ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค 1/กระบวนเสด็จและการพระเมรุ

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

สอบเรื่องราวตำราพระเมรุกรมหลวงโยธาเทพ
กับพระราชพงศาวดาร
ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ร.ศ. ๑๒๑


เมื่อสิ้นแผ่นดินพระเพทราชาแล้ว ท่านผู้หญิงเดิม ซึ่งตั้งเปนพระมเหษีกลาง อันได้เปนผู้อุปถัมภ์บำรุงขุนหลวงเสือมา ออกไปอยู่ที่ตำหนักวัดดุสิต ซึ่งเปนตำหนีกเดิมของเจ้าแม่วัดดุสิตครั้งพระนารายน์ เห็นจะเปนจัดการเพื่อจะให้เหมือนครั้งพระนารายน์ ภายหลัง ตั้งให้เปนกรมพระเทพามาตย์

พระมเหษีขวา กรมหลวงโยธาทิพ พระมเหษีซ้าย กรมหลวงโยธาเทพ ออกไปตั้งตำหนักอยู่ริมวัดพุทไธสวรรย์ ปีมะโรง โทศก จุลศักราช ๑๐๖๒ โสกันต์ตรัสน้อยที่ตำหนักนั้น เปนปีที่ ๓ แผ่นดินขุนหลวงเสือ ดูไม่เกี่ยวข้องอันใดในราชการตลอดทั้งแผ่นดิน

ขุนหลวงท้ายพระขึ้นเสวยราชย์ปีจอ อัฐศก จุลศักราช ๑๐๖๘

ปีเถาะ ตรีศก จุลศักราช ๑๐๗๓ กรมพระเทพามาตย์สวรรคต ดูการศพจะไม่สู้กระไรนัก เห็นจะไม่ได้เผาในเมือง

ปีมะแม สัปตศก ศักราช ๑๐๗๗ กรมหลวงโยธาทิพทิวงคต ทำการเมรุขื่อ ๕ วา ๒ ศอก สูง ๒๐ วา ๒ ศอก มีพระเมรุทอง ศพขึ้นรถ งาม ๗ วัน

ขุนหลวงบรมโกษฐ์ขึ้นเสวยราชย์ปีชวด จัตวาศก จุลศักราช ๑๐๙๔ ราชาภิเศกในวังน่า แลเสด็จอยู่วังน่า ซึ่งไม่ได้เข้ามาอยู่วังหลวงนั้นคงจะเปนด้วยไม่ไว้ใจพวกวังหลวง กลัวจะยังไม่สิ้นเสี้ยนหนาม แลอีกประการหนึ่ง ดูก็เก๋ดีคล้ายพระนารายน์ สังเกตุดูแผ่นดินขุนหลวงบรมโกษฐชอบเล่นอย่างแบบบุราณมาก เช่น มหาดเล็กขี่คอไปสั่งราชการ เปนต้น แต่มีเหตุซึ่งจำให้ต้องเข้าไปอยู่วังหลวงเมื่อภายหลัง คือ ถูกเจ๊กเข้าปล้นวังเมื่อปีขาล ฉศก จึงได้ลงมือซ่อมปราสาท ฤๅปีมะโรง อัฐศก กรมหลวงอภัยนุชิตจึงได้มาสิ้นพระชนม์ที่พระปรัศในวังหลวงเมื่อวัน ๑๒ ค่ำ

กรมหลวงโยธาเทพสิ้นพระชนม์วัน ค่ำ ปีรกา สัปตศก ศักราช ๑๐๙๗ อยู่ในระหว่างเสด็จอยู่วังหน้า แต่ไม่มีปรากฎในพระราชพงศาวดาร

ข้อที่อ้างตัวอย่างพระบรมศพปีฉลู เบญจศก ๑๐๙๕ นั้น คือ พระบรมศพขุนหลวงท้ายสระ ซึ่งทำพระเมรุขนาดน้อย ขื่อ ๕ วา ๒ ศอก เท่าพระเมรุกรมหลวงโยธาทิพ แต่พระเมรุทั้ง ๒ คราวนี้คงจะเปนงาน ๓ วัน ๔ วันทั้งเก็บพระอัฐิ ฤๅ ๕ วันทั้งฉันสามหาบเปล่า ๆ อย่างเดียวกัน ด้วยในขณะนั้น เจ้าแผ่นดินดูกลัวแถบข้างวังหลวงมาก จะเสด็จออกจากวังเสมอน่าจักรวรรดิ ก็ต้องรีบกลับ อยู่ได้เพียงชั่วโมงหนึ่งเป็นอย่างช้า แลข้าราชการก็ร่วงโรยเบาบาง เพราะฆ่ากันมาเสียหลายแผ่นดินแล้ว

แผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ฆ่าขุนนางเก่าครั้งแผ่นดินเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์

แผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ฆ่าขุนนางพวกพระเชษฐา แต่เห็นจะน้อย

แผ่นดินพระนารายน์ ฆ่าขุนนางที่เปนพวกเจ้าฟ้าไชยและพระศรีสุธรรมราชา เห็นจะเกือบหมด เปลี่ยนใหม่ทั้งสำรับ

แผ่นดินพระเพทราชา ฆ่าขุนนางแผ่นดินพระนารายน์หย่อยมาจนถึงไปตีนครราชสิมา เห็นจะเรียกว่า เกือบหมดได้

แผ่นดินขุนหลวงเสือ เห็นจะฆ่ามาก เพราะคนนิยมเจ้าพระขวัญฤๅพวกเจ้าพระพิไชยสุรินทร์จะเปนขุนนางอยู่ไม่ได้

แผ่นดินขุนหลวงท้ายสระ เคราะห์ดี ไม่ต้องฆ่าใคร แต่ขุนนางแผ่นดินขุนหลวงเสือ เห็นจะมีน้อย เพราะอยู่ในราชสมบัติน้อย ตั้งไม่ทันเต็มที่

แผ่นดินขุนหลวงบรมโกษฐ ชาววังหลวงเห็นจะตายเกือบหมด แต่สมุหนายกยังถอดเปนพระยาราชนายก ซึ่งนับว่า เปนคนออกหน้าค่าชื่ออยู่คนเดียว เพราะฉนั้น ขุนนางตามในจดหมายตำรานี้จึงได้ร่องแร่ง เพราะแรกเสวยราชย์ หาคนตั้งไม่ทัน ฤๅตั้งผู้ใดขึ้นก็ไม่รู้ตำราเก่าเลยทั้งสิ้น

คิดดูในระหว่าง ๙๐ ปี ฆ่าเททิ้งกันเสียถึง ๗ ครั้ง เกือบปน ๑๓ ปีฆ่ากันครั้งหนึ่ง ฤๅถ้ารอดตาย ก็กลายเปนไพร่หลวงแลตะพุ่นหญ้าช้าง ถ้าจะนับพวกที่ไม่ตาย ก็ต้องว่า ผู้ดีกลายเปนไพร่ ๆ กลายเปนผู้ดีถึง ๗ ครั้งใน ๙๐ ปีนั้น ฯ[1]

สมเด็จพระรูป วัดพุทไธสวรรค์ กรุงเก่า


 [2]๏ วัน ค่ำ จุลศักราช ๑๐๙๗ ปีเถาะ สพศ่ก[3] เพลาย่ำฆ้องค่ำแล้ว ๓ บาด สมเดจ์พระรูปเจ้า[4] เสรจ์นิฦๅภาณณ่วัดพุไทยสวัรร ฯ เสดจ์ลงไปณะพระศภ จึงทรํงฯ สังว่า ให้เชีนสมเดจ์พระบรํมศภขึ้นไปไว้ณ่พระทือนังจักระหวัดไภยชํลมหาปราสาททนั้นแล พระธรรมาฯ กราบทูลพระก่รรุนาฯ ด้วยการจ่ตั้งเคริองพระมหาก่ถิน[5] สำมรับการสมเดจ์พระบรมศภ แลคนแห่แลจ่หามพญาณุมาดนั้นน้อย มิครํบการ จึงฯ ทรํงฯ สังวา ให้วานเอาล้อมพระราชวัง ๖๐ คนแบงให้ข้าง พระอพิรํม ๓๐
พระราธียาร ๓๐
๖๐ คํน[6] แลทือจ่ตั้งเครื้องณ่พระธินั้งจักระหวัดนั้นฯ ก่ให้ตั้งการตามสมควรเทีษหน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/160หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/163หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/164หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/165หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/166หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/167หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/168หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/169หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/170หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/171

Sudawadi crematory layout, 2278 BE (1).jpg
๏ แผนทือพระเมรุพระบรมศภพระรูปณวัดพุไทยสวรรณ่ปีเถาะสัพ"ก ๚๛

๏ - - - - เขียรว่า(ต้นฉบับตรงนี้อ่านไม่ออก) นั้นดว้ยฉบับเดีมเลยใม่เหนอักษร ๛

Sudawadi crematory layout, 2278 BE (2).jpg



 [7]๏ แกลํงเสีย เอาาม่รออกไปยไว้นอกพระเมรุกอร แล้วจิงเชีนสมเดจ์พระบรํมโกฏขึ้นตั้งบํนพระชีงส่กอร ครั้นเพลาบายแล้ว 
โมง ขุนโชด
นายแรม โหร
ให้ปรโคมฆ้องกลองแตรสังแล้ว ครั้นเพลา 
โมงจึงสำเมรจ์ เสดจ์กลับมาณพระธินังจักระหวัด ต่อเพลาตีห้าทุ้ม เพลีงสงํบแล้ว พระรัตณโกษาแลขุนพิพิทสมบัตให้สํนมพนักงานเอาอยวกเข้าประคองถานเพลีงไว้ แล้วให้ ๔ ตำมรวจ์เอาฉากแผงเข้าบังเพลีงไว้ แล้วขุนบำมเร่อภักให้นายดานลํดเพดานอยวกลง จึงให้ช้าวม่านเอาเพดารกำมญีพืนแดงแลม้านใหญ่ปรดับแว้นศรีแดงออกไปไว้นอกพระเมรุนั้นยังเกาขึ้นผูกไว้ จิงชักม่านรอบทัง ๔ ทิตย
 ครั้นรุ่งขึ้น ณวัน + ค่ำ เพลาย่ำฆ้องแล้ว ๓ บาท ฯเสดจ์ฯ ออกไปณ่พระเมรุ ทรํงตักบาด เพลา ๖ บาด สราชรฏเพลา 
โมง จึงเสดจ์ฯ แลเสดพระอังคารนั้น ขุนพิพิมสมบัตห่อผ้าขาวไสภานทองเชีนขึ้นพญานุมาดสามคานตามพระพิไชยราชรฎ ม่หาดไทยกรลาโหมเกนแหเมีอรแหสมเดจ์พระบรํมศภออกไปณ่พระเมรุนั้น แลพระพิไชยราชรฎโยงปรายเข้าตอกอานหนั้งสือแลรูปสัตวทังปวงนั้นแหกลับไปตามกระบวญ แลครันพระพิไชยราชรฎไปตรํงหน้าวัดพระศรีสรรเพช อยุดพระพิไชยราชรฎไว้ จิงเชีนพญานุมาดสองคานเข้ารับพระบรํมโกฎไสพระธาตุนั้นเข้าไปยังวัดพระศรีสรรเพชญ เกนแหแลเคริองแหนั้นแหเข้าไปจนถึงวัดพระศรีสรรเพชญ แล้วกลับออกมาแหเสดพระอังคานลํงไปเรีอขนาญปรตูท้าปราบ จิงเอาเรีอพระทือนังสุวัณหงษเข้ามารับเสดพระอังคานแหไปตามกระบวญ ม่หาดไทก่รลาโหมเกนไปลอยณวัดพุไทยสวรร แลม่านใหญ่ยนั้นปิดไว้ทั้ง ๔ ทิตย แล้วจํนพระสงฆฉันสามหาบ สำเมรจ์การพระบรํมศพณ่ปีฉลู เบญจศก แต่เท่านี้ แลเครื่องปรดับนอกพระเมรุนั้นแจ้งอยู่ไนยแผนทือนั้นแล้ว ฯ[8]

  1. จากเรื่อง เรื่องสมเด็จพระบรมศพ จดหมายเหตุงานพระเมรุครั้งกรุงเก่า ฉบับพิมพ์ปี ๒๔๕๙ หน้า ๑–๓
  2. 1
  3. 2
  4. 3
  5. 4
  6. 5
  7. ตามต้นฉบับเรื่องงานพระเมร มีต่อท้ายไว้ดังนี้
  8. จาก จดหมายเหตุ สมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่อง รายงานพระเมรุครั้งกรุงเก่า (ต่อท้าย) จ.ศ. ๑๐๙๗ (พ.ศ. ๒๒๗๘) เลขที่ ๑๔ สมุดไทยดำ