสยาม บรรดาห้องทั้งนั้นขนานนาม ร้องเรียกตามชื่อเสียงเรียงกันไป ที่เรียกห้องแพรเขียวก็เขียวสด ช่างเหมาะหมดสมสีจะมีไหน เบาะที่นอนหมอนแพรแลวิไล แต่ล้วนใส่สีเขียวสิ่งเดียวดาย ที่เรียกห้องแพรแดงล้วนแดงฉาด เรียกห้องเหลืองเล่ห์ลาดสุวรรณฉาย มีชื่อตามสีสันดังบรรยาย ห้องทั้งหลายแปลกอย่างต่างต่างกัน งามระบายลายประหลาดช่างวาดเขียน วิจิตรเจียนแยบคายทั้งลายปั้น ฝาผนังปิดกระดาษสอาดครัน บ้างสีสันบ้างใส่ล้วนลายทอง บ้างเคลือบคล้ายเปนลายศิลาล้วน ดูงามถ้วนถี่ทั่วไม่มัวหมอง ในพ่างพื้นลื่นเลี่ยนเตียนลออง ที่บางห้องปูพรมอุดมดี บางห้องใส่ไม้ลายประกอบประกับ เรียบลำดับเรียงรายเปนหลายสี อันของใช้หลากหลากก็มากมี ประจำที่ตามแพนกไม่แปลกปน เสด็จอยู่ห้องไหนใช้ห้องนั้น เปนสำคัญโดยลำดับไม่สับสน ของห้องนี้มิเอาไปใช้ระคน ทุกตำบลไม่ให้ผิดชนิดกัน เอาหินอ่อนมาจำหลักรูปมนุษย์ วิเศษสุดท่วงทีดีขยัน บ้างเปนรูปสิงห์สัตว์ยืนหยัดยัน สารพันตั้งแต่งทุกแห่งไป สุดจะร่ำคร่ำครวญให้ถ้วนถี่ ล้วนแต่ของดีแลสล้างวางไสว ที่ยเวชมเล่นเห็นเพลินเจริญใจ แล้วคลาไคลคืนกลับมาฉับพลัน ฯ

๏ ครั้นุร่งเช้ามิศเฟาล์จึงจัดรถ เชิญทั้งหมดหกนายให้ผายผัน ไปเฝ้าองค์นางพระยาวิลาวรรณ ในเขตรคันที่ทำนองท้องพระโรง เขาเรียกว่าปาลิเมนต์ก่อเปนตึก ดูพิลึกมีบัลลังก์ที่นั่งโถง พอเวลาแดดชายบ่ายสักโมง เสียวโกรงโกรงรถรัถอัศดร ล้วนขุนนางต่างจะเข้าไปเฝ้าบาท วรราชนารีศรีสมร ครั้นถึงที่ปรีดาสถาวร พากันจรขึ้นนั่งที่บังควร บ้างพูดเล่นเจรจาให้ผาสุก บันเทาทุกข์ถามไถ่บ้างไต่สวน จนบ่ายสองโมงเย็นเห็นกระบวน มีถี่ถ้วนอย่างกษัตริย์ขัติยา เปนเอกเอี่ยมตามธรรมเนียมข้างเมืองเขา ไม่เหมือนเราคนละทางต่างภาษา เมื่อนงลักษณ์อัคเรศเสด็จมา มีรถหน้าขึงขำนำครรไล คือองค์เจ้าเผ่าพงศ์พระวงศา ล้วนเทียมม้าสามคู่ดูไสว แล้วต่อมามีขนัดถัดลงไป ทหารใส่เกราะเงินน่าเพลินพิศ สพายปืนขับขี่พาชีชาติ ห้าสิบถ้วนล้วนกาจกำเริบจิตต์ ปราบศัตรูสู้สงครามไม่ขาดคิด เดินติดติดเนื่องแนวสองแถวราย ถัดนั้นมาขี่ม้าใส่เกราะเหล็ก รูปไม่เล็กหกสิบถ้วนจำนวนหมาย ถือกระบี่ทีจับขยับราย ดูเริงร้ายเรี่ยวแรงแผลงศักดา ต่อมาอีกหกสิบพริบพร้อมพรั่ง แต่งตัวดังสก๊อดลันด์ขันหนักหนา ถือหวายเทศซ่นเงินดำเนินคลา อีกขนัดถัดมาหกสิบคน ถือตะบองหุ้มเงินเจริญเนตร มาโดยเขตรสองข้างทางถนน มารยาตรอาจหาญชาญผจญ ตกแต่งตนงามวิไลประไพพิศ อีกสี่สิบคนถ้วนล้วนล่ำล่ำ ถือขวานด้ำยาวกรายปลายเปนกฤช ดูคายคมสมสง่าวราฤทธิ์ ให้เสื้อติดทองดิ้นสิ้นทั้งนั้น แล้วจึงถึงรถที่นั่งบัลลังก์อาสน์ พระนางนาถเอกอนงค์ทรงผายผัน จำหลักลายชวลิตปิดสุวรรณ กระจกกันกั้นหวังให้บังลม บนหลังคาทำเปนตรานัคเรศ เทียมม้าเทศสี่คู่ดูพอสม สารถีขี่ประจำล้วนขำคม น่าเชยชมเสื้อแสงเครื่องแต่งตัว ทหารสี่ขัดกระบี่ยืนท้ายรถ ช่างงามงดนี่กะไรมิใช่ชั่ว เสื้อกังเกงใหม่อ่องไม่หมองมัว เปนที่ยั่วยวนใจให้แลลาน ข้างหลังถัดมาถึงอัศวราช ผกผงาดเผ่นผางกลางทหาร แต่งเครื่องไทยที่ได้บรรณาการ พระราชทานไปแต่กรุงดูรุ่งเรือง ครั้นทีหลังพาชีมีทหาร แสนสครานมั่นเหมาะเกราะทองเหลือง สพายปืนถือกระบี่ทีชำเลือง เปนสองแถวแนวเนื่องตามกันมา ล้วนขี่ม้าดำนิลสิ้นทั้งร้อย งามไม่น้อยเดินรายตามซ้ายขวา ครั้นเอกองค์อัคเรศเกศกัญญา เสด็จคลาถึงที่ปาลีเมนต์ มีทหารถือขวานปลายเปนกฤช อำมะหิตขมึงทึงขึงเขม้น ยี่สิบถ้วนเรียบรายไม่กระเด็น ล้วนแต่งเปนสก๊อดลันด์ขันท่วงที ต่อนี้ไปแต่พื้นปืนปลายหอก หกสิบบอกยืนคำนับอยู่กับที่ คนเดินนำสามสิบพอดิบดี พระมาลากำมะหยี่สีบวร ทั้งมงกุฎเพ็ชรแพรวแววสว่าง มีขุนนางเชิญประจำนำไปก่อน เมื่อเสด็จจากรถบทจร พระสามีเหยียดกรเกี่ยวประคอง ทรงสไบกำมะหยี่สีสอาด ดูแดงฉาดสุกดีไม่มีหมอง ยาวประมาณสิบศอกดอกเปนทอง กว้างสักสองศอกงามอร่ามพราย สตรีสาวสองนางเคียงข้างคู่ ถือริมภูษาเดินเชิญถวาย ถัดออกมาเสนีอีกสี่นาย คอยยกชายกำมะหยี่ตามลีลา ทหารถือตะบองเงินเดินสุดท้าย สี่คู่เคียงเรียงรายเปนซ้ายขวา เสด็จขึ้นพระที่นั่งอลังการ์ ฝ่ายพระสามีนั่งบัลลังก์ซ้าย ราชบุตรสุดสวาทอยู่อาสน์ขวา เสมอแม้นแท่นบิดาดูเฉิดฉาย แต่ไม่เท่าพระที่นั่งบัลลังก์พราย ด้วยสองฝ่ายต่ำยศต้องลดลง ขุนนางหนึ่งจึงเชิญพระแสงดาบ ยืนขนาบริมราชอาสน์ระหง อีกคนหนึ่งเชิญมงกุฎวิสุทธิ์ทรง สองดำรงอยู่ข้างขวาสง่างาม สี่คนถือหวายเทศอยู่เขตรซ้าย ข้างหน้าฝ่ายพวกขุนนางนั่งออกหลาม โดยนาถาศักดิ์ศรีที่มีนาม แต่งตัวตามยศอย่างสำอางตา อันพระจอมสากลวิมลสมร ดังจันทรแผ้วผ่องห้องเวหา ฉลององค์ทรงโขมพัตรา อีกเครื่องอาภรณ์ถ้วนแต่ล้วนเพ็ชร เพริศพรายแพร้วแววแวมแจ่มกระจ่าง แสงสว่างเรืองจำรัสดูตรัดเตร็จ เปนรุ้งร่วงช่วงโชติหมดทุกเม็ด ครั้นพร้อมเสร็จทรงอ่านสารสำคัญ เปนเรื่องราวป่าวประกาศราชกิจ จบลิขิตโฉมฉายก็ผายผัน ลงจากอาสน์คืนยังวังสุวรรณ ทูตก็กลับจรจรัลมาโฮเต็ล ฯ

๏ แล้วไปลากลาเรนดอนลอร์ดผู้ใหญ่ ว่าจะไปตามอารมณ์เที่ยวชมเล่น ในหัวเมืองของอังกฤษพอจิตต์เย็น จะได้เห็นไกกลที่คนทำ เขายอมให้คลาไคลดังใจหวัง ก็คืนหลังโดยด่วนด้วยจวนค่ำ ถึงโฮเต็ลเอนอ่อนร้อนระกำ โอ้จะจำใจช้าน่ารำคาญ ไม่กำหนดว่าเมื่อไรจะได้กลับ ตั้งแต่นับวันเปล่าเศร้าสงสาร ปานฉนี้ขนิษฐายุพาพาน จะเบิกบานหรือระบมตรมฤทัย แต่รัญจวนครวญคร่ำจนย่ำรุ่ง น้ำค้างฟุ้งพรมผกาบุบผาไสว ก็จากห้องไสยาสน์อนาถใจ พอเที่ยงได้เวลาพากันจร แสนสงสารแต่ท่านมณเฑียรพิทักษ์ ยังป่วยหนักงีบระงับอยู่กับหมอน เปนเพื่อนยากลำบากมาในสาคร คิดอาวรณ์เพราะมิได้ไปด้วยกัน เมื่อคราวทุกข์ร่วมทุกข์ครั้นสุขพราก ต้องจำจากจรไกลใจกระศัลย์ จึงฝากฝังสั่งหมอแล้วจรจัล ก็รีบผันผายหมดขึ้นรถไฟ ฯ

๏ ในระหว่างสองข้างทางวิถี มีไร่นาสาลีแลไสว นาข้าวโพดบ้างเปนนาหญ้ารำไร เขาปลูกไว้ขายกันพานจะแพง เมื่อถึงเทศกาลหนาวเปนคราวขัด ทุกสิงสัตว์ม้าฬากินหญ้าแห้ง ทั่วทั้งเมืองซื้อหาราคาแรง ต่อหน้าแล้งหญ้าสดจึงงดงาม บ้างทำสวนทำไร่ไว้ปลูกผัก เปนดอกฝักอ่อนแก่แลออกหลาม มีบ้านเรือนดูพิลึกล้วนตึกราม ในที่ตามทางรถบทจร แม้ภูเขาเลากากีดหน้าขวาง ก็ทำทางทลุกลวงรวงสิงขร เหมือนอุมงค์ตรงตรอกไม่ยอกย้อน ช่างขุดพลอนทำหินดังดินทราย ถ้าทางยาวราวสักสองร้อยเส้น มืดไม่เห็นสิ่งไรน่าใจหาย บางทีทางน้อยสั้นจะบรรยาย ก็มากมายเหลือล้นพ้นปัญญา บางแห่งก่อเปนสพานมีธารไหล เรือเดินได้บนนั้นขันหนักหนา แต่ข้างล่างทางรถไฟเขาไปมา ดูก็น่าหลากจิตต์ช่างคิดการ บางทีทำลำคลองเปนสองชั้น ข้างบนนั้นก็มีน้ำลำลหาน ข้างล่างชลลันไหลใต้สพาน เรือขึ้นล่องท้องธารทั้งสองคลอง ฯ

๏ ครั้นถึงเมืองเบอมิงฮัมที่สำนัก เขาหยุดพักรถไฟค่อยคลายหมอง เห็นเจ้าเมืองมาคำนับคอยรับรอง ต่างยิ้มย่องผูกรักพูดทักทาย เขาเชิญให้ไปอยู่โฮเต็ลตึก อนาถนึกหนาวใจมิใคร่หาย ค่อยระงับหลับนอนผ่อนสบาย จนรุ่งสายสุริศรีรวีวรรณ ฝ่ายเจ้าเมืองจัดแจงตกแต่งรถ มารับทูตไทยหมดให้ผายผัน ไปดูที่นานาสารพัน แห่งหนึ่งนั้นทำเครื่องทองเหลืองล้วน กับที่ทำเบี้ยทองแดงด้วยแรงจักร วิเศษนักเร็วดีได้ถี่ถ้วน ทั้งแผ่ตัดตอกตราถ้าประมวญ โดยจำนวนโมงละแสนแผ่นทองแดง ทั้งที่ทำเครื่องแก้วแววกระจ่าง เจียระไนใสสว่างเปนสีแสง ที่ทำเหล็กสารพัดจักรจัดแจง ดังคนแกล้งแสร้งสรรค์ด้วยบรรจง อีกที่ทำเครื่องกระดาษถาดน้อยใหญ่ ทั้งหีบใส่ของงามตามประสงค์ ดูมากมายหลายสิ่งล้วนยิ่งยง เขาช่างลงน้ำมันไล้เขียนลายทอง ฯ

๏ แต่พักอยู่เมืองนั้นสี่วันถ้วน แล้วจึงด่วนมาขึ้นรถหมดทั้งผอง จากบุรีรีบไปดังใจปอง จนบ่ายสองโมงครึ่งก็ถึงพลัน ชื่อเมืองแมนเชศเตอเออไฉน ดูโตใหญ่ยาวกว้างช่างสร้างสรรค์ เปนหัวเมืองแต่เพียงนี้ยังดีครัน สารพันพิศเพลินเจริญตา พอรถไฟไปประทับเข้ากับที่ ผู้รักษาธานีก็มาหา แล้วเชิญพวกทูตไทยให้ไคลคลา ขึ้นรถม้าจรลีไปที่พัก ให้เลี้ยงดูพูวายสบายจิตต์ เขาผูกมิตรร่วมใจได้รู้จัก คิดชื่นชอบขอบคุณการุญรัก มาชวนชักพูดจาแล้วลาไป ข้างพวกเราเข้าที่ศรีไสยาสน์ จนภานุมาศเยื้องเยี่ยมเหลี่ยมไศล ชวนกันแต่งกายาแล้วคลาไคล ดูเครื่องไฟทำฝ้ายด้ายสำลี อีกทั้งจักรทอผ้าสารพัด ช่างเจนจัดดอกก้านประสานสี ของอื่นนั้นพรรนาจะช้าที เจ็ดราตรีหยุดพักแล้วจากจร ฯ

๏ ขึ้นรถไฟไปเมืองลิเวอร์ปูล์ เที่ยวชมอู่ริมกระแสแลสลอน กำปั่นพวกลูกค้าในสาคร ได้พักผ่อนเยียวยาเปนท่าเรือ บางอู่นั้นมีหลังคาบ้างหาไม่ หลังคาใส่แก้วสว่างกระจ่างเหลือ เหล็กทำเสาขื่ออกไก่ไม้ไม่เจือ ข้างอู่เกื้อก่อหินกันดินพัง ครั้นกำปั่นเข้าอู่ประตูปิด ก็มิดชิดเหมือนใส่ไว้ในถัง สูบน้ำออกแห้งสนิทด้วยปิดบัง เรือก็นั่งอยู่กับหมอนไม่คลอนแคลง คนทำการนั่งยืนกับพื้นหิน ไม่มีดินโคลนดีด้วยที่แห้ง ชาติอังกฤษติดฉลาดรู้จัดแจง ในตำแหน่งลิเวอปูล์มีอู่ราย ริมแม่น้ำสองข้างสล้างเสา ดังพงอ้อกอเลาล้ำเหลือหลาย สุดจะนับคณนาจนตาลาย ดูมากมายสับสนพ้นประมาณ ได้ดูเล่นแล้วก็กลับไปยับยั้ง หยุดเอนหลังปรีดากินอาหาร จนสิ้นแสงสุริยนอนธการ พนักงานจัดแจงตกแต่งรถ แล้วมาแจ้งกิจจาอัชฌาสัย ขอเชิญพวกทูตไทยไปทั้งหมด ดูละคอนฟ้อนรำที่งามงด อันปรากฏมีอยู่ในบูรี ต่างเปรมปริ่มยิ้มย่องค่อยผ่องใส ก็คลาไคลตามแนวแถววิถี ถึงหน้าตึกรถประทับลำดับดี จึงจรลีเข้าไปดังใจปอง เขาแลเห็นพวกไทยดีใจจิตต์ ฝ่ายอังกฤษตัวนายชายเจ้าของ กวิ่งมาทำคำนับแล้วรับรอง ให้อยู่ในห้องจอมอนงค์เคยทรงดู อันละคอนเห็นวิเศษตามเพศเขา จะกล่าวเกลากลอนการรำคาญหู ขอจับเรองอาชาเปนม้ารู้ ด้วยมีผู้ฝึกฝนจนชำนาญ ดีกว่าม้าเมืองลอนดอนละคอนแรก หัดแปลกแปลกทำเล่นเช่นทหาร ใช้ให้ไปยิงปืนยืนทยาน พาชีชาญทำได้เหมือนใจคิด แล้วให้เต้นรำเท้าก้าวเปนท่า ฝ่ายอาชาเต้นดีไม่มีผิด ให้กินโต๊ะอย่างฝรั่งนั่งสถิตย์ ก็ตามจิตต์สารพัดไม่ขัดนาย เรียกเข้ามาหน้าทูตให้ซุดหมอบ แล้วนบนอบเคียมคัลขันใจหาย แต่ชั้นสัตว์เขายังหัดได้แยบคาย ทีหลังชายปรีชาเห็นม้าเมิน จึงเอาผ้ามาม้วนให้กลมกล่อม แกล้งแอบอ้อมโยนขว้างไปห่างเหิน แล้วสั่งอาชาไนยให้ดำเนิน เที่ยวดมเดินหาผ้านั้นมาพลัน ม้าก็ก้มดมดินตามกลิ่นผ้า คาบเอามาเหมือนใจที่หมายมั่น เจ้าของแกล้งทำเปนไม่เห็นมัน สินธพนั้นคาบตามด้วยความกลัว จนเจ้าของรับผ้าม้าจึงหยุด วิเศษสุดรู้กะไรมิใช่ชั่ว ทีหลังทิ้งไปที่อัคคีมัว ม้าก็ตัวฉลาดล้ำไปนำมา เจ้าของรับแล้วกำชับว่าม้านิ่ง เราจะทิ้งผ้าไปในเวหา จงคอยคาบรับเอาทุกคราวครา อย่าให้ผ้าตกคืนถึงพื้นดิน แล้วม้วนผ้าโยนไปในอากาศ พาชีชาติรับได้ดังใจถวิล ถึงสามยกมิให้ตกถึงธรนินทร์ เปนยอดสินธพเลิศประเสริฐชาญ แล้วมีคนหกคะเมนเล่นไต่ลวด ดูเก่งกวดเต็มประดาช่างกล้าหาญ ครั้นจะร่ำพรรณนาเห็นช้าการ ยังวิตถารมากมายหลายทำนอง ละคอนเลิกกลับมาเวลาดึก อนาถนึกหนาวในน้ำใจหมอง ถึงโฮเต็ลเอนกายไม่วายตรอง คนึงน้องเคยสนิทแนบนิทรา เมื่อไกลนางห่างนุชสุดวิตก ใครจะกกกอดมิตรขนิษฐา พี่เปลี่ยวใจฝ่ายเจ้าเปล่าอุรา เหลือปัญญาที่จะพบประสบกัน ทุกวันนี้เปรมปรีดิ์เมื่อยามหลับ นึกว่ากลับคืนห้องประคองขวัญ ได้อิงแอบแนบทรวงดวงชีวัน ครั้นสิ้นฝันตื่นเฝ้าเศร้าฤทัย จนรุ่งรางสางแสงแจ้งกระจ่าง ไม่เหือดห่างห่วงคิดพิสมัย อยู่เมืองนี้สี่วันก็ครรไล ขึ้นรถไฟพร้อมกันมิทันนาน ฯ

๏ กลับมาแมนเชศเตอร์เออนี่เคราะห์ นึกหัวเราะทั้งทุกข์สนุกสนาน แต่วนเวียนไปมาให้ช้าการ คิดรำคาญกรรมกรรมทำกะไร ถึงวันตรุษข้างอังกฤษทุกทิศสถาน ต้องเว้นงานการห้ามตามวิสัย เขาปิดห้างเลิกร้านทุกบ้านไป เอากิ่งไม้ดอกแกมมาแซมเรือน เวลาค่ำเลี้ยงดูหมู่พี่น้อง ทั้งพวกพ้องพงศาบรรดาเพื่อน ต่างแต่งตัวโอเอี่ยมเที่ยวเยี่ยมเยือน ดูกลาดเกลื่อนร้องเล่นบ้างเต้นรำ นักเลงเหล้าเมาเซเดินเป๋ปั่น ลิ้นไก่สั้นพูดมากถลากถลำ ปะสาวแส้แก่เถ้าเฝ้าประจำ พวกไทยซ้ำยิบขยุ้มสุ่มตะรัง ได้ยิ้มย่องผ่องใสสบายจิตต์ ถึงน้อยนิดพอสมอารมณ์หวัง อันค่ายในหมายประจญพ้นกำลัง เพียงค่ายนอกแล้วคงพังตลุยเลย แต่ตัวพี่นี้ไม่อาจขยาดยั่น ให้หวั่นหวั่นวิญญานิจาเอ๋ย เราแก่เถ้าถ้าจะเข้าไปชิดเชย เขาคงเสยเอาด้วยศอกออกระอา เปนวันเล่นเว้นไว้มิได้ถือ ผู้หญิงยื้อผู้ชายยุดบ้างฉุดคร่า อังกฤษจุบกันด้วยปากลำบากตา พวกไทยคว้าด้วยจมูกถูกไม่เบา ครั้นดึกดื่นกลับคืนเข้าไสยาสน์ น้ำค้างหยาดเย็นทรวงยิ่งง่วงเหงา ก็หลับเรื่อยเหนื่อยอ่อนผ่อนทุเลา จนรุ่งเช้าแจ่มแจ้งแสงตวัน ฯ

๏ หยุดอยู่สามราตรีแล้วลีลาศ พร้อมทั้งราชทูตใหญ่ก็ผายผัน ขึ้นรถไฟจากที่บุรีพลัน ถึงขอบคันเขตรเบื้องเมืองชิฟิลด์ เขาทำของเครื่องเหล็กทั้งเล็กใหญ่ บุ้งตะไบสิ่วขวานสว่านสิ้น คนออกชื่อลือเลื่องกระเดื่องดิน เปนที่ถิ่นนับถือเครื่องมือคม อยู่สองวันซื้อหาสารพัด ไม่ข้องขัดของสำเร็จได้เสร็จสม ขึ้นรถไฟกลับหลังดังนิยม ถึงบุรีที่ประถมเมื่อแรกไป แวะเข้าพักเมืองนั้นสองวันถ้วน ตวันจวนเจียนดับลับไศล จึงชวนกันมาหมดขึ้นรถไฟ สี่ทุ่มครึ่งถึงในลอนดอนแดน เข้าโฮเต็ลเปนผาสุกภาพ ค่อยอิ่มอาบอกใจผ่องใสแสน เห็นหน้าเพื่อนเหมือนญาติเมื่อคลาดแคลน ถึงยามแกนพอได้ก่อหัวร่อกัน ฯ

๏ อยู่วันหนึ่งจึงองค์อนงค์นาฎ มีประสาสน์ตรัสสั่งช่างขยัน ให้ชักรูปพวกไทยถวายพลัน คนสำคัญหกนายล้วนชายชาญ ถึงกำหนดที่จะไปให้เขาชัก ก็พร้อมพรักรถเรียงเคียงขนาน แต่ตัวพี่จับไข้ไม่สำราญ บอกอาการป่วยไปมิได้จร ทั้งห้าคนจรดลขึ้นรัถา ถึงเคหาช่างสถิตย์คิดถ่ายถอน ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนลม้ายทั้งกายกร แล้วรีบร้อนคืนหลังยังสำนัก ฯ

๏ อีกสองวันเสาวนีมีอักษร ทางสุนทรมาแถลงแจ้งประจักษ์ ด้วยปราโมทย์โปรดปรานเปนการรัก ให้เชิญชักทูตสยามทั้งสามนาย กับตัวพี่คลาไคลเข้าไปเฝ้า ดูรำเท้าล้วนขุนนางสล้างหลาย พร้อมธิดาเมียมิ่งทั้งหญิงชาย มารำร่ายเริงรื่นชื่นอารมณ์ ได้ทราบสารกรรมกรรมทำไฉน เปนจนใจไข้จับยังทับถม สุดดำรงทรงกายหมายนิยม แม้ขืนข่มก็เหมือนฆ่าชีวาเรา ฝ่ายทูตไทยทั้งสามแต่งตามยศ แล้วขึ้นรถครรไลเข้าไปเฝ้า ได้ดูเล่นเต้นรำงามไม่เบา อยู่จนเขาเลิกพลันชวนกันมา ฯ

๏ ขึ้นหกค่ำเดือนสามทำการใหญ่ รับสั่งใช้ชายหนึ่งออกมาหา ให้พวกทูตหกนายนี้ไคลคลา ทัศนารำเท้าเปนคราวดี ครั้นถึงวันที่กำหนดระทดทุกข์ ไม่มีสุขโรยรูปยังซูบศรี จะบอกป่วยร่ำไปก็ใช่ที ต้องจำใจจรลีมาขึ้นรถ สารถีขับม้าพาลีลาศ ก็ถึงราชวังสุวรรณด้วยกันหมด เข้าไปนั่งตามชั้นเปนหลั่นลด ดูทรงยศโฉมยงองค์พระนาง รำกับน้องของเจ้าอาลเบิต งามประเสริฐสารพัดไม่ขัดขวาง ควรจะชมสมสง่าเปนท่าทาง โดยยศอย่างวงศ์กษัตริย์ขัติยา นารีรายชายเรียงเข้าเคียงคู่ พินิจดูงดงามตามภาษา เห็นทีเหมือนเรื่องราวที่กล่าวมา ว่านางฟ้าจับระบำทำกระบวน กับฝูงเทพเทวาวราฤทธิ์ ประคองชิดเคียงชมภิรมย์สงวน อันสตรีกับบุรุษได้ฉุดชวน ก็ย่อมยวนจิตต์ใจอาลัยลาน ครั้นสิ้นเพลงยั้งหยุดบทสุดท้าย เสด็จผายเสพย์ผลาภักษาหาร พร้อมด้วยเหล่าเผ่าพงศ์พระวงศ์วาร เสร็จสำราญคืนกลับมายับยั้ง โปรดให้นำไทยทั้งสิ้นไปกินเลี้ยง มีของเคียงคาวหวานใส่จานตั้ง อีกชำเปนน้ำองุ่นหนุนประดัง ขุนนางทั้งภรรยาก็มากิน ประมาณหมู่เสนาสักห้าร้อย มิใช่น้อยนั่งเรียงเลี้ยงจนสิ้น ต่างยินดีปรีดาไม่ราคิน ครั้นอิ่มชื่นคืนถิ่นที่ประชุม ผลัดกันกินผลัดกันเต้นเล่นสนุก บันเทาทุกถ้วนทั่วมามั่วสุม เปนการปีมีรับสั่งตั้งชุมนุม จนห้าทุ่มเสด็จขึ้นก็คืนมา ฯ

๏ ถึงกำหนดวันนัดหัดทหาร แทบสถานทุ่งเถินริมเนินผา มิศเฟาล์จึงแจ้งแห่งกิจจา เชิญทูตานุทูตไทยครรไลจร ขึ้นสู่รถหมดด้วยกันรีบผันผาย ไปถึงชายที่แถวแนวศิงขร เห็นทหารขี่กัณฐัศว์อัศดร ดูสลอนแลหลามเปนสามกอง พวกม้าขาวขาวงามตามหมวดหมู่ พวกม้าแดงแดงดูไม่มอมหมอง พวกม้าดำดำดีทีลำพอง คำรนร้องเริงร่านหาญประจญ พวกดำเนินเดินเท้าเปนเหล่าหลาย ล้วนแต่งกายเสื้อสลับไม่สับสน ทุกหมวดมีปี่พาทย์สำหรับพล เสียงกลองรนแตรร้องก้องสำเนียง ทหารหัดจัดเจนสำเหนียกแน่ แต่พอแตรเป่าดังได้ฟังเสียง ก็ออกเดินโดยระเบียบดูเรียบเรียง เปนคู่เคียงมิได้ปนสับสนกัน ทหารม้าจรลีทีละตับ ไม่คั่งคับแซงเสือกช่างเลือกสรร ทั้งแดงดำขำขาวราวสักพัน เมื่อห้อนั้นเสมอหน้าดาประดัง เขาฝึกฝนจนดีรู้ทีท่วง ไม่เลยล่วงขึ้นหน้าแลล้าหลัง พอได้ยินปืนปึงเสียงตึงตัง เหมือนจะรั้งไว้ไม่อยู่ดูทยาน ร่านเข้ารับไพรีไม่หนีหลบ แต่สินธพอาชายังกล้าหาญ เคยสู้ศึกฝึกสอนได้รอนราญ จึงแจ้งการในกลรณรงค์ ดูเคล่าคล่องว่องไวมิใช่ชั่ว แต่ละตัวได้ดังหวังประสงค์ ไม่เต้นตื่นปืนไฟใจทนง ทั้งรูปทรงล่ำสันมั่นตั้นโต เชิงฉลาดอาจหาญในการรบ รู้หลีกหลบลอดเล็ดวิเศษโส จนเบี่ยงบ่ายชายศรีสุริโย ก็กลับโฮเต็ลสถานสำราญรมย์ ฯ

๏ เดือนสามขึ้นสิบเอ็ดค่ำจำจดหมาย จะเริ่มรายแต่งงานภิเษกสม พระบุตรศรีสวัสดิ์กำดัดชม ให้เคียงคมคู่เคล้าเจ้าวิลเลียม เธอเปนราชกุมารชาญสมร อยู่นครปรูชาโออ่าเอี่ยม แต่ต่างชาติพงศ์พันธุ์พอทันเทียม ฝีมือเยี่ยมยั่งยืนไม่ขึ้นกัน ถึงกำหนดฤกษ์พาเวสาสาย พระโฉมฉายมิ่งสมรอับศรสวรรค์ ให้เชิญทูตสามนายชายสำคัญ กับตัวฉันจรลีเปนสี่คน ไปที่วัดชาเปลให้เห็นแจ้ง ในตำแหน่งอาวาหสถาผล ต่างอาบน้ำชำระสระสกนธ์ แล้วแต่งตนตามวิเศษข้างเพศไทย มาขึ้นรถม้าพยศผยองอย่าง ริมหนทางคนผู้ดูไสว ครั้นถึงโบสถ์รถประทับกับบันได ก็เข้าไปนั่งที่ทั้งสี่นาย สักครู่หนึ่งองค์กวินนารินทร์ราช พร้อมพระญาติวงศ์วารประมาณหลาย อีกทั้งเจ้าอาลเบิตประเสริฐชาย ก็นำสายสุดสวาทราชธิดา เข้ามาในโบสถ์นั้นด้วยกันหมด องค์โอรสเขยขวัญก็หรรษา อันโฉมยงบุตรีศรีโสภา แต่งกายาล้วนเพ็ชรเท่าเม็ดบัว ชนิดกลางพร่างพราวราวมะกร่ำ ที่เล็กล้ำย่อมเยาสักเท่าถั่ว ฉลององค์ผุดผ่องไม่หมองมัว สอาดทั่วขาวถ้วนนวลผจง ภูษายาวราวประมาณสักสิบศอก เปนชายออกไปข้างหลังเหมือนหางหงส์ มีนารีรุ่นสาวคราวพระองค์ สมทรวดทรงสี่คู่ดูวิไล ดำเนินเชิญชายผ้ามาข้างหลัง เปนยศหวังว่างามตามวิสัย แต่ฝ่ายเจ้าวิลเลียมเอี่ยมลไม เธอทรงใส่เครื่องทหารชำนาญยุทธ กังเกงเสื้อน่าชมสมสง่า มีพู่บ่าทองอร่ามงดงามสุด คาดเข็มขัดรัดแน่นแขวนอาวุธ ดังประดุจเข้าสู่สู้สงคราม ครั้นพร้อมวงศ์พงศ์กษัตริย์ทั้งสองฝ่าย มายืนรายเรียงอยู่ดูออกหลาม ฝ่ายว่าเจ้าสองราสง่างาม จึงคุกเข่าลงประณามประนมกร แล้วซบพักตร์ไหว้พระบนสวรรค์ เกษมสันต์ภิญโญสโมสร พระครูใหญ่จึงเยื้อนเอื้อนสุนทร ร้องอวยพรประกาศป่าวคนเหล่านั้น ว่าใครรู้เรื่องราวเจ้าทั้งสอง ที่มิควรจะให้ครองประคองขวัญ จงว่ากล่าวข่าวแจ้งแห่งสำคัญ ขณะวันอาวาห์สถาวร แม้ไม่ว่าภายหลังอย่าหวังกล่าว ให้แตกร้าวคู่ชมสมสมร ครั้นเงียบเชียบปากเสียงไม่เกี่ยงงอน แล้วจึงย้อนหันหน้ามาพาที ว่านี่แน่ะสองเจ้าลำเภาพักตร์ จงประจักษ์โดยทำนองอย่าหมองศรี ถ้าองค์ไหนเกี่ยวข้องต้องราคี ในเดี๋ยวนี้จงแสดงแจ้งกิจจา แม้คิดคดข้อขำแกล้งอำไว้ คงต้องไขวันพระเจ้าพิพากษา ทั้งสององค์มิได้ตรัสวัจนา ต่างก้มหน้านิ่งอยู่ไม่ดูไป แล้วพระครูผู้เถ้าเข้ามาถาม โดยคดีมีความข้อสงสัย ว่าแก่องค์พระกุมารอันชาญชัย ท่านตั้งใจหวังชมภิรมย์รัก จะรับราชธิดามาเปนคู่ แล้วจะอยู่เรียงบำเรอเสมอศักดิ์ ตามพระเจ้าว่าไว้ไม่ย้ายยัก จะพิทักษ์ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ไม่เชยชิดพิศวาศด้วยหญิงอื่น คงชมชื่นจนชีวาสิ้นอาสัญ มิได้ทำทุจริตให้ผิดธรรม์ แน่อย่างนั้นหรือไฉนในใจจริง เจ้าวิลเลียมรับคำตามที่ว่า แกจึงผันหันมาข้างเจ้าหญิง แล้วไต่ถามตามจิตต์คิดประวิง เสร็จทุกสิ่งคล้ายความที่ถามชาย ฝ่ายพระนุชบุตรีศรีสมร รับสุนทรอายเอียงทำเมียงหม้าย พระครูเถ้าแกจึงเยื้อนเอื้อนภิปราย กล่าวธิบายถามไถ่ในทำนอง ว่าผู้ใดใครจะอวยอำนวยหญิง ให้มีมิ่งคู่มิตรสนิทสนอง ฝ่ายว่าเจ้าอาลเบิตเลิศลออง จึงประคองจูงหัตถ์ราชธิดา มามอบให้แก่พระครูท่านผู้ใหญ่ ด้วยผ่องใสแสนโสมนัสา พระครูรับจับกรสมรมา เอาหัตถ์ขวาพระกุมารประสานลง แล้วอ่านคำสัญญาไปดังใจหมาย ให้เจ้าชายว่าตามความประสงค์ เหมือนตั้งสัตย์ปฏิญาณสาบาลองค์ จำเพาะตรงหน้าพระเปนพยาน ในใจความนั้นว่าข้าพเจ้า จะรับเอานวลอนงค์คงสมาน ตั้งแต่วันนี้ไปได้แต่งงาน ไม่ร้างรานแรมสวาทนิราศจร ถึงจนมีดีชั่วไม่เลยละ ตามคำพระโอวาทประสาสน์สอน สัญญาให้ไว้แก่นางสำอางอร เสร็จสุนทรวางหัตถ์กษัตรีย์ พระครูจึงจับหัตถาธิดาราช มาวางพาดหัตถ์ชายไม่คลายคลี่ แล้วอ่านสัญญานั้นขึ้นทันที ให้เทวีว่าตามทุกคำไป ความที่นางว่ากล่าวในราวเรื่อง ก็คล้ายเบื้องบทกุมารเธอขานไข แต่คลาศถ้อยน้อยนิดไม่ผิดไกล โดยวิสัยของสตรีซึ่งมีมา ต้องว่าจะฟังคำทำตามผัว รู้เกรงกลัวรักกันด้วยหรรษา จะตั้งใจปรนิบัติภัศดา เสร็จสัญญาหัตถ์วางออกห่างกัน เจ้าวิลเลียมงามประโลมโฉมเฉลา จึงหยิบเอาธำมรงค์ที่ทรงสรรค์ แล้วใส่วางลงบนหลังสมุดพลัน ทำเคียมคัลส่งไปให้พระครู ท่านตาเถ้ารับเอามาจากหัตถ์ แกเป่าปัดเสกอะไรไปสักครู่ แล้วหยิบแหวนแสนประเสริฐขึ้นเชิดชู ส่งให้กูมารรับคำนับลา มาสวมใส่นิ้วนางข้างหัตถ์ซ้าย ของโฉมฉายมิ่งมิตรขนิษฐา แล้วจับแหวนนั้นไว้ไขวาจา ว่าดูราทรามสวาทนาฎนารี พี่จะขอรับเจ้าลำเภาพักตร์ ไปเปนอรรคเอกองค์มเหษี โดยคำมั่นสัญญาไม่ราคี ธำมรงค์วงนี้เปนสำคัญ จะคำนับเจ้าด้วยกายรายสมบัติ สารพัดมอบมิ่งทุกสิ่งสรรพ์ เสร็จดำรัสวางหัตถ์ออกห่างพลัน แล้วคุกเข่าอภิวันท์ทั้งสององค์ ฝ่ายพระครูกับบรรดาสานุศิษย์ สวดลิขิตทำเปนเช่นพระสงฆ์ ครั้นสิ้นบทหมดครบก็จบลง แล้วให้พระโฉมยงกับนงคราญ เอาพระหัตถ์ต่อพระหัตถ์สัมผัสจับ แกจึงกลับกล่าวแจ้งแถลงสาร ว่าพระเจ้าเรืองฤทธิ์ประสิทธิ์ฌาน ได้โปรดปรานเจ้าทั้งคู่ให้อยู่ครอง แต่นี้ไปผู้ใดผู้หนึ่งนั้น อย่าเดียดฉันชวนชักให้รักหมอง จงรวบรวมร่วมเรียงเคียงประคอง จนตราบสองชันษาชีวาวาย แล้วพระครูจึงอำนวยอวยสวัสดิ์ ให้บำบัดทุกข์โศกโรคทั้งหลาย พวกศิษย์หาอื่นอื่นที่ยืนราย ร้องถวายชัยพรเปนกลอนเพลง บันลือเสียงอึงมี่นีฤนาท ทั้งพิณพาทย์ไพเราะฟังเหมาะเหม็ง ที่ในโบสถ์แซ่สนั่นด้วยบรรเลง ดูครื้นเครงมากมายจนบ่ายบัง ฝ่ายพระองค์นงรามงามฉวี กับสามีเสร็จสรรพก็กลับหลัง พร้อมพระวงศ์พงศาดาประดัง คืนเข้าวังสุขสมภิรมยา แล้วอังกฤษมิศเฟาล์จึงเล่าแจ้ง บอกแถลงว่าเจ้าคุณบุญหนักหนา อันพวกเราเหล่านี้ที่เข้ามา ล้วนบรรดาคนโสดซึ่งโปรดปราน ถ้าหาไม่ก็มิได้มาพบเห็น เหตุด้วยเปนที่ห้ามระโหฐาน พวกขุนนางทั้งเศรษฐีมีศฤงฆาร ต่างทยานจะใคร่ยลทุกคนไป ยอมเสียเงินมิใช่น้อยสองร้อยชั่ง อย่าควรหวังคิดว่าจะมาได้ ต่อสนิทชิดเชื้อเชื่อน้ำใจ จึงโปรดให้มาดูอยู่ในนี้ เมื่อเวลาอาวาห์ธิดาราช พวกพระญาติแลเสนาบดีศรี ทั้งผัวเมียเคียงคู่ล้วนผู้ดี เหล่าดนตรีพร้อมพรักพนักงาน หมดด้วยกันจะประมาณสักสองร้อย เปนอย่างน้อยเพราะห้ามตามบรรหาร ครั้นเสด็จคืนยังวังสำราญ ต่างลนลานขึ้นรถบทจร ฯ

๏ พอสิ้นแสงสุริยนสนธเยศ จันทร์ประเวศเยื้องเยี่ยมเหลี่ยมศิงขร เดียรดาษด้วยคณาดารากร พื้นอัมพรเมฆีไม่มีปน ศรีสวัสดิ์สตรีนารีราช ใช้อำมาตย์มาแสดงแจ้งนุสนธิ์ ให้พวกไทยไปหมดทั้งหกคน จรดลเดี๋ยวนี้อย่ารีรอ จะได้ฟังมโหรีสำรับใหญ่ ตามวิสัยขับร้องกล่อมห้องหอ ครั้นทราบสารขานไขดีใจพอ พูดหัวร่อเฮฮาพากันไป มาถึงวังขึ้นยังตำหนักติก เห็นคักคึกคนผู้ดูไสว พร้อมเสนีเสนาฝ่ายหน้าใน แต่งวิไลตามยศหมดด้วยกัน พระจอมโลกแลประโลมโฉมเฉลา กับองค์เจ้าคู่ครองประคองขวัญ อีกบุตรีบุตราวิลาวรรณ ทั้งพงศ์พันธุ์มาประชุมชุมนุมใน ฟังขับร้องสองฝ่ายชายกับหญิง เสนาะจริงจับจิตต์พิสมัย มโหรีรี่เรื่อยแจ้วเจื่อยใจ กลมกันไปกับเสียงสำเนียงคน ครั้นสี่ทุ่มเสาวนีมีรับสั่ง ให้แต่งตั้งภักษาผลาผล แล้วโปรดให้พวกไทยทั้งหกคน ไปตำบลที่เลี้ยงพร้อมเพรียงกัน กินน้ำชากาแฟแลขนม มีเนยนมสารพัดช่างจัดสรรค์ ผลไม้หลายอย่างล้วนต่างพรรณ อเนกอนันต์คาวหวานใส่จานราย อิ่มสำเร็จเสร็จกลับมายับยั้ง อยู่เฝ้าฟังมโหรีดีใจหาย สองยามเศษอัคเรศจึงคลาศคลาย เสด็จผายผันกลับลับพระองค์ ข้างพวกเราเล่าก็พากันมาหมด ขึ้นสู่รถคืนหลังดังประสงค์ ถึงโฮเต็ลเอนอ่อนนอนจำนง นึกพะวงหวังสวาทไม่ขาดครวญ เวลาดึกยามนี้เจ้าพี่เอ๋ย ใครจะเชยแนบน้องประคองสงวน เราเคยอยู่สู่สมภิรมย์นวล ได้ชิดชวนเชยชื่นกลางคืนเคียง เมื่อไรหนอจะได้พบประสบพักตร์ แต่ร่ำรักจนระฆังประดังเสียง ก็พอผอยม่อยหลับอยู่กับเตียง ศศิฉายบ่ายเบี่ยงลงลับดวง ดาราเลื่อนเคลื่อนคล้อยลอยลีลาศ ภานุมาศผาดพ้นบรรพตหลวง พี่ตื่นจากไสยาสน์อนาถทรวง ครรไลล่วงเลยออกนอกประตู เห็นพวกเรามานั่งสพรั่งพร้อม แล้งเดินอ้อมขวยจิตต์คิดอดสู เขาชวนกันยิ้มเยื้องชำเลืองดู ไม่อาจสู้เมินหน้าระอาอาย แล้วชวนกันเที่ยวท่องท้องวิถี ซื้อของดีตามห้างที่วางขาย จนเวลาสายัณห์ตวันชาย ก็ผันผายสู่สถานสำราญทรวง ฯ

๏ อีกสี่วันมีรับสั่งพระนางนาฎ ให้พวกราชทูตไทยไปวังหลวง ด้วยว่าองค์กุมาราธิดาดวง จะลาล่วงคืนสู่เมืองปรูชา คือนครทรงยศโอรสเขย ต้องละเลยเผ่าพงศ์พระวงศา ไปอยู่ด้วยหน่อกษัตริย์ภัศดา เปนยอดยิ่งกัลยาในธานี ได้เวลาทูตานุทูตหมด ขึ้นสู่รถไปกลางทางวิถี ถึงนิวเศน์เขตรจังหวัดกษัตรีย์ ก็จรลีขึ้นบนมณฑิรา พร้อมขุนนางต่างเข้ามาเฝ้าบาท เดียรดาษเกลื่อนกล่นคนหนักหนา ที่มีคู่เดินด้วยกันกับภรรยา พี่ก้มหน้านึกอายระคายใจ เขามีคู่ดูบรรเทิงทำเริงรื่น ได้ชิดชื่นชูจิตต์พิสมัย แต่ตัวเราเต็มปล้ำทำกะไร จึงจะได้คู่เคียงมาเรียงเดิน แลดูเขาเขาดูอดสูแสน ไม่อาจแหงนก้มงุดสุดขวยเขิน ใครกระแอมแย้มสรวลชวนสเทิน ทำมุ่งเมินโดยกระดากแต่หยากดู จนบ่ายโมงอัคเรศเกศอังกฤษ กับสามิศแอบองค์ดำรงคู่ เสด็จออกคนเคยเผยประตู เปนที่รู้บอกแจ้งแห่งสำคัญ บรรดาลอร์ดล้วนขุนนางคอยย่างเยื้อง เข้าทางเบื้องทวารซ้ายแล้วผายผัน มาออกทางทวาราข้างขวาพลัน พวกทูตนั้นเดินรอต่อเข้าไป เห็นองค์กวินปิ่นปักนัคเรศ กับทรงเดชสามิศพิสมัย พระบุตรีนงรามงามประไพ ทั้งหน่อไทเขยขวัญพระมารดา ยืนเรียงเรียงเคียงกันเปนหลั่นลด แถวหลังหมดพระญาติวงศา แม้ขุนนางคนใดเดินไคลคลา เกือบถึงหน้านงลักษณ์หลักนคร ต้องส่งก๊าศเปนกระดาษที่เขียนชื่อ นั่นแลคือบอกนามตามอักษร เสนาหนึ่งจึงอ่านสารสุนทร ให้นาเรศเกศนิกรแจ้งคดี ว่าชื่อนี้เปนมนตรีตำแหน่งนั้น จึงจรจรัลไปตรงหน้ามารศรี น้อมศิโรตม์เคียมคัลลงทันที พระเทพีน้อมต่อแล้วย่อกาย ก็เลยออกทวาราข้างขวาหัตถ์ ไปเยียดยัดอัดแอแลเหลือหลาย แต่พวกทูตปราโมทย์โปรดภิปราย ให้คอยดูอยู่สบายข้างภายใน จนบ่ายสี่โมงเศษเสด็จเข้า ข้างพวกเรากลับมาที่อาศรัย อีกสามวันพระกุมารอันชาญชัย พานางไปที่อยู่เมืองปรูชา ฯ

๏ ตามทางเจ้าสององค์ลงกำปั่น ชาวเมืองนั้นจัดแจงแต่งหนักหนา เอากิ่งไม้ใส่ผลเปนผกา ปักรายริมรัถยาตลอดแล บ้างยืนซ้องสองข้างทางถนน ลงไปจนนาเวศเขตรกระแส คนทุกบ้านร้านเรือนไม่เชือนแช ออกเซ็งแซ่มากมายถวายชัย วันนั้นน้ำค้างแข็งตกยังค่ำ ช่างเย็นฉ่ำจนชั้นชลค่นเปนไข มือออกชาพากันวิ่งเข้าผิงไฟ เหลืออาลัยเต็มทนพ้นประมาณ บนหนทางน้ำค้างที่ตกขัง ดูเหมือนดังเกลือกลาดสอาดสอ้าน ลูกเล็กเล็กชวนกันเล่นเปนสำราญ สนุกสนานตามประสาพวกทารก คนผู้ใหญ่เขาไม่ใคร่จะอาจเล่น ด้วยหนาวเย็นเยือกเยียบเฉียบในอก แต่พอออกนอกทวารก็สั่นงก ดังลูกนกถูกฝนทำขนพอง ฯ

๏ มาหลายวันมิศเฟาล์เขาชวนชัก ด้วยความรักชอบชิดสนิทสนอง จะพาชมคลังในที่ใส่ทอง ทั้งเงินนองเนืองนับสำหรับเมือง ต่างยิ้มย่องผ่องใสดีใจหมด มาขึ้นรถเรียงแถวเปนแนวเนื่อง ครั้งถึงคลังใส่สุวรรณหิรัญเรือง ค่อยย่างเยื้องจากรัถาลีลาจร ดูตึกนั้นแน่นหนาศิลาล้วน เห็นสมควรจะเปนคลังดังศิงขร ทั้งราตรีแลเวลาทิวากร ทหารนอนเดินนั่งระวังระไว อันเงินทองกองเล่นเหมือนเช่นอิฐ น่าปลื้มจิตต์เพลิดเพลินเกินวิสัย แม้จอมจักรนัคเรศประเทศไทย ได้โภไคสักเท่านี้จะดีนัก เราเปนข้าบาทบงสุ์พระทรงเดช คงโปรดเกศให้มั่งมีเปนศรีศักดิ์ ด้วยพระทัยย่อมเปนที่อารีรัก ในเสนาสามิภักดิ์ภูมิบาล แต่นิ่งนึกไหนจะสมอารมณ์หมาย ก็คลาดคลายกลับหลังยังสถาน ถึงประทับหลับนอนผ่อนสำราญ จนแสงฉานเรืองรองผ่องอัมพร ฯ

๏ จึงชวนกันขึ้นรถหมดทั้งนั้น เกษมสันต์ภิญโญสโมสร จะไปหาลอร์ดปามิศตอน กับลอร์ดกลาเรนดอนเสนาใน ครั้นถึงที่จรดลขึ้นบนตึก แลพิลึกกระจกกระจ่างสว่างไสว ดูก็น่าผาสุกสนุกใจ จึงเข้าไปในนั่งที่เก้าอี้วาง ฝ่ายท่านลอร์ดจักรียินดีรับ ออกมาจับมือเชิญไม่เมินหมาง แกปราไสไต่ถามเนื้อความพลาง ธุระอย่างไรนั่นพากันมา ราชทูตจึงแสดงแถลงเล่า ว่าพวกเราอยู่สำราญนานนักหนา ก็เสร็จการจะขอกลับคำนับลา คืนกรุงเทพมหานครคง ทั้งสองข้างสนทนาประสามิตร ที่ชอบชิดชื่นชมสมประสงค์ ทูตก็ลาคลาไคลดังใจจง ขึ้นรถตรงรีบออกมานอกจวน แล้วไปหากลาเรนดอนกรมท่า แจ้งกิจจาข้อคดีจนถี่ถ้วน เขารับความตามอารมณ์โดยสมควร ต่างแย้มสรวลเปรมปริ่มอิ่มอุรา ก็คืนหลังมายังโฮเต็ลตึก คนึงนึกโหยหวนรัญจวนหา รำคาญใจด้วยไม่ได้กำหนดมา จะต้องช้าหลายราตรีก็มิรู้ ฯ

๏ มิศเฟาล์เขาดีอารีรอบ พี่คิดขอบน้ำใจมากมายอยู่ พาพวกเราเหล่าไทยให้ไปดู ท้องสินธูแถวลำแม่น้ำเทมส์ ลงเรือไฟไคลคลาค่อยผาสุก บันเทาทุกข์คลายคิดจิตต์เกษม ได้เที่ยวชมชลธีค่อยปรีดิ์เปรม หน้าเปนเหมแสนสนุกถ้วนทุกคน แม่น้ำนี้อยู่ที่กลางเมืองหลวง เรือทั้งปวงขึ้นล่องซ้องสับสน หวนรำลึกนึกบ้านสถานตน คล้ายตำบลแม่น้ำเราเจ้าพระยา มีสพานข้ามธารถึงแปดแห่ง ทำแข็งแรงสุดแสนดูแน่นหนา บางสพานการถ้วนล้วนศิลา ถัดกันมาบ้างเปนเหล็กเอกไม่เบา ในระยะเขตรสพานธารติดตื้น กำปั่นอื่นใหญ่ใหญ่ที่ใส่เสา ก็จอดอยู่แต่เพียงล่างห่างลำเนา ไม่อาจเข้าเลยไปใต้สพาน แม่น้ำนั้นบางทีเปนที่กว้าง แลสล้างเรือแพแซ่ประสาน บางแห่งเท่าเจ้าพระยาน่าสำราญ บางสถานเล็กกว่าลำแม่น้ำไทย ตามสองข้างฝั่งนทีไม่มีเปื้อน เขาลงเขื่อนเหล็กหินทำตีนไผล ที่ทุนน้อยถอยเลื่อนลงเขื่อนไม้ หน้าบ้านใครก็จัดแจงตกแต่งทำ มีตึกอยู่อู่กำปั่นช่างสรรค์สร้าง ไม่เหือดห่างเรือแพออกแซ่สำ ในธาราดาดื่นกว่าหมื่นลำ บ้างเปนกำปั่นไฟบ้างใบมี ได้ดูเล่นเห็นสบายวายวิตก ไปทางหกร้อยเส้นเกณฑ์วิถี จึงให้กลับคืนมาไม่ช้าที ประทับที่หน้าท่าพากันจร ถึงโฮเต็ลเย็นย่ำสนธเยศ อนาถเนตรล้มหลับลงกับหมอน จนรุ่งแรงแสงศรีรวีวร ปิ่นนิกรนาเรศเกศสกล รับสั่งใช้ให้เยนเนอรัลกัศ นำระหัศมาแจ้งแห่งนุสนธิ์ เชิญพวกทูตมียศหมดทุกคน จรดลสู่เขตรนิวเศน์วัง ด้วยถึงวันการกำหนดในกฎหมาย ทุกตัวนายเสนาทั้งหน้าหลัง มานอบน้อมพร้อมเพรียงเรียงประดัง จะแต่งตั้งพวกขุนนางอย่างทุกปี จวนเวลามาขึ้นรถหมดทั้งนั้น จรจรัลตามทางหว่างวิถี ถึงนิเวศน์เขตรจังหวัดจอมสตรี ตรงเข้าไปในที่พระโรงเรือง เสด็จออกบอกให้เปิดประตูผาย เสนารายเรียงแถวเปนแนวเนื่อง เข้าเฝ้าจอมจักรพงศ์ดำรงเมือง ตามแบบเบื้องอย่างยุหรบเคารพกัน ฝ่ายมนตรีที่จะเลื่อนถานาศักดิ์ มาตรงพักตร์มิ่งสมรอับศรสวรรค์ ก็คุกเข่าเปนธรรมเนียมว่าเคียมคัล พระนางนั้นกวัดแกว่งพระแสงทรง แล้วจึงวางลงข้างอังษาซ้าย ทีหลังย้ายวางบ่าขวาประสงค์ เหมือนมอบหมายให้ประสิทธิ์ฤทธิรงค์ แล้วยื่นส่งหัตถาออกมาพลัน ฝ่ายขุนนางก็คำนับไม่จับต้อง เอามือรองพระหัตถ์นางท่าทางขัน แล้วจึงจุบธำมรงค์ที่ทรงนั้น คือสำคัญรักใคร่ในพระองค์ แล้วลุกเลื่อนเคลื่อนคล้อยเดินถอยหลัง มาให้ไกลหน้าที่นั่งดังประสงค์ ก็ผันพักตร์คลาไคลเหมือนใจจง ดำเนินตรงเลยออกนอกทวาร พวกเจ้าเมืองกรมการชาวบ้านนอก ท่วงทีบอกกิริยาไม่กล้าหาญ ทำเงื่องงกตกประหม่าน่ารำคาญ สทกสท้านบดเอื้องค่อยเยื้องกราย ครั้นถึงที่เอกอนงค์ทรงสถิตย์ คุกเข่าลงส่งลิขิตขึ้นถวาย อัคเรศรับสาราเสนานาย แล้วยิ้มพรายยื่นหัตถ์ให้บัดดล เขาทำตามความไขไว้แต่ก่อน ที่กล่าวกลอนมาแต่เรื่องเบื้องนุสนธิ์ จนสำเร็จเสร็จประมวญถ้วนทุกคน สุริยนเย็นพลับอับอัมพร เสด็จขึ้นคืนเข้ามณเฑียรสถิตย์ สำราญจิตต์ภิญโญสโมสร ฝ่ายว่าท่านกรมท่ากลาเรนดอน เยื้อนสุนทรบอกแถลงแจ้งกิจจา ว่าพระองค์ผู้ดำรงกรุงอังกฤษ เสาวนิศจอมวังสั่งให้หา พวกทูตไทยจรจรัลดังบัญชา เข้าทูลลาพร้อมกันวันพรุ่งนี้ พี่ดีใจดังได้วิมานสวรรค์ คิดหมายมั่นเหมือนพบประสบศรี ก็รับคำอำลาไม่ช้าที มาสู่ที่พักผ่อนนอนสบาย ฯ

๏ ครั้นรุ่งแรงแสงอรุณวโรภาษ ดารากลาดเกลื่อนกลับลงลับหาย พี่ตื่นตาผาสุกที่ทุกข์คลาย จนเบี่ยงบ่ายได้เวลาจะคลาไคล มาชำระสระสนานสำราญรื่น ค่อยแช่มชื่นวิญญาอัชฌาสัย ต่างแต่งกายพรายพรรณแล้วครรไล ขึ้นรถไปยังเขตรนิเวศน์วง ครั้นถึงวังจังหวัดราชฐาน ก็เบิกบานอารมณ์สมประสงค์ จากรัถาพากันเดินดำเนินตรง เข้าเฝ้าองค์กัลยาราชินี ในห้องชื่อห้องจีนกวินประทับ เครื่องประดับตั้งแต่งตำแหน่งที่ ล้วนของจีนงามจริงทุกสิ่งมี เตียงเก้าอี้โต๊ะใหญ่ใช้ประจำ กระจกฉากหลากสลับสำหรับห้อง ไม่มีของฝรั่งแขกเข้าแซกสำ วิเศษสิ้นสารพัดช่างจัดทำ ประหลาดล้ำหลายอย่างวางไว้ดู เห็นองค์กวินปิ่นปักบุรีศรี กับสามียืนเรียงเคียงเปนคู่ ข้างพวกเราเข้าไปในประตู แล้วหยุดอยู่นอบน้อมลงพร้อมกัน เธอตรัสเรียกให้พี่นี้ไปใกล้ โดยพระทัยปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ จึงแย้มเยื้อนเอื้อนอรรถดำรัสพลัน ว่าทูตนั้นมาอยู่ที่ธานีเรา ก็รู้ว่าผาสุกห่างทุกข์ร้อน สโมสรสวัสดีไม่มีเศร้า แต่เราคิดเสียใจมิใช่เบา ด้วยถูกเข้าหน้าหนาวคราวฤดู ราชทูตทูลพร้องสนองถ้อย ช่างเรียบร้อยฟังเพราะเสนาะหู ว่าหนาวลมพรมพรางน้ำค้างพรู ได้มาอยู่ล่วงเลยก็เคยไป อันความหนาวคราวนี้มิสู้มาก ไม่ลำบากเหลือล้นพอทนได้ พระเทพินจึงอวยอำนวยชัย ว่าขอให้พวกท่านสำราญรมย์ จงไปดีอย่ามีระคายข้อง ที่มัวหมองอย่างได้ปะประทะถม ตลอดถึงนัคเรศเขตรนิคม ให้เสร็จสมปราถนาสถาวร ท่านทั้งปวงไปถึงจึงประนต กราบทูลบททรงฤทธิ์อดิศร ว่าเราขอน้อมกายถวายพร ในภูธรจอมนรินทร์ปิ่นนรา ให้พระองค์ทรงสุขอย่าทุกข์ร้อน จงถาวรยืนวันชันษา เสวยราชสมบัติวัฒนา ขาดโรคาขุ่นข้องทั้งสององค์ อนึ่งการอันใดท่านได้รู้ แลได้ดูเห็นตามความประสงค์ จงฉลองภูวนาถบาทบงสุ์ ให้พระทรงทราบคดีช่วยชี้แจง พี่จึงแปลข้อความตามรับสั่ง ให้ทูตฟังเรียบร้อยถ้อยแถลง แล้วทูลตอบพจมานสารแสดง มิให้แหนงเคืองขัดหัทยา ถ้าแม้ว่าข้าพเจ้าเข้าไปถึง สิ่งไรซึ่งปราโมทย์โปรดเกศา ได้รับรองมีสุขทุกทิวา พระคุณหาที่เปรียบไม่เทียบทัด การอันใดได้มาอยู่ก็รู้เห็น ไม่ว่างเว้นคงแสดงแจ้งกระจัด ให้ทรงทราบบาทาสารพัด โดยระหัศเหตุผลทั้งต้นปลาย พระนงรามงามพริ้มยิ้มพยัก แล้วทรงศักดิ์อาลเบิตเฉิดโฉมฉาย จึงกล่าวเกลี้ยงมธุรศบทภิปราย ความก็คล้ายเรื่องราวเสาวนี ครั้นสิ้นสุดราชทูตทูลลากลับ ถึงประทับตึกใหญ่เข้าในที่ สุริยงลงลับเหลี่ยมคิรี ก็เปรมปรีดิ์เสพย์รสโภชนา พูดกันเล่นอยู่จนดึกนึกระทด คอยกำหนดวันวานนานหนักหนา ยังไม่แน่ว่าเมื่อไรจะไคลคลา เร็วหรือช้าก็มิรู่ดูรำคาญ แล้วเข้าที่ไสยาสน์อนาถจิตต์ จนอาทิตย์รุ่งแรงด้วยแสงฉาน ชวนกันเที่ยวพอจะให้ใจสำราญ ได้เบิกบานเบาทุกข์เปนสุขทรวง ฯ

๏ จึงตรงไปในตำบลขังคนบ้า ดูทีท่าทำไว้นั้นใหญ่หลวง มีที่สอนสาสนาบ้าทั้งปวง อย่าให้ล่วงลืมสติหมั่นตริตรอง ถึงกำหนดวันอาทิตย์เปนนิจแน่ ตาครูแก่รู้รสบทสนอง วิสัชนาบ้าฟังนั่งเปนกอง ทีทำนองคล้ายเทศน์ข้างเพศไทย ในตึกนั้นกั้นห้องเปนช่องชั้น บ้างลดหลั่นงดงามตามวิสัย ดังบ้านเรือนเศรษฐีดีกระไร แลวิไลสรวยสอาดประหลาดตา ถ้าแม้คนที่พิกลจริตร้าย มักปีนป่ายโลดโผนโจนถลา บางทีผลุนหมุนไปฉวยไม้มา แล้ววิ่งร่าไล่ลู่ตีผู้คน เขาเอาเข้าขังไว้ที่ในห้อง มีเบาะรองจัดแจงทุกแห่งหน นุ่มนิ่มน่วมนวมเย็บไม่เจ็บตน ถึงดิ้นรนก็มิได้เปนไรเลย มีหมออยู่ผู้คนปรนิบัติ สารพัดดูแลไม่แชเฉย ทุกคืนวันโมงยามตามที่เคย ให้นมเนยเข้าปลาหยูกยากิน บ้าผู้ชายไว้ฝ่ายผู้ชายล้วน บ้าผู้หญิงไว้ส่วนผู้หญิงสิ้น คนพิทักษ์รักษาเปนอาจิณ ช่างล่อลิ้นโลมปลอบให้ชอบใจ เฝ้าโน้มน้าวกล่าวสุนทรที่อ่อนหวาน ไม่หักหาญพูดจาอัชฌาสัย แกล้งยกยอผลอพลอดออดออดไป หวังจะให้คลายมุ่นขุ่นอารมณ์ ได้ดูเล่นเห็นถ้วนชวนกันกลับ คืนประทับทุกข์ประทะเข้าสะสม แสนละห้อยคอยกำหนดระทดระทม แต่ตรอมตรมหม่นหมองมาสองวัน ฯ

๏ มิศเฟาล์เชิญเอาราชสาส์น ของนงคราญจอมไกรมไหศวรรย์ กับสำเนาอีกฉบับกำกับกัน ให้ทูตนั้นรักษาเข้ามากรุง แล้วจึงพาพวกไทยไปทั้งหมด ขึ้นสู่รถผันผายรีบหมายมุ่ง ถึงมิวเซียมเยี่ยมยลเห็นคนมุง ดูออกยุ่งขวักไขว่เดินไปมา ในนั้นมีสารพัดสัตว์ทุกอย่าง ล้วนต่างต่างหลายหลากมากหนักหนา แต่ว่ามอดม้วยมุดสุดชีวา เขาใส่ยาไว้ในท้องให้ป้องกัน ไม่เน่าเปื่อยเหมือนดีมีชีวิต ช่างประดิษฐดูดังเปนเห็นขยัน ทั้งเนื้อเบื้อเสือสีห์หมีอนันต์ สารพันนกปลาคณาเนือง ครั้นสิ้นแสงสุริยงเธอลงลับ ฟ้าพยับทิศปราจิมดูริมเหลือง เขาจุดไฟใสสว่างไปทั้งเมือง แอร่มเรืองแจ้งกระจ่างดังกลางวัน ก็ชวนกันไคลคลากลับมาหมด ขึ้นสู่รถเรียงรายเร่งผายผัน จะไปชมของดีที่สำคัญ ในตึกนั้นหลากหลากมีมากมาย เขาจัดแจงแต่งตั้งไว้ต่างต่าง ที่ชั้นล่างเนืองนองล้วนของขาย อันชั้นสองชั้นสามทำแยบคาย มีรูปรายเรียงอยู่เหมือนผู้คน เอาขี้ผึ้งผสมปั้นประสานสี ทำท่วงทีกิริยาน่าฉงน มีรูปองค์อัคเรศเกศสกล กับคู่ชื่นยืนยลดูอย่างเปน ทั้งลูกเธอเก้าองค์ทรงสวัสดิ์ ช่างเหมือนชัดดีแท้ดังแลเห็น พร้อมพระญาติยุพเยาว์ลำเภาเพ็ญ ที่มาเล่นที่ประชุมชุมนุมใน รูปกษัตริย์ต่างชาติประหลาดหลาย บ้างเยื้องกรายชอบกลพ้นวิสัย รูปขุนนางท่าทางแลวิไล รูปผู้ใหญ่คนดีมีปัญญา บ้างนั่งยืนดื่นดาษดูกลาดเกลื่อน แล้วบิดเบือนเหลียวซ้ายชะม้ายขวา บ้างแย้มยิ้มพริ้มพรายทำชายตา บ้างกลอกหน้าเหมือนจะเอื้อนเยื้อนสุนทร รูปนารีไสยาช่างน่ารัก ดูผ่องพักตร์พิงหลับอยู่กับหมอน เห็นทรวงไหวดังหายใจสนิทนอน น่าใคร่ช้อนชมชิมให้อิ่มใจ บรรดารูปทั้งนั้นขยันเหลือ กังเกงเสื้อสรวยตาเปนผ้าไหม ให้ปรากฏตามยศทุกคนไป ช่างทำไว้แลสล้างเหมือนอย่างเปน ดังหนึ่งนั่งพูดจาประสามิตร โดยสนิทได้ประสบมาพบเห็น ครั้นดูทั่วทุกอย่างไม่ว่างเว้น ก็กลับคืนโฮเต็ลที่สำนัก ฯ

๏ แล้วอังกฤษมิศเฟาล์เข้ามาแจ้ง กล่าวแสดงข้อไขให้ประจักษ์ อีกสามวันทูตไทยจะไกลพักตร์ ต้องแรมรักจากนครลอนดอนแดน พี่ฟังคำดังอำมฤตรื่น ให้ชุ่มชื่นจิตต์ใจผ่องใสแสน ดังยาจกจนยากที่กากแกน ได้ทรัพย์แม้นหมื่นพันอนันต์เนือง ก็เกษมเปรมปริ่มอิ่มในอก วายวิตกทุกข์ระทดปลิดปลดเปลื้อง จะกลับหลังยังที่บุรีเรือง ถึงบ้านเมืองเสร็จสมภิรมยา ฯ

๏ ครั้นอุทัยไขแสงแจ้งกระจ่าง พื้นนภางค์แผ้วผ่องห้องเวหา จึงชวนกันครรไลขึ้นไปลา กรมท่าลอร์ดใหญ่ในนคร เขาต้อนรับนับถือจับมือหมด ให้เปนยศภิญโญสโมสร แกกล่าวคำตามจิตต์ประสิทธิ์พร ให้ถาวรเภทภัยอย่าได้พาน แล้วกลับมาโฮเต็ลค่อยเปนสุข บันเทาทุกข์ปรีดิ์เปรมเกษมสานต์ บ้างจัดเข้าของพลันมิทันนาน แสนสำราญนั่งยิ้มกระหยิ่มใจ ฯ

๏ วันพฤหัสบดิ์เดือนสี่ขึ้นห้าค่ำ เวลาย่ำรุ่งแสงประจุสมัย ต่างจากที่ไสยาแล้วคลาไคล ดูขวักไขว่อลวนสับสนกัน ใครมีที่ชอบชิดสนิทสนม ก็เตรียมตรมตรอมจิตต์คิดกระศัลย์ ด้วยจะพรากจากจรอาวรณ์ครัน บ้างจาบัลย์สั่งเสียละเหี่ยใจ บ้างชักรูปให้กันโดยฉันท์รัก บ้างปิดพักตร์โศกาน้ำตาไหล บ้างอวยพรให้สวัสดิ์กำจัดภัย โรคาไข้โศกเศร้าจงเบาบาง สงสารพวกโฮเต็ลเคยเห็นหน้า ทุกเวลาปรนิบัติไม่ขัดขวาง ล้วนนารีรูปรวยสวยสำอาง จะต้องร้างแรมไปเสียไกลพักตร์ เห็นพวกไทยจะครรไลออกจากที่ บ้างโศกีร่ำไรอาลัยหนัก ด้วยเคยอยู่รวบรวมร่วมสำนัก ได้ชวนชักหยอกเอินเพลินสบาย นิจาเอ๋ยเมื่อไรเลยจะคืนเห็น ต้องว่างเว้นวันไกลน่าใจหาย เพราะต่างเพศเขตรแดนแสนเสียดาย จำคลาศคลายล่วงลับกลับนคร สองโมงเช้ามิศเฟาล์จึงชวนชัก ก็พร้อมพรักอัดแอแซ่สลอน พี่สุดแสนปรีดาสถาวร ต่างรีบร้อนมาหมดขึ้นรถไฟ ออกจากกรุงลอนดอนนครหลวง ก็เลยล่วงเขตรเขินเนินไศล มาถึงเมืองโดเวอเออกะไร ช่างสร้างไว้ริมชลาเปนท่าเรือ แสนสนุกทุกตำบลถนนตึก เห็นพิลึกแลไปวิไลเหลือ มีโฮเต็ลขายอาหารคอยจานเจือ ดูเหลือเฟือเข้าของสำรองการ มิศเฟาล์พาไทยไปทั้งสิ้น แล้วให้กินนานาภักษาหาร ครั้นสรรพเสร็จอิ่มหนำค่อยสำราญ สบายบานหยุดพักสำนักเนา จนบ่ายโมงจึงได้ลงสู่กำปั่น ดูคลื่นนั้นโตใหญ่คล้ายภูเขา พายุจัดพัดผันไม่บันเทา เขารีบเร้าออกเรือเหลือกำลัง ให้เร่งไฟใช้จักรไม่พักผ่อน ข้ามสาครตรงไปดังใจหวัง พวกเราเมาคลื่นซมล้มประนัง จนถึงฝั่งฝรั่งเศสเขตรบุรี เรียกชื่อเมืองกาลิศสถิตย์ท่า แถวชลาแขวงแควกระแสศรี เมื่อนาวาถึงระหว่างกลางนที แลเห็นฝั่งธานีทั้งสองนั้น คือฟากฝั่งข้างอิงแคลนแดนอังกฤษ เมืองกาลิศฝรั่งเศสขอบเขตรขัณฑ์ ทางที่ข้ามฟากไปไม่ไกลกัน เก้าร้อยเส้นเปนสำคัญไว้แน่นอน ฯ

๏ ขอยกเรื่องเดินทางกลางแดนด้าว จะกลับกล่าวกรุงอังกฤษอดิศร เปนเกาะใหญ่อยู่ในชโลทร สถาพรภูลสวัสดิ์วัฒนา กำหนดกล่าวยาวหกสิบห้าโยชน์ ร้อยเส้นโสดเศษสุดไม่มุษา แต่โดยกว้างมิได้วางไว้ตำรา เพราะเหตุว่าแคบบ้างกว้างก็มี อยู่ในทิศตวันตกข้างเฉียงเหนือ แต่ไกลเหลือแถวทางกลางวิถี ที่เกาะนั้นเนืองนันต์เนินคิรี พฤกษาศรีเบาบางห่างห่างราย มีหัวเมืองใหญ่ใหญ่เกือบได้ร้อย กำปั่นคอยไปมาเที่ยวค้าขาย ตามประเทศต่างต่างไม่ว่างวาย ประมาณหมายสามหมื่นดูดื่นตา เมืองลอนดอนเปนนครกษัตริย์สถิตย์ ช่างวิจิตรตึกรามงามหนักหนา ไม่มีกำแพงรอบขอบบุรา ตั้งป้อมใหญ่ไว้รักษาซึ่งเขตรแดน มีวัดวาสร้างไว้มิใช่น้อย เปนหลายร้อยต้องเนตรวิเศษแสน วัดใหญ่ใหญ่สองวัดไม่ขัดแคลน ดูแว่นแคว้นยาวกว้างที่ทางเตียน ฯ

๏ โรงละคอนอย่างดีก็มีหลาย ทำลวดลายแปลกกันบ้างปั้นเขียน ทางเข้าออกเปิดปิดสนิทเนียน ช่างพากเพียรสร้างสรรพ์ล้วนบรรจง ละคอนนั้นผิดกันกับเมืองนี้ เขาทำที่ตึกรามงามระหง มิได้ไปเที่ยวรำตามจำนง เล่นดำรงอยู่กับที่ทุกวี่วัน ครั้นทุ่มหนึ่งสนธยาภานุมาศ ก็โอภาสโคมอัคคีเปนสีสัน กระจ่างแจ้งเพียงแสงพระสุริยัน บันลือลั่นกาหฬทั้งดนตรี ก็เล่นไปจนสองยามตามกำหนด จึงเลิกหมดสุดสิ้นทุกถิ่นที่ ใครจะใคร่ทัศนาไม่ราคี สุดแต่มีเงินให้เปนได้ยล ข้างในทำชั้นดีถึงสี่ห้า แล้วกั้นฝาเปนลำดับไม่สับสน ถ้าแม้มั่งมีมากไม่ยากจน อยู่ชั้นต้นเห็นสบายใกล้ละคอน ต้องเสียเงินเกินแรงแพงสักหน่อย ชั้นสูงน้อยเหลื่อมลดขยดหย่อน แต่เห็นห่างออกทุกชั้นเปนหลั่นลอน ด้วยที่ผ่อนสูงไปจึงไกลตา ฯ

๏ ในธานีมีตึกเลี้ยงคนไข้ กว่าร้อยแห่งแต่งไว้ล้วนแน่นหนา ที่สำหรับลูกเล็กเด็กเด็กมา อยู่ร่ำเรียนอักขราหลายตำบล ถึงสามร้อยเศษที่เศรษฐีสร้าง ครูรับจ้างเจนจัดไม่ขัดสน แม้ว่าใครมีบุตรแต่สุดจน ก็ร้อนรนเอามาฝากด้วยหยากรู้ ไม่ต้องเสียเงินทองของทั้งหลาย เปนแต่อายอัประมาณการอดสู ลูกผู้ดีมีหน้าต้องหาครู อุส่าห์สู้เสียค่าจ้างวางพอเอา ตึกสำหรับแจกยาประชาราษฎร์ ที่ไร้ญาติเต็มประดาก็มาขอ มีสักสองพันแห่งแต่งลออ พร้อมทั้งหมอดูไข้คอยให้ยา คุกนั้นมีอยู่สิบสี่ตำแหน่งถ้วน ก่อแต่ล้วนหินแผ่นทำแน่นหนา คนข้างในเขามิได้พันธนา เครองตรึงตราตรากตรำไม่จำจอง เปนแต่ใส่ที่ขังระวังไว้ ผู้คุมใช้การประจำให้ทำของ ไม่จำหน่ายจ่ายแจกจำแนกกอง ต้องติดกร่องอยู่ในนั้นทุกวันไป พวกทหารคอยระวังตั้งรักษา พร้อมศัสตราสามารถไม่หวาดไหว ลุกกระสุนดินดำประจำไว้ สำหรับได้รบรันประจัญบาน ในคุกนั้นทำเรี่ยมเอี่ยมสอาด ที่ไสยาสน์นั่งลุกสนุกสนาน ทั้งทสอนสาสนามีอาจารย์ รวิวารเทศน์โปรดคนโทษฟัง ให้หมออยู่คอยดูอาการไข้ เอาใจใส่คนทุกข์ในคุกขัง ใครเจ็บป่วยช่วยกันหมั่นระวัง ไม่หันหลังละเลยทำเฉยเชือน ที่นอนนั่งกังเกงหมวกเสื้อผ้า ก็แจกหาให้พอดีมีเหมือนเหมือน อันคนโทษทั้งหลายจ่ายเงินเดือน พอกลบเกลื่อนไกล่เกลี่ยเฉลี่ยกัน แต่ของกินสารพัดจะขัดสน ให้เลี้ยวชนม์พอชีวาไม่อาสัญ ถึงใครมีญาติวงศ์แลพงศ์พันธุ์ จะให้ปันนั้นมิได้จนใจเจียว ผู้คุมดูปิดประตูไม่เปิดเผย ถึงมิเฉยก็เหมือนแชไม่แลเหลียว แสนลำบากยากจนอยู่คนเดียว กินแห้งเหี่ยวอดโซโอ้เวรา ฯ

๏ ในธานีมีถนนหลายร้อยแห่ง คนจัดแจงกวาดเลี่ยนเตียนหนักหนา ที่กว้างนั้นประมาณสักแปดวา บ้างแคบกว่านี้ไปก็หลายทาง เอาศิลามาทำเหมือนแผ่นอิฐ แล้วปูชิดพลิกแพลงตะแคงขวาง สำหรับม้ารถไปเอาไว้กลาง ริมสองข้างก่อยกขึ้นหกนิ้ว ปูศิลาหน้าใหญ่สักศอกเศษ ทางประเวศราษฎรคอนหาบหิ้ว กว้างประมาณห้าศอกออกตลิว แลเปนทิวขวักไขว่คนไปมา ถนนรายมีนายอำเภออยู่ ทุกแห่งดูเหตุภัยได้รักษา ระวังเวียนเปลี่ยนผลัดกันอัตรา ทั้งทิวาราตรีมีเปนนิตย์ ใส่เสาเหล็กสองข้างทางถนน งามชอบกลไว้วางช่างประดิษฐ บนปลายเสาโคมสว่างทุกทางทิศ แลวิจิตรเยื้องกันเปนฟันปลา มิได้ปักปนคู่ดูจังหวะ ไว้ระยะนั้นก็ไม่ไกลหนักหนา ในระหว่างห่างราวสักสิบวา ให้แสงมาส่องต่อกันพอดี ไฟที่ตามนามอังกฤษร้องเรียกแค๊ศ ดูแจ่มแจ๊ดแจ้งกระจ่างสว่างศรี ประหลาดจิตต์คิดทำล้ำอัคคี ไม่ต้องมีด้ายใส่ไส้น้ำมัน เปนแต่หลอดขึ้นไปไฟก็ติด แปลกชนิดธรรมดาวิชาขยัน เมื่อจะให้ไฟดับจับสำคัญ ที่ควงขันบิดขวับพออับลม เปลวอัคคีสีแสงที่แดงช่วง ก็ดับดวงดังจำนงประสงค์สม อันไฟแค๊ศเมืองอังกฤษติดอุดม ทุกนิคมใช้การในบ้านเรือน แต่บรรดาตึกรามดูงามงด ทั่วทั้งหมดเมืองไหนจะได้เหมือน หนทางตรงลิ่วแลไม่แชเชือน ที่เปรอะเปื้อนสกปรกรกไม่มี บางตึกก่อด้วยศิลาดูหนาแน่น ตามเขตรแคว้นสองข้างทางวิถี บางตึกก่อด้วยอิฐประดิษฐดี ทำท่วงทีลดหลั่นกันขึ้นไป บ้างสามสี่ห้าชั้นรันถึงหก หลังคาตกแบนแต้แปล้ไถล บานหน้าต่างนอกแก้วดูแววไว บานไม้ในเปนสองชั้นกันศัตรู มีม่านแพรแลวิไลบ้างใช้ผ้า ให้บังตาข้อรำคาญการอดสู กระดาษลายปิดฝาก็น่าดู พื้นนั้นปูเจียมพรมอุดมดี จะหาเสื่อเหลือยากไม่หยากได้ ช่างกไรเย่าเรือนเหมือนเศรษฐี ริมฝาใส่เตารุมสุมอัคคี พอไอมีร้อนกรุ่นอุ่นสบาย แล้วเปิดปล่องช่องไฟไปตลอด ให้ควันลอดขึ้นหลังคาเวหาหาย คนที่ในเมืองมิ่งทั้งหญิงชาย ต่อมากมายด้วยสมบัติวัฒนา จึงได้มีเรือนบ้านสถานถิ่น ด้วยที่ดินติดแรงแพงหนักหนา ทั้งค่าจ้างช่างทำเกินตำรา มีเงินตราพันหนึ่งจึงจะพอ ถ้าเงินทองเพียงสองสามร้อยชั่ง อย่าคิดหวังว่าจะสร้างซึ่งห้างหอ ต้องเช่าตึกเขาอาศรัยคับใจฅอ ยังงอนหง่อเงียบชื่อไม่ฤๅนาม ถ้าแม้มียี่สิบสามสิบชั่ง เหมือนเซซังขัดสนคนไม่ขาม บางทีเข้ารับใช้ดังชายทราม ทำการตามนายสั่งทุกอย่างไป อันเสื้อผ้าสารพัดจะขัดข้อง อิกทั้งห้องไสยาที่อาศรัย จะกินอยู่ดูทุเรศสังเวชใจ นายเขาให้พอเพียงเลี้ยงชีวิต จะออกหากินบ้างอยู่ต่างหาก ความลำบากเหลือล้นต้องจนจิตต์ ด้วยเข้าของแพงมากยากจะคิด ทุนน้อยนิดนึกเห็นไม่เปนการ ตามแถวตึกชั้นล่างข้างถนน ในตำบลบุรินทร์ทุกถิ่นฐาน เขาขายของต่างต่างเปนห้างร้าน ช่างคิดอ่านหากำไรได้สบาย มีเครื่องเงินทองแก้วแววกระจ่าง เครื่องเหล็กวางเครื่องทองแดงจัดแจงขาย เครื่องทองเหลืองแลเครื่องศิลาลาย บ้างยักย้ายเปนเครื่องกระเบื้องชาม อันเครื่องไม้ทำดีเก้าอี้นั่ง อิกโต๊ะตั้งเตียงตู้ดูออกหลาม ทั้งแพรผ้ากำมะหยี่สีงามงาม สิ่งอื่นอื่นดื่นตามจะจำนง แม้ผู้ใดหมายมาดปราร์ถนา เที่ยวเลือกหาโดยจิตต์คิดประสงค์ แต่ราคามิได้ผ่านพานจะตรง ไม่ต้องวงเวียนต่อของ้อกัน ฯ

๏ กลางเมืองหลวงมีห้วงชลาไหล เหมือนกรุงไทยแถวลำแม่น้ำคั่น แต่นทีฝ่ายเบื้องข้างเมืองนั้น นามสำคัญในภาษาเรียกว่าเทมส์ มีเรือจ้างกลไฟไว้หลายร้อย เที่ยวล่องลอยหลีกแล่นแสนเกษม ทำท่วงทีที่ทางสำอางเอม น่าปรีดิ์เปรมสุขสมภิรมย์ทรวง คอยรับคนขนลงส่งขึ้นล่อง ไปเที่ยวท่องท้องมหาชลาหลวง อันประชาชาวบุรินทร์สิ้นทั้งปวง ชอบชมห้วงกระแสใสพอได้ลม ฝ่ายบนบกรถกระจกที่เทียมม้า บางรัถาสองคู่ดูพอสม บ้างใส่แต่คู่หนึ่งก็ขึงคม บ้างขืนข่มเอาตัวเดียวเคี่ยวตะบัน คอยรับจ้างตามทางแถวถนน ที่ฝูงคนทั้งหลายจะผายผัน เขาทำงามตามอย่างต่างต่างกัน บางรถนั้นฝาใส่บ้างไม่มี บางรถคนนั่งข้างในได้แต่สอง บ้างรับรองนั่งไปได้ถึงสี่ ทั้งหมอนเมาะเบาะนั่งล้วนอย่างดี อีกรถที่พลไพร่นั้นใหญ่ยาว แต่ไม่สู้สวยตาราคาต่ำ ออกคลาดคล่ำคนกลุ้มทั้งหนุ่มสาว บนหลังคาใส่เก้าอี้แล้วมีราว เปนระนาวแน่นประทุกดูคลุกคลัก รถอย่างนี้ผู้ดีมักมีมาก ไม่ใคร่หยากไปปนด้วยคนหนัก เสียงพูดจาอื้ออึงคนึงนัก ออกคึกคักวุ่นวายหลายชนิด ฯ

๏ รถวิเศษยังอิกอย่างสำอางเอี่ยม ไม่พักเทียมสัตว์สิงวิ่งออกปริด คือรถไฟใช้สิ้นทุกถิ่นทิศ ในแว่นแคว้นแดนอังกฤษหัวเมืองไกล หนทางที่รถเดินดำเนินนั้น ทำด้วยเหล็กหล่อมั่นไม่หวั่นไหว ดูตรงลิ่วแลลิบตลิบไป ถึงเขาใหญ่เจาะลอดตลอดรวง ถ้าเนินต่ำตัดปราบให้ราบรื่น เสมอพื้นดินล่างเหมือนทางหลวง ถึงแม่น้ำลำละหานธารทั้งปวง จะข้ามห้วงนทีมีสพาน ล้วนก่อด้วยศิลาดูหนาแน่น ให้รถแล่นล่วงพ้นชลสถาน ถ้าที่หลุมลุ่มไถลไม่ได้การ ก็คิดอ่านทุ่มถมพอสมควร แล้วทำทางวางเรียงแต่เพียงสอง บางเจ้าของนั้นมีถึงสี่ถ้วน ทางที่ไปมิให้จรกลับย้อนทวน ทางที่มามาล้วนไม่มีไป ด้วยกลัวจะโดนปะทะทำลายแหลก จึงเดินแยกตัดห้ามความสงสัย ซึ่งเรียกหาปรากฏว่ารถไฟ ใช่เปนไปทุกรถหมดด้วยกัน อันเดียวใส่ไฟประจำไว้นำหน้า ผูกรัถาต่อต่อล้วนล้อหัน ถึงยี่สิบเศษได้ยังไวครัน แรงขยันเหลือล้นพ้นกำลัง จะไปเร็วก็ไม่ลากให้มากนัก ด้วยกลัวหนักผูกพ่วงหน่วงข้างหลัง เจ็ดแปดรถไม่เปนไรคงไปยัง กำหนดตั้งตำราว่าไว้มี ชั่วโมงหนึ่งรถไฟที่ผายผัน ถึงสองพันเจ็ดร้อยเส้นเกณฑ์วิถี รถที่ไปใส่ขอต่อกันดี จัดเปนสี่ชนิดงามตามกระบวน รถชนิดหนึ่งนั้นเขาปันช่อง เปนสามห้องสวยจริงทุกสิ่งถ้วน ห้องหนึ่งสี่คนอยู่พูดพอควร หมดประมวญสามห้องสิบสองคน มีฟูกเบาะเมาะหมอนล้วนอ่อนอุ่น ทำเยิ่นหยุ่นลวดในบ้างใส่ขน แล้วหุ้มแพรสักหลาดลาดข้างบน จะให้ทนหุ้มหนังที่อย่างดี ข้างรัถาฝากระจกทำมิดชิด ให้ป้องปิดลมในใส่มุลี่ สำหรับบังสุริเยศวิเศษดี ล้วนแพรสีแดงฉาดสอาดตา รถที่สองไม่สู้งามเปนสามช่อง ในแห่งห้องหนึ่งนั้นเขากั้นฝา นั่งได้หกคนเติมเพิ่มเข้ามา แต่ราคาย่อมเยาค่อยเบาลง ยังอิกรถที่สามทรามจะต่ำ แกล้งคิดทำไว้ตามความประสงค์ คนยากจนหยากไปใจจำนง ค่าจ้างคงลดหย่อนผ่อนทุเลา แต่รถเลวเช่นนั้นไม่กั้นห้อง จำจะต้องปนปะคละกันเข้า เก้าอี้นั่งที่พิงไม่พริ้งเพรา อนึ่งเล่าหมอนเมาะเบาะไม่มี รถชนิดสี่ไว้ได้ใส่ของ ช่างตรึกตรองปรารภให้ครบที่ บ้างทำคอกเล้าตั้งขังพาชี ทั้งคาวีพวกแพะแกะสุกร ฯ

๏ ในขณะรถไฟเมื่อไววิ่ง ช่างเร็วเรียบเปรียบยิ่งยิงลูกศร คนมายืนอยู่ที่พื้นแผ่นดินดอน หรือมิ่งไม้ใกล้ค่อนข้างริมทาง ผู้สถิตย์บนรถหมดทั้งหลาย ให้คลับคล้ายคลับคลาในตาพร่าง ไม่ทันดูรู้ชัดหัทยางค์ ราวกับอย่างเหาะเหินเดินอัมพร ริมวิถีมีเสายาวหกศอก ตามแถวนอกห่างห่างสล้างสลอน แต่ประมาณการแลไม่แน่นอน ระยะตอนเห็นจะเปนเส้นสิบวา บนปลายเสาลวดขึงไปถึงทั่ว ที่ถิ่นหัวเมืองอังกฤษทุกทิศา สำหรับบอกเหตุแจ้งแห่งกิจจา ด้วยไฟฟ้าเร็วจริงยิ่งกว่าลม ใครจะบอกข้อความหรือถามไถ่ เจ้าของได้เงินราคาว่าพอสม อยู่ถึงห่างต่างประเทศเขตรนิคม แต่บรมกรุงศรีนี้ขึ้นไป จนนครราชสิมาหรือกว่านั้น จะบอกกันไปมาหาช้าไม่ เหมือนเรานั่งพูดกันในทันใด ได้แจ้งใจสารพัดกระจัดความ เราคนนอกบอกเองนั้นมิได้ ต้องเล่าไขแก่ผู้เฝ้าให้เขาถาม คนต้นลวดที่รักษาพยายาม ก็ทำตามลัทธิเคยตริตรอง คนข้างโน้นถ้าจะตอบระบอบเบื้อง ต้องบอกเรื่องราวรู้ผู้เจ้าของ เขาพูดมาว่ากะไรในทำนอง คนรับรองอยู่ข้างนี้รู้ทีกัน จึงชี้แจงแจ้งแก่เราตามเค้าข้อ การตอบต่อเหตุผลชอบกลขัน ถึงใครดูก็ไม่รู้สิ่งสำคัญ ลัทธินั้นจะเข้าใจต่อได้เรียน ฯ

๏ ที่ในเมืองลอนดอนนครหลวง คนทั้งปวงช่างพินิจสถิตย์เสถียร สร้างเปนป่าหลายแห่งตกแต่งเตียน ทำความเพียรปลูกต้นไม้โตใหญ่งาม พื้นแผ่นดินปลูกหญ้าระดาดาษ ดูดังลาดพรมดีไม่มีหนาม เขียวสดสีหรดานประสานคราม ใครไม่จ้วงล่วงลามไปทำรก บรรดาป่าเหล่านี้ล้วนมีชื่อ เย็นออกชื้อเฉื่อยฉายร่มไม้ปก ไปเดินนั่งฟังเสียงสำเนียงนก มีทางบกทางเรือเหลือสบาย แม่น้ำด้วนอยู่กลางระหว่างป่า ชายชลาริมแควกระแสสาย แลลาดเลี่ยนเตียนสอาดมีหาดทราย ทำแยบคายแสนสนุกสุขสำราญ น้ำขึ้นเรี่ยมเปี่ยมตลิ่งอยู่เปนนิตย์ ดูปลื้มจิตต์น่าลงสรงสนาน ที่แถวท่าวารีนทีธาร ทำสถานตึกแต่งแกล้งบรรจง มีนาวาหลายลำประจำไว้ ถ้าแม้ใครจงจิตต์คิดประสงค์ จะไปชมลำน้ำตามจำนง เอาเงินส่งเสียให้เปนได้เรือ หยากแล่นใบตีกรรเชียงพร้อมเพรียงสิ้น สมถวิลไปได้ทั้งใต้เหนือ ขายสุราอาหารคอยจานเจือ สนุกเหลือสุดจะร่ำเปนคำกลอน อันไฮด์ปาร์กป่านี้ที่ก็กว้าง แลสล้างคนผู้ดูสลอน เวลาเย็นสุริยาทิพากร ราษฎรคลาไคลไปประชุม ทั้งผู้ดีเช็ญใจมิได้ว่า ต่างปรีดาถ้วนทั่วมามั่วสุม บ้างเดินยืนนั่งพูดหยุดชุมนุม ที่ได้พุ่มพฤกษาน่าสบาย บ้างก็ขี่รัถาอาชาชาติ บ้างลีลาศเดินเท้าเปนเหล่าหลาย บ้างแค่นเคาะเยาะเย้ากล่าวภิปราย สตรีอายบุรุษแอบเข้าแนบนวล หนุ่มคนองผ่องประไพวิไลลักษณ์ ก็ชวนชักสาวสาวคราวสงวน ขึ้นขี่ม้าคนละตัวทำยั่วยวน เฝ้ารบกวนเดินเรียงเคียงกันไป เขาแต่งตนงามงามตามภาษา ใส่เสื้อผ้าเอี่ยมลออทอด้วยไหม แต่ผู้หญิงอังกฤษผิดกับไทย ขี่ม้าไม่คร่อมหลังเหมือนอย่างชาย เท้าหนึ่งเหยียบโกลนไว้แล้วไพล่ขา ดูทีท่าเรี่ยวแรงแขงใจหาย คล้ายผู้หญิงเมืองนี้ที่ขี่ควาย แต่แยบคายมั่นคงไม่งงเงง ถึงพาชีมีพยศจะห้อหก ทำเผ่นผกโผนโลดกระโดดเหยง ไม่ท้อแท้แก้ไขกันในเพลง เปนนักเลงเชิงชาญการอาชา ฯ

๏ เหล่าขุนนางลางเศรษฐีมั่งมีมาก บางคนหยากยิงสัตว์เที่ยวจัดหา ซื้อที่ทางกว้างครันหลายพันวา ปลูกพฤกษาสูงไสวเหมือนในดง แล้วปักรั้วล้อมรอบขอบจังหวัด เลี้ยงฝูงสัตว์ไว้ตามความประสงค์ กระต่ายเต้นสู่ซุ้มที่พุ่มพง มฤคยงย่องหยัดระบัดกิน แล้วไปเที่ยวยิงเล่นให้เปนสุข แสนสนุกตามจิตต์คิดถวิล บ้างขี่ม้าบ้างดำเนินเดินกับดิน ในแถวถิ่นท้องนาเที่ยวหานก พวกที่เปนผู้ดีมีสมบัติ ครั้งได้สัตว์สมหมายสบายอก แบ่งไว้กินพอพอแล้วยอยก ให้ตามก๊กมิตรสหายชอบใจกัน ที่เปนคนจนยากลำบากเหลือ ได้นกเนื้อดังฤทัยที่ใฝ่ฝัน ไปวางขายในตลาดไม่ขาดวัน สารพันหลายหลากดูมากมี ทั้งเนื้อโคกวางสมันจนชั้นแกะ อิกเนื้อแพะเนื้อกระต่ายขายกับที่ เนื้อสุกรเนื้อห่านพานจะดี เนื้อปักษีเป็ดไก่ไข่กุ้งปลา เต่าตนุม่านลายเขาขายมาก ใครนึกหยากสมมาดปราร์ถนา ในตลาดมิได้ขาดสักเวลา ผลพฤกษานั้นน้อยถดถอยทราม เห็นเปนรองเมืองไทยไกลกันชัด สารพัดเรื่องราคาแล้วอย่าถาม ช่างแพงเหลือเบื่อใจไม่ได้ความ ถ้าโต๊ะงามแต่งเลี้ยงเพียงสักครา คนสิ้นเงินมากมายเปนหลายชั่ง โดยลำพังจัดแจงแสวงหา เมื่อทูตไทยไปอยู่ในนัครา นางพระยาโปรดให้อาศรัยพัก ในกลาริชโฮเต็ลได้เปนสุข ที่นั่งลุกงามงดสมยศศักดิ์ ประเสริฐกว่าเรือนเย่าของเรานัก ด้วยพร้อมพรักคนใช้ระไวระวัง เมื่อเวลาสุริแสงแจ้งกระจ่าง ตื่นนอนล้างพักตร์เสร็จสำเร็จหวัง จึงแต่งกายดูให้งามตามกำลัง ใบบานบังอย่างที่เคยเผยออกไว้ นางสาวสาวขาวล้วนนวลฉวี ก็ยกที่ถ่านศิลาอัชฌาสัย เข้ามาล่อพอให้ชื่นติดฟืนไฟ เอาผ้าไปเช็ดถูตามตู้เตียง ที่นั่งนอนฟูกฟูก็ปูปัด ประจงจัดจนครบไม่หลบเลี่ยง น้ำกินใช้ใสดีใส่ที่เรียง แล้วกล่าวเกลี้ยงลากลับไปฉับพลัน ครั้นเย็นค่ำก็มาทำเหมือนเช่นเช้า อุส่าห์เฝ้าจัดแจงแขงขยัน เอาเทียนปักเชิงรองไว้สองอัน พอจุดไฟในนั้นตลอดคืน ที่บนราวเช็ดหน้าใส่ผ้าใหม่ เอาเก่าไปซักน้ำไม่ซ้ำผืน มิได้ขาดคราวครั้งช่างยั่งยืน เปนที่ชื่นวิญญาน่าสบาย แล้วมีหมอหมั่นดูอยู่รักษา ใครป่วยไข้ให้ยาไปจนหาย มาตรวจตราเช้าเย็นไม่เว้นวาย บุญมากมายเหมือนเราเปนเจ้าพระยา ฯ

๏ ครั้นรุ่งแจ้งแสงพระศรีสุริเยศ จรประเวศแผ้วผ่องห้องเวหา เวลาก่อนเสพย์รสโภชนา คนบรรดาที่สำหรับเคยรับการ ยกถาดใหญ่ใส่น้ำชาเข้ามาตั้ง ขนมปังจืดสนิทไม่ติดหวาน กับเนยเหลวนมโคโถน้ำตาล ให้รับประทานเสร็จสรรพยกกลับไป ครั้นถึงสี่โมงเช้าเลี้ยงเข้าสวย เป็ดไก่รวยเสร็จสิ้นกินไม่ไหว ทั้งกุ้งหมูปูปลาเอามาไว้ ตามชอบใจสารพัดไม่ขัดแคลน เวลาเที่ยงเลี้ยงน้ำชาผลาผล กินออกจนมิได้หยุดช่างสุดแสน ขนมจืดขนมหวานจานแบนแบน อีกเหล้าแวนเบียดำทั้งชำเปน พอสามโมงบ่ายเบี่ยงก็เลี้ยงเข้า มิให้เศร้าโศกกายระคายเข็ญ ปรนิบัติพวกเราทั้งเช้าเย็น ไม่วายเว้นละเลยทำเฉยเชือน ถึงสองทุ่มมีน้ำชากับกาแฟ โดยกระแสเลี้ยงกลางวันแม่นมั่นเหมือม เวลากินมิให้พักต้องตักเตือน ไม่คลาสเคลื่อนโมงยามตามสัญญา ขณะเลี้ยงหรือว่าเวลาไหน ถ้าทูตไทยมุ่งมาดปราร์ถนา จะกินของดีดีมีราคา สั่งบรรดาคนใช้เปนได้การ คงสืบเสาะซื้อหาเอามาให้ แพงเท่าไรตามราคาไม่ว่าขาน แม้เมืองหลวงในตลาดนั้นขาดร้าน มีถึงบ้านเมืองเขตรประเทศไกล คงบอกไปโดยสายเตเลคราฟ ข้างโน้นทราบหาส่งมาจงได้ เปรียบเหมือนพิษณุโลกโศกโขทัย มารถไฟกึ่งวันได้ทันกิน ฯ

๏ เมื่อพวกทูตอยู่นครลอนดอนนั้น จะผายผันคลาไคลใจถวิล ถึงใกล้ไกลนัคเรศเขตรบุรินทร์ คงสมจินตนานึกที่ตรึกตรา จะไปด้วยรถไฟได้ดังจิตต์ ก็เหมือนคิดมุ่งมาดปราร์ถนา หรือจะไปรถเรี่ยมเทียมอาชา ตามปัญญามิได้ฝืนขืนนิยม จะเที่ยวดูการงานทั่วฐานถิ่น ของวิเศษเสร็จสิ้นทุกสิ่งสม ต่อต้องเสียเงินให้จึงได้ชม อย่าปรารมภ์หวาดหวั่นกระศัลย์ทรวง ด้วยสมเด็จนารินทร์ปิ่นอับสร มีสุนทรตรัสสั่งพระคลังหลวง ให้ใช้เงินแทนเหล่าเราทั้งปวง จะตั้งตวงสักเท่าไรไม่ประมาณ แต่วันทูตถึงพักนัคเรศ ในขอบเขตรกรุงไกรอันไพศาล สี่เดือนเศษอิกเจ็ดทิวาวาร จึงกลับออกนอกชานพระเวียงไชย

๏ มาถึงแถวแนวชลาที่ท่าน้ำ ชื่อโดเวอเออกรรมทำไฉน จะต้องข้ามเขตรมหาชลาลัย ลงเรือไฟเร่งรุดไม่หยุดนาน ครั้นถึงฝั่งฝรั่งเศสเขตรกาลิศ ค่อยเบาจิตต์อกใจผ่องใสสานต์ มิศเฟาล์รู้รอบประกอบการ จึงคิดอ่านพาให้พวกไทยจร ขึ้นสำนักพักบนโฮเต็ลตึก จนยามดึกนิ่งหลับอยู่กับหมอน ครั้นรุ่งแรงแสงศรีระวีวร ก็รีบร้อนรับประทานอาหารพลัน แล้วไปขึ้นรถไฟครรไลลิ่ว ดูดังปลิวเร็วนักด้วยจักรผัน สักครู่หนึ่งถึงวิถีที่สำคัญ ทำป้อมใหญ่ไว้กันศัตรูกวน พร้อมศัสตราอาวุธสุดวิเศษ รักษาเขตรขอบแดนแสนสงวน ตั้งสง่าน่าชมช่างสมควร ใครจะลวนลามล่วงจ้วงประจญ บ่ายโมงครึ่งถึงตึกที่สำนัก แวะเข้าพักกินน้ำชาผลาผล แล้วขึ้นรถรีบรัดไปบัดดล สุริยนจวนค่ำจะย่ำเย็น ถึงเมืองหลวงเปนกระทรวงกษัตริย์สร้าง สิ้นหนทางรถนั้นเก้าพันเส้น มิศเฟาล์นำเข้าไปในโฮเต็ล สำหรับเปนที่อาศรัยคนไปมา เมืองนั้นชื่อปาริศวิจิตรเหลือ ล้วนชาติเชื้อฝรั่งเศสเพศภาษา คนที่ในธานีย่อมปรีชา เรืองปัญญาเลิศล้นด้วยกลไก ฯ

๏ ครั้นสายแสงแจ้งกระจ่างขุนนางหนึ่ง เข้ามาถึงที่ทูตหยุดอาศรัย แล้วเชิญชวนพวกนายข้างฝ่ายไทย ไปตึกใหญ่ชมของเนืองนองอนันต์ มีรูปเขียนรูปศิลานานาอเนก ช่างสรรเสกสร้างสมดูคมขัน รูปมนุษย์หญิงชายมากมายครัน สิ่งสำคัญต่างต่างเอาวางราย บ้างเปนของจีนแขกแปลกประหลาด ชนิดชาติอื่นเจือก็เหลือหลาย ของพม่ามอญลาวชาวทวาย ล้วนแยบคายชอบกลให้คนดู ได้เห็นถ้วนหวนกลับมายับยั้ง เฝ้าเติมตั้งทุกข์ร้อนจนอ่อนหู โอ้หนาวลมพรมพร่างน้ำค้างพรู เข้าห้องสู่แท่นบรรจ์ถรณ์อ่อนอุรา รำคาญเหลือเมื่อไรจะได้กลับ แต่นั่งนับวันคิดขนิษฐา พอผอยหลับไปกับที่ศรีไสยา จนเวลาผ่องพื้นโพยมบน ชวนกันออกจากที่แล้วลีลาศ เที่ยวประพาสร้านห้างทางถนน จนเบี่ยงบ่ายชายศรีสุริยน ก็ต่างคนต่างกลับมาฉับพลัน ฯ

๏ เอมเปอเรอเธอมีบัญชาใช้ เสนาในเชิงชาญการขยัน ให้คุมรถงดงามทั้งสามคัน มาเรียงรันรอประทับกับทวาร คนหนึ่งเปนสารถีขี่ข้างหน้า ท้ายรัถาสองนายฝ่ายทหาร ยืนประจำทำสง่าท่าทยาน สวยสอ้านหมวกใส่สายสุวรรณ มาเชิญพวกทูตไทยเข้าไปเฝ้า พระจอมเจ้าฝรั่งเศสผ่านเขตรขัณฑ์ ต่างจัดแจงแต่งกายให้พรายพรรณ ครั้นพร้อมกันไคลคลามาขึ้นรถ ไปสู่เขตรพระนิเวศน์วังกษัตริย์ โสมนัศหยุดนั่งอยู่ทั้งหมด จนสองโมงสุริยงเธอลงลด พระทรงยศจึงเสด็จประเวศมา กับเอกองค์มเหษีนารีราช ยลวิลาศวรลักษณ์ดังเลขา เกี่ยวพระกรเดินเรียงเคียงลีลา ตำรวจหน้าแปดนายล้วนชายชาญ เอมเปอเรอเครื่องทรงอลงกฎ พร้อมทั้งหมดเหมือนฝ่ายนายทหาร อันเอกองค์กัลยายุพาพาน แต่งสครานตามธรรมเนียมเสงี่ยมงาม พวกทูตยืนขึ้นพร้อมนอบน้อมเกศ พระทรงเดชหยุดดำรงแล้วทรงถาม อีกทั้งองค์นางกษัตริย์ก็ตรัสตาม ที่ข้อความโดยในเรื่องไมตรี สนทนาทูตานุทูตถ้วน ให้สมควรพอพักตร์เปนศักดิ์ศรี พอสรรพเสร็จแล้วเสด็จจรลี เข้าในที่ห้องรัตน์ชัชวาลย์ ข้างพวกเราเล่าก็พากันมาหมด ขึ้นสู่รถกลับหลังยังสถาน แล้วไปชมวัดใหญ่สบายบาน น่าสำราญโบสถ์รามงามบรรจง ฯ

๏ ในนั้นมีที่ตั้งจะฝังศพ พระจอมภพมิ่งเมืองเรืองระหง นะโปเลียนปูนะปาตอันอาจองค์ สิ้นชีวงวอดวายมาหลายปี แต่ว่าศพยังไว้มิได้ฝัง ใส่หีบตั้งอยู่ในห้องไม่หมองศรี เธอเปนราชบิตุลาเจ้าธานี พระองค์นี้คือหลานผ่านนคร จึงให้แต่งหลุมหวังจะฝังศพ ด้วยเคารพทรงพระอนุสร กตัญญูรู้คุณอันสุนทร ให้ถาวรเกียรติยศปรากฏไป อันหลุมนั้นกว้างประมาณสถานที่ ราวสักสี่วาถ้วนพอควรได้ คเนนึกโดยลึกกำหนดใจ เห็นอยู่ในสามวาไม่กว่านั้น แต่ข้างหลุมก่อล้วนศิลาขาว ลายออกพราวพรายเนตรวิเศษสรรพ์ ที่สำหรับรับศพมีครบครัน อยู่กลางคันยิ่งยวดด้วยลวดลาย โมราดีสีดำทำประดับ แลสลับเลื่อมเพราเปนเงาฉาย คิดตัวอย่างวางแบบช่างแยบคาย ของทั้งหลายยังไม่เสร็จสำเร็จการ ได้ดูทั่วคืนหลังมายังตึก อนาถนึกข้อนอุราน่าสงสาร ขึ้นบรรจ์ถรณ์ร้อนฤทัยอาลัยลาน เหลือรำคาญคิดอยู่ไม่รู้วาย จนดวงเดือนเลื่อนเลี้ยวเหลี่ยมศิงขร ดารากรลับฟ้าเวหาหาย กระจ่างแจ้งสุริยันพรรณราย ก็แต่งกายแล้วเลยเผยทวาร พอประสบพบคุณมณเฑียรพิทักษ์ จึงชวนชักกันออกนอกสถาน เปนสามนายทั้งฝ่ายคุณพิจารณ์ ต้องรับการแทนทูตไปพูดจา เที่ยวเยี่ยมเยือนเจ้านายเปนหลายแห่ง อีกตำแหน่งมนตรีมียศถา ครั้นสำเร็ตเสร็จสรรพก็กลับมา กินเข้าปลาอิ่มหนำค่อยสำราญ แต่พวกทูตหยุดอาศรัยในปาริศ ถ้าจะคิดวันต้นจนอวสาน เจ็ดราตรีหกทิวาไม่ช้านาน ครั้นถึงกาลกำหนดจะบทจร ฯ

๏ บรรดาไทยยี่สิบเจ็ดเสร็จทั้งนั้น เกษมสันต์ภิญโญสโมสร ขึ้นรถไฟแล้วออกนอกนคร เข้าดงดอนแดนป่าพนาเนิน จะเชยชมสกุณาพฤกษาไสว ที่มีในแนวลำเนาภูเขาเขิน พอสร่างเศร้าเบาอุราค่อยพาเพลิน รถก็เดินวับวู่ดูไม่ทัน ถึงอาชาเชิงชาญชำนาญห้อ ไม่อาจรอรบสู้ดูน่าขัน อันปักษินแม้จะบินแข่งพนัน อย่าหมายมั่นว่าจะได้ชัยชนะ ไปตามทางข้างวิถีมีตำแหน่ง ทุกหนแห่งตึกตั้งโดยจังหวะ เขาทำที่โฮเต็ลเปนระยะ สำหรับจะได้หยุดสุดสำราญ ถึงเวลาบ่ายค่ำเข้าสำนัก ให้ผ่อนพักรัถาเสพย์อาหาร ครั้นสำเร็จเสร็จสรรพรับประทาน ไม่อยู่นานรีบไปในกลางคืน น้ำค้างพราวหนาวอกวิตกเหลือ ถึงมีเสื้อผ้ากันสักพันผืน เอาคลี่คลุมกลุ้มจิตต์ดังพิษปืน สุดจะฝืนอารมณ์ตรมฤทัย ฯ

๏ ครั้นรุ่งเช้าราวประมาณสักโมงหนึ่ง ก็ลุถึงแขวงแควกระแสใส มีบุรีริมที่ชลาลัย ขึ้นกรุงไกรฝรั่งเศสเปนเขตรคัน นามสำเหนียกเรียกว่าเมืองมาเซ อยู่ใกล้ใกล้ชายทเลไม่ขึงขัน มิศเฟาล์นำหน้าพาจรัล ก็พร้อมกันตรงโร่ขึ้นโฮเต็ล แต่ปารีศตรงไปไม่ไพล่เผล จนมาเซสามหมื่นหกพันเส้น ครั้นบ่ายแสงสุริยาเวลาเย็น ก็จำเปนขึ้นรถบทจร พอถึงท่าเห็นนาวากาเรดอก ระอาออกอ่อนใจฤทัยถอน อยู่บนบกวกลงมาในสาคร จะนั่งนอนไม่มีสุขต้องทุกข์ทน แล้วดำเนินเดินคลาลงนาเวศ สุริเยศลับหล้าเวหาหน ยังไม่จรถอนสมอจรดล ด้วยมืดมนท์ออกยากลำบากครัน คอยอยู่จนเวลาห้าโมงเช้า ยิ่งร้อนเร่ารุ่มจิตต์คิดกะสัน แสนสงสารมิศเฟาล์ไม่เบาบัน จำจากกันอนิจจานึกอาลัย เคยเปนคนปรนิบัติไม่ขัดขวาง มาเริศร้างแรมนิราน้ำตาไหล เขาปรานีที่ตรงเราสู้เอาใจ มิได้ให้ขุ่นข้อมหมองวิญญา จะออกจากเมืองลอนดอนนครหลวง ก็มีห่วงผูกรักเปนนักหนา อุส่าห์สู้พยายามติดตามมา จนถึงท่าฝรั่งเศสสิ้นเขตรแดน เมื่อบอกว่าจะขอลาครรไลกลับ ให้วาบวับทรวงสลดกำสรดแสน ถึงเปนเพื่อนเหมือนญาติเมื่อขาดแคลน เสมอแม้นน้องสนิทร่วมบิดา นิจาเอ๋ยเมื่อไรเลยจะยลพักตร์ เสียดายนักเช้าเย็นเคยเห็นหน้า ต้องไกลกลับลับเนตรเวทนา ทั้งสองข้างต่างลาน้ำตาคลอ ฯ

๏ เห็นแสงสายฝ่ายกัปตันชาญฉลาด จะคลาคลาศรีบร้อนถอนสมอ น้ำเดือดพลั่งดังฉ่าไม่รารอ เปิดหลอดหวอหวิวไหวใจพะวง มิศเฟาล์เขาก็ลาลงเรือน้อย ค่อยเลื่อนลอยเข้าฝั่งดังประสงค์ พี่ยืนดูอยู่บนท้ายหมายจำนง หวังจะส่งให้ประจักษ์ความรักเรา แต่ลาแล้วแล้วยังไปไม่สดวก กลับถอดหมวกหันหน้ามาลาเล่า ทำหนักหน่วงห่วงใยมิใช่เบา ควรรักเขานับถือว่าซื่อตรง พอจักรหมุนเรือวิ่งตลิ่งลับ หทัยวับหวั่นไหวอาลัยหลง ใจหนึ่งหมายไปประสบพบอนงค์ ใจหนึ่งคงอยู่ที่เพื่อนไม่เคลื่อนคลาย แล้วหักห้ามความโศกให้ห่างเศร้า อะไรเรามัวหมางไม่ห่างหาย มิควรค่อนร้อนรำพึงถึงผู้ชาย ต่างคนหมายตั้งหน้าไปหาเมีย ครั้นคิดได้วายว่างค่อยห่างทุกข์ มีความสุขเสื่อมเศร้าบันเทาเสีย ที่ตรมตรองหมองมัวไม่นัวเนีย ละห้อยละเหี่ยเหือดหายสบายใจ มาสองวันบรรลุถึงถิ่นเกาะ เกิดจำเพาะกลางมหาชลาไหล ชื่อว่าเมืองมอลตาเมื่อขาไป ได้อาศรัยหยุดหย่อนผ่อนสำราญ

๏ ขอยกเรื่องเมืองเก่าไม่กล่าวแจ้ง ถึงตำแหน่งธานีที่สถาน แวะเข้าพักอยู่สี่ราตรีกาล พอรับถ่านเสร็จพลันจะครรไล แอดมิรัลให้ล่ามตามไปส่ง จนสุเอศเขตรลงชลาไหล อันล่ามนี้ดีล้นคนเข้าใจ เขาพูดได้หลายภาษาปรีชาชาญ ครั้นพร้อมเสร็จแสงสายจะผายผัน ฝ่ายกัปตันตัวฉลาดอันอาจหาญ ให้ใช้จักรมากลางทางกันดาร สี่วันวารถึงท่าหน้าบุรี ชื่ออาเล็กแซนเดอไม่เผลอพลั้ง เคยยับยั้งปรีดิ์เปรมเกษมศรี ยังจำได้สารพัดถนัดดี ด้วยเปนที่หยุดอยู่รู้ตำบล เจ้าเมืองจัดนาวาให้มารับ ก็พร้อมพรั่งคั่งคับกันสับสน บรรดาไทยยี่สิบเจ็ดเสร็จทุกคน จรดลขึ้นอาศรัยอยู่ในวัง ขุนนางใหญ่นายหนึ่งมาคอยรับ ต่างคำนับด้วยไมตรีมีแต่หลัง แล้วแจ้งความแก่ท่านทูตพูดให้ฟัง เจ้าไกโรเธอยังไม่กลับมา มีธุระขึ้นไปข้างปลายน้ำ ได้สั่งซ้ำกำชับไว้กับข้า ว่าพวกทูตเมืองไทยที่ไคลคลา แม้กลับมาถึงเขตรประเทศเรา จงรับรองเยี่ยมเยือนเหมือนแต่ก่อน ให้พักผ่อนตามสบายน้ำใจเขา จัดขุนนางที่รู้จักการหนักเบา ประจำเฝ้าคอยเปนล่ามตามจะใช้ สิ่งอันใดทูตไทยหวังประสงค์ โดยจำนงจินดาอัชฌาสัย อย่าทานทัดขัดข้องให้หมองใจ กว่าจะได้จรดลพ้นนคร ถ้าหยากเฝ้าเจ้าไกโรภิญโญยศ ขอเชิญงดสี่ห้าเวลาก่อน ราชทูตฟังแจ้งแห่งสุนทร จึงเยื้อนย้อนตอบตามเนื้อความใน เราจงจิตต์คิดไว้จะใคร่พบ แต่ปรารภเห็นการนานไม่ได้ ด้วยเรือรบสำหรับมารับไทย ถ้าช้าไปเขาจะพลอยคอยป่วยการ ฝ่ายอำมาตย์จึงว่าถ้าเช่นนั้น จะผายผันจากบุเรศประเทศสถาน เจ้าไกโรมีกำหนดพจมาน ให้นายล่ามพนักงานที่ดูแล ไปตามส่งลงถึงลำกำปั่น ยังขอบคันเมืองสุเอศเขตรกระแส ราชทูตตอบความให้ล่ามแปล อย่างนี้แท้รักรอบเราขอบใจ เสร็จยุบลสนทนาก็ลากลับ ทูตประทับอยู่ในวังยั้งอาศรัย กำหนดถ้วนสามวันก็ครรไล ขึ้นรถไฟไปไกโรมโหฬาร ฯ

๏ เมื่อถึงที่รัถามาคอยรับ คนสำหรับนำหน้าม้าทหาร เชิญให้ทูตพักผ่อนเหมือนก่อนกาล ในสถานโฮเต็ลเปนสบาย อยู่ในนั้นสามวันขุนนางล่าม มาแจ้งความตามเค้าเล่าขยาย ว่าสุเอศเขตรแควกระแสชาย เขาบอกสายเตเลคราฟให้ทราบการ ซึ่งกำปั่นแอดมิรัลมีบังคับ ให้มารับทูตไทยดังบรรหาร บัดนี้ถึงท่าพลันเมื่อวันวาน สุดแท้จะโปรดปรานประการใด ได้ฟังสารปานอำมฤตรส ที่กำสรดมัวหมองค่อยผ่องใส ครั้นพลบค่ำย่ำเย็นลงไรไร สำราญใจหลับนอนผ่อนอารมณ์ ฯ

๏ จนรุ่งเช้าราวประมาณสี่โมงครึ่ง บ้างอื้ออึงแซ่สำเนียงเสียงขรม จะเร่งไปใจตรึกนึกนิยม หวังไปชมเพื่อนยากที่จากจร ชวนกันขึ้นรถไฟมิได้หยุด ด้วยแสนสุดร้อนรึงคนึงสมร เวลาค่ำยามหนึ่งถึงนคร ชโลทรท่าสุเอศเขตรทเล ครั้นรุ่งแรงแสงอรุณกงสุลใหญ่ มาแจ้งใจความนั้นกลับหันเห แสนวิตกอกโอ้มาโรเร นึกคะเนไหนจะสมยิ่งตรมทรวง เรือที่ว่าจะมารับกลับมิใช่ เปนเรือใช้สะระเวทเลหลวง จะได้รู้ลึกตื้นพื้นทั้งปวง ในแห่งห้วงหินผาทุกท่าทาง คนที่คอยส่องกล้องมองเขม้น พอแลเห็นเรือไฟใบสล้าง สำคัญคิดจิตต์แจ้งไม่แคลงคลาง ว่าจะมารับขุนนางพวกทูตไทย ไม่รอรั้งฟังศัพท์ให้ซับทราบ ด่วนบอกสายเตเลคราฟไปขานไข หนึ่งเมืองนี้เล็กน้อยจ้อยสุดใจ ที่อาศรัยคับแคบไม่แยบคาย ทั้งอาหารการกินก็ขัดสน ไม่มีคนหยากมาคิดค้าขาย เมืองไกโรโฮเต็ลเห็นสบาย ของทั้งหลายบริบูรณ์มากมูลมี ท่านจะไปไกโรหรือไฉน ตามแต่ใจหรือสมัคพักอยู่นี่ ราชทูตตอบต่อข้อคดี มาถึงที่แล้วจะไปก็ไม่ควร อันลำบากอดหยากแต่เพียงนี้ มิได้มีความวิโยคโศกกำสรวญ อั้งกินนอนไม่ร้อนอารมณ์ครวญ หมดประมวญจะขออยู่ในบูรี จนถึงวันกำปั่นรบเข้ามารับ จะลากลับหมายมุ่งไปกรุงศรี ฝ่ายกงสุลฟังว่าไม่ราคี จึงพาทีสั่งไว้ด้วยใจจง ถ้าพวกทูตมีธุระเปนไฉน ให้คนไปแจ้งความตามประสงค์ คงจะช่วยจนสำเร็จเสร็จจำนง แล้วลาลงด่วนเดินดำเนินจร ฯ

๏ แต่พวกไทยอยู่ในตำแหน่งนั้น ถึงสามวันจึงได้แจ้งแห่งอักษร ว่าเรือรบที่มากลางสาคร จะรีบร้อนให้ถึงนี่ในสี่วัน แรมเจ็ดค่ำเดือนห้าเวลาดึก ก็สมนึกแน่จิตต์ไม่ผิดผัน เหมือนสาราข้อสัญญาของกัปตัน เรือกำปั่นถึงท่าที่หน้าเมือง ครั้นรุ่งแรงแสงสว่างกระจ่างฟ้า กัปตันมาเล่าแจ้งแสดงเรื่อง จะรับทูตคืนกรุงอันรุ่งเรือง แต่ว่าเครื่องกลไกที่ในเรือ สนิมหนักจักรจัดต้องขัดสี ให้เดินดียาวยืดไม่ฝืดเฝือ กับสะเบียงอาหารจะจานเจือ ของยังเหลือไม่กี่มื้อต้องซื้อเติม ได้ฟังคำจำช้าเวลาเลื่อน เหมือนตวงเตือนความระกำให้ซ้ำเสริม โอ้ทนทุกข์เวทนาแต่เดิม จะพูนเพิ่มขึ้นอิกเล่าเปนคราวเคราะห์ ฯ

๏ สิบสี่ค่ำเดือนห้าเวลาบ่าย แสนสบายเบาใจดังได้เหาะ ลงเรือไฟพร้อมพรั่งนั่งหัวเราะ ให้แล่นเลาะตามร่องท้องทเล ถึงประทับกับกำปั่นสำราญรื่น ก็แช่มชื่นชักชวนกันสวรลเส แสนสุขาอารมณ์สมคเน บ้างฮาเฮพูดเล่นเจรจา กัปตันให้ยิงสลูตทูตสยาม คำนับตามเยี่ยงอย่างต่างภาษา สิบเก้านัดจัดไว้ในตำรา ธรรมดารับทูตสลูตปืน ข้างพวกเขาเหล่าขุนนางต่างตกแต่ง ตามตำแหน่งยศถาไม่ฝ่าฝืน มาพร้อมเพรียงเรียงเรียบระเบียบยืน ล้วนแต่พื้นพวกทหารชาญณรงค์ จะใกล้ค่ำคล้ำฟ้านภากาศ นึกอนาถน่าคิดพิศวง เปนไฉนไยหนอพระสุริยง จึงตกลงในที่นทีธาร เมื่ออุทัยแจ่มแจ้งเห็นแสงส่อง ขึ้นจากท้องวังวลชลฉาน หรือจะเปนเช่นอังกฤษเขาคิดการ ว่าสัณฐานโลกกลมเหมือนส้มโอ พระอาทิตย์อยู่ที่เดียวไม่เลี้ยวเลื่อน แต่โลกเคลื่อนหมุนหันขันอักโข อันพื้นแผ่นแดนไตรก็ใหญ่โต เราคนโง่คิดไม่เห็นเปนอย่างไร พอน้ำเดือดถอนสมอไม่รอรั้ง เสียงจักรดังดูธารสท้านไหว ออกจากที่หน้าสุเอศเขตรเวียงไชย เลยครรไลล่วงมาในราตรี ฯ

๏ ได้เจ็ดวันถึงเบื้องเมืองมักหะ ริมระยะแขวงแควกระแสศรี เปนชาติเชื้อแขกอาหรับช่างอัปรี ดูบุรีโซเซเกเรเกนัง ถ่านที่ใช้ในเรือไม่เหลือพอ จะแล่นต่อไปไม่ได้ดังใจหวัง ต้องแวะจอดทอดสมอเข้ารอฟัง เที่ยวเซซังถามไถ่ก็ไม่มี ได้แต่ฟืนเล็กน้อยคอยยังค่ำ พอประจำใช้พลางกลางวิถี ต้องรอขนจนเวลาเข้าราตรี แล้วจรลีล่วงมาในสาคร ฯ

๏ คืนกับวันบรรลุถึงสถาน ป้อมปราการเอเดนเปนศิงขร ก็ตรงเข้าอ่าวมหาชโลทร ให้พักผ่อนรับถ่านการสำคัญ ครั้นรุ่งแสงสุริยานภากาศ ผ่องโอภาสพรรณรายขึ้นฉายฉัน บรรดาพวกราชทูตนั่งพูดกัน ฝ่ายกัปตันก็มาแจ้งแสดงการ ราชทูตรับตามเนื้อความสิ้น เขาจึงผินสั่งฝ่ายนายทหาร ให้ไปด้วยจะได้ช่วยดูการงาน อภิบาลเภทภัยระไวระวัง แล้วจัดแจงนาวาให้มาส่ง โดยประสงค์เสร็จสมอารมณ์หวัง ขึ้นอาศรัยตึกรามตามลำพัง ได้ยับยั้งสองทิวาก็คลาไคล ลงกำปั่นผันผายออกจากที่ แต่เต็มทีลมกล้าฝ่าไม่ไหว มาหลายวันสลาตันค่อยซาไป กัปตันให้พวกเล็กเล็กเด็กผู้ชาย ขึ้นหัดริบใบก้านบนร้านเสา เมื่อลงเล่าหัวหกพลัดตกหงาย มากระทบถูกสีข้างแทบวางวาย จนเจียนตายตกน้ำระยำยับ เหล่าลูกเรือแลกัปตันพากันวิ่ง ปล่อยทุ่นทิ้งลอยไปจะได้จับ เอาเรือลงเร่งให้รีบไปรับ แล้วพากลับคืนมาไม่ช้าที หมอก็ดูรู้แท้แน่ตระหนัก ซี่โครงหักยุบพร่องไปสองซี่ จึงเอาผ้าผูกพันเปนอันดี ให้นอนที่เปลไปหลายเวลา แล้วมีคนปรนิบัติไม่ขัดขวาง อยู่เคียงข้างคอยพิทักษ์ดูรักษา ฝ่ายว่าหมอต่อกระดูกให้หยูกยา สักสิบห้าวันได้ก็หายดี ฯ

๏ เวลาหนึ่งสุริฉายลงบ่ายคล้อย เปนฝนฝอยมืดมัวทั่ววิถี สลาตันพัดกล้าจนนาวี เกือบเสียทีอับปางลงกลางคัน ลูกเรือทำการงานพานจะขัด ด้วยคลื่นซัดซวนเซหัวเหหัน แต่จะขึ้นเก็บใบก็ไม่ทัน เสาสะบั้นหักยับทับลงมา ใบสบัดขาดลิ่วปลิวออกว่อน พี่เร่าร้อนคิดถึงตัวกลัวหนักหนา ละลอกจัดพัดเข้าในนาวา บนดาดฟ้าหีบห้อยลอยเปนแพ ทีชั้นล่างวางลึกลุยเพียงเข่า ดูของเข้ากลิ้งกลอกเหมือนจอกแหน บ้างเปียกปอนมอซอคะยอคะแย เสียงออกแซ่ชุลมุนออกวุ่นวาย บ้างพรั่นตัวกลัวชีวิตจะปลิดปลด แสนกำสรดสุดที่คิดหนีหาย บ้างบนเจ้าเฝ้านทีคิรีราย ถ้ารอดตายได้เปนแน่คงแก้บน บ้างร้องว่าเดชะบุญคุณพระช่วย อย่าให้ม้วยวายวางเสียกลางหน บ้างคิดถึงจอมนเรศร์เกศสกนธ์ จะสิ้นชนม์เชิญช่วยด้วยสักคราว บ้างคิดคุณแม่พ่อเปนที่พึ่ง บ้างคนึงนึกละเหี่ยถึงเมียสาว อสุชลล้นหลั่งลงพรั่งพราว ทำตาขาวหมดทุกคนวิ่งวนเวียน ถึงคนใดใจกล้าก็หน้าม่อย ดูจิ๋วจ๋อยถอนสอื้นบ้างคลื่นเหียน เหลือกำลังพลั่งพลวกอวกอาเจียน สะอิดสะเอียนอกใจไม่สบาย ละลอกจัดพัดกำปั่นฝ่าฟันคลื่น นภางค์พื้นกึกก้องคะนองสบาย สักครึ่งโมงเรือโคลงที่แคลงกาย พอฝนหายสลาตันนั้นก็ซา กัปตันให้เปลี่ยนใบแล้วใส่เสา อีกเชือกเพลาผลัดใหม่ไวหนักหนา แล้วสำเร็จเสร็จสิ้นดังจินดา ในเวลาเดียวพลันได้ทันการ ฯ

๏ อีกห้าวันมากลางทางทุเรศ ถึงประเทศเกาะลังกามหาสถาน มีแหลมใหญ่อยู่ในนทีธาร แต่บุราณเรียกว่าเมืองคาลี สำหรับไว้ถ่านหินเปนถิ่นท่า เรือไฟมาในระหว่างทางวิถี ถ้าขัดสนเสียการถ่านไม่มี เข้าจอดที่รับขนมาจนพอ ครั้นเรือเราเข้าไปถึงในอ่าว เสียวโซ่กราวโกร่งกร่างวางสมอ เจ้าเมืองนี้ดีกะไรน้ำใจฅอ ลงมาขอเชื้อเชิญดำเนินจร ให้พวกไทยไปอยู่ในบูเรศ เปนขอบเขตรตึกโตสโมสร ครั้นเบี่ยงบ่ายชายแสงทินกร ลงเรือผ่อนไปขึ้นรถดูงดงาม ป้อมที่ท่าหน้าบุรีมีทหาร เขาเตรียมการยิงสลูตทูตสยาม เสียงนกฉาดไฟปราดประกายวาม ครั้นครบตามบทถ้วนกระบวนยิง พวกทูตไทยก็ครรไลลีลาลาศ ดูเกลื่อนกลาดมากมายทั้งชายหญิง แต่ล้วนดำมิดหมีเต็มทีจริง ถึงแม้มีที่อิงไม่หยากอัง หนทางทูตจรลีมีทหาร เคียงขนานถือปืนยืนสพรั่ง เหล่าสิงหฬคนดำล้วนลำพัง พวกที่ขาวขาวทั้งหมดประมวญ สิริรวมพลปืนยืนคำนับ เขาแต่งรับสมศักดิ์ไม่หักหวน ในบาญชีมีกำหนดจดจำนวน นับได้ถ้วนร้อยห้าสิบพอดิบดี มาถึงตึกที่ผู้รั้งเคยยั้งยับ รถประทับแล้วครรไลเข้าในที่ ทุกตำแหน่งแห่งห้องเข้าของมี ตามศักดิ์ศรีผู้อยู่ดูพองาม ให้สองชายนายถนนคนฉลาด ทั้งองค์อาจใจเพ็ชรไม่เข็ดขาม มาอยู่ด้วยช่วยรักษาพยายาม ระวังความเหตุผลพวกคนพาล ฯ

๏ ครั้นภานุมาศลีลาศลับเหลี่ยมผา เจ้าเมืองมาเชิญชักสมัคสมาน ให้พวกทูตหกนายชายชำนาญ ไปรับประทานโต๊ะใหญ่ที่ในจวน ราชทูตพูดจาประสามิตร ต้องตามจิตต์รับรักไม่หักหวน เขามานั่งสนทนาเวลาควร ก็ลาทวนคืนกลับไปหลับนอน จนแสงสายสุริยนพ้นบรรพต จึงให้รถมารับสลับสลอน ต่างจัดแจงแต่งกายแล้วกรายกร ขึ้นรัถาพาจรมาถึงพลัน กินสำเร็จเสร็จการวิสาสะ สิ้นธุระจวนบ่ายก็ผายผัน แล้วเลยตรงไปที่โรงทำน้ำมัน ดูขูดคั้นล้วนแต่จักรไม่หนักแรง เร็วกว่ามือมากมายเปนหลายเท่า ปัญญาเขาเลิศมนุษย์สุดแถลง ดังหนึ่งเทพดามาสำแดง ให้รู้แจ้งสารพัดช่างจัดการ ออกจากนั่นครรไลไปไหว้พระ สาธุสะใครหนอก่อวิหาร ทั้งโบสถ์รามงามสง่าน่าสำราญ อยู่บนชานเชิงเขาลำเนาเนิน มีองค์พระพุทธรูปสถูปสร้าง ทำที่ทางควรจะสรรเสริญ แต่พระสงฆ์มิได้ปลงผมจำเริญ ทิ้งไว้เกินสิบสี่ค่ำทำอย่างไร แม้จะปลงวันใดก็ไม่ว่า อย่าให้ยาวเกินตำราขึ้นมาได้ ถือเช่นนี้วิปริตผิดกับไทย เอาผมไว้ดูดำไม่ขำตา ฯ

๏ เวลาบ่ายคืนหลังยังสำนัก ก็พร้อมพรักตริตรองแล้วปรึกษา ว่าเรานี้เนื้อบุญช่วยหนุนมา ถึงลังกาธานีก็ดีครัน จำจะไปมัสการพระเขี้ยวแก้ว เหมือนหนึ่งแผ้วถากถางทางสวรรค์ ครั้นเห็นสิ้นยินยอมลงพร้อมกัน เจ้าคุณนั้นจึงให้ล่ามแจ้งความใน บอกกัปตันตามจิตต์ที่คิดหมาย แห่งเรื่องรายจินดาอัชฌาสัย เขาตอบว่าซึ่งการท่านจะไป ตามน้ำใจเราไม่ตัดให้ขัดเคือง แต่ทราบว่าพระมหาทันตธาตุ ประชาราษฎร์นับถือเขาลือเลื่อง สถิตย์แทบถิ่นที่คิรีเรือง อยู่ยังเมืองแกนดีธานีนั้น แม้จะจรด้วยรัถาเทียมม้าเทศ อันวิเศษเรี่ยวแรงแขงขยัน หนทางไกลไปลำลองสักสองวัน แม้ถึงนั่นคงต้องพักสักเวลา จนสิ้นการท่านจำนงประสงค์สม โดยนิยมมุ่งมาดปราร์ถนา คิดรวมกันเสร็จสรรพจนกลับมา ราวสักห้าหกวันเปนมั่นคง ในเดือนนี้ที่ฤดูพายุร้าย มักวุ่นวายพัดกระจุยเปนผุยผง เรือทั้งหลายโดนแตกล่มแหลกลง แต่คนตายวายชีวงก็มากมาย อันอ่าวนี้ยิ่งยวดเก่งกวดขัน พวกกัปตันพรั่นตัวกลัวใจหาย ไม่อาจจอดทอดเฉยเลยสบาย คงผันผายมิให้ข้ามสามทิวา ท่านจะไปไหว้พระทันตธาตุ โดยดังจิตต์คิดมาดปราร์ถนา ข้างฝ่ายตัวข้าพเจ้าเล่าจะลา ออกแล่นล่องท้องมหาชลาลัย ถึงพายุพานพัดฉวัดเฉวียน พอหันเหียนผันแปรคิดแก้ไข ด้วยที่กว้างทางทเลคะเนใจ เห็นคงไม่ยุบยับถึงอับปาง ครบหกวันมิได้เคลื่อนเหมือนอย่างว่า จึงจะมารับรองอย่าหมองหมาง ราชทูตคิดสงสัยใจระคาง ว่าอังกฤษผิดทางกับเพศไทย ไม่นับถือพุทธบาทสาสนา จึงพูดจากลับแกล้งแถลงไข เอาโน่นขัดนี่ขวางทุกอย่างไป หมายมิให้ไคลคลาช่างสามานย์ ขณะทูตพูดกับนายกำปั่น มีสงฆ์อันปรีชาปัญญาหาญ อยู่วัดในคาลีที่สมภาร อีกนายบ้านหนึ่งนั้นพากันมา เยี่ยมเยียนทูตเมื่องไทยเหมือนใจหมาย คุณพระนายท่านจึงถามตามภาษา เปนข้อไขในมคธพจนา ชาวลังกาเข้าใจด้วยคล้ายกัน ทั้งสองคนรับว่าจริงอย่ากริ่งจิตต์ อ่าวนี้ติดร้ายจัดลมพัดผัน ไม่คลาศเคลื่อนเหมือนคำของกัปตัน ก็เปนอันจนในมิได้จร จึงปรึกษาว่าจะไปในครั้งนี้ ด้วยมุ่งมีความศรัทธามาสังหรณ์ เหตุเลื่อมใสในพระปิ่นชินวร ใช่ว่าจรโดยขนาดราชการ ซึ่งจะละให้กำปั่นนั้นผันผาย ออกแล่นล่องท่องสายกระแสสาน จนเหลือเกินเนิ่นช้าเวลานาน ทั้งเปลืองถ่านใส่ไฟเห็นไม่ควร ครั้นเห็นพร้อมยอมกันอย่างนั้นแน่ ก็พูดแก้เกี่ยงกันแกล้งหันหวน ว่ากัปตันจะต้องไปเราใคร่ครวญ เห็นแต่ล้วนการยากลำบากที ถอยเรือออกนอกทเลเที่ยวเร่ร่อน แล้วยังย้อนมารับกลับเข้าที่ อันพวกเรานี้ก็ไม่ไปแกนดี จะหมายมุ่งกรุงศรีอยุธยา กัปตันฟังราชทูตพูดดังนั้น เกษมสันต์แสนโสมนัศา แต่พักอยู่ประเทศเขตรลังกา ได้สองราตรีถ้วนด่วนครรไล ตัวเจ้าเมืองกับขุนนางต่างมาส่ง โดยจำนงจงจิตต์พิสมัย แล้วต่างคนต่างลากลับคลาไคล คิดขอบใจในผู้รั้งยังยั่งยืน สู้มาส่งจนลงถึงกำปั่น ด้วยรักกันไว้อัชฌาไม่ฝ่าฝืน ตามหนทางจรจรัลทหารปืน ดูครึกครื้นมิได้แปลกกับแรกมา เขาสลูตส่งทูตสิบเก้านัด แล้วเร่งรัดบ่ายบากออกจากท่า กำปั่นเรื่อยเฉื่อยฉิวลิ่วลีลา พระพายพาล่องแล่นแสนสำราญ ค่อยแช่มชื่นคลื่นลมไม่ใหญ่ยิ่ง เรือก็วิ่งปร๋อปราดดูฉาดฉาน กำหนดเสร็จถ้วนเจ็ดทิวาวาร ถึงสถานสิงคโปร์โอ้คนึง จวบประสบพบมิตรขนิษฐา มาจำช้าเศร้าใจไปไม่ถึง เวรใดมิให้เราได้เคล้าคลึง คิดอ้ำอึ้งอึดอัดขัดอารมณ์ ฯ

๏ ฝ่ายขุนนางที่สองรองผู้รั้ง ลงมานั่งไต่ถามความปฐม ตั้งแต่ไปจนได้คืนนิคม ค่อยชื่นชมเสพย์สุขหรือทุกข์ภัย พระพิเทศพานิชจิตต์จงรัก ในจอมจักรปิ่นภพสบสมัย ลงมาเรือเชื้อเชิญให้พวกไทย ขึ้นอาศรัยเคหาบนหน้าเนิน มีตึกโตทำไว้ทั้งใหญ่กว้าง เปนที่ทางเขตรลำเนาภูเขาเขิน มีสวนจันทน์กานพลูดูเจริญ พินิจเพลินเหือดหายวายอาวรณ์ เหล่าข้าหลวงแต่งกายแล้วผายผัน ลงเรือพลันคนกรรเชียงเรียงสลอน มาถึงท่าจะขึ้นรถบทจร ริมสาครหน้าป้อมพรักพร้อมเพรียง ยิงสลูตทูตตามความคำนับ หูออกดับดังลั่นสนั่นเสียง รถก็เดินเปนระเบียบดูเรียบเรียง ครั้นถึงเคียงเข้าประทับกับบันได ชวนกันขึ้นตึกโตระโหฐาน ค่อยเบิกบานวิญญาอัชฌาสัย เมื่อทูตถึงท่านเจ้าเมืองอันเรืองชัย ยังคลาไคลเที่ยวท่องท้องนที ไปจบจีนเหล่าสลัดสกัดก้าว มันกรูกราวจากแดนออกแล่นหนี รองเจ้าเมืองอยู่รักษาซึ่งธานี เขาอารีพวกเราเฝ้าระวัง จัดทหารอภิบาลบำรุงรักษ์ คอยภิทักษ์รัถยาทั้งหน้าหลัง ข้างฝ่ายตัวก็ไม่เชือนบิดเบือนบัง หมั่นมาฟังข่าวระคายร้ายหรือดี พวกขุนนางแลนายห้างที่เมืองนั้น ก็พัวพันผูกรักเปนศักดิ์ศรี เชิญกินโต๊ะหยากใคร่เปนไมตรี โดยว่ามีมิตรจิตต์สนิทใน ราชทูตหยุดสำนักพักอยู่นั่น ได้สองวันมัวหมองค่อยผ่องใส จะกลับคืนหมายมุ่งมากรุงไกร ครั้นแสงไขผ่องภพพื้นนภา ฯ

๏ รองเจ้าเมืองจัดทหารชำนาญศึก อึกกระทึกคึกคักเปนหนักหนา ล้วนถือปืนหลายหอกออกประดา สักร้อยกว่ายืนเรียงเคียงคำนับ พวกปืนใหญ่ให้คอยยิงสลูต ขณะทูตคลาไคลเมื่อขากลับ ทั้งขุนนางนายห้างมาคั่งคับ บ้างคอยรับตามทางข้างคิรินทร์ ต่างสุดแสนโสมนัศขึ้นรัถา ไปสู่ท่าวังวนชลสินธุ์ พี่ดีใจดังได้สมบัติอินทร์ จะกลับมาธานินทร์ประสบนาง แล้วลงเรือรีบตะบึงถึงกำปั่น หมดด้วยกันหน้าก่ำดังน้ำฝาง ที่ตึกตรองหมองไหม้ค่อยวายวาง หัวเราะพลางพูดเพลินเจริญใจ เวลาเช้าราวสักสามโมงเศษ แรมทุเรศมาในแควกระแสใส ได้สี่วันสี่คืนชื่นฤทัย คลื่นไม่ใหญ่วายุพัดกำดัดดี ฯ

๏ พอวันศุกรเดือนเจ็ดขึ้นเก้าค่ำ เห็นปากน้ำชวากวุ้งเข้ากรุงศรี ห้าโมงเช้ามีเศษเจ็ดนาฑี ก็ถึงที่ทอดพลันนอกสันดอน ฝ่ายกัปตันคนนี้ช่างดีเหลือ เรียกลูกเรือเซงแซ่แลสลอน เร่งโรยรอกนาวาลงสาคร ให้เราจรหมดด้วยกันทันเวลา เห็นเรือโบตสามลำประจำที่ กะลาสีตีกรรเชียงนั่งเรียงหน้า พร้อมเชือกเสาเพราใบในนาวา นายรักษาอยู่ประจำลำละคน บรรดาไทยนายไพร่ยี่สิบเจ็ด ครั้นพร้อมเสร็จเปนลำดับไม่สับสน ลากัปตันเคลื่อนคลอจรดล ฝ่ายข้างบนที่กำปั่นก็ลั่นปืน ยิงสลูตส่งทูตสิบเก้าถ้วน พระพายชวนเฉื่อยมาไม่ฝ่าฝืน ได้สมหวังกลับยังนครคืน ก็เริงรื่นสุขสมภิรมย์ใจ ฯ

๏ ถึงหน้าด่านเมืองสมุทหยุดประทับ เห็นคั่งคับคนผู้ดูไสว ต่างจรจากนาวาแล้วคลาไคล ขึ้นอาศรัยปรีดาศาลากลาง ท่านพระยาผู้รักษาเมืองสมุท ก็แสนสุดยินดีไม่มีหมาง ลงมานั่งพูดจ้อหัวร่อพลาง ทั้งฝ่ายข้างท่านผู้หญิงวิ่งเปนควัน หาสำรับตั้งเรียงเลี้ยงพวกทูต หน้าไม่บูดเบิกบานงานขยัน อันอังกฤษแต่บรรดามาด้วยกัน ก็จัดสรรค์เลี้ยงสิ้นกินจนพอ ผลไม้นานาซื้อหาให้ เหล้าใส่ไหตวงตักไม่พักขอ บุหรี่ยาเพ็ชบูรณ์ที่ฉุนตอ คนละห่อให้ถ้วนจำนวนมา กะลาสียินดีเปนที่ยิ่ง ก็ขนสิ่งของส่งลงตีนท่า บรรทุกท้องกองเรียบเพียบนาวา ครรไลลาไปกำปั่นนอกสันดอน ฯ

๏ พระยาสมุทบุรานุรักษ์นั้น ให้จัดสรรค์เรือแพแซ่สลอน ฝ่ายพระยามหาอัคนิกร ก็รีบร้อนเร่งฝีพายชายชำนาญ เรือเก๋งพั้งทั้งสองสำรองเสร็จ กับเรือเป็ดจอดเรียงเคียงขนาน ต่างคนลาสองพระยาไม่ช้านาน ออกจากด่านเมืองสมุทรีบรุดมา พิรุณโรยโปรยด้วยลอองสาด น้ำลงปราดเชี่ยวเหลือเบื่อหนักหนา พอย่ำฆ้องสองยามตามเวลา ถึงกรุงเทพมหานครคง เข้าประทับกับท่าที่หน้าบ้าน ขึ้นสถานยลมิตรพิศวง ทั้งพงศามาพร้อมล้อมเปนวง พูดกันส่งไปจนแจ้งแสงอุทัย ฯ

๏ แต่พวกทูตกราบบังคบบรมบาท ออกจากราชธานีที่อาศัย จนถึงเมืองลอนดอนพักผ่อนไป ตามหัวเมืองเนื่องในระยะทาง ทั้งได้เที่ยวหลายบุรีที่อังกฤษ สบายจิตต์สารพัดไม่ขัดขวาง ตัวเจ้าเมืองกรมการทุกด่านทาง ไม่เมินหมางต้อนรับประคับประคอง ได้ปรากฎยศยิ่งทุกสิ่งสิ้น สมถวิลเอาใจมิให้หมอง แต่พอถึงที่ประทับคอยรับรอง ทั้งเข้าของกินอยู่ดูระวัง อันเจ้าเมืองมาคำนับรับทั้งนี้ เพราะเดชาบารมีไปคุ้มขัง สองพระองค์ซึ่งดำรงนัครัง ดังฉัตรบังกั้นเกศกันเภทภัย พระนางนาฎจึงประสาสน์เสาวนิศ ให้เขาคิดรับรองได้ผ่องใส พวกข้าหลวงทั้งหลายสบายใจ แต่วันไปจนมาถึงธานี ฯ

๏ เรื่องที่กายรายที่กวนล้วนเปนสุข ต้องจนแท้แต่ใจทุกข์ขุกหมองศรี ไปห่างน้องปองหานุชสุดโศกี กรรมมากมายกายมัวมีที่คำนึง แทบเกือบปีที่การไปไกลเหลือล้ำ ลงนอนแซ่วแล้วนั่งซ้ำร่ำจนถึง เปนสุดจนป่นเสียจริงนิ่งรำพึง ทนไปแน่แท้เปนหนึ่งถึงชีวา นี่หากบุญหนุนให้บ้างครั้งคราวยาก ร้อนแรมจรรอนรักจากพรากเคหา คงได้ชื่นคืนได้ชมสมจินดา มาแนบเนื้อเมื่อแนบหน้าพาแนบนวล พี่ละบ้านพานลำบากมากหม่นหมาง ครุ่นถึงนวลครวญถึงนางครางโหยหวน จึงเขียนคำจำข้อคิดจิตต์รัญจวน เรื่องการเศร้าเรากำสรวญจวนแหลกลาญ หวังจะให้ไว้จงเห็นเปนฉบับ ได้สืบดูรู้สำหรับตรับตรองสาร แนะสังเขปในสิ่งข้อพอประมาณ ทราบแถวถิ่นสิ้นที่ถานบ้านเมืองเอย ฯ

๏ ตัวเราเกลากล่าวเกลี้ยง กลอนไข
คือหม่อมราโชทัย ที่ตั้ง
แสดงโดยแต่จริงใจ จำจด มานา
ห่อนจักพลิกแพลงพลั้ง พลาดถ้อยความแถลง ฯ
๏ บางยลบางเรื่องรู้ รหัศการ
จึงนิพนธ์พจนสาร สืบไว้
สำหรับแผ่นดินนาน เนาเนื่อง ไปเอย
คนเกิดภายหลังได้ อ่านแจ้งอนุสนธิ์ ฯ
๏ ใช่จิตต์คิดอาจอ้าง อวดดี
จักแข่งวากย์วาที เทียบสู้
ถือตนทัดเทียมกระวี หวังเสนาะ โสตนา
สักแต่ว่าพอรู้ เริ่มกล้ากล่าวสาร ฯ
๏ ขอจงสารสวัสดิ์นี้ เนานาน
จนตราบถึงอวสาน สุดหล้า
สูญภพแผ่นดินดาล แดนโลก
จึงลิขิตคำข้า ขาดสิ้นโทรมสูญ ฯ

(หมายเหตุวิกิซอรส์: ท้ายหนังสือนิราศลอนดอนฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์มีข้อความต่อท้ายดังนี้)

๏ แถลงความนามดอกเต้อ บรัดเล
เป็นช่างการพิมพขะเน ขนบรู้
คือชาวชาติอะเม- ริกันเกิด โพ้นเฮย
มาสั่งสอนสาศนสู้ สละด้าวแดนสถาน ฯ

๏ ขอแต้มต่อข้อธิบายไว้ท้ายสาร เหมือนชี้เช่นเปนหน้าสารบาล เชิญวิจารณเรื่องรศบทสำคัญ ท่านผู้ใดใจนักเลงเพลงฉลาด ซื้อนิราษเรื่องลอนดอนกลอนกระศัลย ไปอ่านฟังข้อคำที่รำพรรณ ว่าคมขันฤๅจะเขินดำเนินกลอน ฉันขอบจิตรคิดตรองหาช่องชอบ เปนคนรอบรู้รักษในอักษร สู้เสียทรัพยซื้อหาไม่อาวรณ ได้มานอนนั่งอ่านสำราญใจ บัดสีแทนที่ท่านแสนกระหนี่เหนียว ทำบิดเบี้ยวบากเบือนเชือนไถล เงินก็มีแต่ไม่ซื้อถืออย่างไร การนี้ไม่เหลือแรงแพงหนักนัก ควรจะหามาไว้ดูให้รู้เรื่อง ที่บ้านเมืองใกล้ไกลได้ประจักษ เล่นขอยื้มกันอ่านสงสารภักตร จะเสื่อมศักดิ์เสียนามความขจร ถึงคิดลอกเล่าก็ยากลำบากช้า ทั้งเสียค่าสมุดดีที่บางซ่อน สิ้นดินสอหอรดารป่วยการนอน เงินเงินป้อนส่งให้ได้สบาย แต่ก่อนนั้นสาราติดหายาก ไม่กระดากยืมกันได้ดังใจหมาย เดี๋ยวนี้กรุงฟุ้งเฟื่องประเทืองพราย ตีพิมพขายเกลื่อนกลาดดาษดา ซื้อทิ้งไว้ศักฉบับสำหรับบ้าน พอลูกหลานอ่านมี่ที่เคหา ไม่ภักยืมเขาให้ยากลำบากตา ฉันช่วยว่าเตือนสติจงตริตรอง ไม่ใช่แกล้งแต่งคารมด้วยคมปาก มาถางถากทำให้ฤไทยหมอง การที่ว่าเหนไม่งามตามทำนอง อย่าขัดข้องหมองหมางระคางทรวง แม้นผู้ใดจะใคร่ซื้อหนังสือบ้าง เชิญไปห้างปากช่องคลองบางหลวง มีกฎหมายสำหรับความตามกระทรวง ฉบับหลวงตีความตามเนื้อไทย เชิญไปดูจะได้รู้หลายชนิด ฤๅจะจ้างข้างปิดใบปกใหม่ ไม่แพงมากเกินราคาระอาใจ เชิญท่านไปชมบ้างที่ห้างเอย ฯ

กลับไปหน้าหลัก
Gtk-go-back-ltr.svg ก่อนหน้า